WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 30, 2008

‘โจรพันธมาร’ถ่อยรายวัน ทุบ‘วินมอร์ไซค์’ยึดATM


‘นักรบใบกระท่อม’ถ่อยอีกแล้วรุมทุบ‘วินมอรน์เตอร์ไซค์’ดวงซวย บังคับบอกรหัสเอทีเอ็ม เหตุแค่ติดสติ๊กเกอร์‘เบื่อพันธมิตรฯโว้ย’หน้ารถ ด้านเจ้าตัวแจ้งความสน.ดุสิตเอาเรื่องลากคอเข้าตระราง

เมื่อเวลา 11.00 น.นายแอม ดาวสิงห์ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ 3 ต.ภูฝ้าย อ.ขุนหาญ จ.ศรีษะเกษ อาชีพขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง หน้าสยามสแควร์ ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ขรรค์ชัย เดิมยิริง ร้อยเวร สน.ดุสิต ว่า ถูกการ์ดพันธมิตร(นักรบศรีวิชัย)รุมทำร้ายร่างกาย ทำให้ขมับซ้ายบวมปูด จนต้องเดินทางไปรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ

โดยนายแอม ให้การว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น วันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีป้าคนหนึ่งว่าจ้างตนจากสยามสแควร์ ให้ไปส่งที่ทำเนียบรัฐบาล โดยคิดค่าจ้าง 70 บาท ก่อนขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีส้ม ทะเบียน รคล 129 กรุงเทพมหานคร ไปส่ง ไปถึงเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น.

ทั้งนี้ขณะที่ตนกำลังเลี้ยวรถกลับได้มีกลุ่มการ์ดพันธมิตรที่อยู่บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ประมาณ 10 คน สวมเสื้อสีดำและสีขาวกรูเข้ามาหาพร้อมถือไม้เข้ามาด้วย บังคับไม่ให้ตนไป

“ผมถามว่าผิดอะไร พวกนั้นบอกว่าที่หน้ารถติดสติ๊กเกอร์ ‘เบื่อพันธมิตร โว้ย’ ตนจึงบอกปัดไปว่าเพื่อนนำมาติดให้ตั้งนานแล้ว และไม่ได้คิดอะไร จากนั้นกลุ่มการ์ด คนหนึ่งก็กระโดดขึ้นมาซ้อนท้าย ก่อนทำการล๊อคคอฉุดกระชากลากถูไปเข้าห้องปิดตายคล้ายห้อง รปภ. บริเวณศาลกรมหลวงชุมพรฯ ที่ติดกับรั้วโรงเรียนพาณิชยการพระนคร”หนุ่มจักรยานยนต์รับจ้าง กล่าว

นายแอม กล่าวต่อว่าจากนั้นการ์ดกลุ่มดังกล่าว ก็เข้ามาซักถามพร้อมข่มขู่ให้ยอมรับสารภาพว่าใครเป็นผู้จ้างวานให้มาก่อกวน และถูกจ้างมาราคาเท่าไหร่ ซึ่งตนก็พยายามอธิบายว่าแค่มาส่งผู้โดยสาร จึงถูกรุมตบและเตะเข้าที่ใบหน้าและลำตัว หลังจากนั้นกลุ่มการ์ดก็ได้ค้นตัวตนเพื่อนำบัตรประชาชน และใบอนุญาตขับขี่ ไปถ่ายรูปทำหลักฐานเก็บเอาไว้

“นอกจากนี้ผมยังถูกยึดบัตรเอทีเอ็ม ไปพร้อมถูกบังคับให้บอกรหัสบัตร เมื่อผมไม่บอกก็โดนตบตี จนทนไม่ไหวต้องยอมบอกในที่สุด แต่เมื่อกลุ่มการ์ดนำไปกดที่ตู้เอทีเอ็ม ปรากฏว่าไม่มีเงิน จึงนำบัตรมาคืน ซึ่งคาดว่าถ้ามีเงินในบัตรก็คงจะหมดตัวไปแล้ว ซึ่งกว่าจะถูกปล่อยตัวกลับบ้านก็ผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว จนวันต่อมาบาดแผลเริ่มบวมช้ำจึงตัดสินใจไปหาหมอที่ รพ.ตำรวจ ก่อนเดินทางมาแจ้งความกับตำรวจ ผมไม่คิดว่าคนไทยเหมือนกันจะกระทำการป่าเถื่อนขนาดนี้ บอกกันดีๆ ก็น่าจะเข้าใจกันแล้ว” นายแอม กล่าว


'อดิศร'ดักคอกองทัพอย่าริสร้างเงื่อนไขเหตุบึ้มทำปฎิวัติ!


'อดิศร'เตือนทหารอย่าสร้างเงื่อนไขเหตุระเบิดกลางกรุง 2 จุดทำรัฐประหาร! ด้าน'จตุพร'ดักคอ'พันธมิตร’ต้องร่วมมือตร.จับมือบึ้ม ยืนยัน 1 พ.ย.นี้ไม่เคลื่อนพล'คนเสื้อแดง'มาทำเนียบฯ

วันนี้ (30 ต.ค.) นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีที่เกิดเหตุการณ์คนร้ายลอบปาระเบิดกลางกรุง 2 จุดว่า จะไม่ส่งผลต่อการจัดงานรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร ต้านรัฐประหาร” โดยยืนยันจะชุมนุมโดยสันติ ดังนั้นความรุนแรงใดๆ ไม่ใช่เกิดจากพวกเรา แต่เป็นเรื่องกฎแห่งกรรม และขอทหารอย่าใช้เป็นเงื่อนไขทำการยึดอำนาจ

ส่วนกรณีที่ส.ส.พรรคพลังประชาชน โดยกลุ่มผู้แทนปวงชนชาวไทย อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทบทวนเรื่องการปราศรัยผ่านโทรศัพท์ในวันที่ 1 พ.ย.นั้นนายอดิศร กล่าวว่า เป็นสิทธิในการเสนอความเห็น แต่ก็เป็นสิทธิของพ.ต.ท.ทักษิณจะพิจารณา แต่ตนไม่เข้าใจว่าจะไปกลัวอะไรกับพ.ต.ท.ทักษิณ มากมาย

‘จตุพร’เชื่อเหตุบึ้มพันธมารหวังชนวนยึดอำนาจ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ สส.พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอดีตนายกฯได้มีการยืนยันว่าจะมีการโฟนอินมาในรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้แน่นอน พร้อมทั้งกล่าวถึงบุคคลที่วิพากษ์วิจารณ์ ควรรับฟังข้อความให้ครบก่อนว่าอดีตนายกฯ จะพูดสิ่งใด

ส่วนกรณีการปาระเบิดเข้าที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ตนขอประนามการกระทำในครั้งนี้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาคนผิดมาลงโทษ รวมทั้งเห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างสถานการณ์ที่จะนำไปสู่การปฏิวัติ รัฐประหารและทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนไม่กล้าที่จะมาร่วมงานในวันที่ 1พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ และส่วนตัวเชื่อว่าหากกลุ่มพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมได้นั้นต้องมีเพียงการปฏิวัติเท่านั้น แม้ว่าหาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะลาออกจากการเป็นนายกฯ กลุ่มพันธิตรฯ ก็จะยังคงอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป

นอกจากนี้นายจตุพร กล่าวยืนยันว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะไม่มีการเคลื่อนกำลังไปเผชิญหน้าไปปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด

เมื่อถามว่า นายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชาชูปถัมภ์ ระบุ อยากให้ทุกคนอยู่กับบ้าน และไม่ควรมาชุมนุม นายจตุพร กล่าวว่า ตนน้อมรับ แต่ถ้าพันธมิตรกลับบ้าน คืนทำเนียบฯให้รัฐบาล เสื้อแดงก็พร้อมกลับบ้านเช่นกัน หรือถ้าเอเอสทีวีปิด รายการความจริงวันนี้ก็จะปิดทันทีเช่นกัน ส่วนที่มองว่า เป็นการไม่น้อมรับฟังนั้น อยากถามว่าอยากให้พันธมิตรฯ ทำร้ายคนอื่นฝ่ายเดียวหรืออย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ เผยแพร่คลิป ผู้ชายควง 2 สาวเข้าโรงแรม โดยตั้งข้อสังเกตว่าหน้าเหมือนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ประเทศไทยมีคนหน้าเหมือนเต็มไปหมด ถือว่าเป็นการจับโยงทำลายเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องสามานย์อย่างนี้ คนที่รู้จักนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นอย่างดี จะรู้ว่าใครเป็นมือวางอันดับหนึ่ง

คนรักอุดรยันมาแน่

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า ตนขอประกาศเชิญชวนสมาชิกคนรักอุดร ให้เดินทางไปร่วมงาน'ความจริงวันนี้' สัญจรครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อร่วมเดินทางแล้วกว่า 1,000 คน ซึ่งจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯโดยเหมารถทัวร์ 20 คันและจะออกจากจังหวัดอุดรธานี เวลา 22.00 น.ของวันที่ 31 ต.ค.

อย่างไรก็ตามประธานคนรักอุดรกล่าวอีกว่า เมื่อถึงกรุงเทพฯ จะไปให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะเดินทางไปพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับจุดยืนในระบอบประชาธิปไตย

เฝ้าจับตามอง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า กองทัพเตรียมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ ในวันที่ 1 พ.ย. ที่หลายฝ่ายเกรงว่า อาจจะมีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม หรือหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนั้นจริง ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ เห็นว่าเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่าจะมีการสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หรือไม่ ซึ่งในส่วนของกองทัพจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ไม่ได้สั่งจับตาเป็นพิเศษ เพราะได้สั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว
เสนาธิการทหารบก ยังกล่าวย้ำว่า กองทัพยังคงเฝ้าระวังและดำเนินการกับผู้ที่หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ยันไม่ถ่ายถอดสดออกเอ็นบีที

อนึ่งก่อนหน้านี้นายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที กล่าวยืนยันว่า สถานีจะไม่ถ่ายทอดคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่อสายตรงโฟนอินข้ามประเทศมายังรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินรายการจะนำเทปมาออกอากาศซ้ำหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางสถานีจะตรวจสอบเทปหรือรายการใดๆ ก่อนออกอากาศทุกครั้ง

การ์ดพันธมารขี้ขึ้นหัว!สั่งเข้มทำเนียบหวั่นถูกปาบึ้ม

กลุ่มการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ดูแลความปลอดภัยบริเวณประตูทางเข้า-ออกภายในทำเนียบรัฐบาลและสะพานมัฆวานรังสรรค์สถานที่ชุมนุม ยังคงเฝ้าตรวจค้นกระเป๋าถือกลุ่มผู้ชุมนุมที่เดินทางเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาลอย่างเข้มงวด ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์ปาระเบิดบนสะพานมัฆวานรังสรรค์จนกลุ่มการ์ดพันธมิตรได้รับบาดเจ็บสาหัสรวม 10 ราย รวมถึงกรณีนายสังเวียน รุจิโมระ ถูกยิงจนเสียชีวิตที่ข้างรั้วสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หลังกองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อคืนที่ผ่านมา

ผบ.สส.ชี้หน้าที่ตร.เคลียร์เหตุบึ้มกรุง2จุด

วันนี้ (30 ต.ค.) พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวว่าเหตุการณ์ระเบิดกลางกรุง 2 จุดเมื่อกลางดึกวันนี้ (29 ต.ค.) ว่าจะนำไปสู่ความแตกแยกหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ผบ.สส. ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะต่อสายเข้าความจริงวันนี้ ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ว่า ส่วนตัวไม่เคยพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนเตรียมทหารก็ตาม และคงจะไปแนะนำอะไรมากไม่ได้ เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นผู้ใหญ่มากแล้ว ทั้งนี้ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นว่ากรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ในฐานะที่ถูกศาลพิพากษาว่าเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งบอกแต่เพียงว่าขณะนี้ได้ติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาและต้องไปตรวจสอบกับนักกฎหมายเอง


“คนเสื้อแดง” ต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** พบกันอีกแล้วครับ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแผล็บเดียว ต้องมาเจอกับท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ฉบับที่ถืออยู่ในมือท่านนี้ เป็นฉบับที่ 272 วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท เข้าประจำฐานปฏิบัติการเพื่อร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “คนเสื้อแดง” ต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร อย่างออกนอกหน้า เพราะไม่อยากให้เหล่า อำมาตยาธิปไตย นำพาชาติไปสู่เส้นทางหายนะ ... ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

** วันนี้ช่วงเช้า ชินวัฒน์ หาบุญพาด นำคณะเข้าพบ ชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวัน “ต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ” เพื่อร่วมรำลึกในเหตุการณ์ คุณลุง “นวมทอง ไพรวัลย์” วีรชนผู้กล้า ขับแท็กซี่ชนรถถัง และสุดท้าย ท้าพิสูจน์!!! คำพูดของนายทหารปากเสียในกองทัพบก ไม่เชื่อจะมีคนมีอุดมการณ์สละชีพเพื่อประชาธิปไตย คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ตัดสินใจสละชีพที่สะพานลอยคนข้ามถนน เยื้องๆ กับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทิ้งจดหมายลาตายที่เขียนเอาไว้ชัดเจน!!! “เกิดชาติไหนขออย่าได้เจอการปฏิวัติรัฐประหารอีกเลย”

** วีรชนผู้กล้า “นวมทอง ไพรวัลย์” จากไปไม่สูญเปล่า ปลุกเร้ามวลชนคนสนามหลวง ให้มาร่วมกัน สวมเสื้อสีแดง ต่อต้าน การปฏิวัติรัฐประหาร อย่างไม่เกรง กลัวภยันตรายจากปลายหอก ปลายดาบ ปลายปืน ท็อปบู๊ต อีกต่อไป…!!!... ดังนั้น ส.ส. ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องร่วมกันสนับสนุนให้ วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันแห่งการ ต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ จะเท่ากับเป็นการ ชุบชีวิตร่างไร้วิญญาณของคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ให้ขึ้นมา เขย่าขวัญ เขย่าประสาท คณะปฏิวัติรัฐประหาร ที่จะเกิดขึ้นมาในวันข้างหน้า ตามเจตนารมณ์ของวีรชนผู้กล้านักประชาธิปไตย ตัวจริง!!! ตกเย็นย่ำค่ำ เชิญคนเสื้อแดง รวมพลที่ “ท้องสนามหลวง” เพื่อร่วมปราศรัยในการรำลึกถึงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้นี้ และเช้าวันที่ 31 ตุลาคม ไปร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศล ณ สถานที่ประวัติศาสตร์ สะพานลอยข้ามถนนวิภาวดี เยื้องหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทราบแล้ว...เปลี่ยน

** ชัยชนะฝ่ายประชาธิปไตยอยู่แค่เอื้อม!!! ในที่สุด...เหล่าอำมาตยาธิปไตย เกิดรอยปริร้าวหนัก!!! ถึงขั้น ทะเลาะกันเอง!!!... เมื่อ The Old Soldier never dies ออกมากระแทกแรงๆ กับแนวคิดสานเสวนา “หันมาพูดจากัน” บอกว่า “พูดง่าย ทำยาก” ความคิดชุดเดียวกับ “แป๊ะลิ้ม” ใช้สันดานเก่า ขู่กรรโชก บอกว่าหากไม่หุบปากจะเอาข้อมูลการทุจริตในโครงการต่างๆ ของสำนักงานซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันมาแฉ บอกว่ามี 20 หมัดเด็ด นับวันการพูดการจา สะท้อนสันดาน!!! น้ำเน่ายิ่งกว่านักการเมือง ไหนว่ารักชาติ รักประเทศ แน่จริง มีข้อมูลจริง ทำไมไม่เปิดเผย จะปกปิด ปิดบัง เอาไว้ข่มขู่คน แบบนี้หรือ ที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ไอ้พวกสมองหนาปัญญาทึบที่ไปรวมฝูงอยู่กับเขาน่ะ ... รู้เช่นเห็นชาติ หูตาสว่างกันหรือยัง

** ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ จากสถิติที่ได้ติดตาม พักหลังๆ นี้เราจะได้ยินเสียงปลุกเร้าถี่ขึ้นเรื่อยๆ ให้ รีบออกมาบ้าง ให้มารวมตัวกันเช็กจำนวนกันบ้าง เสียงเรียกรวมตัว ถี่ และ บ่อย พร้อมกับความหงุดหงิดของแกนนำที่ขึ้นบนเวที เพราะเรียกเท่าไรมีคนเพียง 1-2 พันคน แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คนไม่เอาด้วย ไม่เข้าร่วมด้วย แกนนำจึงกลัวถึงขนาดจะออกใบอนุญาตให้การ์ดพกอาวุธ…บรึ๋ยส์!!! … นี่มันอะไรกันวู้ย(ส์) ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ ทำตัวเป็น “กบฏ” แบ่งแยกดินแดนชัดๆ น่าสงสารก็แต่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ...เข็ด...ขยาด...ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม ไม่เป็นอะไร วันหนึ่งสังคมถึงจุดเดือด ไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายขึ้นมาบ้าง...!!!... ตำรวจ-ทหาร กรุณาอยู่เฉยๆ ในที่ตั้งแล้วกัน เพราะมีหน้าที่รักษากฎหมายแล้วไม่ทำ

** เรื่องฮา...ของประเทศสาระขันบ้าง พรรคร่วมรัฐบาล ยังคงปล่อย มุกฮา ไม่เว้นวัน อยู่ๆ พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงมาสร้างความปั่นป่วน ในการ ปล่อยข่าวใบลาออกจากตำแหน่ง มท.3 ของ ประสงค์ โฆษิตานนท์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธลั่นในเวลาต่อมา พับผ่า!!! ประชาทรรศน์ เคยลงข่าวไปก่อนหน้านี้ เพื่อเตือน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไปตั้งแต่ตั้ง ครม.แล้ว รัฐมนตรีของพรรคเพื่อแผ่นดิน เขาแปลกๆ เพราะมี ระบบโควตานายทุนพรรค ประมูลเก้าอี้กัน แล้วจ่ายเงินกันไม่ครบ ระวังนะมันจะเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา แล้วเป็นที่ชัดเจนออกมาเรื่อยๆ เรื่องนี้กระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล และจะเข้าล็อกพวกที่อ้างจะทำการเมืองใหม่ เห็นไหม... เห็นไหม... การเมืองเก่ามันเลวแบบนี้นี่เอง เอาเก้าอี้รัฐมนตรีมาประมูลกัน

** บรรทัดนี้ แทง แทนไท ดักคอไว้ก่อนเลยว่า พรรคการเมือง ที่ล้าหลังมีไม่กี่พรรค นักการเมืองไม่กี่คน การพัฒนาการเมืองกำลังจะเดินหน้าไปได้ด้วยดี จากการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เกิดปัญหาขึ้นมานี้ก็เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 ต่างหาก ที่ทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง “การเมืองใหม่” ที่ว่า จะทำให้ประเทศถอยหลังลงทะเลไป... เสียด้วยซ้ำ เพราะเต็มไปด้วยการเอื้อประโยชน์ให้เทือกเถาเหล่ากอของ “อำมาตยาธิปไตย” ในการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มีข่าวบ้างไหมที่นำเก้าอี้มาต่างตอบแทน หรือประมูลกัน 40-50 ล้าน ไม่มีข่าวนี้ให้เห็นเลย...ไม่ใช่หรือ

** หันมาหา “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ “อ้าปากเห็นลิ้นไก่” โจมตีรัฐบาลหลายเรื่อง เพียงเพื่อต้องการจะ ตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” วาดฝันกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง แต่ที่น่าปวดใจที่สุด ที่ต้องบอกคือไม่รู้ใคร ไปแบกหามเอามาอยู่ร่วมคณะรัฐบาล พูดหน้าตาเฉยเหมือนไม่รู้ว่าที่สังคมเขาพูดถึง เรื่อง “อำมาตยาธิปไตย” หมายถึงอะไร พยายามบิดเบือนเฉไฉไปเรื่องเบื้องสูง ทั้งที่คำศัพท์นี้อธิบายได้ในเชิงวิชาการ และคนละความหมายกับที่พยายามบิดเบือน บิ๊กจิ๋ว วันนี้เลือกหนทางที่จะทรยศประชาชนหรืออย่างไร เพราะกลัวผลสอบสวนในฐานะผู้สั่งการในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 จะออกมาไม่สวยใช่หรือไม่? กลัวกันเกินกว่าเหตุแล้วล่ะ

อย่าลอกเลียน “ปาขี้”


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

ยอมรับตรงๆ ว่า “ตกใจ” หลังจากได้ทราบข่าวเกิดเหตุไม่คาดฝันระหว่างที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้าน เดินทางกลับจากปฏิบัติภารกิจที่ จ.ยโสธร และร่วมงานพระราชทานเพลิงศพอาสาสมัครทหารพรานบุญฤทธิ์ ขันตี ที่ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
รถตู้ที่นายอภิสิทธิ์และคณะนั่งถูกปาถุงบรรจุอุจจาระเข้าใส่หน้ารถตู้จนถุงพลาสติกแตกอุจจาระกระจายเต็มกระจกหน้ารถ
ที่รู้สึก “ตกใจ” เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นถึง “ผู้นำฝ่ายค้าน” ซึ่งถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎร
หลายคนคงจำเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ได้? คดีฉาวโฉ่อันเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในเมืองไทย ขณะที่ นายอุทัย พิมพ์ใจชน รมว.พาณิชย์ กำลังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2537
นายธนิต สุวรรณเมนะ อายุ 40 ปี อาจารย์และติวเตอร์ชื่อดังย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็บุกเข้าไปในห้องแถลงข่าว
นายธนิตหิ้วถุงพลาสติกใส่อุจจาระไปด้วย เปิดฉากด่านายอุทัยแล้วปาถุงอุจจาระใส่หน้า อุจจาระเปรอะเต็มใบหน้าและเสื้อผ้านายอุทัย
ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของผู้คนที่อยู่ในห้อง ตำรวจประจำกระทรวงพาณิชย์จับนายธนิตส่งสน.ชนะสงคราม นายธนิตบอกว่าโกรธแค้นที่นายอุทัยสั่งย้าย นายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้น
ผมจำคดีนี้ได้ดี เพราะเป็นคดีแรกที่เกิดขึ้นกับนักการเมืองไทย ซึ่งสร้างความฮือฮาอย่างมาก จากนั้นทราบข่าวว่า นายธนิต “มือปาขี้” ถูกศาลตัดสินจำคุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา
กรณีของนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะอุจจาระไม่โดนตัว แต่ที่ผมไม่สบายใจเพราะหลังจากทราบข่าวนี้มีชาวบ้านบ่นกันมามากมายว่ามีคนจ้องจะเลียนแบบ
เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้อุจจาระไม่โดนตัวนายอภิสิทธิ์เหมือนกรณีนายอุทัย แต่ผมก็ได้ปลอบใจไปว่าไม่ควรคิดแบบนั้น เพราะนายอภิสิทธิ์เป็นถึง “ผู้นำฝ่ายค้าน”
ผมแปลกใจมากว่าทำไม พรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์จึงมีคนเกลียดมากมาย หลายคนบ่นให้ฟังว่ารู้สึก “เบื่อหน่าย” ที่ประชาธิปัตย์สอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างแยกกันไม่ออก
สไตล์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เน้นตรวจสอบลูกเดียว จับผิดรัฐบาลทุกวันจนไม่ต้องทำงานอะไร ถือเป็นจุดด้อยของประชาธิปัตย์อย่างมาก
แม้ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสโลแกนว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เป็นคำที่สวยหรู แต่ก็พิสูจน์ไปแล้วว่า ไม่เคยทำได้แม้แต่สักนิดเดียว ยามบ้านเมืองถูกป่วนด้วย “5 อันธพาล” พรรคนี้ก็ยังยอมตัวเข้าเป็นทาสรับใช้สุดๆ
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามอย่างไรก็ยังไม่สามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ และยังหลงใหลคว้าเงาอยู่ตลอดเวลา
จากการออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เห็นวิสัยทัศน์ของบุคลากรในพรรคได้อย่างชัดเจน
แม้จะมีคนเกลียดประชาธิปัตย์อยู่มาก แต่ผมไม่สนับสนุนให้คนเกลียดพรรคประชาธิปัตย์คิดเคียดแค้นแบบนี้
เพราะผมเกรงว่าจะมีคนลอกเลียนแบบ กระทั่งนำขี้ไปปาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ให้โดนตัวทุกคน ผมไม่สนับสนุนการกระทำแบบนี้เลยครับ !

แป๊ะลิ้มถูกเหยียบหาง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร


“รักบ้านเมืองต้องรักให้ฉลาด ใช้อารมณ์ใช้ความรุนแรงไม่ได้ เพราะระบบนิติธรรมที่สร้างกันอยู่ทุกวันนี้จะสร้างกี่แบบก็ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานธรรมาภิบาลรองรับ นอกจากนี้ ความแตกต่างทางความคิดไม่ใช่ปัญหา จะต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง และเราต้องเดินหน้าตกลงกันเพื่อรักษาบ้านเมืองของเราไว้ให้ได้”

ตามพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากันแก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ที่เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางอันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ

“ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมุติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายทั้งหมด แล้วก็จะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะอยู่บนกองซากปรักหักพัง ผมคิดว่าไม่ล้าสมัยและยังใช้ได้อยู่เสมอ อย่าให้พระองค์ต้องรับสั่งแบบนี้อีกครั้ง”

นี่คือคำพูดตอนหนึ่งของนายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในการแสดงทัศนะในงานประชุมใหญ่เครือข่ายสานเสวนาเพื่อสันติธรรม ซึ่งผมคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2551 เพื่อให้ท่านได้อ่านกันอีกครั้ง ว่ามีตอนไหน ประโยคใดที่ทำให้ ฯพณฯสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรพันธมาร โกรธหน้าเหมือนยักษ์กินน้ำร้อน เหมือนกับว่าใครไปเหยียบหางหรือถูกตีตรงหน้าแง จึงได้ขึ้นเวลาสำรอกคำพูดด่าและข่มขู่นายสุเมธ ตันติเวชกุล ตามสไตล์ของคนที่เป็นนักรบหน้าไมค์ปลุกระดมบนเวทีในทำเนียบรัฐบาล

“มีความพยายามเคลื่อนไหวจาบจ้วงสถาบัน แต่กลับออกมาให้ทุกฝ่ายสามัคคีกัน สิ่งที่ ดร.สุเมธ คิดและออกมาพูดทำประโยชน์ให้ประเทศอย่างไร ดีที่สุดต้องหุบปาก อย่าทะลึ่งมาออกความเห็นอีกต่อไป เพราะจะถูกสวนกลับไปอีกทุกครั้ง หาก ดร.สุเมธยังออกมาเสนอความคิดเห็นอย่างนี้อีก จะเจอตอบโต้เป็นหน้าๆ ออกมาอีกหนึ่งหมัด จะถูกสวนกลับไปอีกยี่สิบหมัด”

“เป็นที่น่าเสียดายที่ ดร.สุเมธถือเป็นคนทำงานใกล้ชิดเบื้องยุคลบาท ควรออกมาแสดงความคิดเห็นหรือออกมาพูดห้ามปรามคนที่คิดทำลายล้างสถาบัน หยุดการกระทำดังกล่าว ที่ออกมาพูดว่าให่หยุดทะเลาะกันได้แล้ว อยากจะถามว่าใครอยากจะไปทะเลาะกับมัน สิ่งที่พันธมิตรพยายามและทำอยู่นี้คือต้องการปกป้องสถาบัน ดังนั้น ดร.สุเมธ อย่ามาทะลึ่งออกมาแสดงความคิดเห็นอีก ดร.สุเมธคนนี้ชอบใช้สถานภาพของตนเองที่ทำโครงการหลวง และชอบออกมาแสดงความคิดเห็น มีคนอย่าง ดร.สุเมธที่ชอบอ้างตัวว่าเป็นคนใกล้ชิดเป็นผู้ดูแลโครงการหลวง แต่ไม่สนใจอะไรกับผู้ที่ทำจาบจ้วง จึงเป็นผู้ที่ทำให้สถาบันอ่อนแอ”

“มีคนอย่าง ดร.สุเมธ นายโคทม อารียา และอีกมากที่ชอบพูดว่าบ้านเมืองแบ่งเป็นสองฝ่าย เป็นการมองแบบคนโง่ ที่ถูกต้องคือบ้านเมืองแบ่งเป็นพวกที่อยู่ข้างความถูกต้องและไม่ถูกต้อง แทนที่จะอยู่ข้างความถูกต้อง กลับมาทำตัวเป็นศาสดาสอนให้สามัคคีกัน คนพวกนี้เป็นคนที่ชอบตีกินและคอยจังหวะออกมาแสดงความคิดเห็น โดยอยากจะเป็นฮีโร่ขี้ม้าขาว อยากให้ ดร.สุเมธ หยุดพฤติกรรมการตีกินอย่างนี้อีก และอยากให้พี่น้องพันธมิตรฯ เจอนายโคทม ที่ไหนให้เอามือตบไล่ไปเลย”

เป็นคำพูดบางตอนของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ผมคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันพุธที่29 ตุลาคม เพื่อให้ท่านได้พิจารณาถึงความกักขฬะ โดยไม่ได้หวังว่าจะให้ท่านตัดสินอย่างไร เพราะผมเชื่อว่าท่านคงตัดสินใจได้นานแล้วว่า นายสนธิเป็นคนอย่างไร

ใครที่เห็นแตกต่างไปจากตัวกู ต้องเปิดสงครามสั่งสอนอย่างที่ นายสุเมธ ตันติเวชกุล ได้รับ
นี่ไงคือเหตุที่พลังเงียบทำตัวเงียบเชียบ ไม่อยากเปลืองตัว

เพราะฉะนั้นเลิกพูด เลิกคิดที่จะดำเนินให้เกิดความสมานฉันท์ ให้หันหน้าเข้ามาหากันเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศไทย ซึ่งใครก็รู้ว่าต้นตอของปัญหามาจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ในเมื่อตัวต้นเหตุของปัญหาไม่ยอมรับในสิ่งที่กระทำ และไม่ต้องการสมานฉันท์ ใครที่คิดจะสร้างความสามัคคี สร้าสมานฉันท์ ก็จะถูก ฯพณฯ สั่งให้ลูกสมุนตามล่าด้วยมือตบ อย่างที่ประกาศให้ตามล่านายโคทม อารียา หนึ่งในคณะทำงานสานเสวนาเพื่อสันติธรรม

ผมเชื่อว่าการทุกคำพูดของนายสนธิ แม้จะพูดด้วยอารมณ์โกรธเหมือนถูกใครเหยียบหางก็ตาม แต่ยังมีสติ เพราะไม่ได้แบ่งคนออกเป็นสองฝ่าย คือพวกที่สนับสนุนพันธมิตรพันธมารเป็นพวกจงรักภักดี ถ้าไม่ใช่ก้อไม่จงรักภักดี อย่างที่เคยประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน

แต่จะมาแบ่งคนออกเป็นสองฝ่ายจงรักภักดีกับไม่จงรักภักดี ในขณะที่ด่านายสุเมธ ปาวๆ นั้น คงจะเขินอาย เพราะใรก็รู้ว่า นายสุเมธทำงานโครงการหลวง ใต้เบื้องยุคลบาท ไม่ใช่เป็นการแอบอ้างอย่างที่นายสนธิ ป้ายสี

จนถึงวันนี้ผมยังเชื่อและมั่นใจว่าคนไทยทุกคนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันไม่เสื่อมคลาย เพราะเราถูกฝังหัวมาตั้งแต่เกิด ใครที่มาแบ่งพวกแบ่งฝ่ายต้องถือว่าเป็นความคิดที่อุบาทว์อัปรีย์ที่สุดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้น็นความ



ระทึก!บึ้มกลางกรุง 2 จุดบ้านจรัญ-พันมารเจ็บ 9 สาหัส 1


ระเบิดกลางกรุง 2 จุด บ้าน'จรัญ-เวทีพธม. บาดเจ็บ 9 สาหัส 1 'เสธ.แดง'ยันไม่มีเอียวบึ้ม!เตือน'การ์ดพันธมาร'ตายรายวันแน่ หากไม่รีบคืนทำเนียบฯ

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา คนร้ายขี่จักรยานยนต์ ปาวัตถุคล้ายระเบิดเข้าไปบริเวณบ้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แรงระเบิดทำให้กระจกบานเกร็ดหน้าต่างแตกละเอียดและได้รับความเสียหาย นอกจากนี้บริเวณพื้นดินยังพบหลุมกว้างเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คลองตัน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาเวลาประมาณ 03.00 น. ได้เกิดเหตุคนร้าย 2 คนขับขี่รถจักรยานยนต์ ปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง พบเศษวัตถุระเบิดชนิดเอ็ม 26 กระจายเกลื่อนบริเวณเต้นท์ของการ์ดพันธมิตรฯ และพบกระเดื่องระเบิดด้วย แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึกกว่า 3 เซนติเมตร กว้าง 5 เซนติเมตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และต้องนำส่งโรงพยาบาลวชิระ โดยบาดเจ็บ 9 ราย สาหัส 1 ราย ในจำนวนนี้ทราบชื่อคือ 1.นายเสถียร ทับมะลิผล อายุ 40 ปี (บาดเจ็บสาหัส) 2.นายราชัน จันทร์ปลูก 3.นายจีรศักดิ์ อินทรีย์ 4.นายสงกรานต์ คำด้วง 5.นายทศพล สุขอิ่มใจ 6.นายปัญญา กติกา

'จรัญ'ลั่นไม่วิตกมือมืดปาบึ้ม!บ้านพัก

นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ไม่มีความหวั่นวิตก หลังจากถูกกลุ่มมือมืดปาระเบิดใส่บ้านพัก และไม่อยากไปฟันธงว่า มีกลุ่มไหนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองเสียหายมากกว่านี้ ซึ่งตนก็ไม่มีเบาะแสใดๆ คนปาระเบิดถือว่าเป็นมือมืด

ส่วนที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับกลุ่มพันธมิตรนั้น นายจรัญ กล่าวติดตลกว่า ถือว่าแบ่งๆ กันไป และหลังจากนี้จะใช้ชีวิตปกติ ไม่จำเป็นต้องขอตำรวจมาคุ้มกัน เพราะเชื่อว่าประเทศไทยยังปลอดภัย

นอกจากนี้ นายจรัญ ยังกล่าวอีกด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะ ไม่มีผลกับการพิจารณาคดียุบพรรค เพราะการตัดสินคดีต้องดำเนินการตามกฎหมายตามหลักฐานและไม่ขอโยงด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมาจากฝั่งการเมืองหรือไม่ ปล่อยให้ทางตำรวจดำเนินการ ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด มีเพียงกระจกแตกเล็กน้อย

'เสธ.แดง'ยันไม่มีเอี่ยวปาบึ้มแก๊งพันธมาร

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ( เสธ.แดง ) ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุ คนร้ายปาระเบิดใส่กลุ่มพันธมิตรฯ แต่ยืนยันว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องออกจากทำเนียบรัฐบาล เพราะเชื่อขณะนี้ พันธมิตรฯ กำลังเจอกับศัตรู ซึ่งออกมารบด้วยยุทธวิธีแบบกองโจร ส่วนระเบิดที่พบในที่เกิดเหตุ ชนิด M 26 เป็นของพวกคอมมิวนิสต์ ที่ไม่ใช้ในราชการทหาร ทั้งนี้จึงขอเตือนว่า หากพันธมิตรฯ ยังไม่หยุด อนาคตอาจถูกซุ่มโจมตีด้วย อาร์พีจีและ คอร์ 60 และ M 79 และจะต้องมีการ์ดพันธมิตรฯ ตายทุกวัน

นอกจากนี้ พล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวอีกด้วยว่า สาเหตุที่พันธมิตรฯ โดนโจมตีเพราะมีหลายกลุ่ม ไม่พอใจ ทั้งดำเนินการยึดทำเนียบฯ ให้การ์ดพกอาวุธ ซึ่งถือว่าเหิมเกริม และตอบโต้บุคคลชั้นสูง ซึ่งตนออกมาเตือนพันธมิตรฯด้วยความหวังดี

มทภ.1ยันบึ้มพธม.ไม่ใช่ของกองทัพ


พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ กล่าวยืนยัน ระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ทำร้ายกลุ่มพันธมิตร จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 10 ราย รวมทั้งที่บ้านพักของ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อกลางดึกวันที่ 29 ที่ผ่นนมาา ไม่ใช่ระเบิดที่ใช้ในราชการ เพราะที่ผ่านมากองทัพมีมาตรการคุมเข้มตรวจสอบ อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีในขณะนี้ ตนเองได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอรับทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว

'คนรักอุดร'ย้ำ1พ.ย.เข้ากรุงร่วม‘ความจริงวันนี้’


ประธานคนรักอุดรเผยคนนับพันคนลงชื่อร่วมงาน'ความจริงวันนี้'แล้ว ขณะที่ชุดพรางระบุแค่เฝ้าจับตามองไม่ยุ่งเกี่ยว ส่วน NBTยันไม่ยิงสด‘ทักษิณ’โฟนอิน

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า ตนขอประกาศเชิญชวนสมาชิกคนรักอุดร ให้เดินทางไปร่วมงาน'ความจริงวันนี้' สัญจรครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อร่วมเดินทางแล้วกว่า 1,000 คน ซึ่งจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯโดยเหมารถทัวร์ 20 คันและจะออกจากจังหวัดอุดรธานี เวลา 22.00 น.ของวันที่ 31 ต.ค.

อย่างไรก็ตามประธานคนรักอุดรกล่าวอีกว่า เมื่อถึงกรุงเทพฯ จะไปให้กำลังใจนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะเดินทางไปพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อถามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับจุดยืนในระบอบประชาธิปไตย

เฝ้าจับตามอง

ด้าน พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก กล่าวว่า กองทัพเตรียมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ ในวันที่ 1 พ.ย. ที่หลายฝ่ายเกรงว่า อาจจะมีการใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม หรือหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งหากมีเหตุการณ์เช่นนั้นจริง ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ เห็นว่าเรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่าจะมีการสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้หรือไม่ ซึ่งในส่วนของกองทัพจะไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ก็ไม่ได้สั่งจับตาเป็นพิเศษ เพราะได้สั่งการไปก่อนหน้านี้แล้ว

เสนาธิการทหารบก ยังกล่าวย้ำว่า กองทัพยังคงเฝ้าระวังและดำเนินการกับผู้ที่หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ยันไม่ถ่ายถอดสด

อนึ่งก่อนหน้านี้นายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เอ็นบีที กล่าวยืนยันว่า สถานีจะไม่ถ่ายทอดคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต่อสายตรงโฟนอินข้ามประเทศมายังรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้ดำเนินรายการจะนำเทปมาออกอากาศซ้ำหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทางสถานีจะตรวจสอบเทปหรือรายการใดๆ ก่อนออกอากาศทุกครั้ง


"จตุพร" ลั่นสื่ออย่ามั่วให้ออกมาดูงานเองวันจริง

มติชนรายวันอ้าง วันที่ 1 พศจิกายน คนเสื้อแดงมาเพราะเงิน คนมานับแสนชุมนุมชนบทล้อมเมือง

รายการความจริงวันนี้ ออกอากาศทางช่อง NBT วันที่ 28 ตุลาคม 2551 กล่าวถึงกรณีที่มีสื่อต่างๆออกมาพูดถึงการจัดงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน นั้นก็มีมายมายหลายมุมมอง แต่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ มติชนรายวันในคอลัมน์ "เรียงคนมาเป็นข่าว" โดยพลุน้ำแข็ง หรือเป็นที่รู้จักกันดีคือ นายจรัญ พวงจีน เนื้อข่าวมีดังนี้ โพนอิน พ.ต.ท. ทักษิณ นั้นมีแน่นอน และจะมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมในงานนับแสนคน เรียกการชุมนุ่มนี้ว่าชนบทล้อมเมือง อ้างว่ามาประชาชนที่จะมาในงานวันนั้นถูกว่าจ้าง โดยคำนวณเป็นตัวเลขของการว่าจ้างครั้งนี้ไว้อย่างระเอียดประมาณกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ยังอ้างอีกว่ามีแกนนำคนหนึ่งตัดสินใจถอดตัวไม่มาร่วมงานนี้ เนื่องจากผิดใจกับนายใหญ่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรร่วมในรายการกล่าวว่า การเขียนข่าวอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกประชาชนอย่างรุ่นแรง เขียนโจมตีอย่างไร้จิตสำนึก เป็นการทำลายความเชื่อถือ งานไม่ได้จัดให้มีการปะทะหรือการเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด ประชาชนที่มาร่วมงานนั้นคงมีไม่กี่กลุ่ม คาดว่า1เป็นแฟนรายการ 2ผู้รักประชาธิปไตย 3กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล และ4กลุ่มที่เบื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเต็มที ซึ่งต่างก็มาร่วมงานด้วยใจทั้งนั้น เรื่องการต่อสายตรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่ามีแน่นอนแต่ก็ไม่ได้มีการถ่ายทอดในช่องทางใดผู้ที่มาร่วมในงานเท่านั้นที่รับรู้ มั่นใจเหลือเกินว่าสื่อทุกแขนงคงต้องรอรายงานข้อความส่งผ่านต่อไปแน่นอน

ที่กล่าวอ้างถึงตัวเลขของการว่าจ้างกลุ่มคนให้มาชุมนุมครั้งนี้ ช่างไร้สาระสิ้นดีคำนวณยอดเงินเหมือนดังว่าเคยทำงานแบบนี้ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาก่อน อยากให้คุณพลุน้ำแข็งมาร่วมงานจริงๆแล้วจะรับรู้ด้วยตัวเองว่าเป็นบรรยากาศเช่นไร ซึ่งสื่อต่างๆที่มาร่วมในงาน ความจิงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 1 คงทราบดี

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรร่วมรายการกล่าวว่า การที่มีสื่อมาโจมตีเราแบบนี้ ถ้าจะถามหาความรับผิดชอบคงไม่มี จิตสำนึกความเป็นคนอยู่ที่ไหนการโจมตีฝ่ายนั่นทีฝ่ายโน้นทีนี่หรือสื่อสารมวลชน การดูถูกอุดมการณืผู้อื่นถือว่าเลวสิ้นดีตวัดปากกาป้ายสีให้ร้ายไม่ใช้แนวทางของเรา การที่ประชาชนจะมาร่วมในงานวันที่ 1 นั้นไร้ซึ่งการปะทะ เผชิญหน้า ไม่ใช่สันติวิธีกองโจรอย่างพันธมิตรฯแน่นอน

กรณีที่นายสนธิฟ้องพิธีกรทั้ง 3 ท่านในรายการความจริงวันนี้นั้นไม่เป็นไร แต่กลับลามไปถึงสถานี NBT ผอ.สถานี อธีบดีกรมประชาสัมพันธ์ มันจะมั่วไปกันใหญ่แล้ว อย่างไรก็ตามยังดีใจที่นายสนธิรู้จักคำว่าละเมิดสิทธิผู้อื่น หลังจากที่ทำลายและละเมิดสิทธิผู้อื่นอย่างเมามันมายาวนาน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ยังกล่าวอีกว่ากรณีที่ศาลตัดสินสั่งจำคุกนายสนธิ ลิ้มทองกุล 3 ปีข้อหาละเมิด และหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2550 หลังมีการยึดอำนาจนั้น ศาลถถือว่าการกระทำของนายสนธิถือว่าเป็นการกระทบต่อสังคมอย่างมาก เพราะมีการนำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามนั้นก็เป็นข้อสรุปถึงเหตุการณ์ปัจจุบันนี้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรรู้ไหมว่ากำลังหลงทางไปตามอุดมการณ์นอกลู่ของคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ยังประสงค์อยากเห็นผู้ที่เขียนคอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว ของมติชนรายวันแสดงตัวรับผิดชอบต่อการดูถูกประชาชนนับแสนที่จะมาในงาน ความจริงสัญจรครั้งที่ 2 อย่างไร้จิตสำนึดในครั้งนี้ ไม่ใช่จุดพลุสร้างประเด็นมั่วๆแล้วก็ซุกตัวหลบใต้โต๊ะเช่นเดิม



ของของใครของใครก็ห่วง

บทความ โดย ปูนนก

ผมตั้งชื่อหัวข้อบทความเป็นเนื้อเพลงเพื่อให้ทุก ๆ ท่านที่อ่านบทความนี้ ได้รู้สึกบรรเทาการวิตกกังวลจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไปได้บ้าง ท่านทราบหรือไม่ว่ากว่าที่เพลงหนึ่งเพลง จะแต่งเนื้อเพลงสำเร็จออกมาให้นักร้องได้ร้องกันนั้น มันมีเบื้องหลัง มีที่มา มันมีความหมาย และเพลงทุก ๆ เพลงนั้นสามารถที่จะนำมาใช้ประกอบเข้ากับชีวิตใด ๆ ของเราตามแต่สถานการณ์ได้

เพลง หวงรัก เพลงนี้ท่าน ม.ร.ว ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ได้ขับร้องไว้อย่างไพเพราะมาก มีเนื้อเพลงดังนี้ครับ ของของใคร ของใคร ก็ห่วง ของใครใครก็ ต้องหวง ห่วงใย รักใคร่ ถ-นอม ใคร จะชิง ของ ใคร ใครยอม ถึงจน อด ออม ไม่ยอมขาย ให้ใคร.... รักของใคร ของใคร ก็ห่วง ของใคร ใครก็ ต้องหวง ห่วงคน รักดั่ง ดวงใจ ใคร จะยอม ยก ไป ให้ใคร รัก ใคร ก็ใคร ต่างหวงไว้ ครอบ ครอง…….เธอ เป็น ของ รัก ของหวงที่ห่วงอาลัย เป็น ดวง ใจ ฉัน จึง ห่วงใย ใฝ่ปอง กายและใจของเราต่างเป็น เจ้าของ หากไม่ครอบครอง เดี๋ยวของรักต้องหลุด ลอย ไป..... รัก จริง ถึง ห่วง ไม่ใช่หลอกลวงรักจริงถึงห่วง ดวง ใจ จะเป็น จะตาย ก็ ไม่ยอม ให้ใคร แม้ใครชิง แย่งไป ฉัน ยอม ตาย เอย...

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=musichousechampp&group=33&month=12-2005&date=25&blog=19

ในเนื้อเพลงนี้ได้บรรยายถึงความห่วงหวงบางสิ่งอย่าง หรือคนที่รักอย่างสุดจิตใจ จนกระทั่งยอมได้แม้แต่ชีวิตถ้าจะมีใครมาทำให้พรากจากไป ซึ่งแสดงถึงว่าของสิ่งนั้น หรือคนรักคนนั้นจะต้องมีความสำคัญต่อตัวของผู้ร้องเพลงนี้ มากยิ่งกว่าชีวิตของเขาอย่างแน่นอน ช่างเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหาซาบซึ้งเสียนี่กระไร

วานนี้ กกต. ได้ลงมติยกคำร้องให้กับนายวิฑูรย์ นามบุตร สส. ระบบสัดส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กรณีแจกบัตรชมภาพยนตร์เป็นการซื้อเสียง หลังจากที่ได้ใช้เวลาในการตรวจสอบคำร้อง และตั้งคณะกรรมการพิจารณาหลายต่อหลายชุด เป็นเวลากว่าปี ในในที่สุดโฆษกของ กกต. ได้ออกแถลงว่า กกต. มีมติให้ยกคำร้องนั้น และเป็นมติเอกฉันท์ แต่ไม่นานคุณ สดศรี สัตยธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเธอเป็นผู้ลงมติ ให้ใบแดงกับ ส.ส. ทุกคนในกรณีนี้ ซึ่งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม มติที่ออกมาก็คือ นายวิฑูรย์ นามบุตร ไม่ต้องถูกใบแดง และที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับการยุบพรรค ที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัฌชิมาธิปไตย กำลังประสบอยู่

ย้อนหลังไปไม่กี่วันกองกำลังของ พธม. ยกทัพไปปิดล้อมรัฐสภา และต่อมาก็ไปก่อการจลาจลจะปิดล้อม บชน. โดยผู้ก่อการเสียชีวิตไปถึง 2 คน และสาเหตุการณ์เสียชีวิตก็มีเงื่อนงำอย่างมาก เพราะเสียชีวิตด้วยระเบิด ที่ตำรวจไม่ได้ใช้ เพราะตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตา การกระทำของกองกำลัง พธม. วันนั้นไม่ต่างจากกองกำลังของผู้ก่อการร้าย แต่ในที่สุดหลังจากมีผู้เสียชีวิต ผู้เสียชีวิตกลับได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ วีรสตรี ที่ปกป้องชาติปกป้องราชบัลลังก์

ย้อนหลังกลับไปอีกเล็กน้อย ศาลปกครองมีมติยกเลิกหมายจับในคดีกบฏต่อราชอาณาจักร ของแกนนำ พธม. ทั้ง 9 คน และ ยอมอนุญาตให้ประกันตัวในคดีอื่น ๆ ที่ถูกฟ้องร้อง รวมทั้งคดีการบุกรุกสถานที่ราชการและการยุยงให้เกิดการต่อต้านการปกครอง ซึ่งหลังจากได้รับการประกันตัวเหล่าแกนนำ พธม. ก็ยังคงกลับมาทำผิดในรูปแบบเดิม ๆ

ย้อนหลังไกลอีกนิด ศาลรัฐธรรมนูญได้ลงมติเอกฉันท์ ให้ท่านนายกสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกด้วยมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม โดยพิจารณาตามพจนานุกรมคือ ท่านไปออกอากาศทำรายการอาหารในฐานะลูกจ้าง โดยศาลรัฐธรรมนูญลงมติตัดสินนี้ชนิดยอมขัดสายตากับคนทั้งโลก

ดูเหมือนว่า พธม. และคนในพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการคุ้มครองและออกรับแทนจากผู้มีอำนาจของประเทศนี้ ชนิดค้านสายตาคนทั่ว ๆ ไปอยู่เสมอ และที่สำคัญวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารก็ได้รับการยอมรับว่า การกระทำอันเป็นการกบฏต่อแผ่นดินเป็นสิ่งที่ทำได้ และถูกต้องจากผู้มีอำนาจของแผ่นดินอีกเช่นกัน ทำไมสิ่งที่ดูไม่ปกติเหล่านี้ถึงได้เกิดขึ้นกับกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศก็ดูว่าคนเหล่านี้ทำในสิ่งที่ไม่สมควร

เราคงไม่ต้องกล่าวถึงว่า ถ้าเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับผู้ที่ไม่อยู่ได้อยู่ฝ่ายเดียวกัน การทำในสิ่งที่ผิดแม้แต่เพียงเล็กน้อย กลับไม่ได้รับการปกป้องแต่อย่างใด และยังจะได้รับการตัดสินอย่างร้ายแรงที่สุดด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนไม่ต้องมีการอธิบายใด ๆ

เวลานี้ประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตย กำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงความเป็นเสรีภาพมาจากเผด็จการผู้ครองเมืองอยู่ อำนาจคือของรักของหวงที่เผด็จการอมาตย์พยายามยึดครองเอาไว้ไม่ให้ใครพรากเอาไปได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญเผด็จการ, คณะกรรมการอิสระ, ตุลาการ, และอำนาจนอกระบบอื่น คือสิ่งที่เหล่าเผด็จการอมาตย์จะไม่ยอมให้หลุดมือไปเด็ดขาด

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ ก็คือการแย่งไข่ขวัญของงูจงอางไปจากรังดี ๆ นี่เอง ตราบใดที่วัฒนธรรมการปกครอง ประเพณีทางความคิด เกี่ยวกับวิธีการปกครองของคนไทย ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป การต่อสู้ทางทางความคิดระหว่างประชาธิปไตย กับเผด็จการก็จะยังคงอยู่ตลอดไป

ขณะที่เผด็จการอมาตย์หวง, ห่วง และป้องกัน อย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับอิสรภาพจาก ประชาธิปไตย เราเองซึ่งเป็นที่ผู้รักและศรัทธาในประชาธิปไตย รักความเป็นอิสระ รักเสรีภาพ และรักในความยุติธรรมที่เท่าเทียมกัน ถ้านำเอาความรัก, ห่วง, หวง ในสิ่งที่เราศรัทธามาเทียบกัน ฝ่ายประชาธิปไตยรักสิ่งนี้จนยอมสละตนเองได้ และได้พิสูจน์มาแล้วโดย คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในขณะที่ไม่มีเผด็จการอมาตย์แม้แต่คนเดียวที่กล้ากระทำเยี่ยงนั้น

วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้เป็นเวลาที่เราทุกคนจะแสดงความรัก, ความหวง, ความห่วง, และความคิดคำนึง ที่จะรักษาประชาธิปไตยตลอดไป ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการร้องขอ แต่จะได้มาด้วยการต่อสู้ คงจะยอมอีกไม่ได้แล้วที่จะให้เผด็จการอมาตย์ ซึ่งเป็นคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ในประเทศนี้จะเข้ามากดขี่ข่มเหงความคิดของคนไทยทั้งชาติอีกแล้ว ประเทศไทยจะต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข แต่อะไรที่จะเป็นประเพณีการปกครองที่ล้าหลัง ที่เลวร้าย ที่เสื่อมทราม จำเป็นต้องทำลายทิ้งไปก็ต้องทำ

ทุกการต่อสู้ต้องมีการสูญเสีย เรารักประชาธิปไตยเสียไปเพียง 1 แต่จะเกิดอีกนับแสน อย่าให้วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยนั้น ขาดชื่อของท่านไปด้วย อีกท่านจะสามารถพูดกับลูกหลานของท่านด้วยความภาคภูมิใจว่า พ่อ (แม่) ได้เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยอันสมบูรณ์เพื่อประเทศนี้ ด้วยความยากลำบากและทุกข์ทรมาน ขอให้ลูก ๆ จงรักษามันไว้ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

และนั่นแหละคือความภูมิใจที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินสุวรรณภูมิ และได้ชื่อว่าเป็นคนไทย ที่ไม่ใช่ทาส

ปูนนก

จาก thaifreenews