WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 4, 2008

พลังเสื้อแดง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร


มหกรรมรวมพลคนเสื้อแดง ครอบครัวความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 จะต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีคนไปชุมนุมกันมากที่สุดเป็นจำนวนเรือนแสน โดยทุกคนใส่เสื้อสีแดงเหมือนกันหมด ยกเว้นตำรวจและทหารที่แต่งเครื่องแบบไปรักษาความสงบเรียบร้อย แต่มีตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนมากเหมือนกันที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา ก็ใส่เสื้อแดงที่มีข้อความ “ต้านเผด็จการ”

ภาพจำนวนคนเรือนหมื่นเรือนแสน อาจจะเป็นภาพคุ้นตาของการแข่งขันฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร และฟุตบอลต่างประเทศ ที่ถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูได้ลุ้นกันทั้งปี โดยเฉพาะนัดดาร์บี้แมตช์ หรือศึกใหญ่ๆ ที่ทีมดังๆ ต้องลงสนามปะทะแข้งกัน แต่คนดูบนอัฒจันทร์ก็ใส่เสื้อสีต่างกัน ตามสีเสื้อของทีมที่ลงแข่งขันทั้ง 2 ทีม และยังมีคนดูใส่เสื้อที่ไม่ใช่เสื้อประจำของทีมก็มีประปราย ไม่มีนัดไหนจะใส่เสื้อสีเหมือนกัน

แม้แต่การแข่งขันระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือปีศาจแดง กับทีมลิเวอร์พูล หรือหงส์แดง ซึ่งทั้ง 2 ทีมปกติจะใส่เสื้อสีแดง แต่ถ้าต้องลงปะทะแข้งกันในสนาม ทีมเยือนจะต้องใส่เสื้อสีอื่นที่ไม่ใช่สีแดงตามที่ได้แจ้งไว้กับสมาคมฟุตบอลของอังกฤษ ทำให้แฟนคลับของแต่ละทีมจะต้องใส่เสื้อตามนักฟุตบอลใส่ลงสนาม

ไม่ได้แดงเต็มอัฒจันทร์อย่างที่ได้เห็นกันในสนามราชมังคลากีฬาสถาน

และ...ในสนามฟุตบอลที่มีการแข่งขันศึกดาร์บี้แมตช์ ไม่ว่าคนดูจะใส่เสื้อสีอะไร แต่กลางสนามก็จะเป็นสีเขียวของหญ้า และมีนักฟุตบอลทั้ง 2 ทีมจำนวน 22 คน กรรมการในสนาม 1 คน ผู้ช่วยผู้ตัดสิน หรือไลน์แมน 2 คนเท่านั้น ส่วนตัวสำรอง เจ้าหน้าที่ทีม และกรรมการจัดการแข่งขัน จะนั่งข้างสนามเท่านั้น

แต่ในสนามราชมังคลากีฬาสถาน สนามหญ้าที่เคยเป็นสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีแดงของคนที่ใส่เสื้อแดง จึงเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ผมและทีมงานสำนักข่าวประชาทรรศน์ต้องบอกว่า โชคดีที่เป็นหนึ่งในขบวนการคนเสื้อแดงต้านเผด็จการ ทีมงานสำนักข่าวประชาทรรศน์ได้ยกขบวนกันไปโปรโมตนิตยสารประชาทรรศน์ ฉบับความจริงวันนี้ ฉบับที่ 2 ในงานครอบครัวความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2 โดยมีประชาชนให้ความสนใจสอบถาม และซื้อนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ และความจริงวันนี้ กันพอสมควร

แต่สิ่งที่ผมและทีมงานได้รับมาเต็มๆ คือ ภูมิใจที่ได้ร่วมแสดงพลังต้านเผด็จการตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายปักษ์

นอกจากนั้นได้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุการณ์กิจกรรมทางการเมืองที่มีคนพร้อมใจใส่เสื้อสีเดียวกันเรือนแสนให้เห็นอีกหรือไม่

การที่ประชาชนได้แสดงพลังพร้อมใจกันใส่เสื้อสีแดง เพื่อร่วมกันต่อต้านเผด็จการที่มีข่าวคุกรุ่นมานานเป็นระยะๆ ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรพันธมารยึดทำเนียบรัฐบาล ประท้วงขับไล่รัฐบาลตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยได้กวักมือเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเคยทำสำเร็จมาแล้ว

แต่บังเอิญว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่บ้าจี้ตามเสียงเรียกร้องประกอบกับเห็นแจ่มแจ้งแดงแจ๋แล้วว่า ประเทศชาติได้รับความเสียหายมหาศาลอย่างไร หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทิ้ง แล้วร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ที่หมกเม็ดซ่อนเร้นปัญหาไว้มากมาย เป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติมาจนถึงวันนี้

เรียกว่าใช้ปากกระบอกปืนล้มล้างการปกครอง และใช้รัฐธรรมนูญ 2550 กระทืบซ้ำ จนประเทศอยู่ในอาการโคม่าอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ยอมทำตามเสียงเรียกร้องโหยหาของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ยอมตกเป็นเหยื่อฝีปากของคนที่ไปพ่นน้ำลายในทำเนียบรัฐบาล

และ...ปรากฏการณ์พลังเสื้อแดงต้านเผด็จการ คงจะทำให้เสียงเรียกร้องโหยหาให้ทหารปฏิวัติเป็นแค่เสียงหมาเห่าหอนเท่านั้น ใครคิดจะทำการปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่คิดหนัก แต่ต้องเลิกคิดไปเลย

ไม่เถียงหรอกว่าพลังเสื้อแดงส่วนหนึ่งต้องการจะมาฟังเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกับประชาชน ตามที่รายการความจริงวันนี้ได้บอกกล่าวกันล่วงหน้า และยืนยันมาตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะส่งเสียงมาแน่นอน ไม่ต้องไปฟังขบวนการขัดขวาง รวมทั้งโหร คมช. ที่ทำนายจะไม่มีแน่นอน

แต่สิ่งที่ผมต้องเถียงแน่นอน ใครที่กล่าวหาว่าประชาชนที่เดินทางมาได้รับการจัดตั้งว่าจ้างกันเป็นรายหัวนั้น เป็นการดูถูกดูหมิ่นน้ำใจของคนที่รักประชาธิปไตย ทุกคนมาเพื่อร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ได้ประท้วงเรียกร้องใดๆ ไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ที่จะต้องชุมนุมกันยืดเยื้อ ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน เมื่องานกิจกรรมทางการเมืองเสร็จสิ้นในคืนนั้น



วีรบุรุษหรือทรชน


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย สักวันหนึ่งเรื่องราวต่างๆ จะถูกเปิดโปงออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ต่อหน้าสังคมไทยและสังคมโลก นี่คือสัจธรรม ไม่ว่าใครทำอะไรเอาไว้ย่อมหลีกหนีไม่พ้นความจริง ซึ่งปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ในยุคปัจจุบันได้มีความคืบหน้าไปมาก

เกริ่นมาเสียยืดยาว เพียงเพื่อนำทางไปสู่ผลคดีชันสูตรพลิกศพของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ” ที่ได้มีการเปิดเผยออกมาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

"พบคราบเขม่าเคมี RDX ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวผสมสารดินระเบิดแรงสูงที่นำมาประกอบเป็นระเบิด หลงเหลืออยู่บริเวณรอบๆ รถ หลังจากรถถูกไฟไหม้ไปแล้วแต่ไม่หมดที่ยังหลงเหลือคราบเขม่า เศษชิ้นส่วนผนังพิง เศษกระจกข้าง ถูกแรงดันระเบิดกระเด็นแตกออกมา พบเชื้อปะทุไฟฟ้า 1 ดอก กองทับในซากที่ไหลไปตามน้ำอยู่บริเวณหน้าล้อรถ ซึ่งสันนิษฐานว่าเชื้อปะทุดังกล่าวไฟไม่ไหม้ หรือเสื่อมคุณภาพ หรือวางอยู่ใกล้ ทำให้ถูกแรงระเบิดปลิวออกมา นอกจากนี้ยังพบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปลิวออกนอกรถ และบางส่วนเสียบที่ตัวผู้ตาย จึงสันนิษฐานได้ว่า พ.ต.ท.เมธี น่าจะทำเกี่ยวกับระเบิด เพราะขณะระเบิดน่าจะถือระเบิดไว้ในมือเพราะมือขาด พบขาขวาอยู่ในรถและร่างกายอยู่นอกรถตรงล้อหลังด้านซ้าย สันนิษฐานว่าตำแหน่งของระเบิดอยู่ด้านซ้ายประตูยุบโก่งงอ ประตูขวาไม่ชำรุด แรงระเบิดจากภายในทำให้เกิดแรงดันประตูเปิดทั้ง 4 บาน ใบหน้า พ.ต.ท.เมธี แหลกหายไป ขณะเกิดเหตุเชื่อว่าน่าจะก้มลงอยู่ ส่วนจะเป็นคาร์บอมบ์นั้นไม่ชัด และไม่น่าจะมี"

ขณะที่ผลการตรวจค้นภายในรถจี๊ปคันนี้ พบระเบิดทีเอ็นที ระเบิดซีโฟร์ และน้ำมันโซลาร์ผสมแอมโมเนียมไนเตรด หรือแอนโฟร์ ซึ่งล้วนเป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างทั้งสิ้น

ข้อมูลชันสูตรศพโดย พญ.จิตตา อุดหนุน แพทย์ประจำหน่วยนิติเวช และ พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปรี้ยวนิ่ม แพทย์นิติเวช และหัวหน้าหน่วยนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า

"เป็นชายผมสั้นสีดำ ยาว 2-3 เซนติเมตร สภาพศพฉีกขาดและไหม้เกรียมเกือบทั้งตัว ใบหน้าตั้งแต่คางขึ้นไปด้านแขนขวา แขนซ้าย ต้นขาขวาขาด และไหม้เกรียม บริเวณหน้าอกและหน้าท้องฉีกขาดจนถึงอวัยวะภายในทั้งหมด บริเวณขาขวาสวมถุงเท้ามีอักษร NISSAN? เหลือติดอยู่ ตรวจพบเศษวัสดุและเศษโลหะหลายขนาดจำนวนมากฝังกระจายอยู่ตามร่างกาย พบรอยต่อของกะโหลกศีรษะเชื่อมติดกันทั้งหมดแล้ว พบเนื้อสมองบางส่วนบริเวณรอบๆ ศพ ที่คอพบคราบเขม่าจำนวนมาก ลิ้นและกล่องเสียงไม่พบคราบเขม่าภายในหลอดลม ช่องอก-กระดูกสันอกหัก กระดูกซี่โครงหักทั้งหมด เยื่อหุ้มหัวใจและปอดซ้ายฟกช้ำและมีเลือดออก ไม่พบความผิดปกติของหลอดเลือดแดงเลี้ยงหัวใจ ช่องท้องภายในกระเพาะอาหารพบอาหารย่อยบางส่วนสีเหลืองประมาณ 300 ลูกบาศก์เซนติเมตร ม้าม ตับอ่อน ต่อมหมวกไส้ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไส้ติ่ง หลอดเลือดแดงและดำใหญ่ และกล้ามเนื้อด้านหลังฟกช้ำ แขนขา-ต้นแขนขวา แขนซ้าย ต้นขาขวา ต้นขาซ้าย ดำเกรียม สาเหตุตายจากสมองและอวัยวะทั่วร่างกายฉีกขาด สันนิษฐานว่าเกิดจากแรงระเบิด"

ขณะที่ผลการพิสูจน์ออกมาแล้วขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กล่าวหาว่าตำรวจยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ทั้งที่ไม่มีสะเก็ดระเบิดบริเวณรอบรถคัดดังกล่าวแต่อย่างใด

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” ใครต่อใครที่ไปยกย่องเชิดชูเป็น “วีรชน” กับบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ชุมนุมโดยพกพาอาวุธร้ายแรงนานาชนิด เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน กระทำการนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง

ความจริงประจักษ์ออกมาดังนี้แล้ว สมควรเรียก “ทรชน” มากกว่า “วีรชน” ไหม?


ผมขอร้อง กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ยึด TPBS ที่เชียงใหม่ คืนสถานีให้เขาไปเถอะครับ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

คือตัวผมเองก็ไม่ชอบทีวีของกลุ่มเนชั่นแห่งนี้ครับ แต่เราอย่าใช้แนวทางของพวกพันธมิตรที่บุกยึด NBT เลยครับ เราไม่ชอบแนวทางของพวกเขา ไม่ชอบการกระทำของพวกเขาเราก็อย่าทำตามอย่างเลย

วัตถุประสงค์ของเราคือ ต้องการประณามให้คนทั้งประเทศรู้ว่า TPBS เสนอข่าวที่ไม่เป็นกลาง และมีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบการเสนอข่าวของสถานีแห่งนี้เหมือนกัน

ดังนั้น ตอนนี้ความเป็นข่าวได้สำเร็จไปแล้วครับ ผมคิดว่าพรุ่งนี้แม้นายเทพชัย หย่อง จะไม่ออกมาเจรจา ก็ทำพิธีคืนสถานีให้เขาไปเถอะครับ แต่ก่อนคืน เราอาจเผาหุ่นหรืออะไรก็ได้เป็นการประณาม



ปรากฎการณ์แค่นี้ TPBS ก็รู้แล้วว่าพวกเขามีความผิดพลาดอย่างไร และการเสนอข่าวจะต้องระวังตัวขึ้นอีก เพราะตอนนี้บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองฝ่ายแล้ว

เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว เราก็ถอยออกมา อย่าให้เรากลายเป็น "พธม. สาขา 2" เลยครับ

ความข้ัดแย้งทางการเมืองยังคงอยู่อีกยาวนาน ดังนั้น ตอนนี้สื่อต่างๆ เริ่มรู้ตัวแล้วว่า หา่กพวกเขาไม่วางตัวเป็นกลาง ก็จะยืนอยู่ในสังคมไม่ได้

นายวิศาลที่โดนต่อย แล้วมีคนไปโพสต์ด่าจำนวนมาก ก็เป็นตัวอย่าหนึ่ง

TPBS โดนยึดหนึ่งวันที่ เชียงใหม่ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ดังนั้น ต่อไป สื่อก็ต้องเรียนรู้แล้วครับ

เราสั่งสอนเขาเบาะๆ ก็พอแล้วครับ อย่าให้ยืดเยื้อเลย

พรุ่งนี้เราแสดงตัวอย่างมีอารยธรรมว่า หลังจากที่เราประท้วงแล้ว และมีคนรับรู้แล้ว เราก็ทำพิธีคืนสถานีให้เขาอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรเสียหาย

ผมว่าเราจะได้ภาพที่ดีกว่ามากครับ

เราแค่เรียกร้องให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบก็พอแล้วครับ ส่วนเขาจะขอโทษหรือไม่ เป็นจิตสำนึุกของเขาเอง เราไม่อาจไปบังคับได้

เราแค่ต้องการสื่อสารให้คนทั้งประเทศทราบความจริงส่วนเทพชัย หย่อง จะมีนิสัยอย่างไร เราคงไม่มีทางไปเปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาได้หรอกครับ

ดังนั้น เราแสดงตัวเองอย่างอารยชน โดยเราประท้วงพอประมาณก็พอครับ

ผมว่า "เราต้องรุกพอประมาณ" ครับ อย่าให้ตึงไป หรือหย่อนไปครับ

ตึงไป แทนที่จะเป็นผลดี ก็จะกลับการเป็นผลเสียครับ

ผมไม่ได้ห้ามที่มีการประท้วงในวันนี้ครับ และไม่ได้ห้ามในการยึดสถานีวันนี้ด้วยครับ แต่ผมไม่อยากให้เรายึดต่อไปอีก เพราะมันจะเกินเลยคำว่า "พอดี" ครับ

การยึดสถานีในวันนี้ ผมถือว่าเป็นการสั่งสอนได้เหมาะสมแล้ว และพอเีพียงแล้ว

พรุ่งนี้ เทพชัย หย่องจะเจรจาหรือไม่ ผมว่าไม่สำคัญแล้ว เราคืนสถานีให้เขาอย่างคนมีอารยะชน

พรุ่งนี้เราทำพิธีคืนสถานีให้เขา แล้วเรา "ออกแถลงการณ์สั่งสอนว่า" สื่อมวลชนที่ดีควรที่จะเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง และสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการสั่งสอน

ผมว่าหากเราทำอย่างนี้ เราจะดูมีเกียรติกว่า และคนจะฟังเรามากกว่า

ดีกว่าเราจะยืนกระต่ายขาเดียวตามข้อเรียกร้องแต่ต้น

เราได้แสดงแล้วว่า เราไม่ยอมทนให้สื่อรังแกเรา

แต่เราก็แสดงให้สูงขึ้นต่อไปอีกว่า เรารู้จักพอประมาณ ไม่เอาแต่ความเห็นของพวกเราข้างเดียว โดยไม่ยอมลดราวาศอก เหมือนพันธมิตร


ดังนั้น พรุ่งนี้เราคืนสถานีให้เขา แล้วออกแถลงการณ์ประณาม และสั่งสอน

ผมว่าจะได้ผลบวกทางการเมืองมากกว่าครับ

สำหรับผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธีไปทั้งหมด เพราะบางครั้งสันติวิธีมันก็ไม่ได้ผล แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางแข็งกร้าวรุนแรงทั้งหมดนะครับ

ผมว่าในการต่อสู้ในสงคราม เราต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวครับ ประเมินสถานการณ์เป็นเกณฑ์ จะเอาแต่อารมณ์เราเองคงไม่ได้

สถานการณ์ตอนนี้ เราสั่งสอนสื่อ แต่ไม่ควรแรงเกินไป เพราะหากแรงและยืดเยื้อ แทนที่พวกเขาจะสำนึก กลับจะเกิดทิฐิดื้อร้นยิ่งกว่าเดิม ทำให้การกระทำของเราไม่ได้ผลอะไรเลย และอาจส่งผลเสียต่อสถานการณ์โดยรวมอีก

แต่ไม่สั่งสอนมันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่หราบจำ

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ยึดมันแค่คืนเดียวพอ อย่าทำให้ข้าวของเสียหาย กดดันพอประมาณ

เมื่อบรรลุผลของเราแล้วคือ สื่อได้รับทราบกันทั่วประเทศแล้วว่า TPBS เสนอข่าวที่ไร้จรรยาบรรณ

เราก็ไม่ีความจำเป็นต้องไปทุ่มกำลังทำสงคราม ที่เกินเลยเป้าหมายเราดีกว่าครับ

จาก thaifreenews

Monday, November 3, 2008

เรื่องแปร่ง ๆ ในคดีตัดสินเรื่องที่ดินรัชดาฯ

โดย คุณ เสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
3 พฤศจิกายน 2551

คดีที่ดินรัชดา ถ้าผมจะเขียนวิจารณ์เขียนได้หลายหน้า แต่เวปนี้ไม่ใช่เวปกฎหมายนะ แต่ผมจะพูดง่ายๆ ให้สาธารณชนเข้าใจ

ง่ายที่สุด ในข้อหนึ่ง ศาลฎีกาตัดสิน 6-3 ว่า ทักษิณมีอำนาจสั่งการกำกับดูแลกองทุนฟื้นฟู ขนาดเก้าคน สามคน เห็นว่าไม่มีอำนาจ หกบอกมีอำนาจ นี่เรื่องมีอำนาจหรือไม่

แล้วทักษิณเขาเป็นคนธรรมดา เขาจะรู้หรือว่า เขามีอำนาจสั่งการกองทุน ซึ่งถ้าเขาไปเซ็นยินยอมซื้อที่ดินจะผิดด้วย

ถ้าผมเอาศาลฎีกาสามคนข้างน้อย มาเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ก็จะบอกว่า ผมยินยอมให้พจมานซื้อได้ แล้วที่สุด ผมผิด เพราะนักกฎหมายข้างมากบอกไม่มีอำนาจ ถามว่า ผมมีเจตนาจะทำผิดหรือ เอาง่ายๆ แค่นี้ เจตนาก็ไม่มีแล้ว แต่ศาลดันบอกว่ามีเจตนา มันขัดและแย้งกับตรรกะชัดๆๆๆๆ

นี่ไงครับ ทำไมเมืองไทย จึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งด้านความยุติธรรมได้

อ้อ แล้วที่ทักษิณเขาปรึกษาหม่อมอุ๋ยก่อนว่า พจมานมีอำนาจซื้อไหม เพราะเขาไม่แน่ใจ อุ๋ยให้นักกฎหมายแบงค์ชาติพิจารณา อ้างกฤษฎีกาบอกทำได้ ไม่ผิด ผมไม่เห็นศาลยกเรื่องนี้มาหักล้างเลย

ยังไงคดีนี้ นักโทษชายที่ศาลสั่งว่าผิด ก็ไม่มีเจตนาใดๆ ตามที่ศาลพยายามจะยัดว่า เขามีเจตนาเอาเปรียบ หรือถือประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของรัฐหรอกครับ

เก็บที่ผมเขียนตรงนี้ไว้ แล้วจำ เลยครับ เอาไปโต้กับใครก็ได้เพราะนั่นคือ ความจริงวันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไปครับ

ผมขออนุญาตแถมให้อีกหน่อย สำหรับคนที่ชื่นชอบทางกฎหมาย และเก็บเอาไว้เป็นข้อคิดอีกเรื่อง

ศาลตัดสินว่า การประมูลมีการแข่งขันไม่เป็นธรรม ด้วยคะแนน 5-4 ศาลฎีกาห้าคนบอกว่า มีบริษัทเข้าประมูลสามราย คู่แข่ง คุณหญิงพจมาน คือ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และโนเบิ้ล

ไม่ต้องแนะนำหรอกนะครับว่า สองบริษัทนี่ใหญ่ขนาดไหนในวงการ real estate สองบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น แลนด์นี่เป็นสาวกธรรมกาย เป็นเศรษฐีหุ้นใหญ่ลำดับสองหรือสามของไทย ส่วนโนเบิ้ลก็ที่ชอบทำบ้านทรงแปลก บางคนล้อว่า ทำหลังคาเหมือนโลงศพ ยังไงครับ ขออภัยไม่ได้ว่านะครับ เขาพูดกันแบบนั้นจริงๆ

ศาลบอกว่าพจมานประมูลได้ 772 ล้าน แลนด์ 750 ล้าน โนเบิ้ล 720 ล้าน ราคานี้ต่ำไป และไม่เป็นธรรมกับรัฐ เพราะน่าเชื่อว่า สองบริษัทมหาชน เกรงบารมีของคุณหญิงพจมาน เพราะสามีเป็นนายก เลยไม่กล้าสู้ราคา

อันนี้ ศาลเชื่อเอาเอง สรุปเอง ไม่ปรากฎว่า ในสำนวนโจทก์คือ อัยการว่า ได้เรียกแลนด์ และโนเบิ้ลมาให้การว่า เกรงบารมีนายก ตามที่ศาลว่าไว้จริงหรือไม่ จะเกรงบารมีทักษิณได้ไง เพราะในขณะนั้น ไม่มีใครรู้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการกองทุน ไม่มีใครรู้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์บางท่าน ยังเขียนลงในมติชนเลยว่า ทักษิณไม่ได้คุมกองทุนนี้ คุณหญิงเข้าประมูลซื้อที่ดินได้ ไม่ผิดกฎหมาย นี่ศาลด้วยกันตอนนั้นยังบอกพจมานเข้าประมูลได้นะครับ

แล้วศาลฎีกาบอกแลนด์กลัวอำนาจทักษิณ ศาลไม่ได้สืบนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของแลนด์นี่ ทราบได้อย่างไร สันนิษฐานเองใช่หรือไม่ กลัวอำนาจทักษิณจริงหรือ เรียกให้นายอนันต์มาสาบานเลยซี แต่ศาลใช้หลักเชื่อได้ว่า เพื่อมาลงโทษคน หลักนี้ไม่มีในการลงโทษคนครับ เพราะคดีอาญา ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยทำผิดจริง ไม่ใช่อนุมานเอง โดยไม่ถามแลนด์หรือโนเบิ้ลว่า ที่ให้เงินประมูลน้อยกว่าทักษิณ เพราะกลัวทักษิณจริงตามที่ศาลเชื่อ หรือตกลงกลายเป็นว่า ประมูลแฟร์ๆ

มีการถามหม่อมอุ๋ยแล้วว่า พจมานเข้าประมูลได้ไหม ผู้พิพากษาศาลสมัยนั้นเขียนบทความว่า ทำได้ แต่ต่อมา ผลที่สุด ศาลห้าคนข้างมาก บอกว่า ประมูลไม่แฟร์ เพราะศาลในคดีที่ดินรัชดาใช้หลักเชื่อได้ว่า ไม่แฟร์ นายกทักษิณเลยเจอคุก

ด้วยเคารพ ผมว่าแปลกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นอกจากนั้น เจ็บลึก เจ้าหน้าที่กองทุนก็ยืนยันว่า 772 ล้านที่พจมานประมูล เป็นราคาที่ดีสมเหตุผลแล้ว แต่ศาลกลับบอกไม่เชื่อเจ้าหน้าที่กองทุน บอกหนแรกที่จัดประมูลราคาขั้นต่ำ มัน 840 ล้าน น่าเชื่อว่า ถ้าประมูลแฟร์ๆ จะได้เงินประมูลมากกว่าพจมานให้ อันนี้ ศาลก็ทึกทักเอง ไม่เชื่อเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ แต่ศาลกลับรู้เรื่อง ศก อย่างยอดเยี่ยม ราวกับว่า ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักประเมินราคาที่ดิน

แต่จะขอแย้งจากข้อเท็จจริง ปี 46 น่ะ ศก ไทยเริ่มฟื้นแล้ว แต่ดัชนีราคาที่ดินยังต่ำกว่าปี 35 ที่กองทุนใช้ราคาที่ดินปี 35 เป็นตัวตั้งในการตั้งราคาประมูลขั้นต่ำ 840 ล้าน ตอนหลังขายไม่ได้ เขาถึงมาปรับราคาลง นี่ คนทำการค้าที่ดินเขาก็ทราบดี พนง กองทุน พูดความจริง แต่เมื่อศาลเลือกจะเชื่อว่า ทักษิณเป็นนายก มีอำนาจสั่งการกองทุน ทำให้คนไม่กล้าให้ราคาสูง ผลก็คือ ราคา 772 ล้านของคุณหญิง กลายเป็นราคาที่ไม่สมเหตุสมผลไป ทั้งที่กองทุนบอกแล้วว่า เป็นราคาที่ดี

คุณจะให้ผมเชื่อศาลในคดีนี้ได้อย่างไร การตัดสินคดีนี้ จึงเห็นว่า แปร่งๆ ด้วยจิตคารวะอีกครั้ง ผมไม่อาจเห็นด้วยกับคำพิพากษานี้ได้ และไม่เชื่อว่า คดีแบบนี้ ข้อกฎหมายเช่นนี้ จะเป็นบรรทัดฐานในคดีต่อไป

ไม่ทราบว่าที่เขียนนี้ ชาวบ้านจะเข้าใจไหม ผมพยายามไม่อ้างมาตรา อ้างชื่อกฎหมาย แต่ก็หวังว่าจะเข้าใจจะได้ตามการเมืองได้สนุกขึ้น


จาก Thai E-News

ร.ท.กุเทพ ชี้ปรากฏการณ์ความจริงวันนี้ ประชาชนยังรัก พ.ต.ท.ทักษิณ


พรรคพลังประชาชน 3 พ.ย.- ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมพรรคว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการจัดงานความจริงวันนี้ สัญจร ต้านรัฐประหาร ซึ่งงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ 3 อย่าง คือ 1.การชุมนุมอย่างสันติของคนจำนวนมาก เมื่อเสร็จสิ้นงานก็แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีเหตุรุนแรง 2.ประชาชนยังคงรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ 3.เป็นการออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร และส่งสัญญาณให้ผู้ที่ชื่นชอบเผด็จการ หรือแอบอิง ให้รู้ว่าคนที่ไม่เห็นกับการรัฐประหารมีอยู่จำนวนมาก

“ขอขอบคุณผู้นำเหล่าทัพยุคใหม่ ที่ปล่อยให้มีการชุมนุมและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และเป็นการแสดงพลังให้ต่างชาติรู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนท่าทีของนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อขาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงนั้น พรรคเห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีให้พื้นที่กับกลุ่มคนเสื้อขาวเป็นทางออกที่ดี และพรรคพร้อมสนับสนุนแนวทางสานเสวนา และเห็นว่าควรนำเรื่อง ส.ส.ร. เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาแก้วิกฤติด้วย เพราะแนวทาง ส.ส.ร. เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหา” ร.ท.กุเทพ กล่าว .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-03 16:54:06


‘ม็อบชั่วพันธมาร’จาบจ้วงเบื้องสูง‘เจ๊กลิ้ม’นำโกเต๊กวางใต้พระรูปร.5


ลากไส้ “ม็อบชั่วพันธมาร” พฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า แฉ! ‘เจ๊กลิ้ม’ สั่งกบฏพันธมารจาบจ้วงเบื้องสูง นำผ้าอนามัยเปื้อนประจำเดือนลอบวางใต้ฐานพระบรมรูปฯ ซ้ำประกาศบนเวทีพันธมาร อ้างแก้คุณไสย-มนต์ดำ “ศุภชัย” ชี้ “ทักษิณ” จ้อผ่านความจริงวันนี้! พุ่งเป้าชำเรา คตส.ไม่ได้หมิ่นศาลฯ ระบุอดีตนายกฯผลัดถิ่น “อยากกลับบ้าน...ขอพึ่งพระบารมี ทรงพระเมตตา” ยันไม่ใช่ถ้อยคำหมิ่นสถาบันฯ ลั่นอย่าเอาไปตีความผิดๆ

ภายหลังที่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พย.ที่ผ่านมา จนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์คำพูดอดีตนายกรัฐมนตรีว่าอาจจะเป็นการพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม และใช้ถ้อยคำที่อาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงนั้น

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน (พปช.) ระบุว่า จากที่หลายฝ่ายนำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปตีความจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยข้อเท็จจริงแล้วตนไม่เห็นว่าจะมีถ้อยคำที่หมิ่นเหม่ หากเป็นคำพูดที่ว่า “อยากกลับบ้านและขอพึ่งพระบารมี ทรงพระเมตตา” ก็เป็นสิทธิที่ไพร่ฟ้าประชาชนสามารถร้องอุธรณ์ฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินได้

แต่สิ่งที่น่าเสียใจและบุคคลที่พยายามดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คือแกนนำพันธมิตรฯ ที่วันนี้มีความพยายามอย่างชัดเจนที่จะดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามายุ่งกับการเมือง ทั้งที่สถาบันเบื้องสูงได้วางตัวเป็นกลาง ซึ่งเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเป็นการก้าวล่วง โดยกระทำการอันมิบังควร โดยนำผ้าอนามัยของผู้หญิงที่ใช้แล้ว นำไปวางไว้ที่ใต้ฐานพระบรมรูปทรงม้า ร.5 ซึ่งตนมองว่า พันธมิตรฯมีความมุ่งมั่นจนแยกแยะไม่ออกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรี ว่าได้พาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนมองว่า ต้องไปแยกส่วนในสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีพูดว่าคืออะไร เพราะสิ่งหนึ่งที่อดีตนายกฯทักษิณพูดไปเกี่ยวข้องกระบวนการยุติธรรม ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณถูกพิพากษาจำคุก 2 ปีและต้องหนีถึง 10 ปี และไม่ได้พูดถึงขนาดคำพิพากษานั้นไม่ถูกต้อง

และน่าจะหมายความว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามพูดถึงคือกระบวนการยุติธรรมอื่นที่นอกเหนือจากศาล ซึ่งอาจจะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) เมื่อครั้งที่มีการรัฐประหาร

โดยการจัดตั้ง คตส.มีจุดประสงค์เพื่อที่จะเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเฉพาะ โดยคำพูดไม่ได้เจาะจงว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นหมายถึงศาล และคนที่ตีความก็อย่าตีความในแง่ร้าย

ต่อข้อถามในกรณีที่นักวิชาการออกมาคัดค้าน ว่าการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) จะสร้างความขัดแย้ง จนนำไปสู่การขัดแย้งภายในประเทศ

ในเรื่องนี้ นายศุภชัยระบุว่า เวลานี้มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง คือการทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสิ่งที่หลายฝ่ายจะต้องยอมรับกติกาหลัก คือรัฐธรรมนูญที่มีปัญหานั้นไม่สามารถทำให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรื่นไหล ส่วนการตั้ง ส.ส.ร.3 คือ การตั้งคณะบุคคลที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาทำงาน หากไม่เริ่มต้นใหม่ในวันนี้ ต่อไปบ้านเมืองจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร

“ขณะนี้มีกลุ่มที่ไม่เคารพต่อกติกาละเมิดกฏหมาย กลับมีเสียงคัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหลักการ เมื่อรัฐบาลเห็นว่าต้องเดินหน้าต่อไปก็ต้องเดินหน้า เพราะการทำงานมันอยู่ที่ตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานว่ามีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน และสิ่งนี้จะเป็นที่จะยอมรับได้หรือไม่ได้ อย่างไรก็ตามสภาเองก็ไม่มีสิทธิแก้เพราะหากสภาไม่ยอมรับก็ต้องไปถามประชาชนหากชาวบ้านไม่ยอมรับก็ถือว่าจบ”

นอกจากนี้ รองโฆษก พปช.กล่าวย้ำว่า สิ่งที่อ้างว่ามีคนคัดด้านมาก แต่ก็เห็นเป็นเพียงตัวเลขลอยๆซึ่งขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯก็พยายามนำมาอ้าง แต่ขอถามหน่อยถ้าหากมีการยุบสภา ก็ต้องกลับมาใช้กติกาเดิมคือต้องเลือกตั้งใหม่และต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม ซึ่งไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหา

และหากจะใช้มาตรา 7 มาเป็นข้อต่อรองเป็นการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานจะแก้ไขได้หรือ ในเมื่อพระองค์ท่านเคยตรัสมาแล้วครั้งหนึ่งว่า ท่านไม่มีพระราชอำนาจ เห็นได้ว่าพันธมิตรฯพยายามดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นพวกที่ไม่ยอมรับกติกา พยายามสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือให้ไปแก้ปัญหาพันธมิตรก่อน

ทั้งนี้ นายศุภชัยได้กล่าวถึงท่าที พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ว่าพร้อมเจรจาหารือเพื่อยุติความขัดแย้ง หากมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นตัวกลางระหว่าง 2 ฝ่าย ตนมองว่าความต้องการและข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีความชัดเจน ขณะเดียวกันอยากให้ พล.ต.จำลองกลับไปถามนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ดูก่อนว่าพร้อมจะเจรจาด้วยหรือเปล่า ตนมองว่าการที่ พล.ต.จำลอง ออกมาพูดเช่นนั้นเป็นการยื้อเวลาไม่ให้มีการเจรจามากกว่า


ตร.วอน‘พันธมาร’เปิดทางรับพระราชพิธี‘พระพี่นางฯ’


รองผบช.น.เอ่ยปากขอ‘พันธมิตร’เปิดถนนตั้งแต่สะพานมัฆวานฯ-ลานพระบรมรูป ร.5 โดยเร็วเพื่อความปลอดภัยในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ‘พระพี่นางฯ’

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) กล่าวว่า ในวันที่ 14 พ.ย.นี้ จะมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจจำเป็นต้องเตรียมถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย จึงขอร้องไปยังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ให้เปิดเส้นทางถนนราชดำเนินโดยเร็วที่สุด เนื่องจากจะต้องมีการประสานกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้เข้าไปปรับสภาพถนนและตกแต่งซุ้มเกียรติยศ

อย่างไรก็ตามรองผบช.น.กล่าวด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ยังคงปิดเส้นทางจราจรตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์ถึงลานพระบรมรูปทรงม้า โดยตำรวจยินดีทำหนังสือขอบคุณ หากกลุ่มพันธมิตรฯ เร่งดำเนินการเปิดถนน เพราะตามเส้นทางถวายอารักขาจำเป็นต้องมีทั้งความปลอดภัย สะดวกและสง่างาม

พล.ต.ต.อำนวย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเหตุการณ์การ์ดพันธมิตรฯ ยิงวัยรุ่นบาดเจ็บ 1 ราย ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 พ.ย.) ว่าจากการตรวจสอบพบหัวกระสุนขนาด .38 มม. ฝังอยู่บริเวณประตูรถคันที่วัยรุ่นคนดังกล่าวขับเข้าไปตรงจุดเกิดเหตุ 1 นัด แต่ยอมรับยังไม่ทราบตัวคนก่อเหตุยิง จึงมีการตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงต่อไป ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงหาตัวผู้ก่อเหตุก็จะสามารถปิดคดีได้

อย่างไรก็ตาม จากการสอบพยาน พบว่า ขณะเกิดเหตุวัยรุ่นคนดังกล่าวกลับจากเที่ยวที่ถนนข้าวสารและหลงเข้ามาบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนเกิดปากเสียงกับการ์ดพันธมิตรฯจากนั้นได้พยายามขับรถหนี แต่ถูกไล่ยิงหลังมา 5-6 นัด


ประชาคมโลกแย่งตัว‘ทักษิณ’กู้วิกฤตประเทศ


อดีตนายกฯเนื้อหอม‘แชด-โตโก-เบอร์มิวดา-แอฟริกากลาง’เสนอนั่งที่ปรึกษาแก้ปัญหาความยากจน ขณะที่ก่อนหน้านี้ ‘บาฮามาส’อ้าแขนรับเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์

หนังสือพิมพ์ Le Progres หนังสือพิมพ์รายวันชื่อดังของสาธารณรัฐแชด ( CHAD ) รายงานว่า ประธานาธิบดีอิดริสส์ เดบี วัย 56 ปี ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศของแชด หาช่องทางในการติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งกำลังพำนักอยู่ที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายหลังจากได้รับฟังเทปบันทึกเสียงการ" โฟน อิน " ต่อกลุ่มผู้สนับสนุนในประเทศไทย เมื่อวันเสาร์(1พ.ย.)ที่ผ่านมา ในเวอร์ชั่นภาษาฝรั่งเศส จากสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่ง

Le Progres ระบุว่า นาย เดบี เตรียมทาบทามให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษให้กับรัฐบาลแชด ซึ่งประเทศแชดยังคงติดอันดับเป็นหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ชาวแชด มีรายได้เฉลี่ยเพียง คนละ 733 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคนต่อปี เท่านั้น การทาบทาม พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แก้ไขปัญหาการหดตัวของ ทะเลสาบแชด แหล่งน้ำสำคัญเพียงแหล่งเดียวของประเทศ ที่ประสบกับภาวะหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยกินเนื้อที่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ในช่วงทศวรรษที่ 1960 เหลือเพียง 1,350 ตารางกิโลเมตรในปัจจุบันซึ่งส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และการชลประทานของประเทศมานาน

รายงานข่าว ระบุว่า ภายหลังที่ นาย เดบี ได้ฟังเทปโฟน อิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเวอร์ชัน ภาษาฝรั่งเศสแล้ว ต้องการให้อดีตนายกฯของไทย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารมืออาชีพและเคยมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับประเทศไทยมาก่อนเข้ามาช่วยแชด แก้ไขปัญหาการหดตัวของทะเลสาบแชดโดยเร็ว โดยได้เตรียมการจัดหาบ้านพักรับรองให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ในกรุง เอ็น ฌาเมนา เมืองหลวงของประเทศเอาไว้แล้ว

อย่างไรก็ตาม สถานีวิทยุ Radio Kara ของรัฐบาลโตโก รายงานว่า ประธานาธิบดี โฟเร จีนาสซิงเบ วัย 42 ปี มีแผนที่จะทาบทาม พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านงบประมาณของประเทศ หลังจากที่ โตโก ประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว โดยไม่สามารถชำระเงินคืน ให้กับ ธนาคารโลก และ IMF มานานกว่า 10 ปีแล้ว

ทั้งนี้ สาธารณรัฐโตโก (Togolese Republic)ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีอาณาเขตทิศเหนือติดกับบูร์กินาฟาโซ ทิศใต้ติดกับอ่าวกินี มหาสมุทรแอตแลนติก ทิศตะวันออกติดกับเบนิน ทิศตะวันตกติดกับกานา ประเทศไทยและโตโกได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 โดยไทยเคยมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอส สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย มีเขตอาณาครอบคลุมโตโกด้วย แต่ภายหลังจากปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลากอสเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ไทยยังไม่ได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตใดมีเขตอาณาครอบคลุมโตโก แต่ได้ให้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีสเป็น contact point ส่วนโตโกยังมิได้มอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตแห่งใดมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างกันโดยทั่วไปราบรื่นและไม่มีปัญหาระหว่างกัน

อนึ่งก่อนหน้านี้‘เบอร์มิวดา’ ประเทศหมู่เกาะ ซึ่งมีเนื้อที่เพียง 53.3 ตารางกิโลเมตร และมีประชากร 66,163 คน แถบมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ซึ่งเป็นประเทศแรก โดยนายเอวาร์ท เฟรเดอริค บราวน์ จูเนียร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความยินดี หาก พ.ต.ท.ทักษิณจะมาขอลี้ภัย เพราะรู้สึกเห็นใจ เพราะครอบครัวของตนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน

จากนั้น รัฐบาลบาฮามาส กำลังพิจารณามอบสถานะการเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ภายหลังจากที่นายฮิวเบิร์ต อเล็กซานเดอร์ อิงแกรห์ม นายกรัฐมนตรีบาฮามาส ได้เรียกตัวแทนจากสำนักอัยการสูงสุดและกระทรวงกิจการกฎหมายเข้าพบ เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการมอบพาสปอร์ตบาฮามาสให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว หลังจากคืนพาสปอร์ตทางการทูตให้กับทางการไทย

รวมทั้งสำนักงานที่ปรึกษาด้านต่างประเทศ แอฟริกากลาง ก็เสนอให้มีการทาบทาม พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลแอฟริกากลางในการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งก่อนหน้านั้น นายฟรองซัวส์ โบซิเซ ประธานาธิบดี ได้สั่งให้มีการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่ออดีตนายกฯคนไทย เพราะนายโบซิเซเองก็เคยต้องหลบหนีไปอยู่ในฝรั่งเศส อยู่นานเกือบ 2 ปี จากปัญหาทางการเมืองเช่นเดียวกัน

บีบีซีเกาะติด

ด้านนายโจนาธาน ฮี้ด ผู้สื่อข่าวบีบีซี ที่ติดตามสถานการณ์การเมืองไทยรายงานกรณีการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์จากอังกฤษของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 1พ.ย. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า แม้อดีตนายกฯ ทักษิณถูกโค่นล้มอำนาจโดยการใช้กำลังทางทหารที่ปราศจากการนองเลือดนานถึง 2 ปีแล้วก็ตาม แต่กลุ่มสนับสนุนที่มาจากภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือยังคงให้ความสนใจอย่างเหนียวแน่น โดยมีกลุ่มประชาชนที่ชื่นชบอ พ.ต.ท.ทักษิณจำนวนมากต่างพากันร้องไห้เมื่อได้ยินเสียงอดีตนายกฯ

นายโจนาธานกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณระบุว่า คู่อริทางการเมืองได้ทำลายประชาธิปไตยและนโยบายต่างๆ เพียงเพื่อต้องการให้เขาหมดอำนาจ แม้ว่าเขาจะต้องการกลับประเทศ แต่ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ และยังคิดถึงทุกคนก็ตาม นอกจากนี้ยังมองว่า หากไม่สนับสนุนประชาธิปไตยและกำจัดเผด็จการ โอกาสที่ประเทศไทยจะสงบสุขคงเป็นไปได้ยาก

ผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า การรวมกลุ่มของผู้สนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณครั้งนี้ มีจำนวนที่มากกว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยครั้งไหนๆ และยังแสดงให้เห็นถึงการเตรียมการและจัดการที่ดีของกลุ่มสนับสนุนด้วย นอกจากนี้บีบีซียังอ้างการเปิดเผยของคณะจัดการชุมนุมเพื่อรับฟังเสียงสัมภาษณ์ของอดีตนายกฯ ทักษิณว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในช่วงที่กำลังถูกกดดันจากกลุ่มพันธมิตรที่บุกยึดทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา


'ก่อแก้ว'แนะเสื้อแดงเชียงใหม่ใช้สันติวิธีกับTPBS

ส.ส.พลังประชาชนระบุหากเสื้อแดงเชียงใหม่51ถูกจ้างร่วมงาน‘ความจริงวันนี้’จริงให้TPBSออกแฉได้เลย ถ้าไม่จริงให้ออกมาแก้ข่าวขอโทษด่วน เพราะถือเป็นการดูถูกปชช. ด้าน'ก่อแก้ว'แนะไม่ควรใช้กำลังปิดล้อมหวั่นบานปลาย-รุนแรง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาทรรศน์ถึงกรณีที่มี กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ไปรวมตัวกันที่หน้าสถานีไทยพีบีเอส จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากไม่พอใจที่มีการเสนอข่าวว่ากลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 มีการจ้างวานคนมาร่วมชุมนุมงาน‘ความจริงวันนี้’ ว่า ตนทราบมาว่ากลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ก็ได้แจ้งว่าเดินทางมากกว่า 2,000 คน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศแล้วจะไม่มีการขนคนเข้ามา เพื่อพิสูจน์ว่ามีคนรักประชาธิปไตยจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งทุกคนที่มาก็มาด้วยใจ และกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 ก็ได้จัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อเดินทางกันมาเองในครั้งนี้

“สถานีโทรทัศน์ออกอากาศว่ามีการจ้างวานก็ทำให้ประชาชนรู้สึกเจ็บปวด และตราบใดที่ทางสถานีหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ ก็ต้องออกมาขอโทษประชาชน เพราะการให้ข่าวสารข้อมูลที่ผิดจะส่งผลให้การชุมนุมไม่น่าเชื่อถือ”ส.ส.พปช. กล่าว

นายจตุพรยังกล่าวอีกว่าตนได้พูดคุยกับทั้ง2 ฝ่ายทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ซึ่งหากมีการพิสูจน์ได้ว่ามีการจ้างวานมาร่วมชุมนุมจริงก็ให้ทางสถานีออกมาแฉได้เลย แต่ในทางกลับกันหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ต้องออกมาแก้ข่าวให้กับประชาชนเพราะเป็นการสร้างความเสียหายให้กับประชาชนอย่างมาก

ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าเรื่องชาวบ้านที่ออกมาชุมนุมที่สนามราชมังคลาฯที่ผ่านมานั้น เพราะว่ามีความสนใจและรักในประชาธิปไตยรวมทั้งอยากรู้ความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะบุคคลที่ชื่นชอบโดยไม่จำเป็นต้องมีการขนคนและแจกเงิน

ทั้งนี้ เรื่องที่มีการออกมาบอกว่ามีการแจกเงินให้กับผู้ชุมนุมนั้นถือเป็นการดูถูกประชาชน และเป็นการเสนอข่าวเท็จ อย่างไรก็ตามหากมีการจัดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 3 อยากให้ทุกคนโดยเฉพาะ TPBS มาติดตามเฝ้ารายงานข่าวจะได้รู้ว่าคนที่มาชุมนุมนั้นมากกว่าเดิมโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สตางค์เดียว เพราะที่ประชาชนออกมานั้นต้องการแสดงพลังว่ารักในประชาธิปไตย

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้ร่วมดำเนินรายการ ความจริงวันนี้ กล่าวว่า กรณีนี้เป็นความรู้สึกของประชาชนที่ไม่พอใจในการเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้องบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะประชาชนเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม แต่โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย และเห็นว่า กลุ่มคนรักเชียงใหม่ ไม่ควรกระทำเช่นนั้น เนื่องจากจะทำให้เกิดความรุนแรงบานปลาย ซึ่งหากเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็ควรเรียกร้องหรือเคลื่อนไหวด้วยวิธีอื่น

อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้กลุ่มคนรักเชียงใหม่ มีการเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ TPBS เพราะจุดยืนของคนเสื้อแดงทุกคนรับสงบและยึดแนวทางสันติวิธี หรือเรียกร้องความเป็นธรรมโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งต่อไปประชาชนจะสามารถรับรู้ได้เองว่า การเสนอข่าวของ TPBSขณะนี้เริ่มไม่เป็นกลางและเอนเอียงเข้าหาฝ่ายพันธมิตร ดังนั้นเชื่อว่ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ควรแสดงออกด้วยวิธีรุนแรง

ขณะที่ นายวิวัฒน์ชัย สมคำ หัวหน้าศูนย์ข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ภาคเหนือ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้รับทราบข่าวแล้วว่า จะมีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51ฯ นำกำลังมาชุมนุมปิดล้อม เนื่องจากไม่พอใจในการนำเสนอข่าวเรื่องการรับเงิน เพื่อเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในเบื้องต้นขอชี้แจงว่า การนำเสนอข่าวในวันดังกล่าวเป็นการนำเสนอข่าวของสถานีที่กรุงเทพฯ โดยเป็นการสัมภาษณ์นักการเมืองรายหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการนำเสนอข่าวส่งตรงลงมาจากพื้นที่จังหวัดเชีงใหม่ แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ได้ประสานไปยังผู้บริหารสถานีที่กรุงเทพแล้ว โดยเบื้องต้นจะมีนายอนุวัฒน์ ชัยฤทธิ์ บรรณาธิการบริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กำลังเดินทางมาพบปะ และเจรจากับผู้ชุมนุม และในส่วนของผู้สื่อข่าวและผู้ปฏิบัติหน้าที่กว่า 20 คน แม้ว่าจะถูกขู่และปิดล้อมสถานีฯ แต่ก็ยังทำงานกันตามปกติ แต่ขณะนี้ม๊อบแจ้งว่าให้ออกจากศูนย์ข่าวให้หมด ไม่เช่นนั้นจะปิดไม่ให้ออก ซึ่งได้เร่งปรึกษาผู้บริหารปรับแผนในการรับมือม๊อบต่อไป

พล.ต.ต.สุเทพ เดชรักษา ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้ส่งกำลังตำรวจเข้ารักษาความสงบเรียบร้อยแล้วจำนวน 60 นาย แต่หลังจากที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้พังรั้วเข้าไป จึงได้สั่งเพิ่มกำลังอีกจำนวน 60 นาย และได้สั่งการให้ชุดควบคุมฝูงชนอีกกว่า 10 นาย เตรียมความพร้อม หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นก็จะเข้าสลายความรุนแรงได้ภายในเวลา 30 นาที

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์แล้ว ไม่น่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น และกลุ่มเสื้อแดงจะไม่มาเพิ่มเติมอย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการเจรจานั้นเป็นหน้าที่ของปกครองจังหวัดจะเป็นผู้เจรจา



'คนเสื้อแดง' บุกทีพีบีเอส'

ก่อนหน้านั้นผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มมวลชนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 200 คนได้รวมตัวกันที่หน้าสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย หรือ TPBS จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เวลา 11.00 น. เพื่อขอให้ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าวโจมตีกลุ่มเสื้อแดงที่เดินทางไปร่วมงานความจริงวันนี้สัญญจร ว่ามีการจ่ายเงินค่าเดินทาง 3 พันบาท ซึ่งสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสได้นำออกอากาศในช่วงข่าวค่ำวานนี้

ทั้งนี้ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้แสดงความไม่พอใจการนำเสนอข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ และต้องการหาตัวคนรายงานข่าว รวมทั้งต้องการให้สถานีออกแถลงการณ์ขอโทษ ไม่เช่นนั้นจะทำการปิดล้อมสถานีเพื่อไม่ให้มีการนำเสนอข่าว

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางสถานีฯได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว โดยทีมข่าว TPBS เชียงใหม่ ระบุว่า ไม่ได้นำเสนอข่าวนี้ แต่เป็นข่าวที่นำเสนอจากส่วนกลาง

โดยรายงานข่าวชิ้นนี้ มีเนื้อหาระบุว่าได้รับการเปิดเผยจากนักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่ง โดยมีการกล่าวหาว่าชาวเชียงใหม่ได้รับเบี้ยเลี้ยงในการเดินทางไปร่วมงาน "ความจริงวันนี้สัญจร" ที่จัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กทม. ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนชาวเชียงใหม่อย่างร้ายแรง

ขณะที่ล่าสุด ผู้บริหารของทีวีไทยได้เดินทางโดยเครื่องบินเพื่อไปชี้แจงกับกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศว่า หากภายในเวลา 15.00 น. วันนี้ (3 พ.ย.) ยังไม่ได้รับการชี้แจงที่ชัดเจน ก็จะร่วมกันปิดสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย ไม่ให้มีการออกอากาศ

ก่อนหน้านี้ วิทยุชุมชนแห่งหนึ่งได้ออกอากาศชักชวนประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการนำเสนอข่าวไปร่วมชุมนุม โดยยืนยันจะปักหลักต่อเนื่องจนกว่าทางสถานีทีวีไทยจะแสดงความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าวชิ้นนี้

'ชมรมคนรักอุดร'ยันไม่มีจ้างฟัง'ทักษิณ'


ขณะที่ สมาชิกชมรมคนรักอุดรได้โต้ออกอากาศทาง FM 97.50 MHz หลังจากที่มีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวว่า การเดินทางไปร่วมงานความจริงวันนี้สัญจรเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้รับเงินคนละ 500-1,000 บาท เป็นค่าจ้าง ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า เรื่องที่ได้รับเงินจากคณะผู้จัดให้เป็นค่าจ้างคนละ 500-1,000 บาทตามที่เป็นข่าวนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะสมาชิกที่ร่วมเดินทางได้ช่วยออกเงินกันเองตามกำลังศรัทธา และมีผู้ใจบุญในจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันออกค่าน้ำมันรถให้

นอกจากนี้ นายขวัญชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มีข่าวว่าจะเดินทางมาทอดกฐินสามัคคีที่ จ.อุดรธานี ว่า ตนพร้อมสมาชิกชมรมคนรักอุดร พร้อมให้การต้อนรับนายสนธิ



วันฟ้าแดงอาจทำให้หลายคนเกิดอาการ “ฟ้าเหลือง”

บทความ โดย Bugbunny

กระบวนการยุติธรรมไทย หมายถึง ยุติความเป็นธรรม

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้างบนนี้อาจจะไม่กระเทือนความรู้สึกของพวกเหลือบเล็นและโลนอยุติธรรมแห่งขบวนการตุลาการภิวัฒน์อย่าง นายจรัญ จัญไร นายอักขราธร และ นายชาญชัย รวมทั้งลูกน้องอีกหลายคน เพราะทุกคนทำสิ่งที่เปรียบได้เสมือนหน้ามือกับหลังเท้าของหลักการเบื้องต้นแห่งนิติธรรมได้หน้าตาเฉย ความต่ำทรามได้พอกหนาอยู่ในกมลสันดานจนขูดไม่ออกถากไม่เข้าอีกแล้ว ฉะนั้น การกระทำไร้ยางอายอื่นต่อ ๆ มาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับคนไทยที่รักความเป็นธรรมแล้ว นี่คือการจบสิ้นแห่งการยอมรับนับถือสถาบันนี้อย่างสิ้นเชิง และถึงเวลาที่จะต้องจัดระบบวงการนี้แบบใหม่หมด

สถาบันศาลเป็นอำนาจอธิปไตยเดียวที่ล่องลอยอยู่ โดยไม่มีที่มาหรือความเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลย

นกพิราบขาวฝูงหนึ่งที่บินวนเวียนเหนือสนามรัชมังคลาภิเษกอันแดงเจิดจ้าไปด้วยพลังแห่งการเรียกร้องความเป็นธรรมของผู้คนเหยียบแสน เป็นเสมือนสัญญลักษณ์แห่งการน้อมคำนับผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของประเทศนี้ ที่ต้องการสลัดตนให้หลุดพ้นจากแอกของเผด็จการศักดินาอำมาตย์ที่ครอบงำประเทศมาแสนนาน มาจากที่ใดไม่มีใครรู้ แต่คงไม่ได้มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายที่คนผู้ได้เปรียบในเมืองไทยอุปโลกน์ก่อตั้งขึ้น เพราะสิ่งนั้นย่อมไม่ยินดีที่ประชาชนเริ่มเรียนรู้ว่าลึกลงไปจากผิวหนังภายนอก มนุษย์ทุกคนนั้นก็คือส่วนประกอบของสสารที่เป็นของเหลวมากกว่าค่อนเหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดในสังคม

การที่เมืองไทยวนเวียนอยู่กับการปฏิวัติรัฐประหารมานับสิบครั้งนั้น สถาบันศาลต้องรับผิดชอบ เพราะกฎหมายถือว่าการกบฏล้มล้างการปกครองนั้นผิด แต่กลับไปตัดสินยอมรับการกระทำเช่นนั้น ทำให้พวกนักรัฐประหารได้ใจ เพราะมีบรรทัดฐานว่าทำแล้วไม่มีโทษ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา กล่าวเช่นนี้ และยืนยันความจริงที่ว่า เมื่อโจรรุ่นหนึ่งปล้นประเทศไปแล้วได้รับการยกโทษจากสถาบันศาล โจรรุ่นต่อ ๆ มาจึงไม่เคยเข็ดหลาบที่จะทำแล้วทำอีก ทุกครั้งอ้างการเกิดความแตกแยก ทุจริตคอรัปชั่น หรือการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นสาเหตุในการกระทำ ในเหตุการณ์ 19 กันยา 49 โจรแขกนำสมุนปล้นประเทศอีกครั้งและมันยังอ้างแบบรวบยอดครบทุกสาเหตุที่กล่าวมา แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่ามีการกระทำเหล่านั้นจริง แต่ในขณะเดียวกัน การลอบสังหาร ศาลทหารและอัยการกลับรับคดีและกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา หรือเราต้องยอมรับกันแล้วว่า สถาบันศาลทหารเท่านั้นที่เชื่อถือได้ว่าทรงความยุติธรรมที่สุดในประเทศนี้

การตั้งกลุ่มบุคคลที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ตั้งผู้พิพากษาอีกหลายคนให้มาทำงานที่เป็นของพนักงานสอบสวนในองค์กรอิสระต่าง ๆ ทั้ง คตส. ปปช. กกต. แล้วส่งให้ผู้พิพากษาในศาลทำการตัดสินความนั้น เป็นการทำลายล้างหลักการเบื้องต้นในหลักนิติธรรม เพราะเอาทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ตัดสินคดีมาอยู่ฝ่ายเดียวกันเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามในกระบวนการพิจารณา

ไม่มีกระบวนการยุติธรรมใดกระทำเช่นนี้ แม้แต่ประเทศที่ล้าหลังที่สุดในโลก เพราะสังคมจะกลายเป็นทุรยุค ความปั่นป่วนวุ่นวายจะต้องเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฝ่ายตรงข้ามกับผู้ทรงอำนาจตัดสินข้อขัดแย้งเป็นพวกเดียวกันอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย เขาก็ต้องเรียกร้องความถูกต้องเป็นธรรมด้วยวิธีอื่น อำนาจแฝงของประเทศนี้กำลังบีบบังคับให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นว่าผู้ที่เขารัก ผู้ที่ทำประโยชน์ให้กับพวกเขาด้วยการทำงานจริง สร้างความสุขให้กับพวกเขาจริง ไม่ใช่แค่สร้างภาพประชาสัมพันธ์ กำลังถูกผู้มีอำนาจสุมหัวกันข่มเหงรังแกอย่างไม่เป็นธรรม เขามีคนที่รักเขาจำนวนมากมายกว่าที่เคยมีมาครั้งใดในเมืองไทย หากยังไม่ยุติ ยังกดขี่บีฑากันต่อไปอีก เมืองไทยจะเห็นทุรยุค เพราะมหาชนเริ่มทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

เมื่อท้องฟ้ายามเย็นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 เป็นสีแดงฉานเจิดจ้าเช่นเดียวกับสีเสื้อของผู้คนนับแสนในสนามรัชมังคลา เสียงขานรับจากพวกเขาดังประสานกับเสียงกระทบของแผ่นปลาสติกตีนตบกระหึ่มก้องไปทั่วอาณาบริเวณ ความโศกเศร้าอาดูรและหยาดน้ำตาแห่งความคิดถึงหลั่งไหลบนใบหน้าโดยมิได้นัดหมาย ยามได้ยินเสียงผู้นำอันเป็นที่รักทักทายประชาชนจากดินแดนอันห่างไกล ความคั่งแค้นสุดกลั้นปรากฏขึ้นจากเสียงด่าทอคนชั่วช้าอย่าง สนธิ จำลอง จรัญ พิภพ สุริยะใส ฯลฯ ทุกครั้งที่ชื่อเหล่านี้ดังขึ้นจากการปราศรัย ทุกตัวคือสัตว์เลื้อยคลานชั้นต่ำในจิตใจของประชาชนผู้เคืองขุ่น ฯลฯ

ปรากฏการณ์เหล่านี้น่าจะสื่อไปถึงพวกผู้ทรงอำนาจแฝงของประเทศนี้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติความอาสัตย์อาธรรม์ที่กำลังครอบงำประเทศนี้ มองความจริงว่าผู้คนส่วนใหญ่ต้องการอะไร เลิกเกรงใจพวกเอาแต่ใจตัวเอง หันมามองสังคมและประเทศในภาพรวม รีบทำสิ่งที่คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ต้องการก่อนที่จะตกต่ำในสายตาชาวโลกและชาวไทยลงไปกว่านี้ แต่ถ้าไม่สนใจก็คงไม่เป็นไร เตรียมตัวอยู่คนเดียวในโลกได้ เพราะภาพที่สื่อออกไปทั่วโลกจากสนามรัชมังคลาเมื่อเย็นวันที่ 1 พฤศจิกายน 51นั้น ยิ่งทำให้มติมหาชนโลกวันนี้กระจ่างชัดแล้วว่า เขาต้องอยู่ตรงข้ามกับกลุ่มพวกท่านอย่างแน่นอน


จาก thaifreenews