WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 30, 2008

"จตุพร" ลั่นสื่ออย่ามั่วให้ออกมาดูงานเองวันจริง

มติชนรายวันอ้าง วันที่ 1 พศจิกายน คนเสื้อแดงมาเพราะเงิน คนมานับแสนชุมนุมชนบทล้อมเมือง

รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศทางช่อง NBT วันที่ 28 ตุลาคม 2551 กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างๆออกมาพูดถึงการจัดงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน นั้นก็มีมายมายหลายมุมมอง แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ มติชนรายวันในคอลัมน์ "เรียงคนมาเป็นข่าว" โดยพลุน้ำแข็ง หรือเป็นที่รู้จักกันดีคือ นายจรัญ พวงจีน เนื้อข่าวมีดังนี้ โพนอิน พ.ต.ท. ทักษิณ นั้นมีแน่นอน และจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมในงานนับแสนคน เรียกการชุมนุ่มนี้ว่าชนบทล้อมเมือง อ้างว่ามาประชาชนที่จะมาในงานวันนั้นถูกว่าจ้าง โดยคำนวณเป็นตัวเลขของการว่าจ้างครั้งนี้ไว้อย่างระเอียดประมาณกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ยังอ้างอีกว่ามีแกนนำคนหนึ่งตัดสินใจถอดตัวไม่มาร่วมงานนี้ เนื่องจากผิดใจกับนายใหญ่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรร่วมในรายการกล่าวว่า การเขียนข่าวอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกประชาชนอย่างรุ่นแรง เขียนโจมตีอย่างไร้จิตสำนึก เป็นการทำลายความเชื่อถือ งานไม่ได้จัดให้มีการปะทะหรือการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด ประชาชนที่มาร่วมงานนั้นคงมีไม่กี่กลุ่ม คาดว่า1เป็นแฟนรายการ 2ผู้รักประชาธิปไตย 3กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และ4กลุ่มที่เบื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเต็มที ซึ่งต่างก็มาร่วมงานด้วยใจทั้งนั้น เรื่องการต่อสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่ามีแน่นอนแต่ก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดในช่องทางใดผู้ที่มาร่วมในงานเท่านั้นที่รับรู้ มั่นใจเหลือเกินว่าสื่อทุกแขนงคงต้องรอรายงานข้อความส่งผ่านต่อไปแน่นอน

ที่กล่าวอ้างถึงตัวเลขของการว่าจ้างกลุ่มคนให้มาชุมนุมครั้งนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดีคำนวณยอดเงินเหมือนดังว่าเคยทำงานแบบนี้ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน อยากให้คุณพลุน้ำแข็งมาร่วมงานจริงๆแล้วจะรับรู้ด้วยตัวเองว่าเป็นบรรยากาศเช่นไร ซึ่งสื่อต่างๆที่มาร่วมในงาน ความจิงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 คงทราบดี

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรร่วมรายการกล่าวว่า การที่มีสื่อมาโจมตีเราแบบนี้ ถ้าจะถามหาความรับผิดชอบคงไม่มี จิตสำนึกความเป็นคนอยู่ที่ไหนการโจมตีฝ่ายนั่นทีฝ่ายโน้นทีนี่หรือสื่อสารมวลชน การดูถูกอุดมการณืผู้อื่นถือว่าเลวสิ้นดีตวัดปากกาป้ายสีให้ร้ายไม่ใช้แนวทางของเรา การที่ประชาชนจะมาร่วมในงานวันที่ 1 นั้นไร้ซึ่งการปะทะ เผชิญหน้า ไม่ใช่สันติวิธีกองโจรอย่างพันธมิตรฯแน่นอน

กรณีที่นายสนธิฟ้องพิธีกรทั้ง 3 ท่านในรายการความจริงวันนี้นั้นไม่เป็นไร แต่กลับลามไปถึงสถานี NBT ผอ.สถานี อธีบดีกรมประชาสัมพันธ์ มันจะมั่วไปกันใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามยังดีใจที่นายสนธิรู้จักคำว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น หลังจากที่ทำลายและละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างเมามันมายาวนาน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่ากรณีที่ศาลตัดสินสั่งจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีข้อหาละเมิด และหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังมีการยึดอำนาจนั้น ศาลถถือว่าการกระทำของนายสนธิถือว่าเป็นการกระทบต่อสังคมอย่างมาก เพราะมีการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามนั้นก็เป็นข้อสรุปถึงเหตุการณ์ปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรรู้ไหมว่ากำลังหลงทางไปตามอุดมการณ์นอกลู่ของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังประสงค์อยากเห็นผู้ที่เขียนคอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว ของมติชนรายวันแสดงตัวรับผิดชอบต่อการดูถูกประชาชนนับแสนที่จะมาในงาน ความจริงสัญจรครั้งที่ 2 อย่างไร้จิตสำนึดในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดพลุสร้างประเด็นมั่วๆแล้วก็ซุกตัวหลบใต้โต๊ะเช่นเดิม



ของของใครของใครก็ห่วง

บทความ โดย ปูนนก

ผมตั้งชื่อหัวข้อบทความเป็นเนื้อเพลงเพื่อให้ทุก ๆ ท่านที่อ่านบทความนี้ ได้รู้สึกบรรเทาการวิตกกังวลจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไปได้บ้าง ท่านทราบหรือไม่ว่ากว่าที่เพลงหนึ่งเพลง จะแต่งเนื้อเพลงสำเร็จออกมาให้นักร้องได้ร้องกันนั้น มันมีเบื้องหลัง มีที่มา มันมีความหมาย และเพลงทุก ๆ เพลงนั้นสามารถที่จะนำมาใช้ประกอบเข้ากับชีวิตใด ๆ ของเราตามแต่สถานการณ์ได้

เพลง หวงรัก เพลงนี้ท่าน ม.ร.ว ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ได้ขับร้องไว้อย่างไพเพราะมาก มีเนื้อเพลงดังนี้ครับ ของของใคร ของใคร ก็ห่วง ของใครใครก็ ต้องหวง ห่วงใย รักใคร่ ถ-นอม ใคร จะชิง ของ ใคร ใครยอม ถึงจน อด ออม ไม่ยอมขาย ให้ใคร.... รักของใคร ของใคร ก็ห่วง ของใคร ใครก็ ต้องหวง ห่วงคน รักดั่ง ดวงใจ ใคร จะยอม ยก ไป ให้ใคร รัก ใคร ก็ใคร ต่างหวงไว้ ครอบ ครอง…….เธอ เป็น ของ รัก ของหวงที่ห่วงอาลัย เป็น ดวง ใจ ฉัน จึง ห่วงใย ใฝ่ปอง กายและใจของเราต่างเป็น เจ้าของ หากไม่ครอบครอง เดี๋ยวของรักต้องหลุด ลอย ไป..... รัก จริง ถึง ห่วง ไม่ใช่หลอกลวงรักจริงถึงห่วง ดวง ใจ จะเป็น จะตาย ก็ ไม่ยอม ให้ใคร แม้ใครชิง แย่งไป ฉัน ยอม ตาย เอย...

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=musichousechampp&group=33&month=12-2005&date=25&blog=19

ในเนื้อเพลงนี้ได้บรรยายถึงความห่วงหวงบางสิ่งอย่าง หรือคนที่รักอย่างสุดจิตใจ จนกระทั่งยอมได้แม้แต่ชีวิตถ้าจะมีใครมาทำให้พรากจากไป ซึ่งแสดงถึงว่าของสิ่งนั้น หรือคนรักคนนั้นจะต้องมีความสำคัญต่อตัวของผู้ร้องเพลงนี้ มากยิ่งกว่าชีวิตของเขาอย่างแน่นอน ช่างเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาซาบซึ้งเสียนี่กระไร

วานนี้ กกต. ได้ลงมติยกคำร้องให้กับนายวิฑูรย์ นามบุตร สส. ระบบสัดส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กรณีแจกบัตรชมภาพยนตร์เป็นการซื้อเสียง หลังจากที่ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบคำร้อง และตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลายต่อหลายชุด เป็นเวลากว่าปี ในในที่สุดโฆษกของ กกต. ได้ออกแถลงว่า กกต. มีมติให้ยกคำร้องนั้น และเป็นมติเอกฉันท์ แต่ไม่นานคุณ สดศรี สัตยธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเธอเป็นผู้ลงมติ ให้ใบแดงกับ ส.ส. ทุกคนในกรณีนี้ ซึ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม มติที่ออกมาก็คือ นายวิฑูรย์ นามบุตร ไม่ต้องถูกใบแดง และที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับการยุบพรรค ที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัฌชิมาธิปไตย กำลังประสบอยู่

ย้อนหลังไปไม่กี่วันกองกำลังของ พธม. ยกทัพไปปิดล้อมรัฐสภา และต่อมาก็ไปก่อการจลาจลจะปิดล้อม บชน. โดยผู้ก่อการเสียชีวิตไปถึง 2 คน และสาเหตุการณ์เสียชีวิตก็มีเงื่อนงำอย่างมาก เพราะเสียชีวิตด้วยระเบิด ที่ตำรวจไม่ได้ใช้ เพราะตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตา การกระทำของกองกำลัง พธม. วันนั้นไม่ต่างจากกองกำลังของผู้ก่อการร้าย แต่ในที่สุดหลังจากมีผู้เสียชีวิต ผู้เสียชีวิตกลับได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ วีรสตรี ที่ปกป้องชาติปกป้องราชบัลลังก์

ย้อนหลังกลับไปอีกเล็กน้อย ศาลปกครองมีมติยกเลิกหมายจับในคดีกบฏต่อราชอาณาจักร ของแกนนำ พธม. ทั้ง 9 คน และ ยอมอนุญาตให้ประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ถูกฟ้องร้อง รวมทั้งคดีการบุกรุกสถานที่ราชการและการยุยงให้เกิดการต่อต้านการปกครอง ซึ่งหลังจากได้รับการประกันตัวเหล่าแกนนำ พธม. ก็ยังคงกลับมาทำผิดในรูปแบบเดิม ๆ

ย้อนหลังไกลอีกนิด ศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติเอกฉันท์ ให้ท่านนายกสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกด้วยมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม โดยพิจารณาตามพจนานุกรมคือ ท่านไปออกอากาศทำรายการอาหารในฐานะลูกจ้าง โดยศาลรัฐธรรมนูญลงมติตัดสินนี้ชนิดยอมขัดสายตากับคนทั้งโลก

ดูเหมือนว่า พธม. และคนในพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการคุ้มครองและออกรับแทนจากผู้มีอำนาจของประเทศนี้ ชนิดค้านสายตาคนทั่ว ๆ ไปอยู่เสมอ และที่สำคัญวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารก็ได้รับการยอมรับว่า การกระทำอันเป็นการกบฏต่อแผ่นดินเป็นสิ่งที่ทำได้ และถูกต้องจากผู้มีอำนาจของแผ่นดินอีกเช่นกัน ทำไมสิ่งที่ดูไม่ปกติเหล่านี้ถึงได้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ดูว่าคนเหล่านี้ทำในสิ่งที่ไม่สมควร

เราคงไม่ต้องกล่าวถึงว่า ถ้าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้ที่ไม่อยู่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกัน การทำในสิ่งที่ผิดแม้แต่เพียงเล็กน้อย กลับไม่ได้รับการปกป้องแต่อย่างใด และยังจะได้รับการตัดสินอย่างร้ายแรงที่สุดด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนไม่ต้องมีการอธิบายใด ๆ

เวลานี้ประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตย กำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นเสรีภาพมาจากเผด็จการผู้ครองเมืองอยู่ อำนาจคือของรักของหวงที่เผด็จการอมาตย์พยายามยึดครองเอาไว้ไม่ให้ใครพรากเอาไปได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญเผด็จการ, คณะกรรมการอิสระ, ตุลาการ, และอำนาจนอกระบบอื่น คือสิ่งที่เหล่าเผด็จการอมาตย์จะไม่ยอมให้หลุดมือไปเด็ดขาด

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ ก็คือการแย่งไข่ขวัญของงูจงอางไปจากรังดี ๆ นี่เอง ตราบใดที่วัฒนธรรมการปกครอง ประเพณีทางความคิด เกี่ยวกับวิธีการปกครองของคนไทย ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป การต่อสู้ทางทางความคิดระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการก็จะยังคงอยู่ตลอดไป

ขณะที่เผด็จการอมาตย์หวง, ห่วง และป้องกัน อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอิสรภาพจาก ประชาธิปไตย เราเองซึ่งเป็นที่ผู้รักและศรัทธาในประชาธิปไตย รักความเป็นอิสระ รักเสรีภาพ และรักในความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน ถ้านำเอาความรัก, ห่วง, หวง ในสิ่งที่เราศรัทธามาเทียบกัน ฝ่ายประชาธิปไตยรักสิ่งนี้จนยอมสละตนเองได้ และได้พิสูจน์มาแล้วโดย คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในขณะที่ไม่มีเผด็จการอมาตย์แม้แต่คนเดียวที่กล้ากระทำเยี่ยงนั้น

วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้เป็นเวลาที่เราทุกคนจะแสดงความรัก, ความหวง, ความห่วง, และความคิดคำนึง ที่จะรักษาประชาธิปไตยตลอดไป ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ แต่จะได้มาด้วยการต่อสู้ คงจะยอมอีกไม่ได้แล้วที่จะให้เผด็จการอมาตย์ ซึ่งเป็นคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ในประเทศนี้จะเข้ามากดขี่ข่มเหงความคิดของคนไทยทั้งชาติอีกแล้ว ประเทศไทยจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่อะไรที่จะเป็นประเพณีการปกครองที่ล้าหลัง ที่เลวร้าย ที่เสื่อมทราม จำเป็นต้องทำลายทิ้งไปก็ต้องทำ

ทุกการต่อสู้ต้องมีการสูญเสีย เรารักประชาธิปไตยเสียไปเพียง 1 แต่จะเกิดอีกนับแสน อย่าให้วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยนั้น ขาดชื่อของท่านไปด้วย อีกท่านจะสามารถพูดกับลูกหลานของท่านด้วยความภาคภูมิใจว่า พ่อ (แม่) ได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์เพื่อประเทศนี้ ด้วยความยากลำบากและทุกข์ทรมาน ขอให้ลูก ๆ จงรักษามันไว้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

และนั่นแหละคือความภูมิใจที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ และได้ชื่อว่าเป็นคนไทย ที่ไม่ใช่ทาส

ปูนนก

จาก thaifreenews

Wednesday, October 29, 2008

หม่อมปลื้ม ชี้ สนธิ ปลุกระดม

ลุงหนวด วิภูแถลง พูดที่ ขอนแก่น

สมรภูมิ ของพันธมิตร ทิศทาง การเมือง การทหาร ฐานที่มั่น ทำเนียบรัฐบาล

คอลัมน์ วิภาคแห่งวิพากษ์

มีความแตกต่างอย่างแน่นอนระหว่างการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับการเคลื่อนไหวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เมื่อเดือนตุลาคม 2516

แตกต่างอย่างแน่นอนกับการเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2519

แตกต่างอย่างแน่นอนกับการเคลื่อนของสมาพันธ์ประชาธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

แตกต่างตรงวิธีการและกระบวนการของการเคลื่อนไหว

เมื่อเดือนตุลาคม 2516 ศนท.สะสมกำลังโดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นฐานที่มั่น แต่ในวันที่ 13 ตุลาคม ก็เคลื่อนไปบนถนนราชดำเนินและประสบความสำเร็จพลันที่สามารถกดดันให้ จอมพลถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งได้ในวันที่ 14 ตุลาคม

กระนั้น ก็เกิดความเข้าใจผิดอันนำไปสู่การปะทะกัน ณ บริเวณหน้าสวนจิตรลดารโหฐาน

เมื่อเดือนตุลาคม 2519 ศนท.เคลื่อนกำลังจากสนามหลวงไปยืนหยัดอยู่บริเวณสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถูกล้อมปราบ จับกุม และเข่นฆ่าอย่างเหี้ยมโหด

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 เริ่มต้นที่ท้องสนามหลวงและเคลื่อนขบวนไปบนถนนราชดำเนินกระทั่งมีการปะทะ จับกุม และปราบปรามอย่างรุนแรง

แต่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แตกต่างออกไป

ความแตกต่างนั้นดำรงอยู่ภายในความเหมือนอันเป็นจุดร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง แต่ได้มีการยกระดับไปสู่กระบวนการทางการเมืองซึ่งมีลักษณะกึ่งทหาร

ด้านหลักของ พันธมิตรคือการตรึงกำลังสร้างฐาน

นั่นก็คือ การตรึงกำลังอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2551

นั่นก็คือ การตรึงกำลังอยู่ในทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2551

ขณะเดียวกัน ด้านรองของพันธมิตรคือการเคลื่อนไหวในลักษณะดาวกระจาย แยกย้ายไปที่ถนนสีลม แยกย้ายไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น

ทั้งๆ ที่พันธมิตรตรึงกำลัง ณ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งๆ ที่พันธมิตรตรึงกำลัง ณ ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เดือนสิงหาคม แต่พันธมิตรก็ยังตรึงกำลังและยังดำรงจุดมุ่งหมายของตนไม่แปรเปลี่ยน

ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าคำขาดที่พันธมิตรยื่นต่อรัฐบาลจะประสบความสำเร็จเมื่อใด ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าชัยชนะของพันธมิตรจะเป็นเมื่อใด

ความเป็นไปได้ที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือ การต่อสู้ในลักษณะยืดเยื้อและยาวนาน

หากศึกษาบทเรียนจากอดีต ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนตุลาคม 2519 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

การตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งเสมอเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายคือการสะสมกำลัง

เมื่อสะสมกำลังได้พอสมควร และทดสอบความแน่วแน่มั่นคงของมวลชนได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่งก็จะเริ่มเคลื่อนขบวน

การตรึงกำลังอยู่ในที่ตั้งอย่างเมื่อเดือนตุลาคม 2519 คือหายนะ

น่าสนใจก็ตรงที่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรนับแต่เดือนพฤษภาคม 2551 เป็นต้นมา มีลักษณะการตรึงกำลังสร้างฐานเป็นด้านหลัก การเคลื่อนไหวแบบดาวกระจายเป็นด้านรอง

ไม่ว่าจะเป็นบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบรัฐบาล

เพราะการตรึงกำลังนั่นเองทำให้พันธมิตรจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่การจัดตั้งกองกำลังในแบบนักรบศรีวิชัย ในแบบการ์ดพันธมิตร

ในความเป็นจริง คือ การพัฒนาจากขบวนการทางการเมืองเป็นขบวนการทางทหาร

พัฒนาการนี้เคยมีบทเรียนมาแล้วในกรณีของกองกำลังติดอาวุธของมุสโลลินี เคยมีบทเรียนมาแล้วในกรณีของกองกำลังติดอาวุธของฮิตเลอร์

นี่เท่ากับเป็นพัฒนาการบนพื้นฐานแห่งแนวคิดแบบทหาร

ในทางการรบ มาตรการยึดที่ตั้งสร้างฐานทางเศรษฐกิจสะสมกำลังเพื่อขยายตัวมีความจำเป็น

แต่ในทางการเมือง การเคลื่อนไหวมวลชนในลักษณะสร้างฐานโดยการยึดทำเนียบรัฐบาลโดยการยึดถนน ถือได้ว่าเป็นของใหม่

เป็นของใหม่ซึ่งไม่มีใครคาดหมายได้ว่าที่สุดของการยุทธจะอยู่ ณ จุดใด


ตร.ไม่"ถอดยศ"ชี้คดี"แม้ว"ยังไม่ถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปีในคดีซื้อขายที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ว่า เรื่องการถอดยศมีระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมถึงข้าราชการตำรวจที่ยังอยู่ในตำแหน่งและอดีตข้าราชการตำรวจ โดยขั้นตอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กองวินัย และกองกำลังพล ต้องตรวจสอบข้อมูลว่าบุคคลใดเข้าข่ายองค์ประกอบที่จะต้องถูกดำเนินการถอดยศหรือไม่ หลังจากนั้นจึงเสนอให้ ตร.พิจารณา

สำหรับองค์ประกอบสำคัญที่เข้าข่ายถูกดำเนินการถอดยศ คือ ข้าราชการตำรวจผู้นั้นต้องถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก และคดีต้องถึงที่สุดแล้ว กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ถือว่าคดีถึงที่สุด เพราะศาลยังเปิดโอกาสให้จำเลยนำพยานหลักฐานใหม่มายื่นต่อศาลได้ภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งหลังจากคดีถึงที่สุดแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะต้องพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพราะกระบวนการถอดยศไม่ได้สิ้นสุดแค่ระดับ ตร. แต่ยังต้องเสนอโปรดเกล้าฯให้ถอดยศด้วย

วันตัดสิน

หรือว่าประวัติศาสตร์จะกลับหน้ากัน?วันนี้แทนที่ประชาชนจะเรียกร้องเอาระบอบประชาธิปไตยคืนมากลับเป็นพลิกประชาธิปไตยกลับไปเป็นระบบการปกครองอย่างอื่นประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ จึงเต็มไปด้วยความยุ่งยากและวุ่นวายทำไมจึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ในประเทศไทยพ.ศ.2551 ประเทศถูกแบ่งข้างประชาชนออกเป็น 2 ฝ่าย ตรงข้ามและเผชิญหน้ากันพยายามจะเปลี่ยนแปลงการปกครองประชาธิปไตยที่มีอยู่ ไปสู่อะไรที่เป็นอื่นอ้างว่า เพราะประชาธิปไตยทำให้ประเทศมีปัญหาแต่เป็นเรื่องที่มีสาเหตุจากคนและจะไปเปลี่ยนระบบประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์กลับหน้ากันหรือ?

นี่คือคำถามของวานนี้ วันนี้ และวันพรุ่งนี้ของเมืองไทยว่านี่กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับปรากฏการณ์ทางการเมืองคนที่เคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเช่น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่เกือบจะเอาชีวิตทิ้งไปกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กลับเป็นฝ่ายที่เรียกร้องแต่ต่อต้านตรงกันข้าม กับเหตุการณ์สมัยเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมาในอดีตรัฐบาลประชาธิปไตยปัจจุบันของนายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ กำลังถูกต่อต้านและขับไล่ เพื่อนำการเมืองใหม่เข้ามาแทนที่ประชาธิปไตยประเทศไทยกำลังถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายที่พร้อมจะเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงตำรวจมีกฎหมายแต่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ได้เต็มความสามารถ และกลายเป็นผู้ถูกต่อต้านการใช้กฎหมาย

ทหารในกองทัพกับอำนาจที่มีอยู่เต็มไม้เต็มมือ ต้องสงบนิ่งยืนดูเหตุการณ์วันนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อสถานการณ์บ้านเมืองประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถประกอบอาชีพและทำมาหากินอย่างปกติสุขได้ เพราะข้ออ้างเสรีภาพทางประชาธิปไตย แต่เพื่อจุดประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยที่มีอยู่แล้วออกไปหรือว่าวันนี้กำลังเร่งเร้าให้ประชาชนเจ้าของประเทศไทยตัวจริงออกมาแสดงพลังเงียบที่แท้จริงยุติความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงลงพลิกหน้าประวัติศาสตร์ไทยกลับมาว่าประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินแล้วตัดสินด้วยการปฏิวัติประเทศไทยเสียทีงั้นหรือ?

มด คันไฟ

กรรมเวรประเทศไทย

เห็นจะต้องถาม..ประเทศไทยกันสักหน่อยว่า..ประเทศไทยใจดีเกินไปหรือเปล่า..
เป็นประเทศกันมานานกว่าพันปี..มีประเพณีมีพระมหากษัตริย์กันมากว่า 50 รัชกาล..มีกฎหมายบ้าน มีกฎมณเฑียรบาลมาหลายร้อยปีเคยมีปีไหน..ที่ประเทศไทยจะไร้ขื่อไม่มีแปแบบนี้อาชญากรรมชัดๆ ปรากฏอยู่ต่อหน้า..แต่เรากลับร่ำไห้เรียกหาความปรองดองสามัคคี ลองนึกกันดูว่า..หากพวกที่ยึดทำเนียบอยู่ในเวลานี้ เป็นประชาชนคนอื่น เป็นพนักงานห้างร้านบริษัทหรือรัฐวิสาหกิจ..เป็นคนไทยเหมือนกับที่พวกเราๆ ท่านๆ เป็นอยู่

แล้วก็พูดจาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการทำงาน..พูดถึงประชาธิปไตยที่ทำให้ปลาใหญ่ไล่กินปลาเล็ก แล้วชุมนุมผู้คนอยู่ในทำเนียบไทยคู่ฟ้า..นึกกันหรือว่า พวกเขาจะอยู่ได้วันนี้..วันนับศพเรียงราย..คงจะผ่านพ้นไปแล้วพร้อมกับเสียงสมน้ำหน้ามากมายปีที่แล้ว..โดนจับเข้าคุกไปหลายราย เพราะเดินขบวนไปรบกวนท่านผู้หลักผู้ใหญ่..ถึงจะไม่มีล้มตายก็มีบาดเจ็บและเป็นคดีทำไม..คนกลุ่มหนึ่งทำไม่ได้ แต่ทำไม..คนอีกกลุ่มหนึ่งทำได้ทำไม..ตำรวจผู้กระทำการตามคำสั่งของรัฐบาล เพื่อให้การบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญขับเคลื่อนไปได้..ทั้งๆ ที่ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอเพียงการเปิดทางให้..และเมื่อใช้กำลังผลักดันจนกระทบกันจนถึงขั้นบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย

ตำรวจทำท่าจะกลายเป็นอาชญากรซะเองประเทศของเรากำลังเป็นอะไร..มันกำลังจะไม่เป็นประเทศอยู่แล้ว..ประเทศตั้งอยู่บนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แต่ถึงวันนี้รัฐธรรมนูญถูกบังคับใช้กับคนไทยกลุ่มใหญ่ แต่ไร้ผลบังคับกับคนกลุ่มน้อยประเทศไทยกำลังจะล่มสลายจริงหรือประเทศไทยวันนี้..เป็นอย่างที่ประเทศไทยเป็นมาเมื่อพันกว่าปีหรือไม่..ใครทำให้ประชาชนเปลี่ยนไปเรา..จะต้องอดกลั้น อดทน และเสียสละ กันไปอีกนานแค่ไหน..หรือจนกว่า..พวกเราจะล้มหายตายจากไปท่ามกลางวิบัติแห่งแผ่นดินกันเสียก่อนเรา..จะบอกลูกหลานของเราอย่างไรว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก..เพราะถูกผิดวันนี้มันกลับข้างกลับฝ่าย จนไม่รู้ว่าตรงไหนสวรรค์ ตรงไหนนรกกรรมเวรประเทศไทย

พญาไม้

ความวุ่นวายของเมืองไทยเกิดจากพวกคนแก่ที่ไม่ยอมเข้าวัดปฏิบัติธรรม: ชราธิปไตย

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมไปอ่านบทความที่น่าสนใจบทความหนึ่งในเว็บไซต์ประชาไทย เรื่อง ว่าด้วยการปกครองแบบ ชราธิปไตย” : Gerontocracy ซึ่งเขียนโดยประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งบทความสรุปได้ว่า ปัญหาการเมืองไทยปัจจุบันนี้เกิดจาก “คนแก่” ที่ไม่ได้เคารพในแนวความคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง


ผมคิดว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยที่ดำเนินมากว่า 3 ปีแล้วนี้ เกิดจากภาวะคนแก่ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง พยายามที่จะยื้อยุดฉุดกระฉากสังคมไทยให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพื่อที่พรรคพวกลูกหลานของตนที่เป็นอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายจะได้ดำรงความเป็นอภิสิทธิ์ชนของตนไว้ต่อไป

เราจะเห็นได้ว่า แกนนำของพวกที่เราเรียกว่า “อำมาตยาธิปไตย” ทั้งหลายนี้เป็น “คนแก่อายุกว่า 80 ปี แล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นมือที่มองไม่เห็น หรือแกนนำทางความคิดที่พยายามชักจูงสังคมทั้งหลาย เช่น นายแพทย์ประเวศ วะสี นายอานันท์ ปันยารชุน หรือคนอื่น คนเหล่านี้ให้สัมภาษณ์หรือชี้นำทางความคิดล้วนแต่ไม่ได้ยืนอยู่บนหลักของ “ประชาธิปไตย” แทบทั้งสิ้น




ลองดูบทสรุปรวบยอดแนวคิดทางการเมืองของ ผู้ชราเหล่านี้ ที่ อ.ประสิทธิ์ พยายามรวมรวมมาเสนอนะครับ


1. พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ พูดย้ำเรื่องคุณธรรม การเป็นคนดี (ทั้งๆ ที่ตนเองก็ถูกกล่าวหาหลายเรื่อง เช่น เรื่องการมีบทบาทกับโผทหาร รวมทั้งเรื่องการเมืองต่าง ๆ ทั้งที่ตนเองไม่มีตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจทางการเมืองแล้ว)

2.นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว ที่เสนอให้คนไทยมีศีลห้า

3 นายอานันท์ ปันยารชุน ที่เห็นว่า การเลือกตั้งมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นของระบอบประชาธิปไตย

4 นายแพทย์ประเวศ วะสี กล่าวเรื่อง อารยะประชาธิปไตยที่ดูเป็นนามธรรมเลื่อนลอย ฟุ้งอยู่ในอากาศ (แต่หลายคนคิดว่าเป็นความคิดลึกซึ้ง) รวมถึงทรรศนะคติการเมืองภาคประชาชนที่ท่านเคยกล่าวว่าเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทางการเมืองอย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรอาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง”[1] รวมถึงการสนับสนุนการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์กรณีมาตรา 7

5 อาจารย์ เสน่ห์ จามริกที่เคยกล่าวว่า รัฐประหาร 19 กันยายนเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเลือกและอย่ามองว่ามันถอยหลัง

6 อาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ที่วนเวียนอยู่กับการให้ความสำคัญของชนชั้นนำ (Elite) หรือพวกอภิสิทธิ์ชน (Aristocrat) ทั้งหลาย เเละเสนอว่าสมาชิกสภาผู้เเทนราษฎรไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง

7 คุณสุเมธ ตันติเวชกุล ที่มักเสนอเรื่องความดี คุณธรรม รู้รักสามัคคี หรืออะไรที่ฟังดูเชยๆ

8 คุณปราโมทย์ นาครทรรพ ที่กล่าวหลังจากมีการทำรัฐประหาร 19 กันยายนว่า เราจะต้องประกาศให้โลกเข้าใจดังต่อไปนี้ว่า[2]

1) การปฏิรูปคราวนี้มิใช่การยึดอำนาจ แต่เป็นการใช้กำลังตามความจำเป็นเพื่อป้องกันการใช้กำลังของระบอบทักษิณที่เริ่มขึ้นก่อนโดยการประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อจะเคลื่อนกำลังตำรวจทหารและกองกำลังท้องถิ่นสนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม

2) การปฏิวัติต้องแปลว่า coup เพราะไม่มีคำอื่น ฝรั่งจึงเข้าใจไขว้เขวว่าเป็นการปฏิวัติเหมือนในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกาหรือประเทศโลกที่ 3 อื่นๆ แต่ของเราไม่เหมือนใคร การปฏิวัติครั้งนี้ไม่เสียเลือดแม้แต่หยดเดียว เป็นเพียงการแสดงพลังให้อีกฝ่ายยอมเสียดีๆ ซึ่งก็ได้ผล ควรจะเรียกว่า coup de grace หรือปฏิบัติการสายฟ้าแลบเพื่อพิชิตแม้วมากกว่า เป็นการแสดงบันเทิงแก่ชาวบ้าน เด็กๆ และนักท่องเที่ยวด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ดูจากทีวี การปฏิบัติการสายฟ้าแลบซึ่งมิได้กระทบกระเทือนวิถีชีวิต ความเชื่อ และครรลองอื่นใดแบบประชาธิปไตยเลย….” เเละเคยกล่าวบนเวทีพันธมิตรว่า การชุมนุมของพันธมิตรเป็นสิ่งที่สวยงามนานาประเทศกล่าวชื่นชมอะไรทำนองนี้



อ.ประสิทธิ์ ได้สรุปสาระสำคัญของผู้สูงอายุดังกล่าว เอาไว้ดังนี้

(1) ไม่เชื่อในระบบเลือกตั้ง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่คนเหล่านี้เห็นว่า ไม่มีความรู้ดีพอที่จะเลือกผู้แทนเข้าไปทำงานจึงต้องมีกลุ่มบุคคลหนึ่งทำหน้าที่ตรงนี้แทน

(2) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงหลักความเสมอภาคของคนต่อกฎหมาย

(3) นำเรื่องศีลธรรมจรรยา หลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการเมืองไทย โดยเฉพาะความพยายามต้องการเห็นนักการเมืองเป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม (ข้อเสนอนี้มักจะมีการใช้ถ้อยคำหรือหลักการให้ฟังแล้วดูดี แต่เป็นนามธรรมมากไปจนขาดแผนปฎิบัติการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมว่าจะทำอย่างไรจึงจะไปสู่เป้าหมายที่ทำให้นักการเมืองเป็นคนดีมีคุณธรรมได้)

(4) มีแนวคิดยึดติดกับ ตัวบุคคลมากกว่าการสร้างระบบหรือองค์กร

(5) คิดว่าประเทศไทยมีลักษณะพิเศษแปลกกว่าประเทศอื่นๆ เป็นประเทศที่มีความสุขสงบแล้วจึงไม่ต้องเลียนแบบหรือเดินตามประเทศอื่นๆ (ดังสะท้อนให้เห็นจากในทางการเมืองได้ปฎิเสธแนวคิดประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือในทางเศรษฐกิจได้ปฎิเสธทุนนิยมหรือโลกาภิวัฒน์ โดยโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นว่า ประเทศไทยไม่เหมือนใครในโลก ไทยจึงควรมีระบอบการปกครองเป็นของตนเอง โดยปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมไทยๆ โดยลืมบอกกับประชาชนไทยว่า ระบบที่ตนเองเสนอนั้นมีผลทำให้ระบบชนชั้นอำมาตยดำรงอยู่ต่อไป)

(6) ส่งเสริมหรือเห็นว่าพระราชอำนาจอำนาจของสถาบันว่า เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเมืองไทย และ

(7) ลึกๆ ผู้สูงวัยเหล่านี้โหยหารัฐประหาร หากการเมืองยุ่งยากจริงๆ ก็พร้อมที่จะเห็นด้วยกับการทำ รัฐประหารเพื่อเป็นทางออก[3]


ผมเองเห็นด้วยกับข้อสรุปของ อ.ประสิทธิ์แทบทั้งหมดทีเดียว ถือว่าสรุปได้ชัดเจน และชี้ให้ชัดถึงต้นตอรากเหง้าของแนวความคิดของพวก “แกนนำ” กลุ่มอำมาตยาธิปไตย” โดยแท้


สำหรับผมแล้ว กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ที่ยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายใดๆ หรือใครก็ตามในประเทศนี้ เป็นเพียง “ตัวแทน” หรือตัวหลอกของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย หรือพวกผู้ชราเหล่านี้ทั้งสิ้น แนวคิดการเมืองใหม่คือ ระบอบ 70/30 นั้น สอดคล้องกันได้อย่างลงตัวกับแนวคิดของผู้ชราภาพที่ อ.ประสิทธิ์สรุปมาได้อย่างดีเลยทีเดียว คือ คนพวกนี้ไม่เชื่อมั่นระบบเลือกตั้ง ไม่เชื่อมันคนชั้นล่าง ไม่คิดว่าคนมีความเท่าเทียมกัน คิดว่า “สังคม” ต้องมีผู้มีบุญญาบารมีมาปกครอง ซึ่งเป็นแนวความคิดเก่า ๆ สมัยราชาธิปไตยนั่นเอง


คนไทยรุ่นเราที่เป็นคนยุคใหม่จำนวนมาก ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับผู้ชราเหล่านี้เหมือนกัน เพราะค่านิยมหลักของเราคือ ต้องเคารพคนแก่ ซึ่งมันอาจได้ผลในสังคมเกษตรกรรม ที่สภาพสังคมหยุดนิ่ง การเรียนรู้ถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ของคนสู่คน ซึ่งสังคมแบบนั้นใครอยู่นานกว่าคนนั้นก็มีความรู้มากกว่า แต่สังคมยุคใหม่ ที่มาของความรู้ ประสบการณ์ไมได้ขึ้นกับอายุ แต่ขึ้นกับการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น อินเตอร์เนต เป็นต้น ซึ่งผมเชื่ออย่างยิ่งว่า คนชราที่มีชื่อข้างต้น ไม่สามารถเรียนรู้หรือแม้แต่เปิดคอมพิวเตอร์เป็น

ตอนนี้ เราก็ได้แต่หวังว่าเมื่อ “คุณปู่หรือคนชราเหล่านี้” จะถึงแก่อายุขัย และตายไป เมื่อนั้นบ้านเมืองก็จะสงบ และการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยก็จะเกิดขึ้น

พวกผู้ชราเหล่านี้แทนที่จะเข้าวัด ปฏิบัติธรรม เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น กลับข้องแวะอยู่กับ “โลกของลูกหลาน” จนวุ่นวายไปหมด ผมหวังว่า เมื่อสิ้นบุญคุณปู่เหล่านี้ บ้านเมืองจะได้สงบสุขเสียที

อ้างอิงจาก : http://www.prachatai.com/05web/th/home/14260



จาก thaifreenews

นายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย ส.ส.พปช.เสนอให้ พล.อ.เปรม ประสานทุกฝ่าย


รัฐสภา 29 ต.ค. - นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งก่อนเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีที่นายสุชาติ ลายนำเงิน ส.ส.พรรคพลังประชาชน เสนอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นคนกลางในการประสานระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ และทหาร เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศว่า ไม่ควรไปพูดอย่างนั้น ซึ่งสิ่งที่ตนพูดไว้ก่อนหน้านี้ก็เพียงหมายถึงว่า พล.อ.เปรม เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ให้ทุกคนอดทน ทนกลั้น และเสียสละนั้น เป็นแนวทางที่ดีที่จะนำไปใช้ให้เกิดความสงบเรียบร้อย เรื่องนี้ไม่ทราบมาก่อนว่า ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้เสนอแนวทางเช่นนั้น แต่ในทางตรงกันข้าม ทุกคนควรจะนำสิ่งที่ พล.อ.เปรม ได้แนะนำไปปฏิบัติ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไปขอให้ พล.อ.เปรม ทำอะไร. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-29 17:49:26