WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 3, 2008

"พลังบริสุทธิ์"รวมพลคนเสื้อแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกเพื่อประชาชนผู้ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2551 จงรัก ภักดีราช มารายงานด้วยความรู้สึกที่ยังไม่หายอึ้งและไม่คลายความทึ่ง ต่อภาพที่ปรากฏต่อสายตาเมื่อบ่ายยันค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา …ต้องขอขอบคุณพลังใจของพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ทำให้รู้ว่าการต่อสู้ของพวกเรา มิได้โดดเดี่ยว

* ไม่น่าเชื่อว่า ผู้คนเรือนแสนสวมเสื้อสีแดงอัดแน่นเต็มชามอ่างยักษ์ที่ชื่อว่า “ราชมังคลากีฬาสถาน” จะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และการพูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้จะหิวกระหายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาธิปไตย แต่ก็ไม่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะออกไปท้าตีท้าต่อย รบพุ่งกับใคร เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ตรงกันข้ามทุกสุ้มเสี้ยง ทุกแววตา ต่างเรียกหาแนวทางสันติวิธี และประชาธิปไตย

* การชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ อย่างแท้จริง ได้สำแดงให้เห็น และถูกทำให้เป็นตัว อย่างต่อพี่น้องประชาชนที่กำลังจับจ้องมองดูความแตกต่างระหว่างคนเสื้อแดงกับชนเสื้อเหลือง แล้ว ว่า การชุมนุมที่ไม่ต้องมีไม้กอล์ฟ ไม้คมแฝก มีด ปืน ระเบิดปิงปอง และวาจาเกรี้ยวกราด จิตพยาบาท ใจอาฆาตมาดร้าย ก็สามารถก่อให้เกิดประจุพลังอันมหาศาล ที่ผู้ใดก็มิอาจต้านทานได้ กระทั่งทหารที่เคยเป็นอันธพาลผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมืองของไทย ก็ยังหันรีหันขวาง ปากคอสั่น ลิ้นไก่สั้น พูดจาอ้อมแอ้มกันไปหมด

* ชอบใจเหลือเกินกับ หนึ่งในสามข้อเรียกร้องของเครือข่ายสันติประชาธรรม ที่ว่าการยุติวิกฤติของชาติ คือ “หยุดให้ท้ายพันธมิตร” ...วันนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนที่เคยให้ท้ายพันธมิตรฯ คงจะรู้ตัวแล้วว่า มายาภาพที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ฉายให้ดู มายาคติที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดจากรอกหูกรอกหัว ผ่านเอเอสทีวี ทุกวี่วัน สุดท้ายปลายทางก็พ่ายแพ้ต่อ พลังอันบริสุทธ์ของประชาชนคนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง เนื่องเพราะ พันธมิตรฯ มิได้อยู่บนฐานที่มั่นอันสุจริต หากแต่ลงหลักปักลึกอยู่ในหลุมแห่งมโนทุจริต คือ กระทำชั่ว คิดชั่วมาแต่ชั้นในสุดของหัวใจ

* คำสรุป “ราชประชาสมาศัย” ของ วีระ มุสิกพงศ์ ที่ชี้ว่าเป็น หนทางเดียวที่ประเทศไทย จะได้ ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนมา ในห้วงเวลาที่หลายประเทศกำลังยื้อแย่งตัวกันไปเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ จักต้องถูกนำไปเผยแพร่ขยายผลให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่กำลังเฝ้ารอทักษิณ กลับมากอบกู้วิกฤติของชาติ ต้องแสดงพลังกันอีกสักครั้ง มิใช่งอมืองอเท้าเฝ้ารอ ให้ฟ้าประทาน เหมือนที่ผ่านมา

* พระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ กับ พลังใจอันบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผนวกรวมกันเป็นหนึ่ง ผนึกแน่นกันเป็นเนื้อเดียว เท่านั้น ที่จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จแห่งเป้าหมายของ คนรักทักษิณ คนรักประชาธิปไตย และ คนรักในหลวง ตัวจริง เสียงจริง คือ การปกป้องรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำลายแผนการอันชั่วร้ายของ พวกแอบอ้างสถาบันพระมหา กษัตริย์ เพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์แห่งตนเอง ทั้ง พันธมิตรฯ พันธมาร นักรัฐ ประหารเสื้อสีเขียว และ พรรคการเมือง

* ขอแรงชาวเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยไป ลากตัว จิกหัว วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหน คมช. มาสอบถามอีกสักทีเถิด ว่า จะเผาตำราและตำหนักทิ้งกับมือตัวเอง หรือ จะให้มีคนอื่นเผาให้ โทษฐานที่ไพล่ปากพล่อย ปล่อยข่าวทหารจะปฏิรูปการปกครอง ก่อน 1 พฤศจิกายนพวกที่รอทักษิณโฟนอิน จะคอยเก้อ ...ถึงวันนี้ แล้วเป็นไง วันที่ 1 พฤศจิกายน ประชาชนกว่าแสนคนร่วมทักทายและรับฟังการสนทนาสดกับทักษิณ ด้วยความอิ่มเอมหัวใจ เรียบร้อยแล้ว จะมีก็แต่ นายวารินทร์ นั่นล่ะที่คอยเก้อ ชะเง้อมองทหาร ไม่มีโผล่มาทำปฏิรูป สักคน เพราะ ทหารโง่ๆ ที่ยกหมอผีเป็นพ่อครู เกษียณอายุราชการ หมดอำนาจ วาสนาไปแล้วนั่นเอง

* จงรัก ภักดีราช เคยบอกแล้วว่า เพราะ สนธิ บุญยรัตกลิน ไปหลงเชื่อ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ จึงทำให้ชะตาชีวิตต้องตกต่ำ ถูกตีตราประทับติดตัวว่าเป็น ต้นเหตุตัวการดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน มีฐานะเสมอเท่าคนบาปแห่งแผ่นดิน ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกบันทึกไว้ แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว... ทว่ายังมี คนโง่บางคนที่ยังไม่เลิกปรนเปรอ นายวารินทร์ เพียงเพราะอยากได้ยินได้ฟังนิทานหลอกเด็ก ว่าวันหนึ่งข้างหน้า แผ่นดินใต้ฟ้าเมืองไทย จะตกเป็นของมันแต่เพียงผู้เดียว

* ยิ่งนานวัน ผู้นำพันธมิตรฯ บางคนก็ยิ่งเหมือนหมาบ้า ฮึ่มแฮ่...แยกเขี้ยว ยิงฟัน เข้าใส่ทุกคน ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม หากไม่เจือสมผลประโยชน์กับพันธมิตรฯ จะต้องถูกเห่า ถูกขู่ จะเปิดโปง จะแบล็กเมล ว่าเป็นคนมีเบื้องหลังสกปรก แอบอ้างเป็นคนสนิท ใกล้ชิดเบื้องสูง มาทำลายขวัญกำลังใจมวลชนของพันธมิตรฯ จน หลายคนต้องกระมิดกระเมี้ยนพูดจา ราวกับกลัวว่าผู้แซ่ลิ้มประมุขแห่งพันธมิตรฯ จะได้ยินเสียง ก็มิปาน

* อาการ “ไม่เห็นหัว” ของผู้แซ่ลิ้ม ยังพอเข้าใจได้ถึงพฤติกรรมของคนผู้นี้ที่รู้ดีว่าวาระสุดท้ายใกล้มาถึง แต่ที่น่าตื่นตะลึงมากกว่าก็คือ ผู้ถูกเสียงเห่า เสียงขู่ กลับก้มหน้าก้มตาปิดปากนิ่งเงียบ ไม่มีตอบ ไม่มีโต้ ไม่มีกระทั่งเสียงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ถูกโยนเข้าใส่ ทำราวกับว่าเป็นเรื่องจริง ว่าที่แท้ก็แค่แอบอ้างเหมือนกัน

* ทั้งๆ ที่เพิ่งพูดจาหนักแน่นเป็นแม่นมั่นว่า เป็นตัวจริง เสียงจริง ทั้งชื่อเสียงเรียงนาม ตำแหน่งแห่งที่อันมีอยู่ ก็เคยใช้ข่มขู่ผู้อื่นให้ขวัญกระเจิงมานักต่อนัก แต่เมื่อมาเจอผู้แซ่ลิ้ม ตวาดใส่หน้า “กูไม่กลัวมึง” กลับหดหัวเก็บหาง ปล่อยวางหน้าที่ เลิกห่วงความสงบของบ้านมือง หันกลับมาห่วงความสงบเรียบร้อยของชีวิตตัวเองทันที …อีหรอบนี้ ต่อไปใครจะเชื่อว่า เป็นตัวจริง เสียงจริง

* จงรัก ภักดีราช เห็นใจ วีระ มุสิกพงศ์ เป็นอย่างยิ่ง จัดกิจกรรมพบปะแฟนๆ ครั้งหน้า จะไปหาสถานที่แห่งใดมารองรับมวลมหาประชาชน ที่สนใจมารับฟัง “ความจริงวันนี้” ของประเทศไทย เพราะสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ ยังไม่พอรองรับ จัดงานครั้งหน้าก็เห็นมีแต่จะเพิ่มรอบเท่านั้น จึงจะตอบสนองความต้องการของแฟนๆ ได้


“จับโจร” จะรออะไร?

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


“เหยื่อ” รายล่าสุดของม็อบเถื่อนพันธมิตรฯ ในนามของคำว่า “หน่วยรักษาความปลอดภัย” เป็นเพียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกว่าจ้างให้ไปส่งที่ทำเนียบเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าสติ๊กเกอร์ “เบื่อพันธมิตร” ที่ติดหน้ารถ กลับทำให้หนุ่มมอ’ไซค์รับจ้างถูกหิ้วปีกไปสอบสวนและทำร้ายร่างกาย ยึดบัตรเอทีเอ็ม และบีบบังคับให้บอกเลขที่บัตรเพื่อไปกดเงิน เคราะห์ยังดีที่หนุ่มคนนี้ถูกปล่อยตัวออกมาอย่างปลอดภัยครบ 32 หลังถูกกักตัวอยู่กว่า 4 ชั่วโมง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “การ์ดพันธมิตรฯ” ใช้อภิสิทธิ์เถื่อนทำร้ายร่างกายประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่หลุดหลงเข้าไปยังเขตปกครองพิเศษนั่น จริงอยู่ที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของสถานที่ชุมนุมใดก็ตาม มีสิทธิ์เชิญตัวหรือป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกที่มีแนวโน้มจะเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายเข้ามาในบริเวณการชุมนุม แต่นั่นก็ไม่ใช่การ “นำตัว” เข้าไปสอบสวนกันเองภายในม็อบ หรือนำตัวไปประจานบนเวทีของตัวเอง ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังโมโหของผู้ชุมนุมในบริเวณนั้น
ที่สำคัญ หน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะควบคุมตัวหรือสอบสวนผู้ที่ถูกสงสัยว่ากระทำความผิด การกระทำของการ์ดพันธมิตรฯ ไม่ต่างจากการกระทำผิดในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ยืนยันให้เห็นว่านี่เป็นม็อบโจรปล้นทำเนียบ ไม่ใช่การชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยมาตั้งนานแล้ว หมดสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายมาตั้งแต่เจออาวุธในการชุมนุมมาก่อนหน้านั้นแล้วด้วยซ้ำ

ความอดทนที่ประชาชนประเทศนี้มีต่อม็อบพันธมิตรฯ อาจหมายถึงการยอมให้อยู่อาศัย และ “ทำนา” ภายในทำเนียบรัฐบาลอย่างไม่ไปเกะกะระรานใคร แต่ยิ่งนานวัน พวกนี้ยิ่งอยู่สงบๆ ไม่ได้ และยังลากคนเข้าไปทำร้ายถึงในที่ซ่องสุมของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับวันยิ่งมีแต่ทำให้ความอดทนของพลเมืองดีลดลง

เหตุปาระเบิดใส่ม็อบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นของความรุนแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นั่นคือ ตาต่อตาฟันต่อฟัน เราทุกคนที่เป็นพลเมืองดี เป็นประชาชนประเทศนี้ที่เคารพกฎหมาย ไม่มีทางสนับสนุนให้ประชาชนด้วยกันต้องลุกมาแก้แค้นกันเอง สิ่งเดียวที่สมควรจะทำคือเรียกร้องกดดันไปยังรัฐบาลและตำรวจว่ากลัวอะไร เกรงใจใคร เหตุใดจึงปล่อยให้โจรทำเนียบแผ่ขยายความป่าเถื่อน กัดกินความสงบร่มเย็นของประชาชนคนอื่นๆ ได้มากและนานมาถึงขนาดนี้

หรือต้องรอให้เหตุการณ์มันกลายเป็น “จลาจล” จนระงับไม่อยู่ จึงจะเพิ่งคิดกันออกว่าควรจะจัดการกันอย่างไร



หยุดให้ท้ายพันธมิตร !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

กลุ่มคนเสื้อแดงเรือนแสนที่มารวมตัวกัน ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถือว่าเป็น “คำเตือน” จากฝ่ายประชาธิปไตยที่อดทนไม่ไหวกับ “เผด็จการ” และ “ความไม่ยุติธรรม”

ปรากฏการณ์เช่นนี้ต้องการจะสื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ และ อำนาจมืด ที่จ้องเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แม้จำนวนของ “คนเสื้อแดง” ข่าวแต่ละสำนักรายงานออกไปไม่เท่ากัน ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามความจริง เพราะภาพที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกก็บอกอย่างชัดเจนแล้วว่าคนมหาศาลจริงๆ

ไฮไลต์ของงานนี้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับประชาชน ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ค่อยได้ออกมาพูดในลักษณะนี้นานแล้ว

จุดสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สื่อสารออกมาคือไม่ได้รับความยุติธรรม โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ผมคิดถึงใจจะขาด แต่ยังไปไม่ได้ ทั้งที่คิดถึง เพราะสั่งจำคุกผม 2 ปี อายุความ 10 ปี แสดงว่าอยากเอาผมไว้เมืองนอก 10 ปี อยากถามพี่น้องว่า จะเก็บผมไว้ต่างประเทศ นานขนาดนั้นไหม

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าววุ่นวายว่าผมโฟนอินจะพูดยุยงให้แตกแยก ผมไม่ใช่หัวหน้าม็อบนะครับ ผมเป็นอดีตนายกฯ แม้เขาจะยัดเยียดคุกให้ ผมก็เป็นห่วงบ้านเมือง ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ทำลายผม ความแตกแยกเกิดเพราะการปฏิวัติ 19 กันยายน ต้องการจัดการคนคนเดียว แน่นอนผมรักชาติ รักสถาบัน ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และไม่ได้รับความยุติธรรม ดังนั้นความไม่ยุติธรรมเป็นเหตุแห่งการทำให้ประชาชนต้องมาร่วมต่อสู้” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ประชาชนที่ร่วมรับฟังในวันนั้น ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะความไม่ยุติธรรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญชะตากรรมหลังจาก เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 พวกเราจึงต้องมารวมตัวกันในวันนี้

พลังของคนเสื้อแดง ที่รักประชาธิปไตย จะมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังมีอำนาจมืดต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ออกไปจากการเมืองไทย

ดังนั้น ผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องกลับไปคิดไตร่ตรองให้ดี หากพวกท่านยัง ให้ท้ายพันธมิตรฯ แบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศชาติก็จะไม่มีวันสงบ

เพราะประชาชนทั่วประเทศ รู้ความจริงของสถานการณ์การเมือง ทั้งเบื้องหน้า– เบื้องหลัง หมดแล้วว่าใครคอยให้ท้ายพันธมิตรฯ

หากยังหวังดีต่อประเทศชาติจริงๆ โปรดหยุดให้ท้ายพันธมิตร !


ลูกจีนไหหลำ??


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

กะพรุนไฟ

ขบวนการของคนที่ทำตัวเป็นเสมือน “กุ้ง” ที่ขี้อยู่บนสมอง...เลิกที่จะ “กลัวลาน” หวั่นวิตกกันเสียที
เพราะการ “โฟนอิน” ส่งเสียงตามสายของอดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่มีอะไรในกอไผ่...
“ประเทศไทย” ไม่ได้บุบสลาย หายนะ เหมือนที่ท่านได้กลัวไปก่อนหน้านี้!!
อีกทั้งก็ไม่มีการยั่วยุ ปั่นหัวคนไทย ให้ฆ่าแกง กันด้วย

เป็นการขอพึ่ง “พระบารมี” เพื่อขอเดินทางกลับประเทศไทย...หวังกลับมา ทำคุณอันอเนกอนันต์ แก่ชาติบ้านเกิดเมืองนอนเป็นที่ตั้ง

มากกว่า การนำสติปัญญา ไปพัฒนาบ้านอื่นเมืองอื่น...ที่พากันเปิดประตูบ้านประตูเมือง ให้ “ท่านทักษิณ”เข้าไปเป็น “ราษฎรกิตติมศักดิ์”

เพราะรู้ดีว่า ด้วยมันสมองและสองมือของ “ทักษิณ” ย่อมพัฒนาประเทศนั้น เมืองนั้น
ให้โตพรวดพราดได้ภายในไม่กี่ปี

และที่ถือเป็นไฮไลต์ของงานอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ส่งเสียงอ้อนแก่ “ชาวรากหญ้า” ที่สวมเสื้อสีแดงแรงฤทธิ์ ที่เข้าไปในสนามราชมังคลากีฬาสถานจนแน่นเอี๊ยด

ว่าถูก “กระบวนการยุติความเป็นธรรม”!!
ไม่ให้ความเป็นธรรม ตามข้อเท็จจริง
โดย “ท่านทักษิณ” กล่าวย้ำว่า ถึงตัวเอง จะเป็น “ไฮเปอร์แอ็กทีฟ” บ้างาน
แต่ก็ทำให้เมืองไทยดีขึ้น เจริญขึ้นในพริบตา...ซึ่งความเป็นจริง ก็ทนโท่ดังที่ “ท่านทักษิณ” จาระไนมาทุกเม็ดและทุกดอกนั่นแหละ

และเมื่อว่ากันถึง “ความไม่เป็นธรรม” แล้ว ...อยากให้เข้าไปดูความไม่เป็นธรรม ที่แวดวงคนดงสีกากีตำรวจ กำลังประสบเคราะห์กรรม วิบากกรรมในขณะนี้

รุนแรง ไม่น้อยไปกว่า ที่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” เจอะเจอก็แล้วกัลล์ล์!!
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เจตนาอันชัดถ้อยชัดคำ ของ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ให้เอกสิทธิ์อันชอบธรรม แก่ “ผู้บัญชาการ” แต่ละภาคใช้ดุลพินิจ...

แต่งตั้งและโยกย้าย ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้อย่างอิสระ และสะดวกโยธิน
แต่ความจริง กลายเป็นว่า มี “นายตำรวจ” ยศใหญ่ระดับ “พลตำรวจเอก” สายเลือดลูกจีน “ไหหลำ”....มาแก้โผการแต่งตั้ง ของ “ผู้บัญชาการ” ทุกภาค อย่างเสร็จสรรพ

ดูเหมือนเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ และ หักหน้า “พล.ต.อ.พัชรวาท” กลายๆ ก็ไม่ปาน เพราะท่านให้ผู้บัญชาการแต่ละคน แต่งตั้งลูกน้อง และลูกทีมเอง

แต่เหตุใด ไฉนก็ไม่รู้ “นายพล” คนนี้....ถึงได้เข้ามาแทรกแซง ล้วงลูก จัดทำโผใหม่!! จนวงการตำรวจเขาท้อ และหมดเรี่ยวแรง ในการทำงานกันแล้ว??

เพราะไหนจะถูก “เจ๊กลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล เบอร์หนึ่งแห่งม็อบพันธมิตรฯ อัดจนเสียศูนย์ หมดน้ำยา กันอย่างที่เห็น...
ยังมาถูก “นายตำรวจ” ด้วยกัน... ย่ำยี่บีฑา ...จนทำให้ “ผู้บัญชาการ” เริ่มอิดหนาระอาใจกันเป็นอย่างมากแล้วล่ะ “ท่านพัชรวาท” เจ้าขา??

ว่ากันถึง ลูกคนจีน สายเลือด “ชาวไหหลำ” ต้องยอมรับว่ามาแรงเหลือลากจริง ๆ
อย่างกับ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่เที่ยวระราน ด่าประจานลูกจีนคนอื่น ก็มีเทือกเถาเหล่ากอมาจาก “ชาวไหหลำ” ทั้งแถบ...

ตระกูล “จิราธิวัฒน์” เจ้าของเครือข่าย “เซ็นทรัล”...สายสัมพันธ์ ก็เป็น จีนไหหลำ
“บิ๊กเฉลียว อยู่วิทยา” แห่งกระทิงแดง เลือดเนื้อกายใจทั้งแท่ง ก็เป็น “ชาวไหหลำ” เหมือนกัน
ด้าน “เสี่ยดิลก มหาดำรงกุล” เชื้อสายวงศ์ตระกูลก็เป็น “จีนไหหลำ” ทุกหยาดหยด

กระทั่งศรีภรรยาเบอร์หนึ่งตลอดกาลของ “เจ้าสัวเบียร์ช้าง” คุณพี่เจริญ สิริวัฒนภักดี เลือดภายในกายเป็น “ชาวไหหลำ” ที่ทำหามากิน เหมือนๆ กับคนอื่นเช่นกัน...

แม้แต่ คุณพี่ยอดชาย “คุณบุญถึง ผลพาณิชย์” ลูกรักลูกใคร่ ของ “บิ๊กป๋า”...ซึ่งพี่ชายเขาก็คือ “พล.ต.อ.บุญเรือง ผลพาณิชย์” ก็เป็นชาวไหหลำ...เลือดแท้แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
โดยเฉพาะ “คุณพี่บุญถึง” เขาว่าเป็น ญาติสนิทอันดับต้นๆ ของ “ศรียาภรรยา” เจ้าสัวเจริญด้วยล่ะ..
เมื่อโยงไปมาอย่างอีนุงตุงนังกันแล้ว จะเห็นว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” มักไม่ค่อยจะนำม็อบพันธมิตรฯ ไปดาวกระจายในแวดวงการทำธุรกิจของลูกจีนไหหลำที่เกิดในไทย

เมื่อมาถึงตรงนี้ ไม่ทราบว่า “ท่านดิสธร วัชโรทัย” ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ “ลูกคนจีน” ผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

ที่ถูก “สนธิ” จิกและด่าว่าเป็นของปลอม ...ไม่ใช่ลูกจีนตัวจริงเสียงจริง ที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้น....เป็น “ลูกคนจีน” ที่มาจากสายคนจีน “ไหหลำ” หรือเปล่า

ถ้าหากแม้นท่านเป็น “ชาวไหหลำ” แล้วละก็...“สนธิ” ไม่น่าจะล่อ...ด่าทอกันชนิดสติหลุดเช่นนั้นหรอก???


พลังเสื้อแดง

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปรากฏการณ์ รวมตัวของคนใส่ “เสื้อสีแดง” ที่สนามกีฬา “ราชมังคลากีฬาสถาน” สถานที่ซึ่งจุคนเต็มสนามกว่า 5-6 หมื่นคน และคนที่ติดตามการรายงานข้อมูลข่าวสาร และฟังการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต อีกหลายแสนหลายล้านคนที่รับรู้รับทราบในกิจกรรมนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา ที่อยู่ๆ คนจะมารวมตัวกันมากขนาดนี้ และไม่ธรรมดาสำหรับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ต้องจารึกเอาไว้เลยทีเดียว

“พลังคนเสื้อแดง” ผู้รักชาติและรักประชาธิปไตย แรงจนฉุดไม่อยู่จริงๆ คนที่มาร่วมงาน ด้วยจิตใจสุดฮึกเหิม ไม่หวั่นกลัวอะไรทั้งสิ้น

ทุกคนที่เข้ามาในสนามราชมังคลากีฬาสถาน มาด้วยความสมัครใจ ไม่ได้ถูกจ้างมา

ทุกคนที่เข้ามาในสนามราชมังคลากีฬาสถาน มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้พกพา นำพา อาวุธไม่ว่าจะเป็น ปืนผาหน้าไม้ อะไรทั้งสิ้น

ทุกคนที่เข้ามาในสนามราชมังคลากีฬาสถาน มาด้วยความเคียดแค้นชิงชัง “คณะปฏิวัติรัฐประหาร-อำมาตยาธิปไตย-อนาธิปไตย-อภิชนาธิปไตย”

ในขณะที่หลายคนฝ่ายประชาธิปไตยกำลัง “ปลื้ม” ในพลังคนเสื้อแดง ที่ออกมาแสดงตัวให้ชาวโลก และคนทั้งประเทศได้รับรู้ว่าเป็นคลื่นพลังที่ยิ่งใหญ่ตระการตา แต่มีคำถามขึ้นเหมือนกันว่า แล้วสถานการณ์นี้จะพัฒนาต่อเนื่องไปอย่างไร...?... ไปทางไหน…?... ต่อไป และ จะไปอย่างไร…?... มากกว่า

คำตอบเห็นจะเป็น “ไฮไลต์” หรือ “โฟกัส” ในงานนี้ ซึ่งอาจจะมีมุมมองแต่ต่างกัน บ้างก็ว่าไฮไลต์ของงานอยู่ที่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนสื่อต่างประเทศมองว่า จาตุรนต์ ฉายแสง ต่างหากที่ทิ้งคำพูดเอาไว้น่าติดตาม

พันธมิตร-พันธมาร ซึ่งแปลเปลี่ยนเป็น “ม็อบโกเต๊ก” ที่มีแกนนำอย่าง “โกตั๊บ” โหมโรงว่า เป็น สงครามประชาชน และทิ้งคำพูดหลายครั้งว่าเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย”

ขณะที่ “จาตุรนต์ ฉายแสง” กล่าวปราศรัยชัดเจนที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ว่า เป็น “ที่มารวมกันวันนี้ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งสุดท้ายแต่เป็นการเปิดฉากของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

คำพูดนี้ของ “จาตุรนต์ ฉายแสง” ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อสารมวลชนไทยมากนัก เพราะส่วนใหญ่จะไปให้ความสนใจแต่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น !!!

แต่...สื่อสารมวลชนต่างประเทศเขาบอกในทำนองเดียวกันว่าคำพูดของ จาตุรนต์ ฉายแสง “นี่แหละ…!!!...คือไฮไลต์ของการเมืองไทย” ในวันนี้อย่างแท้จริง

เมืองไทย กำลังจะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งสำคัญอีกวาระหนึ่งหรือไม่ เป็นเรื่องน่าติดตาม เพราะกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไทย เมื่อตกจุดตกสูงสุดแล้ว มักจะดีดตัวกลับอย่างรุนแรง เช่นเหตุการณ์เดือน ตุลาคม 2516 มีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2518 ที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดในประเทศไทยของเรา หรือ พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ภายหลังมีการตั้ง สสร.ขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ถือว่าเป็นสิ่งทันสมัยที่สุดในโลก “รัฐบาลเข้มแข็ง บริหารประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างทันสมัย แก้ไขปัญหาที่ฐานใหญ่คือคนรากหญ้า”

แต่...การเปลี่ยนแปลงใดๆ ในประเทศไทยมักจะต้องมีเหตุการณ์นองเลือด เข่นฆ่ากันเองทุกครั้ง เราได้แต่หวัง และ ภาวนา !!! ในการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ หากจะมี ทุกคนในประเทศไทย ควรจะจริงใจในการเคารพในวิถีทางประชาธิปไตย เคารพใน สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ !!! ที่มีเหลืออยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยในยุคนี้... มันจะมีวันนั้น วันที่ทุกคนใฝ่ฝันหรือไม่ อนาคตอยู่ไม่ไกลนับจากวันที่หน่อเนื้อประชาธิปไตยนับแสน นับล้านคน ได้ถูกปักชำที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน รอวันแตกกิ่งก้านสาขา ออกดอก ออกผล ... เท่านั้นเอง



Sunday, November 2, 2008

คำต่อคำ"แม้ว"โฟนอินความจริงวันนี้ (1 พ.ย. 51)

คำต่อคำ"แม้ว"โฟนอินความจริงวันนี้ ลั่นไม่มีใครเอากลับประเทศได้ นอกจาก"พระบารมี" โอดถูกยัดเยียดคุก

เมื่อเวลา 20.50 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินร่วมเวทีปราศรัยที่ราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีนายวีระ มุกสิขพงษ์ พิธีกรรายการเป็นผู้ซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรม เขาบอกว่าคนอย่างผมแค่รักษาลมหายใจก็ยากเต็มที่แล้ว ถ้าไม่มีพี่น้องประชาชนให้กำลังอย่างนี้ก็คงอยู่ไม่ได้หรอก"


"สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรมทุกท่านครับ จำเสียงผมได้ไหมครับ ที่รู้ๆ ผมคิดถึงท่านนะครับ ผมคิดถึงเวทีปราศรัยครับ เพราะเวลาปราศรัยได้เห็นปฏิกริยากับอารมณ์ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งสายตาด้วย มันทำให้มีความรู้สึกเหมือนเราเอาหัวใจพูดกัน ท่านคิดถึงผมบ้างไหมครับ ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ"


ขณะเดียวกัน นายวีระ ร้องเอื้อนว่า "คิดถึงใจจะขาด" จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "ขอบคุณมากครับ คิดถึง แต่ผมยังไปไม่ได้ เพราะเขาสั่งให้จำคุก 2 ปี แต่ผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่าเขาต้องการเอาผมไว้เมืองนอก 10 ปี ผมเลยถามว่าพี่น้องจะเก็บผมไว้ต่างประเทศนานขนาดนั้นไหมครับ"


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าวุ่นวายกันหมด พอรู้ว่าตนจะโฟนอิน เขากลัวว่าตนจะยุยงให้แตกแยกกัน แต่ตนไม่ใช่หัวหน้าม็อบ ถึงจะโดนยัดเยียดคุกให้ ก็ยังเป็นอดีตนายกฯ ก็ยังห่วงบ้านเมืองอย่างเดิม


นายวีระ กล่าวว่า พี่น้องประชาชนที่นี่รักบ้านเมือง รักกฎหมาย จะไม่ว่าอะไร หากใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มีปัญหาคนที่นี่เขาลงมติว่า กระบวนการยุติธรรมที่ใช้กับท่าน ใช้ไม่ได้เลย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "ไม่ใช่ เขาใช้กระบวนการยุติความเป็นธรรม พี่น้องคิดว่า อดีตนายกฯ คนหนึ่งที่เคยเป็นที่ยอมรับ ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึง 2 สมัย ครั้งล่าสุดได้ 377 จาก 500 เป็นประวัติศาสตร์ แต่กลับโดนลอบฆ่า โดนปฏิวัติ แต่การปฏิวัติปกติ เขาทำกันตอนรัฐบาลไม่ดี แต่นี่รัฐบาลยังมีความนิยมมาก มันฝืนความรู้สึกประชาชนส่วนใหญ่ มันถึงได้ยุ่งอย่างทุกวันนี้ เพราะปฏิวัติตอนที่ประชาชนยังชื่นชมรัฐบาลอยู่

นายวีระกล่าวเสริมว่า ทุกคนที่นี่ลงความคิดเห็นแล้วว่า ความแตกแยกเกิดจากการปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย. 49 อดีตนายกฯ กล่าวว่า "ใช่ครับ มันต้องการจัดการกับคนๆ เดียว โดยเอากระบวนการยุติธรรมให้ยุติความเป็นธรรมหมด" และยืนยันว่ารักชาติ รักประชาชนทุกคน รวมทั้งเทิดทูนสถาบันทุกสถาบัน


"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"


"ผมและครอบครัว ถูกทำร้ายไม่ว่าจะเป็นการอายัดทรัพย์ที่หากินมาได้ทั้งชีวิต ก่อนเข้าการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสั่งจำคุก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อหาทั้งครอบครัว ตอนนี้ แม้แต่เลขาฯ ก็ไม่เว้น ครอบครัวต้องแตกกระซ่านซ่านเซ่น พ่อไปอยู่ทาง แม่ไปอยู่ทาง ลูกไปอยู่ทาง แต่ความเดือดร้อนของผมเปรียบเทียบกับประชาชนในประเทศถือว่ายังเล็กน้อย ผมทนได้ แต่ว่าปัญหาคือประเทศจะย่อยยับ"

นายวีระถามว่า ปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ถือว่าสาหัสก็จริง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาของคนไทย เชื่อว่าจะต้องแก้ปัญหาคนไทยก่อนตัวเอง อดีตนายกฯ กล่าวว่า "แน่นอนครับ ผมเนี่ยเป็นคนบ้างาน ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นคนไฮเปอร์แอ๊คทีฟ"


ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า "ก็นั่นแหละ ท่านทำแต่งาน ไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเองบ้างเอง" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหัวเราะพร้อมกล่าวว่า "มันมีความสุข เวลาทำงานแล้วมันสำเร็จ"


"เวลาเขาไล่คนบ้างานออกไป แล้วเขาไปเอาคนที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาช่วยทำงาน ระหว่างผมอยู่อังกฤษ ผมไม่มีอะไรทำก็กลัวจะสมองฝ่อ กลัวเหงา ก็ไปซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาบริหาร ตอนหลังมานึกว่าจะได้เงินคืน เขาก็ยังไม่ถอนอายัดทรัพย์ ผมก็เลยต้องขายทีมไป ขายทีมให้กับพวกอาบูดาบี เลยพอมีกำไรไว้เลี้ยงครอบครัว ไว้ใช้จ่ายระหว่างชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ระหว่างอยู่เมืองนอกนี่แหละครับ ตอนนี้พอเขาเห็นว่าผมทำงานระดับโลกสำเร็จ ก็มีนักธุรกิจจากหลายประเทศมาชวน ผู้นำหลายประเทศก็มาเชิญผมไปเป็นราษฎรกิตติมศักดิ์ เพื่อช่วยคิดแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเขา ผมเองก็ภูมิใจ แต่ลึก ก็เศร้าใจว่า ทำให้ใครก็ได้ในโลกนี้ แต่ทำให้ประเทศตัวเองไม่ได้"


"ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน จริงไหมครับ" อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว


นายวีระ กล่าวว่า มีศัพท์อยู่คำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะกินใจ ท่านพูดมาแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำนั้น คือเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันสูงสุด อาศัยพระบารมีของท่าน บวกกับพลังรากหญ้า คือมวลมหาประชาชนเข้าด้วยกัน คำนั้นเขาเรียกว่า "ราชประชาสมาสัย"


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "ผมฟังแล้วขนลุก เหมือนที่บอกว่าเย็นศิระ เพราะพระบริบาล" นายวีระกล่าวว่า "เรื่องนี้เป็นจริงแน่ เกิดได้ในเมืองไทย จะได้เห็นกันเรื่องราชประชาสมาสัย"


"ขอบพระคุณครับ เอาล่ะครับ พี่น้องครับ มาดูหน้าตาผมดีกว่า ว่าโทรมลงไปขนาดไหน แก่แค่ไหน เพราะโดนขนาดนี้มันไม่โทรมก็แย่แล้วครับ เมื่อก่อนเวลาผมไปอีสาน ชาวบ้านบอกว่าหล่อ ถ้าคราวนี้เขาเห็นบอกว่าแก่ โทรม เอาล่ะมาดูหน้าตากันดีกว่า"


(จากนั้นบนเวทีได้เปิดวีทีอาร์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อัดไว้ล่วงหน้า โดย พ.ต.ท.ทักษิณใส่สูทนั่งที่โต๊ะทำงาน)

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า "พี่น้องได้มารวมตัวกันที่นี่ อย่างที่ไม่มีใครเป็นผู้นำ แต่ที่นำให้มาก็คือความรู้สึกกังวล รักชาติ รักประชาธิปไตย ความเกลียดความไม่ยุติธรรมในประเทศ ทำให้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันที่นี่ แต่ผมขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ท่านทุกคนครับ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจจากผมที่ค่อนข้างจะไม่มีกำลังใจ เพราะว่าต้องพบกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ"


"วันนี้ผมอยากจะเรียนว่าเผด็จการที่เกิดขี้นจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ผมคิดว่าตัวผมเองจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน ประเทศวันนี้เสียหายมากจากการปฏิวัติในครั้งนี้ เพราะว่าเขาได้ทำลายนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ความหวังของประชาชน อนาคตของเยาวชนเราถูกทำลาย โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียหายมาก แต่ที่สำคัญก็คือว่า เริ่มต้นก็นำความอยุติธรรมเข้าสู่สังคมไทย ด้วยความที่ต้องการขจัดคนๆ หนึ่ง พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง

จนวันนี้ประเทศไทยกำลังถูกท้าทายว่า จะเดินหน้าเข้าไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้นหรือว่าจะถูกถกถอย ถอยหลังไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่ว่า เราจะช่วยกันต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตยทุกรูปแบบ เพื่อเราจะได้ประชาธิปไตยระบบที่ให้ความเป็นธรรมกับคน ด้วยความถ่วงดุล ไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่เราเจออยู่ ประชาธิปไตยเป็นจิตวิญญาณของการบริหารประเทศ เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศเป็นธรรมและให้โอกาสคน แต่วันนี้ ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้ามาเป็นอันตรายอย่างสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาเรียกว่า Global Crisis Financial หรือวิกฤตการเงินโลก และเกิดกับประเทศที่เป็นเจ้าตำรับทุนนิยม คืออเมริกาและแถวยุโรป ความเสียหายนับค่าไม่ได้"


"ความเสียหายตรงนี้จะมาถึงประเทศไทย มาถึงแถบเอเชียแน่นอน แต่เมื่อมาถึงมาเจอความขัด แล้วความเชื่อมั่นที่เขาจะมาลงทุน ความที่เขาอยากจะมาค้ามาขายกับเมืองไทย มันจะได้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ลำบาก พี่น้องก็ลำบาก ลูกหลานก็ลำบาก จนถึงลูกหลานที่เราอุตส่าห์ส่งเงินไปเรียนหนังสือ เสียเงินเสียทองไปเยอะแยะ จบมาแล้วก็ไม่มีงานทำ เด็กก็แย่ ผู้ใหญ่ก็แย่ งั้นผมว่าเรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจดีกว่า"


"ความเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตย เขาให้เรามาสร้างชาติ เขาไม่ได้เอาความเห็นที่แตกต่างมาสร้างความแตกแยก แบ่งฝ่าย นับวันก็สร้างความรุนแรงขึ้น ผมขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจท่านทั้งหลายที่มาชุมนุมกันอย่างสันติ ที่มาชุมนุมด้วยใจ ความรักชาติ ความรักประชาธิปไตย ความรักความยุติธรรม ท่านไม่ได้พกอาวุธมา อันนี้คือสิ่งที่ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจ ผมคิดว่าการแสดงออกเพื่อส่งสัญญาณให้ใครก็แล้วแต่ได้รับรู้ว่า นี่คือคนไทยส่วนใหญ่ อยากเห็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้น อยากเห็นความยุติธรรมในสังคมไทย อยากเห็นความสมัครสมานสามัคคี

นี่คือสิ่งที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ไม่มีใครนำพาท่านมา แต่สิ่งที่นำพาท่านมาคือความที่ห่วงใยชาติ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผม จริงๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะได้พูดหรือเปล่า ต้องขอบคุณผู้จัดรายการที่ให้โอกาสผมได้พูดกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ตัวผมเองก็ขอใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนอีกสักระยะหนึ่ง ก็คงจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศตามที่เขาต้องการว่า ให้ผมไปช่วยเหลือด้านนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ

การพลิกฟื้นประเทศของเขา จะพยายามเท่าที่เวลามี และขณะเดียวกันจะทำธุรกิจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพราะว่าเงินทองก็ยังถูกอายัดไว้อยู่ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น นี่คือโชคชะตาที่ผมรับ ก็คือว่าเป็นกรรมที่ผมใช้ แต่เป็นกรรมที่ไม่ได้สร้างเอง เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเองก็ต้องการกำลังใจ ขอบคุณหลายท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ผมในรูปแบบต่างๆ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านด้วย ผมรู้ครับ ว่าเมืองไทยตอนนี้มีแต่ข่าวร้าย ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่ว่า ด้วยพลังใจของทุกคน สิ่งเหล่านี้คงผ่านไปด้วยดีครับ ขอขอบคุณครับ ขอเป็นให้กำลังใจทุกคน สวัสดีครับ"

คลิปเสียงฉบับเต็ม มติชนออนไลน์

นายกฯ ระบุโฟนอิน พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย


กรุงเทพฯ 2 พ.ย.- ที่ราชนาวีสโมสร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่จัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ว่า ได้รับรายงานว่า ทางตำรวจได้ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ส่วนการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ตนไม่ได้ดู เพราะเมื่อคืนเพิ่งเดินทางกลับจากต่างจังหวัด แต่เท่าที่ทราบพบว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหา ส่วนจะขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ตอบไม่ได้ เพราะตอบยาก ต้องอยู่ที่ผู้จัดรายการ และเห็นว่า หากพูดในสิ่งที่สร้างสรรค์คงไม่มีปัญหาอะไร อยู่ที่วิจารณญาณของผู้จัดว่า จะเห็นเหมาะสมอย่างไร

เมื่อถามว่า มีการรวบรวมรายชื่อเตรียมยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง ต้องไปถามคนที่ดำเนินการ ซึ่งการยื่นเรื่องถวายฎีกาให้อดีตนายกรัฐมนตรี โดยหลักการคนอื่นจะทำแทนไม่ได้ เพราะตามกฎหมายเป็นเรื่องของเจ้าตัวที่จะเป็นผู้ดำเนินการยื่นเรื่องเอง ซึ่งแล้วแต่ว่าจะทำหรือไม่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-02 15:00:58

พลังเลือดสีแดงของไทยทำให้ทั่วโลกตลึง!!!!!.....

พลังเลือดสีแดงของไทยทำให้ทั่วโลกตลึง!!!!!

P



โดย : ป้าพลอย


วันอาทิตย์ที่ 2 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551



ผลงานพลังเลือดสีแดงผ่านไปอย่างภาคภูมิใจ มองไปทางไหนล้วนแต่เห็นสีเลือดของไทยอันเข้มข้น ประดุจดังภูเขาที่สูงตระหง่านแผ่พลังอันแข็งกล้าท้าทายไปทั่วโลกว่าข้าคือเลือดไทยที่แท้จริง และมีคุณภาพไม่ต่ำช้า รักระเบียบวินัยเช่นชาวโลกเขาพึงปฏิบัติกัน ผลงานอันนี้ทำให้โลกตลึงและได้กู้ศักดิ์ศรีประเทศไทยกลับคืนมาได้ หลังจากถูกคนกลุ่มหนึ่งย่ำยีมาเป็นเวลาห้าเดือนเศษ ตอนนี้ในต่างประเทศเข้าใจอะไรๆได้อย่างแจ่มแจ้งว่า เป็นเพราะสาเหตุใดประเทศไทยจึงเกิดความวุ่นวาย เสื้อทั้งสองสีที่แตกต่างกันย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ชาวโลกได้ทราบถึงแก่นแท้ของสาเหตุ ฉะนั้นมันปกปิดไม่อยู่แล้วว่าอะไรในเมื่อทุกอย่างเปิดเผยไปทั่วโลกอย่างแจ่มแจ้ง จะปฏิเสธใครเขาไม่ได้แล้วเพราะทำตัวเองและแสดงตัวเอง



สีแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายน ทำให้ทั่วโลกรู้จักท่านนายกทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยแลนด์ให้มีชื่อเสียงดังไปก้องทั่วโลก ที่ถูกโค่นอำนาจจากน้ำมือของคนที่อยู่เบื้องหลังเผด็จการ ข่าวต่างประเทศได้ตีแผ่แฉจนหมดเปลือก ข่าวต่างๆยังกังขาอยู่เลยว่าเพราะเหตุใดจึงทำอย่างนี้ทั้งที่ นายกทักษิณ ชินวัตรก็ปฏิบัติภารกิจให้ทุกๆอย่างที่ทั่วโลกได้ชื่นชม แล้วเหตุใดจึงต้องกำจัดให้ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร พ้นทาง? นี่คือคำถามที่ทั่วโลกต้องการทราบ ตอนนี้เอาอะไรมาปิดก็ไม่มิดแล้ว ข่าวแอ็คโค่เป็นทอดๆไปทั่วโลกจะมองหน้าใครเขาได้? ใครๆก็แทบไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้โลกทั้งโลกตลึงงันที่ทราบความจริง ฉะนั้นเมื่อวานนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของไทยแลนด์ที่แฉความจริงให้โลกได้รู้ว่า เป็นเวลายาวนานเพียงใดที่ประชาชนไทยต้องอยู่ในสภาพที่หาความยุติธรรมแทบไม่ได้ จากกรณีต่างๆที่ผ่านมาที่ทั่วโลกได้รับทราบกับการอยุติธรรมแต่ไม่เคยทราบสาเหตุอันแท้จริงว่าใครอยู่เหนือกฎหมายและละเมิด ไม่เคารพกฎหมายแห่งสากลที่ใช้กับประชาชนทั่วโลก ไม่มีกฎหมายประเทศไหนที่จะสั่งได้ตามอำเภอใจ ทุกประเทศใช้หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญสากล ผิดเป็นผิดถูกเป็นถูก ตามกฎข้อบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้นมุมมองของทั่วโลกขณะนี้เป็นผลย้อนไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่นี้ ที่ร่วมมือกระทำความผิดในฐานะตัวเองเป็นผู้ปฎิบัติหน้าที่ แต่กระความทำผิดเสียเอง ซึ่งนักกฎหมายต่างประเทศได้ให้ข้อคิดเห็นว่า สมควรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงระบบนี้ เพราะเป็นระบบลำเอียงไม่เที่ยงตรงไม่มีใครเขาทำกัน



ประชาชนสีแดงต้องการความยุติธรรม ต้องการความถูกต้อง ไม่มีใครต้องการทำให้ชาติมีปัญหา ชาติเป็นสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด และเราเห็นความสำคัญของพี่น้องร่วมชาติเป็นใหญ่ ไม่ใช่ทำเพื่อครอบครัวตัวเองและพวกพ้อง พี่น้องที่ร่วมเกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยมันเป็นสายเลือดเดียวกัน เราไม่สามารถทอดทิ้งกันได้ การลุกขึ้นสู้เมื่อวานนี้เป็นสัญญาณให้รู้ว่าประชาชนไทยเหลืออดแล้ว ต่างประเทศต่างเข้าใจเจตนารมณ์ของคนไทยเมื่อวานนี้ได้ดี คนต่างชาติต่างมาให้กำลังใจคนไทยในต่างแดน ซึ่งได้ปลาบปลื้มแทนด้วยแต่ป้าไม่สามารถไปได้เพราะเป็นไข้นอนซมอยู่บนเตียง แต่ก็ใส่สีแดงทั้งตัวขณะเขียนบทความนี้ ยังไม่หายยังใช้ผ้าห่มอยู่เลยแต่มันอดใจไม่ไหว จึงต้องลุกมาบอกข่าวหลังจากได้อ่านข่าวทั่วๆไปทางหนังสือพิมพ์และทางโทรทัศน์ รวมทั้งภาพตามเว็บไซด์มันงดงามจริงๆเหมือนกระทะร้อนๆเดือด เอาสำนวนของลูกชาวนาไทยมาใช้หน่อย



ชาวไทยที่นี่ขอขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องทุกท่านที่ได้ไปร่วมรวมพลัง ทั้งในประเทศไทยและในสหภาพยุโรป ท่านทำถูกต้องแล้วดังที่ทั่วโลกได้ให้กำลังใจมา ขอให้สู้ต่อไปประชาธิปไตยของไทยแลนด์ใกล้เข้ามาแล้วอย่าท้อ คนต่างประเทศฝากบอกว่ามาด้วยว่าวันใดที่ประเทศไทยได้ยืนเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว วันนั้นเขาจะกลับมาเที่ยวที่ไทยแลนด์เหมือนเดิม ตอนนี้เขาไม่ไปเพราะขาดความงดงามเหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อน น่าอายที่สุด.................


ป้าพลอย


จาก thaifreenews

ราชประชาสมาสัย

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ก็มีความสุขกันทั่วหน้านะครับสำหรับคนที่ใส่เสื้อสีแดงที่พร้อมใจกันไปรวมตัวแสดงพลังที่ สนามกีฬารัชมังคลากันจนเต็มสนาม แปรสภาพของสนามกีฬาขนาดใหญ่ให้คลาคล้ำไปด้วยคนใส่เสื้อสีแดง ผมเรียกตามความเข้าใจของผมเองว่า เป็น "กะทะทองแดง" เพราะสภาพของสนามกีฬามันเหมือนกะทะใบใหญ่ เป็นกะทะทองแดงที่ต้มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยให้ร้อนรนดิ้นทุรนทุรายกันไปทั่วหน้า

ตัวผมเองก็แบกสังขารออกจากบ้านไปกับคุณแมวอ้วนอ้วนตั้งแต่ 9 โมงเช้า พอดีผมเป็นไข้หวัด ตั้งแต่วันศุกร์นอนซมมาวันเต็มๆ แล้ว แต่วันนี้เป็นวันแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร ผมเลยต้องไปนั่งจับไข้ในสนามตั้งแต่เที่ยงจนงานเลิก เป็นสุขใจจริงๆ กับการเห็นคนมาจำนวนมากขนาดนี้




ที่จริงสนามรัชมังคลา ตามวิกิพีเดียเขาบอกไว้ว่า มีเก้าอี้นั่ง 49,749 ที่นั่ง พื้นที่ในสนามผมคำนวนพื้นที่จาก Google Earth ได้ประมาณ 12.375 ไร่ หรือ 19,800 ตารางเมตร ซึ่งหากคิดจำนวนคน 2.5 คนต่อตาราเมตร ก็จะได้ประมาณ 40,000-50,000 คน จากภาพถ่ายต่าง ๆ ตอนช่วงที่มีคนมากที่สุดคือ ประมาณ 2 ทุ่มครึ่งขึ้นไป ช่วงที่ท่านายกฯทักษิณ โพนอินเข้ามา จะเห็นได้ว่าคนเต็มสนาม และแน่นด้านล่าง (ยกเว้นด้านหลังเวที) ดังนั้นคนในสนามรัชมังคลาครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 80,000-90,000 คน

แต่นอกสนามก็มีคนจำนวนมากอยู่ครับ เพราะหลังทุ่มครึ่งผมก็ออกมาด้านนอก เพราะหิวข้าว ก็เลยนั่งดูที่จอโปรเจ็กเตอร์ด้านนอก ซึ่งมีหลายจอและก็แน่นไปหมด ดังนั้นผมประมาณได้ว่าจำนวนคนที่ไป เกินแสนคนขึ้นไปครับ

จุดประสงค์หลักของการชุมนุมครั้งนี้คือ "การป้องปรามการทำรัฐประหาร" ครับ จำนวนคน ใครจะใส่สีตีไข่ว่าเกณฑ์มา จ้างมาอย่างไร ผมว่าทหารและผู้มีอำนาจทั้งหลายจะทราบดีกว่าคนอื่นว่าเป็นของจริง หรือเป็นการจัดฉาก เพราะทหารก็มีหน่วยข่าวกรองอยู่แล้ว น่าจะรู้ดีกว่าคนอื่น หากใครกล้าทำรัฐประหารอีก ก็คงต้องเจอกับประชาชน เลือดสีแดงต่อต้านอย่างถึงพริกถึงขิงแน่นอน

การชุมนุมเมื่อวาน ส่งผลทางการเมืองค่อนข้างรุนแรง เพราะเป็นการบอกให้รู้ว่า หากมีใครต้องการใช้อำนาจนอกระบบเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะได้รับการต่อต้านอย่างหนัก ซึ่งเป็นการบีบให้การแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่อไปนี้ จะต้องดำเนินการโดยวิธีการทางรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งนั่นก็คือ ต้องเปลี่ยนแปลงด้วย "เสียงข้างมาก" เท่านั้น การกดดันจากกองทัพ และการขู่ว่าจะทำรัฐประหารไม่มีผลอีกต่อไป

การชุมนุมเมื่อวานนี้ สร้างพลังและความเข็มแข็งให้กับฝ่ายประชาธิปไตยและรัฐบาลอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าพลังของประชาธิปไตยยังเข็มแข็งอยู่และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้กับอำนาจนอกรัฐธรรมนูญต่างๆ

เราจะเห็นว่ามีการพยายามสะกัดกั้นต่างๆ ก่อนหน้านี้หนึ่งอาทิตย์ มีการขว้างระเบิดใส่พันธมิตร ขู่ว่าจะเกิดความรุนแรง มีการโหมโฆษณาพวกเสื้อขาว รวมทั้งทิ้งไม้ตาย "รักพ่อให้อยู่กับบ้าน"

ทั้งหลายทั้งปวงไม่อาจหยุดพลังเสื้อแดงได้ เพราะเขากำลังเดือดดาลที่มีคนกำลังจะปล้นประชาธิปไตยไปจากพวกเขา

ที่ไฮไลท์ที่สุดเมื่อวานคือ การโฟนอินเข้ามาของท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็เรียกน้ำตาของผู้คนที่รักผู้นำของเขาได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว จากน้ำเสียงและอารมณ์ที่ผมฟังอยู่เมื่อวาน ผมบอกได้ทันทีว่า ท่านายกฯทักษิณ ตัดสินใจสู้และตีโต้กลับแล้ว ส่วนจะสู้กับอะไร หรือใคร ก็คิดกันเอาเอง



การพูดถึงกระบวนการยุติธรรมว่า เป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรม ถือว่าเป็นการตีแสกหน้าตุลาการภิวัฒน์ได้อย่างเหมาะเม้งทีเดียว ต่อไปนี้ศาลจะตัดสินอะไรก็เป็นเรื่องของศาล แต่ในทางการเมืองแทบจะไม่มีน้ำหนักต่อนายกฯทักษิณเลย จะยึดทรัพย์ สั่งประหารชีวิต ก็ไม่มีผลอะไรในทางการเมือง มีแต่จะสร้างเงื่อนไขให้มีการตอบโต้กันรุนแรงยิ่งขึ้น

คำพูดของท่านนายกฯทักษิณที่ว่าท่านจะกลับเมืองไทยได้ก็ต้องแล้วแต่พระมหากรุณาธิคุณขององค์พระประมุขแห่งชาติ หรือขึ้นอยู่กับความต้องการของประชาชน

ผมจะไม่ตีความแล้วครับ เพราะคำพูดมันชัดแจ้งในตัวเองอยู่แล้วว่านั้นคือ เงื่อนไขทางการเมือง หรือข้อเสนอทางการเมืองของ “ผู้นำทางการเมือง” ฝ่ายประชาธิปไตย

ตอนนี้สถานะของนายกฯทักษิณ ในสายตาคนต่างชาติคือ ผู้นำทางการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตย มีสภาพไม่แตกต่างจากอองซานซูจี หรือผู้นำทางการเมืองที่ถูกเนรเทศหรือโดนจำคุกเช่น เนลสัน แมนเดนล่า ซึ่งแม้จะโดนกระทำจากอำนาจของอีกฝ่าย แต่โดนสภาพที่แท้จริงคือ “ผู้นำของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง” ซึ่งอาจเป็นกลุ่มที่ใหญ่สุดของประเทศก็ว่าได้

ผมเสนอว่าหากนายกฯทักษิณ จะต่อสู้ต่อไปให้เน้นไปที่การต่อสู้เพื่อสถาปนาความเข็มแข็งของประชาธิปไตย ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย

ท่านนายกฯทักษิณ ควรออกมารณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอย่างเต็มตัว ไม่ต้องไปเกรงใจใครทั้งสิ้นอีกแล้ว และออกเดินสายเพื่อให้ชาวโลกบีบไม่ให้ทหารทำการอะไรที่เป็นปฎิปักษ์กับประชาธิปไตย

ผมคิดว่าท่านนายกฯทักษิณควรจัดรายการ “ทักษิณพบกับประชาชน” ผ่านทางเว็บไซต์ เพราะเมื่อคืนผมเห็นท่านพูดออกทางวีซีอาร์แล้วผมได้คิดทันทีว่า โลกยุคนี้เทคโนโลยีก้าวไกล การจัดรายการผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นเรืองที่ทำได้อย่างง่ายๆ โดยท่านเปิดเว็บไซต์ดีๆ ขึ้นมาสักเว็บหนึ่ง แล้วทุกเช้าวันอาทิตย์ท่านก็ออกมาจัดรายการโทรทัศน์ โดยบันทึกวิดีโอเป็นทีวีออนไลน์ก็ได้ คนก็จะดาวน์โหลด เผยแพร่ต่อไปเอง ถือว่าเป็นการรุกทางการเมืองก้าวใหญ่ทีเดียว เพราะประชาชนจะได้ฟังท่านอย่างสม่ำเสมอ และศัตรูก็คงทำอะไรท่านไม่ได้ จะบล๊อกก็คงยาก เพราะไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด




เมื่อวานคุณวีระ มุกสิกพงษ์ เสนอคำขึ้นมาคำหนึ่งในช่วงที่คุยกับท่านนายกฯทักษิณคือ ราชประชาสมาสัย ซึ่งแปลตามศัพท์คือ กษัตริย์และราษฎรพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งหากจะตีความทางการเมืองเมื่อวานก็คงตีความได้หลายอย่าง แต่ภายใต้กฎหมาย Lese Majestic ที่เข็มข้นตอนนี้ ผมไม่ตีความทางรัฐศาสตร์ก็แล้วกันนะครับ อยู่ที่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลายจะตีความเอาเอง เพราะนี่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง สงครามทางการเมือง ไม่มีใครที่มีสถานภาพเหนือใคร มันอยู่ที่ว่า “กองกำลังใครจะมากกกว่ากัน” คนนั้นก็จะชนะ นั่นเอง

การต่อสู้ทางการเมืองต่อไปนี้ หากสามารถกันทหารออกไปได้ ก็คงเป็นการต่อสู้กันทางสภา และคงวุ่นวายไปอีกหลายปี แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีทางออกอยู่ดี สำหรับม็อบพันธมิตร นั่นโดยสภาพทางการเมือง ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไปแล้ว

กลุ่ม นปช. ควรหันเป้าไปที่ ตุลาการภิวัฒน์มากกว่า ส่วนกลุ่ม “สามเกลอ” คือ พีทีวี ควรมุ่งไปในภาพกว้างคือ ปลุกเร้ามวลชนให้ต่อต้านการทำรัฐประหาร เพื่อตรึงให้ทหารขยับไม่ได้ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาที่จะแก้ปัญหาในระบบต่อไป และตั้งเข็มมุ่งในการแก้ไข รธน.ให้ได้ ซึ่งการแก้ไข รธน. อาจมีการประนีประนอมกันได้ในหลายจุด เพราะเมื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบ ก็ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากแต่ประการใด ที่จะมีการเจรจากัน

ผมอยากสรุปง่าย ๆ ว่า เมื่อวาน ชาวเสิ้อแสดง ประกาศให้พวกใจเผด็จการทั้งหลายทราบว่า “กูไม่กลัวมึง”


จาก thaifreenews

หึ่ง!กกต.ไขก๊อกหนีมรสุมการเมือง‘เจ๊สด’ควันออกหูชี้แค่'ลับ-ลวง-พราง'

ลือหึ่ง! 3 กกต.ไขก๊อกหนีมรสุมการเมือง “สดศรี” ยันไม่มี กกต.คนไหนถอดใจลาออก ปัดไม่วิจารณ์กรณี "ทักษิณ" โฟนอินข้ามประเทศ ชี้การเมืองร้าวหนัก จี้ระงับชนวนขัดแย้ง

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ต่อสายพูดคุยกับประชาชนเรือนแสนที่มาร่วมงาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ว่า ไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไร และศาลก็ได้ตัดสินไปแล้ว การเมืองขณะนี้กำลังร้อนแรง ก็ต้องดูกันไป เราต้องประคับประคองกันไปเพื่อให้ผ่านพ้นไปให้ได้ ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่า กกต.จะลาออก 3 คน เพื่อที่จะไม่สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้ นางสดศรี ระบุว่า ข่าวนี้มีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่คณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) ยังอยู่ ซึ่งในสมัยนั้นก็ได้มีการมาพูดจากัน แต่คราวนี้ยังไม่มีใครติดต่อมาหาตน และเท่าที่ทราบ กกต.คนอื่นๆ ก็ยังจะยังคงทำหน้าที่ต่อไป ไม่เห็นมีใครที่จะแสดงท่าที่อยากจะลาออก

"ขอยืนยันว่า กกต.ทั้งหมดยังไม่มีใครถอดใจ ถ้าถอดใจก็คงลาออกไปตั้งแต่ตอนโน้นแล้ว ในส่วนของตน ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกเสียจากเขาไม่อยากให้เราอยู่ ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ไม่ว่าจะอย่างไร"นางสดศรี กล่าวย้ำ