WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 27, 2008

กกต.คาดรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.กทม. เขต 11 ได้วันพฤหัสบดีนี้

กรุงเทพฯ 27 ต.ค. - เมื่อวานนี้มีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 11 ใน กทม. ซึ่ง กกต. กทม. ก็จะนำผลการเลือกตั้งเมื่อวานนี้ไปส่งให้กับ กกต.กลางในช่วงบ่าย เบื้องต้นก็ไม่พบว่ามีการร้องเรียนในเรื่องของการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ซึ่งนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า กกต. จะประกาศรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.เขต 11 ได้ในวันพฤหัสบดีนี้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-27 12:26:29

ทีมความจริงวันนี้แถลง พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อสายตรงเข้ารายการไม่นำไปสู่ความแตกแยก

กรุงเทพฯ 27 ต.ค. - ทีมงานความจริงวันนี้สัญจรเชื่อกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะต่อสายตรงเข้ารายการจะไม่นำไปสู่ความแตกแยกของสังคม แต่จะช่วยให้บ้านเมืองสงบสุข

นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจาตุรนต์ ฉายแสงและนายอดิศร เพียงเกษ ได้แถลงข่าวการจัดงานความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ว่า จะเน้นเนื้อหาการต่อต้านรัฐประหารและเผด็จการทุกรูปแบบ เริ่มในเวลา 15.00 -22.00 น. โดยจะเป็นการรวมตัวอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกัน ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะต่อสายตรงเข้ามาในนั้นเชื่อว่า ท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มีวุฒิภาวะจึงเชื่อว่าจะก่อให้เกิดความสงบในบ้านเมืองมากกว่าสร้างความวุ่นวาย

ทางด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากตรวจสอบพบว่าไม่มีการบรรจุเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันพรุ่งนี้ ก็จะไม่เคลื่อนการชุมนุม และเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักวิชาการที่เสนอให้มีการเจรจากัน ส่วนกรณีที่นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาให้นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อช่วงเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มาใช้นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า คงไม่ใช่การส่งสัญญาณอะไร เพราะไม่ได้เป็นต้นเหตุของความรุนแรง

สำหรับบรรยากาศบริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา ยังคงมีการปิดการจราจรบนถนนราชดำเนินนอก มีการนำแผงเหล็กและล้อยางรถยนต์ มาวางปิดกั้นบริเวณถนนหน้ากองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 จนถึงเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ แต่ได้เปิดให้มีการสัญจรไป - มาได้ 1 ช่องทาง โดยมีการตรวจสอบรถยนต์ที่ผ่านเข้า - ออกอย่างละเอียด ขณะที่ บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ยังคงมีการนำล้อยางรถยนต์มาวางผิดกั้น ไม่ให้มีการสัญจรไป – มา ส่วนบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า การจราจรเป็นไปอย่างปกติ และไม่มีการชุมนุมของกลุ่มใด ๆ

ทางด้านนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีออกหนังสือเวียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เฝ้าติดตามการใช้ถ้อยคำหมิ่นเบื้องสูงว่า หากพบว่าเข้าข่ายให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด พร้อมได้ให้ผู้ว่าฯ จัดเวรยามเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวตามสถานีวิทยุต่าง ๆ รวมถึงเวทีแสดงความคิดเห็น หากมีการพูดจาพาดพิง ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน และรายงานให้ทราบเป็นระยะ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีรายงานจากบางจังหวัดเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าภาคใดมีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-27 12:09:06




อนาถ!เด็กอายุ13ทำระเบิดปิงปอง เลียนแบบม็อบชั่ว

ตร.บุรีรัมย์ รวบ "แก๊งเด็กรู" หลังตั้งก๊วนตระเวนขโมยดูดน้ำมันจักรยานยนต์ สารภาพนำไปทำระเบิดขวดขว้างกวนเมือง เผยเลียนแบบพฤติกรรมชั่วม็อบพันธมาร จากเอเอสทีวี ที่บ้านเพื่อน ด้านผู้ปกครองเด็กจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการทีวีถ่อย ระบุมีการนำเสนอคำพูด "หยาบคาย-เสียดสี-ภาพไม่เหมาะสม" ส่งผลกระทบรุนแรงถึงเด็ก

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา พ.ต.ท.สมบัติ ศรีสังวร สารวัตรเวร สภ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ได้นำตัว ด.ช.ลิ้ม (นามสมมติ) 1 ในสมาชิกแก๊งเด็กรูมาสอบสวน พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รุ่นเวฟ สีน้ำเงินเทา ทะเบียน จต 969 ชลบุรี แกลลอนน้ำมันขนาดความจุ 5 ลิตร 1 ถัง มีน้ำมันอยู่ประมาณ 3 ลิตร

ภายหลังถูกชุดสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ จับกุมได้ ที่โรงแรมจันทนา ตั้งอยู่ริมถนนรอบเมือง ต.อิสาณ อ.เมือง หลังได้รับแจ้งจากชาวบ้านหลายรายว่าถูกแก๊งดังกล่าว ซึ่งมีประมาณ 5 – 6 คน แอบลักดูดน้ำมันตามรถ จักรยานยนต์ที่จอดอยู่ตามข้างทาง ลานจอดรถของโรงแรมฯ สวนสาธารณะ และห้างสรรพสินค้า เป็นประจำ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ที่จอดรถไว้ตามสถานที่ดังกล่าวเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ ระหว่างชุดสืบสวนได้ออกติดตามกระทั่งพบกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเด็กอายุระหว่าง 13-17 ปี ขับรถ จักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมา 6 คน รวม 3 คัน และมีพฤติกรรมน่าสงสัย จึงเข้าไปขอตรวจค้น แต่ปรากฏว่ากลุ่มเด็กวัยรุ่นทั้งหมด ซิ่งรถหนีระหว่างนั้น ดช.ลิ้ม อายุ 14 ปี ได้กระโดดวิ่งลงจากรถเพื่อวิ่งหนี แต่ก็ไปไม่รอดถูกชุดสืบสวนฯ จับกุมได้

จากการสอบสวนให้การรับสารภาพว่า ร่วมกับเพื่อนร่วมแก๊งซึ่งมีอยู่ประมาณ 6 คน ออกตระเวนขโมยน้ำมันตาม รถจักรยานยนต์ ตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่น้ำมันมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใส่รถ จักรยานยนต์ของพวกตนเพื่อนำไปขับขี่เล่น

ต่อมาได้ไปดูทีวีที่บ้านเพื่อนคนหนึ่งในแก๊งระหว่างรอรับกันไปขับรถ จักรยานยนต์เล่น ซึ่งที่บ้านของเพื่อนคนดังกล่าว ได้ติดตั้งจาน เอเอสทีวี และเปิดดูการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดเวลา

"ตอนแรกๆผมดูก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอดูเข้าทุกวันๆ รู้สึกคึกคักขึ้นมาทันที มีภาพเดินไปประท้วงตามที่ต่างๆ และภาพการต่อสู่กับตำรวจแล้ว รู้สึกมัน ถ้าทำได้แบบนั้นน่าจะสนุกไม่น้อย จึงคิดกับเพื่อนในกลุ่มออกขโมยน้ำมันรถ จักรยานยนต์ มาใส่รถ จักรยานยนต์ของพวกตนเพื่อขับเล่น ต่อมาจึงหันมาทำระเบิดขวด โดยใช้ขวดของเครื่องดื่มชูกำลังมาใส่ไว้ขว้างเล่นตามสถานที่ต่างๆ และคู่อริ" ด.ช.ลิ้ม กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ตั้งข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ ก่อนนำตัวส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก จ.บุรีรัมย์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นายสังข์เอง (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ปกครองเด็ก บอกว่าน้องลิ้ม ไม่เคยมีพฤติกรรมแบบนี้มาก่อน แต่มาช่วงหลังมักจะไปชมการถ่ายทอดการชุมนุมประท้วง ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บ้านของเพื่อนเป็นประจำ จนติดไม่ยอมกลับบ้าน

ต่อมาจะมีนิสัยชอบก้าวร้าวและใช้วาจาไม่ค่อยสุภาพ กับเพื่อนและคนในครอบครัวให้ตนได้ยินหลายครั้ง กระมั่งมาทราบข่าวว่าลูกชายของตนถูกตำรวจจับกุม ตนจึงเชื่อว่าน้องลิ้ม น่าจะเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวและความรุนแรงจากการชมเอเอสทีวี

จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสื่อโทรทัศน์ไม่ควรนำเสนอภาพเหตุการณ์ความรุนแรง และการใช้วาจาที่ไม่สุภาพและเหมาะสมออกอากาศ เพราะอาจจะทำให้เยาวชนคนอื่น ลอกเลียนแบบเหมือนลูกชายตน เพราะเยาวชนเป็นบุคคลที่อ่อนไหวได้ ง่าย ซึ่งง่ายต่อการชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้

พ.ต.ท.สมบัติ ศรีสังวร กล่าวว่า แก๊งเด็กรูนี้เป็นแก๊งวัยรุ่นในเขต อ.เมืองบุรีรัมย์ โดยทุกคนในกลุ่มจะมีสัญลักษณ์ ที่แสดงหรือบ่งบอกว่าเป็นสมาชิกแก๊ง คือ จะเจาะหูด้านซ้ายและใส่ตุ้มหู ซึ่งมีสีดำเป็นวงกว้าง มีหลายกลุ่มรวมแล้วประมาณ 100-200 คน มักจะออกตระเวนขับรถเที่ยวเตร่ตอนกลางคืน เคยก่อเหตุหลายครั้งเช่นชิงทรัพย์ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในที่เปลี่ยว ทำร้ายร่างกาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับมาดำเนินคดีเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 13-20 ปี


ศ.ป.ช.บุกจี้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ฐานหนุนมันธมิตรฯ

กลุ่มศ.ป.ช.ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากชักใย‘แก๊งมือตบ’ ขณะที่‘องค์กรพลังแผ่นดิน’ แจ้งความ‘สาทิตย์’ฐานหมิ่นประมาท

นายสุขุม วงประสิทธิ เลขิการทั่วไป ศูนย์กลางปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติ โรงเรียนประชาธิปไตยสนามหลวง(ศ.ป.ช.)และกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน เดินทางมาบริเวณหน้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือของกลุ่มเรียกร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีการเข้าร่วมในทางพฤตินัยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การปฏิบัติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยออันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามรัฐะรรมนูญ และมีเหตุผลความผิดคือการที่เมื่อวันท่ 7ต.ค.ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าทำหน้าที่สมาชิกรัมฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล และที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสทเข้าร่วมการประชุม 4 ฝ่ายเพื่อหาทางแก้วิกฤตของบ้านเมือง โดยเสนอเพียงให้นายรัฐมนตรียุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง

“ หากพรรคประธิปัตย์ไม่ได้รับเสียงข้างมากเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล คงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจุบันที่ได้รับเลือกจากประชาชน เข้ามาเป็นรัฐบาลเช่นเดิม พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพัธมิตรฯจะมีการชุมนุมประท้วงอีกหรือไม่ และประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไร”นายสุขุม กล่าว

บุกสน.ดุสิต แจ้งจับ'สาทิตย์'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ผ่านมา ที่สน.ดุสิต นายชาญ เพ็ญจวงศ์ ประธานองค์กรพลังแผ่นดินแห่งประเทศไทย นายกวี พรหมศร กรรมการบริหารนายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง เลขาธิการและโฆษก และนายคารม พลทะกลาง ทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 พร้อมกลักฐานสำเนาเอกสาร ถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของนายสาทิตย์ ของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมี พ.ต.ท.เอกชัย ศรีระหงษ์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องเรียน

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ถ้อยคำกล่าวของนายสาทิตย์ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยมีเนื้อหาหมิ่นประมาททำให้องค์กรเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง และเจตนารมณ์ที่องค์กรโดยระบุในทำนองว่าการเคลื่อนไหวของเราเป็นเพราะไม่พอใจคำตัดสินของศาลในคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีถ้อยคำที่เป็นการกล่าวอ้างว่า องค์กรมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับส.ส.พรรคพลังประชาชนเพื่อทำการเคลื่อนไหวสร้างความรุนแรง ซึ่งถือว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากองค์กรของเราเป็นองค์กรภาคประชาชน ที่จัดตั้งเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเมืองจากทุกกลุ่ม โดยไม่เอื้อประโยชน์กับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และการเคลื่อนไหวของเราก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองผู้ใดทั้งสิ้น

“หลังจากที่มีข่าวลง มีคนโทมาในองค์กรมากมายว่าเป็นอย่างที่นายสาทิตย์พูดจริงหรือไม่ นี่คือการกระทำที่เราได้รับความเสียชื่อเสียง เราตรวจสอบทุกคน หากมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย แต่นี่เรากำลังถูกกล่าวหาให้องค์ได้รับความเสียหาย ว่ามีการเคลื่อนไหวที่เคลื่อบแฝงด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง เราจึงต้องมากล่าวโทษดำเนินคดีกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนดังกล่าว” นายพิเชษฐ์กล่าว

นอกจากนี้โฆษกองค์พลังแผ่นดินยังกล่าวปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี การออกมาเคลื่อนไหวในทุกกรณีไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผู้หนึ่งผู้ใด และไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับส.ส.พรรคพลังประชาชนอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง เมื่อถามว่าขั้นตอนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เมื่อนายสาทิตย์ มีเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายคารมกล่าวเสริมว่า ความผิดยังคงอยู่ นี่คือความผิดของนายสาทิตย์ แม้ตอนนี้จะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการเป็นส.ส. ถือว่ารอดพ้นไปในขณะนี้ แต่หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายปกติ ซึ่งภายหลังจากที่เจ้าพนักงานสอบสวนรับเรื่องแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้ว่าการกล่าวให้สัมภาษณ์ของนายสาทิตย์เป็นถ้อยคำที่จะนำไปสู่การหมิ่นประมาทได้หรือไม่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันที่ 28 ต.ค.จะมีการประชุมรัฐสภา คาดการณ์ว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินทางมาปิดล้อมรัฐสภาเช่นที่เคยกระทำหรือไม่ประธานองค์กรกล่าว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีกลุ่มสมาชิกของเราเดินทางมาร่วมสมทบที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาประมาณ 100 คนเพื่อปกป้องรัฐสภา และเพื่อให้กำลังองค์กรของเราเองด้วย ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯไม่เคลื่อนพลจากที่ตั้งก็อาจจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามตนได้ผสานกำลังมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว



นปช.รวมพล'คนเสื้อแดง'เผยความจริงวันนี้!ยันต่อสายคุย'ทักษิณ'


'คนเสื้อแดง'มั่นใจจัด'ความจริงวันนี้'เป็นทางออกให้ปชช.ที่มีความอึดอัดใจสถานการณ์ทางการเมืองร่วมกันแสดงความคิดเห็น และต้านการทำรัฐประหาร ยืนยันไร้ความรุนแรง ย้ำยึดสันติวิธี เผย'ทักษิณ'ตอบรับต่อสาย 1 พ.ย.นี้แน่

วันนี้ (27 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่อาคารอิมพีเรียลเวิร์ล ชั้น 6 ได้มีการจัดแถลงข่าวรายการ "ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร" นำโดยนายวีระ มุสิกะพงษ์ ผู้ดำเนินการรายการความจริงวันนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พลังประชาชน (พปช.) และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

โดยนายวีระ กล่าวถึงเหตุผลในการจัดรายการความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ว่า เนื่องจากการจัดงานครั้งที่แล้วที่อิมแพคเมืองทองธานีมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเข้าร่วามแต่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากสถานที่ไม่เพียงพอ จึงได้จัดครั้งที่ 2 นี้ขึ้นมา โดยในวันงานจะมีการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1 พันนาย และอาสาสมัครองค์กรสภานักศึกษา มาร่วมดูแลตรวจตราอาวุธ ซึ่งรายการจะเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น.-22.00 น. แต่จะเปิดประตูทางเข้าให้ประชาชนได้เข้าก่อนในเวลา 13.00 น.

ทั้งนี้ นายวีระ กล่าวยืนยันว่า ประชาชนผู้เข้าร่วมรายการความจริงวันนี้ ไม่ต้องวิตกว่าการจัดรายการจะเป็นการชุมนุมที่ทำให้เกิดความปั่นป่วนและปะทะกันระหว่างฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ เพราะการชุมนุมจะเป็นไปอย่างสันติวิธี ปราศจากอาวุธ และในวันนี้จะพิสูจน์ ว่าพลังผู้ที่รักในระบอบประชาธิปไตยจะสามารถเข้ามาร่วมชุมกันได้นับหมื่นโดยปราศจาก
ความวุ่นวาย

ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง กล่าวถึงสาเหตุในการเข้าร่วมขึ้นเวทีความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ว่า เนื่องจากตนได้ขึ้นเวทีครั้งที่ผ่านมา โดยส่วนตัวเห็นว่า นอกจากจะเป็นรายการบันเทิงยังมีเนื้อหาสาระตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเห็นว่ายังเป็นโอกาสที่ดีที่คนมีอุดมการณ์เดียวกันและคิดเหมือนกันจะได้มาร่วมกันแสดงพลังคัดค้านการทำรัฐประหาร ทั้งนี้ยืนยันรูปแบบรายการจะเป็นการต่อต้านรัฐประหารแบบปราศจากอาวุธและการเผชิญหน้า

นายอดิศร เพียงเกษ กล่าวว่า รายการความจริงวันนี้เป็นทางออกให้กับประชาชนที่มีความอึดอัดใจกับสถานการณ์ทางการเมืองและเห็นว่าการชุมนุมในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความสันติวิธี

นายอดิศร กล่าวว่าโดยส่วนตัว เชื่อว่าจะมีการทำรัฐประหาร จึงออกมาร่วมขึ้นเวทีในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตือนว่า หากทีการรัฐประหารครั้งนี้ต้องมีความรุนแรงเกิดขึ้น จึงขอเตือนทุกฝ่ายอย่าได้ร่วมมือกับการทำรัฐประหาร

ขณะที่นายจตุพร กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะต่อสายเข้าในรายการ'ความจริงวันนี้'ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ว่า ที่ผ่านมามีคนพยายามบิดเบือนในเรื่องของการโฟนอินว่า เป็นการใช้สื่อของรัฐเผยแพร่การสัมภาษณ์ แต่ตนยืนยันไม่ใช่การใช้สื่อรัฐเผยแพร่การสัมภาษณ์ เพราะอดีตนายกฯให้สัมภาษณ์ในรายการความจริงวันนี้สัญจร

นอกจากนี้นายจตุพร กล่าวยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตอบรับที่จะต่อสายเข้ารายการความจริงวันนี้อย่างแน่นอน ส่วนกระแสข่าวที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้ามาร่วมด้วยนั้น ตนได้เชิญแล้ว แต่ยังมีหลายฝ่ายคัดค้าน

เขมรเหลี่ยมจัด ดอดฟ้อง‘ยูเนสโก’ อ้างไทยปาบึ้ม‘ปราสาทพระวิหาร’

เล่ห์เหลี่ยม‘ขแมร’ยังแพรวพราว ย่องฟ้อง‘ยูเนสโก’กล่าวหาไทยปาระเบิดทำ‘ปราสาทพระวิหาร’เสียหาย ด้านอธิบดีกรมสารนิเทศ ระบุจับไต๋อุบายเขมรได้ พร้อมแจงทุกเวทีโลก

หลังจากที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้หารือระดับทวิภาคีกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างการประชุมอาเซม ที่ประเทศจีน เพื่อหาทางออกต่อปัญหากรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุด นายเพ สิพาน โฆษกคณะรัฐมนตรีของกัมพูชา เปิดเผยว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ยื่นคำร้องเรียนถึงองค์ การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก กล่าวหาว่าทหารไทยสร้างความเสียหายให้ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก ระหว่างที่ทหารไทยและกัมพูชาปะทะกันบริเวณพรมแดนใกล้ปราสาทพระวิหารเมื่อวันที่ 15 ต.ค. โดยคำร้องเรียนดังกล่าวถูกส่งถึงยูเนสโกไม่กี่วันหลังการปะทะกัน

ด้าน นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศประเมินท่าทีของกัมพูชาแล้ว เชื่อว่าเวลานี้ชาวโลกเริ่มจะจับทางกัมพูชาได้แล้ว ว่ามักจะมีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น หลังจากทางกัมพูชาแสดงท่าทีที่ดีออกมา 1 วัน จะเป็นอย่างนี้ออกมาตลอด ทั้งการอ้างว่าจับทหารไทยไว้ ทหารไทยเปิดฉากยิงก่อน หรือแม้กระทั่งเรื่องกับระเบิด เป็นแนวทางที่คาดหวังได้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยมีหลักฐานพร้อมชี้แจงทุกอย่าง จะเป็นเวทีใดก็ได้

อธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวอีกว่า‘ยูเนสโก’ไม่ใช่องค์การทางการเมือง ทั้งนี้ถ้าย้อนไปดูวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา พบ เป็นทุ่นระเบิดซึ่งยืนยันว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ จนทำให้ทหารพราน 2 นายขาขาด ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนอย่างไรก็ตาม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในระดับสากล

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวต่อว่า หากติดตามดูโดยตลอดจะเห็นว่า ล่าสุด นายกรัฐมนตรี สมเด็จฮุน เซน ของกัมพูชา ได้แสดงท่าทีระหว่างการประชุมอาเซม ว่าต้องการให้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความอดทนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการปะทะกันอีก ให้ใช้แนวทางทวิภาคี หวังว่า 2 ประเทศจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกันต่อไป ซึ่งจะเห็นว่า ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางของประเทศไทย ที่ได้ยืนยันและเรียกร้องตลอด คือ การหารือแบบทวิภาคี



หุ่นกระบอกการเมือง (ตอนที่ ๒)

วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๑
บทความตอนที่แล้วผมได้เรียนท่านผู้อ่านว่า ต้องถือเป็นความโชคดีของคนไทยทั้งประเทศที่เกิดปรากฏการณ์โจรครองเมืองในครั้งนี้ จึงทำให้เราได้เห็นพวกมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาในหลากหลายสาขาอาชีพ รวมตัวกันเป็นกลุ่มโจรเสื้อนอกแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ มาถึงตอนนี้ผมคงต้องแสดงความขอบคุณพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเฉพาะคุณสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นอย่างสูง เพราะการเคลื่อนไหวของคุณสนธิและสมัครพรรคพวกตลอดจนกลุ่มบุคคลผู้ให้การสนับสนุนนั้น ได้กลายเป็นคุณูปการต่อคนไทยทั้งชาติ คุณูปการอันสืบเนื่องจากในแต่ละย่างก้าวที่กลุ่มพันธมิตรฯทำการเคลื่อนไหวนั้น ทำให้พวกเราสามารถเห็นรอยเชื่อมต่อว่า มันมีที่มาที่ไปอย่างไร และความต้องการที่แท้จริงมันคืออะไรกันแน่ แล้วใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่สำคัญที่สุดทำให้มีคนจำนวนไม่น้อยเริ่มมีความคิดว่า สิ่งที่เราเคยหลงเชื่อเคยศรัทธาชนิดงมงายมาแต่อดีตกาลเพราะถูกปลูกฝังและครอบงำมาหลายชั่วอายุคนนั้น มันไม่ใช่อย่างที่เราเคยเข้าใจและยอมรับ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “มันเป็นของปลอม”
เมื่อฉบับที่แล้วผมได้กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีอาการเพลี่ยงพล้ำหรือทำท่าว่าจะถึงทางตันไม่อาจขับเคลื่อนต่อไปได้ ก็จะมีตัวละครน้าใหม่โผล่ออกมาพลิกฟื้นสถานการณ์ให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ และก็รวดเร็วทันใจเมื่อเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เจ้าสำนักสี่เสาและเครือข่ายก็ออกมาปรากฏตัวเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักขานรับการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรเสนอไม่ว่าจะเป็นนายชัยอนันท์เจ้าเก่าหรือขาประจำอย่างประเวศ วะสี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๒๔ อธิการบดีจากมหาวิทยาลัยต่างๆที่มีนายสุรพล นิติไกรพจน์เป็นหัวหอกแถลงการณ์เสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะ กรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองการปกครองเพื่อแก้วิกฤติของชาติ ที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน (ผมจะขอนำเสนอแบบถอดรหัสในตอนต่อไป)
เปรมเดินทางไปมอบทุนการศึกษา ของมูลนิธิเปรม ติณสูลานนท์ ณ หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 กันยายนและได้กล่าว กับบุคคลที่มาร่วมในงานว่า เป็นหน้าที่โดยตรงของพวกเราทุกคนที่จะต้องดูแลสั่งสอนเด็กเพื่อให้เด็กฉลาด รู้จักแยกแยะความดีกับความชั่วออกจากกันได้ และรู้จักหน้าที่ของตนเองที่มีต่อชาติบ้านเมืองว่าคืออะไร และที่สำคัญเปรมยังได้สอนเด็กนักเรียนที่ได้รับทุนว่า "หากเราปฏิญาณตนว่าจะทำอะไรก็ต้องทำตามคำปฏิญาณนั้น ถ้าไม่ทำตามนั้นพวกเราจะไม่ประสบกับความสุขความเจริญ เพราะพูดเท็จ ซึ่งพระสยามเทวาธิราชมีจริงและคอยดูพวกเราทำหน้าที่ให้ชาติบ้านเมือง ถ้าใครที่ทำไม่ดี ท่านก็จะไม่ชอบ แต่ถ้าใครทำดีท่านก็จะยกย่องส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในชีวิต เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรักษาคำปฏิญาณและต้องปฏิบัติสม่ำเสมอตลอดชีวิต" (พระสยามเทวาธิราช ท่านก็จะไม่ชอบ..โอ้โฮอะไรจะขนาดนั้นครับ)
ไอ้การสอนให้งมงายในลักษณะอันเป็นการครอบงำอย่างนี้นี่แหละ ที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดวิชา ที่ทอดตาไปทั่วแผ่นดินไม่มีใครอีกแล้วครับที่ทำได้เหนือชั้นไปกว่าท่านเจ้าประคุณเปรมของผมคนนี้อีกแล้ว (กลับไปอ่านเปรมาธิปไตยลัทธิมอมเมาสังคม) ผมขอให้เปรมจำคำสอนนี้ไว้ให้ดีนะครับ และผมขอภาวนาให้พระสยามเทวาธิราชมีจริงและต้องศักดิ์สิทธิ์ด้วย เผื่อว่าพวกเราจะได้มีโอกาสเห็นเปรมฉิบหายขายตนก็ในคราวนี้แหละ เปรมเป็นนักโกหกแบบหน้าด้านๆให้จับได้หลายครั้งหลายหน จนกลายเป็นเรื่องคุ้นชิน เปรมจึงไม่ยี่หระกับการโกหกมดเท็จที่ถูกจับได้
การยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่ามันเกี่ยวข้องโดยตรงกับเปรมชนิดไม่ใช่ผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะเปรมออกหน้าอึกทึกครึกโครมอย่างเปิดเผย จนกระทั่งผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เปรมกลับย้อนถามนักข่าวว่า “พวกคุณรู้นี่ว่าผมไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง” เปรมไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งสอนใครว่าห้ามพูดเท็จ เพราะบนความเป็นจริงเปรมไม่เคยมีความจริงให้กับใครมาโดยตลอด และสำหรับเรื่องความดีความชั่วยิ่งแล้วไปใหญ่ เปรมเองก็ยังแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรคือดีและชั่ว เปรมอาศัยหน้าที่การงานที่มีความใกล้ชิดสถาบันฯ สร้างอิทธิพลและอำนาจให้กับตัวเองและพวกพ้อง แล้วใช้อำนาจอิทธิพลเหล่านั้นมาเป็นแรงขับเคลื่อนในการสนับสนุนให้กับกลุ่มบุคคลกระทำผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้กลุ่มทหารโจรทำการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ดี หรือการสนับสนุนให้มีกลุ่มอันธพาลข้างถนนรวมตัวกันขับไล่รัฐบาล ครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งเหิมเกริมขนาดบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลและสถานที่ราชการหลายแห่งก็ดี นี่ยังไม่นับรวมการปิดกั้นถนนตามอำเภอใจซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น ถ้าหากเปรมรู้ดีรู้ชั่วจริงดังเช่นที่ชอบสั่งสอนคนอื่น เปรมย่อมต้องรู้แน่นอนว่านั่นเป็นพฤติกรรมชั่วช้าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เพราะมันเป็นการย่ำยีและฝืนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ
นอกจากนี้แล้วเปรมยังได้กล่าวว่า “ยอมรับว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งที่เคยบริหารประเทศ ดังนั้นหลายคนจึงต้องช่วยกันคิด ส่วนตัวคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว” “สิ่งสำคัญแนวทางที่จะนำไปสู่ความเรียบร้อย คือ การรักษากฎระเบียบของกฎหมาย เชื่อว่าคนไทยจะกลับมามีความปรองดองเหมือนเดิมได้” โดยขอให้น้อมนำกระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะนำไปสู่ความสงบเรียบร้อย ที่สำคัญเปรมมีความเห็นเป็นการส่วนตัวว่า “แนวทางการแก้ปัญหาบ้านเมืองนั้นขอให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลชาติบ้านเมือง ตอบสนองความต้องการของประชาชนคนไทย”
เนียนไหมครับท่านผู้อ่าน เปรมแนะแนวทางไปสู่ความสงบด้วยการรักษากฎระเบียบของกฎหมาย เปรมต้องรู้อยู่แก่ใจแล้วละครับว่ากระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองเราในวันนี้ มีไว้สำหรับปกป้องพวกโจรกับเครือข่ายเปรมที่ทำการเคลื่อนไหวอย่างผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกันก็ใช้กฎหมายที่พวกมันเขียนขึ้นนี่แหละเข่นฆ่าคุณทักษิณและพวกพ้องตลอดจนกลุ่มคนที่รักหวงแหนประชาธิปไตย โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของประชาชนคนส่วนใหญ่ ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหาบ้านเมือง “ที่ขอให้ผู้มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน” เมื่อเป็นเช่นนี้ผมก็เลยมีคำถามถึงเปรมว่า การสนับสนุนให้มีการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุด และการให้เครือข่ายที่มีอยู่ปกป้องและสนับสนุนให้กลุ่มพันธมิตรฯป่วนเมืองอย่างผิดกฏหมาย จนงานบริหารบ้านเมืองซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่อาจขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างที่เห็นอยู่ในเวลานี้ และแม้แต่ที่ทำการของรัฐบาลยังสามารถูกยึดโดยไม่อาจใช้กฎหมายดำเนินการกับคนกลุ่มนี้ได้ “นี่หรือที่เป็นความต้องการของประชาชน” ผมคงไม่ต้องอธิบายความละครับ ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูเอาแล้วกันว่าสิ่งที่เปรมพูดมาทั้งหมดนั้นมันสอดคล้องต้องกันกับความเป็นจริงแค่ไหนอย่างไร
ถ้าหากท่านผู้อ่านจะสังเกตสักหน่อยก็จะพบว่า การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจในครั้งนี้ นอกจากมีการวางแผนกันอย่างเป็นระบบแล้ว ยังมีการคัดเลือกบุคคลที่มีความสามารถและเชี่ยว ชาญจากทุกสาขาอาชีพในทุกองค์กร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อมาทำการโค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณและทำลายพรรคไทยรักไทยเป็นการเฉพาะ นายสนธิถูกกำหนดให้เป็นหัวหอกมาเปิดประเด็นลูกแกะหลงทางและตีเสมอเจ้าขึ้นมาพิฆาตคุณทักษิณ แต่มีเป้าหมายไปไกลถึงขั้นกินรวบอำนาจอย่างชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กันอย่างโจ่งแจ้งด้วยความจงใจ จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบสามปี ที่กลุ่มพันธมิตรฯและเครือข่ายเปรมกล่าวหาคุณทักษิณด้วยการยัดเยียดความผิดและโจมตีมาตลอด ผมว่าพวกมันเองก็คงจำไม่ได้ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
การเคลื่อนไหวโจมตีของกลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงคุณทักษิณและนักการ เมืองพรรคไทยรักไทยเท่านั้น นายสนธิยังด่ากราดไปยังสมาชิกคนสำคัญของพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลแบบชนิดครบถ้วนทุกคนโดยไม่ตกหล่น จนกระทั่งมีการยึดอำนาจและรัฐบาลโจรเข้ามาทำหน้าที่แทน ก็ไม่อาจที่จะหลุดรอดจากการบริภาษของนายสนธิได้ นับตั้งแต่ส่วนหัวอย่าง สุรยุทธ์, หม่อมอุ๋ย,และนายโฆษิต ตลอดจนหัวหน้าโจรอย่าง สนธิบัง เรียกได้ว่าโดนกันอย่างทั่วหน้าไม่มีการยกเว้น หรือแม้แต่เปรมวายร้ายตัวสำคัญ ก็ยังไม่พ้นที่จะถูกนายสนธิวิพากษ์วิจารณ์ในกรณีเป็นที่ปรึกษาใหญ่ของธนาคารกรุงเทพและบริษัทซีพีในเชิงประจาน ที่สำคัญนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยถูกนายสนธิชี้หน้าท้าทายบนจอทีวีด้วยกิริยาที่ลบหลู่ดูหมิ่นมาแล้ว สรุปได้ว่าบุคคลสำคัญและผู้มีชื่อเสียงของประเทศตลอดจนนักการ เมืองที่มีหน้าที่บริหารบ้านเมืองไม่มีคนไหนรอดพ้นจากการเป็นขี้ปากของนายสนธิได้(เรียกว่าบนเส้นทางการเมืองหาคนดีไม่ได้อีกแล้วสำหรับนายสนธิ จึงต้องเรียกหาการ เมืองสูตรใหม่ ๗๐/๓๐ แบบสนธิ ลิ้มทองกุล....โถไอ้ธิ)
เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งเปรม, สุรยุทธ์,และสนธิบัง ซึ่งมีอดีตเคยดำรงตำแหน่งในส่วนหัวของกองทัพบนตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก อันเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของประเทศที่นายกรัฐมนตรีในทุกยุคทุกสมัยต่างก็ต้องเอาอกเอาใจด้วยความหวั่นเกรงในอำนาจ หากแต่ต้องมาสยบยอมให้นายสนธิจาบจ้วงล่วงเกินชนิดหมดสิ้นซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศ โดยเฉพาะคนหน้าบางอย่างเปรมเจ้าของฉายา “นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” ที่ไม่เคยยินยอมให้ใครก็ตามมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้ได้เห็นดังเช่นกรณีนายสมัคร และนายดุสิต ผู้ดำเนินรายการคิดตามวันและเช้าวันนี้ที่เมืองไทยเป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ ผมคงไม่อาจที่จะมองเป็นอื่นได้ นอกจากพวกเขาเหล่านี้ยินยอมที่จะเป็นบันได(ตามคำบัญชา)ให้นายสนธิปีนป่ายขึ้นไปเพิ่มพูนความขลังให้มีพลังในการทำลายล้างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ผู้ชักรอกหุ่นประสงค์ต้องการ
ประเทศไทยที่น่าสงสาร กาลเวลาเปลี่ยนไปแต่สังคมไทยไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง ๗๖ ปีผ่านไป การเมืองไทยก็ยังคงย่ำเท้าอยู่กับที่ มีการเรียกร้องประชาธิปไตย, มีการต่อต้านเผด็จการ, ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ, มีการเลือกตั้ง, แล้วสุดท้ายก็มาลงเอยที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง เป็นที่ซ้ำซากน่าเบื่อ (เบื่อไม่ได้อย่างเด็ดขาดนะครับท่านผู้อ่าน ประชาชนเบื่อเมื่อไหร่ เสร็จมันทุกทีขอให้จำคำเตือนของผมนี้ไว้) การต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากการโค่นล้มรัฐบาลจอมพลป. พิบูลย์สงครามโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
การยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ส่งผลให้จอมพลป.และพล.ต.อ.เผ่าต้องลี้ภัยหนีตายออกนอกประเทศ เป็นอันหมดยุคเผด็จการของจอมพลป.ผู้ยิ่งใหญ่ จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารซ้ำอีกครั้งเมื่อวันที่ ๒๑ ต.ค. ๒๕๐๑ แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเองและยกเลิกรัฐธรรมนูญ โดยปกครองประเทศภายใต้กฏอัยการศึกเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบพร้อมกับฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ เป็นการปิดฉากบทบาทของ “คณะราษฎร์”โดยสิ้นเชิง (คณะราษฎร์หลายคนล่วงรู้ความลับสุดยอดของแผ่นดินในกรณีลอบปลงพระชนม์ ร.๘)
ผมจำได้ว่าเมื่อสมัยที่ผมเป็นนักเรียนนั้น มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า “หน้าที – ศีลธรรม” มีการเรียนการสอนอย่างกว้างขวางและเป็นที่นิยมในหมู่ของปัญญาชนคนรุ่นใหม่ เรื่องหนึ่งที่เป็นความสนใจของนักเรียนสมัยนั้นนั่นก็คือ การเมืองใหม่และกฏหมายบ้านเมือง ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีนักเรียนคนไหนในยุคนั้นไม่จดจำคำประกาศของคณะราษฎร์
ที่ได้ชี้แจงต่อประชาชนว่า “คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดินจะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร" ซึ่งชี้ให้เห็นชัดว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว และพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเหมือนกับประชาชนทั่วๆไป

นอกจากคำประกาศแล้วยังมีกฏหมายใหม่ที่น่าสนใจสำหรับคนรุ่นใหม่ในเวลานั้น โดยเฉพาะกฏหมายมาตรา 6 ที่ได้มีการให้อำนาจแก่ "ตัวแทนของประชาชน" ที่จะวินิจฉัยการกระทำผิดทางอาญาของกษัตริย์ได้โดยบัญญัติไว้ว่า "กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย" ส่วนบรรดาการกระทำต่างๆของ พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 7 คือ “ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ" รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ได้ยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงตัว "ผู้มีอำนาจสูงสุด" ของประเทศว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย" (อ่านรายละเอียดผลงานเผยแพร่ของ รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่
http://www.pub-law.net/article/ac150744.html)
เนื้อหาของกฏหมายธรรมนูญการปกครองมาตรา ๖ ในอดีต กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๖ ที่บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในตำแหน่งอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารเป็นรัชทายาท อันประกอบขึ้นเป็นสถาบัน และมาตรา ๖ นี่แหละ ที่ถูกใช้พิพากษาตัดสินความผิดนายวีระ มุสิกพงษ์ เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๑ ตอนนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นได้ชัดเจนแล้วนะครับว่า การฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ได้มีพัฒนาการผ่านช่องทางของกฏหมายจนกลายมาเป็นเช่นทุกวันนี้ คงต้องหาคำตอบให้ได้นะครับว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ (ถ้าหาคำตอบไม่ได้ ก็อย่าหวังนะครับว่าปัญหาความวุ่นวายจะได้รับการแก้ไข)
การเพิ่มสิทธิ์และอำนาจให้พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาทขึ้นไปอยู่เหนือรัฐธรรมนูญอันเป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้สถานะของสถาบันพระมหา กษัตริย์กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนทันที คงไม่มีปัญหาละครับสำหรับผมและคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่มีความจงรักภักดี เพราะพวกเราถูกปลูกฝังมาหลายชั่วอายุคนแล้วครับในเรื่องความสำคัญแห่งสถาบันฯที่เราจำต้องยอมรับ(ถึงแม้จะมีบ้างบางคนที่ไม่เต็มใจนักก็ตาม) แต่อภิสิทธิ์ที่พระองค์ท่านและองค์รัชทายาทได้รับต้องไม่ครอบคลุมและเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น คนอื่นอันหมายถึงกลุ่มบุคคลที่ยึดสถาบันเป็นเครื่องฟอกขาวให้กับตัวเองและพวกพ้องให้หลุดพ้นจากการกระทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มทหารโจรที่ทำการยึดอำนาจซึ่งมีความผิดในข้อหากบฏก็ดี หรือการแต่งตั้งรัฐบาลเถื่อนที่มาจากอำนาจนอกระบบก็ดีล้วนแต่เป็นการฉุดให้พระมหากษัตริย์เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำความผิดด้วยความจงใจทั้งนั้น
ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจด้วยนะครับว่าการจัดตั้งรัฐบาลนั้นจะต้องเริ่มจากส่วนหัวคือเลือกตัวนายกรัฐมนตรีขึ้นมาก่อน และตัวนายกฯก็จะทำหน้าที่เลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างๆ ซึ่งประกอบเป็นคณะที่เรียกว่าคณะรัฐมนตรี ซึ่งทุกตำแหน่งจะมีผลสมบูรณ์และสามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ต่อเมื่อมีการเฝ้าทูลละอองธุลี พระบาททูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายร่างประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยก่อน โดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นประธานสภาฯเป็นผู้เฝ้าทูล ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีจะเป็นหน้าที่ของนายกฯ ดังนั้นการที่ผู้มีอำนาจนอกระบบทำการยึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลเถื่อนแล้วเฝ้าทูลฯถวายร่างประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีที่มาจากอำนาจนอกระบบเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แม้จะผิดรัฐธรรมนูญการปกครองอันเป็นกฏหมายสูงสุดก็จริงอยู่ แต่ก็ถูกกฏหมายธรรมนูญการปกครอง

ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นที่บัญญัติไว้ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในตำแหน่งอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้” ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่ามีกลุ่มบุคคลที่ยึดสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้สำหรับฟอกขาวให้ตัวเองและพวกพ้อง
ผมเรียนรู้และเข้าใจเป็นอย่างยิ่งครับว่าเจตนารมณ์ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ นั้น มันมีผลสืบเนื่องมาจากการมีปัญญาชนคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ (รายละเอียดจะนำเสนอในโอกาสต่อไป) ได้เห็นได้สัมผัสรูปแบบการปกครองของประเทศที่เจริญ จึงมีความคิดที่อยากจะเจริญรอยตามอย่างนานาอารยประเทศ นั่นก็คือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตย ท่านผู้อ่านต้องเข้าใจให้ตรงกันสักนิดนะครับว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้น คณะราษฎร์ฯ ไม่ได้คิดไปไกลถึงขั้นล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์นะครับ เพียงแต่ต้องการลดพระราชอำนาจ
การลดอำนาจของกษัตริย์เป็นความปรารถนาดีของคณะราษฎร์ เพราะการปกครองภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ทุกปัญหาเป็นสิทธิ์ขาดของพระมหากษัตริย์ที่จะตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว และถ้าหากมีการตัดสินใจผิดพลาด ก็จะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันขึ้นระหว่างประชาชนและพระมหากษัตริย์ (ดังที่มีตัวอย่างเกิดขึ้นในประเทศรัสเซียและฝรั่งเศส) ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับระบอบการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนฯ และเมื่อไรก็ตามหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็ยังมีช่องทางให้แก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำด้วยการลาออกเปิดโอกาสให้มีการเลือกผู้นำคนใหม่ หรือยุบสภาอันเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นเป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และระบอบประชาธิปไตยมีความแตกต่างกันอย่างไร แต่ก็มีบุคคลที่หาประโยชน์จากสถาบันพระมหากษัตริย์รวมตัวกันเป็นคณะทำหน้าที่หวังดีแต่ประสงค์ร้าย โดยมีความพยายามที่จะแยกพระมหากษัตริย์ออกจากประชาชน ด้วยการยกให้สูงขึ้นไปจนผู้คนไม่อาจที่จะเอื้อมถึง ดังนั้นความจงรักภักดีจึงได้ผูกขาดอยู่กับคนแค่กลุ่มเดียว และถ้าหากมีใครประสงค์ที่จะแสดงความจงรักภักดี ก็ต้องผ่านความเห็นชอบ แล้วถ้าหากไม่ได้รับความเห็นชอบและไม่ได้รับอนุญาติจากคนกลุ่มนี้แล้ว มันผู้ใดก็ตามบังอาจมาแสดงความจงรักภักดี มันผู้นั้นก็จะได้รับเคราะห์กรรมในข้อหา มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อสถาบันฯหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ ดังเช่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณจักรภพ เพ็ญแข เป็นต้น
การยกพระมหากษัตริย์อันเป็นตำแหน่งสูงสุดในมวลมนุษย์ชาติ (เฉพาะในประเทศนั้นๆ ถ้าตำแหน่งสูงสุดของมวลมนุษย์โลกอันเป็นสากลที่ชาวโลกยอมรับนั่นคือ พระเจ้าซึ่งประกอบด้วย “พระพุทธเจ้าของชาวพุทธเรา พระเยซูเจ้าของชาวคริสต์และท่านโมหะหมัดของชาวมุสลิมเป็นต้น”) ขึ้นชั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เหนือพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็น พระเจ้าอยู่หัว, พระพุทธเจ้าหลวง, พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก,พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ล้วนเกินสถานะแห่งความเป็นมนุษย์ที่พึงจะรับตำแหน่งดังกล่าวได้ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีกฏหมายขึ้นมาบังคับให้ทุกคนยอมรับในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แต่เป็นความต้องการพวกเขานั่นก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๖ ที่บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในตำแหน่งอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆมิได้ และเนื้อหาของกฏหมายมาตรานี้นี่แหละที่เป็นอุปสรรค์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย แต่เอื้อประโยชน์ให้กับทหารโจรที่ทำการยึดอำนาจมาหลายครั้งหลายหน
หลักการง่ายๆแห่งการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั่นก็คือ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย" หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นนั่นก็คือ “อำนาจเป็นของปวงชน รัฐบาลที่จะมาบริหารประเทศชาติต้องมาจากประชาชนและเพื่อประชาชนนั่นเอง” แต่สำหรับประชาธิปไตยแบบไทยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้นี่แหละที่ทำให้รัฐบาลแม้จะมาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศมอบความไว้วางใจให้ก็ตาม แต่บนความเป็นจริงแล้วยังจะต้องรอให้พระมหากษัตริย์ลงนามแต่งตั้งเสียก่อนจึงจะเข้ารับตำแหน่งทำหน้าที่ได้ แล้วตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ใช่ว่าจะมั่นคงสถาพรก็หาไม่ วันดีคืนดีอาจจะมีทหารของพระราชาออกมายึดอำนาจอย่างไม่กลัวเกรงกฏหมายบ้านเมือง เพราะพวกมันมั่นใจในสถาบันฯว่าสามารถที่จะฟอกขาวให้พวกมันหลุดพ้นจากเงื้อมมือของกฎหมายได้
เมื่อสถานภาพของรัฐบาลยังต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนกลุ่มเดียวเช่นนี้ การที่จะให้มีการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างที่คาดหวังและเรียกร้องอยู่ในเวลานี้ มันจึงยังห่างไกลจากความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักการเมืองที่เรามอบหมายความไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่แทนพวกเรานั้น กลับกลายเป็นกลุ่มที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิ์พลของคนกลุ่มนี้อย่างชนิดไม่ลืมหูลืมตา ดังนั้นผมว่าทางที่ดีพวกเราคงต้องนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน” แล้วละครับ นั่นก็คือการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริง
หุ่นกระบอกการเมืองไม่อาจจบลงได้ในตอนที่ ๒ นี้คงต้องมีตอนต่อๆไปจนกว่าชัยชนะจะเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ขอให้ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งเบื่อนะครับกับการเมืองเน่าๆอย่างที่เห็นอยู่ในเวลานี้ โปรดติดตามอ่านบทความตอนต่อๆไปอย่างชนิดห้ามตกหล่นเป็นอันขาด
อาคม ซิดนี่ย์
arkomsydney@yahoo.com.au

เกาไม่ถูกที่

หลักการเปลี่ยนเป็น หลักกู เมื่อไหร่ ต่อให้พูดกันเป็นชาติ หรือประท้วงกันเป็นปี ก็ยากที่จะหาข้อยุติ วิกฤติบ้านเมืองตอนนี้ ไม่ได้พูดกันที่ต้นตอของปัญหา แต่ชอบจะแก้กันที่ปลายเหตุ อะไรๆก็เลยบูดๆเบี้ยวๆพิกล ยังเอาแน่เอานอนกับทางออกของวิกฤติไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน

อย่างดีก็แค่ข้อเสนอขั้นเวลาเท่านั้น

พวกที่ชอบออกมาวิจารณ์แสดงความเห็นกันเจื้อยแจ้ว ส่วนใหญ่จะพูดความจริงแค่ด้านเดียว แต่อีกด้านที่ทำให้บ้านเมืองอึมครึมอยู่ในเวลานี้ไม่เห็นใครกล้าพูด คิดแต่จะให้อีกฝ่ายต้องรับผิดชอบกับปัญหาต้องให้ยุบสภาให้ลาออกต่างๆนานา แต่อีกฝ่ายที่ทำตัวเป็นเจ้าของประเทศไม่มีใครกล้าแตะ

เส้นใหญ่

ดังนั้น เมื่อยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ยังเกาไม่ถูกที่คัน ปัญหา ก็ยังคาราคาซัง อย่างนี้ไปเป็นปีเป็นชาติ สุดท้ายปัญหาก็จะพันกันไปพันกันมา เป็นลิงแก้แห

ผมจะยกตัวอย่างเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญที่กำลังฮอตก็แล้วกัน ทั้งๆที่รู้กันอยู่เต็มอกว่า แม้จะแก้รัฐธรรมนูญให้เลิศขนาดไหน ฝ่ายผู้ชุมนุม นักการเมืองฝ่ายค้านและ 40 ส.ว. ก็ไม่ยอมรับอยู่ดี

แค่ปาหี่การเมือง

รัฐธรรมนูญเมื่อปี 2535 ถูกประณามว่าเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ พอประชาธิปไตยเบิกบานก็สรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ ผู้นำสังคม ทุกสาขาอาชีพมาช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญจนได้รัฐธรรมนูญ ที่ดีที่สุดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เป็นสุดยอดของคัมภีร์ประชาธิปไตย

ทะแม่งๆก็ตรงที่ว่า ก็ได้ผู้นำที่ได้รับความไว้วางใจจากอำนาจเผด็จการ มามีส่วนร่างรัฐธรรมนูญด้วย ผมเข้าใจว่าด้วยสถานการณ์ในขณะนั้น ก็คงจะให้อำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างเต็มที่เลยเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นเกราะป้องกันไว้จนกลายเป็นค่ายกลที่ไม่มีจุดอ่อน

รัฐบาลก็เข้มแข็ง พรรคการเมืองก็เข้มแข็งทันตาเห็น

เผอิญได้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บุคคลที่ประสบความสำเร็จ ในการบริหารมาเป็นนายกฯ เลยเหมือนพยัคฆ์ติดปีก ส่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ขี่พายุทะลุฟ้า จนเป็นที่มาของระบอบทักษิณ ชาวบ้านทั้งรักทั้งหลง

ก็เลยเกิดกลุ่มคนที่ต่อต้านระบอบทักษิณขึ้นมาฉีกรัฐธรรมนูญปี 40 ฉบับที่เคยยกย่องเชิดชู คลอดรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 มาใหม่ ภายใต้สมมุติฐานที่มาจาก ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียว

ทั้งที่ทำลายหลักการประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง

ทำลายทั้งระบอบประชาธิปไตย อธิปไตย สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่โดนหางเลขไปด้วย อาทิคนในบ้านเลขที่ 111 เป็นต้น คนดีบางคนถูกจับขึ้นเขียงฉิบ คนบัดซบหรือระบบขัดข้อง

ถึงร่างรัฐธรรมนูญกันด้วยอารมณ์.

“หมัดเหล็ก”


แตกกันเอง

คอการเมืองไม่ต้องแปลกใจที่วุฒิสภาจะเกิดปัญหาขัดแย้งถึงขั้นแตกกันยับเยิน

มีการรวมตัวส.ว. 2 กลุ่มแยกเป็น 2 ขั้ว ไม่มีใครยอมใคร

แม้แต่ประธานวุฒิสภากับรองประธานวุฒิสภาก็ยังแยกกันยืนคนละมุม

ถึงขนาดรองประธานวุฒิสภาลุกขึ้นอภิปรายซักฟอกประธานวุฒิสภา กลางที่ประชุม ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าสภาผู้แทนราษฎร

ความจริงความขัดแย้งในวุฒิสมาชิกเกิดขึ้นนานเต็มที บังเอิญเชื้อไวรัสมันฝัง ลึกจึงตรวจไม่พบอาการ

แต่เหตุที่ฝีหัวช้างดันเกิดแตกในช่วงนี้ เพราะความขัดแย้งสุกงอม โดยมีประเด็นที่รัฐบาลต้องการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร.3 เป็นตัวจุดชนวน

กลุ่ม 40 ส.ว. ที่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ประกาศต่อต้านสุดลิ่มทิ่มประตู

แต่ ส.ว.กลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาล ก็ประกาศจะโหวตสนับสนุนให้เกิด ส.ส.ร.3 เพื่อคลี่คลายวิกฤติการเมือง

เมื่อจุดยืน 2 ฝ่ายตรงข้ามกันวุฒิสภาจึงแตกออกเป็น 2 ขั้วชัดเจน

แต่จุดแตกหักอย่างแรง ก็เพราะประธานวุฒิสภากับรองประธานวุฒิสภาเกิดเหยียบตาปลากันเอง

เนื่องจากประธานวุฒิสภา “ประสพสุข บุญเดช” ประกาศถอนตัวไม่ร่วมประชุม 4 ฝ่าย เพื่อทำคลอด ส.ส.ร.3

เป็นการถอนตัวตามผู้นำฝ่ายค้าน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ประกาศบอยคอตไม่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาบทบาทเป็น กลางทางการเมือง จึงได้มอบหมายให้รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 “นิคม ไวยรัชพานิช” ไปร่วมประชุมแทน

แต่เมื่อถูก ส.ว.บางกลุ่มกดดันให้ประธาน วุฒิสภาแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าไม่สนับสนุนการจัดตั้ง ส.ส.ร.3 ของรัฐบาล

ท่านประธานวุฒิฯก็จึงออกมายืนยันว่าจะไม่ร่วมการประชุม 4 ฝ่าย เพราะไม่เชื่อว่า ส.ส.ร.3 จะเป็นทางออกที่ดี

และก็ไม่ได้มอบหมายให้รองประ-ธานวุฒิสภาไปเข้าประชุมแทนตัวเอง

ฉะนั้น การที่รองประธานวุฒิฯโผล่ไปร่วมประชุม 4 ฝ่าย จึงเป็นเรื่องส่วนตัว

พูดง่ายๆคือ ไม่ได้ขอร้องให้ไป แต่สมัครใจไปเอง

ผลก็คือ รองประธานฯ “นิคม” โดน ส.ว. โจมตีว่าใช้ชื่อวุฒิสภาไปประชุม 4 ฝ่าย เพื่อสนับสนุนรัฐบาล

ถึงขนาดจะยื่นญัตติซักฟอกรองประธานวุฒิสภา ที่ทำให้วุฒิสภาเกิดความเสียหายในภาพรวม

ทำให้ “รองประธานฯนิคม” ขอใช้ สิทธิ์พาดพิง เปิดอภิปรายถล่ม “ประธานฯ ประสพสุข” ซะจั๋งหนับบุเรงนอง

พร้อมประกาศท้าให้ประธานวุฒิสภา ออกมาพูดความจริง เพื่อพิสูจน์บทบาทความเป็นผู้นำว่าควรต้องทำอย่างไร??

สรุปว่า เมื่อประธานกับรองประธาน ขัดแย้งกันเอง ย่อมกระทบต่อการทำงานของวุฒิสภาอย่างแน่นอน

“แม่ลูกจันทร์” รู้จักนับถือ “ประธานวุฒิสภา ประสพสุข” เป็นส่วนตัว ขอยืนยันว่าท่านผู้นี้เป็นคนดี 100 เปอร์เซ็นต์

แต่คนดีเมื่อมาเจอแรงกดดันการเมือง โดยเฉพาะการเมืองยุคต้องเลือกข้าง ก็ยากที่จะยืนตรงกลางได้ตลอดเวลา

ก็หวังว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างประธานวุฒิสภากับรองประธานวุฒิสภา จะยุติลงได้ด้วยดี (ถ้ามีการทำความเข้าใจให้ตรงกัน)

อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกในวุฒิสภาครั้งนี้กลายเป็นผลดีกับรัฐบาลโดยตรง

เพราะการที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อเปิดช่องให้มี ส.ส.ร.3 อาศัยเสียง ส.ส.รัฐบาลอย่างเดียวไม่พอ

แต่ถ้าได้เสียงจาก ส.ว.มาเพิ่มอีก 20 เสียง ก็จะเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิก 2 สภารวมกัน การตั้ง ส.ส.ร.3 ก็เดินหน้าได้สะดวกโยธิน

ทีนี้ฝ่ายที่ต่อต้านไม่ให้มี ส.ส.ร.3 จะเดินหมากอย่างไรต่อไป??

เกมนี้สำคัญมาก...เสือสิงห์กระทิงแรดต้องจับตาให้ดี.

แม่ลูกจันทร์


นายกฯเดินหน้าตั้งสสร.3 แก้ รธน.เสร็จ-ยุบสภา

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร ว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตามแนวทางเดิม คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. 3 ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เชื่อว่าจะเป็นทางออกของบ้านเมืองที่กำลังขัดแย้ง หากการแก้รัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นตนก็พร้อมจะยุบสภาทันที เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ไม่ว่าสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างไร นายสมชาย ยืนยันไม่ยุบสภาและไม่ลาออกอย่างแน่นอน แต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อเปิดช่องตั้ง ส.ส.ร.3 ส่วนกองทัพถ้าออกมายึดอำนาจก็เป็นเรื่องของทหาร และสังคมต้องช่วยกันตรวจสอบทหารเอาเอง แต่หากทหารไม่ยึดอำนาจ ต่างฝ่ายก็ยันกันอยู่อย่างนี้ และตั้ง ส.ส.ร. 3 กันต่อไป เพราะไม่มีช่องทางอื่นแล้วที่จะแก้วิกฤติการเมือง

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า พรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ระบุว่า รัฐบาลจะใช้ ส.ส.ร.3 แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองและช่วยคดียุบพรรคนั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ขอร้องอย่ามาตีปลาหน้าไซโยงให้เกิดเป็นประเด็นสับสนในสังคม เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ร.3 เมื่อ ยกร่างเสร็จอาจเป็นการเมืองใหม่ก็ได้