WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 3, 2008

พลังเสื้อแดง

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปรากฏการณ์ รวมตัวของคนใส่ “เสื้อสีแดง” ที่สนามกีฬา “ราชมังคลากีฬาสถาน” สถานที่ซึ่งจุคนเต็มสนามกว่า 5-6 หมื่นคน และคนที่ติดตามการรายงานข้อมูลข่าวสาร และฟังการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต อีกหลายแสนหลายล้านคนที่รับรู้รับทราบในกิจกรรมนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา ที่อยู่ๆ คนจะมารวมตัวกันมากขนาดนี้ และไม่ธรรมดาสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องจารึกเอาไว้เลยทีเดียว

“พลังคนเสื้อแดง” ผู้รักชาติและรักประชาธิปไตย แรงจนฉุดไม่อยู่จริงๆ คนที่มาร่วมงาน ด้วยจิตใจสุดฮึกเหิม ไม่หวั่นกลัวอะไรทั้งสิ้น

ทุกคนที่เข้ามาในสนามราชมังคลากีฬาสถาน มาด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกจ้างมา

ทุกคนที่เข้ามาในสนามราชมังคลากีฬาสถาน มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้พกพา นำพา อาวุธไม่ว่าจะเป็น ปืนผาหน้าไม้ อะไรทั้งสิ้น

ทุกคนที่เข้ามาในสนามราชมังคลากีฬาสถาน มาด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “คณะปฏิวัติรัฐประหาร-อำมาตยาธิปไตย-อนาธิปไตย-อภิชนาธิปไตย”

ในขณะที่หลายคนฝ่ายประชาธิปไตยกำลัง “ปลื้ม” ในพลังคนเสื้อแดง ที่ออกมาแสดงตัวให้ชาวโลก และคนทั้งประเทศได้รับรู้ว่าเป็นคลื่นพลังที่ยิ่งใหญ่ตระการตา แต่มีคำถามขึ้นเหมือนกันว่า แล้วสถานการณ์นี้จะพัฒนาต่อเนื่องไปอย่างไร...?... ไปทางไหน…?... ต่อไป และ จะไปอย่างไร…?... มากกว่า

คำตอบเห็นจะเป็น “ไฮไลต์” หรือ “โฟกัส” ในงานนี้ ซึ่งอาจจะมีมุมมองแต่ต่างกัน บ้างก็ว่าไฮไลต์ของงานอยู่ที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนสื่อต่างประเทศมองว่า จาตุรนต์ ฉายแสง ต่างหากที่ทิ้งคำพูดเอาไว้น่าติดตาม

พันธมิตร-พันธมาร ซึ่งแปลเปลี่ยนเป็น “ม็อบโกเต๊ก” ที่มีแกนนำอย่าง “โกตั๊บ” โหมโรงว่า เป็น สงครามประชาชน และทิ้งคำพูดหลายครั้งว่าเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย”

ขณะที่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” กล่าวปราศรัยชัดเจนที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ว่า เป็น “ที่มารวมกันวันนี้ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายแต่เป็นการเปิดฉากของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

คำพูดนี้ของ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อสารมวลชนไทยมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะไปให้ความสนใจแต่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น !!!

แต่...สื่อสารมวลชนต่างประเทศเขาบอกในทำนองเดียวกันว่าคำพูดของ จาตุรนต์ ฉายแสง “นี่แหละ…!!!...คือไฮไลต์ของการเมืองไทย” ในวันนี้อย่างแท้จริง

เมืองไทย กำลังจะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญอีกวาระหนึ่งหรือไม่ เป็นเรื่องน่าติดตาม เพราะกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไทย เมื่อตกจุดตกสูงสุดแล้ว มักจะดีดตัวกลับอย่างรุนแรง เช่นเหตุการณ์เดือน ตุลาคม 2516 มีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2518 ที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศไทยของเรา หรือ พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ภายหลังมีการตั้ง สสร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถือว่าเป็นสิ่งทันสมัยที่สุดในโลก “รัฐบาลเข้มแข็ง บริหารประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างทันสมัย แก้ไขปัญหาที่ฐานใหญ่คือคนรากหญ้า”

แต่...การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในประเทศไทยมักจะต้องมีเหตุการณ์นองเลือด เข่นฆ่ากันเองทุกครั้ง เราได้แต่หวัง และ ภาวนา !!! ในการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ หากจะมี ทุกคนในประเทศไทย ควรจะจริงใจในการเคารพในวิถีทางประชาธิปไตย เคารพใน สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ !!! ที่มีเหลืออยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยในยุคนี้... มันจะมีวันนั้น วันที่ทุกคนใฝ่ฝันหรือไม่ อนาคตอยู่ไม่ไกลนับจากวันที่หน่อเนื้อประชาธิปไตยนับแสน นับล้านคน ได้ถูกปักชำที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน รอวันแตกกิ่งก้านสาขา ออกดอก ออกผล ... เท่านั้นเอง



Sunday, November 2, 2008

คำต่อคำ"แม้ว"โฟนอินความจริงวันนี้ (1 พ.ย. 51)

คำต่อคำ"แม้ว"โฟนอินความจริงวันนี้ ลั่นไม่มีใครเอากลับประเทศได้ นอกจาก"พระบารมี" โอดถูกยัดเยียดคุก

เมื่อเวลา 20.50 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินร่วมเวทีปราศรัยที่ราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีนายวีระ มุกสิขพงษ์ พิธีกรรายการเป็นผู้ซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรม เขาบอกว่าคนอย่างผมแค่รักษาลมหายใจก็ยากเต็มที่แล้ว ถ้าไม่มีพี่น้องประชาชนให้กำลังอย่างนี้ก็คงอยู่ไม่ได้หรอก"


"สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรมทุกท่านครับ จำเสียงผมได้ไหมครับ ที่รู้ๆ ผมคิดถึงท่านนะครับ ผมคิดถึงเวทีปราศรัยครับ เพราะเวลาปราศรัยได้เห็นปฏิกริยากับอารมณ์ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งสายตาด้วย มันทำให้มีความรู้สึกเหมือนเราเอาหัวใจพูดกัน ท่านคิดถึงผมบ้างไหมครับ ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ"


ขณะเดียวกัน นายวีระ ร้องเอื้อนว่า "คิดถึงใจจะขาด" จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "ขอบคุณมากครับ คิดถึง แต่ผมยังไปไม่ได้ เพราะเขาสั่งให้จำคุก 2 ปี แต่ผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่าเขาต้องการเอาผมไว้เมืองนอก 10 ปี ผมเลยถามว่าพี่น้องจะเก็บผมไว้ต่างประเทศนานขนาดนั้นไหมครับ"


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าวุ่นวายกันหมด พอรู้ว่าตนจะโฟนอิน เขากลัวว่าตนจะยุยงให้แตกแยกกัน แต่ตนไม่ใช่หัวหน้าม็อบ ถึงจะโดนยัดเยียดคุกให้ ก็ยังเป็นอดีตนายกฯ ก็ยังห่วงบ้านเมืองอย่างเดิม


นายวีระ กล่าวว่า พี่น้องประชาชนที่นี่รักบ้านเมือง รักกฎหมาย จะไม่ว่าอะไร หากใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มีปัญหาคนที่นี่เขาลงมติว่า กระบวนการยุติธรรมที่ใช้กับท่าน ใช้ไม่ได้เลย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "ไม่ใช่ เขาใช้กระบวนการยุติความเป็นธรรม พี่น้องคิดว่า อดีตนายกฯ คนหนึ่งที่เคยเป็นที่ยอมรับ ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึง 2 สมัย ครั้งล่าสุดได้ 377 จาก 500 เป็นประวัติศาสตร์ แต่กลับโดนลอบฆ่า โดนปฏิวัติ แต่การปฏิวัติปกติ เขาทำกันตอนรัฐบาลไม่ดี แต่นี่รัฐบาลยังมีความนิยมมาก มันฝืนความรู้สึกประชาชนส่วนใหญ่ มันถึงได้ยุ่งอย่างทุกวันนี้ เพราะปฏิวัติตอนที่ประชาชนยังชื่นชมรัฐบาลอยู่

นายวีระกล่าวเสริมว่า ทุกคนที่นี่ลงความคิดเห็นแล้วว่า ความแตกแยกเกิดจากการปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย. 49 อดีตนายกฯ กล่าวว่า "ใช่ครับ มันต้องการจัดการกับคนๆ เดียว โดยเอากระบวนการยุติธรรมให้ยุติความเป็นธรรมหมด" และยืนยันว่ารักชาติ รักประชาชนทุกคน รวมทั้งเทิดทูนสถาบันทุกสถาบัน


"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"


"ผมและครอบครัว ถูกทำร้ายไม่ว่าจะเป็นการอายัดทรัพย์ที่หากินมาได้ทั้งชีวิต ก่อนเข้าการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสั่งจำคุก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อหาทั้งครอบครัว ตอนนี้ แม้แต่เลขาฯ ก็ไม่เว้น ครอบครัวต้องแตกกระซ่านซ่านเซ่น พ่อไปอยู่ทาง แม่ไปอยู่ทาง ลูกไปอยู่ทาง แต่ความเดือดร้อนของผมเปรียบเทียบกับประชาชนในประเทศถือว่ายังเล็กน้อย ผมทนได้ แต่ว่าปัญหาคือประเทศจะย่อยยับ"

นายวีระถามว่า ปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ถือว่าสาหัสก็จริง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาของคนไทย เชื่อว่าจะต้องแก้ปัญหาคนไทยก่อนตัวเอง อดีตนายกฯ กล่าวว่า "แน่นอนครับ ผมเนี่ยเป็นคนบ้างาน ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นคนไฮเปอร์แอ๊คทีฟ"


ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า "ก็นั่นแหละ ท่านทำแต่งาน ไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเองบ้างเอง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหัวเราะพร้อมกล่าวว่า "มันมีความสุข เวลาทำงานแล้วมันสำเร็จ"


"เวลาเขาไล่คนบ้างานออกไป แล้วเขาไปเอาคนที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาช่วยทำงาน ระหว่างผมอยู่อังกฤษ ผมไม่มีอะไรทำก็กลัวจะสมองฝ่อ กลัวเหงา ก็ไปซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาบริหาร ตอนหลังมานึกว่าจะได้เงินคืน เขาก็ยังไม่ถอนอายัดทรัพย์ ผมก็เลยต้องขายทีมไป ขายทีมให้กับพวกอาบูดาบี เลยพอมีกำไรไว้เลี้ยงครอบครัว ไว้ใช้จ่ายระหว่างชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ระหว่างอยู่เมืองนอกนี่แหละครับ ตอนนี้พอเขาเห็นว่าผมทำงานระดับโลกสำเร็จ ก็มีนักธุรกิจจากหลายประเทศมาชวน ผู้นำหลายประเทศก็มาเชิญผมไปเป็นราษฎรกิตติมศักดิ์ เพื่อช่วยคิดแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเขา ผมเองก็ภูมิใจ แต่ลึก ก็เศร้าใจว่า ทำให้ใครก็ได้ในโลกนี้ แต่ทำให้ประเทศตัวเองไม่ได้"


"ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน จริงไหมครับ" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว


นายวีระ กล่าวว่า มีศัพท์อยู่คำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะกินใจ ท่านพูดมาแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำนั้น คือเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันสูงสุด อาศัยพระบารมีของท่าน บวกกับพลังรากหญ้า คือมวลมหาประชาชนเข้าด้วยกัน คำนั้นเขาเรียกว่า "ราชประชาสมาสัย"


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "ผมฟังแล้วขนลุก เหมือนที่บอกว่าเย็นศิระ เพราะพระบริบาล" นายวีระกล่าวว่า "เรื่องนี้เป็นจริงแน่ เกิดได้ในเมืองไทย จะได้เห็นกันเรื่องราชประชาสมาสัย"


"ขอบพระคุณครับ เอาล่ะครับ พี่น้องครับ มาดูหน้าตาผมดีกว่า ว่าโทรมลงไปขนาดไหน แก่แค่ไหน เพราะโดนขนาดนี้มันไม่โทรมก็แย่แล้วครับ เมื่อก่อนเวลาผมไปอีสาน ชาวบ้านบอกว่าหล่อ ถ้าคราวนี้เขาเห็นบอกว่าแก่ โทรม เอาล่ะมาดูหน้าตากันดีกว่า"


(จากนั้นบนเวทีได้เปิดวีทีอาร์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อัดไว้ล่วงหน้า โดย พ.ต.ท.ทักษิณใส่สูทนั่งที่โต๊ะทำงาน)

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "พี่น้องได้มารวมตัวกันที่นี่ อย่างที่ไม่มีใครเป็นผู้นำ แต่ที่นำให้มาก็คือความรู้สึกกังวล รักชาติ รักประชาธิปไตย ความเกลียดความไม่ยุติธรรมในประเทศ ทำให้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันที่นี่ แต่ผมขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ท่านทุกคนครับ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจจากผมที่ค่อนข้างจะไม่มีกำลังใจ เพราะว่าต้องพบกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ"


"วันนี้ผมอยากจะเรียนว่าเผด็จการที่เกิดขี้นจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ผมคิดว่าตัวผมเองจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน ประเทศวันนี้เสียหายมากจากการปฏิวัติในครั้งนี้ เพราะว่าเขาได้ทำลายนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ความหวังของประชาชน อนาคตของเยาวชนเราถูกทำลาย โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียหายมาก แต่ที่สำคัญก็คือว่า เริ่มต้นก็นำความอยุติธรรมเข้าสู่สังคมไทย ด้วยความที่ต้องการขจัดคนๆ หนึ่ง พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง

จนวันนี้ประเทศไทยกำลังถูกท้าทายว่า จะเดินหน้าเข้าไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้นหรือว่าจะถูกถกถอย ถอยหลังไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่ว่า เราจะช่วยกันต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตยทุกรูปแบบ เพื่อเราจะได้ประชาธิปไตยระบบที่ให้ความเป็นธรรมกับคน ด้วยความถ่วงดุล ไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่เราเจออยู่ ประชาธิปไตยเป็นจิตวิญญาณของการบริหารประเทศ เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศเป็นธรรมและให้โอกาสคน แต่วันนี้ ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้ามาเป็นอันตรายอย่างสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาเรียกว่า Global Crisis Financial หรือวิกฤตการเงินโลก และเกิดกับประเทศที่เป็นเจ้าตำรับทุนนิยม คืออเมริกาและแถวยุโรป ความเสียหายนับค่าไม่ได้"


"ความเสียหายตรงนี้จะมาถึงประเทศไทย มาถึงแถบเอเชียแน่นอน แต่เมื่อมาถึงมาเจอความขัด แล้วความเชื่อมั่นที่เขาจะมาลงทุน ความที่เขาอยากจะมาค้ามาขายกับเมืองไทย มันจะได้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ลำบาก พี่น้องก็ลำบาก ลูกหลานก็ลำบาก จนถึงลูกหลานที่เราอุตส่าห์ส่งเงินไปเรียนหนังสือ เสียเงินเสียทองไปเยอะแยะ จบมาแล้วก็ไม่มีงานทำ เด็กก็แย่ ผู้ใหญ่ก็แย่ งั้นผมว่าเรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจดีกว่า"


"ความเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตย เขาให้เรามาสร้างชาติ เขาไม่ได้เอาความเห็นที่แตกต่างมาสร้างความแตกแยก แบ่งฝ่าย นับวันก็สร้างความรุนแรงขึ้น ผมขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจท่านทั้งหลายที่มาชุมนุมกันอย่างสันติ ที่มาชุมนุมด้วยใจ ความรักชาติ ความรักประชาธิปไตย ความรักความยุติธรรม ท่านไม่ได้พกอาวุธมา อันนี้คือสิ่งที่ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจ ผมคิดว่าการแสดงออกเพื่อส่งสัญญาณให้ใครก็แล้วแต่ได้รับรู้ว่า นี่คือคนไทยส่วนใหญ่ อยากเห็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้น อยากเห็นความยุติธรรมในสังคมไทย อยากเห็นความสมัครสมานสามัคคี

นี่คือสิ่งที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ไม่มีใครนำพาท่านมา แต่สิ่งที่นำพาท่านมาคือความที่ห่วงใยชาติ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผม จริงๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะได้พูดหรือเปล่า ต้องขอบคุณผู้จัดรายการที่ให้โอกาสผมได้พูดกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ตัวผมเองก็ขอใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนอีกสักระยะหนึ่ง ก็คงจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศตามที่เขาต้องการว่า ให้ผมไปช่วยเหลือด้านนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ

การพลิกฟื้นประเทศของเขา จะพยายามเท่าที่เวลามี และขณะเดียวกันจะทำธุรกิจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพราะว่าเงินทองก็ยังถูกอายัดไว้อยู่ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น นี่คือโชคชะตาที่ผมรับ ก็คือว่าเป็นกรรมที่ผมใช้ แต่เป็นกรรมที่ไม่ได้สร้างเอง เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเองก็ต้องการกำลังใจ ขอบคุณหลายท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ผมในรูปแบบต่างๆ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านด้วย ผมรู้ครับ ว่าเมืองไทยตอนนี้มีแต่ข่าวร้าย ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่ว่า ด้วยพลังใจของทุกคน สิ่งเหล่านี้คงผ่านไปด้วยดีครับ ขอขอบคุณครับ ขอเป็นให้กำลังใจทุกคน สวัสดีครับ"

คลิปเสียงฉบับเต็ม มติชนออนไลน์

นายกฯ ระบุโฟนอิน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย


กรุงเทพฯ 2 พ.ย.- ที่ราชนาวีสโมสร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่จัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ว่า ได้รับรายงานว่า ทางตำรวจได้ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ตนไม่ได้ดู เพราะเมื่อคืนเพิ่งเดินทางกลับจากต่างจังหวัด แต่เท่าที่ทราบพบว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหา ส่วนจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะตอบยาก ต้องอยู่ที่ผู้จัดรายการ และเห็นว่า หากพูดในสิ่งที่สร้างสรรค์คงไม่มีปัญหาอะไร อยู่ที่วิจารณญาณของผู้จัดว่า จะเห็นเหมาะสมอย่างไร

เมื่อถามว่า มีการรวบรวมรายชื่อเตรียมยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง ต้องไปถามคนที่ดำเนินการ ซึ่งการยื่นเรื่องถวายฎีกาให้อดีตนายกรัฐมนตรี โดยหลักการคนอื่นจะทำแทนไม่ได้ เพราะตามกฎหมายเป็นเรื่องของเจ้าตัวที่จะเป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องเอง ซึ่งแล้วแต่ว่าจะทำหรือไม่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-02 15:00:58

พลังเลือดสีแดงของไทยทำให้ทั่วโลกตลึง!!!!!.....

พลังเลือดสีแดงของไทยทำให้ทั่วโลกตลึง!!!!!

P



โดย : ป้าพลอย


วันอาทิตย์ที่ 2 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551



ผลงานพลังเลือดสีแดงผ่านไปอย่างภาคภูมิใจ มองไปทางไหนล้วนแต่เห็นสีเลือดของไทยอันเข้มข้น ประดุจดังภูเขาที่สูงตระหง่านแผ่พลังอันแข็งกล้าท้าทายไปทั่วโลกว่าข้าคือเลือดไทยที่แท้จริง และมีคุณภาพไม่ต่ำช้า รักระเบียบวินัยเช่นชาวโลกเขาพึงปฏิบัติกัน ผลงานอันนี้ทำให้โลกตลึงและได้กู้ศักดิ์ศรีประเทศไทยกลับคืนมาได้ หลังจากถูกคนกลุ่มหนึ่งย่ำยีมาเป็นเวลาห้าเดือนเศษ ตอนนี้ในต่างประเทศเข้าใจอะไรๆได้อย่างแจ่มแจ้งว่า เป็นเพราะสาเหตุใดประเทศไทยจึงเกิดความวุ่นวาย เสื้อทั้งสองสีที่แตกต่างกันย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ชาวโลกได้ทราบถึงแก่นแท้ของสาเหตุ ฉะนั้นมันปกปิดไม่อยู่แล้วว่าอะไรในเมื่อทุกอย่างเปิดเผยไปทั่วโลกอย่างแจ่มแจ้ง จะปฏิเสธใครเขาไม่ได้แล้วเพราะทำตัวเองและแสดงตัวเอง



สีแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายน ทำให้ทั่วโลกรู้จักท่านนายกทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยแลนด์ให้มีชื่อเสียงดังไปก้องทั่วโลก ที่ถูกโค่นอำนาจจากน้ำมือของคนที่อยู่เบื้องหลังเผด็จการ ข่าวต่างประเทศได้ตีแผ่แฉจนหมดเปลือก ข่าวต่างๆยังกังขาอยู่เลยว่าเพราะเหตุใดจึงทำอย่างนี้ทั้งที่ นายกทักษิณ ชินวัตรก็ปฏิบัติภารกิจให้ทุกๆอย่างที่ทั่วโลกได้ชื่นชม แล้วเหตุใดจึงต้องกำจัดให้ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร พ้นทาง? นี่คือคำถามที่ทั่วโลกต้องการทราบ ตอนนี้เอาอะไรมาปิดก็ไม่มิดแล้ว ข่าวแอ็คโค่เป็นทอดๆไปทั่วโลกจะมองหน้าใครเขาได้? ใครๆก็แทบไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้โลกทั้งโลกตลึงงันที่ทราบความจริง ฉะนั้นเมื่อวานนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของไทยแลนด์ที่แฉความจริงให้โลกได้รู้ว่า เป็นเวลายาวนานเพียงใดที่ประชาชนไทยต้องอยู่ในสภาพที่หาความยุติธรรมแทบไม่ได้ จากกรณีต่างๆที่ผ่านมาที่ทั่วโลกได้รับทราบกับการอยุติธรรมแต่ไม่เคยทราบสาเหตุอันแท้จริงว่าใครอยู่เหนือกฎหมายและละเมิด ไม่เคารพกฎหมายแห่งสากลที่ใช้กับประชาชนทั่วโลก ไม่มีกฎหมายประเทศไหนที่จะสั่งได้ตามอำเภอใจ ทุกประเทศใช้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญสากล ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ตามกฎข้อบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้นมุมมองของทั่วโลกขณะนี้เป็นผลย้อนไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่นี้ ที่ร่วมมือกระทำความผิดในฐานะตัวเองเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่ แต่กระความทำผิดเสียเอง ซึ่งนักกฎหมายต่างประเทศได้ให้ข้อคิดเห็นว่า สมควรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบนี้ เพราะเป็นระบบลำเอียงไม่เที่ยงตรงไม่มีใครเขาทำกัน



ประชาชนสีแดงต้องการความยุติธรรม ต้องการความถูกต้อง ไม่มีใครต้องการทำให้ชาติมีปัญหา ชาติเป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด และเราเห็นความสำคัญของพี่น้องร่วมชาติเป็นใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อครอบครัวตัวเองและพวกพ้อง พี่น้องที่ร่วมเกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยมันเป็นสายเลือดเดียวกัน เราไม่สามารถทอดทิ้งกันได้ การลุกขึ้นสู้เมื่อวานนี้เป็นสัญญาณให้รู้ว่าประชาชนไทยเหลืออดแล้ว ต่างประเทศต่างเข้าใจเจตนารมณ์ของคนไทยเมื่อวานนี้ได้ดี คนต่างชาติต่างมาให้กำลังใจคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้ปลาบปลื้มแทนด้วยแต่ป้าไม่สามารถไปได้เพราะเป็นไข้นอนซมอยู่บนเตียง แต่ก็ใส่สีแดงทั้งตัวขณะเขียนบทความนี้ ยังไม่หายยังใช้ผ้าห่มอยู่เลยแต่มันอดใจไม่ไหว จึงต้องลุกมาบอกข่าวหลังจากได้อ่านข่าวทั่วๆไปทางหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ รวมทั้งภาพตามเว็บไซด์มันงดงามจริงๆเหมือนกระทะร้อนๆเดือด เอาสำนวนของลูกชาวนาไทยมาใช้หน่อย



ชาวไทยที่นี่ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องทุกท่านที่ได้ไปร่วมรวมพลัง ทั้งในประเทศไทยและในสหภาพยุโรป ท่านทำถูกต้องแล้วดังที่ทั่วโลกได้ให้กำลังใจมา ขอให้สู้ต่อไปประชาธิปไตยของไทยแลนด์ใกล้เข้ามาแล้วอย่าท้อ คนต่างประเทศฝากบอกว่ามาด้วยว่าวันใดที่ประเทศไทยได้ยืนเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว วันนั้นเขาจะกลับมาเที่ยวที่ไทยแลนด์เหมือนเดิม ตอนนี้เขาไม่ไปเพราะขาดความงดงามเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน น่าอายที่สุด.................


ป้าพลอย


จาก thaifreenews

ราชประชาสมาสัย

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ก็มีความสุขกันทั่วหน้านะครับสำหรับคนที่ใส่เสื้อสีแดงที่พร้อมใจกันไปรวมตัวแสดงพลังที่ สนามกีฬารัชมังคลากันจนเต็มสนาม แปรสภาพของสนามกีฬาขนาดใหญ่ให้คลาคล้ำไปด้วยคนใส่เสื้อสีแดง ผมเรียกตามความเข้าใจของผมเองว่า เป็น "กะทะทองแดง" เพราะสภาพของสนามกีฬามันเหมือนกะทะใบใหญ่ เป็นกะทะทองแดงที่ต้มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยให้ร้อนรนดิ้นทุรนทุรายกันไปทั่วหน้า

ตัวผมเองก็แบกสังขารออกจากบ้านไปกับคุณแมวอ้วนอ้วนตั้งแต่ 9 โมงเช้า พอดีผมเป็นไข้หวัด ตั้งแต่วันศุกร์นอนซมมาวันเต็มๆ แล้ว แต่วันนี้เป็นวันแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร ผมเลยต้องไปนั่งจับไข้ในสนามตั้งแต่เที่ยงจนงานเลิก เป็นสุขใจจริงๆ กับการเห็นคนมาจำนวนมากขนาดนี้




ที่จริงสนามรัชมังคลา ตามวิกิพีเดียเขาบอกไว้ว่า มีเก้าอี้นั่ง 49,749 ที่นั่ง พื้นที่ในสนามผมคำนวนพื้นที่จาก Google Earth ได้ประมาณ 12.375 ไร่ หรือ 19,800 ตารางเมตร ซึ่งหากคิดจำนวนคน 2.5 คนต่อตาราเมตร ก็จะได้ประมาณ 40,000-50,000 คน จากภาพถ่ายต่าง ๆ ตอนช่วงที่มีคนมากที่สุดคือ ประมาณ 2 ทุ่มครึ่งขึ้นไป ช่วงที่ท่านายกฯทักษิณ โพนอินเข้ามา จะเห็นได้ว่าคนเต็มสนาม และแน่นด้านล่าง (ยกเว้นด้านหลังเวที) ดังนั้นคนในสนามรัชมังคลาครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 80,000-90,000 คน

แต่นอกสนามก็มีคนจำนวนมากอยู่ครับ เพราะหลังทุ่มครึ่งผมก็ออกมาด้านนอก เพราะหิวข้าว ก็เลยนั่งดูที่จอโปรเจ็กเตอร์ด้านนอก ซึ่งมีหลายจอและก็แน่นไปหมด ดังนั้นผมประมาณได้ว่าจำนวนคนที่ไป เกินแสนคนขึ้นไปครับ

จุดประสงค์หลักของการชุมนุมครั้งนี้คือ "การป้องปรามการทำรัฐประหาร" ครับ จำนวนคน ใครจะใส่สีตีไข่ว่าเกณฑ์มา จ้างมาอย่างไร ผมว่าทหารและผู้มีอำนาจทั้งหลายจะทราบดีกว่าคนอื่นว่าเป็นของจริง หรือเป็นการจัดฉาก เพราะทหารก็มีหน่วยข่าวกรองอยู่แล้ว น่าจะรู้ดีกว่าคนอื่น หากใครกล้าทำรัฐประหารอีก ก็คงต้องเจอกับประชาชน เลือดสีแดงต่อต้านอย่างถึงพริกถึงขิงแน่นอน

การชุมนุมเมื่อวาน ส่งผลทางการเมืองค่อนข้างรุนแรง เพราะเป็นการบอกให้รู้ว่า หากมีใครต้องการใช้อำนาจนอกระบบเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะได้รับการต่อต้านอย่างหนัก ซึ่งเป็นการบีบให้การแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่อไปนี้ จะต้องดำเนินการโดยวิธีการทางรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือ ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย "เสียงข้างมาก" เท่านั้น การกดดันจากกองทัพ และการขู่ว่าจะทำรัฐประหารไม่มีผลอีกต่อไป

การชุมนุมเมื่อวานนี้ สร้างพลังและความเข็มแข็งให้กับฝ่ายประชาธิปไตยและรัฐบาลอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าพลังของประชาธิปไตยยังเข็มแข็งอยู่และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้กับอำนาจนอกรัฐธรรมนูญต่างๆ

เราจะเห็นว่ามีการพยายามสะกัดกั้นต่างๆ ก่อนหน้านี้หนึ่งอาทิตย์ มีการขว้างระเบิดใส่พันธมิตร ขู่ว่าจะเกิดความรุนแรง มีการโหมโฆษณาพวกเสื้อขาว รวมทั้งทิ้งไม้ตาย "รักพ่อให้อยู่กับบ้าน"

ทั้งหลายทั้งปวงไม่อาจหยุดพลังเสื้อแดงได้ เพราะเขากำลังเดือดดาลที่มีคนกำลังจะปล้นประชาธิปไตยไปจากพวกเขา

ที่ไฮไลท์ที่สุดเมื่อวานคือ การโฟนอินเข้ามาของท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็เรียกน้ำตาของผู้คนที่รักผู้นำของเขาได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว จากน้ำเสียงและอารมณ์ที่ผมฟังอยู่เมื่อวาน ผมบอกได้ทันทีว่า ท่านายกฯทักษิณ ตัดสินใจสู้และตีโต้กลับแล้ว ส่วนจะสู้กับอะไร หรือใคร ก็คิดกันเอาเอง



การพูดถึงกระบวนการยุติธรรมว่า เป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรม ถือว่าเป็นการตีแสกหน้าตุลาการภิวัฒน์ได้อย่างเหมาะเม้งทีเดียว ต่อไปนี้ศาลจะตัดสินอะไรก็เป็นเรื่องของศาล แต่ในทางการเมืองแทบจะไม่มีน้ำหนักต่อนายกฯทักษิณเลย จะยึดทรัพย์ สั่งประหารชีวิต ก็ไม่มีผลอะไรในทางการเมือง มีแต่จะสร้างเงื่อนไขให้มีการตอบโต้กันรุนแรงยิ่งขึ้น

คำพูดของท่านนายกฯทักษิณที่ว่าท่านจะกลับเมืองไทยได้ก็ต้องแล้วแต่พระมหากรุณาธิคุณขององค์พระประมุขแห่งชาติ หรือขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชน

ผมจะไม่ตีความแล้วครับ เพราะคำพูดมันชัดแจ้งในตัวเองอยู่แล้วว่านั้นคือ เงื่อนไขทางการเมือง หรือข้อเสนอทางการเมืองของ “ผู้นำทางการเมือง” ฝ่ายประชาธิปไตย

ตอนนี้สถานะของนายกฯทักษิณ ในสายตาคนต่างชาติคือ ผู้นำทางการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตย มีสภาพไม่แตกต่างจากอองซานซูจี หรือผู้นำทางการเมืองที่ถูกเนรเทศหรือโดนจำคุกเช่น เนลสัน แมนเดนล่า ซึ่งแม้จะโดนกระทำจากอำนาจของอีกฝ่าย แต่โดนสภาพที่แท้จริงคือ “ผู้นำของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง” ซึ่งอาจเป็นกลุ่มที่ใหญ่สุดของประเทศก็ว่าได้

ผมเสนอว่าหากนายกฯทักษิณ จะต่อสู้ต่อไปให้เน้นไปที่การต่อสู้เพื่อสถาปนาความเข็มแข็งของประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย

ท่านนายกฯทักษิณ ควรออกมารณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ไม่ต้องไปเกรงใจใครทั้งสิ้นอีกแล้ว และออกเดินสายเพื่อให้ชาวโลกบีบไม่ให้ทหารทำการอะไรที่เป็นปฎิปักษ์กับประชาธิปไตย

ผมคิดว่าท่านนายกฯทักษิณควรจัดรายการ “ทักษิณพบกับประชาชน” ผ่านทางเว็บไซต์ เพราะเมื่อคืนผมเห็นท่านพูดออกทางวีซีอาร์แล้วผมได้คิดทันทีว่า โลกยุคนี้เทคโนโลยีก้าวไกล การจัดรายการผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเรืองที่ทำได้อย่างง่ายๆ โดยท่านเปิดเว็บไซต์ดีๆ ขึ้นมาสักเว็บหนึ่ง แล้วทุกเช้าวันอาทิตย์ท่านก็ออกมาจัดรายการโทรทัศน์ โดยบันทึกวิดีโอเป็นทีวีออนไลน์ก็ได้ คนก็จะดาวน์โหลด เผยแพร่ต่อไปเอง ถือว่าเป็นการรุกทางการเมืองก้าวใหญ่ทีเดียว เพราะประชาชนจะได้ฟังท่านอย่างสม่ำเสมอ และศัตรูก็คงทำอะไรท่านไม่ได้ จะบล๊อกก็คงยาก เพราะไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด




เมื่อวานคุณวีระ มุกสิกพงษ์ เสนอคำขึ้นมาคำหนึ่งในช่วงที่คุยกับท่านนายกฯทักษิณคือ ราชประชาสมาสัย ซึ่งแปลตามศัพท์คือ กษัตริย์และราษฎรพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งหากจะตีความทางการเมืองเมื่อวานก็คงตีความได้หลายอย่าง แต่ภายใต้กฎหมาย Lese Majestic ที่เข็มข้นตอนนี้ ผมไม่ตีความทางรัฐศาสตร์ก็แล้วกันนะครับ อยู่ที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลายจะตีความเอาเอง เพราะนี่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง สงครามทางการเมือง ไม่มีใครที่มีสถานภาพเหนือใคร มันอยู่ที่ว่า “กองกำลังใครจะมากกกว่ากัน” คนนั้นก็จะชนะ นั่นเอง

การต่อสู้ทางการเมืองต่อไปนี้ หากสามารถกันทหารออกไปได้ ก็คงเป็นการต่อสู้กันทางสภา และคงวุ่นวายไปอีกหลายปี แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีทางออกอยู่ดี สำหรับม็อบพันธมิตร นั่นโดยสภาพทางการเมือง ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว

กลุ่ม นปช. ควรหันเป้าไปที่ ตุลาการภิวัฒน์มากกว่า ส่วนกลุ่ม “สามเกลอ” คือ พีทีวี ควรมุ่งไปในภาพกว้างคือ ปลุกเร้ามวลชนให้ต่อต้านการทำรัฐประหาร เพื่อตรึงให้ทหารขยับไม่ได้ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาที่จะแก้ปัญหาในระบบต่อไป และตั้งเข็มมุ่งในการแก้ไข รธน.ให้ได้ ซึ่งการแก้ไข รธน. อาจมีการประนีประนอมกันได้ในหลายจุด เพราะเมื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบ ก็ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากแต่ประการใด ที่จะมีการเจรจากัน

ผมอยากสรุปง่าย ๆ ว่า เมื่อวาน ชาวเสิ้อแสดง ประกาศให้พวกใจเผด็จการทั้งหลายทราบว่า “กูไม่กลัวมึง”


จาก thaifreenews

หึ่ง!กกต.ไขก๊อกหนีมรสุมการเมือง‘เจ๊สด’ควันออกหูชี้แค่'ลับ-ลวง-พราง'

ลือหึ่ง! 3 กกต.ไขก๊อกหนีมรสุมการเมือง “สดศรี” ยันไม่มี กกต.คนไหนถอดใจลาออก ปัดไม่วิจารณ์กรณี "ทักษิณ" โฟนอินข้ามประเทศ ชี้การเมืองร้าวหนัก จี้ระงับชนวนขัดแย้ง

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ต่อสายพูดคุยกับประชาชนเรือนแสนที่มาร่วมงาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ว่า ไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไร และศาลก็ได้ตัดสินไปแล้ว การเมืองขณะนี้กำลังร้อนแรง ก็ต้องดูกันไป เราต้องประคับประคองกันไปเพื่อให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กกต.จะลาออก 3 คน เพื่อที่จะไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้ นางสดศรี ระบุว่า ข่าวนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่คณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) ยังอยู่ ซึ่งในสมัยนั้นก็ได้มีการมาพูดจากัน แต่คราวนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาหาตน และเท่าที่ทราบ กกต.คนอื่นๆ ก็ยังจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป ไม่เห็นมีใครที่จะแสดงท่าที่อยากจะลาออก

"ขอยืนยันว่า กกต.ทั้งหมดยังไม่มีใครถอดใจ ถ้าถอดใจก็คงลาออกไปตั้งแต่ตอนโน้นแล้ว ในส่วนของตน ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกเสียจากเขาไม่อยากให้เราอยู่ ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ไม่ว่าจะอย่างไร"นางสดศรี กล่าวย้ำ



'คนรักอุดร'เมินข่าวขนคนร่วม'ความจริงวันนี้'ยันมาด้วยใจ

'ขวัญชัย ไพรพนา'ไม่สนกระแสขนคนเข้ากรุงฯ ระบุ มีมานานแล้ว โต้ ทุกคนมาด้วยใจ

หลังปิดฉากงาน "ความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2" ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานไปอย่างงดงามเมื่อวานนี้ ภาพเหตุการณ์ของคนสวมเสื้อแดงเรือนแสนที่ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ ทำให้บุคคลที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับกลุ่มคนเสื้อแดงปิดปากเงียบที่จะนำประเด็นของจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมมาวิพากวิจารณ์ แต่กลับนำประเด็นของการรับจ้างขนคนเข้ามาร่วมชุมนุมมากระแสข่าวเพื่อดิสเครดิตของผู้จัดงาน "ชมรมคนรักอุดร" ก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ถูกระบุว่า มีการขนคนเข้ามาร่วมงาน โดยให้ค่าจ้างหัวละ 500-1000 บาท เรื่องดังกล่าว นายขวัญชัย ไพรพนา รักษาการประธานชมรม กล่าวว่า หลังจากกลับมาจากร่วมงาน "ความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2" สมาชิกจำนวน 1350 คนที่ไปร่วมงานต่างมีความรู้สึกเดียวกันนั่นคือ ตื่นเต้นและดีใจ ซึ่งตั้งแต่เช้าตนก็รับโทรศัพท์จากสมาชิกที่โทรเข้ามาพูดคุยด้วยอย่างไม่ขาดสาย ส่วนเรื่องกระแสข่าวการจ้างคนไปร่วมชุมนุมนั้น นายขวัญชัย ระบุว่า เป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามยุคคมช.ครองเมือง ซึ่งผู้ที่พยายามปล่อยข่าวต้องการที่จะดิสเครดิตชมรมให้ขาดความน่าเชื่อถือซึ่งตนไม่เคยนำเรื่องดังกล่าวมาใส่ใจ

"ยืนยันว่า สมาชิกทุกคนมาด้วยใจ ไม่เคยจ่ายเงินให้มาร่วมชุมนุม แม้แต่การเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ พวกเราก็เรี่ยไรเงินกันบนรถเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยใช้รถทัวร์จำนวน 26 คันในการเดินทางเข้ากรุงเทพฯในครั้งนี้" นายขวัญชัย กล่าว



'มานิตย์'ย้อนเกล็ด'สมเกียรติ'พูดจาไร้สติ

อ.มานิตย์เดือดโต้สมเกียรติ ไม่ใช่นึกจะพูดบ้าบออะไรก็พูดออกมา อยากจะรู้ว่าศาสดาของศาสนาที่พันธมิตรนับถือคือใคร แล้วอหิงสาแบบจำแนกนั้นคืออะไร ใครกันแน่คืออันธพาลตัวจริง

ภายหลังการปราศัยรายการความจริงวันนี้ สัญจร นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่ประชาธิปไตย (พธม.) ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกล่าวหากลุ่มนปก.เมื่อคืนนี้ ว่าเป็นกลุ่มที่ยึดถือกับระบอบเผด็จการรัฐสภาโดยทุนสามานย์ขณะที่ฝ่าย พธม.ยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มานิตย์โต้เดือดอย่าพูดจาดบ้าบอ

อาจารย์ มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ( นปก.)ได้กล่าวตอบโต้กรณีนายสมเกียรติว่า อยากจะถามกลับไปถึงคนที่พูดว่าระบอบเผด็จการรัฐสภาคืออะไรมีความหมายอย่างไร และทุนสามานย์คืออะไรใครเป็นคนจ่าย ไม่ใช่นึกอยากจะพูดบ้าบอก็พูดออกมา และอยากถามว่าคนที่เป็นกบฏมีสิทธิร้องขอเจ้าหน้าที่ให้มาจับผู้ร้ายด้วยหรือ

ยึดระบอบทักษิณแล้วเป็นไง

อาจารย์มานิตย์ กล่าวว่า ส่วนในกรณีที่นายสมเกียรติกล่าวหาว่ากลุ่ม นปก.ยึดระบอบทักษิณและเครือข่ายโกงชาติก็อยากจะถามกลับว่าระบอบทักษิณเป็นอย่างไรแล้วใครที่โกงชาติแล้วที่ แกนนำ พธม.อ้างว่าตนยึดหลักศาสนานั้นขอถามว่าศานสาที่พธม.ยึดถือใครคือศาสดา

ใครกันแน่คืออันธพาล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ พธม.กล่าวหาว่า นปก.นั้นใช้ยุทธวิธีอันธพาลทางการเมืองและความรุนแรง ในขณะที่ พธม.ใช้ยุทธวิธีแบบอหิงสาแบบจำแนกนั้น อาจารย์มานิตย์กล่าวว่าใครกันแน่ที่ใช้ยุทธวิธีอันธพาล อยากให้กลุ่มพันธมิตรไปหาคำนิยาม และคำจำกัดความ คำว่าอันธพาลจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่อันธพาล แล้วมากล่าวหาว่า นปก.อันธพาลขอถามว่านปก.อันธพาลเรื่องอะไร



'อ๋อย'เมิน'เจ๊กลิ้ม' โต้ไปไร้ประโยชน์

"อ๋อย" เมินตอบโต้เจ๊กลิ้มกล่าวหาอยากเป็นนายกฯตัวสั่น ระบุโต้ไปก็เสียเวลาเปล่า พร้อมระบุหากดึง 'ป๋าเปรม' เป็นตัวกลางเรื่องนี้ต้องคุยกันยาว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวประชาทรรศน์ถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้กล่าวหาว่าการทีนายจาตุรนต์ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนักและขึ้นเวทีปราศรัยในรายการความจริงวันนี้สัญจร เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่ามีความใฝ่ในอยากเป็นนายกรัฐมนตรี และต้องการนิรโทษกรรมตนนั้น ว่า เรื่องนี้ตนไม่อยากตอบโต้ และโต้กลับไปกลับมาเป็นการเสียเวลาและไม่มีประโยชน์ เพราะทุกอย่างตนก็ได้ชี้แจงไปแล้วบนเวที

ส่วนในกรณีที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร ได้กล่าวว่าหากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนกลางที่จะเจรจาทางพันธมิตรก็จะยอมเจรจาด้วยนั้น นายจาตุรนต์กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลาคุยกันนานหน่อย



Saturday, November 1, 2008

'น.พ.ประชา' ย้ำคนไทยไม่เห็นด้วยกับแก๊งพันธมาร

น.พ.ประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า บ่ายวันนี้ จะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงเพื่อติดตามรายการความจริงวันนี้สัญจร ที่ สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน เชื่อว่าประชาชนที่ไปร่วมงานไปด้วยความสมัครใจ ไม่มีการเกณฑ์คนคาดว่าประชาชนในพื้นที่ กรุงเทพฯ รอบนอก และ ปริมลฑณ จะเดินทางไปจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะ ข้อเสนอการเมืองใหม่ จึงเดินทางมาเพื่อแสดงออกร่วมกัน ส่วนการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงวันนี้ จะไม่มีการเคลื่อนพลไปปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างเด็ดขาด