WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 4, 2008

ปชป.กลับลำตัวโก่ง อ้างเต็มปากรักปชต. เลี่ยงวิจารณ์‘ทักษิณ’

ปชป. กลับลำตัวโก่งหลังเห็นพลังคนเสื้อแดง อ้างเต็มปากเต็มคำรักประชาธิปไตย แถมปฏิเสธวิพากษ์วิจารณ์ “ทักษิณ” ทั้งที่เคยเล่นงานทุกครั้งที่สบโอกาส อ้างเป็นคู่แข่งทางการเมืองไม่เหมาะที่จะเอ่ยถึง เตรียมจัดโต๊ะจีนระดมเงินไว้รอเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ทอดผ้าป่าให้ “อภิสิทธิ์” ชักผ้าอย่างหนก่อน ฟุ้งหนนี้ “หนุ่มมาร์ค” ถึงฝั่งฝันแน่

ท่ามกลางกระแสความคึกคักของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมาโชว์พลังเงียบนับแสนคนเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร และขณะเดียวกันก็ร่วมกันแสดงความคิดถึงและชื่นชมในตัวอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่าย
ทั้งยังเป็นประเด็นให้กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวต้องขบคิดและปรับท่าทีกันจ้าละหวั่น
เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปฏิเสธจะกล่าวถึงการโฟนอิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่เคยกล่าวโจมตีทุกครั้งที่สบโอกาส
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รายการความจริงวันนี้จะนำมาออกอากาศอีกครั้งทางสถานีโทรทัศน์ NBTว่า ตนขอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคคู่แข่งทางการเมือง และมีจุดยืนทางประชาธิปไตย
นายสุเทพ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมตามวิถีประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง ซึ่งทางพรรคได้ดำเนินการทางวิถีประชาธิปไตยมาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี ตนเชื่อมั่นว่าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้นพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับโอกาสจากประชาชนให้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ส่วนเรื่องทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ตนไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะจัดงานระดมทุนครั้งใหญ่ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการเลือกตั้ง โดยจะเชิญผู้ที่ให้การสนับสนุนพรรคประมาณ 4,000 คน ซึ่งจะไม่มีการกำหนดราคาค่าบัตรแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับผู้ให้การสนับสนุนว่าจะบริจาคให้กับทางพรรคเท่าไร ซึ่งการจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการระดมทุนแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเสื้อเหลืองเสื้อแดงแต่อย่างใด
สำหรับบัตรการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไดอารี่ ด้านหน้าปกจะพิมพ์คำว่า "เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์" และภายในไดอารี่จะมีบทความของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
อนึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้วิธีการหาทุนในรูปแบบการทอดผ้าป่า เลียนแบบกิจกรรมทางศาสนา จนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว จนถึงขั้น พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายมารศาสนา และอิงแอบศาสนาหาเงิน



อะไรเอ่ย สีแดง


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ปฏิญา ยอดเมฆ


คงไม่ต้องพรรณนาซ้ำอีกแล้วว่ารายการ “ความจริงวันนี้” สัญจรครั้งที่ 2 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น “แดง แด๊ง แดง” กันขนาดไหน ใครไม่ได้ไปก็คงเห็นภาพจากโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ที่พูดตรงกันทุกสำนักว่า “เหยียบแสน” “ล้นสนาม” ต่อให้ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับเพราะความจริงมันฟ้อง และวันนั้นถ้ามีใครปล่อยกระทิงมาสักฝูง กระทิงที่ว่าเกลียดสีแดงก็ยังต้องหงอยเพราะตีนเต็มไปหมดทั้งตีนคนและตีนตบ
แต่ช้าก่อน...ที่ตั้งใจจะเขียนถึงวันนี้หาใช่เพราะจะมาตอกย้ำพลัง “เสื้อแดง” ซึ่งกลายเป็นสีสัญลักษณ์ของ “ความจริง” ใน พ.ศ. นี้ไปแล้ว และไม่ได้จะมาชื่นชมพิธีกรผู้ปราศรัยคนใดทั้งสิ้นว่าพูดได้ดี พูดได้น่าฟัง ทั้งสาระทั้งตลกขบขันและทั้งเต็มไปด้วยพลังประชาธิปไตยอันแสนฮึกเหิม เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าของมันแน่อยู่แล้ว แต่ที่พูดถึงเพราะตั้งใจจะมา “บ่น” ดังๆ กับพ่อแม่พี่น้องถึงบางเรื่องบางราวที่เราอาจไม่รู้ คนนั่งข้างๆ ในสนามราชมังคลาฯ ก็ไม่รู้ น้องๆ คนสวยที่อยู่ในซุ้มในเต็นท์ขายเสื้อขายหนังสือก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้จนกระทั่งกลับออกมาเมื่อเวลา 5 ทุ่มแล้วมาเปิดเว็บไซต์ภาพข่าว “แด๊งแดง” ที่ตัวเองก็เป็นหนึ่งในจุดแดงเล็กๆ กับเขาด้วยนั่นแหละ จึงได้รู้ว่าบรรดาสาวๆ หน้าใสไปจนถึงหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ที่นั่งแด๊งแดงไปกับเราจนลานตาไปหมดนั้น “รับจ้าง” เขามาทั้งนั้น...!!!
ตกใจจนต้องใส่เครื่องหมายสามอัน...!!! เพราะขณะที่เรา ๆ ท่านๆ นั่งแดงสลอนอยู่ภายในสนามกีฬากันนั้น “ข้างนอก” อันหมายถึงนอกสนามกีฬาแต่เป็น “ข้างในทำเนียบ” เขากำลังปราศรัยกันว่า ม็อบเสื้อแดงจ้างมา 1,000 – 1,500 บาทต่อคน คนถึงได้เยอะขนาดนั้น ฟังแล้วก็อยากร้องเรียนไปยังกลุ่มผู้จัดด้วยว่า นี่เป็นการจัดเวทีสัญจรที่ไม่โปร่งใสเพราะมีการแจกเงินอันตรวจสอบไม่ได้ อยากรู้ว่าแจกกันที่ใด ทำไมข้าพเจ้าและผองเพื่อนไม่ได้รับกันสักร้อยสองร้อย...ครั้นจะบอกว่าข้างในทำเนียบเขาโกหกก็ไม่อยากจะคิดเพราะคนพูดก็ “ถือศีลกินเจ” มีวัตรปฏิบัติอันน่าเคารพเลื่อมใส ไม่น่ามายอม “ตอแหล” กับข้อกล่าวหาน้ำเน่าที่ใช้กันจนเกร่ออย่างเรื่องรับเงินแบบนี้...
น่าแปลกใจอย่างหนึ่งว่าปกติเวลามีชุมนุมที่สนามหลวง แม้คนจะมาจนแทบไม่มีที่ยืนแต่ ASS TV (แปลเป็นไทยว่า บั้นท้ายทีวี) หรือเว็บไซต์ “ผู้จัดเกิน” มักลงข่าวให้อย่างจริงใจว่าคนมาไม่เกิน 500 แต่ไหงคราวนี้ไม่เอ่ยถึงเรื่องจำนวนคน...หรือเพราะใช้เครื่องคำนวณนับดูแล้วมันเจ็บและอึ้งจนไม่อยากจะบอกว่าเขามีกันอยู่เท่าไร ก็เลยตอ...เอ๊ย พูดเรื่องรับเงินแทน...
แบบนี้ม็อบทำเนียบคงต้องร้องเป็นเพลงไปอีกนานเลยว่า เห็นแดงๆ แสลงในใจ...อิอิอิ


สื่อไทย...กลัวอะไร !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


วันนี้บอกตามตรงว่าเห็นการทำงานของสื่อมวลชนไทยด้วยกันแล้วรู้สึก “หดหู่” โดยเฉพาะการรายงานข่าว “คนเสื้อแดง” ที่สนามราชมังคลาฯ

สื่อต่างประเทศรายงานกันเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก และหลากหลายประเด็น แต่สื่อไทยสร้างจินตนาการแปลกๆ พาดหัวข่าวโง่ๆ กล้าๆ กลัวๆ กับอำนาจนอกระบบ

วันนี้พวกคุณ “ปิดหูปิดตา” ประชาชน เพื่อสนับสนุนคนที่อยู่นอกระบบ ไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย

ผมถามว่า มันยุติธรรมแล้วหรือ? สำหรับประชาชนทั้งประเทศที่ลำบากยากจนมากมาย คนจนพวกนี้ถ้าเศรษฐกิจพังทลายลงมาเมื่อไร จะเจ็บตัวก่อนใคร เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน

สื่อมวลชนแทนที่จะเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน แต่กลับทำหน้าที่เกินขอบเขต ไม่ได้เป็นกระบอกเสียง แถมยังทำร้ายประชาชนด้วย

วันนี้ นสพ.ประชาทรรศน์ ขายดีอันดับหนึ่ง คนแย่งกันซื้อตั้งแต่เช้ามืด บางคนแหกขี้ตาไปซื้อตอนที่สายส่งกำลังคัดแยกกันอยู่ข้างถนน

นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ประชาทรรศน์ คือกระบอกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้กลัวคำข่มขู่ของใครใดๆ ทั้งสิ้น

การทำงานของนักข่าววันนี้ ค่อนข้างลำบากครับ ผมมีเพื่อนๆ อยู่หนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่หลายคนบ่นกันมามากมายว่า “หัวหน้าข่าว” ไม่ชอบให้นำเสนอข่าวรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

หัวหน้าข่าวหลายคนมองโลกในแง่ร้ายมาก จะหยิบจับประเด็นอะไรมานำเสนอสักอย่างก็ต้องมองให้ลบอย่างสุดโต่ง

นี่คือการทำงานของ “สื่อมวลชนไทย” ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทำให้ประเทศถอยหลัง และนำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติมากที่สุด

เพราะไม่เคยมียุคไหนที่สื่อหันไปเข้าข้าง “เผด็จการ” ได้มากมายขนาดนี้ ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยเกิดความท้อแท้ และเบื่อหน่ายต่อการเมืองที่ไร้กฎระเบียบ

ประเทศไทยค่อนข้าง “โชคร้าย” ที่มี “สื่อมวลชน” ที่โง่แต่ขยันมากเกินไปหน่อย

เมื่อสื่อมวลชนเป็นแบบนี้ ไม่สนประชาธิปไตย ก็ไม่รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน

เอาเป็นว่าใครที่อึดอัด ผมอยากให้หูตากว้างไกลกันหน่อย เพราะโลกเราวันนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่จะมาปิดหูปิดตาเหมือน “กบอยู่ในกะลา”

โลกอินเตอร์เน็ตมีข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้ได้เรียนรู้กันมากมายว่า “การเมือง” หรือ “ผู้นำ” แบบนี้ ที่จะนำพาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ผมอ่านคอลัมน์ของ “คุณฉลามเขียว” ในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองแล้วเห็นด้วยที่แนะนำคอการเมือง รวมทั้งนักเรียนนักศึกษา ที่สนใจการเมือง ที่อยากจะฝึกภาษาอังกฤษของตัวเองไปด้วย และเพื่อแก้ปัญหาสื่อไทยลงข่าวไม่ตรง หรือไม่กล้าลงตรงๆ

ขอให้เราติดตามสื่อต่างประเทศลงข่าวประเทศไทยในแต่ละวันยังไร ด้วยการเข้าไปเว็บไซต์ google news แล้วเสิร์ชหาคำว่า thailand

ข่าวของสำนักเล็กสำนักใหญ่จากทั่วโลกมีลงไว้หมด หรือเสิร์ชคำว่า thaksin ก็ได้
แล้วพวกคุณจะได้ “ข่าวที่ตรงไปตรงมา” แถมยังจะ “ฉลาด” มากขึ้น ไม่โง่ดักดานเหมือนสื่อมวลชนบางคนอีกด้วย!



เอา “ทักษิณ” กลับมา เอา “พันธมิตรฯ” คืนไป


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


อุบัติการณ์สำแดงพลังของคนเสื้อแดงที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นปรากฏการณ์ “ตีนตบสยบมือตบ” เสียราบคาบ หลังจากปล่อยให้เหิมเกริมมาช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้แกนนำพันธมิตรฯ ต้องหยุดปากพล่อยไปทันที ซึ่งก่อนหน้านี้กัดดะ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม ถ้าออกมาพูดให้พันธมิตรฯ ไม่พอใจ จะถูกตอบโต้กลับไปอย่างเสียๆ หายๆ ในทันทีทันใด

มีการตั้งข้อสังเกตว่า หลังวันแดงเดือดที่หัวหมาก พันธมิตรฯ ดูมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ไอ้ที่เคยพูดจาสามหาว ด่ากราดชาวบ้าน ก็มีน้ำเสียงที่ดูใกล้จะเป็นอย่างที่ “คน” เขาพูดกันบ้าง
จากที่ปฏิเสธทุกข้อเสนอ กลายมาการเป็นแบ่งรับแบ่งสู้

ทั้งนี้ ไม่ใช่อื่นใด เป็นเพราะรู้ชะตาตัวเองดีว่า ถ้ายังดึงดังไปก็เท่านั้น สู้มาหาทางลงจะไม่ดีกว่าหรือ ถึงเสียฟอร์มไปบ้าง ก็ยังอ้างได้ว่า เพื่อเห็นแก่บ้านเมืองจะได้เกิดความสงบเรียบร้อยเสียที

เพราะประเมินดูแล้ว ที่พยายามปลุกเร้า ปลุกระดม สร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรง แล้วให้ทหารออกมาจัดการบ้านเมือง ก็ได้แต่รอแล้วรอเล่า...เฝ้าแต่รอ

จนมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า “นัดแล้วทำไมไม่มา”

ผมว่าใครมาทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจตามเสียงเชียร์ของพันธมิตรฯ นั้นไม่บ้าก็เมา เพราะความบอบช้ำเสียหายของประเทศในวันนี้ เป็นบทเรียนอันเจ็บปวดที่เห็นอยู่ตำตา

ทาง นปช. ก็ยืนยันว่า ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง นั่นไม่ใช่วิสัยของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่บ้านเมืองวิกฤติมาจนทุกวันนี้ เป็นเพราะ คมช. เข้าไปยึดอำนาจ เพื่อต้องการจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการกวาดล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซาก

เพราะนับวันจะได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับรากหญ้า ที่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ลูกหลานก็มีโอกาสเรียนหนังสือ เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีบัตรทองมาดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล คนมีงานทำ เศรษฐกิจไปโลด
ด้วยเหตุนี้ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจจึงร่วมมือกับกลุ่มอำมาตยาธิปไตย พรรคการเมืองที่สะกดคำว่า “ชนะ” การเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศไม่เป็น ผสมโรงกับคนที่มีความแค้นเป็นการส่วนตัว เนื่องจากขออะไรแล้วไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาสดุดีว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด คนเหล่านี้ได้หลอมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อรับใช้และสืบทอดอำนาจเผด็จการ

ความแค้นนั้นทำให้หูหนวกตาบอด คิดอะไรสั้นๆ เพียงเพื่อได้แก้แค้นเป็นพอ ซึ่งเรื่องนี้ทางแกนนำพันธมิตรฯ ด้วยกันก็อ่านเกมกันออก หลังจากหลวมตัวมาเข้าเป็นพวก ซึ่งนับวันมีแต่เสียกับเสีย

เรื่องสำคัญคือ รายได้ที่จะนำมาใช้ในการก่อม็อบ ก็เอาไปใช้เพื่อเลี้ยงดูลูกน้องบริวารของตัวเอง ส่วนคนที่เข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตี ประเภทมักน้อย ตบะเริ่มแตกแล้ว...แกนนำเริ่มคิดอ่านไปคนละทิศคนละทาง

เพราะฉะนั้นเรื่อง “กู้ชาติ” เป็นเรื่องที่อุปโลกน์ขึ้นมา เพื่อให้ดูดีมีราคา ให้คนเชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อตนเองก็เท่านั้น
“การเมืองใหม่” ก็มีปัญหา เจอทางตัน ถูกต่อต้านว่านี่ไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้ให้สิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แต่เป็นการดูถูกคนไทยด้วยกันว่า ไม่ประสีประสากับเรื่องการเมือง

ผมเห็นว่า ทุกวันนี้คนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลมีสภาพเหมือนคนที่ “ติดคุก” จะออกไปไหนก็ไม่ได้ ซึ่งต่างกับ “คนเสื้อแดง” ไปจัดงานที่ไหนก็มีคนแห่ไปร่วมอย่างเต็มใจกันล้นหลาม ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ที่สำคัญคือได้สาระความจริงมาประเทืองปัญญาอีกด้วย

จากการดื้อดึงเพื่อเอาชนะโดยไม่ยอมฟังเหตุผลของพันธมิตรฯ นั้น ผลออกมาเป็นอย่างไร ผมว่าพี่น้องคนไทยทุกสาขาอาชีพรับรู้อยู่เต็มอก เพราะต้องประสบอยู่ทุกวัน ไหนจะได้รับผลกระทบที่เกิดจากต่างประเทศ ที่ต้องรับเต็มๆ เพราะเราจะขาดรายได้จากการส่งออกจำนวนมหาศาล จึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือทำกันเล่นๆ เด็ดขาด

อยากให้พันธมิตรฯ โผล่ออกมาจากทำเนียบรัฐบาล แล้วจะรู้ว่าเพื่อนร่วมชาติได้รับความเดือดร้อนสาหัสสากรรจ์แค่ไหน แต่ก็ไม่ทราบว่าคนส่วนใหญ่จะยอมรับนับญาติกับพันธมิตรฯ ด้วยหรือเปล่านะ

ในขณะที่รัฐบาลเอง พยายามหามาตรการมาเยียวยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนนี้ แต่กลับได้รับการต่อต้านจากลิ่วล้อพันธมิตรฯ

นี่ขนาดเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนขนาดนี้ ถ้าเป็น “การเมืองใหม่” ที่ลากถูลู่ถูกังกันมามีอำนาจ “เสียงของประชาชน” จะมีความหมายสำหรับพวกเขาหรือ

จากการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2552 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติโลก หรือเรียกว่า เผาจริง ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการทางการคลัง ซึ่งยืนยันได้ชัดเจนประการหนึ่งคือ จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มในทุกประเภทภาษีของกรมสรรพากรแน่นอน

และอาจมีข่าวดีคือ มีแนวคิดจะปรับลดภาษีนิติบุคคลลงจากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 30% ของกำไรสุทธิ อาจปรับลดลง 5% เหลือ 25% โดยคิดเป็นรายได้ที่รัฐบาลจะสูญเสียประมาณปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับตามมา

เพราะการลดภาษีจะช่วยชะลอการปลดคนงาน และเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุนได้ นอกจากนี้อาจปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ปกติจัดเก็บอยู่ที่ 5-37% ลงมาด้วย แต่อยู่ระหว่างศึกษาว่าควรปรับลดลงมาที่อัตราใด หรือช่วงเวลาใด เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และทำให้คนไม่เลี่ยงการเสียภาษีอีก

รายได้ที่สูญไปจากกลุ่มนี้อาจจะทดแทนด้วยการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเหล้าเพิ่มเติม เพราะเหล่านี้คือสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงอาจต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นในช่วงแรกๆ ของปีที่ปรับลดภาษี แต่ถ้าในระยะยาวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั่วประเทศรวม 1 ล้านคน คนละ 500 บาท รวมปีละ 6 พันล้านบาท เพื่อเป็นเงินสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุและกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าไปในตัว

จึงไม่แปลกที่คนไทยส่วนใหญ่จะคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขวัญใจคนรากหญ้า
มีหลายประเทศที่เชิญอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ไปเป็นที่ปรึกษาเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเชื่อในมันสมองและฝีมือ แต่ประเทศไทยกลับมีคนส่วนน้อยพยายามเสือกไสไล่ส่ง ด้วยการวางแผนที่แยบยลเป็นขั้นเป็นตอน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นศัตรูตัวฉกาจของผู้ที่ไม่เอาประชาธิปไตย

แต่สำหรับคนไทยที่ไม่เอาเผด็จการ ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมากู้เศรษฐกิจของประเทศ กู้ความศรัทธายอมรับของนานาประเทศ ครับผม


พลังเสื้อแดง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร


มหกรรมรวมพลคนเสื้อแดง ครอบครัวความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2551 จะต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีคนไปชุมนุมกันมากที่สุดเป็นจำนวนเรือนแสน โดยทุกคนใส่เสื้อสีแดงเหมือนกันหมด ยกเว้นตำรวจและทหารที่แต่งเครื่องแบบไปรักษาความสงบเรียบร้อย แต่มีตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวนมากเหมือนกันที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา ก็ใส่เสื้อแดงที่มีข้อความ “ต้านเผด็จการ”

ภาพจำนวนคนเรือนหมื่นเรือนแสน อาจจะเป็นภาพคุ้นตาของการแข่งขันฟุตบอลโลก ฟุตบอลยูโร และฟุตบอลต่างประเทศ ที่ถ่ายทอดสดให้คนไทยได้ดูได้ลุ้นกันทั้งปี โดยเฉพาะนัดดาร์บี้แมตช์ หรือศึกใหญ่ๆ ที่ทีมดังๆ ต้องลงสนามปะทะแข้งกัน แต่คนดูบนอัฒจันทร์ก็ใส่เสื้อสีต่างกัน ตามสีเสื้อของทีมที่ลงแข่งขันทั้ง 2 ทีม และยังมีคนดูใส่เสื้อที่ไม่ใช่เสื้อประจำของทีมก็มีประปราย ไม่มีนัดไหนจะใส่เสื้อสีเหมือนกัน

แม้แต่การแข่งขันระหว่างทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือปีศาจแดง กับทีมลิเวอร์พูล หรือหงส์แดง ซึ่งทั้ง 2 ทีมปกติจะใส่เสื้อสีแดง แต่ถ้าต้องลงปะทะแข้งกันในสนาม ทีมเยือนจะต้องใส่เสื้อสีอื่นที่ไม่ใช่สีแดงตามที่ได้แจ้งไว้กับสมาคมฟุตบอลของอังกฤษ ทำให้แฟนคลับของแต่ละทีมจะต้องใส่เสื้อตามนักฟุตบอลใส่ลงสนาม

ไม่ได้แดงเต็มอัฒจันทร์อย่างที่ได้เห็นกันในสนามราชมังคลากีฬาสถาน

และ...ในสนามฟุตบอลที่มีการแข่งขันศึกดาร์บี้แมตช์ ไม่ว่าคนดูจะใส่เสื้อสีอะไร แต่กลางสนามก็จะเป็นสีเขียวของหญ้า และมีนักฟุตบอลทั้ง 2 ทีมจำนวน 22 คน กรรมการในสนาม 1 คน ผู้ช่วยผู้ตัดสิน หรือไลน์แมน 2 คนเท่านั้น ส่วนตัวสำรอง เจ้าหน้าที่ทีม และกรรมการจัดการแข่งขัน จะนั่งข้างสนามเท่านั้น

แต่ในสนามราชมังคลากีฬาสถาน สนามหญ้าที่เคยเป็นสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีแดงของคนที่ใส่เสื้อแดง จึงเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ผมและทีมงานสำนักข่าวประชาทรรศน์ต้องบอกว่า โชคดีที่เป็นหนึ่งในขบวนการคนเสื้อแดงต้านเผด็จการ ทีมงานสำนักข่าวประชาทรรศน์ได้ยกขบวนกันไปโปรโมตนิตยสารประชาทรรศน์ ฉบับความจริงวันนี้ ฉบับที่ 2 ในงานครอบครัวความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2 โดยมีประชาชนให้ความสนใจสอบถาม และซื้อนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ และความจริงวันนี้ กันพอสมควร

แต่สิ่งที่ผมและทีมงานได้รับมาเต็มๆ คือ ภูมิใจที่ได้ร่วมแสดงพลังต้านเผด็จการตามเจตนารมณ์และอุดมการณ์ของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ และรายปักษ์

นอกจากนั้นได้ตื่นตาตื่นใจกับปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และไม่แน่ใจว่าจะมีเหตุการณ์กิจกรรมทางการเมืองที่มีคนพร้อมใจใส่เสื้อสีเดียวกันเรือนแสนให้เห็นอีกหรือไม่

การที่ประชาชนได้แสดงพลังพร้อมใจกันใส่เสื้อสีแดง เพื่อร่วมกันต่อต้านเผด็จการที่มีข่าวคุกรุ่นมานานเป็นระยะๆ ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรพันธมารยึดทำเนียบรัฐบาล ประท้วงขับไล่รัฐบาลตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยได้กวักมือเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเคยทำสำเร็จมาแล้ว

แต่บังเอิญว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่บ้าจี้ตามเสียงเรียกร้องประกอบกับเห็นแจ่มแจ้งแดงแจ๋แล้วว่า ประเทศชาติได้รับความเสียหายมหาศาลอย่างไร หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

และได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนทิ้ง แล้วร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ที่หมกเม็ดซ่อนเร้นปัญหาไว้มากมาย เป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติมาจนถึงวันนี้

เรียกว่าใช้ปากกระบอกปืนล้มล้างการปกครอง และใช้รัฐธรรมนูญ 2550 กระทืบซ้ำ จนประเทศอยู่ในอาการโคม่าอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ยอมทำตามเสียงเรียกร้องโหยหาของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ยอมตกเป็นเหยื่อฝีปากของคนที่ไปพ่นน้ำลายในทำเนียบรัฐบาล

และ...ปรากฏการณ์พลังเสื้อแดงต้านเผด็จการ คงจะทำให้เสียงเรียกร้องโหยหาให้ทหารปฏิวัติเป็นแค่เสียงหมาเห่าหอนเท่านั้น ใครคิดจะทำการปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่คิดหนัก แต่ต้องเลิกคิดไปเลย

ไม่เถียงหรอกว่าพลังเสื้อแดงส่วนหนึ่งต้องการจะมาฟังเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกับประชาชน ตามที่รายการความจริงวันนี้ได้บอกกล่าวกันล่วงหน้า และยืนยันมาตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะส่งเสียงมาแน่นอน ไม่ต้องไปฟังขบวนการขัดขวาง รวมทั้งโหร คมช. ที่ทำนายจะไม่มีแน่นอน

แต่สิ่งที่ผมต้องเถียงแน่นอน ใครที่กล่าวหาว่าประชาชนที่เดินทางมาได้รับการจัดตั้งว่าจ้างกันเป็นรายหัวนั้น เป็นการดูถูกดูหมิ่นน้ำใจของคนที่รักประชาธิปไตย ทุกคนมาเพื่อร่วมกิจกรรมทางการเมืองเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ได้ประท้วงเรียกร้องใดๆ ไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ ที่จะต้องชุมนุมกันยืดเยื้อ ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน เมื่องานกิจกรรมทางการเมืองเสร็จสิ้นในคืนนั้น



วีรบุรุษหรือทรชน


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย สักวันหนึ่งเรื่องราวต่างๆ จะถูกเปิดโปงออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์ต่อหน้าสังคมไทยและสังคมโลก นี่คือสัจธรรม ไม่ว่าใครทำอะไรเอาไว้ย่อมหลีกหนีไม่พ้นความจริง ซึ่งปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ในยุคปัจจุบันได้มีความคืบหน้าไปมาก

เกริ่นมาเสียยืดยาว เพียงเพื่อนำทางไปสู่ผลคดีชันสูตรพลิกศพของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ” ที่ได้มีการเปิดเผยออกมาในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

"พบคราบเขม่าเคมี RDX ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวผสมสารดินระเบิดแรงสูงที่นำมาประกอบเป็นระเบิด หลงเหลืออยู่บริเวณรอบๆ รถ หลังจากรถถูกไฟไหม้ไปแล้วแต่ไม่หมดที่ยังหลงเหลือคราบเขม่า เศษชิ้นส่วนผนังพิง เศษกระจกข้าง ถูกแรงดันระเบิดกระเด็นแตกออกมา พบเชื้อปะทุไฟฟ้า 1 ดอก กองทับในซากที่ไหลไปตามน้ำอยู่บริเวณหน้าล้อรถ ซึ่งสันนิษฐานว่าเชื้อปะทุดังกล่าวไฟไม่ไหม้ หรือเสื่อมคุณภาพ หรือวางอยู่ใกล้ ทำให้ถูกแรงระเบิดปลิวออกมา นอกจากนี้ยังพบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปลิวออกนอกรถ และบางส่วนเสียบที่ตัวผู้ตาย จึงสันนิษฐานได้ว่า พ.ต.ท.เมธี น่าจะทำเกี่ยวกับระเบิด เพราะขณะระเบิดน่าจะถือระเบิดไว้ในมือเพราะมือขาด พบขาขวาอยู่ในรถและร่างกายอยู่นอกรถตรงล้อหลังด้านซ้าย สันนิษฐานว่าตำแหน่งของระเบิดอยู่ด้านซ้ายประตูยุบโก่งงอ ประตูขวาไม่ชำรุด แรงระเบิดจากภายในทำให้เกิดแรงดันประตูเปิดทั้ง 4 บาน ใบหน้า พ.ต.ท.เมธี แหลกหายไป ขณะเกิดเหตุเชื่อว่าน่าจะก้มลงอยู่ ส่วนจะเป็นคาร์บอมบ์นั้นไม่ชัด และไม่น่าจะมี"

ขณะที่ผลการตรวจค้นภายในรถจี๊ปคันนี้ พบระเบิดทีเอ็นที ระเบิดซีโฟร์ และน้ำมันโซลาร์ผสมแอมโมเนียมไนเตรด หรือแอนโฟร์ ซึ่งล้วนเป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างทั้งสิ้น

ข้อมูลชันสูตรศพโดย พญ.จิตตา อุดหนุน แพทย์ประจำหน่วยนิติเวช และ พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปรี้ยวนิ่ม แพทย์นิติเวช และหัวหน้าหน่วยนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า

"เป็นชายผมสั้นสีดำ ยาว 2-3 เซนติเมตร สภาพศพฉีกขาดและไหม้เกรียมเกือบทั้งตัว ใบหน้าตั้งแต่คางขึ้นไปด้านแขนขวา แขนซ้าย ต้นขาขวาขาด และไหม้เกรียม บริเวณหน้าอกและหน้าท้องฉีกขาดจนถึงอวัยวะภายในทั้งหมด บริเวณขาขวาสวมถุงเท้ามีอักษร NISSAN? เหลือติดอยู่ ตรวจพบเศษวัสดุและเศษโลหะหลายขนาดจำนวนมากฝังกระจายอยู่ตามร่างกาย พบรอยต่อของกะโหลกศีรษะเชื่อมติดกันทั้งหมดแล้ว พบเนื้อสมองบางส่วนบริเวณรอบๆ ศพ ที่คอพบคราบเขม่าจำนวนมาก ลิ้นและกล่องเสียงไม่พบคราบเขม่าภายในหลอดลม ช่องอก-กระดูกสันอกหัก กระดูกซี่โครงหักทั้งหมด เยื่อหุ้มหัวใจและปอดซ้ายฟกช้ำและมีเลือดออก ไม่พบความผิดปกติของหลอดเลือดแดงเลี้ยงหัวใจ ช่องท้องภายในกระเพาะอาหารพบอาหารย่อยบางส่วนสีเหลืองประมาณ 300 ลูกบาศก์เซนติเมตร ม้าม ตับอ่อน ต่อมหมวกไส้ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไส้ติ่ง หลอดเลือดแดงและดำใหญ่ และกล้ามเนื้อด้านหลังฟกช้ำ แขนขา-ต้นแขนขวา แขนซ้าย ต้นขาขวา ต้นขาซ้าย ดำเกรียม สาเหตุตายจากสมองและอวัยวะทั่วร่างกายฉีกขาด สันนิษฐานว่าเกิดจากแรงระเบิด"

ขณะที่ผลการพิสูจน์ออกมาแล้วขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กล่าวหาว่าตำรวจยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ทั้งที่ไม่มีสะเก็ดระเบิดบริเวณรอบรถคัดดังกล่าวแต่อย่างใด

“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย” ใครต่อใครที่ไปยกย่องเชิดชูเป็น “วีรชน” กับบุคคลที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ชุมนุมโดยพกพาอาวุธร้ายแรงนานาชนิด เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน กระทำการนอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง

ความจริงประจักษ์ออกมาดังนี้แล้ว สมควรเรียก “ทรชน” มากกว่า “วีรชน” ไหม?


ผมขอร้อง กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ที่ยึด TPBS ที่เชียงใหม่ คืนสถานีให้เขาไปเถอะครับ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

คือตัวผมเองก็ไม่ชอบทีวีของกลุ่มเนชั่นแห่งนี้ครับ แต่เราอย่าใช้แนวทางของพวกพันธมิตรที่บุกยึด NBT เลยครับ เราไม่ชอบแนวทางของพวกเขา ไม่ชอบการกระทำของพวกเขาเราก็อย่าทำตามอย่างเลย

วัตถุประสงค์ของเราคือ ต้องการประณามให้คนทั้งประเทศรู้ว่า TPBS เสนอข่าวที่ไม่เป็นกลาง และมีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบการเสนอข่าวของสถานีแห่งนี้เหมือนกัน

ดังนั้น ตอนนี้ความเป็นข่าวได้สำเร็จไปแล้วครับ ผมคิดว่าพรุ่งนี้แม้นายเทพชัย หย่อง จะไม่ออกมาเจรจา ก็ทำพิธีคืนสถานีให้เขาไปเถอะครับ แต่ก่อนคืน เราอาจเผาหุ่นหรืออะไรก็ได้เป็นการประณาม



ปรากฎการณ์แค่นี้ TPBS ก็รู้แล้วว่าพวกเขามีความผิดพลาดอย่างไร และการเสนอข่าวจะต้องระวังตัวขึ้นอีก เพราะตอนนี้บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองฝ่ายแล้ว

เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว เราก็ถอยออกมา อย่าให้เรากลายเป็น "พธม. สาขา 2" เลยครับ

ความข้ัดแย้งทางการเมืองยังคงอยู่อีกยาวนาน ดังนั้น ตอนนี้สื่อต่างๆ เริ่มรู้ตัวแล้วว่า หา่กพวกเขาไม่วางตัวเป็นกลาง ก็จะยืนอยู่ในสังคมไม่ได้

นายวิศาลที่โดนต่อย แล้วมีคนไปโพสต์ด่าจำนวนมาก ก็เป็นตัวอย่าหนึ่ง

TPBS โดนยึดหนึ่งวันที่ เชียงใหม่ ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ดังนั้น ต่อไป สื่อก็ต้องเรียนรู้แล้วครับ

เราสั่งสอนเขาเบาะๆ ก็พอแล้วครับ อย่าให้ยืดเยื้อเลย

พรุ่งนี้เราแสดงตัวอย่างมีอารยธรรมว่า หลังจากที่เราประท้วงแล้ว และมีคนรับรู้แล้ว เราก็ทำพิธีคืนสถานีให้เขาอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรเสียหาย

ผมว่าเราจะได้ภาพที่ดีกว่ามากครับ

เราแค่เรียกร้องให้ประชาชนทั้งประเทศรับทราบก็พอแล้วครับ ส่วนเขาจะขอโทษหรือไม่ เป็นจิตสำนึุกของเขาเอง เราไม่อาจไปบังคับได้

เราแค่ต้องการสื่อสารให้คนทั้งประเทศทราบความจริงส่วนเทพชัย หย่อง จะมีนิสัยอย่างไร เราคงไม่มีทางไปเปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาได้หรอกครับ

ดังนั้น เราแสดงตัวเองอย่างอารยชน โดยเราประท้วงพอประมาณก็พอครับ

ผมว่า "เราต้องรุกพอประมาณ" ครับ อย่าให้ตึงไป หรือหย่อนไปครับ

ตึงไป แทนที่จะเป็นผลดี ก็จะกลับการเป็นผลเสียครับ

ผมไม่ได้ห้ามที่มีการประท้วงในวันนี้ครับ และไม่ได้ห้ามในการยึดสถานีวันนี้ด้วยครับ แต่ผมไม่อยากให้เรายึดต่อไปอีก เพราะมันจะเกินเลยคำว่า "พอดี" ครับ

การยึดสถานีในวันนี้ ผมถือว่าเป็นการสั่งสอนได้เหมาะสมแล้ว และพอเีพียงแล้ว

พรุ่งนี้ เทพชัย หย่องจะเจรจาหรือไม่ ผมว่าไม่สำคัญแล้ว เราคืนสถานีให้เขาอย่างคนมีอารยะชน

พรุ่งนี้เราทำพิธีคืนสถานีให้เขา แล้วเรา "ออกแถลงการณ์สั่งสอนว่า" สื่อมวลชนที่ดีควรที่จะเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง และสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการสั่งสอน

ผมว่าหากเราทำอย่างนี้ เราจะดูมีเกียรติกว่า และคนจะฟังเรามากกว่า

ดีกว่าเราจะยืนกระต่ายขาเดียวตามข้อเรียกร้องแต่ต้น

เราได้แสดงแล้วว่า เราไม่ยอมทนให้สื่อรังแกเรา

แต่เราก็แสดงให้สูงขึ้นต่อไปอีกว่า เรารู้จักพอประมาณ ไม่เอาแต่ความเห็นของพวกเราข้างเดียว โดยไม่ยอมลดราวาศอก เหมือนพันธมิตร


ดังนั้น พรุ่งนี้เราคืนสถานีให้เขา แล้วออกแถลงการณ์ประณาม และสั่งสอน

ผมว่าจะได้ผลบวกทางการเมืองมากกว่าครับ

สำหรับผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธีไปทั้งหมด เพราะบางครั้งสันติวิธีมันก็ไม่ได้ผล แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางแข็งกร้าวรุนแรงทั้งหมดนะครับ

ผมว่าในการต่อสู้ในสงคราม เราต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวครับ ประเมินสถานการณ์เป็นเกณฑ์ จะเอาแต่อารมณ์เราเองคงไม่ได้

สถานการณ์ตอนนี้ เราสั่งสอนสื่อ แต่ไม่ควรแรงเกินไป เพราะหากแรงและยืดเยื้อ แทนที่พวกเขาจะสำนึก กลับจะเกิดทิฐิดื้อร้นยิ่งกว่าเดิม ทำให้การกระทำของเราไม่ได้ผลอะไรเลย และอาจส่งผลเสียต่อสถานการณ์โดยรวมอีก

แต่ไม่สั่งสอนมันก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันไม่หราบจำ

ดังนั้น ผมจึงเห็นว่า ยึดมันแค่คืนเดียวพอ อย่าทำให้ข้าวของเสียหาย กดดันพอประมาณ

เมื่อบรรลุผลของเราแล้วคือ สื่อได้รับทราบกันทั่วประเทศแล้วว่า TPBS เสนอข่าวที่ไร้จรรยาบรรณ

เราก็ไม่ีความจำเป็นต้องไปทุ่มกำลังทำสงคราม ที่เกินเลยเป้าหมายเราดีกว่าครับ

จาก thaifreenews

Monday, November 3, 2008

เรื่องแปร่ง ๆ ในคดีตัดสินเรื่องที่ดินรัชดาฯ

โดย คุณ เสรีชน
ที่มา เวบบอร์ด
ประชาไท
3 พฤศจิกายน 2551

คดีที่ดินรัชดา ถ้าผมจะเขียนวิจารณ์เขียนได้หลายหน้า แต่เวปนี้ไม่ใช่เวปกฎหมายนะ แต่ผมจะพูดง่ายๆ ให้สาธารณชนเข้าใจ

ง่ายที่สุด ในข้อหนึ่ง ศาลฎีกาตัดสิน 6-3 ว่า ทักษิณมีอำนาจสั่งการกำกับดูแลกองทุนฟื้นฟู ขนาดเก้าคน สามคน เห็นว่าไม่มีอำนาจ หกบอกมีอำนาจ นี่เรื่องมีอำนาจหรือไม่

แล้วทักษิณเขาเป็นคนธรรมดา เขาจะรู้หรือว่า เขามีอำนาจสั่งการกองทุน ซึ่งถ้าเขาไปเซ็นยินยอมซื้อที่ดินจะผิดด้วย

ถ้าผมเอาศาลฎีกาสามคนข้างน้อย มาเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ก็จะบอกว่า ผมยินยอมให้พจมานซื้อได้ แล้วที่สุด ผมผิด เพราะนักกฎหมายข้างมากบอกไม่มีอำนาจ ถามว่า ผมมีเจตนาจะทำผิดหรือ เอาง่ายๆ แค่นี้ เจตนาก็ไม่มีแล้ว แต่ศาลดันบอกว่ามีเจตนา มันขัดและแย้งกับตรรกะชัดๆๆๆๆ

นี่ไงครับ ทำไมเมืองไทย จึงไม่สามารถเป็นที่พึ่งด้านความยุติธรรมได้

อ้อ แล้วที่ทักษิณเขาปรึกษาหม่อมอุ๋ยก่อนว่า พจมานมีอำนาจซื้อไหม เพราะเขาไม่แน่ใจ อุ๋ยให้นักกฎหมายแบงค์ชาติพิจารณา อ้างกฤษฎีกาบอกทำได้ ไม่ผิด ผมไม่เห็นศาลยกเรื่องนี้มาหักล้างเลย

ยังไงคดีนี้ นักโทษชายที่ศาลสั่งว่าผิด ก็ไม่มีเจตนาใดๆ ตามที่ศาลพยายามจะยัดว่า เขามีเจตนาเอาเปรียบ หรือถือประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของรัฐหรอกครับ

เก็บที่ผมเขียนตรงนี้ไว้ แล้วจำ เลยครับ เอาไปโต้กับใครก็ได้เพราะนั่นคือ ความจริงวันนี้ พรุ่งนี้ และตลอดไปครับ

ผมขออนุญาตแถมให้อีกหน่อย สำหรับคนที่ชื่นชอบทางกฎหมาย และเก็บเอาไว้เป็นข้อคิดอีกเรื่อง

ศาลตัดสินว่า การประมูลมีการแข่งขันไม่เป็นธรรม ด้วยคะแนน 5-4 ศาลฎีกาห้าคนบอกว่า มีบริษัทเข้าประมูลสามราย คู่แข่ง คุณหญิงพจมาน คือ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และโนเบิ้ล

ไม่ต้องแนะนำหรอกนะครับว่า สองบริษัทนี่ใหญ่ขนาดไหนในวงการ real estate สองบริษัทอยู่ในตลาดหุ้น แลนด์นี่เป็นสาวกธรรมกาย เป็นเศรษฐีหุ้นใหญ่ลำดับสองหรือสามของไทย ส่วนโนเบิ้ลก็ที่ชอบทำบ้านทรงแปลก บางคนล้อว่า ทำหลังคาเหมือนโลงศพ ยังไงครับ ขออภัยไม่ได้ว่านะครับ เขาพูดกันแบบนั้นจริงๆ

ศาลบอกว่าพจมานประมูลได้ 772 ล้าน แลนด์ 750 ล้าน โนเบิ้ล 720 ล้าน ราคานี้ต่ำไป และไม่เป็นธรรมกับรัฐ เพราะน่าเชื่อว่า สองบริษัทมหาชน เกรงบารมีของคุณหญิงพจมาน เพราะสามีเป็นนายก เลยไม่กล้าสู้ราคา

อันนี้ ศาลเชื่อเอาเอง สรุปเอง ไม่ปรากฎว่า ในสำนวนโจทก์คือ อัยการว่า ได้เรียกแลนด์ และโนเบิ้ลมาให้การว่า เกรงบารมีนายก ตามที่ศาลว่าไว้จริงหรือไม่ จะเกรงบารมีทักษิณได้ไง เพราะในขณะนั้น ไม่มีใครรู้ด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการกองทุน ไม่มีใครรู้

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์บางท่าน ยังเขียนลงในมติชนเลยว่า ทักษิณไม่ได้คุมกองทุนนี้ คุณหญิงเข้าประมูลซื้อที่ดินได้ ไม่ผิดกฎหมาย นี่ศาลด้วยกันตอนนั้นยังบอกพจมานเข้าประมูลได้นะครับ

แล้วศาลฎีกาบอกแลนด์กลัวอำนาจทักษิณ ศาลไม่ได้สืบนายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของแลนด์นี่ ทราบได้อย่างไร สันนิษฐานเองใช่หรือไม่ กลัวอำนาจทักษิณจริงหรือ เรียกให้นายอนันต์มาสาบานเลยซี แต่ศาลใช้หลักเชื่อได้ว่า เพื่อมาลงโทษคน หลักนี้ไม่มีในการลงโทษคนครับ เพราะคดีอาญา ต้องพิสูจน์จนสิ้นสงสัยว่าจำเลยทำผิดจริง ไม่ใช่อนุมานเอง โดยไม่ถามแลนด์หรือโนเบิ้ลว่า ที่ให้เงินประมูลน้อยกว่าทักษิณ เพราะกลัวทักษิณจริงตามที่ศาลเชื่อ หรือตกลงกลายเป็นว่า ประมูลแฟร์ๆ

มีการถามหม่อมอุ๋ยแล้วว่า พจมานเข้าประมูลได้ไหม ผู้พิพากษาศาลสมัยนั้นเขียนบทความว่า ทำได้ แต่ต่อมา ผลที่สุด ศาลห้าคนข้างมาก บอกว่า ประมูลไม่แฟร์ เพราะศาลในคดีที่ดินรัชดาใช้หลักเชื่อได้ว่า ไม่แฟร์ นายกทักษิณเลยเจอคุก

ด้วยเคารพ ผมว่าแปลกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นอกจากนั้น เจ็บลึก เจ้าหน้าที่กองทุนก็ยืนยันว่า 772 ล้านที่พจมานประมูล เป็นราคาที่ดีสมเหตุผลแล้ว แต่ศาลกลับบอกไม่เชื่อเจ้าหน้าที่กองทุน บอกหนแรกที่จัดประมูลราคาขั้นต่ำ มัน 840 ล้าน น่าเชื่อว่า ถ้าประมูลแฟร์ๆ จะได้เงินประมูลมากกว่าพจมานให้ อันนี้ ศาลก็ทึกทักเอง ไม่เชื่อเจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ แต่ศาลกลับรู้เรื่อง ศก อย่างยอดเยี่ยม ราวกับว่า ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักประเมินราคาที่ดิน

แต่จะขอแย้งจากข้อเท็จจริง ปี 46 น่ะ ศก ไทยเริ่มฟื้นแล้ว แต่ดัชนีราคาที่ดินยังต่ำกว่าปี 35 ที่กองทุนใช้ราคาที่ดินปี 35 เป็นตัวตั้งในการตั้งราคาประมูลขั้นต่ำ 840 ล้าน ตอนหลังขายไม่ได้ เขาถึงมาปรับราคาลง นี่ คนทำการค้าที่ดินเขาก็ทราบดี พนง กองทุน พูดความจริง แต่เมื่อศาลเลือกจะเชื่อว่า ทักษิณเป็นนายก มีอำนาจสั่งการกองทุน ทำให้คนไม่กล้าให้ราคาสูง ผลก็คือ ราคา 772 ล้านของคุณหญิง กลายเป็นราคาที่ไม่สมเหตุสมผลไป ทั้งที่กองทุนบอกแล้วว่า เป็นราคาที่ดี

คุณจะให้ผมเชื่อศาลในคดีนี้ได้อย่างไร การตัดสินคดีนี้ จึงเห็นว่า แปร่งๆ ด้วยจิตคารวะอีกครั้ง ผมไม่อาจเห็นด้วยกับคำพิพากษานี้ได้ และไม่เชื่อว่า คดีแบบนี้ ข้อกฎหมายเช่นนี้ จะเป็นบรรทัดฐานในคดีต่อไป

ไม่ทราบว่าที่เขียนนี้ ชาวบ้านจะเข้าใจไหม ผมพยายามไม่อ้างมาตรา อ้างชื่อกฎหมาย แต่ก็หวังว่าจะเข้าใจจะได้ตามการเมืองได้สนุกขึ้น


จาก Thai E-News

ร.ท.กุเทพ ชี้ปรากฏการณ์ความจริงวันนี้ ประชาชนยังรัก พ.ต.ท.ทักษิณ


พรรคพลังประชาชน 3 พ.ย.- ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงผลการประชุมพรรคว่า ที่ประชุมได้พิจารณาถึงการจัดงานความจริงวันนี้ สัญจร ต้านรัฐประหาร ซึ่งงานดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์ 3 อย่าง คือ 1.การชุมนุมอย่างสันติของคนจำนวนมาก เมื่อเสร็จสิ้นงานก็แยกย้ายกันกลับโดยไม่มีเหตุรุนแรง 2.ประชาชนยังคงรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ 3.เป็นการออกมาแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร และส่งสัญญาณให้ผู้ที่ชื่นชอบเผด็จการ หรือแอบอิง ให้รู้ว่าคนที่ไม่เห็นกับการรัฐประหารมีอยู่จำนวนมาก

“ขอขอบคุณผู้นำเหล่าทัพยุคใหม่ ที่ปล่อยให้มีการชุมนุมและผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และเป็นการแสดงพลังให้ต่างชาติรู้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงมีการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย ส่วนท่าทีของนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อขาวที่เป็นสัญลักษณ์ของการยุติความรุนแรงนั้น พรรคเห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีให้พื้นที่กับกลุ่มคนเสื้อขาวเป็นทางออกที่ดี และพรรคพร้อมสนับสนุนแนวทางสานเสวนา และเห็นว่าควรนำเรื่อง ส.ส.ร. เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเสวนาแก้วิกฤติด้วย เพราะแนวทาง ส.ส.ร. เป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหา” ร.ท.กุเทพ กล่าว .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-03 16:54:06


‘ม็อบชั่วพันธมาร’จาบจ้วงเบื้องสูง‘เจ๊กลิ้ม’นำโกเต๊กวางใต้พระรูปร.5


ลากไส้ “ม็อบชั่วพันธมาร” พฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า แฉ! ‘เจ๊กลิ้ม’ สั่งกบฏพันธมารจาบจ้วงเบื้องสูง นำผ้าอนามัยเปื้อนประจำเดือนลอบวางใต้ฐานพระบรมรูปฯ ซ้ำประกาศบนเวทีพันธมาร อ้างแก้คุณไสย-มนต์ดำ “ศุภชัย” ชี้ “ทักษิณ” จ้อผ่านความจริงวันนี้! พุ่งเป้าชำเรา คตส.ไม่ได้หมิ่นศาลฯ ระบุอดีตนายกฯผลัดถิ่น “อยากกลับบ้าน...ขอพึ่งพระบารมี ทรงพระเมตตา” ยันไม่ใช่ถ้อยคำหมิ่นสถาบันฯ ลั่นอย่าเอาไปตีความผิดๆ

ภายหลังที่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พย.ที่ผ่านมา จนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์คำพูดอดีตนายกรัฐมนตรีว่าอาจจะเป็นการพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม และใช้ถ้อยคำที่อาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงนั้น

นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน (พปช.) ระบุว่า จากที่หลายฝ่ายนำคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปตีความจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยข้อเท็จจริงแล้วตนไม่เห็นว่าจะมีถ้อยคำที่หมิ่นเหม่ หากเป็นคำพูดที่ว่า “อยากกลับบ้านและขอพึ่งพระบารมี ทรงพระเมตตา” ก็เป็นสิทธิที่ไพร่ฟ้าประชาชนสามารถร้องอุธรณ์ฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินได้

แต่สิ่งที่น่าเสียใจและบุคคลที่พยายามดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คือแกนนำพันธมิตรฯ ที่วันนี้มีความพยายามอย่างชัดเจนที่จะดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามายุ่งกับการเมือง ทั้งที่สถาบันเบื้องสูงได้วางตัวเป็นกลาง ซึ่งเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเป็นการก้าวล่วง โดยกระทำการอันมิบังควร โดยนำผ้าอนามัยของผู้หญิงที่ใช้แล้ว นำไปวางไว้ที่ใต้ฐานพระบรมรูปทรงม้า ร.5 ซึ่งตนมองว่า พันธมิตรฯมีความมุ่งมั่นจนแยกแยะไม่ออกว่าอะไรควรอะไรไม่ควร

ส่วนกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรี ว่าได้พาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนมองว่า ต้องไปแยกส่วนในสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีพูดว่าคืออะไร เพราะสิ่งหนึ่งที่อดีตนายกฯทักษิณพูดไปเกี่ยวข้องกระบวนการยุติธรรม ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณถูกพิพากษาจำคุก 2 ปีและต้องหนีถึง 10 ปี และไม่ได้พูดถึงขนาดคำพิพากษานั้นไม่ถูกต้อง

และน่าจะหมายความว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามพูดถึงคือกระบวนการยุติธรรมอื่นที่นอกเหนือจากศาล ซึ่งอาจจะเป็นคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ (คปค.) เมื่อครั้งที่มีการรัฐประหาร

โดยการจัดตั้ง คตส.มีจุดประสงค์เพื่อที่จะเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นการเฉพาะ โดยคำพูดไม่ได้เจาะจงว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นหมายถึงศาล และคนที่ตีความก็อย่าตีความในแง่ร้าย

ต่อข้อถามในกรณีที่นักวิชาการออกมาคัดค้าน ว่าการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) จะสร้างความขัดแย้ง จนนำไปสู่การขัดแย้งภายในประเทศ

ในเรื่องนี้ นายศุภชัยระบุว่า เวลานี้มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปการเมือง คือการทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสิ่งที่หลายฝ่ายจะต้องยอมรับกติกาหลัก คือรัฐธรรมนูญที่มีปัญหานั้นไม่สามารถทำให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างรื่นไหล ส่วนการตั้ง ส.ส.ร.3 คือ การตั้งคณะบุคคลที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของสังคมมาทำงาน หากไม่เริ่มต้นใหม่ในวันนี้ ต่อไปบ้านเมืองจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร

“ขณะนี้มีกลุ่มที่ไม่เคารพต่อกติกาละเมิดกฏหมาย กลับมีเสียงคัดค้าน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหลักการ เมื่อรัฐบาลเห็นว่าต้องเดินหน้าต่อไปก็ต้องเดินหน้า เพราะการทำงานมันอยู่ที่ตัวบุคคลที่เข้ามาทำงานว่ามีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน และสิ่งนี้จะเป็นที่จะยอมรับได้หรือไม่ได้ อย่างไรก็ตามสภาเองก็ไม่มีสิทธิแก้เพราะหากสภาไม่ยอมรับก็ต้องไปถามประชาชนหากชาวบ้านไม่ยอมรับก็ถือว่าจบ”

นอกจากนี้ รองโฆษก พปช.กล่าวย้ำว่า สิ่งที่อ้างว่ามีคนคัดด้านมาก แต่ก็เห็นเป็นเพียงตัวเลขลอยๆซึ่งขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯก็พยายามนำมาอ้าง แต่ขอถามหน่อยถ้าหากมีการยุบสภา ก็ต้องกลับมาใช้กติกาเดิมคือต้องเลือกตั้งใหม่และต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม ซึ่งไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหา

และหากจะใช้มาตรา 7 มาเป็นข้อต่อรองเป็นการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานจะแก้ไขได้หรือ ในเมื่อพระองค์ท่านเคยตรัสมาแล้วครั้งหนึ่งว่า ท่านไม่มีพระราชอำนาจ เห็นได้ว่าพันธมิตรฯพยายามดึงสถาบันเบื้องสูงเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นพวกที่ไม่ยอมรับกติกา พยายามสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ถ้าจะแก้ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุคือให้ไปแก้ปัญหาพันธมิตรก่อน

ทั้งนี้ นายศุภชัยได้กล่าวถึงท่าที พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ว่าพร้อมเจรจาหารือเพื่อยุติความขัดแย้ง หากมีฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงเป็นตัวกลางระหว่าง 2 ฝ่าย ตนมองว่าความต้องการและข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีความชัดเจน ขณะเดียวกันอยากให้ พล.ต.จำลองกลับไปถามนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ดูก่อนว่าพร้อมจะเจรจาด้วยหรือเปล่า ตนมองว่าการที่ พล.ต.จำลอง ออกมาพูดเช่นนั้นเป็นการยื้อเวลาไม่ให้มีการเจรจามากกว่า