WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 29, 2008

'อดิศร'จี้ระงับจ่ายชดเชย'น้องเขยการุณ'ย้ำรอพิสูจน์เหตุคาร์บอมบ์


"อดิศร" เปิดหน้าจวกรัฐบาลระงับจ่ายเงินชดเชย "สารวัตรจ๊าบ" ย้ำต้องรอผลพิสูจน์เหตุคาร์บอมบ์ แขวะแก๊งพันธมารหาเรื่องใส่ตัว-พาคนไปตาย หลังเหตุสลายผู้ชุมนุม 7 ต.ค.

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้กล่าวกรณีที่คณะกรรมการเยียวยาได้อนุมัติเงินชดเชยให้ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า ของสารวัตรจ๊าบ นั้น อยากให้รัฐบาลระงับไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ารถจี๊ปที่ระเบิดนั้นระเบิดเพราะสาเหตุใด ถ้าตอบไม่ได้ หรือพิสูจน์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรได้รับการชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ได้เกิดจากตำรวจ แต่เกิดจาก "พันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์" ถ้าไม่รวมตัวมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันนั้นก็จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแลสถานการณ์ก็ไม่มีอาวุธและไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

"นอกจากนี้ สารวัตรจ๊าบ มียศถึง พันตำรวจโท ย่อมมีความรู้ด้านระเบิดเป็นอย่างดี แต่ทำพลาดจึงไม่ควรได้รับเงินค่าชดเชยจากคณะกรรมการเยียวยา หรือจากหน่วยงานใด" นายอดิศร กล่าว

ด้าน ดร.สมควร สาระโกเษษ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดียวกันว่า วัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือ ต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ในกรณีของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ สารวัตรจ๊าบ ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม รัฐบาลจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้เช่นเดียวกันตามหลักเกฎฑ์

"ตราบใดที่เป็นคนไทย คณะกรรมการเยียวยาก็จะรับผิดชอบทุกอย่างโดยไม่แบ่งฝ่ายใด และจะช่วยเหลือทุกคน ถึงแม้ในใจจะทราบกันดีว่าใครเป็นใคร หรือ ใครถูกใครผิด รัฐบาลก็ต้องช่วยเหลือ และรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งแกนนำพันธมิตรฯคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ รัฐบาลก็จะให้ความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน"

เมีย'สารวัตรจ๊าบ'อวดดีไม่รับเงินเยียวยาฯ

วันนี้ (29 ต.ค.) น.ส.เพ็ญพิมล ใสงาม ภรรยา พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ” ประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินบุรีรัมย์, ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.บุรีรัมย์ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ตนและครอบครัวขอยืนยันจะไม่รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาล

น.ส.เพ็ญพิมล กล่าวว่า ตนอยากให้รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความเป็นธรรมกับสามีที่ถูกยัดเยียดข้อหาพกพาระเบิด ซึ่งเป็นข้อหาที่หนักมากสำหรับสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สามีและวงศ์ตระกูล

นอกจากนี้ นางเพ็ญพิมล กล่าวอีกว่า ตนจะสานต่อเจตนารมณ์ของสามีที่ได้สละชีวิตต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยจะนำเงินที่ทางกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรฯ บริจาคมาเก็บไว้ให้กับลูกๆ และบางส่วนจะนำมาจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดสัญญาณเสียงของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เพื่อให้ประชาชนชาวบุรีรัมย์ได้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ในการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองของประชาชน


‘นักรบใบกระท่อม’ใหญ่คับฟ้ารุมสกรัมคน‘เสื้อแดง’สาหัส


ประเทศนี้เป็นของ‘พันธมาร’ไปซะแล้ว เมื่อยกพวกสหบาทาคนเสื้อแดงที่ขับรถผ่านไปแถวนั้นจนสาหัส พร้อมลากขึ้นไปประจารณ์ในทำเนียบฯด้วยคำหยาบคาย ด้านเลขาฯร.ร.ประชาธิปไตยลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด

นายสุขุม วงค์ประสิทธิ เลขาธิการทั่วไปศูนย์กลางปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติ(โรงเรียนประชาธิปไตยแห่งสนามหลวง)ให้สัมภาษณ์ในรายการ'นิวส์ ไฮไลท์'ออกอากาศทางสถานีวิทยุ คลื่น 97.0 ว่าหลังจากที่วานนี้(28 ต.ค.)ตนพร้อมผู้ชุมนุมประมาณ 20 คนเตรียมที่จะไปยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเรียกร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ว่าจ้างรถกระบะให้ไปส่งที่หน้าพรรค แต่เนื่องด้วยคนขับรถไม่รู้เส้นทาง ได้ขับรถหลงไปทางด้านโรงเรียนราชวินิต ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ จากนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรวิ่งมาล้อมรถ แล้วใช้หนังสติ๊กยิงใส่กระจกรถจนแตก

อย่างไรก็ตามกลุ่มของตนส่วนมากจะเป็นผู้หญิง มีผู้ชายเพียงคนเดียวที่เป็นคนขับ ซึ่งบางคนอายุ 70 ปีแล้ว ได้โดนกลุ่มพันธมิตรฯกระชากลงจากรถ บางคนบ้างก็ถูกชกที่ใบหน้า ตบที่หูจนมีเลือดไหลออกมา

จากนั้นผู้ชุมนุมพันธมิตรฯก็พาคนที่ถูกทำร้ายไปที่สน.นางเลิ้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำประวัติ โดยเมื่อทำประวัติเสร็จสิ้นแล้ว ก็ใช้ผ้าแดงมัดมือไปประจารณ์บนเวทีของพันธมิตรฯในทำเนียบรัฐบาล โดยให้ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นกระโกนด่า ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ประมาณ 10 นาที ทั้งนี้อีกด้านหนึ่งลุงคนขับรถได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯเตะเข้าที่ท้องตบที่หู โดยที่คนรอบข้างได้สิ่งของขว้างปาใส่จนได้รับบาดเจ็บ

“การ์ดพันธมิตรฯได้มาถามลุงคนขับรถว่านี่รูปใคร โดยลุงคนขับก็บอกว่ารูปในหลวง แล้วการ์ดพันธมิตรฯได้ถามอีกว่าแล้วทำไมไม่จงรักภักดี พร้อมกับให้กราบ ซึ่งลุงคนขับก็กราบ จากนั้นก็โดนการ์ดของพันธมิตรฯเตะเข้าที่ท้องจนจุกร้องไม่ออก และตบที่หูจนเลือดไหลออกมา ”นายสุขุม กล่าว

นายสุขุมกล่าวด้วย บรรยากาศในขณะนั้นตนคิดว่าไม่ใช่เมืองไทย จะเปรียบได้ก็เหมือนกับเขตปกครองพิเศษ เพราะในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีกองกำลังติดอาวุธเดินกันเต็มพื้นที่ไปหมด อย่างไรก็ตามตนอยากถามกลุ่มพันธมิตรนว่า ทำไมคนที่ใส่เสื้อแดงแล้วจะผ่านไปยังบริเวณนั้นไม่ได้ หรือคิดว่าประเทศนี้เป็นของตัวเองไปแล้ว เพราะว่าแกนนำพันธมิตรฯได้ปราศรัยว่ากลุ่มของตนไปใช้ถนนของพันธมิตฯ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนขาดเสรีภาพในการดำรงชีวิตอย่างมาก

นายสุขุมกล่าวอีกว่าหลังจากที่กลุ่มคนของตนถูกประณามในทำเนียบได้มีพ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง ไปเจรจาให้พันธมิตรฯปล่อยตัวผู้ชุมนุมทั้ง 7 คน โดยหลังจากที่ผู้ชุมนุมของตนได้รับอิสรภาพแล้วจึงได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สน.นางเลิ้งฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว และทำร้ายรางกาย และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว ทั้งนี้หนึ่งในคนเจ็บมีคุณป้าอายุประมาณ 70 ปีบาดเจ็บสาหัสเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อศอกฉีกขาด

เลขาธิการทั่วไปศูนย์กลางปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติระบุว่า กิจกรรมของกลุ่มเรามีนโยบายที่จะมุ่งเน้นสอนให้ประชาชนเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยให้มากขึ้น ว่ารัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกตั้งและหากใครเห็นว่ารัฐบาลทำงานไม่ถูกต้องก็ควรที่จะออกมาสู้กันในสภา ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางประชาธิปไตยถึง 2 ครั้ง ซ้ำยังสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยที่ไม่ถามเสียงของประชาชนอีกด้วย


Tuesday, October 28, 2008

ซีดี!! พันธมิตรฯฆ่าประชาชน คลิ๊กที่นี่!!


แฉเหยื่อคาร์บอมบ์พัวพันก่อการร้าย พปช.สับเละ!ไม่ควรช่วยคนย่ำยีกฎหมาย

ปูดเบื้องลึก! “เหยื่อคาร์บอมบ์” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด ยันสรุปสำนวน 2 ข้อหาหนักน้องเขยการุณ ชี้เข้าข่ายก่อการร้าย ตำรวจจำหน่ายคดีทิ้ง เหตุ “พ.ต.ท.เมธี” ตายในที่เกิดเหตุ ด้าน ส.ส.พปช.สับเละ!คนย่ำยีกฎหมายไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ ระบุกรรมการสิทธิฯโดดป้อง!จ่าย 4 แสนบาท ไม่มองใครถูก-ใครผิด

ตามที่รัฐบาลมีการอนุมัติเงินจำนวน 56 ล้านบาทให้แก่คณะกรรมการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ไม่สงบในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ นายตำรวจนอกราชการ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับผิดชอบคดีนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งมีความผิดในคดีลักทรัพย์และรับของโจร ตามหมายจับเลขที่ 515/43 ออกโดย สภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อปี 2543

นอกจากนี้ ยังมีคดีลอบวางระเบิดและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนี้คดีได้ถูกจำหน่ายออกไปแล้ว เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในเหตุการณ์คาร์บอมบ์ บริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย

ทางด้าน พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวประชาทรรศน์” กรณีรถจี๊ประเบิดหน้าพรรคชาติไทย เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.เมธี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

ซึ่งในสำนวนระบุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหากับ พ.ต.ท.เมธี ใน 2 ข้อหา คือ 1.มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ทำให้วัตถุระเบิด มีการระเบิดในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แต่พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน (พปช.) ระบุว่า ตนยังไม่ทราบถึงหลักการการช่วยเหลือทั้งหมดของคณะกรรมการ แต่มองว่าแนวทางการช่วยเหลือโดยสามัญสำนึกแล้ว คนที่ได้รับการช่วยเหลือต้องเป็นพลเมืองดี และมีความตั้งใจดี ส่วนความเห็นที่ต่างกันไม่ใช่สาระสำคัญ การช่วยเหลือต้องพิจารณาว่าให้รอบคอบว่าบุคคลใดคือผู้ที่เหมาะสมจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

“คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจะต้องดูว่าคนผู้นั้นปฏิบัติตามกฎหมาย เคารพกฎหมาย และประพฤติตัวถูกต้องคามครรลองของกฎหมายในสังคมหรือไม่ คนที่ย่ำยีกฎหมายแต่ได้รับเงิน ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจาณาในด้านจริยธรรมเพื่อซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการเยี่ยวยาต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคม และป้องกันการตั้งข้อสงสัยกับบุคคลต่างๆในอนาคต” ส.ส.พลังประชาชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคพลังประชาชนไม่เคยคัดค้านบุคคลผู้ใด แต่รัฐบาลต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นเป็นเมืองดีหรือไม่ ถ้าใครละเมิดกฎหมายก็ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. ในกรณี พ.ต.ท.เมธี ทางคณะกรรมการสิทธิฯได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียชีวิตตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ คือ 4 แสนบาท โดยไม่ได้มองประเด็นเรื่องของความผิดในอดีต ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสิทธิฯ

‘เหวง’ยันเหตุก่อการร้าย!จ้องฆ่าส.ส.-ส.ว.

นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ กรณีการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งเป็นหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ และเป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์

ซึ่งจากข้อเท็จจริงในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่บริเวณหน้ารัฐสภา โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้มีเหตุวินาศกรรมรถจี๊ปเชอโรกีของหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภายหลังเคลื่อนย้ายที่จอดสามหน แล้วมาจอดที่หน้าพรรคชาติไทย และได้บรรจุระเบิดจำนวนมาก

จากนั้น พ.ต.ท.เมธี ในขณะที่ก้าวเข้าไปในรถยนต์ (ที่ไม่ใช่ของตน) ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งได้ฉีกร่างของ พ.ต.ท.เมธีและเศษส่วนเนื้อสมองได้พุ่งตรงดิ่งไปคาบนยอดใบไม้เหนือร่างเขา แล้วได้เกิดระเบิดในรถจี๊ปอีกครั้ง จากนั้นก็จุดระเบิดถังแก๊สของรถอีก

ทั้งหมดนี้ น่าจะเข้าข่าย “คาร์บอมบ์” อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ “การก่อการร้ายในเมือง” ชนิดหนึ่ง และหากว่ารถโดยสารที่บรรทุก ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่ หนีการปิดล้อมของพันธมิตรฯ ออกจากรัฐสภาซึ่งต้องเคลื่อนผ่านข้างๆ รถจี๊ปเชอโรกีดังกล่าวในจังหวะที่คาร์บอมบ์ถูกกดระเบิดด้วยรีโมตคอนโทรล ผู้ที่เสียชีวิตก็คงไม่ใช่ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี แต่คงจะเป็น ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐสภา

นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า การกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯในวันที่ 7 ตุลาคม เข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ซึ่งในมาตรา 4 ระบุไว้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการ “ก่อวินาศกรรม” ขณะที่การสืบสวนสอบสวนกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งครัด โดยยังไม่มีข้อสรุปออกมา

ส่วนการที่นายอานันท์ ปันยารชุน แสดงความชื่นชมต่อการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อย่างออกนอกหน้านั้น เท่ากับว่านายอานันท์ เห็นด้วยกับการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นั่นเอง สมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ประณามและคัดค้านเหตุ “คาร์บอมบ์” ที่เกิดขึ้นนี้

และไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายในการประหัตประหารรถโดยสาร ส.ส.-ส.ว. และเจ้าหน้าที่รัฐสภา ที่จะต้องเคลื่อนผ่านจุดนั้นหรือไม่ก็ตาม “คาร์บอมบ์” หรือก่อการร้ายโดยซุกระเบิดในรถยนต์จำนวนมากเพื่อให้ระเบิดทำลายเป้าหมายที่ต้องการในเมือง รวมถึงการก่อวินาศกรรมทุกรูปแบบ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกประณามคัดค้าน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงออกที่สนับสนุนเช่นนี้



'จรัล'ชี้พันธมารจะทำปท.ถอยหลังไปอีก100ปี


อดีต คกก.สิทธิฯชี้การเมืองใหม่ของพันธมิตรจะทำประเทศไทยถอยหลังเข้าคลองไปอีก100ปี แนะวิธีแก้ปัญหาบ้านเมืองโดยประชาชนเลิกสนับสนุน

นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุยชนแห่งชาติ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต่อเผด็จการ( นปก). เปิดเผยกับสำนักข่าวประชาทรรศน์ ถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯพาดพิงถึงคำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อย่างไม่เหมาะสม ว่า โดยส่วนตัวคิดว่านายสนธิ พูดหรือปราศรัยตามความคิดและประกาศจุดยืนเพื่อให้คนเลือกข้าง โดยในอดีตก็ให้เลือกว่าเอาทักษิณ หรือไม่เอาทักษิณ ตอนนี้บอกว่าจะเลือกสถาบัน หรือไม่เอาสถาบัน เพราะฉะนั้นเมื่อได้ยินใครหรือองค์การใด มาเสนอความคิดเห็นให้ยุติการใช้ความรุ่นแรงหรือหันหน้าเข้าหากัน ให้ปรองดองกัน นายสนธิ จะโมโห เพราะข้อเสนออย่างนี้ไม่เป็นผลดีกับกลุ่มพันธมิตร

นายจรัลกล่าวอีกว่า นายสนธิคงรู้สึกและคิดว่าดร.สุเมธ ที่ได้นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าว แสดงว่าไม่ได้เข้าข้างฝ่ายพันธมิตรฯ และที่สามนายสนธิ ต้องการให้กลุ่มคนและองค์กรต่างๆเลิกมีการประชุม หรือเจรจากันและปล่อยให้พวกเขาดำเนินการไปเรื่อยๆ เพราะว่าถ้ามีการเจรจาเกิดขึ้นก็จะกิดการขัดขว้างจากกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งกรณี ดร.สุเมธ คงไม่พ้นที่จะถูกนายสนธิพูดโจมตี

“ ท่าทีของนายสนธินั้นปฎิเสธการเจรจาอย่างสันติทุกกรณีซึ่งการแสดงออกมานั้นมีความขัดแย้งกับท่าที พล.ต จำลอง ศรีเมืองที่ว่ายอมรับจะเจรจากับทุกๆฝ่าย ซึ่งแสดงเห็นได้ว่าเกิดการขัดแย้งกันในกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ”นายจรัล กล่าว

ต่อข้อถามของผู้สื่อข่าวที่ว่า แล้วการประท้วงครั้งนี้ นายสนธิจะได้อะไร นายจรัลตอบว่า ความต้องการของนายสนธิคือ ต้องการจะล้มรัฐบาล ล้มระบอบประชาธิปไตร และให้สภาการเมืองหยุดความเคลื่อนไหวเรื่องการเสวนาต่างๆ และสร้างการเมืองใหม่ของตนเอง

ส่วนประชาชนปฎิบัติตนทำอย่างไรกับสถานการณ์เช่นนี้ นายจรัล กล่าวว่า ประชาชนต้องประนามอย่าไปสนับสนุน อย่าไปร่วมมือ กับกลุ่มพันธมิตร ถ้าไม่มีใครสนับสนุน“มันก็หยุดมันก็เลิก” แล้วประชาชนอย่าแบ่งฝ่ายกันเองต้องสามัคคีกันให้มาก ส่วนสถานีASTVนั้นมันควรจะปิดไปได้นานแล้ว

สุดท้ายนายจรัลได้กล่าวสรุปว่า หากบ้านเมืองต้องเป็นไปตามเกมของกลุ่มพันธมิตรฯแล้ว ผลที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองเราคือ เราจะถอยหลังไปอีก 100 ปี และยิ่งอยู่ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปตกต่ำ ประเทศไทยจะยิ่ง ย่ำแย่ อัตตราคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางจะถึงจุดจบ และจะเกิดวิฤกตภายในประเทศ ตราบใดที่พันธมิตรยังดื้อด้านจะยึดทำเนียบไล่นายกต่อไป

'ณัฐวุฒิ'ไล่พธม.ตั้งรัฐอิสระออกใบอนุญาตพกอาวุธ

นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขอใบอนุญาติการพกพาอาวุธให้กับการ์ดพันธมิตรฯว่า ถ้าเรื่องนี้ถ้าหากทำได้ก็เหมือนกับการตั้งรัฐอิสระ อีกทั้งจะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานยากขึ้น และน่าเห็นใจประชาธิปไตยในประเทศไทยเพราะสิ่งที่กำลังทำอยู่นั่นหมายถึงคุณกำลังมีกองกำลังติดอาวุธและคุณกำลังบอกว่ากองกำลังติดอาวุธของคุณเป็นเรื่องถูกกฎหมายและคุณก็จะบอกว่าใครก็ตามที่ติดอาวุธและไม่มีใบอนุญาตจากคุณก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายก็หมายถึงว่าคุณสถาปนารัฐอิสระ ในประเทศนี้จะมีใครให้มีกองกำลังอาวุธเป็นพันคนเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นการอธิบายวิธีคิดของกลุ่มพันธมิตรฯวันนี้มันหลุดโลกไปแล้ว เกินเลยกว่าที่สังคมประชาธิปไตยใดในโลกจะยอมรับได้ เพียงแต่ในประเทศนี้ยังมีคนช่วยอธิบายและสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าเกิดพันธมิตรฯอ้างว่าการพกพาอาวุธเพื่อป้องกันตัวเองได้หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อ้างไม่ได้ในประเทศนี้จะมีกองกำลังติดอาวุธใดๆนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ได้ การที่จะมีกองกำลังติดอาวุธเป็นพันคนและอ้างว่าจะเอามาปกป้องตัวเองนั่นเท่ากับเป็นการสถาปนาตั้งรัฐอิสระ ตนถามว่าถ้าคนเป็นพันคนในประเทศนี้ติดอาวุธที่ออกใบอนุญาติให้กันเองได้และพกพาไปไหนต่อไหนได้โดยไม่ยินยอมปฎิบัติตามกฎหมายสังคมนี้จะเกิดอะไรขึ้น กลุ่มพันธมิตรฯมีอำนาจอะไรที่จะประกาศออกใบพกพาอาวุธให้กับคนนั้นคนนี้

จวก'อภิสิทธิ์'หัวหดไม่กล้าด่าพันธมารทำผิดกม.

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนอยากฝากคำถามไปถึงนักวิชาการ ส.ว.และพรรคประชาธิปัตย์ว่าที่บอกว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯชอบด้วยเหตุผล ชอบด้วยกฎหมายต่างๆนานาจนถึงวันนี้เขาจะขอออกใบอนุญาติพกพาอาวุธให้คนพันคน มีความคิดเห็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์ยังคิดที่จะแสดงความเกรงอกเกรงใจเป็นอย่างยิ่งกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯต่อไปหรือไม่จนถึงวันนี้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล้าพูดทุกอย่าง กล้าบอกให้รัฐบาลรับผิดชอบ กล้าบอกว่ารัฐบาลมือเปื้อนเลือด กล้าบอกให้รัฐบาลยุบสภาฯ อย่างเดียวที่คุณอภิสิทธิ์ไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯทำผิดกฎหมาย ไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะปฎิบัติหน้าที่ ไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯใช้อาวุธในการชุมนุม ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่กล้าพูดว่าพันธมิตรฯจะต้องออกจากทำเนียบรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ไม่เคยกล้าพูดคำเหล่านี้เลย คุณอภิสิทธิ์จะรอจนกว่านายสุริยะใส ออกใบพกพาอาวุธเสร็จก่อนหรืออย่างไร ดังนั้นผมเห็นว่าเรื่องอย่างนี้ประชาชนจะต้องพิจารณาและพรรคประชาธิปัตย์ต้องทำตัวให้เหมือนกับพรรคการเมืองของประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองของพันธมิตรฯเท่านั้น”นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า อย่างกรณีนปช.ตั้งกองกำลังถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่านปช.ไม่มีการตั้งกองกำลังใดๆที่เป็นกองกำลังตนเข้าใจว่าเป็นกองกำลังที่เรียกตนเองว่านักรบพระเจ้าตากของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งได้ประกาศว่าไม่ใช่นปช.เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯและตนยืนยันว่ากองกำลังนักรบกลุ่มใดก็ตามที่ประกาศตัวออกมาตอนนี้คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะพกพาอาวุธ คุณไม่มีสิทธิ์ใช้อาวุธในการชุมนุมและกลุ่มใดที่ใช้ถือว่าเป็นการชุมนุมที่อยู่นอกกฎหมายและไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามว่า กรณีที่ตรวจพบแกนลอนน้ำมันของกลุ่มนปช.ที่พยามใช้ผ้าจุ่มน้ำมันแล้วยิงเข้าไปในทำเนียบ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องนี้ หากมีกรณีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการ ไม่มีใครมีอภิสิทธิเหนือผู้อื่น ไม่มีใครมีอำนาจพิเศษใช้อาวุธทำร้ายร่างการซึ่งกันและกัน ตนยืนยันเช่นนั้น

‘ประสงค์’ยันยังไม่ไขก๊อกมท.3

เจ้าตัวต่อสายตรงถึงโฆษกรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่ลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแน่นอน ระบุข่าวก่อนหน้านี้โคมลอย

นายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน นายแพทย์อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม และ นายวิทยา บุตรดีวงศ์ส.ส.มุกดาหาร พร้อมคณะแถลงข่าวและนำจดหมายลาออก ของนายประสงค์ โฆษิตานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน โดยนายไชยยศ กล่าวว่า นายประสงค์ได้ยื่นจดหมายลาออกจากตำแหน่งต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ มีอาการไขมันในเส้นเลือดสูง รวมทั้งต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ในพรรคได้ทำงาน

เมื่อถามว่า ทางพรรคเพื่อแผ่นดินจะเสนอรายชื่อบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งแทนนายประสงค์ นายวิทยา กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ให้ไชยยศ รับตำแหน่งดังกล่าวเนื่องจากมีความเหมาะสม

เมื่อถามว่าได้มีการยื่นหนังสือลาออกของนายประสงค์ต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐตรีแล้วหรือยัง นายไชยยศ กล่าวว่า ยังไม่ได้ยื่น เนื่องจากการประสานไปยังคนในพรรคพลังประชาชนทราบว่า นายสมชายไปปฏิบัติราชการที่ต่างจังหวัดอาจจะกลับมาที่รัฐสภาไม่ทัน ทั้งนี้ทางพรรคจะมีการยื่นจดหมายดังกล่าวต่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อถามว่า มั่นใจได้อย่างไรว่าการเสนอรายชื่อครั้งนี้จะไม่มีปัญหาภายในพรรคอีก นายไชยยศ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการออกเป็นหนังสือและเป็นมติพรรคแล้ว รวมทั้งตัวนายสมชายเองได้ระบุว่าจะไม่ล้วงลูกการบริหารภายในพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนกระแสข่าวที่มีกลุ่มต่างๆภายในพรรคเพื่อแผ่นดินกดดันให้นายประสงค์ลาออกนั้น ยืนยันว่าไม่มี อีกทั้งตนเองก็เป็น ส.ส.ที่มีอาวุโสอยู่กับพรรคมาตั้งแต่ก่อตั้ง จึงมีความเหมาะ อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีส.ส.ในพรรคออกมาระบุว่าหากตนได้รับตำแหน่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอย่างที่ผ่านมา

“ท่านประสงค์มีปัญหาสุขภาพจริงและมีธุรกิจใหญ่ที่ต้องไปดูแล อีกทั้งสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ ควรให้คนรุ่นใหม่ได้มาทำงาน ซึ่งผมอาวุโสพอและไม่ติดเงื่อนไขใดๆในการทำงานนี้”นายไชยยศกล่าว

นายไชยยศ กล่าวต่อว่า เชื่อว่าการเสนอชื่อครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในพรรค ทั้งนี้ยืนยันว่าความสัมพันธ์ระหว่างนายประสงค์ และพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังดีเหมือนเดิม โดยในการประชุมสามัญของพรรคในเดือนหน้า จะมีการเสนอให้นายประสงค์ มาดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่า ทางส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินในส่วนของกลุ่มบ้านริมน้ำ ของนายสุชาติ ตันเจริญ และ กลุ่มสัจจานุภาพ เปิดเผยว่ายังไม่ทราบในเรื่องนี้ และไม่ได้รู้เห็นว่าทางพรรคมีมติเสนอชื่อ นายไชยยศ แต่อย่างใด

ลาออกมีเงื่อนงำ

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผยว่า เหตุผลที่มีการลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยของส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินนั้น เพราะว่าโควต้าเก้าอี้ตัวนี้จะต้องเป็นของนายทุนพรรคโดยจะต้องมีการควักกระเป๋าเพื่อแลกกับเก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทยอยู่ไม่น้อย และทราบมาว่าเจ้าของเก้าอี้คนเดิมยังจ่ายไม่ครบ และนี่เองที่เป็นเหตุผลให้มท.3ลาออกมากกว่าเหตุผลทางสุขภาพ

ข่าวลือ

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่านายประสงค์ โฆษิตานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดินได้ต่อโทรศัพท์มาหานายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกฯ โดยนายรัฐวุฒิ กล่าวว่า นายประสงค์ยังไม่ได้ลาออกจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด ซึ่งข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ถือว่าเป็นการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง



มติ4-1แหวกรูรั่วกม.‘วิฑูรย์’พ้นโกงเลือกตั้ง ยันกกต.ไม่เอาผิดส.ส.สัดส่วน


มติ กกต.ไม่เอกฉันท์ 4 ต่อ 1 แหวกรูรั่วกฎหมาย “วิฑูรย์ นามบุตร” พ้นคดีโกงเลือกตั้ง! อ้างเกณฑ์กฎหมายไม่เปิดช่องให้เอาผิด ส.ส.สัดส่วน กังขา!กกต.ปล่อยผี แม้ผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง “มาตรา 53” ชำแหละสองมาตรฐาน “เอื้อประชาธิปัตย์-เช็กบิลพลังประชาชน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 4 ต่อ 1 เสียง ให้ยกคำร้องสำนวนคดีทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่สามารถเชื่อมโยงมาถึงตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีการแจกบัตรชมภาพยนตร์ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้ผู้สมัครก็ตาม และกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ กกต.ให้ใบเหลืองกับผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนได้

ก่อนหน้านี้ นายสุเมธ อุปนิสากร กกต.ด้านการมีส่วนร่วม ได้ชี้แจงถึงการออกประกาศ กกต. เรื่องจำนวน หลักเกณฑ์และวิธีการให้เงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ตามปกติประเพณีของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองและสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามบทเฉพาะกาลมาตรา 133 ของ พ.ร.บ. พรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ที่ให้มีผลบังคับใช้เมื่อครบ 1 ปี นับจากวันที่มี พ.ร.บ.บังคับใช้

ทั้งนี้ ตามมาตรา 90 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ห้ามมิให้บุคคลคณะบุคคลหรือนิติบุคคล ขอรับบริจาคหรือขอสนับสนุนทางการเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้จากพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองหรือสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นคดีอาญา หาก ส.ส.ถูกเรี่ยไรก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ ถือเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อช่วย ส.ส. ไม่ให้มีภาระทางการเงินมากจนนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น

ส่วนกรณีที่ได้มีคำวินิจฉัย กกต.ไม่เอาผิดนายวิฑูรย์ นามบุตร นับเป็นการขัดต่อเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้อย่างชัดเจน และถือเป็นเรื่องของบรรทัดฐานในการพิจารณาของ กกต.

สำหรับเจตนาในการเขียนกฎหมาย เพราะ ส.ส.อ้างว่ามีประชาชนมักจะใช้เหตุการณ์จัดงานต่างๆ มาเรี่ยไรเงินเช่น งานบุญ งานกุศลหรือการจัดงานของชุมชน ซึ่งไม่ให้ก็ไม่ได้เพราะเกรงจะเสียคะแนนนิยม ทำให้เป็นภาระทางการเงินอย่างมาก ดังนั้นเมื่อประกาศ กกต.ฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สถาบันหรือมูลนิธิ ก็จะไม่สามารถมาขอหรือเรี่ยไรเงินได้ เว้น ส.ส.ให้เอง ส่วนงานที่เป็นไปตามประเพณีนิยม เช่น งานบวช งานแต่ง ผ้าป่า กฐิน งานศพ ฯลฯ เงินที่ให้จะต้องมีราคาหรือมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท แต่หากเกินให้รวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพราะเป็นการหาเสียงล่วงหน้า

การนับระยะเวลาในการนำมูลค่าของการให้เงินไปคำนวณเป็นรายจ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แบ่งเป็น 2 กรณีคือกรณีเลือกตั้งทั่วไปเนื่องจากการครบอายุของสภาให้นับหลังจากวันเลือกตั้งครั้งหลังสุดจนถึง 90 วันก่อนวันครบอายุสภาครั้งต่อไปเช่น สภาเลือกตั้งเข้ามาวันที่ 23 ธ.ค. ก็นับไป 4 ปีที่จะครบวาระแล้วนับย้อนขึ้นมา 90 วัน แต่ในกรณีก่อนครบอายุสภา ให้นับหลังจากวันเลือกตั้งครั้งสุดท้ายจนถึงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดโทษ แต่หากมีผู้ร้องก็อาจจะเข้าข่ายความผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. มาตรา 53 ที่ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอาจจะต้องโดนใบเหลืองใบแดงได้เช่นกัน


สมเพชอำมาตย์ ไม่รู้หรือว่าคนที่พยายามส่งออกมาเรียกหาสมานฉันท์นั้นไม่มีราคาสักคนเดียว

บทความ โดย Bugbunny

สุเมธ บวรศักดิ์ ประเวศ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มอำมาตย์ที่จัดให้มีการสัมมนาเรียกร้องความสมานฉันท์ โดยใช้บวรศักดิ์ สุเมธ เป็นตัวนำ และล่าสุดตามด้วยคำเรียกร้องของประเวศให้ไม่ใช้ความรุนแรงปะทะกันนั้นเป็นเรื่องการพยายามเคลื่อนไหวด้วยยุทธวิธีชะลอการรุกกลับของภาคประชาชนที่น่าสังเวชที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ทำไมพวกเขาไม่รู้เลยหรือว่า แต่ละคนมันมีประวัติชวนสมเพชขนาดไหน

บวรศักดิ์ นั้นรู้กันทั่วทั้งประเทศว่าเป็นเด็กสงขลาและสายตรงบ้านหลายเสา เคยสร้างรอยด่างสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยด้วยการเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการร่างรัฐธรรมนูญเผด็จการ 2550 ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและการปะทะกันทั้งทางความคิดและกายภาพที่เห็นกันอยู่ในวันนี้ ส่วนสุเมธ นั้น เข้ายึดครองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สุรพลกับปริญญา นักวิชาการนิยมเผด็จการศักดินาอำมาตย์เดินหน้าเป็นหัวหอกให้กับกลุ่มพันธมิตรในการเรียกร้องรัฐบาลพระราชทานมาตั้งแต่ก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยา 49

คนพวกนี้ได้รับการตอบแทนด้วยการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช.ของเผด็จการ คมช. ออกกฎหมายเผด็จการจำนวนมากมาบังคับประชาชน แถมบางครั้งองค์ประชุมไม่ครบก็ยังดึงดันส่งไปลงในราชกิจจานุเบกษาประกาศเป็นกฎหมายมากดหัวประชาชน

ส่วนราษฎรเฒ่าสมองทารก ประเวศ นั้นคือตัวพีอาร์สำคัญของขบวนการนิยมเผด็จการศักดินาอำมาตย์ ร่วมกับ อานันท์ โสภณ ปรีดา ฯลฯ มีหน้าที่ออกมาพูดสร้างกระแสความชอบธรรมให้กับพวกตน จนถูกตั้งฉายาว่า สังเวช สัมภเวสี เขาทำงานต่อเนื่องมาตลอดจนถูกต่อต้านอย่างรุนแรงทุกครั้งในระยะหลัง ๆ

ปัญหาก็คือกลุ่มที่ออกมาเรียกร้องความสมานฉันท์นั้นมีราคาจริงหรือ แค่ออกมาพูดเรียกร้องก็ถูกภาคประชาชนโห่ฮาขับไล่เปิดโปงเบื้องหลังกันอื้ออึง ลองคิดถึงวันที่นักวิชาการนิยมเผด็จการศักดินาอำมาตย์ เรียกร้องให้ ประเวศ อานันท์ มาเป็นคนกลางประสานความแตกแยกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เพียงประกาศออกมาก็เรียกเสียงหัวเราะเยาะเย้ยหยามหยันกันไปทั่ว จนไม่มีใครกล้าโผล่หัว ต้องประกาศไม่ขอรับงาน เพราะถึงรับก็คงไม่ได้ผลเพราะทุกคนรู้ทัน ตอนนี้เขาออกมาเรียกร้องเพียงเพื่อสร้างกระแส แล้วทหารก็จะอ้างความสมานฉันท์เข้ายึดอำนาจ ซึ่งก็คงภายในไม่กี่วันนี้ เพราะถ้าวันที่ 1 พฤศจิกายนมาถึงเมื่อไร เสียงมหาชนก็จะกระหึ่มกลบเสียงสมานฉันท์ให้เบาสนิท แล้วพวกเขาก็จะต้องถอยกลับบ้านกันไปทีละคนสองคน

วันนี้กลุ่มกบฏและผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบกำลังถูกบีบคั้นและเปิดโปงจากมติมหาชนไทยและมติอารยประเทศทั่วโลกอย่างหนัก กลุ่มขุนศึกก็ถึงกับต้องออกมาข่มขู่ประชาชนด้วยข้อหาเดิม ๆ คือหมิ่น ฯ เพราะพวกเขาเองก็ยอมรับว่า กระแสเสื้อแดงนั้นแรงกว่าเสื้อเหลือง ลึก ๆ แล้วก็ต่างก็กังวลว่า หากยึดอำนาจตามคำชี้นำของผู้เอาแต่ใจตัวเองแล้ว ผลที่ออกมาจะเป็นเช่นไร เพราะไม่เฉพาะมติมหาชนโลกเท่านั้น ในประเทศเองความแตกแยกก็รุนแรงจนทายไม่ถูกว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้อย่างที่เคยทำมาหรือไม่? ยิ่งหากยึดอำนาจแล้วล้มระบบเลือกตั้ง เอาการแต่งตั้งเข้ามาแทน แผ่นดินจะลุกเป็นไฟหรือเปล่า เสียงเรียกร้องความสมานฉันท์นั้นเพื่อให้ทหารอ้างความแตกแยกออกมายึดอำนาจ ไม่ได้ต่างจากก่อนการยึดอำนาจ 19 กันยา 49 เพราะวันนั้นม็อบของสนธิจำลองเหลือคนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่สวนลุมพินี และตอนนั้นก็ไม่ได้ต่างจากตอนนี้ ขันทีตั้งมั่นอยู่ที่โคราชมาแล้วหลายวัน ระดมสมองวางแผนกันอยู่ และคราวนี้น่าจะรุนแรง เพราะอาจเตรียมใช้กำลังทหารกวาดล้างประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยในแบบกวาดให้หมด เก็บให้เรียบเลยก็ได้

ยุทธวิธีที่เอา บวรศักดิ์ สุเมธ ประเวศ ออกมาสร้างกระแสครั้งนี้ แสดงภูมิปัญญาของผู้วางแผนและตัดสินใจว่ามองสั้น ๆ อยู่ท่ามกลางกลุ่มพวกเดียวกันที่ยกยอปอปั้นให้เสียคน แทนที่จะมองให้รอบด้านว่ากระแสสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นเรื่องน่าสมเพชที่ให้ราคากับกลุ่มคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมส่วนตัวจนไม่มองว่าคนส่วนใหญ่เขาคิดกันแบบไหน

จาก thaifreenews

Monday, October 27, 2008

นายกฯ เตรียมลงพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ ยังไม่ยืนยันพรุ่งนี้หรือไม่


27 ต.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ ถึงการเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.) ว่าการเดินทางลงพื้นที่ถือเป็นภารกิจหนึ่ง แต่จะเดินทางในวันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.) หรือไม่ ยังไม่ทราบ จะต้องถามฝ่ายปกครองและทหารก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่เตรียมการพร้อม สามารถเดินทางไปได้วันพรุ่งนี้ ก็เป็นเรื่องดี ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก จะร่วมคณะด้วยหรือไม่ คงต้องหารือกันก่อน เพราะผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่

“ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ต้องไปดูสถานการณ์ในพื้นที่ แต่จะทำให้สถานการณ์ดีได้แค่ไหน คงบอกได้ว่า เราหยุดยั้งไม่ได้ แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้าพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ร่วมกันด้วยสันติได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-27 17:41:30


จวกพันธมิตรฯหยุดเป่าหูปชช.เลิกซื้อหนังสือในเครือ‘มติชน’

‘อดีตนักข่าวมติชน’สุดทน! เล่ห์ม็อบพันธมารเรียกร้องประชาชนเลิกซื้อหนังสือในเครือฯ ยันไม่ได้บิดเบือนแต่เสนออย่างตรงไปตรงมา อัดให้เคารพเสรีภาพสื่อสารฯและ สิทธิรับรู้ข่าวสารของประชาชนบ้าง

นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ สื่อมวลชนอิสระ อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี และมติชน เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องยุติการเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนงดซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนเพราะโกรธแค้นที่ทางหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” เสนอข่าวพระราชดำรัสของสมเด็จพระเทพฯ ที่สหรัฐซึ่งเกี่ยวกับ กลุ่มพันธมิตรฯเพราะเป็นการเคลื่อนไหวที่ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง และ ขัดแย้งกับการนำเสนอของพันธมิตรฯ ที่เรียกร้องต้องการเสรีภาพในการสื่อสารให้สื่อของตนเองคือ สถานีโทรทัศน์‘เอเอสทีวี’ซึ่งถือเป็นการคุกคามสื่อฯ แบบหนึ่ง

นายกิตติพงษ์ กล่าวอีกว่า ในทางปฎิบัติของสากล จะไม่มีการเรียกร้องให้คว่ำบาตรสื่อมวลชนโดยกลุ่มการเมือง หรือ กลุ่มเคลื่อนไหวใดๆ เพราะเคารพในเสรีภาพทางการสื่อสารและ สิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน และ ไม่อยากถูกประณามว่าคุกคามสื่อ ถ้าใครเห็นว่าสื่อนั้นๆ บิดเบือนข้อมูลข่าวสารก็ใช้วิธีร้องเรียนผ่านองค์กรกำกับดูแลและชี้แจงความจริงผ่านช่องทางต่างๆ หรือ พึ่งขบวนการยุติธรรม แทนที่จะใช้วิธีรณรงค์ให้งดซื้อ หรือ ตามที่มีข่าวถึงขั้นมีสมาชิกพันธมิตรฯ ในบางจังหวัด ข่มขู่ไม่ให้แผงหนังสือนำสื่อเครือมติชนมาขาย

“พันธมิตรไม่มีเหตุผลที่จะคุกคามเครือมติชนเลย เพราะ ข่าวสด ไม่ได้บิดเบือน เป็นการนำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการแปลผิดแต่ประการใด ที่น่าแปลกคือ ผู้นำพันธมิตรเป็นสื่อมวลชนในเครือผู้จัดการ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เป็นผู้นำสภาการหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลสื่อกันเอง ซึ่งเป็นช่องทางที่พันธมิตรน่าจะใช้ถ้าเห็นว่าข่าวสดลงข่าวไม่เป็นธรรม ไม่ใช่วิธีรณรงค์ให้เลิกซื้อหนังสือพิมพ์อย่างที่ทำอยู่ เพราะยิ่งทำจะทำให้สังคมเห็นว่าพันธมิตรฯ ต้องการผูกขาดการนำเสนอข่าวสารไว้เองด้วยวิธีคุกคาม เหมือนวิธีแบบ “ระบอบทักษิณ” ที่พันธมิตรฯ บอกว่าต้องการล้มล้าง” นายกิตติพงษ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามนายกิตติพงษ์ กล่าวปิดท้ายว่า องค์กรวิชาชีพ เช่น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่มีจุดประสงค์ในการพิทักษ์สิทธิเสรีภาพสื่อ สมควรจะออกมาตำหนิและเรียกร้องให้พันธมิตรฯ หยุดการคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาเจตนารมณ์และเจริญตามรอย คุณอิศรา อมันตกุล นายกสมาคมนักข่าวฯ คนแรก ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชนตลอดชีวิตของท่าน