WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 29, 2008

หม่อมปลื้ม ชี้ สนธิ ปลุกระดม

ลุงหนวด วิภูแถลง พูดที่ ขอนแก่น

สมรภูมิ ของพันธมิตร ทิศทาง การเมือง การทหาร ฐานที่มั่น ทำเนียบรัฐบาล

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์

มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับการเคลื่อนไหวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เมื่อเดือนตุลาคม 2516

แตกต่างอย่างแน่นอนกับการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2519

แตกต่างอย่างแน่นอนกับการเคลื่อนของสมาพันธ์ประชาธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

แตกต่างตรงวิธีการและกระบวนการของการเคลื่อนไหว

เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ศนท.สะสมกำลังโดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นฐานที่มั่น แต่ในวันที่ 13 ตุลาคม ก็เคลื่อนไปบนถนนราชดำเนินและประสบความสำเร็จพลันที่สามารถกดดันให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งได้ในวันที่ 14 ตุลาคม

กระนั้น ก็เกิดความเข้าใจผิดอันนำไปสู่การปะทะกัน ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดารโหฐาน

เมื่อเดือนตุลาคม 2519 ศนท.เคลื่อนกำลังจากสนามหลวงไปยืนหยัดอยู่บริเวณสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถูกล้อมปราบ จับกุม และเข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 เริ่มต้นที่ท้องสนามหลวงและเคลื่อนขบวนไปบนถนนราชดำเนินกระทั่งมีการปะทะ จับกุม และปราบปรามอย่างรุนแรง

แต่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แตกต่างออกไป

ความแตกต่างนั้นดำรงอยู่ภายในความเหมือนอันเป็นจุดร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง แต่ได้มีการยกระดับไปสู่กระบวนการทางการเมืองซึ่งมีลักษณะกึ่งทหาร

ด้านหลักของ พันธมิตรคือการตรึงกำลังสร้างฐาน

นั่นก็คือ การตรึงกำลังอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551

นั่นก็คือ การตรึงกำลังอยู่ในทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551

ขณะเดียวกัน ด้านรองของพันธมิตรคือการเคลื่อนไหวในลักษณะดาวกระจาย แยกย้ายไปที่ถนนสีลม แยกย้ายไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

ทั้งๆ ที่พันธมิตรตรึงกำลัง ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งๆ ที่พันธมิตรตรึงกำลัง ณ ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่พันธมิตรก็ยังตรึงกำลังและยังดำรงจุดมุ่งหมายของตนไม่แปรเปลี่ยน

ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าคำขาดที่พันธมิตรยื่นต่อรัฐบาลจะประสบความสำเร็จเมื่อใด ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าชัยชนะของพันธมิตรจะเป็นเมื่อใด

ความเป็นไปได้ที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ การต่อสู้ในลักษณะยืดเยื้อและยาวนาน

หากศึกษาบทเรียนจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนตุลาคม 2519 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

การตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งเสมอเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายคือการสะสมกำลัง

เมื่อสะสมกำลังได้พอสมควร และทดสอบความแน่วแน่มั่นคงของมวลชนได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่งก็จะเริ่มเคลื่อนขบวน

การตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งอย่างเมื่อเดือนตุลาคม 2519 คือหายนะ

น่าสนใจก็ตรงที่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรนับแต่เดือนพฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา มีลักษณะการตรึงกำลังสร้างฐานเป็นด้านหลัก การเคลื่อนไหวแบบดาวกระจายเป็นด้านรอง

ไม่ว่าจะเป็นบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล

เพราะการตรึงกำลังนั่นเองทำให้พันธมิตรจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่การจัดตั้งกองกำลังในแบบนักรบศรีวิชัย ในแบบการ์ดพันธมิตร

ในความเป็นจริง คือ การพัฒนาจากขบวนการทางการเมืองเป็นขบวนการทางทหาร

พัฒนาการนี้เคยมีบทเรียนมาแล้วในกรณีของกองกำลังติดอาวุธของมุสโลลินี เคยมีบทเรียนมาแล้วในกรณีของกองกำลังติดอาวุธของฮิตเลอร์

นี่เท่ากับเป็นพัฒนาการบนพื้นฐานแห่งแนวคิดแบบทหาร

ในทางการรบ มาตรการยึดที่ตั้งสร้างฐานทางเศรษฐกิจสะสมกำลังเพื่อขยายตัวมีความจำเป็น

แต่ในทางการเมือง การเคลื่อนไหวมวลชนในลักษณะสร้างฐานโดยการยึดทำเนียบรัฐบาลโดยการยึดถนน ถือได้ว่าเป็นของใหม่

เป็นของใหม่ซึ่งไม่มีใครคาดหมายได้ว่าที่สุดของการยุทธจะอยู่ ณ จุดใด


ตร.ไม่"ถอดยศ"ชี้คดี"แม้ว"ยังไม่ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปีในคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ว่า เรื่องการถอดยศมีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงข้าราชการตำรวจที่ยังอยู่ในตำแหน่งและอดีตข้าราชการตำรวจ โดยขั้นตอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กองวินัย และกองกำลังพล ต้องตรวจสอบข้อมูลว่าบุคคลใดเข้าข่ายองค์ประกอบที่จะต้องถูกดำเนินการถอดยศหรือไม่ หลังจากนั้นจึงเสนอให้ ตร.พิจารณา

สำหรับองค์ประกอบสำคัญที่เข้าข่ายถูกดำเนินการถอดยศ คือ ข้าราชการตำรวจผู้นั้นต้องถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก และคดีต้องถึงที่สุดแล้ว กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ถือว่าคดีถึงที่สุด เพราะศาลยังเปิดโอกาสให้จำเลยนำพยานหลักฐานใหม่มายื่นต่อศาลได้ภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพราะกระบวนการถอดยศไม่ได้สิ้นสุดแค่ระดับ ตร. แต่ยังต้องเสนอโปรดเกล้าฯให้ถอดยศด้วย

วันตัดสิน

หรือว่าประวัติศาสตร์จะกลับหน้ากัน?วันนี้แทนที่ประชาชนจะเรียกร้องเอาระบอบประชาธิปไตยคืนมากลับเป็นพลิกประชาธิปไตยกลับไปเป็นระบบการปกครองอย่างอื่นประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ จึงเต็มไปด้วยความยุ่งยากและวุ่นวายทำไมจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ในประเทศไทยพ.ศ.2551 ประเทศถูกแบ่งข้างประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย ตรงข้ามและเผชิญหน้ากันพยายามจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประชาธิปไตยที่มีอยู่ ไปสู่อะไรที่เป็นอื่นอ้างว่า เพราะประชาธิปไตยทำให้ประเทศมีปัญหาแต่เป็นเรื่องที่มีสาเหตุจากคนและจะไปเปลี่ยนระบบประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์กลับหน้ากันหรือ?

นี่คือคำถามของวานนี้ วันนี้ และวันพรุ่งนี้ของเมืองไทยว่านี่กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับปรากฏการณ์ทางการเมืองคนที่เคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเช่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เกือบจะเอาชีวิตทิ้งไปกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กลับเป็นฝ่ายที่เรียกร้องแต่ต่อต้านตรงกันข้าม กับเหตุการณ์สมัยเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมาในอดีตรัฐบาลประชาธิปไตยปัจจุบันของนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ กำลังถูกต่อต้านและขับไล่ เพื่อนำการเมืองใหม่เข้ามาแทนที่ประชาธิปไตยประเทศไทยกำลังถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายที่พร้อมจะเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงตำรวจมีกฎหมายแต่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้เต็มความสามารถ และกลายเป็นผู้ถูกต่อต้านการใช้กฎหมาย

ทหารในกองทัพกับอำนาจที่มีอยู่เต็มไม้เต็มมือ ต้องสงบนิ่งยืนดูเหตุการณ์วันนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบอาชีพและทำมาหากินอย่างปกติสุขได้ เพราะข้ออ้างเสรีภาพทางประชาธิปไตย แต่เพื่อจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วออกไปหรือว่าวันนี้กำลังเร่งเร้าให้ประชาชนเจ้าของประเทศไทยตัวจริงออกมาแสดงพลังเงียบที่แท้จริงยุติความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงลงพลิกหน้าประวัติศาสตร์ไทยกลับมาว่าประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วตัดสินด้วยการปฏิวัติประเทศไทยเสียทีงั้นหรือ?

มด คันไฟ

กรรมเวรประเทศไทย

เห็นจะต้องถาม..ประเทศไทยกันสักหน่อยว่า..ประเทศไทยใจดีเกินไปหรือเปล่า..
เป็นประเทศกันมานานกว่าพันปี..มีประเพณีมีพระมหากษัตริย์กันมากว่า 50 รัชกาล..มีกฎหมายบ้าน มีกฎมณเฑียรบาลมาหลายร้อยปีเคยมีปีไหน..ที่ประเทศไทยจะไร้ขื่อไม่มีแปแบบนี้อาชญากรรมชัดๆ ปรากฏอยู่ต่อหน้า..แต่เรากลับร่ำไห้เรียกหาความปรองดองสามัคคี ลองนึกกันดูว่า..หากพวกที่ยึดทำเนียบอยู่ในเวลานี้ เป็นประชาชนคนอื่น เป็นพนักงานห้างร้านบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ..เป็นคนไทยเหมือนกับที่พวกเราๆ ท่านๆ เป็นอยู่

แล้วก็พูดจาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการทำงาน..พูดถึงประชาธิปไตยที่ทำให้ปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก แล้วชุมนุมผู้คนอยู่ในทำเนียบไทยคู่ฟ้า..นึกกันหรือว่า พวกเขาจะอยู่ได้วันนี้..วันนับศพเรียงราย..คงจะผ่านพ้นไปแล้วพร้อมกับเสียงสมน้ำหน้ามากมายปีที่แล้ว..โดนจับเข้าคุกไปหลายราย เพราะเดินขบวนไปรบกวนท่านผู้หลักผู้ใหญ่..ถึงจะไม่มีล้มตายก็มีบาดเจ็บและเป็นคดีทำไม..คนกลุ่มหนึ่งทำไม่ได้ แต่ทำไม..คนอีกกลุ่มหนึ่งทำได้ทำไม..ตำรวจผู้กระทำการตามคำสั่งของรัฐบาล เพื่อให้การบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญขับเคลื่อนไปได้..ทั้งๆ ที่ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอเพียงการเปิดทางให้..และเมื่อใช้กำลังผลักดันจนกระทบกันจนถึงขั้นบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย

ตำรวจทำท่าจะกลายเป็นอาชญากรซะเองประเทศของเรากำลังเป็นอะไร..มันกำลังจะไม่เป็นประเทศอยู่แล้ว..ประเทศตั้งอยู่บนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ถึงวันนี้รัฐธรรมนูญถูกบังคับใช้กับคนไทยกลุ่มใหญ่ แต่ไร้ผลบังคับกับคนกลุ่มน้อยประเทศไทยกำลังจะล่มสลายจริงหรือประเทศไทยวันนี้..เป็นอย่างที่ประเทศไทยเป็นมาเมื่อพันกว่าปีหรือไม่..ใครทำให้ประชาชนเปลี่ยนไปเรา..จะต้องอดกลั้น อดทน และเสียสละ กันไปอีกนานแค่ไหน..หรือจนกว่า..พวกเราจะล้มหายตายจากไปท่ามกลางวิบัติแห่งแผ่นดินกันเสียก่อนเรา..จะบอกลูกหลานของเราอย่างไรว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก..เพราะถูกผิดวันนี้มันกลับข้างกลับฝ่าย จนไม่รู้ว่าตรงไหนสวรรค์ ตรงไหนนรกกรรมเวรประเทศไทย

พญาไม้

ความวุ่นวายของเมืองไทยเกิดจากพวกคนแก่ที่ไม่ยอมเข้าวัดปฏิบัติธรรม: ชราธิปไตย

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมไปอ่านบทความที่น่าสนใจบทความหนึ่งในเว็บไซต์ประชาไทย เรื่อง ว่าด้วยการปกครองแบบ ชราธิปไตย” : Gerontocracy ซึ่งเขียนโดยประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งบทความสรุปได้ว่า ปัญหาการเมืองไทยปัจจุบันนี้เกิดจาก “คนแก่” ที่ไม่ได้เคารพในแนวความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง


ผมคิดว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยที่ดำเนินมากว่า 3 ปีแล้วนี้ เกิดจากภาวะคนแก่ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง พยายามที่จะยื้อยุดฉุดกระฉากสังคมไทยให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพื่อที่พรรคพวกลูกหลานของตนที่เป็นอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายจะได้ดำรงความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตนไว้ต่อไป

เราจะเห็นได้ว่า แกนนำของพวกที่เราเรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย” ทั้งหลายนี้เป็น “คนแก่อายุกว่า 80 ปี แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมือที่มองไม่เห็น หรือแกนนำทางความคิดที่พยายามชักจูงสังคมทั้งหลาย เช่น นายแพทย์ประเวศ วะสี นายอานันท์ ปันยารชุน หรือคนอื่น คนเหล่านี้ให้สัมภาษณ์หรือชี้นำทางความคิดล้วนแต่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของ “ประชาธิปไตย” แทบทั้งสิ้น




ลองดูบทสรุปรวบยอดแนวคิดทางการเมืองของ ผู้ชราเหล่านี้ ที่ อ.ประสิทธิ์ พยายามรวมรวมมาเสนอนะครับ


1. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พูดย้ำเรื่องคุณธรรม การเป็นคนดี (ทั้งๆ ที่ตนเองก็ถูกกล่าวหาหลายเรื่อง เช่น เรื่องการมีบทบาทกับโผทหาร รวมทั้งเรื่องการเมืองต่าง ๆ ทั้งที่ตนเองไม่มีตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจทางการเมืองแล้ว)

2.นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ที่เสนอให้คนไทยมีศีลห้า

3 นายอานันท์ ปันยารชุน ที่เห็นว่า การเลือกตั้งมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นของระบอบประชาธิปไตย

4 นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าวเรื่อง อารยะประชาธิปไตยที่ดูเป็นนามธรรมเลื่อนลอย ฟุ้งอยู่ในอากาศ (แต่หลายคนคิดว่าเป็นความคิดลึกซึ้ง) รวมถึงทรรศนะคติการเมืองภาคประชาชนที่ท่านเคยกล่าวว่าเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทางการเมืองอย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรอาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง”[1] รวมถึงการสนับสนุนการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กรณีมาตรา 7

5 อาจารย์ เสน่ห์ จามริกที่เคยกล่าวว่า รัฐประหาร 19 กันยายนเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและอย่ามองว่ามันถอยหลัง

6 อาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วนเวียนอยู่กับการให้ความสำคัญของชนชั้นนำ (Elite) หรือพวกอภิสิทธิ์ชน (Aristocrat) ทั้งหลาย เเละเสนอว่าสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎรไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง

7 คุณสุเมธ ตันติเวชกุล ที่มักเสนอเรื่องความดี คุณธรรม รู้รักสามัคคี หรืออะไรที่ฟังดูเชยๆ

8 คุณปราโมทย์ นาครทรรพ ที่กล่าวหลังจากมีการทำรัฐประหาร 19 กันยายนว่า เราจะต้องประกาศให้โลกเข้าใจดังต่อไปนี้ว่า[2]

1) การปฏิรูปคราวนี้มิใช่การยึดอำนาจ แต่เป็นการใช้กำลังตามความจำเป็นเพื่อป้องกันการใช้กำลังของระบอบทักษิณที่เริ่มขึ้นก่อนโดยการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อจะเคลื่อนกำลังตำรวจทหารและกองกำลังท้องถิ่นสนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม

2) การปฏิวัติต้องแปลว่า coup เพราะไม่มีคำอื่น ฝรั่งจึงเข้าใจไขว้เขวว่าเป็นการปฏิวัติเหมือนในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกาหรือประเทศโลกที่ 3 อื่นๆ แต่ของเราไม่เหมือนใคร การปฏิวัติครั้งนี้ไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว เป็นเพียงการแสดงพลังให้อีกฝ่ายยอมเสียดีๆ ซึ่งก็ได้ผล ควรจะเรียกว่า coup de grace หรือปฏิบัติการสายฟ้าแลบเพื่อพิชิตแม้วมากกว่า เป็นการแสดงบันเทิงแก่ชาวบ้าน เด็กๆ และนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ดูจากทีวี การปฏิบัติการสายฟ้าแลบซึ่งมิได้กระทบกระเทือนวิถีชีวิต ความเชื่อ และครรลองอื่นใดแบบประชาธิปไตยเลย….” เเละเคยกล่าวบนเวทีพันธมิตรว่า การชุมนุมของพันธมิตรเป็นสิ่งที่สวยงามนานาประเทศกล่าวชื่นชมอะไรทำนองนี้



อ.ประสิทธิ์ ได้สรุปสาระสำคัญของผู้สูงอายุดังกล่าว เอาไว้ดังนี้

(1) ไม่เชื่อในระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่คนเหล่านี้เห็นว่า ไม่มีความรู้ดีพอที่จะเลือกผู้แทนเข้าไปทำงานจึงต้องมีกลุ่มบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ตรงนี้แทน

(2) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหลักความเสมอภาคของคนต่อกฎหมาย

(3) นำเรื่องศีลธรรมจรรยา หลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการเมืองไทย โดยเฉพาะความพยายามต้องการเห็นนักการเมืองเป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม (ข้อเสนอนี้มักจะมีการใช้ถ้อยคำหรือหลักการให้ฟังแล้วดูดี แต่เป็นนามธรรมมากไปจนขาดแผนปฎิบัติการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปสู่เป้าหมายที่ทำให้นักการเมืองเป็นคนดีมีคุณธรรมได้)

(4) มีแนวคิดยึดติดกับ ตัวบุคคลมากกว่าการสร้างระบบหรือองค์กร

(5) คิดว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแปลกกว่าประเทศอื่นๆ เป็นประเทศที่มีความสุขสงบแล้วจึงไม่ต้องเลียนแบบหรือเดินตามประเทศอื่นๆ (ดังสะท้อนให้เห็นจากในทางการเมืองได้ปฎิเสธแนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือในทางเศรษฐกิจได้ปฎิเสธทุนนิยมหรือโลกาภิวัฒน์ โดยโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นว่า ประเทศไทยไม่เหมือนใครในโลก ไทยจึงควรมีระบอบการปกครองเป็นของตนเอง โดยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยๆ โดยลืมบอกกับประชาชนไทยว่า ระบบที่ตนเองเสนอนั้นมีผลทำให้ระบบชนชั้นอำมาตยดำรงอยู่ต่อไป)

(6) ส่งเสริมหรือเห็นว่าพระราชอำนาจอำนาจของสถาบันว่า เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเมืองไทย และ

(7) ลึกๆ ผู้สูงวัยเหล่านี้โหยหารัฐประหาร หากการเมืองยุ่งยากจริงๆ ก็พร้อมที่จะเห็นด้วยกับการทำ รัฐประหารเพื่อเป็นทางออก[3]


ผมเองเห็นด้วยกับข้อสรุปของ อ.ประสิทธิ์แทบทั้งหมดทีเดียว ถือว่าสรุปได้ชัดเจน และชี้ให้ชัดถึงต้นตอรากเหง้าของแนวความคิดของพวก “แกนนำ” กลุ่มอำมาตยาธิปไตย” โดยแท้


สำหรับผมแล้ว กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายใดๆ หรือใครก็ตามในประเทศนี้ เป็นเพียง “ตัวแทน” หรือตัวหลอกของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หรือพวกผู้ชราเหล่านี้ทั้งสิ้น แนวคิดการเมืองใหม่คือ ระบอบ 70/30 นั้น สอดคล้องกันได้อย่างลงตัวกับแนวคิดของผู้ชราภาพที่ อ.ประสิทธิ์สรุปมาได้อย่างดีเลยทีเดียว คือ คนพวกนี้ไม่เชื่อมั่นระบบเลือกตั้ง ไม่เชื่อมันคนชั้นล่าง ไม่คิดว่าคนมีความเท่าเทียมกัน คิดว่า “สังคม” ต้องมีผู้มีบุญญาบารมีมาปกครอง ซึ่งเป็นแนวความคิดเก่า ๆ สมัยราชาธิปไตยนั่นเอง


คนไทยรุ่นเราที่เป็นคนยุคใหม่จำนวนมาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้ชราเหล่านี้เหมือนกัน เพราะค่านิยมหลักของเราคือ ต้องเคารพคนแก่ ซึ่งมันอาจได้ผลในสังคมเกษตรกรรม ที่สภาพสังคมหยุดนิ่ง การเรียนรู้ถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของคนสู่คน ซึ่งสังคมแบบนั้นใครอยู่นานกว่าคนนั้นก็มีความรู้มากกว่า แต่สังคมยุคใหม่ ที่มาของความรู้ ประสบการณ์ไมได้ขึ้นกับอายุ แต่ขึ้นกับการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น อินเตอร์เนต เป็นต้น ซึ่งผมเชื่ออย่างยิ่งว่า คนชราที่มีชื่อข้างต้น ไม่สามารถเรียนรู้หรือแม้แต่เปิดคอมพิวเตอร์เป็น

ตอนนี้ เราก็ได้แต่หวังว่าเมื่อ “คุณปู่หรือคนชราเหล่านี้” จะถึงแก่อายุขัย และตายไป เมื่อนั้นบ้านเมืองก็จะสงบ และการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยก็จะเกิดขึ้น

พวกผู้ชราเหล่านี้แทนที่จะเข้าวัด ปฏิบัติธรรม เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น กลับข้องแวะอยู่กับ “โลกของลูกหลาน” จนวุ่นวายไปหมด ผมหวังว่า เมื่อสิ้นบุญคุณปู่เหล่านี้ บ้านเมืองจะได้สงบสุขเสียที

อ้างอิงจาก : http://www.prachatai.com/05web/th/home/14260



จาก thaifreenews

นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ส.ส.พปช.เสนอให้ พล.อ.เปรม ประสานทุกฝ่าย


รัฐสภา 29 ต.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งก่อนเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีที่นายสุชาติ ลายนำเงิน ส.ส.พรรคพลังประชาชน เสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นคนกลางในการประสานระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ และทหาร เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศว่า ไม่ควรไปพูดอย่างนั้น ซึ่งสิ่งที่ตนพูดไว้ก่อนหน้านี้ก็เพียงหมายถึงว่า พล.อ.เปรม เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ให้ทุกคนอดทน ทนกลั้น และเสียสละนั้น เป็นแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้ให้เกิดความสงบเรียบร้อย เรื่องนี้ไม่ทราบมาก่อนว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้เสนอแนวทางเช่นนั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ทุกคนควรจะนำสิ่งที่ พล.อ.เปรม ได้แนะนำไปปฏิบัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปขอให้ พล.อ.เปรม ทำอะไร. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-29 17:49:26

'สุขุมพงศ์'เผย 60 ส.ว.หนุนตั้งสสร.3

วันนี้ (29 ต.ค.) นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 กล่าวว่า จากการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และวิปวุฒิสภา พบว่า วิปทั้งสองฝ่ายต่างติดใจในประเด็นคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) ว่าห้ามไม่ให้ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา 5 ปี ก่อนหน้านี้ เป็น ส.ส.ร.3 จึงได้ส่งร่างให้แต่ละพรรคพิจารณาหาข้อยุติ

นอกจากนี้ นายสุขุมพงศ์ กล่าวอีกว่า พร้อมให้แต่ละพรรค รวมถึง ส.ว.รวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขไปยังนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา โดยไม่ได้เร่งรัดว่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จเมื่อใด ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาได้ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาทันในสมัยประชุมนี้ ขณะนี้ทราบว่า ส.ว.สามารถรวบรวมรายชื่อได้ประมาณ 50-60 คนแล้ว



เหลือเวลาอีก 3 วัน งานสังสรรค์ครอบครัว “ความจริงวันนี้” ครั้งที่ 2 จะมีขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนเผด็จการ ฉบับวันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรประจำการรายงานข่าว วิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อให้รู้ทันขบวนการปลุกระดมตอกลิ่มให้สังคมแตกแยก พาประเทศชาติประสบปัญหาวิกฤติ ยากที่จะเยียวยาแก้ไข ถ้ายังตั้งแง่ตั้งเงื่อนไขขึ้นมา สารพัดต่างๆ นานา ยึดผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องเป็นที่ใหญ่ มากกว่าผลประโยชน์ของคนในชาติโดยรวม ละเมิดกฎหมายแต่ยังมีหน้าเสนอการเมืองใหม่ ทำลายระบอบประชาธิปไตย เวรกรรมของประเทศไหมครับ

เหลือเวลาอีก 3 วัน งานสังสรรค์ครอบครัว “ความจริงวันนี้” ครั้งที่ 2 จะมีขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก นั่งนับวันรอด้วยใจระทึก สำหรับคนที่หลงเชื่อหมอดูบ้าๆ บอๆ วิเคราะห์สถานการณ์ ฟังเสียงกระซิบข้างหูจาก ลูกศิษย์สายเขียวขี้ม้า ทำนายว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะไม่ได้โทรศัพท์ข้ามทวีปจากลอนดอนมาคุยกับแฟนคลับในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะมีอุบัติเหตุทางการเมืองที่ไม่ใช่ปฏิวัติรัฐประหาร อาจจะยังจินตนาการไม่ได้ จึงทิ้งไว้ให้วิตกจริตกันไปต่างๆ นานา

เอกฉัตร ได้ยินมานานแล้วที่พูดกันว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เมื่อมีการพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เร้นลับ รวมทั้งหมอดูหมอเดา ซึ่งในระยะหลังๆ ตั้งแต่ ภรรยาอดีตนายกรัฐมนตรีอุ้มช้างน้อยสีชมพู เพื่อแก้เคล็ดให้กับสามี ดูเหมือนว่า หมอดูบ้านเรากลายเป็นผู้กุมชะตาผู้นำและรัฐบาล

แน่นอนการทำนายทายทัก มีคำตอบอยู่สองประการ ไม่ถูกก็ผิด แต่การทำนายโดยให้เป็นข่าวทางจอทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์ แม้ไม่มีกฎหมายข้อไหนห้ามไว้ แต่ไม่ควรจะกระทำ ต้องขอบคุณ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ฝืนดวง เดินทางไปประชุมอาเซม ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน และกลับมาประเทศไทยเรียบร้อยโดยสวัสดิภาพ ไม่เป็นไปตามที่หมอดูหมอเดาทำนายไว้ เดินทางออกนอกประเทศไทย จะไม่มีโอกาสได้กลับมา นี่ถ้าไม่เดินทางไปประชุม เชื่อเหอะว่า จะทำให้วงการหมอดูดี๊ด๊าสร้างกระแสได้อีกนาน

เพราะงั้นวันที่ 1 พฤศจิกายน นอกจากจะเป็น วันประวัติศาสตร์ ที่ประชาชนคนใส่เสื้อแเดง พร้อมใจกันออกมาเพื่อแสดงให้โลกรู้ว่า ยังมีคนไทยจำนวนมากร่วมใจกันต่อต้านเผด็จการ และมากกว่าคนที่อ้างคำว่าประชาธิปไตยต่อท้ายกับกระบวนการโหยหาเผด็จการ เอกฉัตร อยากจะให้วันนั้น เป็นวันหมอดู คมช. หมดอายุขัยตาม คมช. ไปเลย ผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ จะได้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เพื่อให้ผลงานประจักษ์ ไม่ใช่หวังก้าวหน้าในหน้าที่ ตามคำทำนายของหมอดู

ไม่รู้แอบไปเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ตอนไหน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ถึงได้ออกมาขานรับหมอดู คมช. เสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ครั้งที่ห้าร้อย แถมวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลคือตัวปัญหาที่ทำให้เกิดวิกฤติ นี่กระมังที่ โหร คมช. บอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในประเทศไทย ที่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงตามวิถีทางประชาธิปไตย

ประกาศจะหยุดพูดสยองขวัญวันหยุดสักหนึ่งเดือน ทำให้แฟนคลับพรรคประชาธิปัตย์ โล่งใจไปหลายคน เพราะทุกครั้งที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ออกมาพูด มีแต่หาเหาใส่หัว เพาะศัตรูเป็นรายครั้ง แต่เหมือนโบราณว่า หมากินขี้ อย่างไงมันก็กินขี้ อย่างล่าสุด หาก นายเทพไท ขนเพชร เป็นนักการเมืองรุ่นลายคราม จะไม่ว่าสักคำ แต่นี่เพิ่งเป็น ส.ส. เมื่อวานซืน สำรอกออกมาได้อย่างไรว่า “อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เป็นคนล้มละลายทางประชาธิปไตย แล้วยังพูดประชาธิปไตย เหมือนพระที่ปาราชิก ย่อมไม่มีสิทธิ์ขึ้นธรรมาสน์เทศน์”

ก็มีความรู้สึกกับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในพรรคของตัวเองอย่างนี้ มิน่านับวันหันไปทางไหน มีแต่ศัตรูกับคนรู้จัก ก็ได้ลูกพรรคปากอย่างนี้ ทำให้หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เจอแต่ของจริง เจอตีนตบ ก็เป็นรองเท้าแตะของจริง วันวานเจอเข้าไปเต็มๆ ถูกมือดีปาขี้ใส่ ไปเข้าวัดล้างซวยเจ็ดวัดเจ็ดวา

นึกไม่ออก ทายไม่ถูก หากการเมืองใหม่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ตามที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารจินตนาการกันขึ้นมา แน่นอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีโอกาสสูงที่จะสามารถวิ่งราวเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ ร้อนถึงสื่อมวลชนไม่รู้จะตั้งฉายาอะไรดี นายกฯ หนีทหาร นายกฯ มะม่วงบ่มสุก นายกฯ รองเท้าแตะ หรือ นายกฯ ถูกปาขี้ นี่ถ้าเจอเข้าเต็มหน้า จะเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองคนที่สองต่อจาก นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวหน้า ที่ถูกปาขี้ใส่หน้า ก็ไม่แน่เหมือนกัน หากยังลอยหน้าลอยตาให้สัมภาษณ์เยาะเย้ยถากถางคนอื่นไม่ขาดปาก คงโดนของจริงเข้าสักวัน

หลายคนอาจจะตั้งคำถามตามมา ทำได้หรือ กับกรณีที่ นายสุริยะใส กะตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรพันธมาร จะออกใบอนุญาตพกปืนให้กับการ์ดและนักรบศรีวิชัย เพื่อให้สมเจตนารมณ์การชุมนุมประท้วงปราศจากอาวุธ

ถามมาก็ตอบไป อุปกรณ์เสพยาไอซ์ยังมีขาย ค้าประเวณียังมีเป็นข่าว ล้วนแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จะแปลกอะไร หากจะออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนให้เดินก๋าในทำเนียบรัฐบาล อย่างน้อยปืนกลของตำรวจสันติบาลที่หายไป จะได้ออกใบอนุญาตพกพาได้ถูกต้องเสียที แต่ไม่รู้ใบอนุญาตจะมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ 7 ตุลาคม หรือไม่ ที่ยิงตำรวจได้รับบาดเจ็บไปหลายนาย อย่างน้อยจะเจอแค่ข้อหายิงตำรวจ แต่ไม่เจอข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ชะเอย
เอกฉัตร