WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 3, 2008

ระบบยุติความเป็นธรรม

บทความ โดย ปูนนก

กระแสการตี่นตัวของประชาชนที่รักและเรียกร้องประชาธิปไตย และได้ไปรวมตัวกันที่สนามกีฬาราชมังคลาฯ จะยังคงอยู่ในการกล่าวขวัญของคนไทยทั้งประเทศไปอีกนาน และการกล่าวขวัญนี้จะไม่เพียงมีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะยังคงแพร่กระจายออกไปสู่นานาชาติที่เชื่อมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั้งมวลอีกด้วย

ตามหลักการแล้วประเทศไทยได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การรวมตัวกันของผู้คนนับแสนคน และสวมเสื้อสีแดง ซึ่งเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ต่อต้านการรัฐประหาร และเรียกร้องประชาธิปไตยนั้น น่าจะสร้างความงุนงง สงสัย และความสนใจให้กับนานาชาติไม่มากก็น้อย ทำไมประชาชนไทยจึงต้องเรียกร้องประชาธิปไตยทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยก็อ้างตัวว่าปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมิใช่หรือ

ท่านนายกทักษิณโฟนอิน เข้ามากลางงานชุมนุมความจริงวันนี้สัญจรที่สนามกีฬาราชมังคลาฯ ได้สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับผู้เข้าร่วมการชุมนุมที่รอคอยอยู่ และไม่เพียงผู้ที่เข้าร่วมการชุมนุมนับแสนคนเท่านั้น คนไทยทั่วประเทศและต่างประเทศนับหลายล้านคน ที่สามารถรับฟังสัญญาณเสียงได้ทางสื่ออินเตอร์เน็ต หรือสื่อดาวเทียม ต่างก็ดีใจและเฝ้ารอกันอย่างใจจดจ่อว่าท่านนายกทักษิณจะพูดสิ่งใด

ข้องุนงงสงสัยที่คนมากมายเคยสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ได้รับการเฉลยอย่างชัดแจ้งหลังจากที่ท่านนายกทักษิณได้โฟนอิน เข้ามาในงานความจริงวันนี้สัญจรเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่เข้าใจแล้วก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจการที่ท่านนายกทักษิณพูดในรายการวันนั้น เป็นการกะเทาะเปลือกของอำนาจเถื่อนที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ครอบครองประเทศนี้มาอย่างยาวนาน และไม่ยอมให้ประชาชนไทยจะมีโอกาสได้ลิ้มรสในการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นสากลได้

คำกล่าวที่ว่า ระบบยุติความเป็นธรรม ที่ท่านนายกทักษิณกล่าวถึงนั้น เป็นคำกล่าวที่แสดงให้เห็นชัดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นเรื่องของ ระบบ เป็นเรื่องของ กระบวนการ ที่มีองค์ประกอบที่คอยขับเคลื่อนองคาพยพต่าง ๆ อยู่ในประเทศไทยนี้ และ ระบบยุติความเป็นธรรม นี้ คือรากเหง้าแห่งความเลวร้ายทั้งปวงที่ได้กัดกร่อน ทำลาย โค่นล้ม ความเป็นประชาธิปไตยของคนในชาตินี้

มีความพยายามโยงให้ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเรื่องของคน 2 คนคือ ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร กับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นการบิดเบือนโดยสิ้นเชิง ปัญหาในเรื่องของ ระบบ นั้นเป็นปัญหาที่คนไทยทุก ๆ คนต่างก็ได้รับผลกระทบ การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมาคือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ได้รับการรับรองจากทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และผู้มีบารมีต่าง ๆ ว่า เป็นสิ่งที่ทำได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ บ้านนี้เมืองนี้ ถ้าใครมีปืน ใครมีกองกำลัง ก็ยึดประเทศได้ และได้อำนาจปกครองประเทศไป ใช่หรือไม่??? นี่คือตัวอย่างหนึ่งของ ระบบยุติความเป็นธรรม

ระบบยุติความเป็นธรรม นั้นได้ทำให้เกิดชนชั้น อภิสิทธิ์ชน ขึ้นมาในประเทศนี้ เกิดชนกลุ่มหนึ่งที่ ยึดทำเนียบรัฐบาลสะสมอาวุธเข้าขั้นกบฏได้โดยไม่ผิดกฎหมาย, สามารถปิดถนนที่ไหนก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย, สามารถไล่ยิงใครก็ได้กลางเมืองหลวงโดยไม่ผิดกฎหมาย, สามารถเรียกร้องอะไร พูดอะไรก็ได้ ลุกขึ้นมาด่าใครก็ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย, บางคนสามารถซื้อเสียงเข้ามาในการเลือกตั้งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย, สามารถใช้อำนาจคดโกงประเทศชาติได้ต่อหน้าต่อตาโดยไม่ผิดกฎหมาย ฯลฯ

ในขณะที่ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งกลับถูกปฏิบัติในทางตรงกันข้าม โดยได้รับการจับจ้องคอยสอดส่อง และจับผิดทางกฎหมายแม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่สุด ก็ยังนำมาเป็นประเด็นที่เอาผิดจนถึงขั้นต้องได้รับโทษ แม้แต่เพียงแค่ ทำรายการอาหารออกอากาศทางทีวีก็ถูกพิพากษาให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, ไปลงนามเซ็นสัญญากับต่างประเทศตามระเบียบปฏิบัติในหน้าที่ก็ต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี, แม้เรื่องราวที่เคยเป็นการแสดงความเห็นทางวิชาการที่ผ่านไปแล้วนับปีก็ยังถูกนำมาเป็นประเด็นเอาผิดจนต้องออกจากตำแหน่งรองนายก, หรือแม้กระทั่งตำรวจกระทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองจากโจรกบฏตามกฎหมายก็ถูกโจมตีว่าทำรุนแรง, ในขณะที่โจรกบฏนำระเบิดจะเข้ามาระเบิดเมืองกลับได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ วีรสตรี ผู้ปกป้องชาติและราชบัลลังก์ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ได้รวมตัวกันอยู่ในกระบวนการที่เรียกว่า ระบบยุติความเป็นธรรม และได้ทำลายประเทศไทยให้ย่อยยับไปอย่างทันตาเห็น..... ประเทศไทยเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่สวยงาม ที่คนภายนอกมองดูก็เห็นว่าเป็นบ้านที่สวยงามและน่าอยู่อาศัย นั่นคือภาพของประชาธิปไตยที่ถูกปลูกสร้างเอาไว้เมื่อ 76 ปีก่อน แต่น่าเสียดายที่ภายในบ้านหลังนี้มีปลวกร้ายคอยกัดกินให้ส่วนประกอบต่าง ๆ ของบ้านผุกร่อนลงไปเรื่อย ๆ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานปลวกร้ายเหล่านี้ได้ค่อย ๆ กัดแทะโครงสร้างของบ้านจากภายใน จนผุกร่อนไปเรื่อย ๆ แม้จะดูจากภายนอกว่าบ้านหลังนี้ยังสวยงามอยู่ แต่ภายในนั้นได้ผุกร่อนลงไปอย่างมากแล้ว และปลวกร้ายเหล่านี้ก็คือ ระบบยุติความเป็นธรรม นึ่เอง

บ้านประชาธิปไตยของประเทศไทยหลังนี้จะต้องได้รับการซ่อมแซมโดยด่วน จะต้องทำลายปลวกร้ายนี้ให้สิ้นซากไป ก่อนที่บ้านทั้งหลังจะพังครืนลงมาทับคนในบ้านจนหมด ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้ และเมื่อมองเห็นปัญหาก็พยายามที่จะทำลายปลวกร้ายในบ้านประชาธิปไตยของไทยหลังนี้ แต่ทว่าบางคนในบ้านที่ชอบกิน ไข่ปลวก กลับเห็นว่าสิ่งที่ท่านนายกทักษิณ ได้พยายามทำลายปลวกนั้นคือการทำลายบ้านประชาธิปไตย จึงพยายามหาทางกำจัดท่านนายกทักษิณให้พ้นไปจากประเทศไทยทุกวิถีทาง ซึ่งเวลาที่ผ่านไป 3 นี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าข้อกล่าวหาทุกอย่างเป็นการบิดเบือนโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร เป็นเพียงเหยื่อผู้รับเคราะห์ และถูกโยนความผิดพลาดมาให้ของคนที่ชอบกิน ไข่ปลวก ของบ้านประชาธิปไตยหลังนี้ และ ระบบยุติความเป็นธรรม ซึ่งก็คือตัวปลวกนั้น กำลังจะทำลายทุกคนภายในบ้านของประเทศไทย การชุมนุมของผู้รักประชาธิปไตยในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น เป็นไฟประชาธิปไตยจากไม้ขีดก้านแรก ที่ได้ถูกจุดขึ้นแล้วด้วยมือของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะมีการชุมนุมรวมตัวกันดั่งนี้อีก และการรวมตัวกันในครั้งต่อ ๆ ไปนั้นจะลุกลามไปทั่วทั้งประเทศ เพื่อจะทำลายปลวกร้ายที่กำลังทำลายบ้านประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สิ้นซาก

ดังนั้นการทำลาย ระบบยุติความเป็นธรรม ในประเทศไทยซึ่งคือปลวกร้ายคอยกัดกร่อนประเทศนั้น จึงไม่ใช่เรื่องระหว่าง ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือเรื่องระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน หรือเรื่องระหว่าง นปช. กับ พธม. แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบของคนไทยทั้งชาติ ที่ต้องกระทำร่วมกัน ด้วยการแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ ขับไล่ปลวกร้ายนี้ออกไป ก่อนที่บ้านประชาธิปไตยหลังงามของประเทศไทยนี้จะพังทลายอย่างย่อยยับลงมาทับผู้อยู่อาศัยในบ้านทุก ๆ คน

แล้วพบกันอีกครั้งที่เวทีแสดงพลังประชาธิปไตยครั้งหน้าครับ

ปูนนก

จาก thaifreenews

ป.ป.ช.ชี้มูลคดีทุจริตรถดับเพลิงกทม.11พ.ย. คาดเอาผิดกราวรูด"อดีตนายก-3รมต. "ลุ้น"อภิรักษ์"ลูกผีลูกคน


นายประชา มาลีนนท์

นายสมศักดิ์ คุณเงิน

นายสมัคร สุนทรเวช

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน

คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน

นายวัฒนา เมืองสุข

นายราเชนทร์ พจนสุนทร

ป.ป.ช.ชี้ขาดคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิง-เรือดับเพลิงมูลค่า 6,800 ล้านบาท 11 พ.ย. อนุกรรมการไต่สวนสรุปความเห็นผู้ถูกกล่าวทั้ง 11 คนมีความผิดตั้งแต่"สมัคร สุนทรเวช-โภคิน พลกุล-ประชา มาลีนนท์-วัฒนา เมืองสุข-อภิรักษ์ โกษะโยธิน" คาดถกเถียงหนักประเด็น"อภิรักษ์"เรื่องเปิดแอลซีชำระเงินให้แก่สไตเออร์ผิดหรือไม่ เพราะเคยทักท้วง แต่อ้างมหาดไทยสั่งถึง 4 ครั้ง

แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เปิดเผย "มติชนออนไลน์" เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน มีวาระการพิจารณาชี้มูลความผิดคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร มูลค่ากว่า 6,800 ล้านบาทซึ่ง อนุกรรมการไต่สวนที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานอนุกรรมการสรุปผลการไต่สวนแล้ว


ทั้งนี้ อนุกรรมการมีความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 11 คนมีความผิดตามฐานความผิดทั้งวินัยและทางอาญาที่แตกต่างกันไปโดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายประชา มาลีนนท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะอดีตผู้ว่าราชการ กทม., พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันสาธารณภัย กทม.


นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัดกรุงเทพมหานคร , นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ,นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายมาริโอ มีน่าร์ ในฐานะผู้แทนบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี และบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเซียลฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี ในฐานะคู่สัญญากับกรุงเทพมหานคร

อ่านรายละเอียดต่อ มติชนออนไลน์


รัฐเร่งใส่เกียร์หน้าสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย สายสีม่วงรอเปิดซองเทคนิคสัปดาห์นี้

รัฐเร่งประมูลเดินหน้าก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง และสีน้ำเงิน ด้านคมนาคมชี้ไร้ปัญหาระบุสายสีม่วงรอเปิดซองเทคนิคสัปดาห์นี้ ส่วนสายอื่นเป็นไปตามขั้นตอนยันปัญหาการเมืองไม่กระทบโครงการ ด้านบอร์ด รฟม. เผยก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สายฉลุย เตรียมเซ็นสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาสายสีม่วงภายในปีนี้ ส่วนรถไฟชานเมืองสายสีแดงจ่อของบลงทุนเพิ่มตามเงื่อนไขไจกา

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานดำเนินการในโครงการต่างๆ ให้เร็วที่สุด โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงคมนาคมคือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน และช่วงบางซื่อ-รังสิต สายสีม่วงช่วงบางใหญ่-บางซื่อ และสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ซึ่งเป็นสายที่ถือว่ามีความพร้อมมากที่สุดในการก่อสร้าง โดยให้เร่งประมูลและเซ็นสัญญากับเอกชนที่ชนะการประกวดราคาเพื่อให้มีการจัดซื้ออุปกรณ์วัสดุก่อสร้าง

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ขณะนี้โครงการรถไฟฟ้าของกระทรวงคมนาคมได้ดำเนินการไปตามขั้นตอน โดยรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้เปิดประมูลไปแล้ว และรอการเปิดซองด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะทำการเปิดซองด้านราคาเพื่อหาผู้ชนะการประมูลเข้ามารับผิดชอบโครงการ ส่วนสายสีแดงทั้ง 2 ช่วงอยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งดำเนินการไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว

สำหรับสายสีเขียวอ่อนและสีเขียวเข้ม แม้ว่าทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะทำหนังสือมาเพื่อชี้แจงและขอดำเนินการในโครงการดังกล่าวเองนั้น ตนได้ยืนยันไปว่าจะยึดตามมติ ครม. ปี 2547 ที่ให้โอนงานดังกล่าวมาให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบแทน กทม. และขณะนี้โครงการดังกล่าวก็อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะไม่ประทบต่อโครงการ และจะไม่ทำให้โครงการล่าช้า แต่อาจมีผลต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการบ้าง เรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องทำการชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจต่อไป

นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ประธานกรรมการ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รฟม. จะเซ็นสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างงานโยธาโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ได้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาด้านกฎหมายในประเด็นการปรับกรอบวงเงินค่าก่อสร้างงานโยธา ซึ่งจะได้ข้อสรุปในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ หลังจากนั้นจะเปิดซองข้อเสนอด้านเทคนิคต่อไป

ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ ระยะทาง 12 กิโลเมตร และช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ระยะทาง 13 กิโลเมตร วงเงินลงทุนประมาณ 61,300 ล้านบาท มีแบบก่อสร้างแล้ว พร้อมจะประกวดราคาได้ทันที ซึ่งโครงการนี้จะลงทุนโดยใช้เงินกู้ในประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสม คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ และจะเปิดขายเอกสารประกวดราคาคัดเลือกผู้รับเหมาได้ภายในปีนี้แน่นอน

สำหรับโครงการส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และช่วงหัวลำโพง-บางแค คณะกรรมการ รฟม. ได้อนุมัติเพิ่มกรอบวงเงินค่างานโยธาจากเดิม 48,821 ล้านบาท เป็น 52,956 ล้านบาท อยู่ระหว่างรอเจรจาเงื่อนไขเงินกู้กับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจกา ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือเจบิค ได้ยุบรวมกับไจกา มีการปรับเปลี่ยนงานภายในองค์กร

"เราต้องให้เวลาเขาเตรียมความพร้อมก่อน โดยกระทรวงการคลังจะนัดหมายกับไจกาเพื่อกำหนดวันเดินทางไปเจรจาอย่างเป็นทางการที่ญี่ปุ่น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะร่วมเดินทางไปด้วย คาดว่าจะเซ็นสัญญาเงินกู้และเปิดขายเอกสารประกวดราคาได้ภายในปีนี้เช่นกัน เพราะมีแบบก่อสร้างแล้ว"

ส่วนความคืบหน้าโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต ระยะทาง 26 กิโลเมตร ที่ผ่านมา คณะกรรมการ รฟท. ได้อนุมัติกรอบวงเงินลงทุนรวม 77,053 ล้านบาท โดย รฟท. อยู่ระหว่างการเสนอขอปรับเพิ่มเป็น 92,924 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของไจกา ขณะนี้ อยู่ระหว่างรอเจรจาเงื่อนไขเงินกู้กับไจกา โดย รฟท. ยอมรับเงื่อนไขไจกาในการรื้อย้ายผู้บุกรุก คาดว่าเร็วๆ นี้จะเจรจากับไจกาอีกครั้ง ก่อนจะเซ็นสัญญาเงินกู้ และมั่นใจว่าจะเปิดขายเอกสารประกวดราคาได้ภายในปีนี้เช่นกัน


นักวิชาการหนุน เสื้อแดงโชว์พลังอีก * BBC ทึ่ง!ขนาด PAD ยังปลุกระดมไม่ขึ้น


“นักวิชาการ” ชื่นชมปรากฏการณ์คนเสื้อแดง ที่ชุมนุมโดยสงบและเป็นไปอย่างสุภาพเรียบร้อย ต่างจากม็อบถ่อยพันธมิตรฯ ที่หยาบคาย กักขฬะ แถมสะสมอาวุธ ราวฟ้ากับเหว แถมยังถือเป็นการพัฒนากระบวนการปรชาธิปไตยในการชุมนุมภายใต้กรอบกฎหมาย แสดงออกชัดว่ายังมีพลังเงียบอีกจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมยืดเยื้อทำร้ายชาติบ้านเมือง และไม่เอาการปฏิวัติรัฐประหาร เชื่อหากทหารคิดก่อการอีกครั้งมีหวังเกิดสงครามกลางเมืองแน่ ด้านสำนักข่าว BBC ชี้คนรวมตัวกันมากเป็นประวัติการณ์ แม้แต่กลุ่ม PAD ที่พยายามปลุกระดมคนหลายครั้งหลายหน ก็ไม่เคยทำได้ขนาดนี้

การรวมพลังของคน “เสื้อแดง” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นับเป็นปรากฏการณ์อันสำคัญทางการเมืองที่ได้รับการกล่าวถึงไปทั่วโลก ทั้งในความยิ่งใหญ่ที่ผู้คนจำนวนเรือนแสนเดินทางมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้มีการกะเกณฑ์ และทุกคนมาด้วยจุดประสงค์อันเดียวกันคือต่อต้านการรัฐประหาร อีกทั้งเป็นการชุมนุมโดยสงบและเป็นระเบียบเรียบร้อย

อีกทั้งการชุมนุมดังกล่าวยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอีกกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง อย่างกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แม้จะมีความพยายามจัดตั้งคนเข้ามาร่วมการชุมนุม มีพรรคการเมืองบางพรรคสนับสนุนการขนคน ก็ยังไม่เคยมีคนมากได้เท่านี้ ที่สำคัญคนกลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ แต่มีข่าวออกมาเป็นระยะว่ามีการทำร้ายร่างกายผู้อื่นและมีการสั่งสมอาวุธ


นักวิชาการชมพัฒนาปชต.

ดร.ปณิธาน วัฒนายากร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงรายการ “ความจริงวันนี้สัญจรต้านรัฐประหาร” ว่าการชุมนุมของประชาชนจำนวนมากเช่นนี้ถือเป็นการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตย เพราะบริบทของประชาธิปไตยต้องให้สิทธิของชุมนุมที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งรายการดังกล่าวก็ดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวาย แม้จะมีคนมาชุมนุมเป็นจำนวนมากก็ตาม

“หากจะมีการจัดชุมนุมอีกเป็นครั้งที่ 3-4 ก็สามารถทำได้ แต่ต้องระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนไปเลยว่าจัดเพื่ออะไร เพื่อใคร และต้องระมัดระวังไม่ให้มีการหมิ่นกระบวนการยุติธรรม และ สถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งหลายฝ่ายกังวลในจุดนี้มากกว่าเรื่องอื่น”

อย่างไรก็ตาม ดร.ปณิธาน กล่าวว่า แม้จะเป็นการชุมนุมอย่างสงบ แต่ตนก็เป็นห่วงว่าจะมีการนำประเด็นต่างๆ ไปต่อยอดเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งไม่อยากให้เกิดภาพแบบนั้น

ชื่นชมการชุมนุมไร้ความรุนแรง

ทางด้านอาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าในสังคมเรามีประชาชนที่มีความคิดเห็นที่ต่าง เพราะว่าที่ผ่านมามีคนเพียงกลุ่มเดียวที่ออกมาให้การสนับสนุนกัน

แต่การชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ทำได้ และเป็นสิ่งที่ดีที่ไม่ได้มีเหตุการณ์บานปลายหรือร้ายแรงแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเคลื่อนไหวของทั้งเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือทางภาครัฐเอง ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ปะทะ หรือเหตุการณ์ที่รุนแรงเนื่องจากว่าจะมีกลุ่มคนในสังคมที่ออกมากำกับและไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น

“ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นว่า ในวันนี้การที่พรรคการเมืองหนึ่งสั่นคลอน หรือได้รับผลกระทบเข้า ก็เกิดผลสะท้อนกลับไปยังประชาชนที่ให้การสนับสนุนเขา ที่อยากออกมาปกป้องพรรคการเมืองของเขาจริงๆ” อาจารย์สมชายกล่าว

เทียบกันไม่ได้กับม็อบถ่อย

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กล่าวว่างานดังกล่าวมีอยู่ 3 ประเด็นที่จะนำมาเปรียบเทียบกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ

ประเด็นแรกคือ ท่าที บุคลิกไม่ว่าจะเป็นทั้งแกนนำและประชาชนที่มาเข้าร่วมงาน แสดงให้เห็นว่ามีวินัย มีความสงบ ดูแลความปลอดภัยได้อย่างดี ไม่มีการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ซึ่งต่างจากพันธมิตรฯ ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความก้าวร้าว มีท่าทีที่รุนแรง และพกพาอาวุธ แสดงอาการรุนแรงต่อนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล และพยายามยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด

อีกประเด็นคือการจัดหาสถานที่ จะเห็นได้ว่าสถานที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีการทำหนังสือแจ้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดูแลพื้นที่ และมีการขออนุญาตใช้สถานที่อย่างถูกต้อง และได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องเช่นเดียวกัน แต่สถานที่ของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นสะพานมัฆวาน ทำเนียบรัฐบาล ล้วนแต่ใช้ความรุนแรงโดยการยึดพื้นที่ และบุกเข้าไปอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

เสียงสะท้อนประชาธิปไตย

สุดท้ายคือเรื่องของจำนวนประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม จะเห็นว่าจำนวนประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาล นปช. และประชาธิปไตยได้มารวมตัวกันที่งานความจริงวันนี้สัญจร ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวแทนของอำนาจประชาธิปไตยทั้งประเทศ เป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงพลัง แต่พันธมิตรฯ เป็นคนกลุ่มน้อยอย่างเห็นได้ชัดและเป็นคนกลุ่มน้อยของเผด็จการด้วย

“เป็นที่เห็นได้ชัดในสังคมแล้วว่ามีคนที่รักประชาธิปไตยขนาดไหน และมีคนต่อต้านรัฐประหารมากแค่ไหน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการทำลายกำลังใจของพันธมิตรฯ อย่างมาก”

ส่วนเรื่องของการที่พ.ต.ท.ทักษิณ โทรศัพท์ข้ามประเทศให้สัมภาษณ์ระหว่างการดำเนินการปราศรัยนั้น ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัด คือข้อความที่กล่าวปราศรัย ทำให้เห็นในอุดมการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งเชื่อมั่นในพระบารมี และเชื่ออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยในระดับแรก และเชื่อมั่นมากกว่าตัวบุคคลในกระบวนการยุติธรรม

ท้าพธม.จัดคนให้เท่าเสื้อแดง

การที่ นายพิภพ ธงไชย หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นำสถาบันเบื้องสูงมาเกี่ยวข้อง รศ.ดร.วรพล กล่าวว่า เป็นการเบี่ยงเบนประเด็น เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวนั้นเป็นการแสดงความจงรักภักดี
อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งนายพิภพเคยนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากล่าวอ้างบนเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ ซึ่งเมื่อตรวจสอบข้อความดังกล่าวแล้ว มีการดัดแปลงถ้อยคำ เพื่อให้กลุ่มตนเองได้ประโยชน์ในทางการเมือง ตรงนี้ต่างหากที่มองว่านายพิภพกำลังจาบจ้วงสถาบัน

ส่วนการที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาแถลงยินดีเจรจากับรัฐบาล มองว่าเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นมากกว่า อีกทั้งการที่พลตรีจำลองท้าให้จัดงานความจริงวันนี้สัญจร ให้ได้ทุกวันเหมือนอย่างที่พันธมิตรฯ ทำนั้น ตนไม่แน่ใจว่าหากทางพันธมิตรฯ จัด ASTV สัญจรแล้วใจะมีประชาชนมาสนับสนุนมากเท่ากับคนเสื้อแดงได้หรือไม่

ถ้าปฏิวัติมีสงครามกลางเมืองแน่

ด้าน นายกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ อดีตเจ้าหน้าที่บีบีซีภาคภาษาไทย ประจำกรุงลอนดอน กล่าวว่าในมุมมองของสำนักข่าวต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสำนักข่าวบีบีซี สำนักข่าวรอยเตอร์ หรือสำนักข่าวเอเอฟพี และสำนักข่าวต่างประเทศอื่นๆ ต่างมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงพลังที่แท้จริงออกมา และวิเคราะห์กันอีกว่าพ.ต.ท.ทักษิณคือตัวเร่งที่สำคัญของประเทศ

อย่างสำนักข่าวบีบีซีมีการรายงานว่าการระดมคนของความจริงวันนี้สัญจรต้านรัฐประหาร มากกว่าของพันธมิตรฯ อย่างล้นหลาม มีบางสำนักที่วิเคราะห์ว่าอาจเกิดสงครามกลางเมืองได้ หากทหารจะทำรัฐประหาร เนื่องจากคนที่ไม่เห็นด้วยออกมาแสดงตนอย่างมากมาย

สำนักข่าวอีก 2 แห่ง ยังเสนอเรื่องที่มีงานรวมคนเสื้อแดงครั้งนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณกำลังช่วยรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ถูกกดดันอย่างหนักจากหลายๆ เรื่อง อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวต่างประเทศยังตีข่าวเสนอในเรื่องเดียวกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขอพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ทั้งนี้ บีบีซีระบุถึงกระแสหลังการโฟนอินของอดีตนายกฯ ว่าแม้จะถูกให้ร้ายจากพันธมิตรฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังอยู่ในใจคนทั่วไป และถือได้ว่าเป็นชัยชนะ

พร้อมจัดรายการสัญจรต่อเนื่อง

ด้านนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ร่วมดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากๆ ที่มีพี่น้องประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมงาน การที่มีมวลชนมากมายขนาดนี้เป็นเสียงสะท้อนออกมาจากคนเบื่อสถานการณ์ในปัจจุบันมาก และไม่อยากให้คนบางกลุ่มมาเป็นเจ้าความคิดแทนคนทั้งประเทศ

ส่วนที่จะมีการดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่นายก่อแก้วกล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน เนื่องจากว่าหลายท่านก็ยังเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมภารกิจที่ผ่านมา แต่โดยส่วนตัวผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความสุขปนสาระที่คนชอบและก็รู้สึกประทับใจ

“ส่วนประเด็นที่ว่าจะมีการจัดอีกหรือไม่ ผมมองว่าอาจจะมีการจัดอีกหลายครั้ง เพราะว่าประชาชนเรียกร้องกันมาก แต่ยังไม่ได้มีการคุยรายละเอียดว่าจะมีลักษณะรูปแบบเป็นอย่างไร เพราะว่าก็มีประชาชนอีกจำนวนมากที่อยากมาแต่ก็ไม่ได้มา คนที่อยู่ต่างจังหวัดก็เรียกร้องกันเยอะ ทุกคนมาด้วยใจกันจริงๆ” นายก่อแก้วกล่าว

แสดงพลังชัดไม่เอารัฐประหาร

ทางด้าน นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวว่า รู้สึกดีใจมาก เพราะว่ามีประชาชนเข้ามาร่วมงานเป็นแสนคน เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร และออกมาเรียกร้องรักษาระบอบประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีการยึดในหลักของกฎหมาย เป็นปรากฏการณ์ของพลังเงียบที่มีเสียงข้างมากที่สุด และทุกๆ คนมาด้วยใจจริงๆ

“นอกจากจะได้รับความสนุกสนาน ก็ถือว่าเป็นอาหารสมอง และผมเชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ ครั้งจะเกิดขึ้น และเสียงสะท้อนออกมาว่าสิ่งที่พันธมิตรฯทำมันมากเกินไป เหิมเกริม และไม่เกรงใจใคร ทำให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามไม่พอใจและออกมารวมตัวกัน”

นายอดิศรกล่าวต่อไปว่า คนที่ต้องการหรือคิดที่จะออกมาเรียกร้องการทำรัฐประหาร ต้องคิดให้หนักเพราะว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่สามารถที่จะชักจูงใจให้ใครมาร่วมงานกันได้ง่ายๆ เป็นพลังของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับคนที่ทำผิดที่เข้าไปยึด ทำเนียบ

คนอีสานรอ “ทักษิณ” กลับมา

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ซึ่งนำสมาชิก 1,350 คนมาร่วมงาน ความจริงวันนี้ต้านรัฐประหาร กล่าวว่า งานครั้งนี้มีพี่น้องประชาชนมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมากเรือนแสน ถือว่าเป็นประวัติการณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงพลังเสื้อแดงจากทั่วประเทศ ทำให้มั่นใจว่าต่อไปนี้เผด็จการคงจะไม่มีอีกแล้วเพราะฝ่ายประชาธิปไตยมีความเข้มแข็ง

ดังนั้นใครที่คิดหรือสนับสนุนเพื่อให้เผด็จการเข้ามายึดอำนาจ มาฉีกรัฐธรรมนูญ จะต้องคิดให้ดีว่า มีคนที่ไม่เห็นด้วยจำนวนมากพร้อมจะออกมาต่อต้านขัดขวาง และ คิดว่าฝ่ายทหารเองก็คงไม่กล้าออกมาทำการรัฐประหารมายึดอำนาจ ตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามจะให้เกิดขึ้น

นายขวัญชัยกล่าวอีกว่า เมื่อเช้าวันที่ วันที่ 2 พฤศจิกายน ตนได้จัดรายการสถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร และเปิดสายให้ประชาชนโทรเข้ามาในรายการ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ดีใจที่ได้รับฟังเสียงของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ท่านบอกว่ามีปัญหากับกระบวนการยุติธรรม ทำให้ท่านต้องมีสภาพอย่างทุกวันนี้ ซึ่งทุกคนแสดงความเป็นห่วงและให้กำลังใจท่าน และยังรอวันที่ท่านจะกลับมาเมืองไทย มาช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ

พลังเงียบอีสานเริ่มเปิดตัว

นายลออ เปียทอง แกนนำคนโคราชรักประชาธิปไตย กล่าวว่า ได้นำสมาชิกของชมรมมาร่วมงานด้วยรถบัส 10 คัน และรถตู้รถและมีคนโคราชที่มารถส่วนตัวอีกจำนวนหนึ่งต่างหาก เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่า คนที่รักความจริง ความถูกต้องนั้นยังมีอีกมาก

“แม้ว่าที่จังหวัดนครราชสีมาจะดูไม่เข้มแข็งเหมือนอย่างที่อื่นเช่นที่จังหวัดอุดรธานี เนื่องจากยังเป็นพลังเงียบ แต่เมื่อถามว่าจะร่วมกิจกรรมกับทางชมรมคนโคราชรักประชาธิปไตยหรือไม่ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พร้อม แต่ตอนนี้ยังไม่อยากเปิดตัว เนื่องจากบางคนมีหน้าที่การงาน มีธุรกิจ ที่ไม่อยากจะทำให้ธุรกิจได้รับความเดือดร้อนจากคนที่ไม่มีเหตุผล ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ตรงนี้ยังเป็นปัญหาอยู่บ้าง แต่น่าดีใจที่มีนักเรียนนักศึกษาที่มาร่วมงานกับเรามากขึ้น”

นายลออ กล่าวว่า งานวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทุกคนมาด้วยความสมัครใจ ด้วยความคิดถึงอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กันเป็นแสนคนนั้น ตนคิดว่าพลังเงียบทั้งหลายเขาคงกล้าเปิดตัวแล้ว คนที่โคราชจะตื่นตัวมากขึ้น เพราะพิสูจน์ให้เห็นว่า คนส่วนมากยังรัก พ.ต.ท.ทักษิณ

พธม.กล่าวหาทำรากหญ้าแตกคอ

ด้าน นายพิภพ ธงไชย แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมากล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าโจมตีกระบวนการยุติธรรม และหากประชาชนคล้อยตามไปกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเกิดความแตกแยกในระดับรากหญ้า ทั้งยังกล่าวหาอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

อีกทั้งในการปราศรัยครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่จะไม่ยุติการต่อสู้ทางการเมือง เหมือนกับที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ยังไม่หยุดแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะต้องมีการดึงเอาประชาชนในระดับรากหญ้ามาร่วมชุมนุมอีกแน่นอน

นายพิภพ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรใช้สื่อของรัฐในการถ่ายทอดสัญญาณรายการความจริงวันนี้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษ สะท้อนถึงภาวะการขาดความเป็นผู้นำของนายกรัฐมนตรี

ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงมีแนวร่วมผลัดกันขึ้นเวที ปราศรัยโจมตีนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างต่อเนื่อง

มาร์คบอกทักษิณต้องยอมรับผิด

ทางด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามสร้างกระแสทางการเมือง และไม่ยอมรับการกระทำของตัวเอง ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนกรณีที่ศาลแพ่งพิจารณาคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ตนคิดว่าศาลต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรม ถ้าทรัพย์สินส่วนใดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีมาแต่เดิม ก็มีโอกาสมากที่จะได้รับคืนสูงมาก แต่ถ้าส่วนใดที่ได้เพิ่มมาจากการใช้อำนาจหน้าที่มาแสวงประโยชน์ ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะให้สังคมให้อภัยนั้น ตนคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องสำนึกผิดและรับผิดเสียก่อน การให้อภัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่อตัวคนทำผิดต้องสำนึกผิด ยอมรับโทษแล้วการให้อภัยจะเกิดขึ้น ถ้าคิดอย่างนี้ ทุกอย่างก็เดินไปได้ แต่ถ้าคิดบนสมมติฐานว่าไม่ได้ทำผิดแต่กลายเป็นคนอื่นและกระบวนการยุติธรรมผิดหมด ตนยังนึกไม่ออกว่าจะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าได้อย่างไร ทั้งนี้ ตนอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ปล่อยใจให้ว่างแล้วทบทวนข้อเท็จจริงว่าความไม่เป็นธรรมเกิดจากอะไร ซึ่งตนเห็นว่าง่ายมาก


พลัง(ของ)ประชาชน พลังคนเสื้อแดง


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...การที่งานชุมนุมคนเสื้อแดง ครอบครัวความจริงวันนี้ครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปด้วยความสงบราบรื่นก็เพราะคนที่มาในงานล้วนเป็นคนมีวุฒิภาวะ มีความรักสงบ รักสันติและอยู่ในกรอบกฎหมายทั้งสิ้น พูดง่ายๆ ว่า คนทั้งหมดเป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเป็นนักสันติวิธีอันแท้จริง...”

งานชุมนุมคนเสื้อแดง – ครอบครัวความจริงวันนี้ครั้งที่ 2 ที่สนาม ราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก ซึ่งเป็นสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ผ่านพ้นไปแล้วด้วยดี

ดีอย่างชนิดที่ผู้จัดเองก็สามารถพูดโดยไม่เกรงใจว่าจะมีคนนินทาว่า สุนัขขี้ ไม่มีใครยกหางให้ หรือจะเลี่ยงไปใช้สำนวนจีนก็ว่า ปิดทองคำเปลวใส่หน้าตัวเอง

เหตุที่กล้าพูดอย่างนั้นก็เพราะว่า งานมีคนมาชุมนุมกันมากเรือนแสน มากันตั้งแต่เช้าก่อนกำหนดที่ได้แจ้งกันไว้ล่วงหน้าตั้งหลายชั่วโมง แล้วก็ทยอยมาจนถึงเวลาค่ำอันเป็นช่วงเวลาที่จะมีการปราศรัยทางการเมือง
ผู้คนสวมเสื้อแดงมากมายปานนั้น มาอยู่ด้วยกันเป็นเวลาหลายชั่วโมงน่าจะมีเหตุร้าย น่าจะมีความไม่สงบ น่าจะมีคนเกกมะเหรกเกเรมาก่อความวุ่นวายบ้าง อย่างน้อยก็พอหอมปากหอมคอ แต่ปรากฏว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย ใครไม่เชื่อก็ให้ถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาช่วยดูแลความสงบในงานได้ว่าเขาสามารถดูแลงานได้ด้วยความปลอดโปร่งใจเพียงใด

การที่งานชุมนุมคนเสื้อแดง – ครอบครัวความจริงวันนี้ครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปด้วยความสงบราบรื่นก็เพราะคนที่มาในงานล้วนเป็นคนมี วุฒิภาวะ มีความรักสงบ รักสันติและอยู่ในกรอบกฎหมายทั้งสิ้น พูดง่ายๆว่า คนทั้งหมดเป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเป็นนักสันติวิธีอันแท้จริง ไม่ใช่นักสันติวิธีปลอมหรือสันติวิธีแต่ปากอย่างที่เห็นกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

ใครที่ผ่านไปทางทำเนียบรัฐบาล 2 - 3 วันมานี้จะเห็นว่าเขามีการเสริมรั้ว เสริมยางรถยนต์ เสริมบังเกอร์ ตรงจุดที่เขาปิดเส้นทางการสัญจร ประหนึ่งว่ารัฐอิสระของเขากำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม


นี่ยังไม่ได้พูดถึงการ์ดของเขาที่มีอาวุธครบครันและได้มีการเรียกระดมอาสาสมัครเพิ่มขึ้นอีกเป็นพิเศษจำนวนพัน ประกาศออกใบอนุญาตพกพาอาวุธให้เสร็จสรรพ

งานชุมนุมคนเสื้อแดงมี เป้าหมายต้านรัฐประหาร จึงเป็นธรรมดาที่การพูดจาปราศรัยบนเวทีจะต้องมีเข็มมุ่งไปทางนี้เป็นทางเดียวกันและถ้าหูของข้าพเจ้าไม่เข้าข้างพวกเดียวกันเองที่เรียกกันว่า ‘ฉันทาคติ’ ข้าพเจ้าขอให้คะแนนว่าผู้พูดทุกคนบรรลุเป้าหมายนั้นโดยสมบูรณ์

เริ่มจาก อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ซึ่งถือว่าเป็น ภาคต้านรัฐประหาร โดยเฉพาะ ข้าพเจ้าให้คะแนนเต็มทุกคน

ส่วนภาคต่อจากนั้นคือ ภาคพิเศษที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อพูดคุยกับประชาชนชาวเสื้อแดงในฐานะของผู้ที่ได้รับพิษภัยจากการทำปฏิวัติ – รัฐประหารหรือเหยื่อของเผด็จการด้วยกันนั้น ข้าพเจ้าขอตัวที่จะออกความคิดเห็นในที่นี้เพราะตัวเองเข้าไปมีบทบาทอยู่ด้วย ปล่อยให้คนอื่นวิพากษ์วิจารณ์กันไปจะดีกว่า

อีกทั้งส่วนที่ นายจักรภพ เพ็ญแข นายอดิศร เพียงเกษ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ปราศรัยในช่วงท้ายก่อนปิดรายการนั้น แม้ข้าพเจ้าจะเห็นว่าแต่ละคนจะทำหน้าที่ได้ดีพิเศษเหมือนกัน แต่ก็เปรียบเสมือนการเทน้ำสะอาดบริสุทธิ์ลงไปในตุ่มที่มีน้ำสะอาด บริสุทธิ์ เต็มอยู่แล้ว ไม่อาจทำให้เกิดผลบวกหรือผลลบใดๆ นอกจากจะทำให้น้ำสะอาดและบริสุทธิ์นั้นล้นเนืองออกไปให้ผู้บริโภคได้อาบกันอย่างสดชื่นยิ่งขึ้นเท่านั้น

หากจะไม่พูดถึงดินฟ้าอากาศเข้าไว้ด้วย การเขียนถึงงานวันแดงเดือดครั้งที่ 2 จะขาดความสมบูรณ์ไป

ข้าพเจ้าจึงขอพูดถึงเสียด้วยว่า การจัดงานชุมนุมทางการเมืองใหญ่ๆ อย่างนี้ในฤดูฝน แม้จะเป็นช่วงปลายฤดูก็นับว่าเป็นการเสี่ยงอย่างยิ่ง

พวกเรา ความจริงวันนี้ จัดชุมนุมครั้งแรก เมื่อ 11 ตุลาคม 2551 ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ก็ด้วยเหตุนี้คือเหตุว่ากลัวผู้ชุมนุมจะเปียกฝน จึงต้องไปหาสถานที่ที่จุคนเป็นหมื่น แต่ต้องมีหลังคาคลุมกันแดดและฝน ซึ่งก็ไม่มีที่ไหนเหมาะเท่าที่นั้น

แต่ปรากฏว่าผู้คนซึ่งรักประชาธิปไตยไปกันมากมายจนหอประชุมไม่อาจรองรับผู้คนทั้งหมดได้ เป็นปัญหาให้คนจำนวนหนึ่งต้องนั่งฟัง ยืนฟังนอกห้องและส่วนหนึ่งต้องเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง

การจัดการชุมนุมครั้งที่ 2 จึงต้องแก้ปัญหาคือต้องได้สถานที่กว้างใหญ่กว่าเดิม จุคนมากกว่าเดิมหลายเท่าแต่ก็จนใจเพราะไม่มีที่ไหนมีหลังคามิดชิดกันแดดกันฝน ก็เลยต้องตัดสินใจเสี่ยงใช้ที่โล่ง – ไม่มีหลังคา แต่จะมีปัญหาแน่ถ้าฝนตกหนัก

เราตัดสินใจเลือก สนาม ‘ราชมังคลากีฬาสถาน’ ซึ่งเป็นที่เดียวที่มีอยู่และบังเอิญว่างให้เราใช้ได้
วันที่ 31 ตุลาคม เราไปตั้งเวที ติดตั้งเครื่องขยายเสียง เตรียมความพร้อมล่วงหน้า 1 วันตามปกติของงานใหญ่ วันนั้นฝนตกพรำๆ และตกหนักจนเราไม่อาจทำงานได้ในตอนดึก แต่เราก็ใจดีสู้เสือ กัดฟัน รอจนฝนหยุดก็ลุยงานต่อไป
รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันนัด แสงอาทิตย์สดใส มีเมฆฝนกระจาย แต่ไม่มีฝนตก พิธีพราหมณ์อัญเชิญเทพยดา บูชาฟ้าดินขอความเป็นสิริมงคล เวลา 13 นาฬิกา 9 นาที เมฆเคลื่อนตัวเข้าบังดวงอาทิตย์สักพัก พระอาทิตย์ก็ทรงกลดให้เห็นเป็นอัศจรรย์

ไม่มีฝนตกสักเม็ดในวันงานชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงต้านรัฐประหาร ตั้งแต่เริ่มงานจนคนสุดท้ายเดินทางกลับบ้าน มีแต่ลมหนาวอ่อนๆ โชยมา

ความบริสุทธิ์ใจ ความจริงใจในการแสวงหาสันติให้กับบ้านกับเมืองของคนหมู่มาก แม้เทพยดาฟ้าดินก็รับทราบและเปิดทาง – อำนวยพรให้

ข้าพเจ้าคิดและเชื่ออย่างนี้


ชายชาตรีชื่อ “นวมทอง ไพรวัลย์” สัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งประชาธิปไตย!

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


หนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์ คมช. ที่เขียนระหว่างที่คนในแก๊งนี้ยังผงาดอยู่ในอำนาจที่ยึดไปจากพี่น้องประชาชน หมดไปแล้ว 1 เล่ม คือ “รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ” ส่วน “เหี้ยส่องกระจก” ยังมีเหลือพอสั่งได้ ในเว็บไซต์ vattavan.com
สำหรับหนังสือที่ต้องดังเปรี้ยงปร้างส่งท้ายปีนี้ คือ “นินทา-ประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้าน-ดักดาน” กำลังจะอวดโฉมแล้ว!

เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม 2551 ได้มีประชาชนที่รักชาติรักประชาธิปไตย และมีจิตใจต่อต้านการรัฐประหาร ได้ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ คุณนวมทอง ไพรวัลย์ หรือ คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งผมเองเป็นคนแรกๆ ที่ได้เขียนถึงท่าน 2 ครั้งในระยะใกล้เคียงกัน
ครั้งแรกที่ผมเขียนถึง และออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 10 ตุลาคม 2549 10:20 น. ให้ชื่อคอลัมน์ว่า “เรื่องบ๊องๆ บอมบ์ๆ ยังไม่จบนะ! (“ยูว่าคาร์บ๊อง...แต่ไอว่าคาร์บอมบ์”)”
ผมเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ
...ก่อนทหารของคณะปฏิรูปฯ ถอนกำลังได้ 1 วัน คือ 29 กันยายน 2549 ได้มีข่าวที่น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดตั้งแต่มีการปฏิวัติรัฐประหารกันมาในบ้านเมืองของเรา ไทยรัฐเขาพาดหัวได้ถึงพริกถึงขิงว่า
‘แท็กซี่’ บ้าดีเดือด ชนรถถังประท้วง ‘คณะปฏิรูปฯ’
...เรื่องนี้ผมได้ยินคนวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกสนาน บอกว่าโชเฟอร์คนนี้สติดีหรือเปล่า? ดันเอารถธรรมดาวิ่งชนรถถัง พอๆ กับคนวิ่งชนเสาไฟฟ้าทีเดียว เลยต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวกันไป
เพื่อนคนหนึ่งอ่านข่าว บอกผมว่า อย่าไปเถียงเรื่อง ‘คาร์บ๊อง-คาร์บอมบ์’ กันต่อไปอีกเลย พูดแล้วเขาก็หัวร่องอหาย ก่อนจะลุกขึ้นประกาศขึงขังว่า
“นี่แหละโว้ย ‘คาร์บ๊อง’ ตัวจริง เสือกเถียงกันอยู่ได้!”

...คุณนวมทอง โชเฟอร์ที่ขับรถพุ่งชนรถถังแบบไม่กลัวตาย พิสูจน์ออกมาแล้วว่า ตัวแกทั้งไม่บ้า ไม่เมา รวมและไม่บ๊องด้วย แต่ที่ทำลงไปแกบอกว่า
เพราะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ทนไม่ได้ที่เห็นทหารลุกขึ้นมายึดอำนาจที่เป็นของประชาชนไป
ข่าวเขาบอกว่า แกพูดอย่างนั้นจริงๆ
ฟังแกพูดแล้ว ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า เรื่องนี้น่ากลัวกว่า “คาร์บอมบ์” ของทักษิณเป็นไหนๆ!
แม้คนที่ไม่เห็นด้วยกับ คปค. จะไม่ได้มีความกล้าหาญชาญชัยถึงกับขับรถพุ่งชนรถถังอย่างไม่คิดถึงอันตรายแก่ตนเอง ตลอดจนผลที่จะติดตามมา เหมือนอย่างคุณนวมทองก็จริง แต่ผู้คนในบ้านในเมืองเราที่เขาคิดเหมือนโชเฟอร์ใจเด็ดคนนี้นั้น ยังมีอยู่มากมายในประเทศนี้
คนที่ยังมีความเชื่อว่า ทหาร ‘รังแก’ ทักษิณและรัฐบาลของเขา ยังมีอีกนับไม่ถ้วน!
...เรื่องของโชเฟอร์แท็กซี่ใจกล้าที่ท้าทายอำนาจ คปค. สำนักข่าวต่างประเทศสนใจมาก เช่น AFP ได้รายงานข่าวนี้ฉับพลันทันทีว่า
“คนขับรถแท็กซี่คนหนึ่งได้ขับรถแท็กซี่พ่นข้อความด้วยสีสเปรย์ว่า “ทำลายประเทศ” และคำว่า “พลีชีพ” พุ่งชนรถถังคันหนึ่งที่จอดประจำการอยู่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นเหตุให้คนขับรถซี่โครงหัก และได้รับบาดเจ็บตามใบหน้า ที่คาง และตา ต่อมาคนขับรถแท็กซี่รายนี้เปิดเผยถึงสาเหตุว่า ต้องการประท้วงคณะปฏิรูปการปกครองฯ พร้อมกับยอมรับด้วยว่า เป็นผู้พ่นสีสเปรย์ข้อความข้างรถด้วยตัวเอง”
การกระทำของคุณนวมทอง กลายเป็น “สัญลักษณ์ของการต่อต้านรัฐประหาร” ไปแล้ว และโชเฟอร์รายนี้ก็ไม่เกรงกลัวต่อภัยที่จะมาถึงตน หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ วันพุธที่ผ่านมา พาดหัวรองว่า
Cabby says he'll do it again
แน่ะ...คุณนวมทอง แกกลัวซะเมื่อไรกัน!

...ใครที่นึกว่าทหารยึดอำนาจแล้วแล้วผู้คนจะไม่กล้าเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยนั้น คิดอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ผิดเอามากๆ แม้แต่เรื่องของคุณนวมทองเอง ผู้คนและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองก็พากันไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจกันถึงโรงพยาบาลไม่ขาดสาย หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานว่า กระเช้าดอกไม้ที่ไปเยี่ยมโชเฟอร์นวมทองมีเต็มโรงพยาบาลเลยทีเดียว
ถึงตอนนี้เหตุการณ์ต่อต้านทหารยังไม่ค่อยมีให้เห็นเป็นรูปธรรมนัก แต่จะมีขึ้นในภายภาคหน้าหรือไม่นั้น ผมเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะคนไทยปัจจุบันไม่ได้กลัวกระบอกปืนของทหาร ตำรวจ เหมือนสมัยก่อนหน้า 14 ตุลา อีกต่อไป และก็ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์กันครั้งแล้วครั้งเล่า บนถนนราชดำเนินสายประชาธิปไตย...
ประชาชนต่อสู้เมื่อใด...ก็ชนะทุกครั้งไป!...
นั่นเป็นข้อเขียนครั้งแรกที่ผมได้เขียนถึงคุณลุงนวมทอง และได้เขียนถึงอีกครั้งเมื่อได้ข่าวการเสียชีวิตของท่าน ในคอลัมน์ “กาแฟขม...ขนมหวาน” ออนไลน์เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2549 ชื่อตอน “ทหารกับชาวบ้าน อาจต้องตะลุมบอนกันอีกรอบ!?”
ผมเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ
...เช้าวันนี้...จิบกาแฟขมถ้วยที่สองไม่ลง เพราะเปิดดูข่าวจาก MGR Online แล้วเห็นข่าว แท็กซี่พลีชีพ ซึ่งรายงานข่าวเพิ่งลงบนหน้าเว็บได้เพียง 2 นาที ข่าวของผู้จัดการบอกว่า
...แท็กซี่ “พลีชีพ” ขับรถพุ่งชนรถถัง สร้างประวัติศาสตร์ครั้งที่ 2 เขียนบันทึกการเดินทางปลิดชีพตัวเอง ตั้งใจตายที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แต่คนเยอะไม่ได้ลงมือ ก่อนเดินออกไปจนถึงโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตัดสินใจขอกระดาษเขียนบันทึก ก่อนนั่งรถเมล์กลับมาหาที่ใหม่ ก่อนได้ที่เหมาะสะพานลอยหน้าไทยรัฐ ได้ผูกคอตายสมใจ ประชดคำพูดรองโฆษก คปค. ที่ว่า
“ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพ...”
นอกจากนั้น
ผมยังได้เขียนวิพากษ์วิจารณ์ถึงการนั่งทับใบบุญของทักษิณ โดยคณะผู้ยึดอำนาจ กับรัฐบาลโลกของนายกฯ เขายายเที่ยง ต่างก็ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์กันอย่างมีความสุข โดยได้บรรยายเอาไว้อย่างนี้ครับ
...มิหนำซ้ำขณะนี้มีการเผยแพร่ข่าวสารกัน โดยเฉพาะบรรดาข่าวสารที่ออกมาจากต่างประเทศ ดันกลายเป็นว่าเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งนั้นมาจากการบริหารบ้านเมืองของทักษิณเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ค่าของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทุกวัน คนก็วิจารณ์กันอีกว่า...
นี่เป็นผลพวงของอานิสงส์ที่มาจากรัฐบาลทักษิณโดยแท้!
คปค. หรือรัฐบาลปัจจุบัน ก็ไม่ได้ออกมาโต้เถียงว่า “ไม่จริง” สักคำ!!
...ที่ตลกที่สุดก็คือ แม้แต่ในตอนนี้สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ช่อง 5 ของตะหานบกเองแท้ๆ ไม่ได้เกรงอกเกรงใจคณะปฏิวัติเลย ยังดันช่วยโฆษณาผลงานของทักษิณอยู่ทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความดีงามของกองทุนหมู่บ้าน หรือการให้ ธ.ก.ส. ปลดหนี้ให้กับชาวไร่ชาวนา ตั้งธนาคาร SME ช่วยผู้ผลิตรายย่อย และโครงการช่วยเหลือชาวบ้านมากมายตามนโยบายของรัฐบาลไทยรักไทย ฯลฯ เหมือนเป็นเครื่องยืนยันว่า
นโยบายของทักษิณที่ทำมาตลอดนั้น นำมาซึ่งความสุขกับประชาชนโดยแท้!
หรือใครจะเถียงว่า ขณะนี้ไม่มีโฆษณาอย่างที่ผมว่าบ้าง...หือ?
จึงอยากจะบอกให้ผู้กุมอำนาจทราบอย่างตรงไปตรงมาว่า ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลที่ทหารตั้งเข้ามานั้น นอกจากไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น ยังกลับสร้างความไม่เข้าใจ และความสับสนให้ประชาชนเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คนอย่างเรื่อง ‘หวยบนดิน’ ที่นำเงินไปช่วยเด็กยากจน ก็มีความพยายาม
ทำลายกันลงไปเสียอีก!
ทำให้ลูกชาวบ้านที่แสนยากจน ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ต่ำต้อยในสังคม แต่ได้รับประโยชน์จากเงินทุนหวยตัวนี้ เด็กในทุกอำเภอมีโอกาสเดินทางไปศึกษาต่างประเทศ กลับต้องสูญโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีในอนาคตไปเลย
เป็นเพราะการปฏิวัติครั้งนี้แท้ๆ!
ชาวบ้านเขาเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ใครที่จะค้านว่าไม่จริง โปรดออกไปบ้านนอก แล้วสอบถามผู้คนดูเอาเองเถิด
แล้วจะรู้ว่าผมพูดจริง!
ตอนนี้ผู้คนเขาพากันเข้าใจไปว่า โครงการอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์กับคนยากคนจนหรือผู้ด้อยโอกาส ที่สร้างชื่อเสียงให้รัฐบาลเก่า กำลังจะถูกเขี่ยทิ้งลงเว็จขี้ไปเสียหมด ที่ผู้คนเขามองกันอย่างนี้ก็เพราะ
ผู้มีอำนาจไม่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนนั่นเอง!
การปลิดชีพตัวเองอย่างกรณี คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ได้ปลุกประชาชนให้ลุกขึ้นต่อสู้กับสิ่งที่ผู้กระทำอัตวินิบาตกรรมเห็นว่าไม่ถูกต้องนั้น ที่เห็นเป็นตัวอย่างได้ดี คือการยิงตัวเองของ คุณสืบ นาคะเสถียร ผู้ที่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ไม่สามารถเรียกความสนใจจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองให้ใส่ใจดูแลผืนป่าห้วยขาแข้ง อันเป็นมรดกสำคัญของชาวไทย ปล่อยให้ข้าราชการระดับกลางอย่างคุณสืบต้องต่อสู้เพื่อรักษามรดกของชาติด้วยตนเองอย่างเดียวดายไปตามยถากรรม
ความเหนื่อยล้า ผิดหวัง และความคับแค้นใจ คุณสืบเลยตัดสินใจผ่าทางตันด้วยเขียนจดหมายสั่งลา 6 ฉบับ สั่งเสียลูกน้อง คนสนิท และมอบหมายหน้าที่การงาน แล้วท่านก็สวดมนต์ไหว้พระเพื่อให้จิตใจสงบ ก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญ
ขณะที่แสงทองของวันใหม่เปิดฉากท้องฟ้าขึ้น คุณสืบก็ปลิดชีพตนด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว ปิดม่านชีวิตของตัวเองลง แต่เปิดฉากใหม่ซึ่งเริ่มต้น “ตำนานนักอนุรักษ์ไทยผู้ยิ่งใหญ่ สืบ นาคะเสถียร” ผู้ที่มาถึงวันนี้ ประชาชนต้องระลึกถึง ด้วยความเคารพในน้ำใจและการเสียสละด้วยชีวิต จนมีห้วยขาแข้งเอาไว้เป็น “มรดกโลก” ในอีกหลายปีต่อมา
ตอนที่คุณสืบเสียชีวิตใหม่ๆ ก็มีการปล่อยข่าวจากผู้ที่ไม่หวังดีว่า วีรบุรุษกรมป่าไม้ท่านนี้เพี้ยน สติไม่ดีบ้าง ยิงตัวตายเพราะเรื่องผู้หญิงบ้าง สุดแต่จะกล่าวหากันไป
ข่าวออกมาอย่างนี้จริงๆ ไม่เชื่อลองสอบถามคนโตในมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืช อย่าง คุณพิสิษฐ์ ณ พัทลุง ดูก็ได้
พฤติกรรมที่ห้าวหาญของ คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่กล้าขับรถแท็กซี่ชนรถถัง ไม่ได้ต่างอะไรกับ คุณสืบ นาคะเสถียร เลย เพราะหลังการตายมีคนบอกว่าคุณนวมทองประสาทไม่ดีบ้าง เพี้ยนบ้าง กลุ้มใจเพราะไม่มีเงินซ่อมรถบ้าง ซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น
ขนาดคนจะขอออกเงินช่วยซ่อมรถให้ โชเฟอร์ใจเด็ดยังไม่ยอม ใช้เงินของตัวซ่อมรถเอง ไม่เชื่อไปหาอ่านบางกอกโพสต์ย้อนหลังดู ก็จะทราบความจริง!
คุณลุงนวมทอง “แท็กซี่ผู้ยิ่งใหญ่” ไพรวัลย์ ได้แสดงความกล้าหาญ และความรักในระบอบประชาธิปไตย ยอมสละชีวิตตน เพื่อยืนยันความเป็นเสรีชนเต็มเปี่ยม แม้ว่าจะถูกนินทาว่าสติเฟื่อง อะไรต่อมิอะไร ตามที่มีผู้คนโพสต์เข้าไปด่าคนตายกันอุตลุด
ไม่ผิดอะไรกับพวกที่นินทาด่าทอ คุณสืบ นาคะเสถียร ที่มุ่งมั่นรักษาป่าหวยขาแข้ง ตอนที่ท่านปลิดชีวิตตัวเองลงใหม่ๆ
อยากจะบอกผู้ที่คิดว่าคนฆ่าตัวตายเป็นพวกสติไม่ดี รวมทั้งนายพันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษกปากดีกองทัพบก ที่ภริยาผู้ตายบอกว่าสบประมาทสามีของเธออย่างแรงว่า
“ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพ”
ถ้าคิดได้แค่นายพันเอกคนนี้แกคิด คงไม่มีคนที่นำระเบิดมาผูกไว้กับตัว หรือเอาใส่ไว้ในรถยนต์ แล้วพุ่งเข้าหาเป้าหมาย พร้อมกับกดระเบิดทำลาย โดยตัวเองยอมตายไปกับอำนาจแรงระเบิดนั้นด้วย
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นทั้งในอิรัก ปาเลสไตน์ อิสราเอล ปากีสถาน ฯลฯ และในอนาคตอาจเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยก็ได้
ผมอยากจะถามนายพันโฆษกจริงๆ ว่า
คนเหล่านี้เขาไม่มีอุดมการณ์ หรือสติไม่ดีทั้งหมดอย่างนั้นหรือ!?
ผู้เขียนเชื่อว่าการตายของ คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ไม่ได้เป็นการเสียชีวิตอย่างไร้ค่า แต่...
การยอมสละชีพครั้งนี้ จะจุดชนวนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาประชาชน และปลุกจิตวิญญาณที่รักความเป็นอิสระและเสรีภาพ ให้ลุกขึ้นมาปกป้องรักษาความเป็นเสรีชน ทั้งในวันนี้และเบื้องหน้า
ไม่เชื่อก็คอยดูกัน!
ผมเองก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่ห่วงใยประเทศ หวั่นใจว่าเหตุไม่สงบจะต้องเกิดขึ้นในบ้านเมือง อันเป็นที่รักของเราทุกคน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ เพราะจิตวิญญาณที่รักความเป็นอิสระและความเป็น “ไท” รักในเสรีภาพแห่งเสรีชน ยังไม่ได้เหือดแห้งไปจากหัวใจของคนบ้านเราเลย
จะให้ชาวไทยมีชีวิตอยู่กันต่อไปแบบ ‘คนพม่า’ เห็นท่าจะไม่ได้!
บางทีบทกวีของ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่คุณลุงนวมทองผู้เสียสละเขียนสั่งลาเอาไว้ก่อนพลีชีวิต เพื่อตอกย้ำความเชื่อ ความถูกต้องตามที่ตนเองยึดถือ ทำให้สังคมไทยได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญยิ่งของชายคนนี้ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความรัก และความตื่นตัวในระบอบประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนในบ้านเมือง ที่มีความรักชาติ รักแผ่นดิน และย้ำเตือนให้พวกเราชาวไทยช่วยกันสืบทอดเจตนารมณ์ของเสรีชน ปกป้องรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไว้ให้มั่นคงสืบไป
บทกวีนั้นมีว่า
“อันประชาสามัคคีมีจิตตั้ง เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่ภัยพาล ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน”
มองดูการตายของ คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ครั้งนี้แล้ว ให้เศร้าสะเทือนใจนัก จนชักอดคิดในแง่ร้ายไม่ได้ว่า
ถ้าหากฝ่ายทหารที่แย่งอำนาจการปกครองบ้านเมืองไปจากประชาชน ยังไม่ทำความเข้าใจ และเอาชนะใจผู้คนในบ้านเมืองนี้ไม่ได้ เหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ขณะนี้
เผลอๆ ทหารกับชาวบ้านอาจต้องตะลุมบอนกันอีกรอบ ซ้ำรอย รสช. ก็เป็นได้!
...ใครจะไปรู้!!!
ข้อเขียนแห่งความทรงจำของผม จบลงแค่นั้น...
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หาก คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ส่งสายตาผ่านมาจากสรวงสวรรค์ มองมายังบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน คงภาคภูมิใจที่เจตนารมณ์ในการรักษาประชาธิปไตยของคุณลุงได้เบ่งบานแดงสะพรึ่บขึ้นในหัวใจคนเกือบทั้งประเทศ ซึ่งต่างพากันสดุดีความห้าวหาญ สมชายชาตรี ที่เสียสละชีวิตตนเอง เพื่อเป็นเครื่องย้ำและเตือนใจคนไทยทั้งชาติให้เห็นความชั่วร้าย ในการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในบ้านเมือง แล้วสร้างระบอบเผด็จการขึ้นมาครอบงำ และดึงประเทศที่รักของเราตกต่ำลงไปในทุกๆ ด้าน แต่สร้างความมั่งคั่งให้กับทหารผู้ก่อการ กับพวกพ้องเท่านั้น
มาถึงวันนี้ ถ้ากำแหงเข้ามาใช้กำลังกัน ทำลายระบอบประชาธิปไตยกันอีก เราๆ ท่านๆ คงจะได้เห็นประชาชนคนไทย
พร้อมใจกัน ไล่ถล่มพวกมัน...ไม่ให้มีที่ยืนบนแผ่นดินนี้
ถ้าคิดว่าตัวเองแน่จริง ไม่กลัวลำบากตอนแก่ และอยากจะเอาอนาคตลูก-เมียและครอบครัวตัวเอง มาเสี่ยงกับการยึดอำนาจอย่างไม่ชอบธรรม...
...ก็ลองดู!!!



"พลังบริสุทธิ์"รวมพลคนเสื้อแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกเพื่อประชาชนผู้ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับประจำ วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2551 จงรัก ภักดีราช มารายงานด้วยความรู้สึกที่ยังไม่หายอึ้งและไม่คลายความทึ่ง ต่อภาพที่ปรากฏต่อสายตาเมื่อบ่ายยันค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา …ต้องขอขอบคุณพลังใจของพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ทำให้รู้ว่าการต่อสู้ของพวกเรา มิได้โดดเดี่ยว

* ไม่น่าเชื่อว่า ผู้คนเรือนแสนสวมเสื้อสีแดงอัดแน่นเต็มชามอ่างยักษ์ที่ชื่อว่า “ราชมังคลากีฬาสถาน” จะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และการพูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัย แม้จะหิวกระหายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประชาธิปไตย แต่ก็ไม่กระเหี้ยนกระหือรือที่จะออกไปท้าตีท้าต่อย รบพุ่งกับใคร เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ ตรงกันข้ามทุกสุ้มเสี้ยง ทุกแววตา ต่างเรียกหาแนวทางสันติวิธี และประชาธิปไตย

* การชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธ อย่างแท้จริง ได้สำแดงให้เห็น และถูกทำให้เป็นตัว อย่างต่อพี่น้องประชาชนที่กำลังจับจ้องมองดูความแตกต่างระหว่างคนเสื้อแดงกับชนเสื้อเหลือง แล้ว ว่า การชุมนุมที่ไม่ต้องมีไม้กอล์ฟ ไม้คมแฝก มีด ปืน ระเบิดปิงปอง และวาจาเกรี้ยวกราด จิตพยาบาท ใจอาฆาตมาดร้าย ก็สามารถก่อให้เกิดประจุพลังอันมหาศาล ที่ผู้ใดก็มิอาจต้านทานได้ กระทั่งทหารที่เคยเป็นอันธพาลผู้ยิ่งใหญ่ทางการเมืองของไทย ก็ยังหันรีหันขวาง ปากคอสั่น ลิ้นไก่สั้น พูดจาอ้อมแอ้มกันไปหมด

* ชอบใจเหลือเกินกับ หนึ่งในสามข้อเรียกร้องของเครือข่ายสันติประชาธรรม ที่ว่าการยุติวิกฤติของชาติ คือ “หยุดให้ท้ายพันธมิตร” ...วันนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนที่เคยให้ท้ายพันธมิตรฯ คงจะรู้ตัวแล้วว่า มายาภาพที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ฉายให้ดู มายาคติที่ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดจากรอกหูกรอกหัว ผ่านเอเอสทีวี ทุกวี่วัน สุดท้ายปลายทางก็พ่ายแพ้ต่อ พลังอันบริสุทธ์ของประชาชนคนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง เนื่องเพราะ พันธมิตรฯ มิได้อยู่บนฐานที่มั่นอันสุจริต หากแต่ลงหลักปักลึกอยู่ในหลุมแห่งมโนทุจริต คือ กระทำชั่ว คิดชั่วมาแต่ชั้นในสุดของหัวใจ

* คำสรุป “ราชประชาสมาศัย” ของ วีระ มุสิกพงศ์ ที่ชี้ว่าเป็น หนทางเดียวที่ประเทศไทย จะได้ ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนมา ในห้วงเวลาที่หลายประเทศกำลังยื้อแย่งตัวกันไปเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ จักต้องถูกนำไปเผยแพร่ขยายผลให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่กำลังเฝ้ารอทักษิณ กลับมากอบกู้วิกฤติของชาติ ต้องแสดงพลังกันอีกสักครั้ง มิใช่งอมืองอเท้าเฝ้ารอ ให้ฟ้าประทาน เหมือนที่ผ่านมา

* พระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์ กับ พลังใจอันบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผนวกรวมกันเป็นหนึ่ง ผนึกแน่นกันเป็นเนื้อเดียว เท่านั้น ที่จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จแห่งเป้าหมายของ คนรักทักษิณ คนรักประชาธิปไตย และ คนรักในหลวง ตัวจริง เสียงจริง คือ การปกป้องรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทำลายแผนการอันชั่วร้ายของ พวกแอบอ้างสถาบันพระมหา กษัตริย์ เพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์แห่งตนเอง ทั้ง พันธมิตรฯ พันธมาร นักรัฐ ประหารเสื้อสีเขียว และ พรรคการเมือง

* ขอแรงชาวเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยไป ลากตัว จิกหัว วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหน คมช. มาสอบถามอีกสักทีเถิด ว่า จะเผาตำราและตำหนักทิ้งกับมือตัวเอง หรือ จะให้มีคนอื่นเผาให้ โทษฐานที่ไพล่ปากพล่อย ปล่อยข่าวทหารจะปฏิรูปการปกครอง ก่อน 1 พฤศจิกายนพวกที่รอทักษิณโฟนอิน จะคอยเก้อ ...ถึงวันนี้ แล้วเป็นไง วันที่ 1 พฤศจิกายน ประชาชนกว่าแสนคนร่วมทักทายและรับฟังการสนทนาสดกับทักษิณ ด้วยความอิ่มเอมหัวใจ เรียบร้อยแล้ว จะมีก็แต่ นายวารินทร์ นั่นล่ะที่คอยเก้อ ชะเง้อมองทหาร ไม่มีโผล่มาทำปฏิรูป สักคน เพราะ ทหารโง่ๆ ที่ยกหมอผีเป็นพ่อครู เกษียณอายุราชการ หมดอำนาจ วาสนาไปแล้วนั่นเอง

* จงรัก ภักดีราช เคยบอกแล้วว่า เพราะ สนธิ บุญยรัตกลิน ไปหลงเชื่อ วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ จึงทำให้ชะตาชีวิตต้องตกต่ำ ถูกตีตราประทับติดตัวว่าเป็น ต้นเหตุตัวการดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน มีฐานะเสมอเท่าคนบาปแห่งแผ่นดิน ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกบันทึกไว้ แต่กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว... ทว่ายังมี คนโง่บางคนที่ยังไม่เลิกปรนเปรอ นายวารินทร์ เพียงเพราะอยากได้ยินได้ฟังนิทานหลอกเด็ก ว่าวันหนึ่งข้างหน้า แผ่นดินใต้ฟ้าเมืองไทย จะตกเป็นของมันแต่เพียงผู้เดียว

* ยิ่งนานวัน ผู้นำพันธมิตรฯ บางคนก็ยิ่งเหมือนหมาบ้า ฮึ่มแฮ่...แยกเขี้ยว ยิงฟัน เข้าใส่ทุกคน ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม หากไม่เจือสมผลประโยชน์กับพันธมิตรฯ จะต้องถูกเห่า ถูกขู่ จะเปิดโปง จะแบล็กเมล ว่าเป็นคนมีเบื้องหลังสกปรก แอบอ้างเป็นคนสนิท ใกล้ชิดเบื้องสูง มาทำลายขวัญกำลังใจมวลชนของพันธมิตรฯ จน หลายคนต้องกระมิดกระเมี้ยนพูดจา ราวกับกลัวว่าผู้แซ่ลิ้มประมุขแห่งพันธมิตรฯ จะได้ยินเสียง ก็มิปาน

* อาการ “ไม่เห็นหัว” ของผู้แซ่ลิ้ม ยังพอเข้าใจได้ถึงพฤติกรรมของคนผู้นี้ที่รู้ดีว่าวาระสุดท้ายใกล้มาถึง แต่ที่น่าตื่นตะลึงมากกว่าก็คือ ผู้ถูกเสียงเห่า เสียงขู่ กลับก้มหน้าก้มตาปิดปากนิ่งเงียบ ไม่มีตอบ ไม่มีโต้ ไม่มีกระทั่งเสียงปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ถูกโยนเข้าใส่ ทำราวกับว่าเป็นเรื่องจริง ว่าที่แท้ก็แค่แอบอ้างเหมือนกัน

* ทั้งๆ ที่เพิ่งพูดจาหนักแน่นเป็นแม่นมั่นว่า เป็นตัวจริง เสียงจริง ทั้งชื่อเสียงเรียงนาม ตำแหน่งแห่งที่อันมีอยู่ ก็เคยใช้ข่มขู่ผู้อื่นให้ขวัญกระเจิงมานักต่อนัก แต่เมื่อมาเจอผู้แซ่ลิ้ม ตวาดใส่หน้า “กูไม่กลัวมึง” กลับหดหัวเก็บหาง ปล่อยวางหน้าที่ เลิกห่วงความสงบของบ้านมือง หันกลับมาห่วงความสงบเรียบร้อยของชีวิตตัวเองทันที …อีหรอบนี้ ต่อไปใครจะเชื่อว่า เป็นตัวจริง เสียงจริง

* จงรัก ภักดีราช เห็นใจ วีระ มุสิกพงศ์ เป็นอย่างยิ่ง จัดกิจกรรมพบปะแฟนๆ ครั้งหน้า จะไปหาสถานที่แห่งใดมารองรับมวลมหาประชาชน ที่สนใจมารับฟัง “ความจริงวันนี้” ของประเทศไทย เพราะสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ ยังไม่พอรองรับ จัดงานครั้งหน้าก็เห็นมีแต่จะเพิ่มรอบเท่านั้น จึงจะตอบสนองความต้องการของแฟนๆ ได้


“จับโจร” จะรออะไร?

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


“เหยื่อ” รายล่าสุดของม็อบเถื่อนพันธมิตรฯ ในนามของคำว่า “หน่วยรักษาความปลอดภัย” เป็นเพียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ถูกว่าจ้างให้ไปส่งที่ทำเนียบเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าสติ๊กเกอร์ “เบื่อพันธมิตร” ที่ติดหน้ารถ กลับทำให้หนุ่มมอ’ไซค์รับจ้างถูกหิ้วปีกไปสอบสวนและทำร้ายร่างกาย ยึดบัตรเอทีเอ็ม และบีบบังคับให้บอกเลขที่บัตรเพื่อไปกดเงิน เคราะห์ยังดีที่หนุ่มคนนี้ถูกปล่อยตัวออกมาอย่างปลอดภัยครบ 32 หลังถูกกักตัวอยู่กว่า 4 ชั่วโมง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “การ์ดพันธมิตรฯ” ใช้อภิสิทธิ์เถื่อนทำร้ายร่างกายประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่หลุดหลงเข้าไปยังเขตปกครองพิเศษนั่น จริงอยู่ที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของสถานที่ชุมนุมใดก็ตาม มีสิทธิ์เชิญตัวหรือป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกที่มีแนวโน้มจะเป็นต้นเหตุแห่งความวุ่นวายเข้ามาในบริเวณการชุมนุม แต่นั่นก็ไม่ใช่การ “นำตัว” เข้าไปสอบสวนกันเองภายในม็อบ หรือนำตัวไปประจานบนเวทีของตัวเอง ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังโมโหของผู้ชุมนุมในบริเวณนั้น
ที่สำคัญ หน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯ ไม่ใช่ “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะควบคุมตัวหรือสอบสวนผู้ที่ถูกสงสัยว่ากระทำความผิด การกระทำของการ์ดพันธมิตรฯ ไม่ต่างจากการกระทำผิดในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยว ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ฯลฯ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่ยืนยันให้เห็นว่านี่เป็นม็อบโจรปล้นทำเนียบ ไม่ใช่การชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยมาตั้งนานแล้ว หมดสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายมาตั้งแต่เจออาวุธในการชุมนุมมาก่อนหน้านั้นแล้วด้วยซ้ำ

ความอดทนที่ประชาชนประเทศนี้มีต่อม็อบพันธมิตรฯ อาจหมายถึงการยอมให้อยู่อาศัย และ “ทำนา” ภายในทำเนียบรัฐบาลอย่างไม่ไปเกะกะระรานใคร แต่ยิ่งนานวัน พวกนี้ยิ่งอยู่สงบๆ ไม่ได้ และยังลากคนเข้าไปทำร้ายถึงในที่ซ่องสุมของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับวันยิ่งมีแต่ทำให้ความอดทนของพลเมืองดีลดลง

เหตุปาระเบิดใส่ม็อบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นของความรุนแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น นั่นคือ ตาต่อตาฟันต่อฟัน เราทุกคนที่เป็นพลเมืองดี เป็นประชาชนประเทศนี้ที่เคารพกฎหมาย ไม่มีทางสนับสนุนให้ประชาชนด้วยกันต้องลุกมาแก้แค้นกันเอง สิ่งเดียวที่สมควรจะทำคือเรียกร้องกดดันไปยังรัฐบาลและตำรวจว่ากลัวอะไร เกรงใจใคร เหตุใดจึงปล่อยให้โจรทำเนียบแผ่ขยายความป่าเถื่อน กัดกินความสงบร่มเย็นของประชาชนคนอื่นๆ ได้มากและนานมาถึงขนาดนี้

หรือต้องรอให้เหตุการณ์มันกลายเป็น “จลาจล” จนระงับไม่อยู่ จึงจะเพิ่งคิดกันออกว่าควรจะจัดการกันอย่างไร



หยุดให้ท้ายพันธมิตร !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

กลุ่มคนเสื้อแดงเรือนแสนที่มารวมตัวกัน ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถือว่าเป็น “คำเตือน” จากฝ่ายประชาธิปไตยที่อดทนไม่ไหวกับ “เผด็จการ” และ “ความไม่ยุติธรรม”

ปรากฏการณ์เช่นนี้ต้องการจะสื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ และ อำนาจมืด ที่จ้องเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แม้จำนวนของ “คนเสื้อแดง” ข่าวแต่ละสำนักรายงานออกไปไม่เท่ากัน ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามความจริง เพราะภาพที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกก็บอกอย่างชัดเจนแล้วว่าคนมหาศาลจริงๆ

ไฮไลต์ของงานนี้คือ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับประชาชน ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ค่อยได้ออกมาพูดในลักษณะนี้นานแล้ว

จุดสำคัญที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สื่อสารออกมาคือไม่ได้รับความยุติธรรม โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ผมคิดถึงใจจะขาด แต่ยังไปไม่ได้ ทั้งที่คิดถึง เพราะสั่งจำคุกผม 2 ปี อายุความ 10 ปี แสดงว่าอยากเอาผมไว้เมืองนอก 10 ปี อยากถามพี่น้องว่า จะเก็บผมไว้ต่างประเทศ นานขนาดนั้นไหม

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าววุ่นวายว่าผมโฟนอินจะพูดยุยงให้แตกแยก ผมไม่ใช่หัวหน้าม็อบนะครับ ผมเป็นอดีตนายกฯ แม้เขาจะยัดเยียดคุกให้ ผมก็เป็นห่วงบ้านเมือง ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์ทำลายผม ความแตกแยกเกิดเพราะการปฏิวัติ 19 กันยายน ต้องการจัดการคนคนเดียว แน่นอนผมรักชาติ รักสถาบัน ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และไม่ได้รับความยุติธรรม ดังนั้นความไม่ยุติธรรมเป็นเหตุแห่งการทำให้ประชาชนต้องมาร่วมต่อสู้” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ประชาชนที่ร่วมรับฟังในวันนั้น ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เพราะความไม่ยุติธรรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญชะตากรรมหลังจาก เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 พวกเราจึงต้องมารวมตัวกันในวันนี้

พลังของคนเสื้อแดง ที่รักประชาธิปไตย จะมากขึ้นเรื่อยๆ หากยังมีอำนาจมืดต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ออกไปจากการเมืองไทย

ดังนั้น ผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องกลับไปคิดไตร่ตรองให้ดี หากพวกท่านยัง ให้ท้ายพันธมิตรฯ แบบนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศชาติก็จะไม่มีวันสงบ

เพราะประชาชนทั่วประเทศ รู้ความจริงของสถานการณ์การเมือง ทั้งเบื้องหน้า– เบื้องหลัง หมดแล้วว่าใครคอยให้ท้ายพันธมิตรฯ

หากยังหวังดีต่อประเทศชาติจริงๆ โปรดหยุดให้ท้ายพันธมิตร !


ลูกจีนไหหลำ??


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

กะพรุนไฟ

ขบวนการของคนที่ทำตัวเป็นเสมือน “กุ้ง” ที่ขี้อยู่บนสมอง...เลิกที่จะ “กลัวลาน” หวั่นวิตกกันเสียที
เพราะการ “โฟนอิน” ส่งเสียงตามสายของอดีตนายกรัฐมนตรี “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ไม่มีอะไรในกอไผ่...
“ประเทศไทย” ไม่ได้บุบสลาย หายนะ เหมือนที่ท่านได้กลัวไปก่อนหน้านี้!!
อีกทั้งก็ไม่มีการยั่วยุ ปั่นหัวคนไทย ให้ฆ่าแกง กันด้วย

เป็นการขอพึ่ง “พระบารมี” เพื่อขอเดินทางกลับประเทศไทย...หวังกลับมา ทำคุณอันอเนกอนันต์ แก่ชาติบ้านเกิดเมืองนอนเป็นที่ตั้ง

มากกว่า การนำสติปัญญา ไปพัฒนาบ้านอื่นเมืองอื่น...ที่พากันเปิดประตูบ้านประตูเมือง ให้ “ท่านทักษิณ”เข้าไปเป็น “ราษฎรกิตติมศักดิ์”

เพราะรู้ดีว่า ด้วยมันสมองและสองมือของ “ทักษิณ” ย่อมพัฒนาประเทศนั้น เมืองนั้น
ให้โตพรวดพราดได้ภายในไม่กี่ปี

และที่ถือเป็นไฮไลต์ของงานอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” ส่งเสียงอ้อนแก่ “ชาวรากหญ้า” ที่สวมเสื้อสีแดงแรงฤทธิ์ ที่เข้าไปในสนามราชมังคลากีฬาสถานจนแน่นเอี๊ยด

ว่าถูก “กระบวนการยุติความเป็นธรรม”!!
ไม่ให้ความเป็นธรรม ตามข้อเท็จจริง
โดย “ท่านทักษิณ” กล่าวย้ำว่า ถึงตัวเอง จะเป็น “ไฮเปอร์แอ็กทีฟ” บ้างาน
แต่ก็ทำให้เมืองไทยดีขึ้น เจริญขึ้นในพริบตา...ซึ่งความเป็นจริง ก็ทนโท่ดังที่ “ท่านทักษิณ” จาระไนมาทุกเม็ดและทุกดอกนั่นแหละ

และเมื่อว่ากันถึง “ความไม่เป็นธรรม” แล้ว ...อยากให้เข้าไปดูความไม่เป็นธรรม ที่แวดวงคนดงสีกากีตำรวจ กำลังประสบเคราะห์กรรม วิบากกรรมในขณะนี้

รุนแรง ไม่น้อยไปกว่า ที่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” เจอะเจอก็แล้วกัลล์ล์!!
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก เจตนาอันชัดถ้อยชัดคำ ของ “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ให้เอกสิทธิ์อันชอบธรรม แก่ “ผู้บัญชาการ” แต่ละภาคใช้ดุลพินิจ...

แต่งตั้งและโยกย้าย ผู้ใต้บังคับบัญชา ได้อย่างอิสระ และสะดวกโยธิน
แต่ความจริง กลายเป็นว่า มี “นายตำรวจ” ยศใหญ่ระดับ “พลตำรวจเอก” สายเลือดลูกจีน “ไหหลำ”....มาแก้โผการแต่งตั้ง ของ “ผู้บัญชาการ” ทุกภาค อย่างเสร็จสรรพ

ดูเหมือนเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ และ หักหน้า “พล.ต.อ.พัชรวาท” กลายๆ ก็ไม่ปาน เพราะท่านให้ผู้บัญชาการแต่ละคน แต่งตั้งลูกน้อง และลูกทีมเอง

แต่เหตุใด ไฉนก็ไม่รู้ “นายพล” คนนี้....ถึงได้เข้ามาแทรกแซง ล้วงลูก จัดทำโผใหม่!! จนวงการตำรวจเขาท้อ และหมดเรี่ยวแรง ในการทำงานกันแล้ว??

เพราะไหนจะถูก “เจ๊กลิ้ม” สนธิ ลิ้มทองกุล เบอร์หนึ่งแห่งม็อบพันธมิตรฯ อัดจนเสียศูนย์ หมดน้ำยา กันอย่างที่เห็น...
ยังมาถูก “นายตำรวจ” ด้วยกัน... ย่ำยี่บีฑา ...จนทำให้ “ผู้บัญชาการ” เริ่มอิดหนาระอาใจกันเป็นอย่างมากแล้วล่ะ “ท่านพัชรวาท” เจ้าขา??

ว่ากันถึง ลูกคนจีน สายเลือด “ชาวไหหลำ” ต้องยอมรับว่ามาแรงเหลือลากจริง ๆ
อย่างกับ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่เที่ยวระราน ด่าประจานลูกจีนคนอื่น ก็มีเทือกเถาเหล่ากอมาจาก “ชาวไหหลำ” ทั้งแถบ...

ตระกูล “จิราธิวัฒน์” เจ้าของเครือข่าย “เซ็นทรัล”...สายสัมพันธ์ ก็เป็น จีนไหหลำ
“บิ๊กเฉลียว อยู่วิทยา” แห่งกระทิงแดง เลือดเนื้อกายใจทั้งแท่ง ก็เป็น “ชาวไหหลำ” เหมือนกัน
ด้าน “เสี่ยดิลก มหาดำรงกุล” เชื้อสายวงศ์ตระกูลก็เป็น “จีนไหหลำ” ทุกหยาดหยด

กระทั่งศรีภรรยาเบอร์หนึ่งตลอดกาลของ “เจ้าสัวเบียร์ช้าง” คุณพี่เจริญ สิริวัฒนภักดี เลือดภายในกายเป็น “ชาวไหหลำ” ที่ทำหามากิน เหมือนๆ กับคนอื่นเช่นกัน...

แม้แต่ คุณพี่ยอดชาย “คุณบุญถึง ผลพาณิชย์” ลูกรักลูกใคร่ ของ “บิ๊กป๋า”...ซึ่งพี่ชายเขาก็คือ “พล.ต.อ.บุญเรือง ผลพาณิชย์” ก็เป็นชาวไหหลำ...เลือดแท้แน่นอน ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
โดยเฉพาะ “คุณพี่บุญถึง” เขาว่าเป็น ญาติสนิทอันดับต้นๆ ของ “ศรียาภรรยา” เจ้าสัวเจริญด้วยล่ะ..
เมื่อโยงไปมาอย่างอีนุงตุงนังกันแล้ว จะเห็นว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” มักไม่ค่อยจะนำม็อบพันธมิตรฯ ไปดาวกระจายในแวดวงการทำธุรกิจของลูกจีนไหหลำที่เกิดในไทย

เมื่อมาถึงตรงนี้ ไม่ทราบว่า “ท่านดิสธร วัชโรทัย” ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ “ลูกคนจีน” ผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

ที่ถูก “สนธิ” จิกและด่าว่าเป็นของปลอม ...ไม่ใช่ลูกจีนตัวจริงเสียงจริง ที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทนั้น....เป็น “ลูกคนจีน” ที่มาจากสายคนจีน “ไหหลำ” หรือเปล่า

ถ้าหากแม้นท่านเป็น “ชาวไหหลำ” แล้วละก็...“สนธิ” ไม่น่าจะล่อ...ด่าทอกันชนิดสติหลุดเช่นนั้นหรอก???