WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 31, 2008

กลัวแล้วจ้า…พธม.เด็ก


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


อ่านข่าวที่ “พันธมิตรฯ เด็ก” ไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้ท่านผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตรวจสอบเว็บไซต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ และราชบัลลังก์ บรรทัดแรกๆ ก็ไม่มีอะไรน่าแปลก เป็นเรื่องปกติธรรมดาของประชาชนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตาให้กับสังคม แต่จะมาตงิดๆ ก็ตรงบรรทัดสุดท้ายที่อ่านแล้วก็ทั้งสมเพชและขบขันในใจ เพราะไม่วายทิ้งลายความเป็นพันธมิตรฯ เสียจริงๆ

เนื้อความข่าวนี้ลงท้ายว่า “...หากกองทัพบกไม่สามารถดำเนินการได้ ทางกลุ่มยังแพด (พันธมิตรฯ เด็ก) จะเข้ามาดำเนินการปิดเว็บไซต์เอง...” อ่านจบแล้วต้องร้องโอ้โห...ดังๆ 3 ครั้งติดต่อกัน “ใคร” มันจะ “ใหญ่” คับฟ้าได้ขนาดนั้น ขนาดที่ว่าข่มขู่ผู้บัญชาการกองทัพบกว่าถ้าไม่ทำแล้ว (กู) จะทำเอง...

“ใหญ่” ขนาดนั้นก็เห็นจะมีแต่ “โจรทำเนียบ” เท่านั้นล่ะขอรับเวลานี้...

กฎหมายยังไม่สะท้าน รัฐบาลยังต้องเกรงใจ ตำรวจยังทำอะไรไม่ได้ นี่ก็จะบอกกลายๆ ว่า แม้แต่ “กองทัพ” ก็ยังต้องเชื่อฟัง แล้วประชาชนตาดำๆ อย่างเราจะไม่หลีกทางให้ท่านๆ ได้อย่างไรกันเล่านี่ ต้องยกนิ้วให้ความกล้าหาญชาญชัยของ พธม.เด็ก แต่ที่สำคัญต้องขอซูฮกคารวะสามจอกให้ “แกนนำพันทะมิด” ที่นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องล้างสมอง ตอนนี้ก็สามารถใส่โปรแกรม “กูคือกฎหมาย” เข้าไปในตัวตนแกนนำรุ่นเยาวชนได้แล้ว...เหนือชั้นจริงๆ

ใครที่กำลังกลัวว่าบ้านเมืองภายภาคหน้าจะเข้าสู่ภาวะจลาจล ปั่นป่วน ไร้กฎหมาย โจรผู้ร้ายเต็มเมือง ก็เห็นทีจะไม่เป็นการประสาทแดกเกินไปเสียแล้ว เพราะบุคลิกลักษณะตลอดจนทัศนคติที่สะท้อนผ่านออกมาทางคำพูดของคนแก๊งนี้ (โจรทำเนียบ) มันเป็นไปในทางเดียวกันนี้จริงๆ และแม้กำลังท้าทายกฎหมาย แต่โจรแก๊งนี้ก็มักจะอ้างว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรม เป็นความดีที่ทุกคนต้องศิโรราบให้

ทำให้นึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นที่โด่งดังมาถึงประเทศไทยเรื่อง “เดธโน้ต” หรือสมุดสั่งตาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุดเล่มหนึ่งของซาตานที่ทำตกมาอยู่ในมือมนุษย์ สมุดเล่มนี้มีความพิเศษคือ ถ้าเขียนชื่อใครลงไปในนั้น คนนั้นก็จะตายตามที่ถูกระบุเอาไว้ มนุษย์คนที่เก็บสมุดเล่มนี้ได้ใช้ชื่อว่า “คิระ” เป็นนักเรียนกฎหมาย เชื่อมั่นในความยุติธรรมและเชื่อว่าตัวเองมีวิจารณญาณตัดสินดีชั่วผิดถูกของคนอื่นได้อย่างไม่มีบกพร่อง ผลก็คือใครต่อใครที่ “เลว” ในสายตาเขา ก็จะถูก “สั่งตาย” ผ่านสมุดเล่มนั้นทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริสุทธิ์ที่บังเอิญมาขวางทางโดยไม่ตั้งใจ

เห็นมารในนามพันทะมิดที่คิดว่าตัวเองกำลังบูชายัญให้ความดีแล้วก็เศร้าใจ ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ได้อำนาจจาก “ซาตาน” ตนนั้นเลย


สานเจตนา ลุงนวมทอง


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

บิ๊กโบ๊ต


31 ตุลาคม 2551 ครบรอบการจากไปเป็นเวลา 2 ปี ของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และเป็นเวลากว่า 2 ปี นับเนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อ 19 กันยายน 2549
ที่จนป่านนี้บ้านเมืองก็ยังไม่ฟื้นตัว

ยังฝากร่องรอยอัปยศ ฝากกับดักการเมืองเอาไว้มากมาย รวมทั้งบรรดา “ทายาท” เผด็จการทั้งหลายท่ามกลางกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ยังคงทวงถามหาประชาธิปไตย และยังต้องรวมตัวกันไว้ให้มั่น พร้อมต้านรัฐประหารที่ยังมีข่าวลือกระเส็นกระสายไม่เว้นแต่ละวัน

และเชื่อว่าจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ หากทหารคิดอ่านจะปฏิวัติกันอีกครั้ง เพราะคงเป็นเรื่องที่บรรดานักประชาธิปไตย หรือผู้คนที่เคารพในกติกาประชาธิปไตยทั้งหลาย คงจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติได้อีก

แบบเดียวกับวีรกรรมของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อบอกเล่าให้โลกรู้ว่าไม่ก้มหัวให้เผด็จการทหาร ที่ใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง รวมทั้งการเสียชีวิตของลุงนวมทองก็มีคุณค่าต่อวิถีประชาธิปไตย และมากพอที่จะเรียกว่า “วีรบุรุษ”เพราะเป็นการประกาศแลกเลือดเนื้อกับความถูกต้องในบ้านเมือง เป็นความจงใจที่จะ “ชน” กับเผด็จการนับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 หลังการรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน

ที่ลุงนวมทองตัดสินใจขับรถแท็กซี่ที่เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีวิต พุ่งเข้าใส่รถถัง แม้ว่าชีวิตของประชาชนพลเมืองธรรมดาตัวเล็กๆ และเสียงแผ่วๆ อย่างลุงนวมทอง จะไม่สามารถทำให้บรรดาทหารได้สำเหนียก
แถมยังมีนายทหาร “ปากเสีย” บางคน ออกมาหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี ไม่เชื่อว่าจะมีคนที่ยอมตายได้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์น่าสลดใจของบรรดาผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกัน “มัน” ไอ้คนที่พูดพล่อย จนลุงนวมทองต้องใช้ชีวิตพิสูจน์ให้เห็น ไม่เคยปรากฏว่าได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่เคยเห็นมีการยืดอกรับหรือแสดงความเสียใจแบบชายชาติทหาร ไม่รู้ว่าโรงเรียนนายร้อย จปร. ที่สอนให้เคร่งครัดเรื่องเกียรติ วินัย และศักดิ์ศรี มันทำให้มองคุณค่าความเป็นคนแตกต่างกันไปหรืออย่างไร

เหล่านั้นเป็นข้อสงสัยที่ถูกถามมานาน แต่อาจไม่มีใครหวังคำตอบ ในเมื่อสิ่งที่สืบเนื่องต่อมาเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องของผู้กระหายอำนาจ

รวมทั้งเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่สนผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและชาติบ้านเมือง
แม้ว่าการจากไปของลุงนวมทองจะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของทั้งครอบครัว และของระบอบประชาธิปไตย
แต่อย่างน้อยก็เป็นบทพิสูจน์ชัดว่า การปฏิวัติรัฐประหาร โดยเฉพาะเมื่อคราว 19 กันยายน มีคนไม่เห็นด้วยอีกมาก
ไม่ใช่อย่างที่พยายามอวดอ้างว่าเป็นการยึดอำนาจโดยสงบ แล้วก็เอาโคโยตี้มาถ่ายรูปกับรถถัง อวดอ้างไปทั่วโลกราวกับเป็นเรื่องน่าภูมิใจ

ในวันที่ผ่านมากลุ่ม นปช. ได้ไปยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญ 2 เรื่องหลักๆ
ประการแรกให้เชิดชูเกียรติลุงนวมทองเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย

ซึ่งเชื่อว่าสามารถทำได้โดยไม่ขัดเขิน เพราะทุกคนประจักษ์ในข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยหัวใจ

ไม่ใช่การออกไปร่วมแก๊งป่วนเมือง หรือทำงานให้พวกกบฏทำลายชาติไม่ใช่เดินสะดุด “ตีน” ตัวเอง แล้วระเบิดที่พกมาด้วยก็เกิดตูมตามขึ้นมา

ส่วนประการที่สอง ที่ขอให้ประกาศเอาวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันต้านรัฐประหารแห่งชาติ” เป็นเรื่องที่ดีมากในหลักการ

แต่อยากจะขัดคอในรายละเอียดสักนิดว่า ในความเป็นจริงแล้ว การต้านปฏิวัติรัฐประหารคงไม่สามารถจะเลือกเอาวันหนึ่งวันใดได้ และคงต้องช่วยกันเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

กลับกัน...เปลี่ยนเอาวันนี้มาประณามพวกยึดอำนาจ ทำลายชาติบ้านเมือง จะดีกว่ามั้ย...
ถึงวันนี้...ขอให้วิญญาณลุงนวมทองไปสู่สุคติ หมดความวิตกกังวลได้ครับ เพราะวันนี้คนไทยตื่นตัวกันแล้ว
หากมีปฏิวัติรัฐประหาร หรือเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล พวกเราจะพร้อมเพรียงกันที่ท้องสนามหลวงทันที...!!


31 ตุลาวันต้านรัฐประหารแห่งชาติ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไม่มีครั้งไหนที่ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราจะถูกคุกคาม เท่าครั้งนี้อีกแล้ว ผู้คนที่ฝักใฝ่เผด็จการอาจไม่มีความรับรู้ด้วยระบบประสาทใด เพราะชีวิตและจิตวิญญาณพวกเขาถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำครำเจือยาพิษของเผด็จการเสียแล้ว ประสาทความรับรู้เรื่องราวใดๆ ในฝั่งฝาประชาธิปไตยจึงชาชินไปหมด พวกเขายินดีที่จะรับใช้เผด็จการ และยินดีที่จะให้ลูกหลานเติบโตขึ้นมาภายใต้อำนาจไม่เต็มใบ

แต่สำหรับคนที่รักอิสรเสรีภาพ ย่อมต้องการปลดเปลื้องพันธนาการทุกชิ้นอันที่จะมาครอบคลุมมัดกุมสิทธิและหน้าที่ทุกขณะจิต ประชาธิปไตยจึงมีอยู่ในจิตใจของคนที่รักอิสรเสรีภาพเท่านั้น

ไม่มีอำนาจจากมือใครมาบดบัง ปิดกั้นคนที่รักประชาธิปไตยได้ ต่อให้เป็นกระบอกปืนอันมีอำนาจทะลุทะลวงสูงขนาดไหน หรือรถถังคันมหึมา หัวใจคนที่รักประชาธิปไตยพิสูจน์แล้วว่าใหญ่ทรงอานุภาพกว่ามากนัก จำนามนี้ได้ไหม นวมทอง ไพรวัลย์

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 วีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงท่านนี้ ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในหัวใจคนรักประชาธิปไตย ด้วยการขับรถแท็กซี่คู่ชีพที่หาเลี้ยงครอบครัวทุกเช้าค่ำ พุ่งเข้าชนรถถังของคณะรัฐประหาร คมช.

จริงอยู่เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว รถแท็กซี่ลุงนวมทองไม่มีอะไรสู้รถถังอาวุธสงครามที่บอกประชาชนว่าซื้อมาเพื่อปกป้องดินแดนอธิปไตยของไทยได้ (แต่รู้สึกว่าจะจอดผิดที่อยู่เรื่อย) ซ้ำลุงนวมทองยังซื่อสัตย์เกินกว่าที่จะซุกระเบิดคาร์บอมบ์เพื่อเสริมความห่างปอนด์ต่อปอนด์ให้แท็กซี่คู่ชีพ เพราะลุงไม่ต้องการทำร้ายใคร พุ่งเข้าชนเพียงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เผด็จการรัฐประหารรับรู้ว่า ประชาชนตาดำๆอย่างลุงเกลียดการลุแก่อำนาจ ชิงชังการรัฐประหาร
ลุงนวมทองช้ำใจที่ถูกฝ่ายเผด็จการถากถางว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มาก ขนาดยอมพลีชีพได้”

แน่นอนเผด็จการไม่มีวันรับรู้รสชาติแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย เฉกเช่น ทัพพีไม่มีวันรู้รสชาติแห่งต้มแกงที่คนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2549 ลุงนวมทองตัดสินใจแขวนคอตาย ที่สะพานลอยริมถนนวิภาวดี เพื่อประกาศให้เผด็จการรับทราบว่า มีคนที่รักประชาธิปไตย ขนาดยอมพลีชีพได้

คนขับแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ คนหนึ่งอุทิศลมหายใจให้ประชาธิปไตย ลุงนวม ไม่ใช่คนที่ใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเพื่อเข้าสู่อำนาจ ไม่ใช่คนมีปริญญาบัตร ไม่ใช่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่คนใฝ่เผด็จการคิดว่าควรมีสิทธิ์ในการหย่อนบัตรเลือกตั้งมากกว่าคนรากหญ้า แต่มีใครกล้าสละชีวิตเพื่อรักษาประชาธิปไตยเยี่ยงเขาหรือไม่

วันนี้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยต่างกระซิบถามกันด้วยความหวาดระแวงปนความเบื่อหน่าย ว่าจะมีการปฏิวัติหรือไม่ เพราะฝ่ายพันธมิตรเรียกร้องโจ่งแจ้งให้ทหารออกมาปฏิวัติอย่างน่าด้านที่สุด

พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะร่วมใจกัน ตั้งวันต้านรัฐประหารแห่งชาติ เพื่อขจัดความหวาดระแวง และเตือนให้เผด็จการรู้ว่า ไม่มีวันที่คุณจะมายึดอำนาจของประชาชนไปง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว พอกันที ไม่ต้องมาอ้อนแกมขู่ โปรด...ฟังอีกครั้ง กูไม่ฟังมึงอีกแล้ว

เพื่อระลึกถึงวีรกรรมหาญกล้าของ นวมทอง ไพรวัลย์ เราผู้รักประชาธิปไตย จะ ยึดถือเอาวันที่ 31 ตุลา นี่แหละ เป็น “วันต้านรัฐประหารแห่งชาติ” แสดงเจตจำนงว่า นับจากนี้ไป สองมือ เราจะสู้กับรถถังอันมาจากภาษีของเรา แต่ดันจะมายึดอำนาจประชาชน


'นพดล'เปิดตัว'ผมไม่ได้ขายชาติ'พ้อตกเป็นเหยื่อทางการเมือง!


'อ๋อย'ควง'พงศ์เทพ'แสดงความยินดีกับ'นพดล'เปิดตัวพ็อกเก็ตบุ๊ค'ผมไม่ได้ขายชาติ' ลั่นถูกพันธมารกลั่นแกล้งจนตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

วันนี้ (31 ต.ค.) นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดพ็อกเก็ตบุ๊ค'ผมไม่ได้ขายชาติ' โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัวพ.ต.ทักษิณ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเข้าร่วมแสดงความยินดี

โดยนายนพดล กล่าวว่า แนวทางที่ตนเสนอแนะการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นหากทำตามที่ตนแนะนำ อย่างไรก็ตามนายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 190 ว่า ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างคำแถลงการร่วมและการทำสนธิสัญญา ยืนยันการที่ตนเซ็นเอกสารไปนั้นเป็นการแถลงการร่วม ไม่ใช่สนธิสัญญา

นอกจากนายนพดล ยังกล่าวอีกด้วย ตนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาโจมตีจึงทำให้เกิดปัญหา อีกทั้งตนก็ไม่สามารถชี้แจงได้ จึงได้รวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดไว้ในหนังสือเล่มนี้เพื่อให้เป็นข้อเท็จจริงสำหรับประชาชน ทั้งนี้ยอดพิมพ์เบื้องต้นมี 5 พันเล่มและในวันพรุ่ง (1 พ.ย.) จะนำไปขายในการจัดรายการ'ความ
จริงวันนี้'และในวันนั้นตนจะไปแจกลายเซ็นด้วย


‘เสธอู้’ยันทหารคุมปะทะอยู่มือ เชื่อไม่ปฏิวัติ


ส.ว.สรรหา ยันทหารคุมเหตุปะทะได้ เชื่อไม่มีการปฏิวัติ ระบุยุบสภาคือทางออกของประเทศ แขวะปรับครม.ตามโควต้าพรรคร่วมไม่เกิดผล

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา กล่าวเป็นห่วงถึงกรณีการชุมนุมใหญ่ของรายการความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 1 พ.ย.ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่า สถานการณ์อาจจะมีการเผชิญหน้าทำให้เกิดปัญหา แกนนำต้องมีการควบคุมมวลชนของตนเองให้ดี ส่วนทหาร-ตำรวจ ก็ได้มีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากมีเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นทหารก็พร้อมออกมาทำหน้าที่ทันที

ส่วนที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าจะมีกลิ่นไม่ดีภายใน 1- 2 วันนี้ ตนมองว่าท่านคงพูดด้วยความเป็นห่วง และผู้ในฐานะผู้ใหญ่ โดยอาจจะเป็นการคาดการณ์ว่าอาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ตนไม่เชื่อว่าทหารจะออกมาปฏิวัติเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แม้ทหารจะมีความพร้อมในการปฎิบัติการป้องกันเพื่อไม่ให้ประชาชนปะทะกันก็ตาม ซี่งในฐานะที่ตนเป็นส.ว. พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการหาทางออกให้กับวิกฤตการเมือง

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้มีการยุบสภา โดยมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางออก แต่ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าจะดำเนินการหรือไม่ ส่วนข้อเสนอในการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการแก้ไขปัญหานั้น ตนมองว่าหากมีการปรับครม.ในสัดส่วนของ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดิม ก็คงไม่มีประโยชน์ แต่หากจะเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมด้วย ก็ต้องถามความสมัครใจก่อน อย่างไรก็ตามคณะครม.ชุดนี้ยังไม่สร้างปัญหาให้อะไรให้กับประเทศชาติ และคาดว่าสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงไม่เกิดขึ้นในอีก 1- 2 เดือนข้างหน้า แต่อาจะมีผลหลังจากการตัดสินคดียุบพรรค

ส่วนการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตนเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่ออกมาโฟนอินจริงๆ ก็เท่ากับว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนให้มาร่วมชุมนุม แต่ทั้งนี้ขอเรียกร้องว่าสื่อรัฐไม่ควรจะทำการเผยแพร่


‘พงเทพ’ชี้‘ทักษิณ’มีสิทธิ์โฟนอิน

อดีตรองหัวหน้าทรท.ระบุ ทักษิณ มีสิทธิเสรีในการแสดงออกในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เผยไม่เคยต่อสายคุยส่วนตัว เชื่อรัฐบาลไม่ป้องคนผิดเหตุระเบิดป่วนพัธมิตร ด้าน‘โคทม-ปลื้ม'ปัดไม่คุยการเมือง

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุคนร้าย ปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า เรื่องนิ้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบให้ละเอียด รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องลงโทษผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดน่าจะตรวจสอบความจริงได้ไม่ยาก อีกทั้งหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานก็จะสามารถบอกได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหตุการณ์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปกป้องคนผิด

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า หากมีการกล่าวหา รัฐบาลควรจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยให้พันธมิตรพูดจากล่าวว่า เพราะประชาชนที่ฟังเรื่องราวอาจหลงเชื่อในคำกล่าวหา หากไม่มีการชี้แจง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ปกติการสร้างสถานการณ์จะไม่มีการบาดเจ็บของกลุ่มตัวเอง เว้นแต่กรณีที่ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์แต่เกิดเหตุขึ้นนั้นอาจจะเป็นบุคคลมือที่สามที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก แต่ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบหาพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ นายพงษ์เทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะต่อโทรศัพท์สายตรงผ่านรายการความจริงวันนี้ สัญจร ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)แต่หลายฝ่ายออกมาวิพากวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องไม่ควร ว่า เรื่องนี้นั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ท่านก็ยังเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิ์เสรีภารในการออกมาแสดงออกเหมือนคนทั่วไป ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรหากคนไทยคนหนึ่งจะแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ ส่วนจะมีการต่อสายจริงหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้จัดงาน“เรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้ต่อสายพูดคุยเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว”

'โคทม-ปลื้ม'บอกปัดไม่คุยการเมือง

นายโคมทม อารียา ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรมีการตอบโต้คำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และนายดิษธร วัชโรทัย อย่างรุนแรงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่ควรจะมีการแอบอ้าง แต่ถามว่ากลุ่มไหนจะมีการแอบอ้างนั้นต้องลองไปถามกลุ่มพันธมิตรดูว่าแอบอ้างจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรมีการพาดพิงถึงตนนั้น ตนไม่รู้ว่าหมายถึงตนหรือไม่ก็ให้ไปถามกลุ่มพันธมิตรดูเอง

ด้านม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรชื่อดังในช่วงนี้บอกว่าตอนของดให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองในทุกๆกรณี



'คนเสื้อแดง'ยกพลเข้ากรุง!ต่อสายคุย'ทักษิณ'เวทีความจริงวันนี้

มาแล้วตามคำสัญญา‘คนเสื้อแดง’ทยอยเข้ากรุงเทพบ้างแล้ว ขณะที่‘คนรักอุดร’ส่งสัญญาณคืนนี้เดินทางนับพันคน ด้าน‘ตู่’เผยต่อสายคุย‘ทักษิณ’โฟนอินช่วง‘วีระ’ขึ้นเวที

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และ พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี ได้กล่าวออกอากาศทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 97.50 ในเช้าวันนี้(31 ต.ค.) ว่า ขณะนี้ความพร้อมของกลุ่มคนรักอุดรที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่สนามราชมังคลาฯในวันพรุ่งนี้เกือบเต็ม 100 เปอร์เซนต์แล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ชุมนุมจากกลุ่มคนรักอดรประมาณ 5,000 คน

ทั้งนี้จะออกเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในเวลา 18.00-22.00 น.วันนี้ โดยเตรียมรถทัวร์ไว้ประมาณ 100 คัน เพื่อจะไปรวมตัวกันที่กรุงเทพฯ และยืนยันว่าการเดินทางในครั้งนี้ จะไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 05.00น.วันนี้(31 ต.ค.)ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางโดยรถตู้ออกจาก จ.อุดรธานี กว่า 10 คัน เดินทางเข้ากกรุงเทพฯ ขณะที่ส่วนหนึ่งได้นั่งรถโดยสารประจำทางและรถไฟ เดินทางเข้มาล่วงหน้าตั้งแต่เมือคืนที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.เชียงใหม่ว่า ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)คนกลุ่มเสื้อแดง จ.เชียงใหม่ จากกลุ่มต่างๆ นับพันคน พกตีนตบ ทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพ เตรียมสมทบชุมนุมใหญ่ในเวทีความจริงวันนี้

ขณะที่วานนี้(30 ต.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วพรรคพลังประชาชน ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้สัญจร กล่าวว่า เมื่อคืนตนได้โทรศัพท์คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าท่านยังยืนยันว่าจะโฟนอินเข้ามาในรายการเหมือนเดิม และยังบอกด้วยว่า คนที่ออกมาวิจารณ์รู้ได้อย่างไรว่าจะมีการพูดเรื่องอะไร การแสดงความกลัวถือเป็นการตีตนไปก่อนไข้ ควรฟังให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงวิจารณ์

“พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเข้ามาในช่วงที่นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเนื้อหาจะมีหลายเรื่องและจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”นายจตุพร กล่าว



Thursday, October 30, 2008

ทำไมไทยจึงไปไม่ถึงโลกดาวอังคารสักที????.....


โดย : ป้าพลอย

วันพฤหัสบดีที่ 30 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ในยุคที่เจริญแล้วนี้ไม่คิดเลยว่าจะยังมีคนหัวโบราณยังอยู่ในโลกใบนี้ ใครทราบช่วยแถลงไขให้คนที่ไม่ทราบให้ได้ทราบด้วย ตัวป้าเองก็อายุครึ่งค่อนคนไปแล้วไม่เห็นมีความคิดโบร่ำโบราณอยู่ในสมองเลย คิดแต่โลกใหม่ๆว่าทำอย่างไรจึงจะไปให้ถึงยังโลกดวงดาวแข่งกับอเมริกาที่ได้ไปเยียบพระจันทร์มาแล้ว

แต่โลกใหม่ที่อเมริกายังไปไม่ถึงเพราะหมดงบคือดาวอังคาร ตอนนี้สหภาพยุโรปรวมตัวกันกับรัสเซียจะปล่อยยานอวกาศขึ้นไปสำรวจยังดาวอังคารในไม่ช้านี้ ทำไมคนฝรั่งมันช่างคิดไปไกลจริงหนอน่าอิจฉาพวกเขา หันกลับไปมองไทยแลนด์บ้านเกิดมันเศร้า เศร้าที่สุด คนต่างประเทศพวกที่เรียนสูงๆ เขาต่างช่วยประเทศร่วมกันพัฒนาหาข้อมูลวิจัยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ต่างคิดค้นสิ่งใหม่ๆในระบบเทคโนโลยีใหม่ ต่างร่วมมือกันค้นคว้า แม้แต่ระดับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย เขาจะทำงานกันอย่างเอาจริงเอาจังไม่มีใครมาเล่นการเมือง หรือออกมาสนับสนุนการเมืองพรรคไหน ต่างทำหน้าที่ของตน หน้าที่การเมืองปล่อยให้เป็นงานของนักการเมืองถล่มกันเอง โดยที่ไม่มีนักวิชาการคนไหนเข้ามาแทรกแซง เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนที่รับผิดชอบไม่เข้าก้าวก่ายกัน

จะเห็นได้ว่าทุกองค์กรเขามีระเบียบวินัยผิดกับประเทศไทยเล่นแทรกแซงมั่วไปหมดบางอย่างไม่ใช่หน้าที่ของตนก็ยัง ส.เข้าไปจุ่นจ้านขาดวินัย ทั้งที่ร่ำเรียนมาสูงๆจบมีปริญญามาจากต่างประเทศอย่างโก้หรูทั้งนั้น แต่เปล่านอนกอดมันเอาไว้เฉยเลย ส่วนใหญ่ที่เห็นทำได้แค่ภาคทฤษฏี แต่ภาคปฏิบัติละที่ร่ำเรียนมาทำไมจึงไม่นำเอามาใช้แบบต่างประเทศบ้าง? ลองประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งให้โลกตลึงบ้างซิ? ประเทศเกาหลีใต้เขายังผลิตรถยนต์เอามาขายแข่งกับยุโรปเลย ฝรั่งยังซื้อขับกันมากมาย ประเทศไทยทำไมจึงต้องซื้อของต่างประเทศมาใช้? ญี่ปุ่นครองตลาดไทยมาหลายสมัย แล้วสินค้าในไทยมีแต่ของญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง ประเทศไทยเสียดุลการค้ากับญี่ปุ่นปีหนึ่งเท่าไหร่? แล้วคนไทยเคยสังเกตบ้างมั๊ยว่า

สินค้าญี่ปุ่นที่ส่งไปขายในประเทศไทยและส่งไปขายยังต่างประเทศในเครือยุโรปมันแตกต่างกันเพียงใด? เอาง่ายๆบะหมี่ญี่ปุ่นที่ส่งมาขายในยุโรปเส้นหมี่ต้มแล้วจะนิ่มอร่อยรวมทั้งเครื่องปรุงก็ผิดกัน บะหมี่ญี่ปุ่นที่ส่งมาไทย หรือผลิตที่ไทยเส้นจะแข็งไม่นิ่มไม่เหมือนที่ส่งเข้าตลาดในต่างประเทศ เพราะได้ทดลองกับตัวเอง เพราะอะไรหรือเพราะว่าหากผลิตคุณภาพต่ำทางการต่างประเทศที่ตรวจสอบเกี่ยวกับอาหารเขาจะทดสอบของทุกชนิดก่อนออกมาจำหน่าย หากตรวจแล้วพบว่าคุณภาพต่ำเขาจะสั่งห้ามเข้าประเทศ เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้ตรวจพบในบะหมี่ที่ชื่อว่ามาม่าของไทยในเครื่องปรุงพบสารชูรสมากเกินอัตรา ซึ่งอันตรายสำหรับผู้บริโภคที่กินเข้าไปมากๆ และก็สั่งห้ามใบมะกรูดไทยเข้ามา เพราะในใบมะกรูดตรวจแล้วพบเชื้อราตามใต้ใบที่มีจุดด่างสีดำๆเกาะอยู่ ร้านค้าของเอเชียทุกร้านต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ฝ่าฝืนโดนปรับแพงมากและปิดร้านไปเลย เหมือนเช่นร้านอาหารหากในครัวสกปรกเตือนครั้งหนึ่งแล้วยังไม่ยอมปฏิบัติสั่งปิดทันทีเมื่อมาตรวจพบคราวต่อไปร้านยังอยู่ในสภาพสกปรกเหมือนเดิม

นี่คือตัวอย่างกฎในต่างประเทศที่เป็นข้อบังคับของเขา ในประเทศไทยไม่ทราบว่าทำแบบต่างประเทศหรือเปล่า? นี่คือเรื่องจริง ฉะนั้นคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศจึงบริโภคอาหารทุกชนิดได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดี สมองก็โปร่งเพราะผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดปราศจากสารพิษใดๆในอาหารในผักและในเนื้อสัตว์ต่างๆ นี่คือกฎหมายต่างประเทศ จะเห็นเขาพัฒนาทุกอย่างแม้แต่เรื่องสุขภาพของประชาชน ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ต่างห่วงใยการกินอยู่ของประชาชนเข้มงวดตรวจตราของทุกอย่าง คิดแล้วเศร้าบ้านเราเทียบเขาไม่ได้จริงๆ


จาก thaifreenews

ชาวเว็บลุยไอซีทีต้านปิด‘ประชาไท’


จากกรณีกลุ่มเครือข่ายเยาวชนกู้ชาติ (young PAD) หรือพวกพันธมิตรเด็กน้อย ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ตรวสจสอบและจัดการเวบไซต์ที่หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีการเหมาะรวมเอาเวบไซต์ที่ไม่ได้มีเนื้อหาหมิ่นเหม่ดังกล่าว แต่อาจะไม่เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่มพันธมิตรฯ อย่าง www.prachatai.com ซึ่งเป็นเวบทางวิชาการเข้าไปด้วยนั้น

คุกคามสื่อลามถึงเวบไซต์

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า สำหรับในเรื่องดังกล่าวนั้น ในความเป็นจริงทำได้ยาก เพราะต้องใช้มาตรการทางศาล และมีผลกระทบเยอะซึ่งเรื่องนี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาจัดการ

ซึ่งความพยายามของพันธมิตรฯตนมองว่าเป็นการคุกคามอย่างชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าเวปไซต์ “ประชาไท” เป็นเวทีวิชาการของทั้ง 2 ฝั่ง เปิดเป็นสนามความคิดเห็นให้นักวิชาการที่ไม่กล้าใช้แนวคิดวิพากษ์วิจารณ์กับสังคมโดยตรงจะใช้เป็นกระบอกเสียงขยายความคิดเห็นใหม่ ซึ่งความเห็นเหล่านั้นไม่ได้เป็นผลดีกับพันธมิตรฯ

พธม.รู้ตัวยังแพ้ในสื่อเวบไซต์

หากสังเกตุได้ตามเวปบอร์ดต่าง ๆ จะแยกออกโดยชัดเจนว่าประชาชนส่วนใหญ่จะมีความเห็นเข้าทางกลุ่มที่ต่อต้านพันธมิตรฯเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งพันธมิตรฯรู้ถึงจุดด้อยในแนวรบสื่ออินเตอร์เน็ท จึงพยายามเข้ามาคุกคาม ให้เวปไซต์ที่นำเสนอแนวคิดที่แตกต่าง ต้องปิดตัวไปหรือทำให้เชื่อถึงบารมีของพันธมิตรฯ ว่าสามารถสั่งการอะไรก็ได้ และทำให้เวปไซต์เปลี่ยนจุดยื่นเข้าหาพันธมิตรฯ หรือแม้แต่หวังผลให้ลดช่อทางแนวรบของคนเสื้อแดงให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง

ปิดเวบไซต์แค่เรื่องฮา ฮา

นายสมบัติ กล่าวต่ออีกว่าส่วนตัวตนรู้สึกเฉย ๆ ฮา ๆ มากกว่า หากสื่อไปเต้นตามกระแสจริงหรือบ้าจี้ตามก็จะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้น ดังนั้นคิดว่าไม่ควรจะไปใส่ใจอะไรมากมาย และในความเป็นจริงหากมีความพยายามปิดเวปไซต์ปัญหาจะเกิดขึ้นกับพันธมิตรฯอีกมาก กระแสตีโต้กลับจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง สังคมจะเกิดความไม่พอใจ

ซึ่งในช่วงนี้ได้มีการหารือในบรรดาเวปมาสเตอร์ด้วยกันเอง โดยมีความพยายาจะผลักดันให้กระทรวง ICT เข้ามาดูแลถึงเรื่องดังกล่าวด้วย

เชื่อจงใจปลุกระดมทหารปฏิวัติ

อ.จรัล ดิษฐาภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวตนมองว่าเป็นความพยายามผสมโรงของกลุ่มพันธมิตรฯที่พยายามยุยงให้ทหารออกมาลุยจัดการแทน ซึ่งเรื่องตรงนี้ถือเป็นที่อันตรายมาก ตนมองว่าเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขและช่องทางสุดท้ายที่เหลือไว้ให้เกิดการรัฐประหารขึ้น

แต่ในความเป็นจริงการปิดเวปไซต์นั้นเรื่องทำได้ยาก ซึ่งต้องใช้ขั้นตอนทางกฎหมายและกระบวนการที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญควบคุมดูแล

อย่าไปกลัวม็อบแบบมติชน

ด้าน น.พ.เหวง โตจิราการ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวในทำนองเดียวกันว่า กองทัพมีมาตรการดูแลเข้มงวดอยู่แล้ว ดังนั้น พันธมิตรฯจึงไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว และในความเป็นจริงพันธมิตรฯใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานตัดสินใจ โดยขั้นตอนการดูแลกระทรวง ICT ก็มีการตรวจสอบอยู่แล้ว

“การกระทำพันธมิตรฯในขณะนี้ถือเป็นการเหยียบย่ำกฎหมายทุกฉบับ ใช่กฎหมู่เข้ามาตัดสินแทน ตนจึงอยากฝากบอกว่าสื่อไม่ควรที่จะไปกลัวหรือไปย่อมสยบต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่โดนบีบเข้าหน่อยเลยต้องเปลี่ยนท่าที่ไปประจอ ประแจ๋ แบบเดียวกับ มติชน” น.พ.เหวง กล่าว

แค่แผนดึงมวลชนเข้าร่วม

รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า มันน่าเบื่อมาก และไม่เห็นจะต้องไปสนใจกับการเคลื่อนไหวของเขา เพราะว่าเขาหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องมีการออกมาเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็เหมือนกับยุทธศาสตร์ดาวกระจายของเขานั้นแหละ

“การที่เขานำเรื่องที่เป็นจุดเซ็นซิทีฟของคนไทยมาเป็นจุดขาย มองว่าไม่ควรนำประเด็นนี้มาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว แต่เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะสามารถดึงมวลชนเข้ามาร่วมกลุ่มได้มาก แต่ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ไม่ควรนำมาหยิบยกหรือเอามาให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กัน”

ที่แท้ก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น

รศ.อรุณีประภากล่าวต่อไปคนกลุ่มเขารู้ว่าประเด็นนี้ไม่มีใครที่จะหยิบจับ แม้แต่สื่อเองก็หลีกเลี่ยงในประเด็นดังกล่าว แต่คนกลุ่มนี้กล้าที่จะนำเสนอ เพราะรู้ว่าจะเป็นผลประโยชน์กับตัวเอง การออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทำอิงผลประโยชน์ของส่วนร่วม แต่เป็นการกระทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

อีกทั้งประเด็นในเรื่องดังกล่าวก็มีคนมีเจ้าหน้าที่ที่คอยตรวจสอบดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสนอให้เรียกร้องให้เขามาตรวจสอบ

แนะบอยคอตพันธมิตรไปเลย

“การเอาเรื่องที่ไม่ควรนำมาพูดแต่เอามาพูดให้เกิดลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง แล้วการที่ทางกลุ่มเขามีการแอบอ้างทั้งโพกผ้า ทั้งอ้างอิง แบบนั้นทำไมไม่มีใครไปเรียกร้องดูบ้าง”

นอกจากนี้ รศ.อรุณีประภา ได้กล่าวในตอนท้าย ว่าอยากเรียกร้องให้สื่อมวลชนเลือกสนใจในการนำเสนอข่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ และสื่อเองควรจะสร้างกระแสในการบอยคอตไปเลย เพื่อเป็นการช่วยปกป้องสถาบัน ไม่มีคนมาพูดถึงได้ สื่อจะไม่ถูกคุกคามถ้าเราไม่ไปเล่นประเด็นตามที่เขาพยายามสร้างกระแส

รู้น้อยแต่อยากมีบทบาทมาก

ทางด้านนายวรดุลย์ ตุลารักษ์ คอลัมน์นิตส์ ประจำเว็ปไซต์ประชาไท กล่าวว่า ผมมองว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความน่าสนใจน้อยที่สุด ทั้งโลกทัศน์ วัยวุฒิ ประสบการณ์ต่างๆ และมีความรู้ความเข้าใจต่อการเมืองน้อยมาก

การกระทำที่เกิดขึ้น ดูเหมือนเป็นไอเดียที่มีลักษณะเป็นแฟชั่นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีความเข้าใจผิดๆต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นเหมือนหน่ออ่อนของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

“ผมอยากเรียนว่าสื่อทางเลือก ที่อาจจะมีความเห็นต่างจากประเด็นหลักๆสังคมในลักษณะนี้มีอยู่โดยทั่วไป ต่างประเทศก็มีมาก การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ เป็นผลสะท้อนของการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ล้มเหลว”

อีก10ปีข้างหน้าต้องอายตัวเอง

นายวรดุลกล่าวต่อไปว่าการที่คนกลุ่มนี้พยายามไปเรียกร้องกับทหารนั้น แสดงว่าไม่มีความเข้าใจในหลักประชาธิปไตยที่ผ่านมาเลย ทั้งเหตุการณ์เมื่อพฤกษภาทมิฬ และเหตุการณ์เมื่อ 14 ตุลาที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่พยายามกั้นทหารให้ออกจากการเมือง นี่เป็นการกระทำที่คุกคามสื่อที่มีความเห็นต่าง

“ซึ่งความเป็นจริงในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถที่จะกระทำได้ในการที่จะออกมากล่าวว่าจะทำการปิดเว็ปไซต์เอง เป็นเหมือนการการอิงกระแสกันไป คนกลุ่มนี้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าอาจจะมองย้อนมารู้สึกละอายกับสิ่งที่ตัวเองทำไปในวันนี้ก็ได” นายวรดุลย์กล่าว

ยืนยันระวังเรื่องหมิ่นถึงที่สุด

ด้านนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเวบไซต์ประชาไท กล่าวว่าไม่ได้ติดใจอะไรที่มีกลุ่ม young PAD ออกมาเคลื่อนไหว เพราะเป็นเรื่องของเวลาที่จะพิสูจน์ความจรอิงว่าเป็นอย่างไร และทีมงานประชาไท ตระหนักต่อปัญหาที่จะสุ่มเสี่ยงต่อการหมิ่นสถาบันอยู่แล้ว รวมทั้งตระหนักถึงการหมิ่นประมาทบุคคลด้วย

ดังนั้นเราจึงใช้ทรัพยากรบุคคลกว่าครึ่งสำหรับการดูแล และระมัดระวังในเรื่องดังกล่าว ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องเวลา ที่จะพิสูจน์กันต่อไป

รวมตัวบุกไอซีทีต้านปิดเว็บ

แหล่งข่าวระบุด้วยว่าในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. เวบมาสเตอร์ของเวบไซต์หลายแห่งที่ถูกกลุ่ม young PAD พยายามยัดข้อกล่าวหาจะรวมตัวกันไปยังกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) เพื่อต่อต้านการปิดเวบไซต์

ทั้งยังมีรายงานว่าหลังจากมีกระแสดักล่าวก็มีการให้กำลังใจเวบไซต์ต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเวบไซต์ประชาไท ที่ได้ชื่อว่าเป็นเวบไซต์วิชาการ ที่มีนักวิชาการหมุนเวียนเขียนบทความจำนวนมาก และมีปัญญาชนเข้ามาใช้บริการมากที่สุด


'อภิวันท์'รับลูกนปช.ยกย่อง'นวมทอง ไพรวัลย์'วีรบุรุษประชาธิปไตย


'รองปธ.สภา'ขานรับเชิดชูเกียรติ'นวมทอง ไพรวัลย์'เป็นวีระบุรุษประชาธิไตย ต่อต้านรัฐประหาร ขณะเดียวกันยอมรับส.ส.-ส.ว.แตกแยกแทบทำงานร่วมกันไม่ได้ และด้านทหารแตกสองขั้ว จี้‘อนุพงษ์’นั่งเจ้าภาพกาวใจ เพราะมีหน้าที่โดยตรง

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.30 น.ได้มีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) นำโดยนาย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด้จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเชิดชูเกียรตินาย นวมทอง ไพลวัลย์ เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย ที่โดยแขวนคอตายต่อต้านการรัฐประหาร

ด้านพ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ทางรัฐสภาจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ และจะพยายามดำเนินเรื่องตามคำร้องขอตามความเหมาะสม

เมื่อถามว่า คิดเห็นอย่างไรหากกลุ่มพันธมิตรฯเรียกร้องให้มีการยกย่องเชิดชูเกียรติ 2 ผู้เสียชีวิตเหตุการณ์ปิดล้อมรัฐสภาเมื่อ 7ต.ค.ที่ผ่านมา รองประธานสภาระบุว่า คงรับเรื่องไว้ แต่ต้องพิจารณาตามหลักการ และเจตนาในการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยในส่วนของนายนวมทอง ก็มีความชัดเจนในการสละชีวิตเพื่อต่อต้านการยึดอำนาจรัฐประหาร เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เหมือนกับตนเองที่เคยขึ้นเวทีเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเพราะตนไม่ยอมรับการรัฐประหารเช่นกัน

จากนั้นพ.อ.อภิวันท์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ระเบิดที่สะพานมัฆวานเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า ต้องวิเคราะห์ว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ในฐานะที่ตนทำงานด้านการข่าวมาคิดว่าน่าจะเป็นการกระทำของมือที่สามของกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ตอนนี้มีข่าวลือเรื่องมือที่สามอยู่มาก เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองสงบ และการพูดของนาย สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาทำให้เห็นแสงสว่างของความรักความสามัคคี แต่การก่อเหตุดังกล่าวจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดได้ยากขึ้น

พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า ขณะนี้ความแตกแยกกระจายไปทั่วทุกหัวระแหง ทหารในกองทัพยังมีความคิดแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ในส่วนของสภาส.ส.และส.ว.ก็แตกแยกกัน ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอที่ให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นตัวกลางในการเจรจา 4 ฝ่ายในการหาทางออกให้กับบ้านเมือง แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะให้พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เข้ามาเป็นเจ้าภาพเชิญทุกฝ่ายมาเจรจาจะเหมาะสมกว่า เพราะถือว่ามีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งใน และนอกประเทศ จะมองว่าปัญหาเริ่มมาจากการเมืองคงไม่ได้ เพราะตอนนี้การเมืองเกี่ยวพันไปในทุกเรื่อง แม้ช่วงแรกพล.อ.อนุพงษ์เคยทำแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตนก็อยากให้ทุกต่อไปด้วยความอดทนและเสียสละ