WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 28, 2008

'จรัล'ชี้พันธมารจะทำปท.ถอยหลังไปอีก100ปี


อดีต คกก.สิทธิฯชี้การเมืองใหม่ของพันธมิตรจะทำประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองไปอีก100ปี แนะวิธีแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยประชาชนเลิกสนับสนุน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต่อเผด็จการ( นปก). เปิดเผยกับสำนักข่าวประชาทรรศน์ ถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯพาดพิงถึงคำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อย่างไม่เหมาะสม ว่า โดยส่วนตัวคิดว่านายสนธิ พูดหรือปราศรัยตามความคิดและประกาศจุดยืนเพื่อให้คนเลือกข้าง โดยในอดีตก็ให้เลือกว่าเอาทักษิณ หรือไม่เอาทักษิณ ตอนนี้บอกว่าจะเลือกสถาบัน หรือไม่เอาสถาบัน เพราะฉะนั้นเมื่อได้ยินใครหรือองค์การใด มาเสนอความคิดเห็นให้ยุติการใช้ความรุ่นแรงหรือหันหน้าเข้าหากัน ให้ปรองดองกัน นายสนธิ จะโมโห เพราะข้อเสนออย่างนี้ไม่เป็นผลดีกับกลุ่มพันธมิตร

นายจรัลกล่าวอีกว่า นายสนธิคงรู้สึกและคิดว่าดร.สุเมธ ที่ได้นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าว แสดงว่าไม่ได้เข้าข้างฝ่ายพันธมิตรฯ และที่สามนายสนธิ ต้องการให้กลุ่มคนและองค์กรต่างๆเลิกมีการประชุม หรือเจรจากันและปล่อยให้พวกเขาดำเนินการไปเรื่อยๆ เพราะว่าถ้ามีการเจรจาเกิดขึ้นก็จะกิดการขัดขว้างจากกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกรณี ดร.สุเมธ คงไม่พ้นที่จะถูกนายสนธิพูดโจมตี

“ ท่าทีของนายสนธินั้นปฎิเสธการเจรจาอย่างสันติทุกกรณีซึ่งการแสดงออกมานั้นมีความขัดแย้งกับท่าที พล.ต จำลอง ศรีเมืองที่ว่ายอมรับจะเจรจากับทุกๆฝ่าย ซึ่งแสดงเห็นได้ว่าเกิดการขัดแย้งกันในกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ”นายจรัล กล่าว

ต่อข้อถามของผู้สื่อข่าวที่ว่า แล้วการประท้วงครั้งนี้ นายสนธิจะได้อะไร นายจรัลตอบว่า ความต้องการของนายสนธิคือ ต้องการจะล้มรัฐบาล ล้มระบอบประชาธิปไตร และให้สภาการเมืองหยุดความเคลื่อนไหวเรื่องการเสวนาต่างๆ และสร้างการเมืองใหม่ของตนเอง

ส่วนประชาชนปฎิบัติตนทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ นายจรัล กล่าวว่า ประชาชนต้องประนามอย่าไปสนับสนุน อย่าไปร่วมมือ กับกลุ่มพันธมิตร ถ้าไม่มีใครสนับสนุน“มันก็หยุดมันก็เลิก” แล้วประชาชนอย่าแบ่งฝ่ายกันเองต้องสามัคคีกันให้มาก ส่วนสถานีASTVนั้นมันควรจะปิดไปได้นานแล้ว

สุดท้ายนายจรัลได้กล่าวสรุปว่า หากบ้านเมืองต้องเป็นไปตามเกมของกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว ผลที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราคือ เราจะถอยหลังไปอีก 100 ปี และยิ่งอยู่ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปตกต่ำ ประเทศไทยจะยิ่ง ย่ำแย่ อัตตราคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางจะถึงจุดจบ และจะเกิดวิฤกตภายในประเทศ ตราบใดที่พันธมิตรยังดื้อด้านจะยึดทำเนียบไล่นายกต่อไป

'ณัฐวุฒิ'ไล่พธม.ตั้งรัฐอิสระออกใบอนุญาตพกอาวุธ

นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขอใบอนุญาติการพกพาอาวุธให้กับการ์ดพันธมิตรฯว่า ถ้าเรื่องนี้ถ้าหากทำได้ก็เหมือนกับการตั้งรัฐอิสระ อีกทั้งจะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานยากขึ้น และน่าเห็นใจประชาธิปไตยในประเทศไทยเพราะสิ่งที่กำลังทำอยู่นั่นหมายถึงคุณกำลังมีกองกำลังติดอาวุธและคุณกำลังบอกว่ากองกำลังติดอาวุธของคุณเป็นเรื่องถูกกฎหมายและคุณก็จะบอกว่าใครก็ตามที่ติดอาวุธและไม่มีใบอนุญาตจากคุณก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายก็หมายถึงว่าคุณสถาปนารัฐอิสระ ในประเทศนี้จะมีใครให้มีกองกำลังอาวุธเป็นพันคนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นการอธิบายวิธีคิดของกลุ่มพันธมิตรฯวันนี้มันหลุดโลกไปแล้ว เกินเลยกว่าที่สังคมประชาธิปไตยใดในโลกจะยอมรับได้ เพียงแต่ในประเทศนี้ยังมีคนช่วยอธิบายและสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเกิดพันธมิตรฯอ้างว่าการพกพาอาวุธเพื่อป้องกันตัวเองได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อ้างไม่ได้ในประเทศนี้จะมีกองกำลังติดอาวุธใดๆนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ได้ การที่จะมีกองกำลังติดอาวุธเป็นพันคนและอ้างว่าจะเอามาปกป้องตัวเองนั่นเท่ากับเป็นการสถาปนาตั้งรัฐอิสระ ตนถามว่าถ้าคนเป็นพันคนในประเทศนี้ติดอาวุธที่ออกใบอนุญาติให้กันเองได้และพกพาไปไหนต่อไหนได้โดยไม่ยินยอมปฎิบัติตามกฎหมายสังคมนี้จะเกิดอะไรขึ้น กลุ่มพันธมิตรฯมีอำนาจอะไรที่จะประกาศออกใบพกพาอาวุธให้กับคนนั้นคนนี้

จวก'อภิสิทธิ์'หัวหดไม่กล้าด่าพันธมารทำผิดกม.

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนอยากฝากคำถามไปถึงนักวิชาการ ส.ว.และพรรคประชาธิปัตย์ว่าที่บอกว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯชอบด้วยเหตุผล ชอบด้วยกฎหมายต่างๆนานาจนถึงวันนี้เขาจะขอออกใบอนุญาติพกพาอาวุธให้คนพันคน มีความคิดเห็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ยังคิดที่จะแสดงความเกรงอกเกรงใจเป็นอย่างยิ่งกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯต่อไปหรือไม่จนถึงวันนี้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล้าพูดทุกอย่าง กล้าบอกให้รัฐบาลรับผิดชอบ กล้าบอกว่ารัฐบาลมือเปื้อนเลือด กล้าบอกให้รัฐบาลยุบสภาฯ อย่างเดียวที่คุณอภิสิทธิ์ไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯทำผิดกฎหมาย ไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฎิบัติหน้าที่ ไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯใช้อาวุธในการชุมนุม ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯจะต้องออกจากทำเนียบรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ไม่เคยกล้าพูดคำเหล่านี้เลย คุณอภิสิทธิ์จะรอจนกว่านายสุริยะใส ออกใบพกพาอาวุธเสร็จก่อนหรืออย่างไร ดังนั้นผมเห็นว่าเรื่องอย่างนี้ประชาชนจะต้องพิจารณาและพรรคประชาธิปัตย์ต้องทำตัวให้เหมือนกับพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองของพันธมิตรฯเท่านั้น”นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า อย่างกรณีนปช.ตั้งกองกำลังถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่านปช.ไม่มีการตั้งกองกำลังใดๆที่เป็นกองกำลังตนเข้าใจว่าเป็นกองกำลังที่เรียกตนเองว่านักรบพระเจ้าตากของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งได้ประกาศว่าไม่ใช่นปช.เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯและตนยืนยันว่ากองกำลังนักรบกลุ่มใดก็ตามที่ประกาศตัวออกมาตอนนี้คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะพกพาอาวุธ คุณไม่มีสิทธิ์ใช้อาวุธในการชุมนุมและกลุ่มใดที่ใช้ถือว่าเป็นการชุมนุมที่อยู่นอกกฎหมายและไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามว่า กรณีที่ตรวจพบแกนลอนน้ำมันของกลุ่มนปช.ที่พยามใช้ผ้าจุ่มน้ำมันแล้วยิงเข้าไปในทำเนียบ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ หากมีกรณีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการ ไม่มีใครมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ไม่มีใครมีอำนาจพิเศษใช้อาวุธทำร้ายร่างการซึ่งกันและกัน ตนยืนยันเช่นนั้น

‘ประสงค์’ยันยังไม่ไขก๊อกมท.3

เจ้าตัวต่อสายตรงถึงโฆษกรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่ลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแน่นอน ระบุข่าวก่อนหน้านี้โคมลอย

นายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน นายแพทย์อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม และ นายวิทยา บุตรดีวงศ์ส.ส.มุกดาหาร พร้อมคณะแถลงข่าวและนำจดหมายลาออก ของนายประสงค์ โฆษิตานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยนายไชยยศ กล่าวว่า นายประสงค์ได้ยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่งต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ มีอาการไขมันในเส้นเลือดสูง รวมทั้งต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในพรรคได้ทำงาน

เมื่อถามว่า ทางพรรคเพื่อแผ่นดินจะเสนอรายชื่อบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งแทนนายประสงค์ นายวิทยา กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ให้ไชยยศ รับตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากมีความเหมาะสม

เมื่อถามว่าได้มีการยื่นหนังสือลาออกของนายประสงค์ต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐตรีแล้วหรือยัง นายไชยยศ กล่าวว่า ยังไม่ได้ยื่น เนื่องจากการประสานไปยังคนในพรรคพลังประชาชนทราบว่า นายสมชายไปปฏิบัติราชการที่ต่างจังหวัดอาจจะกลับมาที่รัฐสภาไม่ทัน ทั้งนี้ทางพรรคจะมีการยื่นจดหมายดังกล่าวต่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าการเสนอรายชื่อครั้งนี้จะไม่มีปัญหาภายในพรรคอีก นายไชยยศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการออกเป็นหนังสือและเป็นมติพรรคแล้ว รวมทั้งตัวนายสมชายเองได้ระบุว่าจะไม่ล้วงลูกการบริหารภายในพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนกระแสข่าวที่มีกลุ่มต่างๆภายในพรรคเพื่อแผ่นดินกดดันให้นายประสงค์ลาออกนั้น ยืนยันว่าไม่มี อีกทั้งตนเองก็เป็น ส.ส.ที่มีอาวุโสอยู่กับพรรคมาตั้งแต่ก่อตั้ง จึงมีความเหมาะ อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีส.ส.ในพรรคออกมาระบุว่าหากตนได้รับตำแหน่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอย่างที่ผ่านมา

“ท่านประสงค์มีปัญหาสุขภาพจริงและมีธุรกิจใหญ่ที่ต้องไปดูแล อีกทั้งสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ควรให้คนรุ่นใหม่ได้มาทำงาน ซึ่งผมอาวุโสพอและไม่ติดเงื่อนไขใดๆในการทำงานนี้”นายไชยยศกล่าว

นายไชยยศ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าการเสนอชื่อครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรค ทั้งนี้ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายประสงค์ และพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังดีเหมือนเดิม โดยในการประชุมสามัญของพรรคในเดือนหน้า จะมีการเสนอให้นายประสงค์ มาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่า ทางส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินในส่วนของกลุ่มบ้านริมน้ำ ของนายสุชาติ ตันเจริญ และ กลุ่มสัจจานุภาพ เปิดเผยว่ายังไม่ทราบในเรื่องนี้ และไม่ได้รู้เห็นว่าทางพรรคมีมติเสนอชื่อ นายไชยยศ แต่อย่างใด

ลาออกมีเงื่อนงำ

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า เหตุผลที่มีการลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินนั้น เพราะว่าโควต้าเก้าอี้ตัวนี้จะต้องเป็นของนายทุนพรรคโดยจะต้องมีการควักกระเป๋าเพื่อแลกกับเก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทยอยู่ไม่น้อย และทราบมาว่าเจ้าของเก้าอี้คนเดิมยังจ่ายไม่ครบ และนี่เองที่เป็นเหตุผลให้มท.3ลาออกมากกว่าเหตุผลทางสุขภาพ

ข่าวลือ

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่านายประสงค์ โฆษิตานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินได้ต่อโทรศัพท์มาหานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกฯ โดยนายรัฐวุฒิ กล่าวว่า นายประสงค์ยังไม่ได้ลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด ซึ่งข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง



มติ4-1แหวกรูรั่วกม.‘วิฑูรย์’พ้นโกงเลือกตั้ง ยันกกต.ไม่เอาผิดส.ส.สัดส่วน


มติ กกต.ไม่เอกฉันท์ 4 ต่อ 1 แหวกรูรั่วกฎหมาย “วิฑูรย์ นามบุตร” พ้นคดีโกงเลือกตั้ง! อ้างเกณฑ์กฎหมายไม่เปิดช่องให้เอาผิด ส.ส.สัดส่วน กังขา!กกต.ปล่อยผี แม้ผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง “มาตรา 53” ชำแหละสองมาตรฐาน “เอื้อประชาธิปัตย์-เช็กบิลพลังประชาชน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 1 เสียง ให้ยกคำร้องสำนวนคดีทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่สามารถเชื่อมโยงมาถึงตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการแจกบัตรชมภาพยนตร์ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัครก็ตาม และกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ กกต.ให้ใบเหลืองกับผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนได้

ก่อนหน้านี้ นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ได้ชี้แจงถึงการออกประกาศ กกต. เรื่องจำนวน หลักเกณฑ์และวิธีการให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองและสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามบทเฉพาะกาลมาตรา 133 ของ พ.ร.บ. พรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ที่ให้มีผลบังคับใช้เมื่อครบ 1 ปี นับจากวันที่มี พ.ร.บ.บังคับใช้

ทั้งนี้ ตามมาตรา 90 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ห้ามมิให้บุคคลคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ขอรับบริจาคหรือขอสนับสนุนทางการเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นคดีอาญา หาก ส.ส.ถูกเรี่ยไรก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ ถือเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อช่วย ส.ส. ไม่ให้มีภาระทางการเงินมากจนนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น

ส่วนกรณีที่ได้มีคำวินิจฉัย กกต.ไม่เอาผิดนายวิฑูรย์ นามบุตร นับเป็นการขัดต่อเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดเจน และถือเป็นเรื่องของบรรทัดฐานในการพิจารณาของ กกต.

สำหรับเจตนาในการเขียนกฎหมาย เพราะ ส.ส.อ้างว่ามีประชาชนมักจะใช้เหตุการณ์จัดงานต่างๆ มาเรี่ยไรเงินเช่น งานบุญ งานกุศลหรือการจัดงานของชุมชน ซึ่งไม่ให้ก็ไม่ได้เพราะเกรงจะเสียคะแนนนิยม ทำให้เป็นภาระทางการเงินอย่างมาก ดังนั้นเมื่อประกาศ กกต.ฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สถาบันหรือมูลนิธิ ก็จะไม่สามารถมาขอหรือเรี่ยไรเงินได้ เว้น ส.ส.ให้เอง ส่วนงานที่เป็นไปตามประเพณีนิยม เช่น งานบวช งานแต่ง ผ้าป่า กฐิน งานศพ ฯลฯ เงินที่ให้จะต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท แต่หากเกินให้รวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพราะเป็นการหาเสียงล่วงหน้า

การนับระยะเวลาในการนำมูลค่าของการให้เงินไปคำนวณเป็นรายจ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แบ่งเป็น 2 กรณีคือกรณีเลือกตั้งทั่วไปเนื่องจากการครบอายุของสภาให้นับหลังจากวันเลือกตั้งครั้งหลังสุดจนถึง 90 วันก่อนวันครบอายุสภาครั้งต่อไปเช่น สภาเลือกตั้งเข้ามาวันที่ 23 ธ.ค. ก็นับไป 4 ปีที่จะครบวาระแล้วนับย้อนขึ้นมา 90 วัน แต่ในกรณีก่อนครบอายุสภา ให้นับหลังจากวันเลือกตั้งครั้งสุดท้ายจนถึงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดโทษ แต่หากมีผู้ร้องก็อาจจะเข้าข่ายความผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. มาตรา 53 ที่ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะต้องโดนใบเหลืองใบแดงได้เช่นกัน


สมเพชอำมาตย์ ไม่รู้หรือว่าคนที่พยายามส่งออกมาเรียกหาสมานฉันท์นั้นไม่มีราคาสักคนเดียว

บทความ โดย Bugbunny

สุเมธ บวรศักดิ์ ประเวศ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มอำมาตย์ที่จัดให้มีการสัมมนาเรียกร้องความสมานฉันท์ โดยใช้บวรศักดิ์ สุเมธ เป็นตัวนำ และล่าสุดตามด้วยคำเรียกร้องของประเวศให้ไม่ใช้ความรุนแรงปะทะกันนั้นเป็นเรื่องการพยายามเคลื่อนไหวด้วยยุทธวิธีชะลอการรุกกลับของภาคประชาชนที่น่าสังเวชที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ทำไมพวกเขาไม่รู้เลยหรือว่า แต่ละคนมันมีประวัติชวนสมเพชขนาดไหน

บวรศักดิ์ นั้นรู้กันทั่วทั้งประเทศว่าเป็นเด็กสงขลาและสายตรงบ้านหลายเสา เคยสร้างรอยด่างสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ 2550 ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและการปะทะกันทั้งทางความคิดและกายภาพที่เห็นกันอยู่ในวันนี้ ส่วนสุเมธ นั้น เข้ายึดครองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สุรพลกับปริญญา นักวิชาการนิยมเผด็จการศักดินาอำมาตย์เดินหน้าเป็นหัวหอกให้กับกลุ่มพันธมิตรในการเรียกร้องรัฐบาลพระราชทานมาตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยา 49

คนพวกนี้ได้รับการตอบแทนด้วยการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช.ของเผด็จการ คมช. ออกกฎหมายเผด็จการจำนวนมากมาบังคับประชาชน แถมบางครั้งองค์ประชุมไม่ครบก็ยังดึงดันส่งไปลงในราชกิจจานุเบกษาประกาศเป็นกฎหมายมากดหัวประชาชน

ส่วนราษฎรเฒ่าสมองทารก ประเวศ นั้นคือตัวพีอาร์สำคัญของขบวนการนิยมเผด็จการศักดินาอำมาตย์ ร่วมกับ อานันท์ โสภณ ปรีดา ฯลฯ มีหน้าที่ออกมาพูดสร้างกระแสความชอบธรรมให้กับพวกตน จนถูกตั้งฉายาว่า สังเวช สัมภเวสี เขาทำงานต่อเนื่องมาตลอดจนถูกต่อต้านอย่างรุนแรงทุกครั้งในระยะหลัง ๆ

ปัญหาก็คือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องความสมานฉันท์นั้นมีราคาจริงหรือ แค่ออกมาพูดเรียกร้องก็ถูกภาคประชาชนโห่ฮาขับไล่เปิดโปงเบื้องหลังกันอื้ออึง ลองคิดถึงวันที่นักวิชาการนิยมเผด็จการศักดินาอำมาตย์ เรียกร้องให้ ประเวศ อานันท์ มาเป็นคนกลางประสานความแตกแยกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เพียงประกาศออกมาก็เรียกเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยามหยันกันไปทั่ว จนไม่มีใครกล้าโผล่หัว ต้องประกาศไม่ขอรับงาน เพราะถึงรับก็คงไม่ได้ผลเพราะทุกคนรู้ทัน ตอนนี้เขาออกมาเรียกร้องเพียงเพื่อสร้างกระแส แล้วทหารก็จะอ้างความสมานฉันท์เข้ายึดอำนาจ ซึ่งก็คงภายในไม่กี่วันนี้ เพราะถ้าวันที่ 1 พฤศจิกายนมาถึงเมื่อไร เสียงมหาชนก็จะกระหึ่มกลบเสียงสมานฉันท์ให้เบาสนิท แล้วพวกเขาก็จะต้องถอยกลับบ้านกันไปทีละคนสองคน

วันนี้กลุ่มกบฏและผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบกำลังถูกบีบคั้นและเปิดโปงจากมติมหาชนไทยและมติอารยประเทศทั่วโลกอย่างหนัก กลุ่มขุนศึกก็ถึงกับต้องออกมาข่มขู่ประชาชนด้วยข้อหาเดิม ๆ คือหมิ่น ฯ เพราะพวกเขาเองก็ยอมรับว่า กระแสเสื้อแดงนั้นแรงกว่าเสื้อเหลือง ลึก ๆ แล้วก็ต่างก็กังวลว่า หากยึดอำนาจตามคำชี้นำของผู้เอาแต่ใจตัวเองแล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร เพราะไม่เฉพาะมติมหาชนโลกเท่านั้น ในประเทศเองความแตกแยกก็รุนแรงจนทายไม่ถูกว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้อย่างที่เคยทำมาหรือไม่? ยิ่งหากยึดอำนาจแล้วล้มระบบเลือกตั้ง เอาการแต่งตั้งเข้ามาแทน แผ่นดินจะลุกเป็นไฟหรือเปล่า เสียงเรียกร้องความสมานฉันท์นั้นเพื่อให้ทหารอ้างความแตกแยกออกมายึดอำนาจ ไม่ได้ต่างจากก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยา 49 เพราะวันนั้นม็อบของสนธิจำลองเหลือคนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่สวนลุมพินี และตอนนั้นก็ไม่ได้ต่างจากตอนนี้ ขันทีตั้งมั่นอยู่ที่โคราชมาแล้วหลายวัน ระดมสมองวางแผนกันอยู่ และคราวนี้น่าจะรุนแรง เพราะอาจเตรียมใช้กำลังทหารกวาดล้างประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยในแบบกวาดให้หมด เก็บให้เรียบเลยก็ได้

ยุทธวิธีที่เอา บวรศักดิ์ สุเมธ ประเวศ ออกมาสร้างกระแสครั้งนี้ แสดงภูมิปัญญาของผู้วางแผนและตัดสินใจว่ามองสั้น ๆ อยู่ท่ามกลางกลุ่มพวกเดียวกันที่ยกยอปอปั้นให้เสียคน แทนที่จะมองให้รอบด้านว่ากระแสสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นเรื่องน่าสมเพชที่ให้ราคากับกลุ่มคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมส่วนตัวจนไม่มองว่าคนส่วนใหญ่เขาคิดกันแบบไหน

จาก thaifreenews

Monday, October 27, 2008

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ ยังไม่ยืนยันพรุ่งนี้หรือไม่


27 ต.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ ถึงการเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.) ว่าการเดินทางลงพื้นที่ถือเป็นภารกิจหนึ่ง แต่จะเดินทางในวันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.) หรือไม่ ยังไม่ทราบ จะต้องถามฝ่ายปกครองและทหารก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่เตรียมการพร้อม สามารถเดินทางไปได้วันพรุ่งนี้ ก็เป็นเรื่องดี ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะร่วมคณะด้วยหรือไม่ คงต้องหารือกันก่อน เพราะผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

“ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ต้องไปดูสถานการณ์ในพื้นที่ แต่จะทำให้สถานการณ์ดีได้แค่ไหน คงบอกได้ว่า เราหยุดยั้งไม่ได้ แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ร่วมกันด้วยสันติได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-27 17:41:30


จวกพันธมิตรฯหยุดเป่าหูปชช.เลิกซื้อหนังสือในเครือ‘มติชน’

‘อดีตนักข่าวมติชน’สุดทน! เล่ห์ม็อบพันธมารเรียกร้องประชาชนเลิกซื้อหนังสือในเครือฯ ยันไม่ได้บิดเบือนแต่เสนออย่างตรงไปตรงมา อัดให้เคารพเสรีภาพสื่อสารฯและ สิทธิรับรู้ข่าวสารของประชาชนบ้าง

นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ สื่อมวลชนอิสระ อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี และมติชน เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องยุติการเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนงดซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเพราะโกรธแค้นที่ทางหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” เสนอข่าวพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพฯ ที่สหรัฐซึ่งเกี่ยวกับ กลุ่มพันธมิตรฯเพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง และ ขัดแย้งกับการนำเสนอของพันธมิตรฯ ที่เรียกร้องต้องการเสรีภาพในการสื่อสารให้สื่อของตนเองคือ สถานีโทรทัศน์‘เอเอสทีวี’ซึ่งถือเป็นการคุกคามสื่อฯ แบบหนึ่ง

นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ในทางปฎิบัติของสากล จะไม่มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตรสื่อมวลชนโดยกลุ่มการเมือง หรือ กลุ่มเคลื่อนไหวใดๆ เพราะเคารพในเสรีภาพทางการสื่อสารและ สิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และ ไม่อยากถูกประณามว่าคุกคามสื่อ ถ้าใครเห็นว่าสื่อนั้นๆ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารก็ใช้วิธีร้องเรียนผ่านองค์กรกำกับดูแลและชี้แจงความจริงผ่านช่องทางต่างๆ หรือ พึ่งขบวนการยุติธรรม แทนที่จะใช้วิธีรณรงค์ให้งดซื้อ หรือ ตามที่มีข่าวถึงขั้นมีสมาชิกพันธมิตรฯ ในบางจังหวัด ข่มขู่ไม่ให้แผงหนังสือนำสื่อเครือมติชนมาขาย

“พันธมิตรไม่มีเหตุผลที่จะคุกคามเครือมติชนเลย เพราะ ข่าวสด ไม่ได้บิดเบือน เป็นการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการแปลผิดแต่ประการใด ที่น่าแปลกคือ ผู้นำพันธมิตรเป็นสื่อมวลชนในเครือผู้จัดการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำสภาการหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลสื่อกันเอง ซึ่งเป็นช่องทางที่พันธมิตรน่าจะใช้ถ้าเห็นว่าข่าวสดลงข่าวไม่เป็นธรรม ไม่ใช่วิธีรณรงค์ให้เลิกซื้อหนังสือพิมพ์อย่างที่ทำอยู่ เพราะยิ่งทำจะทำให้สังคมเห็นว่าพันธมิตรฯ ต้องการผูกขาดการนำเสนอข่าวสารไว้เองด้วยวิธีคุกคาม เหมือนวิธีแบบ “ระบอบทักษิณ” ที่พันธมิตรฯ บอกว่าต้องการล้มล้าง” นายกิตติพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามนายกิตติพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า องค์กรวิชาชีพ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่มีจุดประสงค์ในการพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสื่อ สมควรจะออกมาตำหนิและเรียกร้องให้พันธมิตรฯ หยุดการคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาเจตนารมณ์และเจริญตามรอย คุณอิศรา อมันตกุล นายกสมาคมนักข่าวฯ คนแรก ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชนตลอดชีวิตของท่าน



‘นักรบใบกระท่อม’รายงานตัวศาลคดีบุกNBT


ทนายนำนักรบศรีวิชัยลิ่วล้อพันธมิตรฯรายงานตัวต่อศาลครั้งที่ 2 คดีบุกรุกNBTโดยมีอาวุธ ระบุไม่ให้ไปก่อเหตุซ้ำอีก ขณะที่กลุ่มศ.ป.ช.ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากชักใย‘แก๊งมือตบ’

นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ นำผู้ต้องหากลุ่มนักรบศรีวิชัย การ์ดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 82 คน เป็นชาย 78 คน เป็นหญิง 4 คน ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกสถานีโทรทัศน์ NBT โดยมีอาวุธ และข้อหาอื่น รวม 6 ข้อหา เหตุเกิดเมื่อเช้ามืดวันที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ไปรายงานตัวต่อศาลอาญา เป็นครั้งที่ 2 ตามข้อกำหนดของศาลที่อนุญาตให้ประกันตัว และไม่ให้ผู้ต้องหาทั้งหมดกลับไปก่อเหตุในลักษณะที่ก่อให้เกิดความรุนแรงอีก ทั้งนี้ ศาลได้นัดให้นักรบศรีวิชัยทั้ง 82 คน มารายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้จากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม นักรบศรีวิชัย การ์ดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหลายครั้ง พบว่ามีการพกใบกระท่อมเพื่อไว้เสพจำนวนมาก

ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยุบปชป.

นายสุขุม วงประสิทธิ เลขิการทั่วไป ศูนย์กลางปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติ โรงเรียนประชาธิปไตยสนามหลวง(ศ.ป.ช.)และกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน เดินทางมาบริเวณหน้พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือของกลุ่มเรียกร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีการเข้าร่วมในทางพฤตินัยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การปฏิบัติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยออันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขตามรัฐะรรมนูญ และมีเหตุผลความผิดคือการที่เมื่อวันท่ 7ต.ค.ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าทำหน้าที่สมาชิกรัมฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล และที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสทเข้าร่วมการประชุม 4 ฝ่ายเพื่อหาทางแก้วิกฤตของบ้านเมือง โดยเสนอเพียงให้นายรัฐมนตรียุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อบ้านเมือง
“ หากพรรคประธิปัตย์ไม่ได้รับเสียงข้างมากเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล คงเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจุบันที่ได้รับเลือกจากประชาชน เข้ามาเป็นรัฐบาลเช่นเดิม พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพัธมิตรฯจะมีการชุมนุมประท้วงอีกหรือไม่ และประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไร”นายสุขุม กล่าว

บุกสน.ดุสิต แจ้งจับ'สาทิตย์'


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ผ่านมา ที่สน.ดุสิต นายชาญ เพ็ญจวงศ์ ประธานองค์กรพลังแผ่นดินแห่งประเทศไทย นายกวี พรหมศร กรรมการบริหารนายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง เลขาธิการและโฆษก และนายคารม พลทะกลาง ทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ในข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 พร้อมกลักฐานสำเนาเอกสาร ถ้อยคำการให้สัมภาษณ์ของนายสาทิตย์ ของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมี พ.ต.ท.เอกชัย ศรีระหงษ์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องเรียน

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ถ้อยคำกล่าวของนายสาทิตย์ที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยมีเนื้อหาหมิ่นประมาททำให้องค์กรเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียง และเจตนารมณ์ที่องค์กรโดยระบุในทำนองว่าการเคลื่อนไหวของเราเป็นเพราะไม่พอใจคำตัดสินของศาลในคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมกับมีถ้อยคำที่เป็นการกล่าวอ้างว่า องค์กรมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับส.ส.พรรคพลังประชาชนเพื่อทำการเคลื่อนไหวสร้างความรุนแรง ซึ่งถือว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากองค์กรของเราเป็นองค์กรภาคประชาชน ที่จัดตั้งเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเมืองจากทุกกลุ่ม โดยไม่เอื้อประโยชน์กับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และการเคลื่อนไหวของเราก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักการเมืองผู้ใดทั้งสิ้น

“หลังจากที่มีข่าวลง มีคนโทมาในองค์กรมากมายว่าเป็นอย่างที่นายสาทิตย์พูดจริงหรือไม่ นี่คือการกระทำที่เราได้รับความเสียชื่อเสียง เราตรวจสอบทุกคน หากมีพฤติกรรมที่น่าสงสัย แต่นี่เรากำลังถูกกล่าวหาให้องค์ได้รับความเสียหาย ว่ามีการเคลื่อนไหวที่เคลื่อบแฝงด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง เราจึงต้องมากล่าวโทษดำเนินคดีกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนดังกล่าว” นายพิเชษฐ์กล่าว

นอกจากนี้โฆษกองค์พลังแผ่นดินยังกล่าวปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี การออกมาเคลื่อนไหวในทุกกรณีไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผู้หนึ่งผู้ใด และไม่มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับส.ส.พรรคพลังประชาชนอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง เมื่อถามว่าขั้นตอนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เมื่อนายสาทิตย์ มีเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายคารมกล่าวเสริมว่า ความผิดยังคงอยู่ นี่คือความผิดของนายสาทิตย์ แม้ตอนนี้จะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองจากการเป็นส.ส. ถือว่ารอดพ้นไปในขณะนี้ แต่หากมีการยุบสภาเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าสามารถดำเนินคดีได้ตามกฎหมายปกติ ซึ่งภายหลังจากที่เจ้าพนักงานสอบสวนรับเรื่องแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อชี้ว่าการกล่าวให้สัมภาษณ์ของนายสาทิตย์เป็นถ้อยคำที่จะนำไปสู่การหมิ่นประมาทได้หรือไม่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันที่ 28 ต.ค.จะมีการประชุมรัฐสภา คาดการณ์ว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินทางมาปิดล้อมรัฐสภาเช่นที่เคยกระทำหรือไม่ประธานองค์กรกล่าว่า ในวันพรุ่งนี้จะมีกลุ่มสมาชิกของเราเดินทางมาร่วมสมทบที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาประมาณ 100 คนเพื่อปกป้องรัฐสภา และเพื่อให้กำลังองค์กรของเราเองด้วย ซึ่งหากกลุ่มพันธมิตรฯไม่เคลื่อนพลจากที่ตั้งก็อาจจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามตนได้ผสานกำลังมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว


ปธ.องคมนตรีแนะทางออกแก้วิกฤตการเมือง

พล.อ.เปรม แนะวิธีแก้ไขปัญหาความแตกแยกบ้านเมืองต้องรู้จักใช้ 3 ทางออก คือ อดทน อดกลั้น เสียสละ หันหน้ามาพูดกันจะดีกว่า

วันนี้ที่( 27 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธานพิธีปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” รุ่นที่ 10 โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พร้อมด้วยผู้บัญชาการเหล่าทัพอาทิ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ขณะที่พล.อ.วิโรจน์ บัวจรูญผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้แทนกองทัพบก และผู้แทนเหล่าทัพมาร่วมพิธี

พล.อ.เปรม ให้สัมภาษณ์ว่า ใกล้ถึงวันราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ และวันเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวาคม คนไทยจะสร้างความปรองดองได้หรือไม่ว่า คำถามนี้ต้องแบ่งเป็นสองส่วน เรื่องราชพิธีและงานพระชนม์พรรษา มั่นใจว่าไม่มีปัญหา คนไทยรู้ว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ ในพระราชพิธีทั้ง 2 พิธี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า อยากให้องคมนตรีเตือนสติไทยคนไทยที่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายอย่างไร พล.อ.เปรม ย้อนถามว่า “คุณแน่ใจหรือว่าพูดถูกแบ่งแยกอย่างนั้นจริงหรือ และได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่แบ่งแยกโดยดูได้จากการใส่เสื้อสีต่างๆนั้น

“เคยพูดว่าขอให้สื่อมวลชนทำงานให้หนักขึ้น แต่แปลไม่ออกว่าจะให้สื่อไปทำอย่างไร เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา เห็นสื่อมวลชนและสมาคมต่างๆพูดคุยกัน และมีคำตอบออกมา ฟังแล้วค่อนข้างยากและทำยาก แต่ดีใจที่มีการพูดคุยกัน เขาใช้คำว่ายุติความรุนแรงเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่องค์กรอื่นนอกจากสื่อมวลชนพูดถึงเรื่องนี้ แต่เป็นปัญหาที่ยากและทำยาก แต่การที่เขาพูดกันแสดงให้เห็นถึงความต้องการของคนไทย สื่อมวลชนก็สะท้อนให้เห็นความต้องการขอประชาชนว่า ประชาชนต้องการอย่างไร เป็นเรื่องที่ดีมาก อยากชมและขอให้ช่วยกันทำได้อย่างที่พูดกัน ยืนยันว่าสื่อมีความสำคัญ ที่คุณถามเรื่องมีสีนั้น ผมจะไม่พูดเรื่องสี แต่อยากพูดให้เข้าใจว่าที่สื่อขอร้อง น่าจะถือว่าคนไทยขอร้อง เพราะสื่อคือสื่อความต้องการของคนไทยในประเทศเราว่า ขอยุติความรุนแรง อยากขอขอบใจและเอาใจช่วยให้ทำให้สำเร็จ”พล.อ.เปรมกล่าว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.เปรม ไม่ขอกล่าวถึงการนำสถาบันไปเสื่อมโยงกับการเมืองว่า เรื่องนี้ไม่เอา ข้อนี้ไม่เอา พูดเรื่องที่เรากำลังพูดกันดีกว่า ว่าจะทำอย่างไรเพื่อยุติความรุนแรง หรืออย่างน้อยค่อยๆลดลงมา คำว่า “อดทน-อดกลั้น-เสียสละ” 3 คำนี้อาจจะเป็นคำตอบได้ การเจรจาต้องหันหน้าเข้าหากัน หากหันหลังเจรจากันไม่ได้ ตนคิดว่าการเสียสละเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนต้องยอมเสียบ้าง เพื่อให้มาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่และส่วนร่วมทุกคนต้องอดทน อดกลั้น ไม่ใช้อารมณ์ทำให้เกิดความขัดแย้ง



ผบ.ทบ.ไม่ห่วงชุมนุม‘ความจริงวันนี้’


เชื่อไม่เกิดความวุ่นวายหากทำตามกฏ ย้ำคนไทยควรนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว เผยกองทัพจะดูแลไม่ให้กระทบกระทั่งกันให้เกิดความรุนแรง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีการแก้ปัญหาการเมืองตามที่ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เสนอให้ใช้สติและหันหน้าเข้าหากัน ว่า บ้านเมืองเราขณะนี้ยังไม่เกิดกระแสว่า ทุกคนต้องใช้แนวทางที่จะยึดถือประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่เอาความขัดแย้งมาแก้ปัญหา ซึ่งเห็นว่าขณะนี้ทุกคนมีความเห็นตรงกัน แต่กระแสยังอยู่ในกลุ่มคน 2 กลุ่มเท่านั้น

ส่วนกรณีที่มีบางกลุ่มมองว่า การชุมนุมเพื่อฟัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อสายเข้ามาพูดในรายการ‘ความจริงวันนี้’ ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ จะสร้างความแตกแยกให้สังคม พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมระบุชัดเจนว่าจะชุมนุมโดยสันติอยู่ในขอบเขต และจะจบตามระยะเวลาที่กำหนด ส่วนกองทัพจะดูแลไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ไม่ให้เกิดความรุนแรง ซึ่งทุกคนต้องคำนึงถึงประเทศชาติเป็นหลัก ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

อย่างไรก็ตามผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ขณะนี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่มีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษ คงเป็นการรักษาความเรียบร้อยตามปกติ ตามที่ได้ให้แนวทางกันไว้ คือดูแลอย่าให้มีการกระทบกระทั่งของกลุ่มคน หากตำรวจร้องขอให้ทหารออกไปช่วยเราพร้อมให้การสนับสนุน


ชาวบ้านอารยะขัดขืน ยกเลิกบริการTOT โทษฐานถ่อยเขวี้ยงรองเท้าใส่นายกฯ

ที่มา บอร์ดราชดำเนิน เวบพันทิป


24 ตุลาคม 2551

เรียน ผู้จัดการเขตหนองแขม บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน)

เรื่อง ขอยกเลิกการใช้บริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ต

ที่ส่งมาด้วย สำเนาภาพถ่ายเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551

ตามที่ข้าพเจ้าได้เป็นลูกค้าบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ใช้บริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ต มาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน แม้นว่าจะได้รับการบริการที่ดีบ้าง และไม่ดีบ้าง คละเคล้ากันไป แต่ข้าพเจ้าก็มิได้ใส่ใจมากนัก

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551 ข้าพเจ้าได้ทราบข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ และทางโทรทัศน์ว่า มีพนักงานของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่ง ได้แสดงอาการกร้าวร้าว ใช้ความรุนแรง โดยพนักงานของบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้วิ่งกรูกันเข้าไปใช้ “ มือตบ ” ขับไล่ พร้อมตะโกนด่า ขว้างปาขวดน้ำ และรองเท้า เข้าใส่ นายกฯ สมชาย ระหว่างการตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)

เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าว ข้าพเจ้าเป็นผู้ซึ่งมิได้สนับสนุนการกระทำที่ใช้ความรุนแรง กร้าวร้าว ป่าเถื่อน และการแสดงออกทางวัฒนธรรมทางการเมืองที่เลวร้ายเยี่ยงการกระทำของ พนักงานของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่งดังกล่าว และใคร่ขอเตือนสติให้ผู้บริหารของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้ทราบด้วยว่า ขณะนี้คนในบ้านเมืองแตกแยกกันอย่างมากซึ่งมิเคยปรากฏมาก่อน แทนที่พวกเราจะช่วยกันออกมาเตือนสติคนในสังคม ช่วยกันห้ามปราม แต่คนของบริษัท จำนวนหนึ่ง ได้ออกมาแสดงกริยาอาการดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ยากที่จะยอมรับได้อีกต่อไป.

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจึงขอยกเลิกการใช้บริการโทรศัพท์ และบริการอินเตอร์เน็ตจากบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้าน และไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไร้วัฒนธรรมของพนักงานของบริษัทของพวกท่านบางส่วน อย่างสันติวิธี ตั้งแต่นี้ต่อไป.

ขอแสดงความนับถือ


ข้างต้นนั้นเป็นเรื่องจริงของสมาชิกเวบไซต์พันทิป ชื่อนามแฝงว่าFERRYMAN ได้เขียนบอกเล่าไว้ในห้องราชดำเนิน ดังมีรายละเอียดน่าสนใจดังต่อไปนี้




เล่าสู่กันฟัง เมื่อไปยกเลิกบริการ TOT แล้วเกิดอะไรขึ้น

หลังจากทราบข่าวจากทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และ โทรทัศน์ ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2551 มีพนักงานของ บริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่ง ได้แสดงอาการกร้าวร้าว ใช้ความรุนแรง โดยพนักงานของบริษัท ที โอ ที จำกัด (มหาชน) ได้วิ่งกรูกันเข้าไปใช้ “ มือตบ ” ขับไล่ พร้อมตะโกนด่า ขว้างปาขวดน้ำ และรองเท้า เข้าใส่ นายกฯ สมชาย ระหว่างการตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงเทคโนโลยี่สารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที)

พอวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2551 วันเปิดทำการ ก็เดินทางไปที่ศูนย์บริการ TOT เขตหนองแขม พร้อมจดหมายเพื่อขอยกเลิกการใช้บริการโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต พอไปถึงก็กดบัตรคิวเพื่อขอตรวจสอบค่าบริการที่ยังค้างชำระที่หน้าเคาน์เตอร์ชำระเงิน จัดการชำระเงินไปเจ็ดร้อยกว่าบาทเสร็จสิ้นแล้ว ก็เหลือบไปมองที่โต๊ะบริการลูกค้า มีเจ้าหน้าที่อยู่สองคน เป็นชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคน ยังให้บริการลูกค้าอยู่ ก็เลือกเอาโต๊ะเจ้าหน้าที่ผู้ชายดีกว่า เผื่อว่ามีปากมีเสียงกัน จะได้ใส่ได้เต็มๆ หน่อย นั่งรอสักครู่ ก็ถึงคิวเราแล้ว บทสนทนาจึงเกิดขึ้น.

*** ผมมายื่นเรื่องขอยกเลิกบริการ TOT ทั้งโทรศัพท์ และ อินเตอร์เน็ต (พร้อมยื่นจดหมายตามข้างต้นให้เจ้าหน้าที่)

เจ้าหน้าที่อ่านไปได้สักพัก ก็ไม่พูดว่าอะไร ยื่นเอกสารการยกเลิกให้ผมกรอกหนึ่งฉบับ ผมนั่งกรอกรายละเอียดไปจนเสร็จ ก็ยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ พร้อมบัตรประชาชน เจ้าหน้าที่ก็เคาะข้อมูลในคอมพิวเตอร์ แล้วบอกผมมาว่า

000 คุณต้องเสียค่าปรับในการยกเลิกการใช้อินเตอร์เน็ตความเร็งสูง 3,000 บาท เพราะว่าผมใช้ไม่ครบหนึ่งปีตามสัญญา ที่ระบุไว้

*** ผมตอบกลับไปว่า ผมขอยกเลิกการใช้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นในจดหมายที่ได้แนบมา ไม่ยินยอมที่จะเสียค่าปรับ และ ให้ TOT ฟ้องคดีผู้บริโภคผมมา

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็บอกผมว่า งั้นเขาทำเรื่องให้ไม่ได้ แล้วเขาก็ยื่นเรื่องกลับมาให้ผม

ผมก็ยืนยันไปว่า ให้เขาเซ็นรับหนังสือจดหมายขอยกเลิกจากผมไว้ก่อน

ปรากฏว่าเขาไม่ยินยอมเซ็น แล้วจะคืนจดหมายและคืนเรื่องยกเลิกให้ผม แต่ผมก็ไม่ยินยอม จะให้เขาเซ็นต์รับเรื่องไว้ก่อน เขาก็ไม่ยินยอมเซ็นต์

ผมบอกไปว่า ขอพบผู้จัดการเขต เนื่องจากผมทำจดหมายถึง ผู้จัดการเขตหนองแขม เขาจึงเดินเข้าไปหาผู้จัดการพร้อมยื่นจดหมายแล้วเล่าเรื่องให้ผู้จัดการฟัง ผู้จัดการเขตเป็นผู้หญิง ก็ให้ผมเขาไปนั่งคุยด้วย ผู้จัดการอ่านจดหมายแล้ว ก็บอกว่า เขาได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2551 แล้ว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะมีผลกระทบต่อองค์กร

ผมก็บอกเขาไปว่า ผมไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของพนักงาน TOT บางส่วน ที่กระทำการเช่นนั้น จึงขอยกเลิกการใช้บริการของ TOT เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้าน และไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่ไร้วัฒนธรรมของพนักงาน TOT บางส่วน อย่างสันติวิธี .

ก็สนทนากันสักครู่ ผู้จัดการก็บอกผมว่า ให้เอาอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมาคืนเขา ผมบอกว่าจะเอาไปคืนในวันจันทร์นี้ แล้วเขาก็เซ็นต์รับหนังสือจดหมายของผมเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ก็ต้องยอมรับว่า ผู้จัดการเขตหนองแขม ของ TOT ให้บริการเป็นอย่างดี และเข้าใจถึงความรู้สึกของลูกค้าที่มีต่อองค์กรของเขา

000 สิ่งที่ผมได้ทำก็เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้าน คัดค้าน ไม่เห็นด้วย กับพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในสังคม ที่มีพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองอย่าง กร้าวร้าว รุนแรง ไร้วัฒนธรรม ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง 000

**จะประท้วงอะไรกัน ก็ประท้วงกันพองามเถอะครับ ถึงกับขว้างปา ขวดน้ำ รองเท้าใส่กัน มันก็เกินไป

จาก Thai E-News