WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 29, 2008

ใคร......ขอร้อง ?

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ในวงสนทนาของ “นักข่าวกลุ่มหนึ่ง” ซึ่งกำลังนั่งรับประทานอาหารและดูข่าวการเมืองไปด้วย ระหว่างนั้นก็มีข่าว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังจอโทรทัศน์ เพราะ พล.อ.เปรม คือบุคคลที่สำคัญมากๆ คนหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับวิกฤติการเมืองไทยเวลานี้

พล.อ.เปรมบอกว่า “เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เห็นสื่อมวลชนและสมาคมต่างๆ พูดคุยกัน และมีคำตอบออกมา ฟังแล้วค่อนข้างยาก และทำยาก ...แต่อยากพูดให้เข้าใจว่า ที่สื่อมวลชนขอร้องน่าจะถือว่า คนไทยขอร้อง เพราะสื่อก็คือสื่อ ความต้องการของคนไทยในประเทศเราว่าขอยุติความรุนแรง จึงอยากขอบใจ และเอาใจช่วยให้ทำให้สำเร็จ"

ทุกคนเมื่อฟังจบแล้วก็ส่ายหน้า และตอบว่า “ไม่จริง” โดยเฉพาะประโยคที่กล่าวว่า “ที่สื่อมวลชนขอร้องน่าจะถือว่า คนไทยขอร้อง”

ผมคนหนึ่งที่ “เถียงคอเป็นเอ็น” เลยว่า ผมและเพื่อนๆ ไม่ได้ “ขอร้อง” และสื่อมวลชนยุคนี้ไม่ใช่ตัวแทนของประชาชน

ดังนั้นคำกล่าวอ้างว่า “สื่อมวลชนขอร้องน่าจะถือว่า คนไทยขอร้อง” จึงเป็นคำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างยิ่ง
อันนี้คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากได้ยินคำให้สัมภาษณ์ พล.อ.เปรม ที่ผมยังให้ความเคารพนับถือท่านเป็นอย่างสูงเพราะเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง

จากนั้นผมจึงกลับไปดูข่าวย้อนหลังว่าในวันที่ 26 ตุลาคม ที่ พล.อ.เปรม เห็นสื่อมวลชนและสมาคมต่างๆ พูดคุยกันนั้น มันคือเรื่องอะไร

เห็นข่าวแล้วก็ถึงบางอ้อ ...สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง และสถาบันพระปกเกล้า จัดงาน “สานเสวนาเพื่อสันติธรรม”

งานในวันนั้น นักข่าวประชาทรรศน์ก็ไปร่วมงานด้วย พบว่าเนื้อหาหลักๆ เปิดฉากถล่มรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหลัก

บทสรุปในวันนั้น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ อุปนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ จนเป็นที่กังวลใจของผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

ดังนั้น ผมจึงไม่สบายใจที่จะมีผู้กล่าวว่าข้อสรุปบนเวทีวันที่ 26 ตุลาคม คือ “คนไทยขอร้อง”
ผมคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ขอร้อง ...ประชาชนที่เลือกพรรคพลังประชาชนจนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่ได้ขอร้อง

คนเสื้อแดงที่จะมารวมตัวกันวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นแสนๆ คน ก็ไม่ได้ขอร้อง ดังนั้นผมอยากถามกลับ พล.อ.เปรม ว่า ใคร...ขอร้อง?



หยุดยัดเยียด “การเมืองใหม่”


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*



มือตบที่ลิ่วล้อกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงความถ่อย สถุล กับบุคคลต่างๆ ในสถานที่ต่างๆ เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาแล้วครับ เพราะไม่ทำลายชื่อเสียงเกียรติภูมิของบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่เขามีความคิดความอ่าน มีความรับผิดชอบ ออกมาเล่นงานแกนนำสหภาพแรงงานฯ ที่รับแผนมาจากคนในทำเนียบรัฐบาล (ที่ถูกยึดไป)

ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้ากี้เจ้าการ เอามือตบมาเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร และใช้มือตบไปขับไล่ประท้วงฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่มีเหตุผล เพียงแต่ต้องการเอามัน เอาความสะใจ เอาเสียงดังมาเป็นเพื่อนเท่านั้น

เหตุการณ์ที่เกิดที่กระทรวงไอซีที ที่มีลิ่วล้อพันธมิตรและสมาชิกสหภาพแรงงานฯ สำแดงความป่าเถื่อน ไร้อารยะ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อไปตรวจเยี่ยมการทำงานของกระทรวงนี้ เล่นเอารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงออกมาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ เพราะไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์อัปยศอดสูอย่างนี้ขึ้นมา
แต่ กลุ่มพันธมิตรพันธมาร ทีโอที กลับออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรียกร้องให้พนักงานทีโอทีร่วมชุมนุม พร้อมมือตบ เพื่อขับไล่นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที โดยแสดงจุดยืนและดำเนินการเหมือนที่ขับไล่นายกรัฐมนตรี

นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที ออกมาย้ำ จุดยืนของทีโอทีคือเป็นกลางทางการเมือง ถ้าพนักงานจะรวมกลุ่มชุมนุมทางการเมืองเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ต้องทำโดยสงบ อยู่ในกรอบของกฎหมายและกฎระเบียบของทีโอที ห้ามมีเหตุการณ์รุนแรงเหมือนเมื่อวันที่ 22 ต.ค. เพราะจะกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งพนักงานทุกคนต้องช่วยกันให้ความร่วมมือ

หลังจากเกิดเรื่องขึ้นมาแล้ว ที่โอทีที ถูกตบหน้าฉาดใหญ่จากลูกค้า บอกเลิกใช้การบริการ ตัวเลขเริ่มต้นอยู่ที่ 3 หมื่นเลขหมาย จนมีคนที่รักองค์กรอดรนทนไม่ไหว ออกมากดดันเรียกร้องให้ทางแกนนำสหภาพแรงงานฯออกมารับผิดชอบ ปฎิบัติการเลวร้ายที่เกิดขึ้น

ลิ่วล้อของม็อบพันธมิตร คนที่ไปโห่ฮาป่า ใช้มือตบแสดงความถ่อย กับฝ่ายที่ไม่เห็น
ด้วยกับกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งนั้น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็ไม่มีข้อยกเว้นก็กลายเป็นวีรบุรุษวีรสตรีของม็อบพันธมิตรขึ้นมาทันที

แม้จะเป็นการปฎิบัติการที่ทำแล้ว ต้องวิ่งแจ้นเอาหางจุกตูดก็ตาม
เลยเกิดลัทธิเอาอย่างกัน เพราะถ้ามีใครไปปฏิบัติการที่เถื่อน ถ่อยนี้ได้ จะได้รับการชื่นชมยินดีจาก “นักรบหน้าไมค์”บนเวทีพันธมิตร สรรเสริญเยินยอกันว่าเป็นผู้ที่กล้าหาญ

แต่ผมมองว่านี่เป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของกลุ่มพันธมิตร โดยไม่ได้มองว่าที่ทำไปนั้นรังแต่จะสร้างความแตกแยกร้าวฉาน ความไม่เข้าใจให้มากยิ่งขึ้น

ตอกย้ำว่าพันมิตร ไม่ได้คิดในเรื่องของสันติวิธีอย่างที่พยายามพล่ามให้ผู้คนเข้าใจผิด
มีคำถามมามากว่า คนในแก๊งในก๊วนของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจฯเอาเวลาที่ไหนไปทำงาน เพราะเห็นป้วนเปี้ยนอยู่แถวเวทีพัมธมิตรพันธมาร หรือไม่ก็ออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชาวเมือง

โดยเอาประชาชนเป็นตัวประกันในการเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟฯ การท่าเรือฯ
หรือพฤติกรรมที่อัปยศของกัปตัน “การบินไทย” ที่ไม่ให้ สส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่องไปดูแลสารทุกข์สุกดิบของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา “สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์” นำทัพยึดหัวหาดภาคใต้ตอนล่าง ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อ้างว่าไปเปิดเวทีถก “ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนของ สรส.ในสถานการณ์ปัจจุบัน” มุ่งเน้นวิเคราะห์วิกฤตการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจและขบวนการแรงงาน

พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่างทัพหลวง สรส.ในส่วนกลางและทัพภาคใต้
และเป็นความเคลื่อนไหวที่สอดรับกับการขับเคลื่อนเพื่อสร้าง”การเมืองใหม่”ของพันธมิตรพันธมาร
วิทยากรล้วนเป็นระดับแกนนำของ สรส.ส่วนกลาง และเป็นคนของพันธมิตรพันธมาร ประกอบด้วย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. นอกจากนี้ยังเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 ของพันธมิตรพันธมารด้วย นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) ในฐานะที่ปรึกษา สรส. และยังเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 ของพันธมิตรด้วยเช่นกัน

มองเป็นอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากจะไปสุมหัวกันเพื่อปรับกลยุทธในการเรียกร้องต่อสู้กันใหม่ คงจะมีการประเมินดูแล้วว่า ถ้ายังดันทุรังเป็นเครื่องมือของแกนนำพันธมิตรพันธมาร จะถูกสมาชิกสหภาพแรงงานฯที่เขามีความคิดความอ่าน รู้ผิดรู้ชอบออกมาคัดค้าน ทวงถามความถูกต้องเหมาะสมแน่นอน

เหมือนอย่างที่สมาชิกสหภาพแรงงาน ทีโอที ที่ออกมาตบหน้า แกนนำสหภาพฯให้รับผิดชอบ หาตัวการใช้มือตบที่มาทำลายเชื่อเสียงเกียรติภูมิคน คน ทีโอที จะพินาศย่อยยับเรื่องนี้คงโทษใครไม่ได้ เพราะเต็มใจเข้าไปผสมโรงกับแกนนำพันธมิตรพันธมาร

ซึ่งต้องยอมรับว่า”เขี้ยว”กว่ากันอย่างทาบกันไม่ได้เลย
บทบาทของแกนนำบนเวทีพันธมิตรพันธมารจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ถูก คน”หัวล้านแต่ไว้คางแพะ” นายสมศักดิ์ โกสัยสุข ที่อ้างว่ายังมีบารมีในขบวนการแรงงานรัฐวิสาหกิจบงการมาตลอด

แต่วันนี้ก็ไมรู้ว่าชะตาเจ้าตัวจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อเทียบชั้นกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล พ.อ.จำลอง ศรีเมืองแล้ว ถือยังห่างกันลิบ ในเรื่องบารมีและการยอมรับของบรรดาลิ่วล้อที่มาร่วมชุมนุมประท้วงยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ซ่องสุม
ยิ่งวันนี้ “แป๊ะลิ้ม” ออกอาการฟาดหาง เล่นงานดะ ชนิดไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรม ถ้าหากพูดจาไม่เข้าหู ก็จะถูกสวนกลับอย่างเสียๆหายๆ

คนอย่าง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ธรรมดาที่ไหน ใครก็รู้ ยังถูก”แป๊ะลิ้ม”เล่นงานบนเวที อย่างสาดเสียเทเสีย ไม่มีข้อยกเว้นนี่คือความจริง เป็นตัวตนที่แท้จริงของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร แม้จะอ้างว่าทำเพื่ออะไรก็ตาม


ความเป็นกลางของกองทัพไทย


โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย ณัฐณิชา


“กองทัพ จะไม่เลือกยืนอยู่ข้างไหน? แต่จะเลือกยืนอยู่ตรงกลาง” คือคำแถลงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ก่อนหน้าการเดินทางไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิต จากเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ของพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

แต่...หลังร่วมงานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเพราะโดน“มือตบโห่”ไล่ หรือจะเพราะด้วยเหตุผล กลใด?ก็ตาม ได้ทำให้ท่าทีของกองทัพเปลี่ยนไป

จนกระทั่งย่ำค่ำของวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นวันหวยออก หวยก็มาออกที่รายการ “เรื่องเด่น เย็นนี้” ของพิธีกรชื่อดังนายสรยุทธ สุทัศนจินดา เมื่อ“ผู้นำเหล่าทัพ” ทั้งกองบัญชาการกองทัพไทย,กองทัพบก,กองทัพเรือ,กองทัพอากาศ พร้อมด้วย“ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ” ได้ทำการ“ปฏิวัติเงียบ”(ตามที่สื่อมวลชนทุกแขนง ลงมติเห็นพ้องต้องกัน)

โดยการพร้อมใจกันแต่งเครื่องแบบเต็มยศ มานั่งแถลงผ่านหน้าจอในรายการดังกล่าว กดดันให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ลาออก เพราะเหตุว่า“หมดความชอบธรรม” ในการที่จะบริหารประเทศบน“กองเลือด” จากเหตุสลายการชุมนุมที่มีผู้บาดเจ็บ และสูญเสียชีวิต

เป็นเรื่องที่น่าตลกเป็นอย่างยิ่ง ถ้า“กองเลือด” ที่“พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” นำมากล่าวอ้างนั้น ต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว เพราะจากถ้อยแถลงในวันที่ทำการ“ปฏิวัติเงียบ”นั้น ไม่ได้มีการกล่าวถึงกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย

โดยเฉพาะความรับผิดชอบของเหล่าแกนนำ ที่มีการปลุกระดมให้มีการปิดล้อมรัฐสภา พร้อมปลุกปั่นด้วยคำพูด“ฆ่ามัน ฆ่ามัน” อยู่ตลอดเวลา

สถานะความเป็น“กลาง”ของกองทัพ จึงเป็นที่เคลือบแคลง สงสัยเป็นอย่างมาก ในมวลหมู่ประชาชน ที่ได้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกผู้แทน เพื่อให้มาเป็น“รัฐบาล”บริหารประเทศตาม”กติกา” ว่า กองทัพคิดแผนอะไร?อยู่ในใจ เพราะเป็นที่รู้ๆกันดีอยู่แล้วว่า แม้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ถูกกองทัพกดดันมาสถานการณ์ทางการเมืองก็ใช่ว่าจะสงบลง

เพราะไม่ว่าใคร?ก็ตาม ในซีกรัฐบาลนี้ หากได้รับการสรรหาขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะถูกต่อต้านโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาจมีการปิดล้อมที่นั่น ที่นี่ขึ้นมาอีก จนต้องมีการสลายการชุมนุม อันอาจนำไปสู่การสูญเสียอีกก็เป็นได้

ดังนั้นประเด็นนี้ จึงมิอาจที่จะมองเป็นอย่างอื่นไปได้ว่า กองทัพมีความพยายามที่จะหนุนหลัง ต้องการให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตามความต้องการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ซึ่งแน่นอนถ้าเคารพตามกติการะบอบประชาธิปไตย จะเห็นได้ชัดว่า กองทัพนั้นกำลังเลือกยืนอยู่ “ฝ่ายตรงข้าม” กับประชาชนเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ และเลือกที่จะอยู่ “เคียงข้าง”กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ที่แกนนำบางคนนั้น ไม่เคยไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามหน้าที่ของคนไทย เสียด้วยซ้ำไป ทำไม? ผู้นำเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้ให้ความสำคัญกับคนไทยบางคนที่ไม่รู้จักหน้าที่ มากกว่า คนไทยเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ที่รู้จักหน้าที่ของตนเอง

ผู้นำเหล่าทัพ โดยเฉพาะพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา จะต้องตอบคำถาม?ของสังคมให้ได้ก่อนว่า ถ้าหาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่งตามที่ถูกกองทัพกดดัน กองทัพมีแผนการอะไร?รองรับ ที่จะไม่ให้สังคมเกิดความแตกแยก จนเกิดปัญหาตามมาอีก

เช่นเดียวกัน หากจะต้องถึงขั้นยุบสภา กองทัพมีแผนสำรองใด?รองรับ ที่จะไม่ให้พรรคการเมืองที่ประชาชนศรัทธา อยากให้เข้ามาเป็นรัฐบาล ได้รับการรับเลือก

เพราะนี่แหละคือ “ต้นตอ” ของปัญหาทั้งหมด หากกองทัพเลือกที่จะอยู่ข้างฝ่าย“เหนือกฏหมาย” ไม่ยอมรับกติกา ดังเช่นท่าทีของกองทัพที่ปฏิบัติต่อรัฐบาลอยู่ในขณะนี้

การ“ปฏิวัติเงียบ” ผ่านหน้าจอทีวี ที่ดำเนินการโดยผู้นำเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อย่ำค่ำที่ผ่านมานั้น กองทัพใช้อะไร? เป็นเหตุผลที่ออกมากดดันรัฐบาลเช่นนี้ ถ้าเหตุเพราะ“กองเลือด”จากการสลายการชุมนุมตามที่กล่าวอ้าง

อะไร? บดบังตากองทัพ ถึงทำให้มองไม่เห็นว่า มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนั้น และกองทัพไม่“เฉลียวใจ”บ้างเลยหรือว่า?

เมื่อครั้งตำรวจทำการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ(นปก.) ก็มีการใช้แกสน้ำตาด้วยเช่นกัน แต่ทำไม? ไม่มีประชาชนขาขาด,แขนขาดหรือแม้แต่นิ้วขาดเลย แม้แต่รายเดียว ทำไม? กองทัพไม่เอะใจใน“ตรรกะ”ง่ายๆเหล่านี้

ที่ผู้บัญชาการทหารบก “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า “กองทัพจะปกป้องสถาบันฯ และอยู่เคียงข้างประชาชน”

จึงทำให้เกิดข้อสงสัยในหมู่ประชาชนบางส่วนของประเทศว่า ตกลงแล้วการบุกยึดสถานีโทรทัศน์NBT,การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และการออกมาขับไล่รัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องตามกติกา ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเอง ก็มีส่วนร่วมในการร่างกติกานี้

ว่านี่คือการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯหรือ? แล้วที่คนส่วนใหญ่ของประเทศที่เลือกรัฐบาลมา และเห็นต่างไม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กองทัพมองพวกเขาเป็นคนไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯหรืออย่างไร?

สถานะความเป็นกลางของกองทัพ สิ้นสุดลงแล้วนับแต่วันที่ทำการ“ปฏิวัติเงียบ” ผ่านรายการ “เรื่องเด่น เย็นนี้” ทางไทยทีวีสีช่อง3 เพราะไม่ว่ากองทัพ หรือใคร?ก็ตามที่พยายามบิดเบือน และมองว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคือสิ่งที่ถูกต้อง

ท่านกำลังเลือกยืนเคียงข้างอภิสิทธิ์ชน ไม่ได้อยู่เคียงข้างประชาชนตามที่พวกท่านมักกล่าวอ้าง โปรดกรุณาได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องซ่ะใหม่

สานเสวนาเพื่อใคร?


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

สื่อสารมวลชนของประเทศไทย มีจุดยืนต่อเรื่องประชาธิปไตย มากน้อยเพียงใดเป็นเรื่องที่น่าสนใจในเวลานี้พอสมควร เพราะเหตุการณ์การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ไม่มีสื่อสารมวลชนในประเทศไทยสำนักไหน ที่จะออกมาคัดค้านการกระทำดังกล่าว แถมมีท่าทีออกจะ “ชเลียร์” คณะเผด็จการทหาร บางพวกสมคบกันไปเป็นลูกสมุนคณะเผด็จการทหารเสียด้วยซ้ำ มาจนถึงวันนี้สื่อสารมวลชนในสถานการณ์ถูกปิดล้อม หลังจากมีความคิดปลดแอกจากระบอบเผด็จการ ปลดแอกจากระบอบอำมาตยาธิปไตย ปลดแอกจากระบอบอภิชนาธิปไตย จึงเป็นเรื่องน่าขบขันที่สุด

ได้รับรู้รับทราบสถานการณ์ดิ้นรนของสื่อสารมวลชน ที่ทำตัวเป็นนอมินีให้กับเหล่าอำมาตยาธิปไตย และอภิชนาธิปไตย ในการจัดเวทีเสวนา “เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม” มีการกล่าวอ้าวถึงกิจกรรมนี้ว่าเป็นเวทีที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มพลังเงียบ ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน!!!

สื่อทั้งหลายทั้งปวงที่อยู่ใต้อาณัติ ต่างโหมประโคมข่าวกันอย่างหน้าด้านๆ ในการจัดการเสวนาดังกล่าว ถามจริงๆ ว่า คนที่เชื้อเชิญมานี่คือ คนที่เป็นพลังเงียบอย่างไร

สุเมธ ตันติเวชกุล
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์
คนเหล่านี้หรือคือ พลังเงียบ คนเหล่านี้หรือคือ คนที่ไม่มีพื้นที่สื่อ
แหม...จะหลอกผู้คนไปทั่วบ้านทั่วเมืองทั้งที หาตัวละครมาเล่นให้สมน้ำสมเนื้อหน่อยก็ไม่ได้
เฉพาะคนจัดงาน 3 หน่วยงาน ฟังดูน่าเลื่อมใสเสียจนอยากจะอ้วก?
สถาบันพระปกเกล้า ผู้บริหารถูกแต่งตั้งมาจากยุคไหน ไม่ใช่ คมช.หรอกหรือ?
สมาคมวิชาชีพ 2 สมาคม มีส่วนร่วมจัดคนไปเป็นสมุน ค้ำบัลลังก์ คมช. ในการไปได้ดิบได้ดีเป็น สนช. กินเงินเดือน เพิ่มเป็นแสนๆ หรอกหรือ?

ที่สำคัญคือ การจัดงานเสวนามีการถ่ายทอดสด ออกอากาศไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่กลับคับแคบ ไม่ยอมให้ประชาชนที่พวกเขาเองเชิญไปเข้าร่วมงานมีโอกาสอภิปราย มีโอกาสซักถาม ปิดฟลอร์กันไปเฉยๆ โดยอ้างว่ามีการถ่ายทอดสด เดี๋ยวภาพออกไปไม่สวยงาม ... !!! บรึยส์... ปิดไมโครโฟน ไปเสียเฉยๆ

เวทีแบบนี้หรือ ที่เรียกว่า “เวทีภาคประชาชน” มันควรจะเรียกใหม่เป็น “เวทีอ้างประชาชน” เสียมากกว่า
เมื่อ คณะผู้จัดรวมหัวเตี้ยม กันมาก่อน จะทำอย่างโน้นอย่างนี้ โดยการจัดฉากทำทีเป็นเสวนาเพื่อเป็นพื้นที่ของประชาชนที่เป็นกลาง แล้วแบบนี้ใครจะเชื่อถือ เชื่อมั่น ได้อีกต่อไป

เวทีแห่งนี้เป็นเวทีที่ผู้คนกังขาว่า “ไร้ความชอบธรรม” ตั้งแต่เริ่มแรก เพราะล้วนเป็นคนในเครือข่ายของ และเมื่อดำเนินการไป ก็ยิ่งสร้างความ “ไม่ชอบธรรม” ขึ้นไปอีก จะใช้คำศัพท์สวยหรู ที่เรียกว่า “สานเสวนาเพื่อสันติธรรม” ควรจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า “สานเสวนาเพื่อพันธมารฯครองเมือง” เสียมากกว่า ใช่ไม่ใช่...???


ปิดศึกชิงเก้าอี้มท.3'ประสงค์'เก๋านั่งต่อฉลุย


'ประชา'ออกโรงหย่าศึก!ชิงเก้าอี้มท.3 ประกาศชัด!เดินหน้าทำตามมติพรรคหนุน'ประสงค์'นั่งต่อ คุยโวสมาชิกยังเข้าใจกันดี ยันรมต.วิ่งซื้อตำแหน่งแค่ข่าวลือ

จากที่มีกระแสข่าวการล็อบบี้ตำแหน่งเก้าอี้รัฐมนตรีในพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นโควต้าของนายทุนพรรคฯ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เปิดเผย “สำนักข่าวประชาทรรศน์” ว่า ไม่มีการล็อบบี้เก้าอี้ไว้ให้นายทุนตามกระแสข่าวแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นมติของพรรคที่เคยตกลงกันไว้ว่าจะให้นายประสงค์ โฆษิตานนท์ ดำรงแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และเมื่อใดที่นายประสงค์พ้นจากตำแหน่งไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม จะเป็นเพราะสุขภาพหรือเรื่องส่วนตัวอื่นบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งคนต่อไปคือนายไชยยศ จิรเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน

ส่วนกรณีกระแสข่าวการประมูลซื้อเก้าอี้รัฐมนตรีภายในพรรคนั้น พล.ต.อ.ประชา ระบุว่า ไม่เป็นความจริง ไปเอาเรื่องนี้กันมาจากไหน หากมีการประมูลซื้อกันได้จริงก็คงวิ่งซื้อตำแหน่งนั้นนี้กันวุ่นวาย ข่าวก็คือข่าว สร้างกระแสไม่เป็นความจริง

ต่อข้อถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งภายในพรรคหรือไม่ พล.ต.อ.ประชา ยืนยันว่า ขณะนี้ภายในพรรคปกติดีทุกอย่าง ไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น ผู้ใหญ่ในพรรคก็เข้าใจกันดีทุกคน รวมทั้งยังยึดมั่นในมติของพรรคเช่นเคย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประชา ยังกล่าวถึงข้อสรุปของพรรคว่ามีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีหรือไม่ โดยขณะนี้ไม่มี มติพรรคยังเป็นเช่นเดิม คือให้การสนับสนุนนายประสงค์ เป็น รมช.มหาดไทยเรื่องนี้ตนพูดได้เท่านี้ ส่วนเรื่องอื่นนั้นไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องเข้าใจผิด

ต่อเรื่องดังกล่าว ได้มีรายงานถึงสาเหตุที่นายไชยยศ จิระเมธากร โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกมาเปิดแถลงข่าวเรื่องการลาออกจากตำแหน่งของนายประสงค์ โฆษิตานนท์ รมช.มหาดไทย เนื่องจากทั้งคู่เคยมีสัญญาใจกันในช่วงการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาล "สมชาย 1" โดยแกนนำกลุ่มวังพญานาค คือ นายพินิจ จารุสมบัติ และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ได้ขอร้องให้นายไชยยศเสียสละไม่รับตำแหน่ง รมช.มหาดไทย เพื่อเปิดทางให้นายประสงค์ ซึ่งเป็นนายทุนคนสำคัญของกลุ่มดำรงตำแหน่งต่ออีกระยะหนึ่ง จากนั้นค่อยแถลงลาออกเพื่อลงจากตำแหน่งอย่างสง่างาม

ทั้งนี้ มีการทำข้อตกลงลับว่า นายประสงค์ต้องคืนเก้าอี้ให้พรรคภายใน 3 สัปดาห์ หรือวันที่ 15 ต.ค. 2551 นอกจากนี้ยังมีการเขียนใบลาออกไว้ล่วงหน้า ลงวันที่ 28 ต.ค. 2551 เพื่อให้รัดกุม เพราะเกรงว่านายประสงค์จะไม่ยอมลาออก โดยมีสักขีพยานหลายคน อาทิ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคฯ , นายสุวิทย์คุณกิตติ หัวหน้าพรรค , ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมช.คลัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงกำหนด ปรากฏว่านายประสงค์ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ นายไชยยศจึงทวงถามในที่ประชุมพรรคเมื่อสัปดาห์ก่อน และยังถือจดหมายลาออกไปกดดันนายประสงค์ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนายประสงค์ไม่ว่าอะไร และบอกว่าดำเนินการตามนั้นได้เลย จึงมีการแจ้งนายสุวิทย์ให้ดำเนินการต่อ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเรื่องการเสนอรายชื่อกับแกนนำพรรคพลังประชาชน (พปช.)

ขณะเดียวกัน สำหรับเหตุที่โฆษกพรรคฯออกมาแถลงข่าว ก็เพื่อป้องกันการเปลี่ยนชื่อกลางอากาศ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรณีนายสุวิทย์ แต่ปรากฏว่านายประสงค์กลับเล่นแง่และเปลี่ยนใจ ทั้งนี้ไม่ว่านายประสงค์จะพูดอย่างไร แต่ในทางกฎหมายต้องถือว่าใบลาออกของนายประสงค์มีผลแล้ว ซึ่งนายสุวิทย์ได้ยืนยันจะเสนอชื่อนายไชยยศเป็น รมช.มหาดไทยคนใหม่ต่อไป


'ตู่'ไม่สนหัวหน้าแก๊งมารฟ้องยัน'สนธิ'ล้มละลายจริง

'จตุพร'ท้า ม๊อบมารฟ้อง ข้อหาหมิ่นประมาท แขวะ ดีที่ 'สนธิ' ยังรู้จักคำนี้ จี้ 'อนุพงษ์' ฟ้องกลับกล่าวหารับ 50 ล้านบาท'ทักษิณ'ไม่เช่นนั้นถือว่าขี้ขลาดตาขาว

นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชนให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฟ้องร้องผู้ดำเนินรายการ ความจริงวันนี้ กรณีกล่าวผ่านรายการ ว่าเป็นบุคคลล้มละลาย เป็นหนี้แล้วไม่ยอมใช้แต่ออกมากู้ชาติ ว่า ยินดีที่นายสนธิจะฟ้อง แสดงว่านายสนธิยังรู้จักคำว่า "หมิ่นประมาท" โดยยืนยันว่านายสนธิบุคคลล้มละลายจริงและบิดานายสนธิ ก็เป็นบุคคลล้มละลายด้วยเช่นกัน ทั้งนี้นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสนธิ ได้ใช้ถ้อยคำหมิ่น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บนเวทีพันธมิตรฯว่า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เพราะ ดร.สุเมธ นั้นทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสนธิ ออกมากล่าวหา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รับเงินจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 50 ล้านบาท ว่าให้พล.อ.อนุพงษ์ เร่งดำเนินการทางกฎหมาย หากผบ.ทบ.นิ่งเฉยก็แสดงว่าไม่มีน้ำยา ขี้ขลาดตาขาว ไม่สามารถตอบสังคมได้

ส่วนการจัดงานวันครอบครัวความจริง ในวันที่ 1 พย.นั้น ยืนยันว่าเป็นเงินมาจากการขายของที่ระลึก ไม่เกี่ยวกับเงินของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างไร ทั้งนี้ตนรู้ว่าควรทำอย่างไร เพราะแค่นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ลำบากมากพอแล้ว

‘แป๊ะลิ้ม’เหิมเกริม


นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เคยออกเล่นงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาแล้วครั้งหนึ่ง กรณีที่ให้ผู้ชุมนุมบอยคอร์ดไม่ให้ซื้อหนังสือ แต่ด้วยความที่ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทำให้นายสนธิเหิมเกริมและได้ใจ

ทั้งนี้นายสนธิได้ออกมาคุกคามสื่ออีกครั้ง ด้วยการไม่ให้คนไปซื้อหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับในเครือของ ‘มติชน’ เหตุเพราะว่าหนังสือพิมพ์ข่าวสดลงบทประทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และก่อนหน้านี้ก็ยังคุกคามไปยังผู้จัดรายการข่าวหลายคน เหตุเพราะว่า ผู้ประกาศข่าวอ่านข่าวไม่ถูกใจ ไม่เข้าข้างพันธมิตรฯ แต่ก็เป็นที่น่าประหลาดใจที่ทุกครั้งมีการคุกคามสื่อก็จะมีสมาคมสื่อที่เกี่ยวข้องออกมาปกป้อง และออกแถลงการณ์ แต่ครั้งนี้ไม่มีผู้เกี่ยวข้องใดๆออกมาตอบโต้

"การที่นายสนธิออกมาต่อว่า ดร.สุเมธ เป็นเพราะนายสนธิเหิมเกริมมองว่าคนอื่นดูเล็กไปหมด" นายจตุพร กล่าว



'อดิศร'จี้ระงับจ่ายชดเชย'น้องเขยการุณ'ย้ำรอพิสูจน์เหตุคาร์บอมบ์


"อดิศร" เปิดหน้าจวกรัฐบาลระงับจ่ายเงินชดเชย "สารวัตรจ๊าบ" ย้ำต้องรอผลพิสูจน์เหตุคาร์บอมบ์ แขวะแก๊งพันธมารหาเรื่องใส่ตัว-พาคนไปตาย หลังเหตุสลายผู้ชุมนุม 7 ต.ค.

นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้กล่าวกรณีที่คณะกรรมการเยียวยาได้อนุมัติเงินชดเชยให้ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า ของสารวัตรจ๊าบ นั้น อยากให้รัฐบาลระงับไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ารถจี๊ปที่ระเบิดนั้นระเบิดเพราะสาเหตุใด ถ้าตอบไม่ได้ หรือพิสูจน์ไม่ได้ ก็ไม่สมควรได้รับการชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นวันนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ได้เกิดจากตำรวจ แต่เกิดจาก "พันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์" ถ้าไม่รวมตัวมาชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันนั้นก็จะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรง และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาดูแลสถานการณ์ก็ไม่มีอาวุธและไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง

"นอกจากนี้ สารวัตรจ๊าบ มียศถึง พันตำรวจโท ย่อมมีความรู้ด้านระเบิดเป็นอย่างดี แต่ทำพลาดจึงไม่ควรได้รับเงินค่าชดเชยจากคณะกรรมการเยียวยา หรือจากหน่วยงานใด" นายอดิศร กล่าว

ด้าน ดร.สมควร สาระโกเษษ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเดียวกันว่า วัตถุประสงค์หลักของรัฐบาลคือ ต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ในกรณีของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ สารวัตรจ๊าบ ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าได้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม รัฐบาลจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้เช่นเดียวกันตามหลักเกฎฑ์

"ตราบใดที่เป็นคนไทย คณะกรรมการเยียวยาก็จะรับผิดชอบทุกอย่างโดยไม่แบ่งฝ่ายใด และจะช่วยเหลือทุกคน ถึงแม้ในใจจะทราบกันดีว่าใครเป็นใคร หรือ ใครถูกใครผิด รัฐบาลก็ต้องช่วยเหลือ และรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งแกนนำพันธมิตรฯคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ รัฐบาลก็จะให้ความช่วยเหลือเช่นเดียวกัน"

เมีย'สารวัตรจ๊าบ'อวดดีไม่รับเงินเยียวยาฯ

วันนี้ (29 ต.ค.) น.ส.เพ็ญพิมล ใสงาม ภรรยา พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ” ประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินบุรีรัมย์, ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.บุรีรัมย์ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ตนและครอบครัวขอยืนยันจะไม่รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาล

น.ส.เพ็ญพิมล กล่าวว่า ตนอยากให้รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความเป็นธรรมกับสามีที่ถูกยัดเยียดข้อหาพกพาระเบิด ซึ่งเป็นข้อหาที่หนักมากสำหรับสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สามีและวงศ์ตระกูล

นอกจากนี้ นางเพ็ญพิมล กล่าวอีกว่า ตนจะสานต่อเจตนารมณ์ของสามีที่ได้สละชีวิตต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยจะนำเงินที่ทางกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรฯ บริจาคมาเก็บไว้ให้กับลูกๆ และบางส่วนจะนำมาจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดสัญญาณเสียงของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เพื่อให้ประชาชนชาวบุรีรัมย์ได้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ในการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองของประชาชน


‘นักรบใบกระท่อม’ใหญ่คับฟ้ารุมสกรัมคน‘เสื้อแดง’สาหัส


ประเทศนี้เป็นของ‘พันธมาร’ไปซะแล้ว เมื่อยกพวกสหบาทาคนเสื้อแดงที่ขับรถผ่านไปแถวนั้นจนสาหัส พร้อมลากขึ้นไปประจารณ์ในทำเนียบฯด้วยคำหยาบคาย ด้านเลขาฯร.ร.ประชาธิปไตยลั่นเอาเรื่องถึงที่สุด

นายสุขุม วงค์ประสิทธิ เลขาธิการทั่วไปศูนย์กลางปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติ(โรงเรียนประชาธิปไตยแห่งสนามหลวง)ให้สัมภาษณ์ในรายการ'นิวส์ ไฮไลท์'ออกอากาศทางสถานีวิทยุ คลื่น 97.0 ว่าหลังจากที่วานนี้(28 ต.ค.)ตนพร้อมผู้ชุมนุมประมาณ 20 คนเตรียมที่จะไปยื่นหนังสือที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเรียกร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจากอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งนี้ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ว่าจ้างรถกระบะให้ไปส่งที่หน้าพรรค แต่เนื่องด้วยคนขับรถไม่รู้เส้นทาง ได้ขับรถหลงไปทางด้านโรงเรียนราชวินิต ซึ่งเป็นบริเวณใกล้กับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ จากนั้นได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรวิ่งมาล้อมรถ แล้วใช้หนังสติ๊กยิงใส่กระจกรถจนแตก

อย่างไรก็ตามกลุ่มของตนส่วนมากจะเป็นผู้หญิง มีผู้ชายเพียงคนเดียวที่เป็นคนขับ ซึ่งบางคนอายุ 70 ปีแล้ว ได้โดนกลุ่มพันธมิตรฯกระชากลงจากรถ บางคนบ้างก็ถูกชกที่ใบหน้า ตบที่หูจนมีเลือดไหลออกมา

จากนั้นผู้ชุมนุมพันธมิตรฯก็พาคนที่ถูกทำร้ายไปที่สน.นางเลิ้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำประวัติ โดยเมื่อทำประวัติเสร็จสิ้นแล้ว ก็ใช้ผ้าแดงมัดมือไปประจารณ์บนเวทีของพันธมิตรฯในทำเนียบรัฐบาล โดยให้ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นกระโกนด่า ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย ประมาณ 10 นาที ทั้งนี้อีกด้านหนึ่งลุงคนขับรถได้ถูกการ์ดพันธมิตรฯเตะเข้าที่ท้องตบที่หู โดยที่คนรอบข้างได้สิ่งของขว้างปาใส่จนได้รับบาดเจ็บ

“การ์ดพันธมิตรฯได้มาถามลุงคนขับรถว่านี่รูปใคร โดยลุงคนขับก็บอกว่ารูปในหลวง แล้วการ์ดพันธมิตรฯได้ถามอีกว่าแล้วทำไมไม่จงรักภักดี พร้อมกับให้กราบ ซึ่งลุงคนขับก็กราบ จากนั้นก็โดนการ์ดของพันธมิตรฯเตะเข้าที่ท้องจนจุกร้องไม่ออก และตบที่หูจนเลือดไหลออกมา ”นายสุขุม กล่าว

นายสุขุมกล่าวด้วย บรรยากาศในขณะนั้นตนคิดว่าไม่ใช่เมืองไทย จะเปรียบได้ก็เหมือนกับเขตปกครองพิเศษ เพราะในกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีกองกำลังติดอาวุธเดินกันเต็มพื้นที่ไปหมด อย่างไรก็ตามตนอยากถามกลุ่มพันธมิตรนว่า ทำไมคนที่ใส่เสื้อแดงแล้วจะผ่านไปยังบริเวณนั้นไม่ได้ หรือคิดว่าประเทศนี้เป็นของตัวเองไปแล้ว เพราะว่าแกนนำพันธมิตรฯได้ปราศรัยว่ากลุ่มของตนไปใช้ถนนของพันธมิตฯ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ทำให้ประชาชนขาดเสรีภาพในการดำรงชีวิตอย่างมาก

นายสุขุมกล่าวอีกว่าหลังจากที่กลุ่มคนของตนถูกประณามในทำเนียบได้มีพ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง ไปเจรจาให้พันธมิตรฯปล่อยตัวผู้ชุมนุมทั้ง 7 คน โดยหลังจากที่ผู้ชุมนุมของตนได้รับอิสรภาพแล้วจึงได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สน.นางเลิ้งฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว และทำร้ายรางกาย และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว ทั้งนี้หนึ่งในคนเจ็บมีคุณป้าอายุประมาณ 70 ปีบาดเจ็บสาหัสเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อศอกฉีกขาด

เลขาธิการทั่วไปศูนย์กลางปฏิวัติประชาธิปไตยแห่งชาติระบุว่า กิจกรรมของกลุ่มเรามีนโยบายที่จะมุ่งเน้นสอนให้ประชาชนเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยให้มากขึ้น ว่ารัฐบาลจะต้องมาจากการเลือกตั้งและหากใครเห็นว่ารัฐบาลทำงานไม่ถูกต้องก็ควรที่จะออกมาสู้กันในสภา ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางประชาธิปไตยถึง 2 ครั้ง ซ้ำยังสนับสนุนให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยที่ไม่ถามเสียงของประชาชนอีกด้วย


Tuesday, October 28, 2008

ซีดี!! พันธมิตรฯฆ่าประชาชน คลิ๊กที่นี่!!


แฉเหยื่อคาร์บอมบ์พัวพันก่อการร้าย พปช.สับเละ!ไม่ควรช่วยคนย่ำยีกฎหมาย

ปูดเบื้องลึก! “เหยื่อคาร์บอมบ์” ผู้ต้องหาคดีลอบวางระเบิด ยันสรุปสำนวน 2 ข้อหาหนักน้องเขยการุณ ชี้เข้าข่ายก่อการร้าย ตำรวจจำหน่ายคดีทิ้ง เหตุ “พ.ต.ท.เมธี” ตายในที่เกิดเหตุ ด้าน ส.ส.พปช.สับเละ!คนย่ำยีกฎหมายไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ ระบุกรรมการสิทธิฯโดดป้อง!จ่าย 4 แสนบาท ไม่มองใครถูก-ใครผิด

ตามที่รัฐบาลมีการอนุมัติเงินจำนวน 56 ล้านบาทให้แก่คณะกรรมการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายกรณีเหตุการณ์ไม่สงบในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิต คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ นายตำรวจนอกราชการ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้วยหรือไม่

ทั้งนี้ มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งรับผิดชอบคดีนี้ ว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการออกหมายจับ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งมีความผิดในคดีลักทรัพย์และรับของโจร ตามหมายจับเลขที่ 515/43 ออกโดย สภ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตั้งแต่เมื่อปี 2543

นอกจากนี้ ยังมีคดีลอบวางระเบิดและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนี้คดีได้ถูกจำหน่ายออกไปแล้ว เนื่องจากจำเลยได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในเหตุการณ์คาร์บอมบ์ บริเวณด้านหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย

ทางด้าน พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผู้กำกับการ สน.ดุสิต ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวประชาทรรศน์” กรณีรถจี๊ประเบิดหน้าพรรคชาติไทย เป็นเหตุให้ พ.ต.ท.เมธี เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ

ซึ่งในสำนวนระบุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหากับ พ.ต.ท.เมธี ใน 2 ข้อหา คือ 1.มีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.ทำให้วัตถุระเบิด มีการระเบิดในที่สาธารณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แต่พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากผู้ต้องหาเสียชีวิต

ขณะเดียวกัน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน (พปช.) ระบุว่า ตนยังไม่ทราบถึงหลักการการช่วยเหลือทั้งหมดของคณะกรรมการ แต่มองว่าแนวทางการช่วยเหลือโดยสามัญสำนึกแล้ว คนที่ได้รับการช่วยเหลือต้องเป็นพลเมืองดี และมีความตั้งใจดี ส่วนความเห็นที่ต่างกันไม่ใช่สาระสำคัญ การช่วยเหลือต้องพิจารณาว่าให้รอบคอบว่าบุคคลใดคือผู้ที่เหมาะสมจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

“คนที่ควรได้รับความช่วยเหลือจะต้องดูว่าคนผู้นั้นปฏิบัติตามกฎหมาย เคารพกฎหมาย และประพฤติตัวถูกต้องคามครรลองของกฎหมายในสังคมหรือไม่ คนที่ย่ำยีกฎหมายแต่ได้รับเงิน ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจาณาในด้านจริยธรรมเพื่อซึ่งเรื่องนี้ทางคณะกรรมการเยี่ยวยาต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคม และป้องกันการตั้งข้อสงสัยกับบุคคลต่างๆในอนาคต” ส.ส.พลังประชาชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้พรรคพลังประชาชนไม่เคยคัดค้านบุคคลผู้ใด แต่รัฐบาลต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นเป็นเมืองดีหรือไม่ ถ้าใครละเมิดกฎหมายก็ไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. ในกรณี พ.ต.ท.เมธี ทางคณะกรรมการสิทธิฯได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียชีวิตตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้ คือ 4 แสนบาท โดยไม่ได้มองประเด็นเรื่องของความผิดในอดีต ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสิทธิฯ

‘เหวง’ยันเหตุก่อการร้าย!จ้องฆ่าส.ส.-ส.ว.

นพ.เหวง โตจิราการ กรรมการสมาพันธ์ประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ กรณีการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของ พ.ต.ท.เมธี ซึ่งเป็นหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ และเป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์

ซึ่งจากข้อเท็จจริงในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่บริเวณหน้ารัฐสภา โดยในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ได้มีเหตุวินาศกรรมรถจี๊ปเชอโรกีของหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภายหลังเคลื่อนย้ายที่จอดสามหน แล้วมาจอดที่หน้าพรรคชาติไทย และได้บรรจุระเบิดจำนวนมาก

จากนั้น พ.ต.ท.เมธี ในขณะที่ก้าวเข้าไปในรถยนต์ (ที่ไม่ใช่ของตน) ได้เกิดระเบิดขึ้น ซึ่งได้ฉีกร่างของ พ.ต.ท.เมธีและเศษส่วนเนื้อสมองได้พุ่งตรงดิ่งไปคาบนยอดใบไม้เหนือร่างเขา แล้วได้เกิดระเบิดในรถจี๊ปอีกครั้ง จากนั้นก็จุดระเบิดถังแก๊สของรถอีก

ทั้งหมดนี้ น่าจะเข้าข่าย “คาร์บอมบ์” อย่างชัดเจน ซึ่งก็คือ “การก่อการร้ายในเมือง” ชนิดหนึ่ง และหากว่ารถโดยสารที่บรรทุก ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่ หนีการปิดล้อมของพันธมิตรฯ ออกจากรัฐสภาซึ่งต้องเคลื่อนผ่านข้างๆ รถจี๊ปเชอโรกีดังกล่าวในจังหวะที่คาร์บอมบ์ถูกกดระเบิดด้วยรีโมตคอนโทรล ผู้ที่เสียชีวิตก็คงไม่ใช่ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี แต่คงจะเป็น ส.ส. และ ส.ว. รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐสภา

นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า การกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯในวันที่ 7 ตุลาคม เข้าข่ายมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ซึ่งในมาตรา 4 ระบุไว้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการ “ก่อวินาศกรรม” ขณะที่การสืบสวนสอบสวนกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งครัด โดยยังไม่มีข้อสรุปออกมา

ส่วนการที่นายอานันท์ ปันยารชุน แสดงความชื่นชมต่อการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อย่างออกนอกหน้านั้น เท่ากับว่านายอานันท์ เห็นด้วยกับการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นั่นเอง สมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ออกแถลงการณ์ประณามและคัดค้านเหตุ “คาร์บอมบ์” ที่เกิดขึ้นนี้

และไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายในการประหัตประหารรถโดยสาร ส.ส.-ส.ว. และเจ้าหน้าที่รัฐสภา ที่จะต้องเคลื่อนผ่านจุดนั้นหรือไม่ก็ตาม “คาร์บอมบ์” หรือก่อการร้ายโดยซุกระเบิดในรถยนต์จำนวนมากเพื่อให้ระเบิดทำลายเป้าหมายที่ต้องการในเมือง รวมถึงการก่อวินาศกรรมทุกรูปแบบ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกประณามคัดค้าน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงออกที่สนับสนุนเช่นนี้