WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 4, 2008

พิสูจน์ชัด"พลังเสื้อแดง"ชุมนุมโดยสันติ


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ 276 ปีที่ 2 ประจำวันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน 2551 “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” วันนี้อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับ “แทง แทนไท” เดินหน้าต่อสู้กับ “อำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และ อนาธิปไตย” การต่อสู้เดินมาถึงจุดเข้มข้นในเวลานี้ ใครจะประกาศสงคราม ใครจะประกาศชัยชนะ ขอให้ดูตาม้าตาเรือให้ดีทีเดียว เพราะ คนเสื้อแดง สำแดงพลังอันยิ่งใหญ่มหาศาล ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาแล้วเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา

** “เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์” เวลานี้คนเสื้อแดงได้พิสูจน์ชัดเจนไปทั่วทุกมุมโลก ว่าเขามีพลังอันมหาศาล สื่อต่างประเทศหลายสำนักระบุตรงกันว่า “การรวมตัวของคนเสื้อแดงเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่กว่าที่ PAD หรือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังไม่เคยทำให้เห็นได้มาก่อน” เวลานี้บอกตามตรงว่าใครจะเอาไปบิดเบือนอย่างไรไม่ได้ในพลังอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ พรรคการเมือง ไม่ว่าจะเก่าแก่เพียงไหนก็ตาม เห็นแล้วไม่รู้สึกหนาวสั่น เย็นยะเยือกบ้าง ก็ให้มันรู้ไป คนมากมายใส่เสื้อสีแดงมากันมากมายขนาดนี้ ไม่พกพาอาวุธ ไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ แล้วจะตะแบง มันไม่หน้าด้านเกินทนมากไปหน่อยหรือ

** เวลานี้ ม็อบพันธมิตรฯ ได้กลายเป็น “ม็อบโกเต๊กซ์” ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีนไปเสียแล้ว เนื่องเพราะ อวิชชา เข้าร่าง เข้าครอบงำจิตใจ แกนนำไปลุ่มหลงกับมนต์ดำ ไสยศาสตร์ นำมาซึ่งความเสื่อมทรามของจิต บรรดาไฮโซ ไฮซ้อ ทั้งหลายต่างๆ ที่ไป ลุ่มหลง งมงาย ทั้งหลาย โปรดไปดูประวัติ “รัสปูติน” หมอผีนักลวงโลก ทำให้ประเทศเสื่อมทราม ฉันใด วันนี้พวกท่านกำลังถูกหลอกลวงฉันนั้น แล้วปล่อยให้ทำเรื่อง ไม่บังควรกับพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 เอาผ้าอนามัยใช้แล้วไปทาไปฝังไว้ได้อย่างไร ประชาชนไปกราบไหว้พ่ออยู่หัวรัชกาลที่ 5 จะไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจหรือ?

** “ม็อบโกเต๊กซ์” กระทำการเหิมเกริมกับบุรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ผู้ทรงพระคุณอเนกอนันต์กับปวงชนชาวไทย ทั้งการเลิกทาส การวางโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศไทยมีความทัดเทียมนานาอารยประเทศ ทรงวางรากฐานทางกิจการทหารสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ไม่รู้บรรดาทหารหาญของชาติ ปล่อยให้มีการกระทำที่ไม่บังควร พูดจาจาบจ้วง ได้อย่างไร ไม่มีใครออกมาเตือน ออกมาห้ามปราม หรือ ออกมาจัดการขั้นเด็ดขาดเสียที แบบนี้คือการกระทำที่หมิ่นเหม่กับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำไม ผบ.ทบ. ไม่เดือดเนื้อร้อนใจบ้างหรืออย่างไร พวกท่านสำเร็จจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า นะครับ แทง แทนไท คนหนึ่งล่ะ ที่ไม่ยอมเรื่องนี้เด็ดขาด เพราะถือเป็นการลบหลู่สถานที่สำคัญสูงสุดของชาติ

** ความบ้าของแกนนำ “ม็อบโกเต๊กซ์” มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นใน ห้วงเวลา 2-3 สัปดาห์ ที่ผ่านมา แต่กระทำการจาบจ้วงสถานที่สำคัญๆ ที่ปวงชนชาวไทยให้ความเคารพเทิดทูนบ่อยครั้ง น่าจะเป็นเพราะคิดว่าตัวเองแพ้แล้ว รู้ตัวว่ามวลชนส่วนใหญ่ไม่เข้าข้าง ไม่เอาด้วย เรียกแล้วเรียกอีก มาไม่ถึงหมื่น เจอของจริงของคนเสื้อแดงเข้าไป เรียกทีเดียว พรึบ!!! มาเป็นแสน... ก่อนหน้านี้ทำพิธีมากมาย ทั้งเอากระจกมาส่องปืนใหญ่ ที่หันเข้ามาทางเวที !!! เอาผ้าดำไปคลุมที่ฐานพระพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า !!! และอีกหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งได้มีการขุดหลุมฝังโน่นฝังนี่ในทำเนียบรัฐบาล คนพวกนี้เชื่อ “มนต์ดำ คุณไสย” ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ สักวันมันจะพุ่งเข้าหาตัวเอง

** “ม็อบโกเต๊กซ์” คิดว่าตัวเองเป็น ศาลสถิตยุติธรรม หรืออย่างไรไม่ทราบได้ ไม่พอใจใครก็ลากไปตื้บ!!! ลากไปตบ!!! ลากไปกักขัง!!! ลากไปซ้อม!!! เอาปืนยิง!!! อย่างไร้ความกรุณาปรานี...แต่อย่างใด ไหนว่า “เอาธรรมนำหน้า” แท้จริงคนพวกนี้หลอกลวง“เอาธรรมบังหน้า” เท่านั้นเอง จิตใจของคนพวกนี้ต่างอะไรกับ “สัตว์นรก” บ้าง คนให้ท้ายระวังตัวเอาไว้ บาปกรรมมีจริง บาปกรรมจะตามทัน ไม่เข้าใจพฤติกรรมแบบนี้ กรรมการสิทธิมนุษยชน เงียบฉี่!!! ไม่เคยออกมาว่ากล่าวตักเตือนแม้แต่น้อย แต่อีกฝ่ายคนเสื้อแดงจะชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ กลับแถลง ด่าเอา ด่าเอา !!!

** น่าอนาถใจ!!! กับผลการพิจารณาคดี รถและเรือดับเพลิงกรุงเทพมหานคร !!! ที่ชักช้าเนิ่นนาน ตั้งแต่ คตส. หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ มาจนถึง ป.ป.ช. หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นเพราะเกรงอกเกรงใจชื่อคน คนเดียว นั่นคือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ใช่หรือไม่? เลยพยายามปกป้องกันสุดชีวิต ล่าสุด เห็นมีรายงานข่าวว่า ป.ป.ช. เสียงแตก !!! บางฝ่ายอยากให้สรุปไปตามที่ ดีเอสไอ หรือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สรปุเอาไว้คือมีนักการเมืองเกี่ยวข้อง 11 คน อีกฝ่ายอ้างว่ามีหลักฐานชิ้นสำคัญคือการส่งจดหมายทักท้วงไปที่กระทรวงมหาดไทย หลายฉบับ...อุเหม่...อ้างกันหน้าด้านๆ เมื่อไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องเซ็นสิครับท่าน หรือมีอะไรมาจุกลูกกระเดือกจึงได้เซ็นเปิดแอลซีไปล่ะ?

** จะใช้คำว่า “จับตา” คงไม่ใช่ที่ เพราะ รู้ๆ กันอยู่ว่า ป.ป.ช. ชุดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? คนเสื้อแดง เขาไม่ไว้เนื้อเชื่อใจพวกท่าน!!! ที่จะให้มานั่งทำงานกินภาษีอากรจาก พี่น้องประชาชนคนยากคนจน ตั้งแต่ ที่มาของพวกท่าน มาจากคณะเผด็จการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผลผลิตแห่งความชั่วร้าย ในเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แล้วหากไม่หน้าด้านควรจะลาออกไปเสีย !!! และที่สำคัญคือ ความถูกต้องชอบธรรม เพราะจนบัดนี้เรายังไม่เห็นหนังสือ “โปรดเกล้าฯ” แต่งตั้งตามที่กฎหมายบัญญัติเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นการพิจารณาคดีใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ พรรคประชาธิปัตย์ ใครจะเชื่อมั่นว่าจะตรงไป ตรงมากันได้ล่ะ

** แทง แทนไท ขอภาวนา นับแต่นี้ขอให้เมืองไทยสงบร่มเย็น อย่าให้ถึงขั้นสงครามกลางเมือง เสียเลือดเสียเนื้อ แบบที่ต่างประเทศเขากำลังต้องถ่ายทำฉากเหล่านี้กันอยู่ เพื่อเอาไปเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกเขา ทางออกของการแก้ไขปัญหา ด้วยปัญญานี้ จะประกอบไปด้วยข้อเสนอสารพัดวิธีการที่เสนอต่อสังคมเวลานี้ “สานเสวนา” “สันติวิธี” “สมานฉันท์” “ราชประชาสมาสัย” จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ล้วนเป็นประโยชน์หากทุกคนทุกฝ่ายจริงใจ ไม่จิงโจ้ แบบ...พรรคเก่าแก่ ที่เล่นการเมืองเอาแต่ได้


ลากไส้‘อภิรักษ์’ฮั้วดับเพลิงฉาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะมีการประชุมในวันที่ 11 พ.ย. นี้ โดยจะมีการชี้มูลความผิดคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิง เรือดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร (กทม.) มูลค่ากว่า 6,687 ล้านบาท ซึ่งอนุกรรมการไต่สวนที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ได้สรุปผลการไต่สวนแล้ว
ทั้งนี้ อนุกรรมการไต่สวนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 11 คน มีความผิดตามฐานความผิดทั้งวินัยและทางอาญาที่แตกต่างกันไป โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดประกอบด้วย นายโภคิน พลกุล อดีต รมว.มหาดไทย นายประชา มาลีนนท์ อดีต รมช.มหาดไทย นายสมศักดิ์ คุณเงิน อดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีต ผอ.สำนักป้องกันสาธารณภัย กทม.
นอกจากนี้ ยังมีชื่อ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. คุณหญิงณฐนนท ทวีสิน อดีตปลัด กทม. นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ นายราเชนทร์ พจนสุนทร อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายมาริโอ มีน่าร์ ในฐานะผู้แทนบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์พุค สเปเชียล ฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี และบริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาย์ซอย์ เอจี แอนด์ โค เคจี ในฐานะคู่สัญญากับกรุงเทพมหานคร
ทางด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริงแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในคดีทุจริตรถและเรือดับเพลิง โดยชี้ว่า ต้องรอการประชุมวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งตนได้สอบถามผู้ว่าฯ กทม. ก็บอกว่ายังไม่มีโอกาสไปชี้แจงต่ออนุกรรมการ ป.ป.ช. จึงแนะนำว่าควรจะหาทางไปชี้แจง อาจจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาก็ได้


คำต่อคำจากคนไกล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินโทรศัพท์เข้าร่วมรายการ "ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร" ณ เวทีปราศรัย สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก โดยมี นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการเป็นผู้ซักถาม เมื่อเวลา 20.50 น. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา

ทักษิณ ** สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรมทุกท่านครับ จำเสียงผมได้ไหมครับ ที่รู้ๆ ผมคิดถึงท่านนะครับ ผมคิดถึงเวทีปราศรัยครับ เพราะเวลาปราศรัยได้เห็นปฏิกิริยากับอารมณ์ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งสายตาด้วย มันทำให้มีความรู้สึกเหมือนเราเอาหัวใจพูดกัน ท่านคิดถึงผมบ้างไหมครับ ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ"

วีระ ** คิดถึงใจจะขาด

ทักษิณ ** ขอบคุณมากครับ คิดถึง แต่ผมยังไปไม่ได้ เพราะเขาสั่งให้จำคุก 2 ปี แต่ผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่าเขาต้องการเอาผมไว้เมืองนอก 10 ปี ผมเลยถามว่าพี่น้องจะเก็บผมไว้ต่างประเทศนานขนาดนั้นไหมครับ
ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าวุ่นวายกันหมด พอรู้ว่าผมจะโฟนอิน เขากลัวว่าผมจะยุยงให้แตกแยกกัน แต่ผมไม่ใช่หัวหน้าม็อบ ถึงจะโดนยัดเยียดคุกให้ ก็ยังเป็นอดีตนายกฯ ก็ยังห่วงบ้านเมืองอย่างเดิม

วีระ ** พี่น้องประชาชนที่นี่รักบ้านเมือง รักกฎหมาย จะไม่ว่าอะไร หากใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มีปัญหาคนที่นี่เขาลงมติว่า กระบวนการยุติธรรมที่ใช้กับท่าน ใช้ไม่ได้เลย

ทักษิณ ** ไม่ใช่ เขาใช้กระบวนการยุติความเป็นธรรม พี่น้องคิดว่า อดีตนายกฯ คนหนึ่งที่เคยเป็นที่ยอมรับ ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึง 2 สมัย ครั้งล่าสุดได้ 377 จาก 500 เป็นประวัติศาสตร์ แต่กลับโดนลอบฆ่า โดนปฏิวัติ แต่การปฏิวัติปกติ เขาทำกันตอนรัฐบาลไม่ดี แต่นี่รัฐบาลยังมีความนิยมมาก มันฝืนความรู้สึกประชาชนส่วนใหญ่ มันถึงได้ยุ่งอย่างทุกวันนี้ เพราะปฏิวัติตอนที่ประชาชนยังชื่นชมรัฐบาลอยู่

วีระ ** ทุกคนที่นี่ลงความคิดเห็นแล้วว่า ความแตกแยกเกิดจากการปฏิวัติวันที่ 19 กันยายน2549

ทักษิณ ** ใช่ครับ มันต้องการจัดการกับคนคนเดียว โดยเอากระบวนการยุติธรรมให้ยุติความเป็นธรรมหมด
และยืนยันว่ารักชาติ รักประชาชนทุกคน รวมทั้งเทิดทูนสถาบันทุกสถาบัน
ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา
ผมและครอบครัว ถูกทำร้ายไม่ว่าจะเป็นการอายัดทรัพย์ที่หากินมาได้ทั้งชีวิต ก่อนเข้าการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสั่งจำคุก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อหาทั้งครอบครัว ตอนนี้ แม้แต่เลขาฯ ก็ไม่เว้น ครอบครัวต้องแตกฉานซ่านเซ็น พ่อไปอยู่ทาง แม่ไปอยู่ทาง ลูกไปอยู่ทาง แต่ความเดือดร้อนของผมเปรียบเทียบกับประชาชนในประเทศถือว่ายังเล็กน้อย ผมทนได้ แต่ว่าปัญหาคือประเทศจะย่อยยับ

วีระ ** ปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ถือว่าสาหัสก็จริง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาของคนไทย เชื่อว่าจะต้องแก้ปัญหาคนไทยก่อนตัวเอง

ทักษิณ ** แน่นอนครับ ผมเนี่ยเป็นคนบ้างาน ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นคนไฮเปอร์แอ็กทีฟ

วีระ ** ก็นั่นแหละ ท่านทำแต่งาน ไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเองบ้าง

ทักษิณ ** “หัวเราะ”!!! มันมีความสุข เวลาทำงานแล้วมันสำเร็จ
เวลาเขาไล่คนบ้างานออกไป แล้วเขาไปเอาคนที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาช่วยทำงาน ระหว่างผมอยู่อังกฤษ ผมไม่มีอะไรทำก็กลัวจะสมองฝ่อ กลัวเหงา ก็ไปซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาบริหาร ตอนหลังมานึกว่าจะได้เงินคืน เขาก็ยังไม่ถอนอายัดทรัพย์ ผมก็เลยต้องขายทีมไป ขายทีมให้กับพวกอาบูดาบี เลยพอมีกำไรไว้เลี้ยงครอบครัว ไว้ใช้จ่ายระหว่างชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ระหว่างอยู่เมืองนอกนี่แหละครับ
ตอนนี้พอเขาเห็นว่าผมทำงานระดับโลกสำเร็จ ก็มีนักธุรกิจจากหลายประเทศมาชวน ผู้นำหลายประเทศก็มาเชิญผมไปเป็นราษฎรกิตติมศักดิ์ เพื่อช่วยคิดแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเขา ผมเองก็ภูมิใจ แต่ลึกๆ ก็เศร้าใจว่า ทำให้ใครก็ได้ในโลกนี้ แต่ทำให้ประเทศตัวเองไม่ได้
ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน จริงไหมครับ

วีระ ** มีศัพท์อยู่คำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะกินใจ ท่านพูดมาแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำนั้น คือเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันสูงสุด อาศัยพระบารมีของท่าน บวกกับพลังรากหญ้า คือมวลมหาประชาชนเข้าด้วยกัน คำนั้นเขาเรียกว่า "ราชประชาสมาสัย"

ทักษิณ ** ผมฟังแล้วขนลุก เหมือนที่บอกว่าเย็นศิระ เพราะพระบริบาล

วีระ ** เรื่องนี้เป็นจริงแน่ เกิดได้ในเมืองไทย จะได้เห็นกันเรื่องราชประชาสมาสัย

ทักษิณ ** ขอบพระคุณครับ เอาล่ะครับ พี่น้องครับ มาดูหน้าตาผมดีกว่า ว่าโทรมลงไปขนาดไหน แก่แค่ไหน เพราะโดนขนาดนี้มันไม่โทรมก็แย่แล้วครับ เมื่อก่อนเวลาผมไปอีสาน ชาวบ้านบอกว่าหล่อ ถ้าคราวนี้เขาเห็นบอกว่าแก่ โทรม เอาล่ะมาดูหน้าตากันดีกว่า
(บนเวทีได้เปิดวีทีอาร์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บันทึกไว้ล่วงหน้า โดย พ.ต.ท.ทักษิณ สวมเสื้อสูทนั่งที่โต๊ะทำงาน)

ทักษิณ ** พี่น้องได้มารวมตัวกันที่นี่ อย่างที่ไม่มีใครเป็นผู้นำ แต่ที่นำให้มาก็คือความรู้สึกกังวล รักชาติ รักประชาธิปไตย ความเกลียดความไม่ยุติธรรมในประเทศ ทำให้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันที่นี่ แต่ผมขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ท่านทุกคนครับ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจจากผมที่ค่อนข้างจะไม่มีกำลังใจ เพราะว่าต้องพบกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ"
วันนี้ผมอยากจะเรียนว่าเผด็จการที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ผมคิดว่าตัวผมเองจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องเล็กเหลือเกิน ประเทศวันนี้เสียหายมากจากการปฏิวัติในครั้งนี้ เพราะว่าเขาได้ทำลายนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ความหวังของประชาชน อนาคตของเยาวชนเราถูกทำลาย โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียหายมาก แต่ที่สำคัญก็คือว่า เริ่มต้นก็นำความอยุติธรรมเข้าสู่สังคมไทย ด้วยความที่ต้องการขจัดคนคนหนึ่ง พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง
จนวันนี้ประเทศไทยกำลังถูกท้าทายว่า จะเดินหน้าเข้าไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้นหรือว่าจะถูกถดถอย ถอยหลังไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่ว่า เราจะช่วยกันต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตยทุกรูปแบบ เพื่อเราจะได้ประชาธิปไตยระบอบที่ให้ความเป็นธรรมกับคน ด้วยการถ่วงดุล ไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่เราเจออยู่ ประชาธิปไตยเป็นจิตวิญญาณของการบริหารประเทศ เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศเป็นธรรมและให้โอกาสคน แต่วันนี้ ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้ามาเป็นอันตรายอย่างสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาเรียกว่า Global Crisis Financial หรือวิกฤติการเงินโลก และเกิดกับประเทศที่เป็นเจ้าตำรับทุนนิยม คืออเมริกาและแถวยุโรป ความเสียหายนับค่าไม่ได้"
"ความเสียหายตรงนี้จะมาถึงประเทศไทย มาถึงแถบเอเชียแน่นอน แต่เมื่อมาถึงมาเจอความขัดแย้ง แล้วความเชื่อมั่นที่เขาจะมาลงทุน ความที่เขาอยากจะมาค้ามาขายกับเมืองไทย มันจะได้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ลำบาก พี่น้องก็ลำบาก ลูกหลานก็ลำบาก จนถึงลูกหลานที่เราอุตส่าห์ส่งเงินให้ไปเรียนหนังสือ เสียเงินเสียทองไปเยอะแยะ จบมาแล้วก็ไม่มีงานทำ เด็กก็แย่ ผู้ใหญ่ก็แย่ งั้นผมว่าเรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจดีกว่า
"ความเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตย เขาให้เรามาสร้างชาติ เขาไม่ได้เอาความเห็นที่แตกต่างมาสร้างความแตกแยก แบ่งฝ่าย นับวันก็สร้างความรุนแรงขึ้น ผมขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจท่านทั้งหลายที่มาชุมนุมกันอย่างสันติ ที่มาชุมนุมด้วยใจ ความรักชาติ ความรักประชาธิปไตย ความรักความยุติธรรม ท่านไม่ได้พกอาวุธมา อันนี้คือสิ่งที่ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจ ผมคิดว่าการแสดงออกเพื่อส่งสัญญาณให้ใครก็แล้วแต่ได้รับรู้ว่า นี่คือคนไทยส่วนใหญ่ อยากเห็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้น อยากเห็นความยุติธรรมในสังคมไทย อยากเห็นความสมัครสมานสามัคคี
นี่คือสิ่งที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ไม่มีใครนำพาท่านมา แต่สิ่งที่นำพาท่านมาคือความที่ห่วงใยชาติ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผม จริงๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะได้พูดหรือเปล่า ต้องขอบคุณผู้จัดรายการที่ให้โอกาสผมได้พูดกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ตัวผมเองก็ขอใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนอีกสักระยะหนึ่ง ก็คงจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศตามที่เขาต้องการว่า ให้ผมไปช่วยเหลือด้านนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ
การพลิกฟื้นประเทศของเขา จะพยายามเท่าที่เวลามี และขณะเดียวกันจะทำธุรกิจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพราะว่าเงินทองก็ยังถูกอายัดไว้อยู่ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น นี่คือโชคชะตาที่ผมได้รับ ก็คือว่าเป็นกรรมที่ผมต้องใช้ แต่เป็นกรรมที่ไม่ได้สร้างเอง เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเองก็ต้องการกำลังใจ ขอบคุณหลายท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ผมในรูปแบบต่างๆ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านด้วย ผมรู้ครับ ว่าเมืองไทยตอนนี้มีแต่ข่าวร้าย ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่ว่า ด้วยพลังใจของทุกคน สิ่งเหล่านี้คงผ่านไปด้วยดีครับ ขอขอบคุณครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สวัสดีครับ"



โอ้แม่เจ้า!ตร.ขอทางเสด็จ


* พธม.เหิม!อ้างความปลอดภัยไม่เปิดเส้นทาง

นี่หรือจงรักภักดี! พันธมิตรฯ ชั่ว ยังเหิมเกริมไม่ยอมเปิดเส้นทางเสด็จฯ เพื่อไปยังงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ที่ใกล้เวลาเข้ามาทุกที บช.น.ต้องขอร้องช่วยรีบดำเนินการจะทำหนังสือไปขอบคุณในความกรุณา ระบุต้องใช้เวลาปรับปรุงเส้นทางให้สมพระเกียรติและต้องเข้าไปดูแลการถวายความปลอดภัย ขณะที่ม็อบช่างกล้าพูด เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของซ่องโจรมากกว่า ระบุจะเปิดการจราจรแค่บางช่องทางก่อนเสด็จฯ 1 วัน แถมใจคอยังคิดจะตั้งเต็นท์ วางบังเกอร์ทิ้งไว้ตามเส้นทางเสด็จฯ “สุริยะใส” ด้านซ้ำ เตรียมขอ ส.ห. คุ้มครองวันเปิดเส้นทาง

* ซ้อมถวายดอกไม้จันทน์ราบรื่นก่อนวันจริง 15 พ.ย.


งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2551 ใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายทุกพระองค์ จะต้องเสด็จไปร่วมพระราชพิธีดังกล่าว รวมไปถึงแขกเหรื่อจากนานาชาติ ที่จำแป็นจะต้องมีการจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเส้นทางเสด็จ และจัดถวายความปลอดภัยอย่างเหมาะสม
แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดถนนกีดขวางเส้นทางสำคัญไปสู่ทุ่งพระเมรุ ท้องสนามหลวงก็ยังทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมรื้อสิ่งกีดขวาง ทั้งที่พยายามนำเอาสถาบันเบื้องสูงมาแอบอ้าง และจับจองความจงรักภักดี กล่าวหาคนที่เห็นแตกต่างว่าไม่จงรักภักดีมาตลอด
กรณีดังกล่าว พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. กล่าวถึงการเตรียมการถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัยขบวนเสด็จในพระราชพิธีขบวนพระอิสริยยศ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนคิรนทร์ ที่จะมีขึ้นวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ ว่า จากเดิมแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ มีมติให้ใช้ถนนราชดำเนินเป็นเส้นทางขบวนเสด็จ แต่จนถึงขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังปิดถนนตั้งแต่ช่วงสะพานมัฆวานจนถึงแยกลานพระรูปทรงม้า
จึงอยากถามว่า จะให้ใช้หรือไม่ให้ใช้เส้นทางดังกล่าว และถ้าจะให้ใช้ต้องรีบดำเนินการ ตนจะทำหนังสือขอบคุณไปให้ด้วย เนื่องจากส่วนนี้ต้องประสานกับกรุงเทพมหานครเพื่อปรับสภาพถนนให้สามารถเดินทางได้โดยสะดวก แต่ถ้าจะให้มีการให้ใช้เส้นทางบางส่วนในขณะที่ริมถนนยังมีเต็นท์หรือยางรถอยู่คงไม่สามารถจะใช้เส้นทางได้ เพราะการถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัยนั้น ต้องมีความสะดวก สง่างามและความปลอดภัย ควบคู่กันไป
ทั้งนี้ หากพันธมิตรฯจะให้ใช้เส้นทางนั้นต้องให้ล่วงหน้าหลายวัน หากอนุญาตกระชั้นชิดจะให้การปรับสภาพถนนไม่ทัน แต่สุดท้ายหากไม่มีการอนุญาตให้ใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน ส่วนนี้คงมีการเตรียมเส้นทางเสด็จฯสำรองไว้แล้ว
ขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาพูดเรื่องดังกล่าวเหมือนใช้อย่างอื่นไตร่ตรองมากกว่าจะเป็นสมอง เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากนี้จะเปิดเส้นทางบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถึงแยกมิสกวันหรือไม่ เนื่องจากใกล้จะถึงวันพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แล้ว นายสุริยะใส กล่าวว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้เคยระบุไว้แล้วว่า ประมาณวันที่ 13 พฤศจิกายนจะมีการรื้ออย่างแน่นอนและจากนั้นจะขอความร่วมมือ จากสารวัตรทหาร (ส.ห.) เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณสะพามมัฆวานรังสรรค์ และแยกมิสกวัน ซึ่งถือว่า มีความล่อแหลมมากที่สุด
ขณะเดียวกันในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายรัฐพล มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) เป็นประธานควบคุมการซักซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพิธีถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ณ ซุ้มรับดอกไม้จันทน์บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ
โดยมีข้าราชการ ลูกจ้าง กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมซักซ้อมโดยเริ่มตั้งแต่การนำพานดอกไม้จันทน์มาวางบริเวณด้านหน้าซุ้ม การจัดแถวประชาชนที่มารับดอกไม้จันทน์ ขั้นตอนการวางดอกไม้จันทน์จนถึงขั้นตอนการนำดอกไม้จันทน์ส่วนหนึ่งจากซุ้มทั้ง 8 ซุ้มที่กทม.ได้เตรียมไว้สำหรับถวายดอกไม้จันทน์ขึ้นสู่หอเปลื้องก่อนที่จะมีพิธีพระราชทานเพลิงพระศพจริงในเวลา 22.00 น.
นายรัฐพล กล่าวว่า การซักซ้อมวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยซึ่งในวันจริงก็จะเป็นไปตามที่ได้ซักซ้อมไว้ และพร้อมที่จะเปิดให้ประชาชนได้ถวายความจงรักภักดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณด้วยการถวายดอกไม้จันทน์
โดย กทม.จะเปิดให้ถวายดอกไม้จันทน์ตั้งแต่เวลา 12.30 น. และพักการถวายในเวลาประมาณ 15.30 น. เนื่องจากใกล้ช่วงเวลาเสด็จพระราชดำเนิน
จากนั้นจะเริ่มพิธีถวายดอกไม้จันทน์หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินกลับไปจนถึงเวลา 21.00 น. ทั้งนี้ประชาชนสามารถนำดอกไม้จันทน์ที่จัดเตรียมมาเองมาร่วมถวายได้แต่ขอยืนยันว่าดอกไม้จันทน์ที่กทม.ได้จัดเตรียมทั้งหมด 250,000 ดอก และกระจายตามวัดทั้ง 46 วัดๆละ 10,000 ดอก เพียงพอสำหรับประชาชนที่จะมาร่วมพิธี
อย่างไรก็ตาม กทม.ได้รับความร่วมมือจากตำรวจตระเวณชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติเข้าดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจกทม.บริเวณซุ้มที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์
สำหรับซุ้มที่กทม.ได้จัดเตรียมไว้บริเวณสนามหลวงและบริเวณใกล้เคียงรวม 8 ซุ้ม ประกอบด้วย ด้านทิศเหนือของท้องสนามหลวงจำนวน 4 ซุ้ม บริเวณด้านข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์จำนวน 1 ซุ้ม หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 1 ซุ้ม บริเวณด้านข้างพระแม่ธรณีบีบมวยผมจำนวน 1 ซุ้ม และบริเวณลานท่าช้างจำนวน 1 ซุ้ม

ถล่มม็อบโกเต๊กซ์หมิ่นศาสนา พฤติกรรมชัดไม่ใช่ชาวพุทธ

“องค์กรชาวพุทธ” ฉะแหลกทั้งม็อบโกเต๊กซ์ และโกตั๊บ เข้าข่ายเสียสติที่ออกมาหมิ่นศาสนา และรูปเคารพที่คนไทยนับถือกันทั้งบ้านทั้งเมือง ระบุพฤติกรรมเช่นนี้ชี้ชัดว่าเป็นพวกนอกศาสนาไม่ใช่ชาวพุทธ เพราะทำผิดทั้งหลักศาสนาและกฎหมาย ระบุหลังพระราชพิธีสำคัญเตรียมจ่อออกมาเคลื่อนไหวจัดการพวก “มาร” และพวกพระเถื่อนสันติอโศกแน่ หลังปล่อยให้ทำลายศาสนามานาน ด้านช่างปั้นคนดังอัด “แป๊ะโง่” ไม่รู้เรื่องศิลปะแต่สะเออะมาวิพากษ์วิจารณ์ วันๆ คิดแต่เรื่องปลุกระดมคนเอาประโยชน์ใส่ตัว ใครแตะต้องเป็นถูกเล่นงาน เพราะถือว่ามีแม่ยกเยอะ

พฤติกรรมเสียสติของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่เริ่มหลุดโลกความเป็นจริง และหมิ่นเหม่ต่อเรื่องศาสนาจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะนายสนธิ ไปหลงในลัทธิเถื่อนสันติอโศก แบบเดียวกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ คู่หูดูโอ ได้ปรากฏให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ จนตำรวจเกรงว่าอาจจะนำตัวนายสนธิไปดำเนินคดีไม่ได้ เพราะอาจเข้าข่ายเป็นคนวิกลจริต เมื่อนายสนธิได้ปลุกระดมบนเวทีพันธมิตรฯ ถึงการทำคุณไสย ที่ฐานพระบรมรูปทรงม้าที่ระบุว่าตัวเองได้แก้เคล็ดด้วยการนำผ้าอนามัยใช้แล้วไปวางเอาไว้โดยรอบ 5 จุด
ขณะเดียวกันก็ปลุกระดมเรื่องรูปปั้นใต้ฐานพระประธาน ที่กล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้มีการปั้นรูปหน้าตัวเองเอาไว้ และยังโกหกประชาชนว่าพระประธานถูกตั้งชื่อว่าพระชินวัตรมุนี ทำให้มีกลุ่มพันธมิตรฯ นับพันแห่ไปปิดล้อมวัดและแสดงอาการไม่เหมาะสมกับพระสงฆ์ จนต่อมามีผู้เกี่ยวข้องออกมาโต้กลับจนหน้าหงาย นั้น

เครือข่ายพุทธจ่อฟันสันติอโศก
อ.เสถียร วิพรมหา เลขาธิการองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ กล่าวว่า ทางองค์กรชาวพุทธได้เฝ้าระวังเหตุการณ์ทางการเมือง เป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง และเห็นด้วยกับแนวคิดของ นปช. และความจริงวันนี้ ที่จัดงานไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองโดยสันติวิธี และแนวคิดแบบอหิงสา ซึ่งต่างจากสันติอโศกของกลุ่มพันธมิตรฯ
ทั้งนี้ จะเสนอเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการศาสนาเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจน เนื่องจากกองทัพสันติอโศกเป็นแกนหลักของกลุ่มผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลที่ละเมิดศาสนาอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งไม่ยินยอมทำตามคำสั่งของศาล เมื่อปี 2542 กรณีอ้างตัวเป็นพระสงฆ์มาเทศนาประชาชน
ในขณะเดียวกันทีมนักกฎหมายขององค์กรชาวพุทธ กำลังดำเนินการว่าจะเอาผิดได้อย่างไรบ้าง ซึ่งองค์กรชาวพุทธได้รับการประสานงานจากกลุ่มที่สนับสนุนทั้งทางภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง โดยฝ่ายปกครองจะเจริญพระพุทธมนต์เพื่อมาให้ความรู้และเตือนสติ ให้ทุกฝ่ายได้นึกถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเขจ้าอยู่หัวในการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย และยึดมั่นความถูกต้องตามหลักกฎหมาย และจะชุมนุมกันอย่างสงบ

หลังพระราชพิธีเดินหน้าจัดการ
องค์กรชาวพุทธจะดำเนินการโดยใช้หลักศาสนายึดกฎกติกาของสังคม และเห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตย การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองด้วยระบบรัฐสภา โดยไม่เห็นด้วยกับการเล่นเกมนอกสภาอย่างกลุ่มพันธมิตร และไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารเพราะจะทำให้บ้านเมืองเสียหาย
อย่างไรก็ตาม การประชุมขององค์กรชาวพุทธกับนักกฎหมายจะดำเนินการภายหลังภารกิจของรัฐบาลที่สำคัญคืองานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ซึ่งจะจัดกิจกรรมใหญ่
ส่วนกรณีที่ฝ่ายพันธมิตรฯ กล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำไสยศาสตร์ ปั้นรูปหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ที่วัดบางละมุง จ.ชลบุรี โดยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จัดทำขึ้นเพื่อสะกดดวงเมืองของประเทศไทยทำให้กลุ่มสนับสนุนพันธมิตรหลงเชื่อได้รวมตัวกันบุกไปยัง วัดดังกล่าว เพื่อเรียกร้องให้ทางวัดทำลายรูปปั้นซึ่งความจริงแล้ว ผู้ที่ปั้นรูปของ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ นายสำรวย เอมโอษฐ์ ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นพุทธศิลป์ ไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นความชื่นชอบศิลปะส่วนบุคคล

ทำตัวเป็นคนนอกศาสนา
ส่วนกรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ออกมาบอกว่าได้มีการนำผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปวางไว้ที่ฐานพระบรมรูปทรงม้านั้น อ.เสถียรกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากที่คนไทยที่เป็นชาวพุทธแท้ๆ กลับขาดสติไปแล้ว รวมถึงการทำลายศาสนา หรือการกระทำดังกล่าวขอให้ทุกคนยั้งคิดให้มากกว่านี้ และคนที่อ้างว่าเป็นพันธมิตรฯ คิดไตร่ตรองให้ดีว่าตกเป็นเครื่องมือแสวงหาอะไรบางอย่างอยู่หรือไม่
สำหรับลานพระบรมรูปทรงม้า เป็นสถานที่ที่คนเอาไว้รำลึกว่าได้มีการเลิกทาส มีพสกนิกรจำนวนมากที่คอยดูแลสถานที่ดังกล่าว นอกจากนี้ยังอยากเรียกร้องให้กรมศิลป์ หรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเกี่ยวข้องได้เข้ามาดูแล รวมไปถึงเจ้าหน้าตำรวจที่จะเข้ามาเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก
“คนที่เข้าไปละเมิดทำให้เกิดความเสียหาย เป็นคนนอกศาสนา และกลุ่มคนพวกนี้เรียกว่า เดรัจฉานวิชา เป็นผู้กระทำ เปราะบางทางสติปัญญา”อ.เสถียร กล่าว

ซัดไม่รู้จักศิลปะแล้วออกมาพูด
ทางด้านช่างพื้นบ้านเมืองเพชรเจ้าของงานปั้นใต้ฐานพระประธานวัดบางละมุง นายสำรวย เอมโอษฐ์ ออกมายืนยันว่างานปั้นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ และนักการเมืองใต้ฐานพระประธานไม่เกี่ยวกับคุณไสยหรือการสะกดดวงประเทศ โดยระบุว่า รูปปั้นดังกล่าวเป็นวิธีบอกและเล่าเรื่องด้วยภาพบนฐานพระ เพราะศิลปะจะต้องมีองค์ประกอบ พระเอก นางเอก ตัวโกง มีเสนา และมีตัวโจ๊ก เหมือนกับเราดูภาพยนตร์หรือละคร จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ประกอบ
ถ้านำเอาพระเอกคนเดียวมาแสดงเพียงอย่างเดียวรับรองไม่มีคนดู ต้องเข้าใจองค์ประกอบตรงนี้ด้วย ฉะนั้นในการปั้นจึงต้องใส่ตัวละครดัง อาทิ หม่ำ จ๊กมก พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เพราะในยุคที่ปั้นพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ นั้น ก็ต้องปั้นลักษณะมือหนึ่งถือโทรศัพท์มือถือ อีกมือหนึ่งถือถุงเงิน บ่งบอกถึงเส้นทางทำมาหากินของเขา ไม่เกี่ยวกับคุณไสย เวทมนตร์ หรือสะกดดวงเมืองตามที่นายสนธิกล่าวอ้างสร้างความเข้าใจผิดแต่อย่างใด
สำหรับงานดังกล่าวลงมือปั้นรูปในปี 2546 เสร็จสิ้นในปี 2547 เจ้าอาวาสได้ว่าจ้างให้ทำลวดลายและฐานพระประธาน และให้ออกแบบตามใจชอบ การปั้นจึงไม่มีร่างแบบ ปั้นตามจินตนาการทั้งหมด

จ่อปั้นอีก “สนธิ” เฝ้าป่าช้า
นายสำรวย กล่าวต่อว่า งานศิลป์ก็เป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ปูนปั้นที่ปั้นไว้บริเวณใต้ฐานพระประธานในพระอุโบสถวัดบางละมุง จะมีหลายบุคคล อาทิ นายสมชาย คุณปลื้ม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ถือค้อน นายบรรหาร ศิลปอาชา หม่ำ จ๊กมก นายเนวิน ชิดชอบ ทำท่าเชือดไก่ให้ลิงดู เพราะตอนนั้นมีการทุจริตกล้ายาง
ด้านฝ่ายค้านก็มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน การปั้นหลายๆ คนบางคนจะจำหน้าไม่ค่อยแม่น เลยมีสัญลักษณ์เข้ามาประกอบ อย่างนายบัญญัติ ปั้นโดยการใส่ชุดมโนราห์ บ่งบอกถึงความเป็นชาวใต้
"ส่วนกรณีที่บอกว่าเป็นการทำคุณไสยนั้นหากเป็นการทำคุณไสยจริงๆ แล้วทำไมพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องไปอยู่ต่างประเทศ ทำไมไม่ดีขึ้น จะลองไหม เดี๋ยวผมจะปั้นนายสนธิ แบกฐานพระบ้าง แล้วคุณจะต้องถูกพระกราบไหว้ทุกวันบ้าง ถ้าไม่ดีจริงถ้าคุณเป็นคนพูดปดแบบนี้คุณซวยแน่นอน และผมเตรียมปั้นรูปนายสนธิเฝ้าป่าช้าไว้แล้ว และก็มีสถานที่ปั้นแล้วด้วย แต่ไม่ขอบอกว่าที่ใด" ช่างสำรวยกล่าว

ช่างปั้นไม่ถือ-ยิ่งทุบยิ่งดัง
นายสำรวย กล่าวต่อว่า นายสนธิต้องการตี พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่สนใจว่าจะเกิดความเสียหาย หรือเสียความรู้สึกกับใครอย่างไร นายสนธิถือว่ามีแม่ยกเยอะ เป็นแบบแม่ยกลิเกไม่มีผิด ใครว่าเป็นต้องทะเลาะกับเขาทุกครั้ง
สำหรับความรู้สึกส่วนตัวที่ถูกนำไปพาดพิงนั้นรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้เดือดร้อนใจ ยิ่งทุบเป็นกลอง ยิ่งทุบยิ่งดัง มองว่าเป็นการเอางานศิลป์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง พยายามจะค้นหาอะไรที่จะเป็นเครื่องมือได้เขาจะทำทุกอย่าง พูดง่ายๆ เขาเป็นพระเอกแล้ว มีเพลงและแม่ยกเป็นของตัวเอง ตนเคยชอบในตัวนายสนธิ เคยนำจานเอเอสทีวีมาติดดู แต่ดูไปดูมามองว่านายสนธิ กำลังทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู
"สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ผมปั้นรูปอดีตนายกฯ ทักษิณ เนื่องจากขุ่นเคืองเรื่องค่าโทรศัพท์มือถือ โดยก่อนหน้าที่จะปั้นนั้นเป็นหนี้ค่าโทรศัพท์ระบบเอไอเอส ที่ใช้มาไม่นานแต่ไม่ได้ไปจ่ายค่าบริการ และก็หยุดใช้ โดยค่าบริการประมาณ 1 พันบาท แต่ต่อมามีจดหมายมาทวงหนี้เป็นเงินถึง 6 พันบาท ก็ไปจ่ายและก็เคืองในใจ เนื่องจากเบอร์ก็ไม่ได้ใช้ แถมเสียเงินเพิ่มขึ้น ก็เลยปั้นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้น

ยันทำงานศิลปะไม่ได้รักทักษิณ
สาเหตุหนึ่งที่ปั้นรูปบุคคลสำคัญไว้ที่ใต้ฐานพระเพราะทั้งพระและชาวพุทธต้องกราบไหว้เป็นประจำ แม้แต่กระดูกผีเขายังไม่ให้เอาไปไว้เพราะกลัววิญญาณจะตกนรก ส่วนมากเขาจะเอาไปไว้รอบๆ อุโบสถมากกว่า จึงต้องการจะรู้ว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นคนดีหรือเปล่า
ถ้าเป็นคนดีก็จะมีแต่ความเจริญ แต่ถ้าหากไม่ดีก็มีแต่เจ๊ง เพราะอย่างคนธรรมดาให้พระมาไหว้เราถามว่าเราจะยอมไหม ตรงนี้คนที่เขาคิดถึงแต่เรื่องคุณไสยเขาไม่เข้าใจ เพราะเขาเรียนสูงแต่ความรู้น้อย เราไม่เคยไปโจมตีคนอื่น เราปั้นไปตามความรู้สึกของเราเท่านั้น
แม้ว่าบางสิ่งเขาโกงแบบถูกกฎหมาย และเราก็มีความรู้สึกว่าเราถูกโกงถูกเอาเปรียบ การรักษามันโกหก ผมเป็นโรคไต บัตรทอง 30 บาทเดี๋ยวใช้ได้เดี๋ยวใช้ไม่ได้ จนก็ต้องมาพึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ อย่างนี้ให้ไปปั้นรูปเหยียบย่ำสถาบันได้อย่างไร"

ถ้าเป็นคนดีคงดูข้อเท็จจริงก่อน
นายสำรวยกล่าวต่อว่า จะไม่หยุดลักษณะนี้อย่างแน่นอน ยิ่งมีเรื่องก็ยิ่งปั้นมากขึ้น จะได้บ่งบอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของสังคม เปรียบเสมือนการเขียน ถ้าเขียนแบบไม่มีเรื่องราวใครเขาจะมาอ่านหรือดู ขอติติงผู้ที่ออกมาวิจารณ์ว่าไม่มีความรู้ในด้านศิลป์ แล้วออกมาใช้อำนาจบาตรใหญ่ เพราะถ้าคนที่มีความรู้ดี มีจรรยาบรรณ เขาต้องสืบถามถึงแหล่งที่มาก่อนว่าใครปั้น ใครจ้างให้ปั้น มีความเป็นมาอย่างไร มีที่มาที่ไปอย่างไร
"อยู่ๆ ไปยิงปืนเปรี้ยงๆ 3 นัด แล้วก็มาบอกว่าผมไปแก้อาถรรพ์มาแล้วเพื่อขู่พระราหู ความจริงพระราหูที่เขาสร้างไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากฮ่องกงและคนทั่วไปที่ชอบมาสะเดาะห์เคราะห์ขอโชคลาภ ทางวัดก็จะนำเงินที่ได้รับบริจาคมาสร้างอุโบสถ ลำพังนักการเมืองไม่ได้ให้อะไรวัดเลย หากพ.ต.ท.ทักษิณให้วัดได้สร้างโบสถ์ป่านนี้พระอุโบสถคงสร้างเสร็จไปนานแล้ว นี่ไม่เคยมาเลย ที่สำคัญพ.ต.ท.ทักษิณ จะรู้จักวัดบางละมุงหรือเปล่าก็ไม่รู้"

รูปปั้นเหมือนบันทึกปวศ.
นายสำรวยกล่าวว่า การปั้นรูปนักการเมืองหรือบุคคลทั่วไป ก็เปรียบเสมือนเขียนการ์ตูนล้อเลียนบุคคลในหนังสือพิมพ์ เขาเขียนทุกวันไม่เห็นเป็นอะไร งานปั้นก็เป็นการเล่าเรื่อง การเขียนการ์ตูนก็เป็นการเล่าเรื่อง การที่มองว่าไปปั้นรูปคนแล้วเหมือนกับให้คนอื่นไปกราบไหว้ ตนคิดว่าอยู่ที่การกระทำของคนมากกว่า มันไม่ได้อยู่ที่รูปปั้น เพราะถ้าคิดอย่างนั้นขณะที่มีสัตว์เลี้ยง แมว หมา หรือสัตว์อื่นๆ ไปนอนในบริเวณที่พระประดิษฐานอยู่ ก็คิดว่าไปกราบไหว้ทั้งหมด มันไม่เกี่ยวกันเลย อย่าไปเหมาเอามารวมกัน
นั่นมันเป็นงานศิลป์ที่ปั้นด้วยปูน ในหลายๆ วัดเขามีทั้งปั้นรูปฝรั่ง คนญี่ปุ่น และอีกหลายๆ วัดมีรูปนักการเมืองที่เป็นบุคคลสำคัญอยู่เยอะแยะ ไม่เห็นจะมีปัญหา สำหรับช่างปูนปั้นในไทยก็คงมีตนเพียงคนเดียวที่กล้าปั้นแบบนี้ ถ้าจะไปปั้นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาก็มีมากอยู่แล้ว ปั้นไปคนทั่วไปก็ไม่ค่อยสนใจ หากปั้นเป็นบุคคลสำคัญขึ้นจะได้มีจุดสนใจมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น ในยุคนั้นสมัยนั้นมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นบ้าง ยืนยันหลังจากนี้จะปั้นให้มากกว่าเดิม

แฉอ้างมั่วหาพระชื่อชินวัตรมุนี
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าสำหรับพระประธานในโบสถ์ที่มีการกล่าวหาทางวัดบางละมุงก็ไม่ได้ตั้งชื่อพระประธานในโบสถ์ว่าพระประธานชินวัตรมุนีตามที่นายสนธิกล่าวอ้างแต่อย่างใด สำหรับนายสำรวยนั้นเคยเป็นช่างที่ร่วมงานปั้นในพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการ
ส่วนความคืบหน้าของวัดบางละมุง หลังจากมีการเจรจาร่วมระหว่างอำเภอบางละมุง คณะกรรมการวัด และตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรชลบุรี ล่าสุดได้ข้อสรุปโดยจะให้ช่างทุบหน้ารูปปั้นของนักการเมืองออกจากฐานของพระประธานออกทั้งหมด เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากม็อบพันธมิตรชลบุรีฮือบุกวัด ปรากฏว่าประตูทางเข้าพระอุโบสถทั้ง 6 ทุกด้าน ทางวัดได้นำไม้ตีปิดทางเข้าออกอย่างแน่นหนา รวมทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยรักษาความปลอดภัยพระประธานอย่างเข้มงวด ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าอย่างเด็ดขาด

เจ้าอาวาสเครียดหารูปปั้นแทน
พร้อมทั้งติดป้ายประกาศข้อความเขียนไว้ว่าทางวัดมิได้มีเจตนาไปเกี่ยวข้องกับการเมืองและไสยศาสตร์ รูปปั้นทั้งหมดเป็นเพียงจินตนาการของช่างในการก่อสร้างนั้น แต่เกิดความไม่สบายใจของประชาชนทั่วไป ทางวัดจึงได้ยินดีปรับปรุงแก้ไข
นางกิมฮะ พึ่งกลั่น อายุ 80 ปี กล่าวว่า อยู่วัดนี้มานาน จึงรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเรื่องทุกอย่างได้คลี่คลายไปทางที่ดีก็รู้สึกดีใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รู้สึกหนักใจในเรื่องของงบประมาณก่อสร้างตกแต่ง แต่เมื่อกลุ่มพันธมิตรรับปากว่าจะนำผ้าป่ามาทอดให้ทางวัด จึงอยากขอฝากให้ทางกลุ่มพันธมิตรให้รีบดำเนินการโดยเร็ว
ส่วนบรรยากาศโดยทั่วไปพบว่ามีประชาชนเดินทางมาเยี่ยมชมวัดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริเวณหน้ากุฏิของพระครูสุวัฒน์ชลธาร เจ้าอาวาสวัดบางละมุง มีคณะกรรมการวัดได้นั่งหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไข รวมทั้งเรื่องการพิจารณาว่าจะปั้นรูปอะไรทดแทนรูปปั้นที่ถูกทุบทิ้งไปด้วย



‘การ์ดพันธมิตร’เลวรายวัน ยิงถล่มวัยรุ่นแค่ขับรถผ่าน


“การ์ดพันธมิตร” ออกอาการโจรครบสูตร ก่อเรื่องเลวระยำรายวัน แค่วัยรุ่นขับรถผ่านแล้วแสดงความไม่พอใจถึงกับเอาปืนยิงกระหน่ำจนหมดแม็กกลางถนนหลวง ชาวเว็บบอกสุดอนาถ! ไม่คิดว่าเมืองไทยจะศีลธรรมถดถอยถึงขนาดนี้ ตอกย้ำพันธมิตรฯ มีอาวุธครบมือจริงอย่างที่เคยเป็นข่าว “สุริยะใส” เตรียมออกใบอนุญาตพกพา ด้านตำรวจยังไม่แจ้งข้อหากลุ่มใด หลัง การ์ดพันธมิตรฯ ปฏิเสธหน้าด้านๆ ไม่รู้ใครยิงกลุ่มวัยรุ่น รอง ผบช.น. เชื่อหาตัวคนผิดไม่ยาก รอสอบพยานอีกแค่ไม่กี่ปากรู้เรื่อง

ภายหลังเกิดเหตุการณ์การ์ดถ่อยพันธมิตรฯ ยิงปืนใส่รถนักท่องราตรีที่กลับจากถนนข้าวสารขับรถผ่านแนวกั้นแถวสะพานมัฆวานรังสรรค์จนพรุน กระสุนถูกนายเศกสรรค์ อายูมัน พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ต้องรีบหามส่งโรงพยาบาล
เจ้าตัวเผยโดนยิงใส่ไม่ยั้ง ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ให้การกับตำรวจว่า นายเศกสรรค์ ชูนิ้วกลางให้การ์ดพันธมิตรฯ เพราะไม่พอใจที่ปิดถนนทำประชาชนเดือดร้อน เลยโดนยิงสวน 6-7 นัด ตำรวจเร่งสอบขยายผลเพื่อหาตัวมือปืนต่อไป
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผู้กำกับการ สน.นางเลิ้ง เปิดเผยความคืบหน้าว่า เบื้องต้น ยังไม่ได้แจ้งข้อหากับบุคคลใด ทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจาก หลังเรียกพยานบริเวณในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการ์ดของกลุ่มพันธมิตร มาสอบปากคำ ก็ได้ให้การว่า ระหว่างเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน ไม่ทราบว่าใครเป็นคนลงมือก่อเหตุ
ส่วนทางด้านกลุ่มวัยรุ่น ทั้ง 4 คน ก็ยืนยันว่า ไม่ได้ยิงกลุ่มพันธมิตรก่อน และไม่มีอาวุธปืน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้สอบปากคำพยานไปแล้ว4 - 5 ปาก พร้อมทั้งเตรียมเรียกสารวัตรทหาร ที่อยู่ในที่เกิดเหตุมาให้ปากคำเพิ่มเติม อีกทั้ง ตรวจสอบจากกล้องวิดีโอวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว เพื่อตรวจสอบใบหน้าผู้ก่อเหตุ อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ ยังกล่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้เร็วที่สุด เชื่อว่า จะหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีได้
ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบหัวกระสุนขนาด .38 ฝังอยู่บริเวณประตูรถคันที่วัยรุ่นคนดังกล่าวขับเข้าไปตรงจุดเกิดเหตุ 1 นัด แต่ยอมรับยังไม่ทราบตัวคนก่อเหตุยิง จึงมีการตรวจสอบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงต่อไป ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงหาตัวผู้ก่อเหตุก็จะสามารถปิดคดีได้
อย่างไรก็ตาม จากการสอบพยาน พบว่า ขณะเกิดเหตุวัยรุ่นคนดังกล่าวกลับจากเที่ยวที่ถนนข้าวสารและหลงเข้ามาบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จนเกิดปากเสียงกับการ์ดพันธมิตรฯจากนั้นได้พยายามขับรถหนี แต่ถูกไล่ยิงหลังมา 5-6 นัด
ขณะที่ชุมชนออนไลน์ ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าว เช่น ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม คุณลูกจิ๊น แสดงความคิดเห็นว่า “เห็นข่าวแล้วสลด ทำไมมันโหดร้ายกันได้ขนาดนี้ยกนิ้วกลางใส่ ยิงทิ้ง นี่หรือเมืองพุทธ อยากรู้ว่าคำว่าบ้านเมืองมีชื่อมีแป มันหายไปไหนแล้ว”
คุณมือใหม่หัดโพสต์ แสดงความคิดเห็นว่า “มันยึดทำเนียบนานจนนึกว่าเป็นบ้านมันไปแล้ว อ้างมาบุกรุกเลยต้องป้องกันตัว ทุเรศจริงๆ ถ้าตำรวจอ้างว่ายิงเพื่อป้องกันตัว ตอนมาบุกทำเนียบตั้งแต่วันเป่านกหวีด ป่านนี้พวกโจรชั่วโดนยิงทิ้งหมดแล้ว”
คุณคนแดนไท “พันธมิตรทำอะไรก็ไม่ผิด มีทหารยศพลเอกตั้งหลายคนคอยสนับสนุน กรรมจะตามสนอง เมื่อมีหลายคนจะต้องโดนลงโทษ”


ปชป.กลับลำตัวโก่ง อ้างเต็มปากรักปชต. เลี่ยงวิจารณ์‘ทักษิณ’

ปชป. กลับลำตัวโก่งหลังเห็นพลังคนเสื้อแดง อ้างเต็มปากเต็มคำรักประชาธิปไตย แถมปฏิเสธวิพากษ์วิจารณ์ “ทักษิณ” ทั้งที่เคยเล่นงานทุกครั้งที่สบโอกาส อ้างเป็นคู่แข่งทางการเมืองไม่เหมาะที่จะเอ่ยถึง เตรียมจัดโต๊ะจีนระดมเงินไว้รอเลือกตั้ง แต่ไม่ได้ทอดผ้าป่าให้ “อภิสิทธิ์” ชักผ้าอย่างหนก่อน ฟุ้งหนนี้ “หนุ่มมาร์ค” ถึงฝั่งฝันแน่

ท่ามกลางกระแสความคึกคักของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ออกมาโชว์พลังเงียบนับแสนคนเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร และขณะเดียวกันก็ร่วมกันแสดงความคิดถึงและชื่นชมในตัวอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายของหลายฝ่าย
ทั้งยังเป็นประเด็นให้กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวต้องขบคิดและปรับท่าทีกันจ้าละหวั่น
เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปฏิเสธจะกล่าวถึงการโฟนอิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่เคยกล่าวโจมตีทุกครั้งที่สบโอกาส
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รายการความจริงวันนี้จะนำมาออกอากาศอีกครั้งทางสถานีโทรทัศน์ NBTว่า ตนขอปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ และหลีกเลี่ยงที่จะวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคคู่แข่งทางการเมือง และมีจุดยืนทางประชาธิปไตย
นายสุเทพ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมตามวิถีประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง ซึ่งทางพรรคได้ดำเนินการทางวิถีประชาธิปไตยมาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี ตนเชื่อมั่นว่าหากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เกิดขึ้นพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับโอกาสจากประชาชนให้มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ส่วนเรื่องทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น ตนไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะจัดงานระดมทุนครั้งใหญ่ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551 เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการเลือกตั้ง โดยจะเชิญผู้ที่ให้การสนับสนุนพรรคประมาณ 4,000 คน ซึ่งจะไม่มีการกำหนดราคาค่าบัตรแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับผู้ให้การสนับสนุนว่าจะบริจาคให้กับทางพรรคเท่าไร ซึ่งการจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นการระดมทุนแล้ว ยังเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมในการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเสื้อเหลืองเสื้อแดงแต่อย่างใด
สำหรับบัตรการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นรูปแบบไดอารี่ ด้านหน้าปกจะพิมพ์คำว่า "เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์" และภายในไดอารี่จะมีบทความของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
อนึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้วิธีการหาทุนในรูปแบบการทอดผ้าป่า เลียนแบบกิจกรรมทางศาสนา จนเป็นที่ฮือฮามาแล้ว จนถึงขั้น พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ระบุว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายมารศาสนา และอิงแอบศาสนาหาเงิน



อะไรเอ่ย สีแดง


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ปฏิญา ยอดเมฆ


คงไม่ต้องพรรณนาซ้ำอีกแล้วว่ารายการ “ความจริงวันนี้” สัญจรครั้งที่ 2 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น “แดง แด๊ง แดง” กันขนาดไหน ใครไม่ได้ไปก็คงเห็นภาพจากโทรทัศน์หรือหนังสือพิมพ์ที่พูดตรงกันทุกสำนักว่า “เหยียบแสน” “ล้นสนาม” ต่อให้ไม่อยากยอมรับก็ต้องยอมรับเพราะความจริงมันฟ้อง และวันนั้นถ้ามีใครปล่อยกระทิงมาสักฝูง กระทิงที่ว่าเกลียดสีแดงก็ยังต้องหงอยเพราะตีนเต็มไปหมดทั้งตีนคนและตีนตบ
แต่ช้าก่อน...ที่ตั้งใจจะเขียนถึงวันนี้หาใช่เพราะจะมาตอกย้ำพลัง “เสื้อแดง” ซึ่งกลายเป็นสีสัญลักษณ์ของ “ความจริง” ใน พ.ศ. นี้ไปแล้ว และไม่ได้จะมาชื่นชมพิธีกรผู้ปราศรัยคนใดทั้งสิ้นว่าพูดได้ดี พูดได้น่าฟัง ทั้งสาระทั้งตลกขบขันและทั้งเต็มไปด้วยพลังประชาธิปไตยอันแสนฮึกเหิม เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าของมันแน่อยู่แล้ว แต่ที่พูดถึงเพราะตั้งใจจะมา “บ่น” ดังๆ กับพ่อแม่พี่น้องถึงบางเรื่องบางราวที่เราอาจไม่รู้ คนนั่งข้างๆ ในสนามราชมังคลาฯ ก็ไม่รู้ น้องๆ คนสวยที่อยู่ในซุ้มในเต็นท์ขายเสื้อขายหนังสือก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้จนกระทั่งกลับออกมาเมื่อเวลา 5 ทุ่มแล้วมาเปิดเว็บไซต์ภาพข่าว “แด๊งแดง” ที่ตัวเองก็เป็นหนึ่งในจุดแดงเล็กๆ กับเขาด้วยนั่นแหละ จึงได้รู้ว่าบรรดาสาวๆ หน้าใสไปจนถึงหนุ่มเล็กหนุ่มใหญ่ที่นั่งแด๊งแดงไปกับเราจนลานตาไปหมดนั้น “รับจ้าง” เขามาทั้งนั้น...!!!
ตกใจจนต้องใส่เครื่องหมายสามอัน...!!! เพราะขณะที่เรา ๆ ท่านๆ นั่งแดงสลอนอยู่ภายในสนามกีฬากันนั้น “ข้างนอก” อันหมายถึงนอกสนามกีฬาแต่เป็น “ข้างในทำเนียบ” เขากำลังปราศรัยกันว่า ม็อบเสื้อแดงจ้างมา 1,000 – 1,500 บาทต่อคน คนถึงได้เยอะขนาดนั้น ฟังแล้วก็อยากร้องเรียนไปยังกลุ่มผู้จัดด้วยว่า นี่เป็นการจัดเวทีสัญจรที่ไม่โปร่งใสเพราะมีการแจกเงินอันตรวจสอบไม่ได้ อยากรู้ว่าแจกกันที่ใด ทำไมข้าพเจ้าและผองเพื่อนไม่ได้รับกันสักร้อยสองร้อย...ครั้นจะบอกว่าข้างในทำเนียบเขาโกหกก็ไม่อยากจะคิดเพราะคนพูดก็ “ถือศีลกินเจ” มีวัตรปฏิบัติอันน่าเคารพเลื่อมใส ไม่น่ามายอม “ตอแหล” กับข้อกล่าวหาน้ำเน่าที่ใช้กันจนเกร่ออย่างเรื่องรับเงินแบบนี้...
น่าแปลกใจอย่างหนึ่งว่าปกติเวลามีชุมนุมที่สนามหลวง แม้คนจะมาจนแทบไม่มีที่ยืนแต่ ASS TV (แปลเป็นไทยว่า บั้นท้ายทีวี) หรือเว็บไซต์ “ผู้จัดเกิน” มักลงข่าวให้อย่างจริงใจว่าคนมาไม่เกิน 500 แต่ไหงคราวนี้ไม่เอ่ยถึงเรื่องจำนวนคน...หรือเพราะใช้เครื่องคำนวณนับดูแล้วมันเจ็บและอึ้งจนไม่อยากจะบอกว่าเขามีกันอยู่เท่าไร ก็เลยตอ...เอ๊ย พูดเรื่องรับเงินแทน...
แบบนี้ม็อบทำเนียบคงต้องร้องเป็นเพลงไปอีกนานเลยว่า เห็นแดงๆ แสลงในใจ...อิอิอิ


สื่อไทย...กลัวอะไร !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


วันนี้บอกตามตรงว่าเห็นการทำงานของสื่อมวลชนไทยด้วยกันแล้วรู้สึก “หดหู่” โดยเฉพาะการรายงานข่าว “คนเสื้อแดง” ที่สนามราชมังคลาฯ

สื่อต่างประเทศรายงานกันเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก และหลากหลายประเด็น แต่สื่อไทยสร้างจินตนาการแปลกๆ พาดหัวข่าวโง่ๆ กล้าๆ กลัวๆ กับอำนาจนอกระบบ

วันนี้พวกคุณ “ปิดหูปิดตา” ประชาชน เพื่อสนับสนุนคนที่อยู่นอกระบบ ไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตย

ผมถามว่า มันยุติธรรมแล้วหรือ? สำหรับประชาชนทั้งประเทศที่ลำบากยากจนมากมาย คนจนพวกนี้ถ้าเศรษฐกิจพังทลายลงมาเมื่อไร จะเจ็บตัวก่อนใคร เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน

สื่อมวลชนแทนที่จะเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน แต่กลับทำหน้าที่เกินขอบเขต ไม่ได้เป็นกระบอกเสียง แถมยังทำร้ายประชาชนด้วย

วันนี้ นสพ.ประชาทรรศน์ ขายดีอันดับหนึ่ง คนแย่งกันซื้อตั้งแต่เช้ามืด บางคนแหกขี้ตาไปซื้อตอนที่สายส่งกำลังคัดแยกกันอยู่ข้างถนน

นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ประชาทรรศน์ คือกระบอกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้กลัวคำข่มขู่ของใครใดๆ ทั้งสิ้น

การทำงานของนักข่าววันนี้ ค่อนข้างลำบากครับ ผมมีเพื่อนๆ อยู่หนังสือพิมพ์ฉบับใหญ่หลายคนบ่นกันมามากมายว่า “หัวหน้าข่าว” ไม่ชอบให้นำเสนอข่าวรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

หัวหน้าข่าวหลายคนมองโลกในแง่ร้ายมาก จะหยิบจับประเด็นอะไรมานำเสนอสักอย่างก็ต้องมองให้ลบอย่างสุดโต่ง

นี่คือการทำงานของ “สื่อมวลชนไทย” ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทำให้ประเทศถอยหลัง และนำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติมากที่สุด

เพราะไม่เคยมียุคไหนที่สื่อหันไปเข้าข้าง “เผด็จการ” ได้มากมายขนาดนี้ ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยเกิดความท้อแท้ และเบื่อหน่ายต่อการเมืองที่ไร้กฎระเบียบ

ประเทศไทยค่อนข้าง “โชคร้าย” ที่มี “สื่อมวลชน” ที่โง่แต่ขยันมากเกินไปหน่อย

เมื่อสื่อมวลชนเป็นแบบนี้ ไม่สนประชาธิปไตย ก็ไม่รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน

เอาเป็นว่าใครที่อึดอัด ผมอยากให้หูตากว้างไกลกันหน่อย เพราะโลกเราวันนี้ไม่ใช่ยุคโบราณที่จะมาปิดหูปิดตาเหมือน “กบอยู่ในกะลา”

โลกอินเตอร์เน็ตมีข่าวคราวความเคลื่อนไหวให้ได้เรียนรู้กันมากมายว่า “การเมือง” หรือ “ผู้นำ” แบบนี้ ที่จะนำพาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ผมอ่านคอลัมน์ของ “คุณฉลามเขียว” ในหนังสือพิมพ์บ้านเมืองแล้วเห็นด้วยที่แนะนำคอการเมือง รวมทั้งนักเรียนนักศึกษา ที่สนใจการเมือง ที่อยากจะฝึกภาษาอังกฤษของตัวเองไปด้วย และเพื่อแก้ปัญหาสื่อไทยลงข่าวไม่ตรง หรือไม่กล้าลงตรงๆ

ขอให้เราติดตามสื่อต่างประเทศลงข่าวประเทศไทยในแต่ละวันยังไร ด้วยการเข้าไปเว็บไซต์ google news แล้วเสิร์ชหาคำว่า thailand

ข่าวของสำนักเล็กสำนักใหญ่จากทั่วโลกมีลงไว้หมด หรือเสิร์ชคำว่า thaksin ก็ได้
แล้วพวกคุณจะได้ “ข่าวที่ตรงไปตรงมา” แถมยังจะ “ฉลาด” มากขึ้น ไม่โง่ดักดานเหมือนสื่อมวลชนบางคนอีกด้วย!



เอา “ทักษิณ” กลับมา เอา “พันธมิตรฯ” คืนไป


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


อุบัติการณ์สำแดงพลังของคนเสื้อแดงที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เป็นปรากฏการณ์ “ตีนตบสยบมือตบ” เสียราบคาบ หลังจากปล่อยให้เหิมเกริมมาช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้แกนนำพันธมิตรฯ ต้องหยุดปากพล่อยไปทันที ซึ่งก่อนหน้านี้กัดดะ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม ถ้าออกมาพูดให้พันธมิตรฯ ไม่พอใจ จะถูกตอบโต้กลับไปอย่างเสียๆ หายๆ ในทันทีทันใด

มีการตั้งข้อสังเกตว่า หลังวันแดงเดือดที่หัวหมาก พันธมิตรฯ ดูมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ไอ้ที่เคยพูดจาสามหาว ด่ากราดชาวบ้าน ก็มีน้ำเสียงที่ดูใกล้จะเป็นอย่างที่ “คน” เขาพูดกันบ้าง
จากที่ปฏิเสธทุกข้อเสนอ กลายมาการเป็นแบ่งรับแบ่งสู้

ทั้งนี้ ไม่ใช่อื่นใด เป็นเพราะรู้ชะตาตัวเองดีว่า ถ้ายังดึงดังไปก็เท่านั้น สู้มาหาทางลงจะไม่ดีกว่าหรือ ถึงเสียฟอร์มไปบ้าง ก็ยังอ้างได้ว่า เพื่อเห็นแก่บ้านเมืองจะได้เกิดความสงบเรียบร้อยเสียที

เพราะประเมินดูแล้ว ที่พยายามปลุกเร้า ปลุกระดม สร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรง แล้วให้ทหารออกมาจัดการบ้านเมือง ก็ได้แต่รอแล้วรอเล่า...เฝ้าแต่รอ

จนมีข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า “นัดแล้วทำไมไม่มา”

ผมว่าใครมาทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจตามเสียงเชียร์ของพันธมิตรฯ นั้นไม่บ้าก็เมา เพราะความบอบช้ำเสียหายของประเทศในวันนี้ เป็นบทเรียนอันเจ็บปวดที่เห็นอยู่ตำตา

ทาง นปช. ก็ยืนยันว่า ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง นั่นไม่ใช่วิสัยของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่บ้านเมืองวิกฤติมาจนทุกวันนี้ เป็นเพราะ คมช. เข้าไปยึดอำนาจ เพื่อต้องการจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการกวาดล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซาก

เพราะนับวันจะได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับรากหญ้า ที่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ลูกหลานก็มีโอกาสเรียนหนังสือ เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีบัตรทองมาดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล คนมีงานทำ เศรษฐกิจไปโลด
ด้วยเหตุนี้ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจจึงร่วมมือกับกลุ่มอำมาตยาธิปไตย พรรคการเมืองที่สะกดคำว่า “ชนะ” การเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศไม่เป็น ผสมโรงกับคนที่มีความแค้นเป็นการส่วนตัว เนื่องจากขออะไรแล้วไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาสดุดีว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด คนเหล่านี้ได้หลอมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อรับใช้และสืบทอดอำนาจเผด็จการ

ความแค้นนั้นทำให้หูหนวกตาบอด คิดอะไรสั้นๆ เพียงเพื่อได้แก้แค้นเป็นพอ ซึ่งเรื่องนี้ทางแกนนำพันธมิตรฯ ด้วยกันก็อ่านเกมกันออก หลังจากหลวมตัวมาเข้าเป็นพวก ซึ่งนับวันมีแต่เสียกับเสีย

เรื่องสำคัญคือ รายได้ที่จะนำมาใช้ในการก่อม็อบ ก็เอาไปใช้เพื่อเลี้ยงดูลูกน้องบริวารของตัวเอง ส่วนคนที่เข้ามาเป็นตัวตั้งตัวตี ประเภทมักน้อย ตบะเริ่มแตกแล้ว...แกนนำเริ่มคิดอ่านไปคนละทิศคนละทาง

เพราะฉะนั้นเรื่อง “กู้ชาติ” เป็นเรื่องที่อุปโลกน์ขึ้นมา เพื่อให้ดูดีมีราคา ให้คนเชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อตนเองก็เท่านั้น
“การเมืองใหม่” ก็มีปัญหา เจอทางตัน ถูกต่อต้านว่านี่ไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” ไม่ได้ให้สิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน แต่เป็นการดูถูกคนไทยด้วยกันว่า ไม่ประสีประสากับเรื่องการเมือง

ผมเห็นว่า ทุกวันนี้คนที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลมีสภาพเหมือนคนที่ “ติดคุก” จะออกไปไหนก็ไม่ได้ ซึ่งต่างกับ “คนเสื้อแดง” ไปจัดงานที่ไหนก็มีคนแห่ไปร่วมอย่างเต็มใจกันล้นหลาม ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง ที่สำคัญคือได้สาระความจริงมาประเทืองปัญญาอีกด้วย

จากการดื้อดึงเพื่อเอาชนะโดยไม่ยอมฟังเหตุผลของพันธมิตรฯ นั้น ผลออกมาเป็นอย่างไร ผมว่าพี่น้องคนไทยทุกสาขาอาชีพรับรู้อยู่เต็มอก เพราะต้องประสบอยู่ทุกวัน ไหนจะได้รับผลกระทบที่เกิดจากต่างประเทศ ที่ต้องรับเต็มๆ เพราะเราจะขาดรายได้จากการส่งออกจำนวนมหาศาล จึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หรือทำกันเล่นๆ เด็ดขาด

อยากให้พันธมิตรฯ โผล่ออกมาจากทำเนียบรัฐบาล แล้วจะรู้ว่าเพื่อนร่วมชาติได้รับความเดือดร้อนสาหัสสากรรจ์แค่ไหน แต่ก็ไม่ทราบว่าคนส่วนใหญ่จะยอมรับนับญาติกับพันธมิตรฯ ด้วยหรือเปล่านะ

ในขณะที่รัฐบาลเอง พยายามหามาตรการมาเยียวยา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนนี้ แต่กลับได้รับการต่อต้านจากลิ่วล้อพันธมิตรฯ

นี่ขนาดเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อนขนาดนี้ ถ้าเป็น “การเมืองใหม่” ที่ลากถูลู่ถูกังกันมามีอำนาจ “เสียงของประชาชน” จะมีความหมายสำหรับพวกเขาหรือ

จากการคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2552 ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติโลก หรือเรียกว่า เผาจริง ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะมาตรการทางการคลัง ซึ่งยืนยันได้ชัดเจนประการหนึ่งคือ จะไม่มีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มในทุกประเภทภาษีของกรมสรรพากรแน่นอน

และอาจมีข่าวดีคือ มีแนวคิดจะปรับลดภาษีนิติบุคคลลงจากปัจจุบันจัดเก็บอยู่ที่ 30% ของกำไรสุทธิ อาจปรับลดลง 5% เหลือ 25% โดยคิดเป็นรายได้ที่รัฐบาลจะสูญเสียประมาณปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับตามมา

เพราะการลดภาษีจะช่วยชะลอการปลดคนงาน และเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่หรือขยายการลงทุนได้ นอกจากนี้อาจปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ปกติจัดเก็บอยู่ที่ 5-37% ลงมาด้วย แต่อยู่ระหว่างศึกษาว่าควรปรับลดลงมาที่อัตราใด หรือช่วงเวลาใด เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และทำให้คนไม่เลี่ยงการเสียภาษีอีก

รายได้ที่สูญไปจากกลุ่มนี้อาจจะทดแทนด้วยการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเหล้าเพิ่มเติม เพราะเหล่านี้คือสินค้าฟุ่มเฟือย รวมถึงอาจต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นในช่วงแรกๆ ของปีที่ปรับลดภาษี แต่ถ้าในระยะยาวจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุทั่วประเทศรวม 1 ล้านคน คนละ 500 บาท รวมปีละ 6 พันล้านบาท เพื่อเป็นเงินสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุและกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าไปในตัว

จึงไม่แปลกที่คนไทยส่วนใหญ่จะคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขวัญใจคนรากหญ้า
มีหลายประเทศที่เชิญอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ไปเป็นที่ปรึกษาเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเชื่อในมันสมองและฝีมือ แต่ประเทศไทยกลับมีคนส่วนน้อยพยายามเสือกไสไล่ส่ง ด้วยการวางแผนที่แยบยลเป็นขั้นเป็นตอน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นศัตรูตัวฉกาจของผู้ที่ไม่เอาประชาธิปไตย

แต่สำหรับคนไทยที่ไม่เอาเผด็จการ ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมากู้เศรษฐกิจของประเทศ กู้ความศรัทธายอมรับของนานาประเทศ ครับผม