เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, November 5, 2008
Alienet วิเคราะห์: อ่านใจคุณทักษิณโฟนอิน 1พ.ย."ผมจะกลับมาด้วยพระบารมีหรือด้วยพลังของประชาชน"
โดย Alienet
ที่มา เว็บบอร์ดชมรมฟ้าใหม่
5 พฤศจิกายน 2551
ว่าจะไม่เขียนถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนของหลายฝ่ายกรณีคำพูดไฮไลท์ที่ว่า "ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน จริงไหมครับ"
หลายฝ่ายมองไปว่าคุณทักษิณต้องการให้ประชาชนที่รักร่วมเข้าชื่อเพื่อยื่นขอพระราชทานอภัยโทษให้ ซึ่งผมเห็นว่านั่นไม่ใช่ คุณทักษิณต้องการให้นิรโทษกรรมหรือให้มีการกำกับกระบวนการตุลาการให้กระทำการให้ยุติธรรมมากกว่า ดังเช่นที่กล่าวว่า"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
แต่เมื่อทางกองทัพได้ประชุมและเริ่มแสดงว่าเข้าใจความหมายที่คุณทักษิณพูดดังที่ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายเป็นห่วงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะหมิ่นสถาบันเบื้องสูง พล.อ.อภิชาต(ปลัดกระทรวงกลาโหม)กล่าวว่า "ผบ.เหล่าทัพมองว่าเป็นการสร้างความอึดอัดให้กับพระองค์มากกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ควรจะออกมาลักษณะที่จะไปดึงพระองค์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"
ความจริงการที่จะเข้าใจเจตนาของคุณทักษิณที่พูดคำนี้ต้องมองการเกี่ยวโยงถึงคำให้สัมภาษณ์ก่อนนี้ถึง "ชนชั้นสูงที่ไม่ชอบประชาธิปไตย" หลังศาลพิพากษาคดีซื้อที่ดินย่านรัชฎาอันส่งผลสะเทือนในระดับสากลที่เหมือนเป็นการฟ้องให้ชาวโลกได้รับทราบถึงมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมไทยที่ถูกชนชั้นสูงเข้ามาแทรกแซงบิดเบือนเพื่อเป้าหมายทางการเมืองนั่นเอง
ถ้าได้นั่งฟังร่วมอารมณ์กับคนเสื้อแดงวันนั้นจะทราบว่า คุณทักษิณพูดว่า จะกลับประเทศไทยได้มี 2 อย่างที่ช่วยได้คือ พระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวที่จะทรงพระเมตตา(นิรโทษกรรม,ไม่แทรกแซงศาล)หรือไม่ก็ พลังของประชาชนทุกท่าน
ไม่ใช่"ราชประชาสมาสัย"พระบารมีที่ทรงพระเมตตาและพลังประชาชนร่วมกันเช่นที่คุณวีระ(ที่เข้าใจความหมายรีบ)กลบเกลื่อนว่า"ราชประชาสมาสัย"ที่เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันสูงสุด อาศัยพระบารมีของท่าน บวกกับพลังรากหญ้า คือมวลมหาประชาชนเข้าด้วยกัน
อันเป็นที่มาของคำพูด"ผมฟังแล้วขนลุก เหมือนที่บอกว่าเย็นศิระเพราะพระบริบาล" 
แต่คุณทักษิณน่าจะหมายถึง ไม่มีใครจะเอาผมกลับประเทศได้หรอก นอกจาก(ถ้า)พระบารมีที่จะ(ไม่)ทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็(ผมคงต้องอาศัย)พลังประชาชนทุกท่าน(ที่กำลังแสดงพลังเสื้อแดงต่อต้านรัฐประหาร)
ซึ่งถ้าฝ่ายตรงข้ามเข้าใจเหมือนกับที่ผมเข้าใจคงหนาวกันทั่วหน้าแน่ๆ จึงต้องขอเฉยๆ ไว้เพื่อให้พวกเขาต่อต้านความพยายามเข้าชื่อขอพระราชทานอภัยโทษกันต่อไป
ทำไมผมถึงเข้าใจเช่นนี้
ยังจำกันได้หรือไม่ ก่อนเกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย.49 ก่อนเกิดการล้างบุคคลากรในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 เพื่อแต่งตั้งคนของฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณเข้าแทนที่ด้วยข้อหาขึ้นเงินเดือนไม่ถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชดำรัสไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่เอานายกพระราชทาน ไม่เอาการรัฐประหาร แต่ให้ใช้กระบวนการตุลาการศาลสถิตยุติธรรมเข้าแก้ไข
แต่ก็มีผู้ละเมิดพระราชประสงค์ กระทำการรัฐประหารและแปรพระราชดำรัสของพระองค์เป็นขบวนการ"ตุลาการภิวัตน์"ไปเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้ฝักใฝ่ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยเพื่อทำลายล้างรัฐบาลคุณทักษิณที่เป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แม้พระองค์จะทรงตรัสว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยและลงโทษย้อนหลังกรรมการบริหารพรรคนั้นไม่ใช่ "ศาล" ไม่ได้สวมเสื้อครุย ไม่ได้ทรงโปรดเกล้าแต่อย่างใด แต่กลุ่มบุคคลเหล่านั้นก็หาได้แยแสสนใจแต่อย่างใดไม่ประดุจถือดีว่ามีอำนาจลึกลับใดหนุนหลังให้เหิมเกริมบังอาจล่วงละเมิดพระองค์ได้อย่างไม่เกรงกลัวพระราชอาญา
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มบุคคลที่บังอาจอ้างเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ นำเอาสัญญลักษณ์ของพระองค์ไปทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าพระองค์ทรงสนับสนุนและเห็นด้วยกับการกระทำที่ผิดกฎหมายของพวกตน ผูกขาดความจงรักภักดีเพื่อทำลายล้างปฏิปักษ์ทางการเมือง สร้างความเดือดร้อนและหายนะให้แก่ประเทศชาติอย่างประมาณมิได้
สถาบันกองทัพกลับนิ่งเฉยและทำเสมือนให้คนทั่วไปเข้าใจว่า หนุนหลังกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ ไม่มีนายทหารที่รับผิดชอบในกองทัพคนใดจะพูดห้ามปรามหรือแสดงความไม่เห็นด้วยที่มีการนำเอาพระองค์ สถาบันกษัตริย์และราชวงศ์มาเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง
เพียงคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยที่โอดครวญและเอ่ยปากขอพระบารมีพระเมตตาของพระองค์เท่านั้น กลับแสดงออกมาว่าไม่สบายใจ คุณทักษิณเอ่ยเอื้อนด้วยมธุรสวาจาขอความพระเมตตาให้พระองค์ทรงเป็นท้าวมาลีวราชผู้ทรงทศพิธราชธรรม ตักเตือนผู้ที่แปรพระราชดำรัสของพระองค์ผิดเพี้ยนเพื่อพวกพ้องให้กลับมาทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นศาลยุติธรรมเยี่ยงนานาอารยะประเทศ มิใช่ทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรมเช่นปัจจุบัน
ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แอบอ้างสถาบันเพื่อประโยชน์ตน พูดจาจาบจ้วงตีตนเสมอว่าสามารถนั่งทางในพูดคุยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด่าว่าดูหมิ่นดูแคลนข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดที่เห็นต่าง พูดจาให้ร้ายกองทัพและผู้นำกองทัพอย่างสาดเสียเทเสีย ผู้นำกองทัพต่างหดหัวก้มหน้านิ่งเอามือกุมหว่างขาทำตาปริบๆ เท่านั้นเอง
ศักดิ์ศรีของกองทัพไทย ศักดิ์ศรีของชายชาติทหาร อยู่ที่ไหน?
หรือตกอยู่ใต้อำนาจผ้าอนามัยเปื้อนเลือดที่ผู้วิกลจริตนำไปกระทำพิธีทางไสยศาสตร์ให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศพระพุทธเจ้าหลวงผู้ให้กำเนิดสถาบันโรงเรียนนายร้อยฯ เสียแล้ว
จงอย่าอ้างความเป็นกลาง เพราะที่ประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ ผู้นำกองทัพไม่ได้เป็นเช่นที่กล่าวอ้างเลย
พวกเขาตกอยู่ใต้มนต์สะกดแห่งลัทธิพันธมิตรกันหมดแล้ว ศักดิ์ศรีของพวกเขาอยู่ใต้ผ้าอนามัยเปื้อนเลือดอย่างสิ้นเชิง
จาก Thai E-News
พฤติกรรมเหิมเกริม
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปีศาจคาบไปป์ ฉบับวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรรายงานข่าวด้วยใจหดหู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่สามารถบับคับใช้กฎหมายได้กับคนที่ทำผิดกฎหมายในทำเนียบรัฐบาลและเชิงสะพานมัฆวานฯ ต้องอ้อนวอนให้เปิดเส้นทางเสด็จฯ บนถนนราชดำเนิน ในงานราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2551
00ไม่ทราบว่าเป็น ความโชคร้าย หรือ โชคดี ที่ได้รับรู้พฤติกรรมเหิมเกริมของผู้ทำผิดกฎหมาย ยึดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง เรียกร้องแต่สิทธิแต่ลืมหน้าที่ที่คนไทยพึงประพฤติปฏิบัติ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ฉบับวันวาน จึงต้องใช้คำอุทานพาดหัวใหญ่ว่า “โอ้แม่เจ้า ตร.ขอทางเสด็จ” เหมือนที่เคยใช้คำอุทานพาดหัว “ฉิบหายประเทศไทย แฉเอกสารลับ คมช. ปักธงรบล้มล้าง พปช.” ซึ่งทั้งสองข่าว เป็นการทำผิดกฎหมายที่ไม่มีใครคิดว่าจะมีคนกล้าทำ จึงใช้คำอุทานออกมาด้วยอารมณ์ ซึ่งจะมีนานๆ ครั้ง ไม่ว่ากันนะครับ
00 วันนี้จะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีเหตุขัดข้องก็จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรนมนูญ หรือ สสร. แต่เหตุขัดข้องที่ว่า มีข่าวแพลมออกมา กลุ่มพันธมิตรพันธมาร อาจจะปฏิบัติการปิดล้อมสภาอีกครั้ง โดยมีพรรคการเมืองที่ปฏิเสธการตั้ง สสร. คอยให้ท้ายสนับสนุนลับๆ โดยประเมินกันว่า หากยกขบวนปิดรัฐสภาในวันนี้ ตำรวจจะไม่กล้าดำเนินการใดๆ แม้แต่จะ “ตด” ยังไม่กล้า เพราะยังผวากับข้อกล่าวหาเกินจริง ตำรวจฆ่าประชาชน ที่ยังปลุกระดมป้ายสีกัน 24 ชั่วโมงบนเวทีพ่นน้ำลายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถ้าเหตุขัดข้องเกิดขึ้น ไม่สามารถประชุมสภาได้ เอกฉัตร ต้องขออนุญาตหัวหน้าข่าว พาดหัวด้วยคำอุทานว่า “เลวบัดซบเลวไม่รู้จบ”
00 แต่ที่ เลวไม่เลิกตั้งแต่ไปเจอมนต์โกเต๊กซ์ของโกตั๊บ คงไม่มีใครเกิน อีปอง เป็นความโชคดีของ เอกฉัตร ที่ไม่ได้ฟังคำที่เป็นเสนียดรูหู เมื่อเช้าวันวาน แต่ยังมีคนเล่าให้ฟังว่า ไม่รู้พ่อแม่ไม่สั่งสอน หรือ สอนไม่จำ จึงเปิดปากสามหาวด่าและสาปแช่ง นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล หลังจากเข้าพักรักษาตัวด้วยโรคมะเร็งตับนานนับเดือน และจะเดินทางไปอเมริกาเพื่อรักษาต่อ คำด่าและคำสาปแช่งหยาบๆ คายๆ ไม่สามารถจะนำมาเขียนให้ท่านได้อ่านได้ เดี๋ยวตัวเสนียดที่ออกจากปากอีปองจะติดตา มันอะไรกันนักกันหนา ต่างคนต่างทำหน้าที่ วันนี้ อดีตนายกฯสมัคร ได้พ้นจากการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีประเทศไทย และเป็นผู้ป่วยที่คนไทยควรจะอวยพรให้หายไวๆ ไม่ใช่ยังใช้ปากสามหาวตามล้างตามเช็ดสาปแช่ง ผิดวิสัยคนไทยที่พ่อแม่สั่งสอนให้เป็นคนดี รู้จักวัฒนธรรมและประเพณีไทย
00 ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเป็นเรื่องดี แต่ตีตนไปก่อนไข้ ไม่ควรกระทำ เลิกกันเสียทีได้ไหม กรณีการ ตั้ง สสร.3 ขึ้นมา พวกที่คัดค้านเพราะมีวาระซ่อนเร้นร่วมขบวนการไปกับ กลุ่มโกเต๊กซ์ของโกตั๊บ ออกอาการตีตนไปก่อนไข้ อ้างจะสร้างความวุ่นวายนำพาประเทศไปสู่วิกฤติ เลือดจะนองแผ่นดิน เหมือนกับตีตนไปก่อนไข้ ในการจัดงาน ความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน จินตนาการกันล่วงหน้าจะเกิดความวุ่นวาย ปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามา จะสร้างความแตกแยกให้กับประชาชน ขนาดโหร คมช. ยอมหน้าแหก อดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่มีทางได้โทรศัพท์ข้ามประเทศ เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพียงเพื่อสกัดกั้นไม่ให้คนไปร่วมชุมนุมทำกิจกรรมทางการเมือง สุดท้ายไม่ได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา พลังเสื้อแดงเต็มพรึ่บเรือนแสน ทุกคนชุมนุมกันอย่างสงบเรียบร้อย ตำรวจทหารที่มายืนรักษาความสงบเรียบร้อp แทบจะยืนหลับในเพราะไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น มีแต่ตื่นตาตื่นใจกับพลังเสื้อแดง ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการทำกิจกรรมทางการเมืองของไทย
00 เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหน้า ในเมื่อได้ชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ เอกฉัตร อยากจะเห็นจริงๆพับผ่าเหอะ ให้พรรคประชาธิปัตย์ ย้ายสถานที่จัดงานระดมทุนจากเมืองทองธานี ไปจัดที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน จะได้เลิกกล่าวหาว่าจ้างคนมา และยังรู้ซึ้งว่า ไม่ง่ายที่จะให้คนมารวมกันได้เป็นเรือนแสน ถ้าไม่ใช่เกิดความศรัทธา น่าลองนะทั่น เลขาฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ถ้าสมาชิกพระแม่ธรณีบีบมวยผม มาสักครึ่งหนึ่งของพลังเสื้อแดง ถือว่าเก่งแล้ว
00 โดนเสียบ้างก็ดี กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 คงอึดอัดใจเต็มทีกับข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่ใช้เงินภาษีประชาชนเป็นค่าดำเนินการ รวมตัวกันปิดล้อมสถานีที่เชียงใหม่ หาคนรับผิดชอบกับการเสนอข่าวมีการจ้างประชาชนเป็นพลังเสื้อแดง สุดท้ายต้อง ขอโทษขอโพย แต่เชื่อไม่ได้ว่า ข่าวประเภทใส่สีตีไข่ให้ร้ายรัฐบาลจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมา ใครที่มีความคิดตรงข้ามกับรัฐบาล ไม่ว่าไปซุกอยู่หลืบไหนของประเทศนี้ จะถูกเชิญมาออกรายการขย่มรัฐบาลได้ทุกวี่ทุกวัน เหมือนเป็นโทรทัศน์เครือข่ายเอเอสทีวี ของกลุ่มโกเต๊กซ์ของโกตั๊บ ประชาชนอดทนไม่ไหว จะปฏิบัติการแบบเดียวกับคนรักเชียงใหม่ 51 แล้วจะหาว่า หล่อไม่เตือน เพราะวันนี้ยังไม่มีภูมิต้านทานเหมือนกับกลุ่มโกเต๊กซ์ของโกตั๊บในทำเนียบรัฐบาล ก็ต้องพึงระวังในการนำเสนอข่าว อย่าเอามัน อย่าบิดเบือนจากความจริงมากนัก
00 บรรทัดนี้ เอกฉัตร ขอขอบคุณ ท่านผู้มีอุปการคุณ ที่ให้การสนับสนุนหนังสือในเครือ สำนักข่าวประชาทรรศน์ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ออกวางจำหน่ายทุกวันศุกร์ และ น้องใหม่ นิตยสารประชาทรรศน์ รายปักษ์ ฉบับความจริงวันนี้ วางจำหน่ายทุกวันที่ 1 และ 15 ของเดือน ส่วนเสียงเรียกร้องและต่อว่าต่อขานกันมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ขึ้นราคาแล้วยังหายาก ตั้งแต่วันวาน เราได้สนองความต้องการของท่านโดย เพิ่มยอดพิมพ์เพื่อวางจำหน่ายให้มากขึ้นไปแล้ว และจะพิจารณาเพิ่มขึ้นอีกถ้าท่านยังต้องการและเรียกร้องกันมา ขอบพระคุณครับ
เอกฉัตร
อย่าลืมชะโงกดูเงาตัวเอง!
คอลัมน์ : ละครชีวิต
โดย ลวดหนาม
ผมรู้สึกดีใจที่ได้อ่านข่าว นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวว่า จะมีงานระดมทุนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ในชื่อ “เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์” ที่อิมแพ็ค อารีน่า ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้
นายสุเทพ บอกว่า มีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวมกำลังเพื่อต่อสู้ทางการเมืองในสนามเลือกตั้ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นในเวลาใดก็ได้ และการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้ต้องการประลองกำลังกับกลุ่มการเมืองใด
ที่ผมรู้สึกดีใจ เพราะอย่างน้อยการจัดงานครั้งนี้ก็กระทำในรูปแบบพรรคการเมืองปกติทั่วๆ ไป ซึ่งต้องมีการระดมเงินทุนไว้ต่อสู้ทางการเมือง
งานนี้เรียกได้ว่า “เข้ารูปเข้ารอย” กระทำในลักษณะของคนที่มีความคิด มีมันสมอง ไม่ใช่ไปปลุกระดม ส่งข้าวส่งน้ำม็อบในทำเนียบรัฐบาลเหมือนที่ประชาชนเข้าใจแบบนั้น
ผมเข้าใจดีว่า พรรคประชาธิปัตย์อยากเป็นแกนนำรัฐบาล อยากให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และทั่วโลกก็กำลังจับตามองเราอยู่
ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองต้องกระทำในรัฐสภา ไม่ใช่เล่นการเมืองสกปรกแบบนี้ เพราะประชาชนรู้สึกเศร้าใจ สลดหดหู่ สมเพชเวทนา ทุเรศในความสิ้นคิดของบรรดาสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน
วันนี้ชาวบ้านยังจำคำพูดของ รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
พรรคนี้ทำตัวเหมือนเป็น “พันธมิตรฯ ในสภา” อยากเป็นแกนนำรัฐบาล แต่เลือกตั้งไม่ได้ ต้องมาอาศัยกระบวนการนอกสภาเอื้อกัน ระหว่างประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ
นอกจากนี้ยังมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือ ดร.โกร่ง ที่เขียนบทความเรื่อง “ประชาธิปัตย์ต้องการปฏิรูป” ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 26-28 พฤษภาคม 2551 วิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์
ดร.โกร่ง เห็นว่า ประชาธิปัตย์ต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ไม่ใช่เอาแต่โจมตีคู่ต่อสู้ และที่สำคัญคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้จบการศึกษาจากสถาบันชั้นนำของโลก แต่ถูกวัฒนธรรมคร่ำครึของพรรคล้างสมองจนลืมหลักการหมด
ที่เด็ดขาดคือ มองว่าประชาธิปัตย์ร่วมมือกับทหาร สร้างทางตัน เชื้อเชิญให้ทหารมาปฏิวัติ ทำลายรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามถูกยุบ และที่ถูกใจชาวบ้านมากๆ คือ ชอบใช้วิธีสะกดจิตตนเองว่าเป็นฝ่ายเทพ และฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายมาร
ประชาธิปัตย์ เล่นการเมืองทั้งในสภา นอกสภา ใต้ดิน จับมัดมือมัดเท้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่ประชาชนคนไทยก็ไม่ได้เสื่อมความนิยมในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้เลย ตรงกันข้าม ประชาชนกลับรัก พ.ต.ท.ทักษิณ มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือสิ่งที่พิสูจน์ได้ดีว่า ผลงานพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้คือ “ความมั่นคง” และ “ยั่งยืน”
ประชาชนได้รับประโยชน์ ทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นมากกว่ารัฐบาลไหนๆ
ในวันนี้ พรรคพลังประชาชนโดนรุมกระหน่ำซ้ำเติมอย่างบ้าคลั่งจาก “อำนาจนอกระบบ” ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะระดมทุนเข้าพรรค เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
นี่คือสิ่งที่บ่งบอกได้ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่ความฝัน คือ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
แต่อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่า งานวันที่ 8 พฤศจิกายน ภายใต้ชื่อ “เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์” สมาชิกพรรคทั้งหลายคงได้มีโอกาส “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงาตัวเอง” ไปพร้อมๆ กันด้วย
ขอเตือนว่า งานนี้อย่าพยายามอวดเก่ง อวดเด่น เพื่อกลบความด้อยและจ้องหาจังหวะสร้างกิจกรรมเพื่อหลอกลวงประชาชน คนรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกนะครับ!
“คุณธรรม” อยู่ที่ใคร? เป็นผู้กำหนด
คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
โดย ณัฐณิชา
พลันที่มีการยึดอำนาจ โค่นล้มรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะฯ ประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยก มาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร นั่นก็คือเรื่องของ “คุณธรรม”
คณะปฏิรูป จึงได้ทำการแต่งตั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นัยว่าต้องการสื่อความหมายให้ประชาชนเห็นว่าเป็นผู้มี “คุณธรรม”
ต่อมา พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็พยายามแต่งตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง มาเป็นคณะรัฐมนตรี โดยยึดหลักเดียวกันว่า ต้องการสื่อความหมายให้ประชาชนเห็น ว่าเป็น ผู้มีคุณธรรม จริยธรรม
แม้จะมีความพยายามเปิดประเด็นเรื่อง “เขายายเที่ยง” ขึ้นมา โดย กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) แต่ก็มิอาจทำให้ ภาพที่ถูกสร้างขึ้นของตัวผู้นำรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีว่าเป็นผู้มีคุณธรรม ลดลงไปแต่อย่างใด? ประชาชนคนไทยบางส่วน ยังคงเชื่อว่า รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ มี “คุณธรรม” กว่ารัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตย ที่เพิ่งถูกโค่นล้มลงไป
จึงทำให้คนไทยในขณะนั้น ต้องทนยอมๆกันไป จนกระทั่ง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาปูดว่า
“การปฏิวัติยึดอำนาจ โค่นล้มรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น มี.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่เบื้องหลัง”
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ซึ่งจัดชุมนุมต่อต้านการทำรัฐประหารในครั้งนี้ จึงได้ทำการเคลื่อนมวลชนเรือนหมื่น เรือนแสน ออกจากที่ตั้ง ณ ท้องสนามหลวง เพื่อไปสอบถามความจริงจากปากของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ณ บ้านพักสี่เสาเทเวศร์
จนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องทำการสลายการชุมนุมดังกล่าว โดยการใช้แก๊สน้ำตา และกระบองเป็นเครื่องมือ ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งๆ ที่การเคลื่อนขบวนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ในครั้งนั้น เป็นเพียงแค่ การไปตั้งเวทีปราศรัยทวงถามความจริง หลังการให้สัมภาษณ์ของ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
คล้อยหลังจากนั้น จนกระทั่งวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เหตุสลายการชุมนุม ได้ย้อนกลับมาอีกครา เมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งชุมนุมยืดเยื้อ เพื่อขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปี 2550
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้บุกยึดทำเนียบรัฐบาล ชุมนุมยืดเยื้อ ได้เคลื่อนมวลชน มาปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ในวาระแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาแทนที่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีที่ต้องหลุดจากตำแหน่ง อันเนื่องมาจากคำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากกรณีทำรายการโทรทัศน์ “ชิมไป บ่นไป”
จุดประสงค์ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เคลื่อนมวลชนมาปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภานั้น ไม่มีใคร รู้แน่ แต่ที่แน่ๆ ถ้ารัฐบาลไม่สามารถแถลงนโยบายได้ตามกำหนดเวลา ก็จะต้องพ้นสถานะไปโดยปริยาย เจ้าหน้าที่บ้านเมือง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องทำการเปิดพื้นที่เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐบาล ได้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
การสลายการชุมนุมในครานี้ มีเพียงการใช้ “แก๊สน้ำตา” ตามมาตรฐานขั้นตอนปฏิบัติที่ทั่วโลกทำกัน ไม่มีอาวุธประจำกายใดๆ แม้แต่ไม้กระบอง
แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เมื่อมีผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก และถึงขั้นมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต
ไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การมีผู้บาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก และเลยถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตนั้น มาจากสาเหตุใด? แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตุจากสื่อมวลชนต่างประเทศ ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเอง มีการพกพาอาวุธที่เรียกกันว่า “ระเบิดปิงปอง”
โดยเฉพาะประเด็นการเสียชีวิตของอดีตนายตำรวจที่เป็นหัวหน้าการ์ดนั้น ว่ากันว่า มีการเตรียมระเบิดอานุภาพรุนแรงมาเพื่อเป้าประสงค์ใด? ประสงค์หนึ่ง แต่ระเบิดดังกล่าว ได้ทำงานขึ้นมาก่อน จึงทำให้ตนเองต้องจบชีวิตลง
แม้คณะกรรมการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้นมา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ต่อกรณีการบาดเจ็บ และเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้น
แต่รัฐบาลก็ได้ตั้งงบประมาณจำนวนมาก เพื่อจ่ายเป็น “ค่าชดเชย” ให้กับคนบาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ในทุกกรณี
ประเด็นข้อสงสัย จึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยที่ว่านี้ ทุกกรณีเลยหรือ? ไม่รอบทสรุปพิสูจน์ ให้ทราบแน่ชัด ถึงสาเหตุการบาดเจ็บ และเสียชีวิตก่อนหรืออย่างไร?
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก.ไปจัดชุมนุมปราศรัย เพื่อทวงถามความจริง จากปากของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อันเนื่องมาจากการถูกกล่าว ให้ร้ายป้ายสี โดย นายสุริยะใส กตะศิลา ไม่ได้บุกยึดบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ เพื่อใช้ทำนาแต่อย่างใด?
ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ได้ชื่อว่ามีคุณธรรม จริยธรรม ไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าชดเชยใดๆ ให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บ แม้แต่สตางค์แดงเดียว
แต่รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบบ ตามกติกา ที่ถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ้างว่าขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เพราะไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม จึงต้องมาชุมนุมขับไล่ จนกระทั่งมีผู้บาดเจ็บ และสูญเสียชีวิตดังกล่าว
กลับจ่ายเงินค่าชดเชยการบาดเจ็บ และการสูญเสีย จากเหตุการณ์นั้น ในทุกกรณี ไม่ต้องรอให้มีการพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดใดๆ
ถึงวันนี้คนไทยทั้งประเทศ พอจะมองออกแล้วล่ะว่า อะไร? คือคุณธรรม หรือจริยธรรม ในสายตาของคนที่คอยคิดแต่กำหนดว่าคนนั้นดี คนนี้เลว เพราะทุกอย่างพิสูจน์ชัดให้เห็นแล้วว่า คุณธรรม จริยธรรม คนดี คนเลว ไม่ได้อยู่ที่ลมปากใครกำหนด
ว่าแต่ว่ารัฐบาลที่มี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี อย่าได้เผลอไปมีคุณธรรมมากถึงขนาดจ่ายเงินค่าชดเชยให้กับโจรก่อการร้ายที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย เจ้าประคุณ
อหังการ...พันธมาร !
โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
โดย บิ๊กโบ๊ต
ช่วงนี้พสกนิกรชาวไทยกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
งานสำคัญจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งขณะนี้ใกล้เข้ามาทุกที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์และเจ้านายทุกพระองค์ จะต้องเสด็จไปร่วมพระราชพิธีดังกล่าว
หลายฝ่ายเตรียมความพร้อมเพื่อแสดงความจงรักภักดี โดยเฉพาะตำรวจต้องรีบเคลียร์ เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินที่จะต้องมีการจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และต้องจัดถวายความปลอดภัยอย่างสมพระเกียรติ
แต่จนถึงขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังปิดถนนตั้งแต่ช่วงสะพานมัฆวานจนถึงแยกลานพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อวันก่อนตำรวจต้องออกมาอ้อนวอน และทวงถามพันธมิตรฯ ว่าจะให้ใช้หรือไม่ให้ใช้เส้นทางดังกล่าว ถ้าจะให้ใช้ต้องรีบดำเนินการ
แต่ปรากฏว่า นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาตอบว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เคยประกาศไว้แล้วว่าวันที่ 13 พฤศจิกายน จะเปิดเส้นทางอย่างแน่นอน
นักข่าวหลายคนที่สัมภาษณ์นายสุริยะใสวันนั้นบอกว่าพันธมิตรฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องเส้นทางเสด็จเท่าใดนัก
เพราะนายสุริยะใสไปเน้นหนักในประเด็นหลังจากวันที่ 13 พฤศจิกายน พันธมิตรฯ จะขอความร่วมมือ จากสารวัตรทหาร เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ และแยกมิสกวัน ซึ่งถือว่ามีความล่อแหลมและเป็นอันตรายกับ “ผู้ชุมนุม” มากที่สุด
นายสุริยะใสเป็นห่วงผู้ชุมนุมมากกว่าห่วงความปลอดภัยของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินอย่างนั้นหรือ ?
หลายคนฟังแบบนี้รู้สึก “ไม่สบายใจ” เพราะไม่น่าเชื่อว่าพันธมิตรฯ จะละเลยความรับผิดชอบเช่นนี้ไปได้
แม้ที่ผ่านมาได้พยายามปลุกระดมเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด
แต่การกระทำเช่นนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงความจงรักภักดีเลยแม้แต่น้อย… ใช่หรือไม่ครับพี่น้อง ?
หลายคนอยากรู้ว่า ...แท้ที่จริงแล้วพันธมิตรฯ ต้องการอะไรกันแน่ เพราะตามธรรมเนียมของการรักษาความปลอดภัยเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินนั้นต้องเตรียมความพร้อมเป็นสัปดาห์ๆ
แม้กระทั่งในยามเหตุการณ์บ้านเมืองปกติการอารักขาจะต้องกระทำล่วงหน้าเพื่อความมั่นใจ แต่สถานการณ์การเมืองเวลานี้ที่มีความวุ่นวายมากมาย
พันธมิตรฯ กลับจะไม่ให้โอกาสตำรวจได้เตรียมถวายความปลอดภัยล่วงหน้า แบบนี้นะหรือ คือความจงรักภักดีต่อสถาบัน
สื่อมวลชนทั้งหลายที่ต่อหน้าประกาศตัวเองว่า จงรักภักดีอย่างหาที่สุดไม่ได้ แต่เวลานี้เอามือปิดหูปิดตาตัวเอง
พร้อมสนับสนุนให้พวกกฎหมู่เหนือกฎหมายแสดงอำนาจบาตรใหญ่ อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจชอบ
อยากถามเหลือเกินว่า ...ประเทศนี้ใครใหญ่ เพราะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะใช้ถนนก็ใช้ไม่ได้ จนกว่าจะถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน ก็ไม่รู้ว่า สื่อมวลชน และกองทัพไทยมัวทำอะไรกันอยู่
หรือว่าวันนี้ .....กองทัพกำลังยุ่งกับการส่งทหารไปรักษาความปลอดภัยพันธมิตรฯ จนลืมความรู้สึกของประชาชนที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ
การกระทำแบบนี้ ถือว่าพวกท่านทรยศต่อประเทศอย่างให้อภัยไม่ได้
และความจงรักภักดีที่พูดออกมาจากปากมันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าพวกคุณไม่ได้ปฏิบัติด้วยความจริงใจเลยสักคนเดียว ...!!
ฟ้าสีทอง
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ฟ้าหลังฝน มักจะมีความสว่างสดใส มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน อากาศดี ไม่มีฝุ่นผงมาปกคลุมให้รำคาญลูกตา สภาพอากาศในประเทศไทยขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า ปลายฝน ต้นหนาว คือ เริ่มจะหมดฤดูฝน และกำลังจะย่างก้าวเข้าสู่ฤดูหนาว ลมหนาวเริ่มโชยมาแตะผิวกายเข้าให้แล้ว หากจะเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองไทย หลังจากที่อึมครึมมานาน 2-3 ปี กับสถานการณ์การเมืองไทย วันนี้บอกได้ว่าเป็นบรรยากาศของฟ้าหลังฝนอย่างแท้จริง
เพราะหลายคนเริ่มรู้และตระหนักกับคำว่า “ประชาธิปไตย” มีความสำคัญกับการดำรงชีวิตของคนไทย ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย ไม่มีวันหยุดพัก แถม อยู่กับคนเราตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว เอาง่ายๆ นั่นคือ ตั้งแต่ นอนหลับ ไปจนถึงตื่นนอน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ายาสีฟัน แปรงสีฟัน ค่าน้ำมันพืช ค่าไข่ ค่าข้าว ค่าน้ำมันรถ ค่ารถเมล์ ฯลฯ จิปาถะทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแต่มาจากการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น ที่สามารถสั่งการบันดาลให้ราคาถูกหรือราคาแพง และจะกระทบกับผู้คนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า
นี่คือความสำคัญของ การเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่บางคนอาจจะหลงลืมในความสำคัญข้อนี้ไปเสีย เพียงเพราะการ ปลุกระดม ยุยงปลุกปั่น ของคนบางพวกบางฝ่าย ที่ยังหลงงมงายใน คุณไสย และไสยศาสตร์
หลังจากการวัดกำลังของ “คนเสื้อเหลือง” และ “คนเสื้อแดง” ยกแรก ได้ผ่านพ้นไป ท่ามกลางการจับตาของนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ทั้งในและนอกประเทศ หากไม่เอียงกระเท่เร่จนเกินไปนัก เราจะรู้ว่า “คนเสื้อแดง” หรือ “คนเสื้อเหลือง” ใครมีจำนวนมากกว่ากัน?
คนเสื้อเหลือง ใช้ทุกกระบวนท่า เรียกว่า แก้ผ้า...ล่อนจ้อน ออกมาให้เห็น
สร้างวาทกรรมทางการเมืองใหม่
สร้างละครทางการเมืองใหม่ให้มีความน่าเชื่อถือ
สร้างการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์อันจอมปลอมหลอกลวงผู้คน
สร้างปฏิบัติการแห่งความรุนแรง
หวังจะเรียกร้องความสนใจจากผู้คนให้สงสาร และออกมาสวมใส่เสื้อสีเหลืองกันเป็นเรือนแสน เรือนล้าน เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย โดยยึดอำนาจการปกครองไปให้กับพรรคการเมืองที่วันๆ ไม่คิดทำอะไรให้ประชาชนเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากรอ “ส้มหล่น”
ขณะที่คน “เสื้อแดง” ใช้เพียงแค่กระบวนท่าเดียว นั่นคือ เปิดความจริงอีกด้าน ที่สังคมไม่เคยรับรู้ มาให้รับรู้ แค่นี้ก็ดิ้นกันพล่าน
เพราะธรรมชาติของคนส่วนใหญ่ต้องการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความจริง ยิ่งปกปิดยิ่งต้องขุดคุ้ย ยิ่งบิดเบือนข่าวสาร ยิ่งมีข่าวลือที่สุดกลายมาเป็นข่าวจริง ยิ่งสร้างความไม่ชอบธรรมให้เกิดขึ้น กระแสกดดันเหล่านี้มีสูงมากในสังคมไทย และ พร้อมระเบิดออกมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว!!! นี่...คือเหตุผลที่ทำให้ ประชาชนจำนวนเรือนหมื่นเรือนแสนของจริง!!! จึงได้เดินทางมาชุมนุมร่วมกันจากทั่วทุกสารทิศ พลังเสื้อสีแดงที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 แปลความได้ว่า เป็นพลังบริสุทธิ์ของผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ใครหน้าไหนคิดจะมาปฏิวัติทั้งทางตรงและทางอ้อม ขโมยประชาธิปไตยไป เขาเหล่านี้จะไม่ยอมและออกมาต่อต้านทุกรูปแบบ
การเมืองไทยเข้าสู่ช่วง “ฟ้าหลังฝน” ความอึมครึมทั้งหลายทั้งแหล่จางหายไปหมดแล้ว แสงตะวันกำลังสาดส่องอยู่ที่ขอบฟ้าเบื้องหน้า บรรเจิดจ้าสีทองส่องแพรวพราวระยิบระยับไปสุดลูกหูลูกตา ดังบทกวีของ “วิสา คัญทัพ” ที่ว่า
ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า
ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ
ไม่มีใครล้ำเลิศน่าเทิดทูน
ประชาชนสมบูรณ์นิรันดร์ไป
เมื่อยืนหยัดต่อสู้ผู้กดขี่
ประชาชนย่อมมีชีวิตใหม่
เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน...ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน!!!
‘ทักษิณ’ฝากพปช.รวมใจสู้ในนาม‘เพื่อไทย’
อดีตนายกฯเผยหากพปช.โดนยุบจริงวอนส.ส.ทุกคนรวมใจสู้ต่อเพื่อความถูกต้องเพื่อแผ่นดินแม่ในสังกัดพรรค‘เพื่อไทย’อีกครั้ง ระบุคิดถึงบ้านเกิด ต้องการทำประโยชน์ให้แต่ไม่มีโอกาส
แห่งข่าวระดับสูงเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวของส.ส.พรรคพลังประชาชน ภายหลังที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมาว่าได้มีส.ส.พรรคพลังประชาชนจำนวน 4-5 คน เดินทางไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ที่เกาะฮ่องกง เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมา
นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา เปิดเผยว่า ยอมรับว่าตนและเพื่อนส.ส.ได้เดินทางไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกงเพื่อขอบคุณเป็นการส่วนตัวเนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณได้เคยมาเป็นประธานงานศพน้องชายตน และได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงความเป็นห่วงประเทศไทยในภาวะที่สถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก รวมทั้งประเทศไทยที่ยังเจอวิกฤตการเมืองเล่นงานอย่ในขณะนี้
ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่าพ.ต.ท.ทักษิณยังระบุด้วยว่ากลัวว่าประเทศไทยจะล้าหลังประเทศอื่น รวมทั้งเสียดายโอกาสที่ประเทศไทยจะได้พัฒนา และ ยังได้แสดงความเป็นห่วงประชาชนในชนบทที่ต้องประสบปัญหาจากวิกฤตการเมือง
นายศักดา กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังบอกอีกว่า ระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ต้องอาศัยอยู่ในต่างประเทศไม่มีความสุขเลย แม้มุมหนึ่งจะสุขกายแต่ใจไม่เป็นสุขเท่ากับอยู่ที่ประเทศไทย โดยเฉพาะตอนนี้มีความคิดถึงบ้าน คิดถึงประเทศไทยอยากกลับมาประเทศไทยอย่างมาก และไม่คิดเลยว่าชีวิตต้องมาเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ ต้องการมาทำประโยชน์ให้ประเทศไทยแต่ก็กลับมาไม่ได้ จึงขอให้ส.ส.ในพรรค ร่วมใจสามัคคีกันช่วยกันทำงาน แม้ในที่สุดพรรคพลังประชาชนจะถูกยุบ แต่ก็ขอให้ส.ส.ทุกคนต้องร่วมกันต่อสู้ต่อไปในนามพรรค‘เพื่อไทย’ แม้ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องมีชะตากรรมเหมือนกับที่พรรคพลังประชาชนเจอหรือไม่ก็ตาม
นักวิชาการจวก"การเมืองใหม่"แก๊งมารแค่สร้างกระแส
'อัครเดช'ชี้ การเมืองใหม่พันธมาร ไม่ใช่หนทางปชต. แค่สร้างกระแส ย้ำ การเมืองที่ดีที่สุดคือ ต้องมีการเลือกตั้ง
จากกรณีที่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาระบุว่า ได้เตรียมทำสมุดปกขาว "การเมืองใหม่" เพื่อเตรียมเผยแพร่ทั่วประเทศในสัปดาห์หน้า นั้น นายอัครเดช สีผึ้ง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซ็นต์จอห์น ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวประชาทรรศน์ว่า การเมืองใหม่ของ กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่ควรปิดตายไปได้เลย เพราะไม่ใช่หลักการของประชาธิปไตยที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นตนมองว่า การเมืองใหม่ของ พันธมิตรฯคือการสร้างกระแสเท่านั้น และตนขอย้ำว่า การเมืองที่ดีที่สุดคือการเลือกตั้ง และรัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
"หากประเทศไทยนำรูปแบบการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรเสนอมาใช้ ประเทศไทยก็จะถอยหลังเข้าไปสู่ในยุค พ.ศ.2475 ตนมั่นใจว่า หากประเทศไทยมีองค์กรอิสระที่เข้มแข้งทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ได้ ประเทศไทยก็จะเดินต่อไปได้" นายอัครเดช กล่าว
นอกจากนี้ นายอัครเดช ยังกล่าวถึง ความพยายามให้มีการยุบสภาเพื่อตั้งส.ว.รักษาการ มาแก้ไข มาตรา 7 เพื่อให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องยาก เพราะตนมองว่าคนนอกจะไม่สามารถสั่งการคณะรัฐมนตรีได้ ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์เองก็เป็นกลุ่มเสียงข้างน้อย จึงจำเป็นต้องเกาะแสไปกับกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มคนที่ไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ
วีระย้ำ"ราชประชาสมาสัย"ทำได้
รายการความจริงวันนี้ประจำวันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 ออกอากาศทางช่อง NBT กล่าวถึงการจัดประกวดภาพถ่ายบรรยากาศงานความวันนี้สัญจร ครั้งที่2ที่ผ่านมาว่าจะมีการตัดสินคัดเลือกรางวัลชนะเลิศอันดับ1 ได้รับเงินรางวัล 50,000บาท รางวัลชนะเลิศอันดับ2 ได้รับเงินรางวัล30,000บาท และอันดับ3จะได้รับเงินรางวัล 20,000บาทซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากส่งรูปเข้าประกวด ส่วนการตัดสินจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ขณะเดียวกันที่มีประชาชนผู้สนใจถามถึง VCD บันทึกรายการความจริงสัญจร ครั้งที่1และ2นั้น จะมีจำหน่ายเมื่อไร นายวีระ กล่าวว่าขณะนี้กำลังจัดทำอยู่โดยรวมการจัดงานทั้ง2ครั้งไว้ด้วยกัน สำหรับผู้ที่สนใจอีกไม่นานนักจะมีวางจำหน่ายทั่วไป
นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวถึงว่า ประชาชนที่เข้ามาร่วมในวันงานที่ผ่านมาว่า ทุกคนต่างมีจุดยืนที่ชัดเจนอย่างเดียวกันคือ ต่อต้านรัฐประหาร แต่กลับมีกลุ่มคนการนำไปกล่าวกันต่างๆนาๆมากมายว่า ถูกจ้างมาบ้าง มาเพื่อปลุกระดมยั่วยุให้เกิดความรุ่นแรงบ้าง และยังอ้างว่าถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ Phone in เข้ามาพูดถึงเรื่องขอพระเมตตา พระบารมี และพลังของพี่น้องประชาชนกับไทยนั้น เป็นเรื่องไม่สมควร แต่ถามว่าถ้าท่านต้องตกอยู่ในสถานะของคนที่สิ้นหวัง หมดหวัง ท่านจะนึกถึงใครก่อน ร้อยทั้งร้อยก็ต้องนึกถึงในหลวงของเรา นั้นคือสามัญสำนึกทั่วไปของชนชาวไทย และขอถามกลับไปยังผู้ที่ออกมาวิพากษณ์วิจารณ์ว่าการขออภัยโทษมันผิดตรงไหน ทุกคนก็สามารถกระทำได้เพราะน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นเปรียบหาที่สุดมิได้ ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าก็ตนักดี ขนาดนักโทษที่ต้องโทษประหารชีวิตทูลขออภัยโทษก็ทรงอภัยโทษให้ กรณีนี้ก็เคยมีเกิดขึ้นมาแล้ว
ขณะที่ นายวีระ มุสิกพงศ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ที่สภาทนายความออกมาบอกว่าจะถอดเทป Phone in ของพ.ต.ท.ทักษิณ ในรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่2ที่ผ่านมา คำต่อคำแล้วนำไปดำเนินคดีทางกฎหมาย ตนไม่เข้าใจเลยว่าเป็นการเลือกปฏิบัติรึป่าว และทำเพื่อสิ่งใด ขณะที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯก่อเรื่องสร้างความเดือนร้อนรายวัน ก็ทำเหมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างนี้ บ้านเมืองกำลังประสบสภาวะปัญหารุมเร้ารอบด้าน แต่ยังไม่คนเห็นคนที่มีฝีมือออกมาชี้ทางสว่างแก้ไขปัญหาหรือระวังภัยให้บ้านเมืองเลย เวลานี้การจะนำเอาคำว่า"ราชประชาสมาสัย"มาใช้คงถึงเวลาที่เหมาะสมเสียที