WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 31, 2008

2 ปี นวมทอง ไพรวัลย์ พลีชีพ : ประชาธิปไตย สู้ตาย!


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย สุวิทย์ เลิศไกรเมธี

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”
ยังจำประโยคนี้ได้ไหม ยังจำชายชราคนที่ขับแท็กซี่ชนรถถังได้ไหม ฯลฯ และยังจำได้ไหมว่า นักวิชาการสันติวิธีผู้โด่งดังแห่งรั้วธรรมศาสตร์ เคยกล่าวว่า รัฐประหารไม่รุนแรง แล้วการตายของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ จะเรียกว่าอะไรดี การตายของ ณรงศักดิ์ กรอบไธสง จะให้เรียกว่าอะไร รวมทั้งของฝ่ายพันธมิตรฯ อีก 2 ศพบาดเจ็บอีกหลายร้อย จะให้เรียกว่าอะไร ยังไม่นับความเลวร้ายที่ฝ่ายเผด็จการทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าอีกมากมาย ทั้งหมดนี้คือผลพวงของการรัฐประหารและการต่อสู้ของ 2 ฝ่า ยตลอด 2 ปีเศษที่ยังคงก่อความรุนแรงอย่างลึกซึ้งมาถึงทุกวันนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแต่ทางกายภาพเท่านั้น แต่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม บลาๆๆๆ อย่างที่นักสันติวิธีและราษฎรอาวุโสชอบใช้ภาษาทำนองนี้

ผมเชื่อว่าการตายของลุงนวมทองสร้างความสะเทือนใจแก่ผู้รักประชาธิปไตยไม่น้อย และผมก็เชื่อว่าการพลีชีพครั้งนั้นสร้างแรงบันดาลใจในการต่อสู้ไม่น้อยเช่นกัน แต่ก็เป็นการตบหน้าพวกนักสันติวิธี นักประชาธิปไตย และนักสิทธิมนุษยชนจอมปลอมทั้งหลาย นักวิชาการ สื่อมวลชน นักการเมือง ชนนั้นนำ รวมทั้งเหล่าทรราชภาคประชาชน และอีกมากมายหลายวงการที่สนับสนุนการรัฐประหาร คนพวกนี้ล้วนมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการฆ่าลุงนวมทองทั้งสิ้น ที่เลวร้ายไม่แพ้กันคือ หลังจากลุงนวมทองตายไปแล้วก็ยังถูกกระทำย่ำยีใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนซ้ำอีก นับเป็นการฆ่าซ้ำสองอย่างเลือดเย็น ต่างกันลิบลับกับการตายและเจ็บของฝ่ายพันธมิตรฯ ที่ก่อเหตุรุนแรงเมื่อ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ผมเดาว่าความตายของลุงนวมทองอาจจะไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ หากมีการต่อต้านรัฐประหารเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทันทีจากหลายๆ ฝ่าย แต่กลับตาลปัตร มีการต่อต้านน้อยมาก มีแต่ฝ่ายสนับสนุนเป็นส่วนใหญ่ เราจึงได้เห็นปฏิบัติการเดิมพันชีวิตสู้ตายกับเผด็จการด้วยการขับแท็กซี่พุ่งชนรถถัง หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็ตามมาด้วยการผูกคอตายประท้วงที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ผมเดาเอาว่ารัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คงทำให้ลุงนวมทองตายไปเกือบจะพร้อมๆ กับระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้าวิญญาณจะออกจากร่างเมื่อคืนสุดท้ายของเดือนตุลาคมเสียอีก

31 ตุลาคม 2551 ครบ 2 ปีการจากไปของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ น่าจะได้มีการผลักดันอะไรบางอย่างให้เกิดขึ้นบ้าง เท่าที่สติปัญญาผมพอจะคิดออก ซึ่งผมได้เคยเสนอไปบ้างแล้วตอนที่ขึ้นเสวนาที่สนามหลวงเมื่อคืนวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดยผมได้นำเสนอต่อแกนนำ นปช. เพื่อไปเสนอต่อรัฐสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วเช่นกัน และจะขอนำเสนอในที่นี้อีกครั้ง

ผมอยากจะพุ่งเป้าเสนอไปที่รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาผู้แทนราษฎร (วุฒิสภาจะเอาด้วยผมก็ไม่ขัดข้อง) ควรจะได้ร่วมกันมีมติยกย่องเชิดชูเกียรติคุณลุงนวมทองเป็น "รัฐบุรุษหรือวีรบุรุษประชาธิปไตย" ทำนองเดียวกับการมีมติให้วันที่ 14 ตุลาคม เป็นวันประชาธิปไตย (ต่อมามีมติเปลี่ยนเป็นวัน 14 ตุลา ประชาธิปไตย) เพื่อเป็นการยืนยันว่าลุงนวมทองคือบุคคลสำคัญของประเทศที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยหวังว่าจะกลายเป็นประเพณีที่รัฐสภายกย่องเชิดชูบุคคลสำคัญที่ทำประโยชน์ให้กับระบอบประชาธิปไตย และประเทศชาติในอนาคตข้างหน้าต่อไป สมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาต้องยกย่องคนธรรมดาสามัญที่จิตใจยิ่งใหญ่ไม่แพ้รัฐบุรุษจอมปลอมบางคน ที่ทั้งชีวิตไม่เคยอยู่ข้างประชาธิปไตย มีบางคนเสนอมาว่าให้รัฐสภามีมติให้วันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสำคัญ อาจใช้ชื่อว่าวันนวมทอง หรือวันต้านรัฐประหารแห่งชาติอะไรทำนองนี้ด้วยซ้ำ เหตุที่ผมพุ่งเป้าไปที่รัฐสภาเพราะรัฐสภาเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีความชอบธรรมสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย เพราะมีมือของประชาชนทั้งประเทศหนุนหลังอยู่นั่นเอง การยกย่องด้วยวิธีนี้จึงสมศักดิ์ศรีสมเกียรติสูงสุดยิ่งกว่าการยกย่องจากบุคคลหรือสถาบันใดๆ

สิ่งที่ควรจะตามมาหลังจากรัฐสภามีมติยกย่องแล้วก็คือ การสร้างสิ่งที่สามารถรำลึกถึงได้ เช่น สร้างอนุสรณ์สถาน ณ บริเวณสะพานลอยหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ทำบริเวณนั้นให้เป็นสถานที่สำคัญ อาจจะเปลี่ยนชื่อสะพานเป็นสะพานนวมทองก็ยังได้ ทุกครั้งที่คนเดินผ่านสะพานลอยจะได้นึกถึงวีรกรรมของลุงนวมทอง จัดสรรงบประมาณตามสมควรให้จัดงานทุกปี ฯลฯ การสร้างอะไรต่อมิอะไรที่ผมกล่าวมา รัฐสภาควรเป็นเจ้าภาพร่วมกับหลายฝ่าย เช่น องค์กรประชาธิปไตย ประชาชนทุกกลุ่มที่ประสงค์จะมีส่วนร่วม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐด้วยที่ลุงนวมทองให้เกียรติมาเสียชีวิตที่นั่น ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองทั้งที่อยู่ในประเทศและที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เพราะนักการเมืองทุกคนได้รับประโยชน์โดยตรงจากการต่อสู้ของผู้รักประชาธิปไตยมาตลอด การร่วมกิจกรรมทางการเมืองทำนองนี้ถือเป็นการขอบคุณประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไปด้วยในตัว

นอกจากนั้น รัฐบาลควรดูแลครอบครัวลุงนวมทองให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ได้เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อชดเชยกับความสูญเสียให้กับครอบครัว ผมจำได้ว่ารัฐบาลเผด็จการสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยไปสัญญิงสัญญาเอาไว้ว่าจะให้ความช่วยเหลือ ก็ไม่รู้ว่าได้มีการช่วยเหลือจริงหรือไม่ ผมคิดว่าคงไม่มีใครไปต่อว่าอะไรถ้ารัฐบาลจะทำการช่วยเหลือเยียวยากรณีนี้ ขนาดว่ามีการจัดสรรงบประมาณเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ยังทำมาแล้ว ถ้าจะทำเรื่องนี้อีกก็ไม่เห็นจะเสียหาย เพราะพูดกันให้ถึงที่สุดแล้วต้องบอกว่าการเสียชีวิตของลุงนวมทองมีสาเหตุโดยตรงมาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นเอง

ข้อเสนอที่กล่าวมาทั้งหมด ที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการคืนความเป็นธรรมให้กับลุงนวมทอง (และครอบครัว) ที่ถูกใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนมาตลอดตั้งแต่ขับรถแท็กซี่ชนรถถังใหม่ๆ จนกระทั่งตายไป เช่น หาว่าแกถูกจ้างมาบ้างล่ะ หาว่าสติไม่ดี เมา และอีกสารพัดคำดูถูกดูแคลน นักหนังสือพิมพ์ใหญ่บางคนถึงขนาดเขียนแสดงความรู้สึกขำขัน พร้อมกับดูถูกดูแคลนการพลีชีพว่าเป็นวีรชนง่ายเกินไป เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยง่ายไป ฯลฯ

นักประวัติศาสตร์บางคนเห็นว่าการพลีชีพของลุงนวมทองน่าจะเป็นกรณีแรกที่จงใจพลีชีพเพื่อประชาธิปไตย (ประท้วงเผด็จการ) ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการพลีชีพที่มีลักษณะจงใจเช่นนี้มาก่อน จะมีแต่การพลีชีพด้วยเหตุผลอื่น เช่น กรณี คุณสืบ นาคะเสถียร ชาวนาผูกคอตายประท้วงรัฐบาล เป็นต้น การคืนความเป็นธรรมด้วยการเขียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ให้ถูกต้องจึงสำคัญที่สุดเสียยิ่งกว่าการสร้างอนุสรณ์ใดๆ แม้จะไม่สามารถนำชีวิตลุงนวมทองกลับคืนมาได้ แต่ก็เปรียบได้กับการเกิดใหม่ของลุงนวมทองในหน้าประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และลุงนวมทองจะมีชีวิตอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์นี้ไปอีกนาน และผมก็ยังหวังอีกว่าจะมีการชำระประวัติศาสตร์คืนความเป็นธรรมให้กับคนและเหตุการณ์อื่นๆ ในอดีตด้วยเช่นกัน

ขอปิดท้ายเพื่อเป็นการรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของลุงนวมทองอีกครั้ง ด้วยบทกวี “เขาชื่อ...นวมทอง” ของ จิ้น กรรมาชน

นวมทองขอพลีชีพ จุดประทีปแห่งสมัย
เกิดมาเพื่อรับใช้ พิทักษ์ไว้อุดมการณ์
เชื่อมั่นต่อจุดยืน เขาลุกขึ้นอย่างกล้าหาญ
คัดค้านเผด็จการ รัฐประหารน่าชิงชัง
เป็นเพียงสามัญชน พุ่งรถยนต์ชนรถถัง
หนึ่งคนมิอาจยั้ง เกินกำลังจะประลอง
วีรชนไม่ตายเปล่า หากปลุกเร้าเราทั้งผอง
คนซื่อชื่อนวมทอง จักเรียกร้องความเป็นธรรม

และสุดท้ายของสุดท้าย ผมก็หวังเช่นเดียวกับลุงนวมทองว่า “ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก” แต่อย่างไรเสีย ชาตินี้ขอสู้ตายเพื่อประชาธิปไตยก่อนก็แล้วกัน
//////////////////////////////////
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่ใช่ความเห็นของกลุ่ม


“นวมทอง ไพรวัลย์” วีรบุรุษประชาธิปไตย


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดยเอกฉัตร


00หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ร่วมต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากปากกระบอกปืน กากเดนของเผด็จการ ฉบับวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรประจำการตามปกติ ท่ามกลางกลิ่นตุๆ เขียวขี้ม้ามากระทบจมูก ที่คนบางพวกบางกลุ่มสร้างสถานการณ์ ยังเดินหน้ายั่วยุ ยุแยงให้ทหารออกมา เพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง หวังใช้การเมืองใหม่ ที่คนในทำเนียบสุมเศียรจินตนาการกันขึ้นมา จนถึงวันนี้รูปแบบที่เปิดเผยออกมายังสับสนหาข้อสรุปไม่ได้ เป็นแค่ลัทธิ ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ทั่วโลกใช้ในการปกครองประเทศ ระเบิดปริศนาเมื่อคืนวันวานนั่นคือตัวจุดชนวนนัดสุดท้าย เหมือนกับที่เคยประกาศสงครามครั้งสุดท้าย

00วันนี้เมื่อสองปีที่ผ่านมา ผู้ร่วมขบวนการต่อต้านรัฐประหาร มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยในหัวใจ คงจำกันได้ว่า ได้สูญเสียวีรบุรุษประชาธิปไตย ตัวจริง เสียงจริง ที่ชื่อ “นวมทอง ไพรวัลย์” อดีตพนักงานการไฟฟ้างบางกรวย แต่จิตใจสูงส่งกว่าคนที่ทำงานด้วยกัน ที่เป็นผู้นำสหภาพ ปากบอกว่ารักประชาธิปไตย แต่ไปขึ้นเวทีเรียกหาเผด็จการ ขณะที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ยอมสละชีวิตเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรย์ เป็นประมุข ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ปีเดียวกัน

00คำว่า วีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง ที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาเอง แต่ได้รับการเชิดชูจากผู้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพราะการกระทำที่หาญกล้า เมื่อวันที่ 30 กันยายน หลังประชาธิปไตยถูกปล้นไป 11 วัน ทนเห็นภาพบาดตาคาใจไม่ได้ จึงขับรถแท็กซี่คู่ชีพ พุ่งชนรถถังที่จอดให้ประชาชนผู้หลงผิดได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก วันนี้คงจะนึกได้แล้วว่า ครั้งหนึ่งเคยร่วมทำร้ายประเทศชาติ โดยการมอบดอกไม้ให้กำลังใจผู้ร่วมกันทำลายประชาธิปไตย

00การสร้างวีรกรรมเพื่อต้องการให้โลกรับรู้ คนไทยไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับคณะเผด็จการทั้งประเทศของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ แทนที่ผู้ร่วมขบวนการทำลายประชาธิปไตย จะสำนึกฉุกคิดสักนิดว่าผิดไปแล้ว และ เอ่ยคำขอโทษขออภัยกับวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริงที่ยังมีลมหายใจ เพื่อโหยหาประชาธิปไตย พ.อ.อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกคณะรัฐประหาร กลับเยาะเย้ยถากถาง เอาความคิดและสามัญสำนึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง สบประมาทว่าไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้ ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้เหมือนกันที่ทหารปฏิญาณตนว่า จะยอมสละชีวิตเพื่อชาตินั้น เป็นแค่การท่องจำที่ทำต่อๆ กันมาหรือไม่ ก็ในเมื่อสบประมาทผู้มีจิตวิญาณประชาธิปไตยได้หน้าตาเฉย ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย ในคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 รถถังกลับที่ตั้ง ไม่มีให้ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ปฏิบัติการซ้ำสอง จึงต้องใช้วิธีผูกคอตายบนสะพานลอย

00สองปีจากการจากไปของวีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงเสียงจริง เพื่อให้ผู้มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย ได้รำลึกถึงวีรกรรมที่ทำให้ทั่วโลกประจักษ์ในการต่อต้านเผด็จการ เอกฉัตร ต้องขอบคุณ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งถือว่าเป็นมนุษย์ดวงแข็งแห่งปี ถูกยิงปางตาย แต่มีภารกิจใหญ่รออยู่ข้างหน้า ทำให้เกิดแรงฮึด ร่างกายกลับเข้าสู่ปกติในเวลาไม่กี่วัน จึงเป็นแม่งานใหญ่ทำเรื่องเสนอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้กำหนดวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปีเป็น “วันต่อต้านการรัฐประหารแห่งชาติ” ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่ไหมขอรับ

00แน่นอน หากกำหนดวันที่ 31 ตุลาคม วันสละชีวิตของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็น วันต่อต้านการทำรัฐประหารแห่งชาติ ถือว่าเหมาะสมทั้งความรู้สึกและวันเวลา เพราะทุกๆ ปีของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีของข้าราชการทุกหน่วยงานแต่ที่ประชาชนจับตามองเป็นพิเศษคือการแต่งตั้งโยกย้ายทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ โดยมีข่าวลือปฏิวัติรัฐประหารกระหึ่มเป็นอาหารเสริมกันตั้งแต่ต้นเดือนยันปลายเดือน หากกำหนดวันต้านรัฐประหารแห่งชาติขึ้นมาได้ ในอนาคตมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมา ผู้ร่วมขบวนการทำลายประชาธิปไตยจะได้เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้ากับการชุมนุมคัดค้านต่อต้านรัฐประหารประจำปี

00วันนี้วันสุดท้ายของ เดือนข่าวลืออัปมงคลปฏิวัติรัฐประหาร โดยบรรดาหมอดูหมอเดาหลายสำนักสู่รู้คอยผสมโรง สร้างสีสันการเมืองให้ตื่นเต้นเร้าใจตลอดทั้งเดือน หากวันนี้ผ่านไปโดยไม่มีอะไรขับเคลื่อนผิดปกติ และพรุ่งนี้วันที่ 1 พฤศจิกายน งานพบปะครอบครัวความจริงวันนี้ ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก สามารถดำเนินการไปได้ตามโปรแกรมที่วางไว้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะส่งเสียงโฟนอินข้ามทวีปเข้ามายังเวทีปราศรัยตามที่ได้สัญญาใจกันไว้ วงการหมอดูน่าจะสังคายนากันใหม่ หรือ จะให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำให้วิตกจริตช่วยชำระสะสาง

๐๐ ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ได้ใช้ความกล้าหาญตัดสินใจครั้งสำคัญในการเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ยอมตัดสินชี้ขาดคดีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.อุบลราชธานี ถูกร้องเรียนกล่าวหาทุจริตเลือกตั้งภายในชาตินี้ ผลการชี้ขาดที่ออกมา ใครเป็นแฟนประจำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คงจำได้ เคยพาดหัวข่าวไว้เมื่อฉบับวันที่ 15 สิงหาคม จากวันนั้นถึงวันนี้สองเดือนครึ่งพอดี ผลการตัดสินชี้ขาดกับที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์พาดหัวไว้ 1 แดง 2 เหลือง 1 ขาว ตรงกันเป๊ะ เอกฉัตร จึงกราบขออภัยท่านผู้มีอุปการคุณ ที่นำข่าวเก่าฉบับวันที่ 15 สิงหาคม มาให้ท่านอ่านอีกในฉบับวันที่ 30 ตุลาคม


กลัวแล้วจ้า…พธม.เด็ก


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


อ่านข่าวที่ “พันธมิตรฯ เด็ก” ไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้ท่านผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตรวจสอบเว็บไซต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ และราชบัลลังก์ บรรทัดแรกๆ ก็ไม่มีอะไรน่าแปลก เป็นเรื่องปกติธรรมดาของประชาชนคนไทยที่มีส่วนร่วมในการเป็นหูเป็นตาให้กับสังคม แต่จะมาตงิดๆ ก็ตรงบรรทัดสุดท้ายที่อ่านแล้วก็ทั้งสมเพชและขบขันในใจ เพราะไม่วายทิ้งลายความเป็นพันธมิตรฯ เสียจริงๆ

เนื้อความข่าวนี้ลงท้ายว่า “...หากกองทัพบกไม่สามารถดำเนินการได้ ทางกลุ่มยังแพด (พันธมิตรฯ เด็ก) จะเข้ามาดำเนินการปิดเว็บไซต์เอง...” อ่านจบแล้วต้องร้องโอ้โห...ดังๆ 3 ครั้งติดต่อกัน “ใคร” มันจะ “ใหญ่” คับฟ้าได้ขนาดนั้น ขนาดที่ว่าข่มขู่ผู้บัญชาการกองทัพบกว่าถ้าไม่ทำแล้ว (กู) จะทำเอง...

“ใหญ่” ขนาดนั้นก็เห็นจะมีแต่ “โจรทำเนียบ” เท่านั้นล่ะขอรับเวลานี้...

กฎหมายยังไม่สะท้าน รัฐบาลยังต้องเกรงใจ ตำรวจยังทำอะไรไม่ได้ นี่ก็จะบอกกลายๆ ว่า แม้แต่ “กองทัพ” ก็ยังต้องเชื่อฟัง แล้วประชาชนตาดำๆ อย่างเราจะไม่หลีกทางให้ท่านๆ ได้อย่างไรกันเล่านี่ ต้องยกนิ้วให้ความกล้าหาญชาญชัยของ พธม.เด็ก แต่ที่สำคัญต้องขอซูฮกคารวะสามจอกให้ “แกนนำพันทะมิด” ที่นอกจากมีชื่อเสียงเรื่องล้างสมอง ตอนนี้ก็สามารถใส่โปรแกรม “กูคือกฎหมาย” เข้าไปในตัวตนแกนนำรุ่นเยาวชนได้แล้ว...เหนือชั้นจริงๆ

ใครที่กำลังกลัวว่าบ้านเมืองภายภาคหน้าจะเข้าสู่ภาวะจลาจล ปั่นป่วน ไร้กฎหมาย โจรผู้ร้ายเต็มเมือง ก็เห็นทีจะไม่เป็นการประสาทแดกเกินไปเสียแล้ว เพราะบุคลิกลักษณะตลอดจนทัศนคติที่สะท้อนผ่านออกมาทางคำพูดของคนแก๊งนี้ (โจรทำเนียบ) มันเป็นไปในทางเดียวกันนี้จริงๆ และแม้กำลังท้าทายกฎหมาย แต่โจรแก๊งนี้ก็มักจะอ้างว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่ถูกต้อง ชอบธรรม เป็นความดีที่ทุกคนต้องศิโรราบให้

ทำให้นึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นที่โด่งดังมาถึงประเทศไทยเรื่อง “เดธโน้ต” หรือสมุดสั่งตาย เป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุดเล่มหนึ่งของซาตานที่ทำตกมาอยู่ในมือมนุษย์ สมุดเล่มนี้มีความพิเศษคือ ถ้าเขียนชื่อใครลงไปในนั้น คนนั้นก็จะตายตามที่ถูกระบุเอาไว้ มนุษย์คนที่เก็บสมุดเล่มนี้ได้ใช้ชื่อว่า “คิระ” เป็นนักเรียนกฎหมาย เชื่อมั่นในความยุติธรรมและเชื่อว่าตัวเองมีวิจารณญาณตัดสินดีชั่วผิดถูกของคนอื่นได้อย่างไม่มีบกพร่อง ผลก็คือใครต่อใครที่ “เลว” ในสายตาเขา ก็จะถูก “สั่งตาย” ผ่านสมุดเล่มนั้นทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้บริสุทธิ์ที่บังเอิญมาขวางทางโดยไม่ตั้งใจ

เห็นมารในนามพันทะมิดที่คิดว่าตัวเองกำลังบูชายัญให้ความดีแล้วก็เศร้าใจ ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ได้อำนาจจาก “ซาตาน” ตนนั้นเลย


สานเจตนา ลุงนวมทอง


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

บิ๊กโบ๊ต


31 ตุลาคม 2551 ครบรอบการจากไปเป็นเวลา 2 ปี ของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ และเป็นเวลากว่า 2 ปี นับเนื่องจากการปฏิวัติรัฐประหาร ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อ 19 กันยายน 2549
ที่จนป่านนี้บ้านเมืองก็ยังไม่ฟื้นตัว

ยังฝากร่องรอยอัปยศ ฝากกับดักการเมืองเอาไว้มากมาย รวมทั้งบรรดา “ทายาท” เผด็จการทั้งหลายท่ามกลางกลุ่มคน “เสื้อแดง” ที่ยังคงทวงถามหาประชาธิปไตย และยังต้องรวมตัวกันไว้ให้มั่น พร้อมต้านรัฐประหารที่ยังมีข่าวลือกระเส็นกระสายไม่เว้นแต่ละวัน

และเชื่อว่าจะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ หากทหารคิดอ่านจะปฏิวัติกันอีกครั้ง เพราะคงเป็นเรื่องที่บรรดานักประชาธิปไตย หรือผู้คนที่เคารพในกติกาประชาธิปไตยทั้งหลาย คงจะไม่ยอมให้ใครเข้ามาปู้ยี่ปู้ยำประเทศชาติได้อีก

แบบเดียวกับวีรกรรมของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อบอกเล่าให้โลกรู้ว่าไม่ก้มหัวให้เผด็จการทหาร ที่ใช้กำลังมากกว่าใช้สมอง รวมทั้งการเสียชีวิตของลุงนวมทองก็มีคุณค่าต่อวิถีประชาธิปไตย และมากพอที่จะเรียกว่า “วีรบุรุษ”เพราะเป็นการประกาศแลกเลือดเนื้อกับความถูกต้องในบ้านเมือง เป็นความจงใจที่จะ “ชน” กับเผด็จการนับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2549 หลังการรัฐประหารเพียงไม่กี่วัน

ที่ลุงนวมทองตัดสินใจขับรถแท็กซี่ที่เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีวิต พุ่งเข้าใส่รถถัง แม้ว่าชีวิตของประชาชนพลเมืองธรรมดาตัวเล็กๆ และเสียงแผ่วๆ อย่างลุงนวมทอง จะไม่สามารถทำให้บรรดาทหารได้สำเหนียก
แถมยังมีนายทหาร “ปากเสีย” บางคน ออกมาหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี ไม่เชื่อว่าจะมีคนที่ยอมตายได้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์น่าสลดใจของบรรดาผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย แต่ขณะเดียวกัน “มัน” ไอ้คนที่พูดพล่อย จนลุงนวมทองต้องใช้ชีวิตพิสูจน์ให้เห็น ไม่เคยปรากฏว่าได้แสดงความรับผิดชอบ ไม่เคยเห็นมีการยืดอกรับหรือแสดงความเสียใจแบบชายชาติทหาร ไม่รู้ว่าโรงเรียนนายร้อย จปร. ที่สอนให้เคร่งครัดเรื่องเกียรติ วินัย และศักดิ์ศรี มันทำให้มองคุณค่าความเป็นคนแตกต่างกันไปหรืออย่างไร

เหล่านั้นเป็นข้อสงสัยที่ถูกถามมานาน แต่อาจไม่มีใครหวังคำตอบ ในเมื่อสิ่งที่สืบเนื่องต่อมาเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าการปฏิวัติรัฐประหารเป็นเรื่องของผู้กระหายอำนาจ

รวมทั้งเป็นเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ โดยไม่สนผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนและชาติบ้านเมือง
แม้ว่าการจากไปของลุงนวมทองจะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของทั้งครอบครัว และของระบอบประชาธิปไตย
แต่อย่างน้อยก็เป็นบทพิสูจน์ชัดว่า การปฏิวัติรัฐประหาร โดยเฉพาะเมื่อคราว 19 กันยายน มีคนไม่เห็นด้วยอีกมาก
ไม่ใช่อย่างที่พยายามอวดอ้างว่าเป็นการยึดอำนาจโดยสงบ แล้วก็เอาโคโยตี้มาถ่ายรูปกับรถถัง อวดอ้างไปทั่วโลกราวกับเป็นเรื่องน่าภูมิใจ

ในวันที่ผ่านมากลุ่ม นปช. ได้ไปยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสาระสำคัญ 2 เรื่องหลักๆ
ประการแรกให้เชิดชูเกียรติลุงนวมทองเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย

ซึ่งเชื่อว่าสามารถทำได้โดยไม่ขัดเขิน เพราะทุกคนประจักษ์ในข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยหัวใจ

ไม่ใช่การออกไปร่วมแก๊งป่วนเมือง หรือทำงานให้พวกกบฏทำลายชาติไม่ใช่เดินสะดุด “ตีน” ตัวเอง แล้วระเบิดที่พกมาด้วยก็เกิดตูมตามขึ้นมา

ส่วนประการที่สอง ที่ขอให้ประกาศเอาวันที่ 31 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันต้านรัฐประหารแห่งชาติ” เป็นเรื่องที่ดีมากในหลักการ

แต่อยากจะขัดคอในรายละเอียดสักนิดว่า ในความเป็นจริงแล้ว การต้านปฏิวัติรัฐประหารคงไม่สามารถจะเลือกเอาวันหนึ่งวันใดได้ และคงต้องช่วยกันเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา

กลับกัน...เปลี่ยนเอาวันนี้มาประณามพวกยึดอำนาจ ทำลายชาติบ้านเมือง จะดีกว่ามั้ย...
ถึงวันนี้...ขอให้วิญญาณลุงนวมทองไปสู่สุคติ หมดความวิตกกังวลได้ครับ เพราะวันนี้คนไทยตื่นตัวกันแล้ว
หากมีปฏิวัติรัฐประหาร หรือเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล พวกเราจะพร้อมเพรียงกันที่ท้องสนามหลวงทันที...!!


31 ตุลาวันต้านรัฐประหารแห่งชาติ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไม่มีครั้งไหนที่ระบอบประชาธิปไตยบ้านเราจะถูกคุกคาม เท่าครั้งนี้อีกแล้ว ผู้คนที่ฝักใฝ่เผด็จการอาจไม่มีความรับรู้ด้วยระบบประสาทใด เพราะชีวิตและจิตวิญญาณพวกเขาถูกแช่แข็งอยู่ในน้ำครำเจือยาพิษของเผด็จการเสียแล้ว ประสาทความรับรู้เรื่องราวใดๆ ในฝั่งฝาประชาธิปไตยจึงชาชินไปหมด พวกเขายินดีที่จะรับใช้เผด็จการ และยินดีที่จะให้ลูกหลานเติบโตขึ้นมาภายใต้อำนาจไม่เต็มใบ

แต่สำหรับคนที่รักอิสรเสรีภาพ ย่อมต้องการปลดเปลื้องพันธนาการทุกชิ้นอันที่จะมาครอบคลุมมัดกุมสิทธิและหน้าที่ทุกขณะจิต ประชาธิปไตยจึงมีอยู่ในจิตใจของคนที่รักอิสรเสรีภาพเท่านั้น

ไม่มีอำนาจจากมือใครมาบดบัง ปิดกั้นคนที่รักประชาธิปไตยได้ ต่อให้เป็นกระบอกปืนอันมีอำนาจทะลุทะลวงสูงขนาดไหน หรือรถถังคันมหึมา หัวใจคนที่รักประชาธิปไตยพิสูจน์แล้วว่าใหญ่ทรงอานุภาพกว่ามากนัก จำนามนี้ได้ไหม นวมทอง ไพรวัลย์

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 วีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริงท่านนี้ ได้เขียนประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในหัวใจคนรักประชาธิปไตย ด้วยการขับรถแท็กซี่คู่ชีพที่หาเลี้ยงครอบครัวทุกเช้าค่ำ พุ่งเข้าชนรถถังของคณะรัฐประหาร คมช.

จริงอยู่เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์แล้ว รถแท็กซี่ลุงนวมทองไม่มีอะไรสู้รถถังอาวุธสงครามที่บอกประชาชนว่าซื้อมาเพื่อปกป้องดินแดนอธิปไตยของไทยได้ (แต่รู้สึกว่าจะจอดผิดที่อยู่เรื่อย) ซ้ำลุงนวมทองยังซื่อสัตย์เกินกว่าที่จะซุกระเบิดคาร์บอมบ์เพื่อเสริมความห่างปอนด์ต่อปอนด์ให้แท็กซี่คู่ชีพ เพราะลุงไม่ต้องการทำร้ายใคร พุ่งเข้าชนเพียงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เผด็จการรัฐประหารรับรู้ว่า ประชาชนตาดำๆอย่างลุงเกลียดการลุแก่อำนาจ ชิงชังการรัฐประหาร
ลุงนวมทองช้ำใจที่ถูกฝ่ายเผด็จการถากถางว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มาก ขนาดยอมพลีชีพได้”

แน่นอนเผด็จการไม่มีวันรับรู้รสชาติแห่งเสรีภาพประชาธิปไตย เฉกเช่น ทัพพีไม่มีวันรู้รสชาติแห่งต้มแกงที่คนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2549 ลุงนวมทองตัดสินใจแขวนคอตาย ที่สะพานลอยริมถนนวิภาวดี เพื่อประกาศให้เผด็จการรับทราบว่า มีคนที่รักประชาธิปไตย ขนาดยอมพลีชีพได้

คนขับแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ คนหนึ่งอุทิศลมหายใจให้ประชาธิปไตย ลุงนวม ไม่ใช่คนที่ใช้พื้นที่ประชาธิปไตยเพื่อเข้าสู่อำนาจ ไม่ใช่คนมีปริญญาบัตร ไม่ใช่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่คนใฝ่เผด็จการคิดว่าควรมีสิทธิ์ในการหย่อนบัตรเลือกตั้งมากกว่าคนรากหญ้า แต่มีใครกล้าสละชีวิตเพื่อรักษาประชาธิปไตยเยี่ยงเขาหรือไม่

วันนี้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยต่างกระซิบถามกันด้วยความหวาดระแวงปนความเบื่อหน่าย ว่าจะมีการปฏิวัติหรือไม่ เพราะฝ่ายพันธมิตรเรียกร้องโจ่งแจ้งให้ทหารออกมาปฏิวัติอย่างน่าด้านที่สุด

พี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านครับ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะร่วมใจกัน ตั้งวันต้านรัฐประหารแห่งชาติ เพื่อขจัดความหวาดระแวง และเตือนให้เผด็จการรู้ว่า ไม่มีวันที่คุณจะมายึดอำนาจของประชาชนไปง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว พอกันที ไม่ต้องมาอ้อนแกมขู่ โปรด...ฟังอีกครั้ง กูไม่ฟังมึงอีกแล้ว

เพื่อระลึกถึงวีรกรรมหาญกล้าของ นวมทอง ไพรวัลย์ เราผู้รักประชาธิปไตย จะ ยึดถือเอาวันที่ 31 ตุลา นี่แหละ เป็น “วันต้านรัฐประหารแห่งชาติ” แสดงเจตจำนงว่า นับจากนี้ไป สองมือ เราจะสู้กับรถถังอันมาจากภาษีของเรา แต่ดันจะมายึดอำนาจประชาชน


'นพดล'เปิดตัว'ผมไม่ได้ขายชาติ'พ้อตกเป็นเหยื่อทางการเมือง!


'อ๋อย'ควง'พงศ์เทพ'แสดงความยินดีกับ'นพดล'เปิดตัวพ็อกเก็ตบุ๊ค'ผมไม่ได้ขายชาติ' ลั่นถูกพันธมารกลั่นแกล้งจนตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

วันนี้ (31 ต.ค.) นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดพ็อกเก็ตบุ๊ค'ผมไม่ได้ขายชาติ' โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกประจำตัวพ.ต.ทักษิณ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยเข้าร่วมแสดงความยินดี

โดยนายนพดล กล่าวว่า แนวทางที่ตนเสนอแนะการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่เกิดความรุนแรงขึ้นหากทำตามที่ตนแนะนำ อย่างไรก็ตามนายนพดล ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 190 ว่า ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนระหว่างคำแถลงการร่วมและการทำสนธิสัญญา ยืนยันการที่ตนเซ็นเอกสารไปนั้นเป็นการแถลงการร่วม ไม่ใช่สนธิสัญญา

นอกจากนายนพดล ยังกล่าวอีกด้วย ตนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวมาโจมตีจึงทำให้เกิดปัญหา อีกทั้งตนก็ไม่สามารถชี้แจงได้ จึงได้รวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดไว้ในหนังสือเล่มนี้เพื่อให้เป็นข้อเท็จจริงสำหรับประชาชน ทั้งนี้ยอดพิมพ์เบื้องต้นมี 5 พันเล่มและในวันพรุ่ง (1 พ.ย.) จะนำไปขายในการจัดรายการ'ความ
จริงวันนี้'และในวันนั้นตนจะไปแจกลายเซ็นด้วย


‘เสธอู้’ยันทหารคุมปะทะอยู่มือ เชื่อไม่ปฏิวัติ


ส.ว.สรรหา ยันทหารคุมเหตุปะทะได้ เชื่อไม่มีการปฏิวัติ ระบุยุบสภาคือทางออกของประเทศ แขวะปรับครม.ตามโควต้าพรรคร่วมไม่เกิดผล

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา กล่าวเป็นห่วงถึงกรณีการชุมนุมใหญ่ของรายการความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 1 พ.ย.ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่า สถานการณ์อาจจะมีการเผชิญหน้าทำให้เกิดปัญหา แกนนำต้องมีการควบคุมมวลชนของตนเองให้ดี ส่วนทหาร-ตำรวจ ก็ได้มีการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากมีเหตุการณ์ปะทะเกิดขึ้นทหารก็พร้อมออกมาทำหน้าที่ทันที

ส่วนที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าจะมีกลิ่นไม่ดีภายใน 1- 2 วันนี้ ตนมองว่าท่านคงพูดด้วยความเป็นห่วง และผู้ในฐานะผู้ใหญ่ โดยอาจจะเป็นการคาดการณ์ว่าอาจมีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก แต่ตนไม่เชื่อว่าทหารจะออกมาปฏิวัติเนื่องจากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม แม้ทหารจะมีความพร้อมในการปฎิบัติการป้องกันเพื่อไม่ให้ประชาชนปะทะกันก็ตาม ซี่งในฐานะที่ตนเป็นส.ว. พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการหาทางออกให้กับวิกฤตการเมือง

พล.อ.เลิศรัตน์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้มีการยุบสภา โดยมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางออก แต่ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าจะดำเนินการหรือไม่ ส่วนข้อเสนอในการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการแก้ไขปัญหานั้น ตนมองว่าหากมีการปรับครม.ในสัดส่วนของ 6 พรรคร่วมรัฐบาลเช่นเดิม ก็คงไม่มีประโยชน์ แต่หากจะเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมด้วย ก็ต้องถามความสมัครใจก่อน อย่างไรก็ตามคณะครม.ชุดนี้ยังไม่สร้างปัญหาให้อะไรให้กับประเทศชาติ และคาดว่าสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังคงไม่เกิดขึ้นในอีก 1- 2 เดือนข้างหน้า แต่อาจะมีผลหลังจากการตัดสินคดียุบพรรค

ส่วนการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตนเห็นว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล และเป็นการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่ออกมาโฟนอินจริงๆ ก็เท่ากับว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนให้มาร่วมชุมนุม แต่ทั้งนี้ขอเรียกร้องว่าสื่อรัฐไม่ควรจะทำการเผยแพร่


‘พงเทพ’ชี้‘ทักษิณ’มีสิทธิ์โฟนอิน

อดีตรองหัวหน้าทรท.ระบุ ทักษิณ มีสิทธิเสรีในการแสดงออกในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เผยไม่เคยต่อสายคุยส่วนตัว เชื่อรัฐบาลไม่ป้องคนผิดเหตุระเบิดป่วนพัธมิตร ด้าน‘โคทม-ปลื้ม'ปัดไม่คุยการเมือง

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุคนร้าย ปาระเบิดใส่เวทีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ว่า เรื่องนิ้เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตรวจสอบให้ละเอียด รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรเองก็ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ ว่าความจริงเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ เชื่อว่ารัฐบาลจะต้องลงโทษผู้กระทำผิด

อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดน่าจะตรวจสอบความจริงได้ไม่ยาก อีกทั้งหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐานก็จะสามารถบอกได้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเหตุการณ์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ปกป้องคนผิด

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า รัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า หากมีการกล่าวหา รัฐบาลควรจะออกมาชี้แจงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ควรนิ่งเฉยปล่อยให้พันธมิตรพูดจากล่าวว่า เพราะประชาชนที่ฟังเรื่องราวอาจหลงเชื่อในคำกล่าวหา หากไม่มีการชี้แจง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นการสร้างสถานการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่นั้น นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ปกติการสร้างสถานการณ์จะไม่มีการบาดเจ็บของกลุ่มตัวเอง เว้นแต่กรณีที่ไม่ใช่การสร้างสถานการณ์แต่เกิดเหตุขึ้นนั้นอาจจะเป็นบุคคลมือที่สามที่ต้องการให้เกิดความแตกแยก แต่ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์อื่นๆ นั้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ตรวจสอบหาพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด

นอกจากนี้ นายพงษ์เทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะต่อโทรศัพท์สายตรงผ่านรายการความจริงวันนี้ สัญจร ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)แต่หลายฝ่ายออกมาวิพากวิจารณ์ว่าเป็นเรื่องไม่ควร ว่า เรื่องนี้นั้น พ.ต.ท. ทักษิณ ท่านก็ยังเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีสิทธิ์เสรีภารในการออกมาแสดงออกเหมือนคนทั่วไป ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะเดือดร้อนอะไรหากคนไทยคนหนึ่งจะแสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ควรตีตนไปก่อนไข้ ส่วนจะมีการต่อสายจริงหรือไม่นั้น ตนไม่ทราบเนื่องจากไม่ได้เป็นผู้จัดงาน“เรื่องนี้ไม่สามารถยืนยันได้ เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้ต่อสายพูดคุยเป็นการส่วนตัวมานานแล้ว”

'โคทม-ปลื้ม'บอกปัดไม่คุยการเมือง

นายโคมทม อารียา ประธานที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรมีการตอบโต้คำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และนายดิษธร วัชโรทัย อย่างรุนแรงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ไม่ควรจะมีการแอบอ้าง แต่ถามว่ากลุ่มไหนจะมีการแอบอ้างนั้นต้องลองไปถามกลุ่มพันธมิตรดูว่าแอบอ้างจริงหรือไม่ ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรมีการพาดพิงถึงตนนั้น ตนไม่รู้ว่าหมายถึงตนหรือไม่ก็ให้ไปถามกลุ่มพันธมิตรดูเอง

ด้านม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล พิธีกรชื่อดังในช่วงนี้บอกว่าตอนของดให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองในทุกๆกรณี



'คนเสื้อแดง'ยกพลเข้ากรุง!ต่อสายคุย'ทักษิณ'เวทีความจริงวันนี้

มาแล้วตามคำสัญญา‘คนเสื้อแดง’ทยอยเข้ากรุงเทพบ้างแล้ว ขณะที่‘คนรักอุดร’ส่งสัญญาณคืนนี้เดินทางนับพันคน ด้าน‘ตู่’เผยต่อสายคุย‘ทักษิณ’โฟนอินช่วง‘วีระ’ขึ้นเวที

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และ พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี ได้กล่าวออกอากาศทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 97.50 ในเช้าวันนี้(31 ต.ค.) ว่า ขณะนี้ความพร้อมของกลุ่มคนรักอุดรที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมใหญ่ที่สนามราชมังคลาฯในวันพรุ่งนี้เกือบเต็ม 100 เปอร์เซนต์แล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ชุมนุมจากกลุ่มคนรักอดรประมาณ 5,000 คน

ทั้งนี้จะออกเดินทางออกจาก จ.อุดรธานี ในเวลา 18.00-22.00 น.วันนี้ โดยเตรียมรถทัวร์ไว้ประมาณ 100 คัน เพื่อจะไปรวมตัวกันที่กรุงเทพฯ และยืนยันว่าการเดินทางในครั้งนี้ จะไม่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 05.00น.วันนี้(31 ต.ค.)ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางโดยรถตู้ออกจาก จ.อุดรธานี กว่า 10 คัน เดินทางเข้ากกรุงเทพฯ ขณะที่ส่วนหนึ่งได้นั่งรถโดยสารประจำทางและรถไฟ เดินทางเข้มาล่วงหน้าตั้งแต่เมือคืนที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.เชียงใหม่ว่า ในวันพรุ่งนี้(1พ.ย.)คนกลุ่มเสื้อแดง จ.เชียงใหม่ จากกลุ่มต่างๆ นับพันคน พกตีนตบ ทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพ เตรียมสมทบชุมนุมใหญ่ในเวทีความจริงวันนี้

ขณะที่วานนี้(30 ต.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วพรรคพลังประชาชน ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้สัญจร กล่าวว่า เมื่อคืนตนได้โทรศัพท์คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าท่านยังยืนยันว่าจะโฟนอินเข้ามาในรายการเหมือนเดิม และยังบอกด้วยว่า คนที่ออกมาวิจารณ์รู้ได้อย่างไรว่าจะมีการพูดเรื่องอะไร การแสดงความกลัวถือเป็นการตีตนไปก่อนไข้ ควรฟังให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงวิจารณ์

“พ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินเข้ามาในช่วงที่นายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเนื้อหาจะมีหลายเรื่องและจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย”นายจตุพร กล่าว



Thursday, October 30, 2008

ทำไมไทยจึงไปไม่ถึงโลกดาวอังคารสักที????.....


โดย : ป้าพลอย

วันพฤหัสบดีที่ 30 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ในยุคที่เจริญแล้วนี้ไม่คิดเลยว่าจะยังมีคนหัวโบราณยังอยู่ในโลกใบนี้ ใครทราบช่วยแถลงไขให้คนที่ไม่ทราบให้ได้ทราบด้วย ตัวป้าเองก็อายุครึ่งค่อนคนไปแล้วไม่เห็นมีความคิดโบร่ำโบราณอยู่ในสมองเลย คิดแต่โลกใหม่ๆว่าทำอย่างไรจึงจะไปให้ถึงยังโลกดวงดาวแข่งกับอเมริกาที่ได้ไปเยียบพระจันทร์มาแล้ว

แต่โลกใหม่ที่อเมริกายังไปไม่ถึงเพราะหมดงบคือดาวอังคาร ตอนนี้สหภาพยุโรปรวมตัวกันกับรัสเซียจะปล่อยยานอวกาศขึ้นไปสำรวจยังดาวอังคารในไม่ช้านี้ ทำไมคนฝรั่งมันช่างคิดไปไกลจริงหนอน่าอิจฉาพวกเขา หันกลับไปมองไทยแลนด์บ้านเกิดมันเศร้า เศร้าที่สุด คนต่างประเทศพวกที่เรียนสูงๆ เขาต่างช่วยประเทศร่วมกันพัฒนาหาข้อมูลวิจัยสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย ต่างคิดค้นสิ่งใหม่ๆในระบบเทคโนโลยีใหม่ ต่างร่วมมือกันค้นคว้า แม้แต่ระดับศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย เขาจะทำงานกันอย่างเอาจริงเอาจังไม่มีใครมาเล่นการเมือง หรือออกมาสนับสนุนการเมืองพรรคไหน ต่างทำหน้าที่ของตน หน้าที่การเมืองปล่อยให้เป็นงานของนักการเมืองถล่มกันเอง โดยที่ไม่มีนักวิชาการคนไหนเข้ามาแทรกแซง เพราะต่างคนต่างมีหน้าที่ของตนที่รับผิดชอบไม่เข้าก้าวก่ายกัน

จะเห็นได้ว่าทุกองค์กรเขามีระเบียบวินัยผิดกับประเทศไทยเล่นแทรกแซงมั่วไปหมดบางอย่างไม่ใช่หน้าที่ของตนก็ยัง ส.เข้าไปจุ่นจ้านขาดวินัย ทั้งที่ร่ำเรียนมาสูงๆจบมีปริญญามาจากต่างประเทศอย่างโก้หรูทั้งนั้น แต่เปล่านอนกอดมันเอาไว้เฉยเลย ส่วนใหญ่ที่เห็นทำได้แค่ภาคทฤษฏี แต่ภาคปฏิบัติละที่ร่ำเรียนมาทำไมจึงไม่นำเอามาใช้แบบต่างประเทศบ้าง? ลองประดิษฐ์อะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งให้โลกตลึงบ้างซิ? ประเทศเกาหลีใต้เขายังผลิตรถยนต์เอามาขายแข่งกับยุโรปเลย ฝรั่งยังซื้อขับกันมากมาย ประเทศไทยทำไมจึงต้องซื้อของต่างประเทศมาใช้? ญี่ปุ่นครองตลาดไทยมาหลายสมัย แล้วสินค้าในไทยมีแต่ของญี่ปุ่นแทบทุกอย่าง ประเทศไทยเสียดุลการค้ากับญี่ปุ่นปีหนึ่งเท่าไหร่? แล้วคนไทยเคยสังเกตบ้างมั๊ยว่า

สินค้าญี่ปุ่นที่ส่งไปขายในประเทศไทยและส่งไปขายยังต่างประเทศในเครือยุโรปมันแตกต่างกันเพียงใด? เอาง่ายๆบะหมี่ญี่ปุ่นที่ส่งมาขายในยุโรปเส้นหมี่ต้มแล้วจะนิ่มอร่อยรวมทั้งเครื่องปรุงก็ผิดกัน บะหมี่ญี่ปุ่นที่ส่งมาไทย หรือผลิตที่ไทยเส้นจะแข็งไม่นิ่มไม่เหมือนที่ส่งเข้าตลาดในต่างประเทศ เพราะได้ทดลองกับตัวเอง เพราะอะไรหรือเพราะว่าหากผลิตคุณภาพต่ำทางการต่างประเทศที่ตรวจสอบเกี่ยวกับอาหารเขาจะทดสอบของทุกชนิดก่อนออกมาจำหน่าย หากตรวจแล้วพบว่าคุณภาพต่ำเขาจะสั่งห้ามเข้าประเทศ เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้ตรวจพบในบะหมี่ที่ชื่อว่ามาม่าของไทยในเครื่องปรุงพบสารชูรสมากเกินอัตรา ซึ่งอันตรายสำหรับผู้บริโภคที่กินเข้าไปมากๆ และก็สั่งห้ามใบมะกรูดไทยเข้ามา เพราะในใบมะกรูดตรวจแล้วพบเชื้อราตามใต้ใบที่มีจุดด่างสีดำๆเกาะอยู่ ร้านค้าของเอเชียทุกร้านต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ฝ่าฝืนโดนปรับแพงมากและปิดร้านไปเลย เหมือนเช่นร้านอาหารหากในครัวสกปรกเตือนครั้งหนึ่งแล้วยังไม่ยอมปฏิบัติสั่งปิดทันทีเมื่อมาตรวจพบคราวต่อไปร้านยังอยู่ในสภาพสกปรกเหมือนเดิม

นี่คือตัวอย่างกฎในต่างประเทศที่เป็นข้อบังคับของเขา ในประเทศไทยไม่ทราบว่าทำแบบต่างประเทศหรือเปล่า? นี่คือเรื่องจริง ฉะนั้นคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศจึงบริโภคอาหารทุกชนิดได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพดี สมองก็โปร่งเพราะผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดปราศจากสารพิษใดๆในอาหารในผักและในเนื้อสัตว์ต่างๆ นี่คือกฎหมายต่างประเทศ จะเห็นเขาพัฒนาทุกอย่างแม้แต่เรื่องสุขภาพของประชาชน ผู้ที่ทำหน้าที่นี้ต่างห่วงใยการกินอยู่ของประชาชนเข้มงวดตรวจตราของทุกอย่าง คิดแล้วเศร้าบ้านเราเทียบเขาไม่ได้จริงๆ


จาก thaifreenews