WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 7, 2008

ผมคิดว่า ลัทธิอำมาตยาธิปไตย ไม่มีทางไปแล้ว


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงหนึ่งเดือนมานี่ หากใครติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะเห็นได้ว่า มีข่าวรัฐประหารบ่อยและถี่แทบทุกวันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นข่าวทางลึก ทางตื้น ทางหน้าสื่อมวลชน หรือแม้แต่ในเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งผมคิดว่า ข่าวเหล่านี้ ต่างมีมูลทั้งสิ้น แต่จนขณะนี้ ก็ยังไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คงประเมินสถานการณ์แล้วว่า แม้จะทำรัฐประหารสำเร็จ ก็ไม่อาจไปรอดได้นาน และจะนำความพินาศมาสู่สังคม

เมื่อถึงกับเปิดไม้ตาย ว่าจะมีการทำรัฐประหาร แสดงว่า พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ในทางการเมืองนั้น ไม่มีทางไปแล้วจริงๆ จึงต้องหันกลับไปใช้วิธีโบราณที่โลกศตวรรษที่ 21 ไม่ยอมรับ เพราะเขาไม่อาจจะเสนออะไรให้กับประชาชนเพื่อการดำรงอยู่ในอำนาจของตนแล้ว จึงหันกลับไปใช้กำลัง เืพื่อบีบบังคับเอา

แต่เชื่อผมเถอะว่า ต่อให้ใช้กำลังก็ไปไม่รอด สังคมที่ไม่ยอมให้ปกครอง ผู้ปกครองย่อมไม่อาจอยู่ได้

หากเราวิเคราะหฺให้ลึกซึ่งจริงๆ ก็จะพบว่าในทางอุดมการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจต่างๆ ลัทธิอำมาตย์ก็ไม่มีทางไปจริง พวกนี้ไม่นิยมระบอบประชาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจที่ลัทธิอำมาตย์เสนอก็เป็นระบบเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับสังคมโลกในปัจจุึบัน ที่ดังขึ้นมาได้ก็เพราะว่าในชุมชนวิชาการไม่มีใครกล้าโต้แย้งนั่นเอง



ผมลอง List ความแตกต่างระหว่างระบอบอำมาตย์ กับ ระบอบทักษิณตามใจผม โดยสร้างตารางขึ้นมา เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดและอุดมกการณ์ของลัทธิอำมาตย์นั้นล้าหลังและไม่สอดคล้องกับสังคมโลกในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างยิ่ง

อำมาตยาธิปไตย

ทักษิโณมิกส์

อุดมการณ์ทางการเมือง

แต่งตั้ง เครือข่าย ประชาธิปไตยครึ่งใบ

เลือกตั้ง วันแมนวันโหวต

แนวคิดทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ Self-sufficient

ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์

ความมั่นคงสังคม

ระบบสังคมสงเคราะห์

สวัสดิการสังคมบางระดับเช่น รักษาฟรี

ฐานเสียง

คนชั้นกลางในเมืองใหญ่, ภาคนิยม (ใต้)

คนชนบท, คนรากหญ้าในเมือง,คนชั้นกลางหัวก้าวหน้า

ลองดูแนวคิดทางการเมืองของกลุ่มอำมาตย์ ที่เสนอผ่านนอมินี คือ กลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย คือ ระบอบการเมืองแบบ 70/30 ที่สาระสำคัญคือ ไม่เชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง โดยพวกนี้กล่าวว่า ประชาชนชั้นล่างไม่มีการศึกษาและมีแนวโน้มที่จะถูกล่อลวงได้ง่ายๆ สาวกของคนในลัทธินี้บางคนถึงกับเปรียบเทียบว่า คนชั้นล่าง คนรากหญ้า ไม่ต่างอะไรกับลิงบาบูน ดังนั้นหากคนจนเหล่านี้มีสิทธิออกเสียงได้ ลิงบาบูนก็น่าจะมีสิทธิ์ออกเสียงได้

ความคิดแบบนี้ ประชาชนที่เจริญแล้วในศตวรรษที่ 21 ถึงกับตกตลึงกันไปทั่วโลกว่า มันยังมีอยู่ได้อย่างไรในโลกยุคนี้

แค่แนวคิดทางการเมืองก็บอกถึงความล้าหลังของ กลุ่มการเมืองลัทธิอำมาตยาธิปไตยนี้แล้ว

ส่วนแนวคิดทางเศรษฐกิจ ผมไม่ค่อยอยากวิจารณ์มาก เมื่อสันติบาลขู่จะปิดเว็บไซต์ต่างๆ อยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับระบอบทักษิณ ที่แท้ที่จริงคือ ระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์แล้ว ผมว่ามันเทียบกันไม่ได้ แนวคิดทางเศรษฐกิจของลัทธิอำมาตย์นั้นล้าหลังจน ไปหยิบเอาประเทศภูฐาน ที่มีประชากรนิดเดียวมาเป็นสังคมต้นแบบว่า ประเทศไทยควรเป็นอย่างนั้น แทนที่จะไปเทียบกับสังคมยุโรป ญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา



ตอนนี้ ผมคิดว่าความหวังทางการเมืองของ ลัทธิอำมาตย์มีอยู่หนทางเดียวคือ ใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจการเมืองการปกครอง แล้วแก้ไข รธน. สร้างระบอบการเมืองที่คนส่วนมากของประเทศไม่มีส่วนร่วมทางการปกครอง หมุนประเทศไทยกลับไปก่อนปี 2475 ซึ่งผมไม่เชื่อว่า ระบอบการเมืองไทยจะย้อนหลังไปเช่นนี้ได้ เพราะสุดท้ายมันก็จะเกิดการ “ปฎิวัติสังคม” เหมือน การปฎิวัติ 2475 อยู่ดี ในโลกยุคนี้ไม่มีทางที่จะกันประชาชนส่วนใหญ่ออกไปจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้

ผมคิดว่าจุดด้อยที่สำคัญของกลุ่มอำมาตย์คือ ยังคิดว่าประเทศไทย เป็นสังคมเกษตรกรรม ที่คนไทยยังมีความเชื่อแบบโบราณตามระบอบจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิพระร่วงอยู่ ซึ่งระบอบจักรวาลวิทยา หรือกรอบความคิดความเชื่อโลกนี้โลกหน้ารวมโลกจิตวิญญาณต่างๆ แบบนี้ คือระบอบสังคมที่ครอบงำชนบทของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และจะเชื่อมั่นในผู้ปกครองที่คิดว่ามีบุญบารมี

แต่สังคมไทยปี 2551 นั้นไม่ใช่สังคมปี 2490 ครับ ความคิดความเชื่อเช่นนั้นไม่ได้มีอยู่แล้ว ยิ่งในชนบทที่ผมเกิดและเติบโตมาหลังปี 2500 ยิ่งไม่เป็นแบบนั้น ตัวผมเองเป็นผลผลิตของการเรียนการสอนในระดับหมู่บ้านหลังปี 2500 ดังนั้น ผมคิดและเชื่ออย่างไร เด็กรุ่นหลังผมในชนบท ก็เชื่ออย่างนั้นแหละครับ

เราไมได้เชื่อในผู้ปกครองที่มีบุญญาธิการมากมายอะไรแล้ว แต่เราเชื่อมั่นในผู้ปกครองที่สามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับพวกเรา พัฒนาให้เราอยู่ดีกินดี แตะต้องได้ สัมผัสได้ แม้ว่าคนชนบทจะเชื่อเรื่องชาติหน้า แต่ชาตินี้สำคัญกว่าชาติหน้า ดังนั้น แนวคิดของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่สร้างสวัสดิการสังคมต่างๆ จึงเป็นแนวคิดที่จับต้องได้ในสังคมยุคเรา

นักการเมืองที่เสนอในสิ่งที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้แบบทักษิณจึงได้รับความนิยมมากกว่า เพราะสิ่งที่เขาทำสัมผัสได้ กินได้ รับรู้ได้

ดังนั้นแนวคิดของลัทธิอำมาตย์ แม้ว่าจะพยายามโฆษณาประชาสัมพันธุ์อย่างไร ในปี พ.ศ. 2551 มันไม่ได้มีความหมายอีกต่อไปแล้ว

เมื่อไร้ซึ่งแนวคิดทางการเมืองที่สามารถจูงใจคนส่วนใหญ่ได้ ข้อเสนอต่างๆ ล้วนแต่เป็นนามธรรม ผมจึงฟันธงเลยว่า ลัทธิอำมาตยาธิปไตย หมดสิ้นหนทาง หมดอนาคตทางการเมืองแล้ว ภายในไม่เกินทศวรรษนี้จะเสื่อมสลายไปจากสังคมไทยอย่างแน่นอน

การแสดงพลังของ “กลุ่มคนเสื้อแดงต้านรัฐประหาร” คือตะปูที่ตอกฝาโลงสำหรับลัทธิอำมาตย์โดยแท้ ยิ่งคุกคามประชาธิปไตย คนเสื้อแดงยิ่งขยายตัวสร้างฐานมวลชนเข้าต่อสู้ สุดท้ายประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศย่อมชนะอย่างไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว



จาก thaifreenews

จดหมายถึงพี่ลอง

จดหมายเปิดผนึกถึงพี่ลอง

พี่จำลอง ศรีเมืองครับ ผมคิดไตร่ตรองอยู่นานว่าจะเขียนจดหมายถึงพี่ดีหรือเปล่า ผมใคร่ครวญอยู่นานว่าควรจะอธิบายอะไรให้พี่ฟังบ้างจะดีไหมเพราะผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสมองและความทรงจำของพี่ยังปกติเหมือนคนดี ๆ อยู่หรือเปล่า จริง ๆ แล้วหากพี่ไม่ทะลึ่งไปดูถูกหยามน้ำใจของคนเสื้อแดงในวันที่ 1 ณ สนามรัชมังคลาฯ ที่ผ่านมา ผมจะไม่ว่าอะไรพี่สักคำเพราะจริง ๆ ความมีคุณค่าในตัวของพี่จากใจของผมมันหมดไปนานแล้ว (หรือจริง ๆ แล้วมันเคยมีอยู่หรือเปล่าผมก็ยังสงสัยอยู่)

พี่ลองรู้มั้ยครับว่า จริง ๆ พวกผมรู้ทันความลวงโลกของพี่มานานแล้ว ตั้งแต่ไอ้ลภ (พลเอกพัลลภ) เพื่อนของพี่มันออกมาแฉพฤติกรรมลวงโลกของพี่ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 นั่นแหละ มันบอกว่าพี่หนีพวกผมที่ถ่อสังขารไปนอนเฝ้าพี่ที่ถนนราชดำเนิน ขึ้นไปนอนในโรงแรมหน้าตาเฉยเพราะพี่ขี้ร้อน (ฮา) เหตุการณ์นั้นพี่หลอกพวกผมให้เผาบ้านเผาเมืองโดยพี่จะยอมเสียสละโดนจับไปนอนตีพุงรอ โดยพี่กะว่าจะปีนซากศพบรรดาวีรชนในเหตุการณ์นั้น ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของสารขันธ์ในภายหลัง แต่เผอิญพี่พลาดเพราะโดนมอตโต้อมตะ ผมเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา กะเรื่องพาคนไปตายของน้าชวน ที่แม้จะดูเชื่องช้า (แต่เรื่องหักหลังแล้วเข้าวินแทนพี่เขาถนัด )เล่นพี่ซะตกเก้าอี้ จนพี่ต้องกลับไปหาที่เลี้ยงหมาอยู่ต่างจังหวัดนานหลายปี

พี่ลองครับผมรับตรง ๆ ว่าใน ปี 2535 ละครที่พี่เล่นให้ผมดู ผมหลงรักพี่จนน้ำตาไหลเลยครับ พี่บอกว่าพี่จะยอมอดข้าวอดน้ำตาย เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลังจากพี่ไปเลี้ยงหมาอยู่หลายปีทำไมพี่ถึงเปลี่ยนไปจากหน้ามือ เป็นหลังตีน ได้ขนาดนั้นครับพี่ วันนี้พี่กลับเรียกร้องทุกอย่างตรงกันข้าม กับการต่อสู้ที่พี่เคยหลอกพาคนไปตายเมื่อปี 2535 แบบขาวเป็นดำแบบดำเป็นขาว ชนิดไม่ละอายใจต่อวิณญาณวีรชนที่พวกเขาสละชีวิตไว้ในเหตุการณ์นั้นเลยสักนิด

หรือว่าช่วงหลังที่พี่ไปเลี้ยงหมา พี่ไปแย่งหมากิน หรือกินอาหารชนิดเดียวกับหมา จิตใจ+จิตวิณญานถึงได้เพี้ยน เปี๋ยนไป๋ ได้ขนาดนี้

พี่ลองครับ พี่เอาส้นตรีนคิดหรือครับ เรื่องคนเสื้อแดงรับเงินมาหัวละ 1,000 บาท ถึง 1,500 บาทพี่ไปเอาข่าวส้นตรีนนี้มาจากไหน จากแหล่งข่าวนั่งเทียนหรือนั่งทางใน ของ สน.พันธมิตรหรือ หรือจาก โหรคนไหนกระซิบ หรือจากท่านพ่อโพธิรักษ์ ของพี่ลองเป่ากระหม่อม ถึงได้ผายลมออกมาทางปากได้เช่นนี้ พี่ลองจำวีรชนคนหนุ่มสาวที่ออกมาตอนพฤษภา 2535 ไม่ได้หรือครับว่า พวกเขามาเพราะอะไร มาทำไม ต่อสู้เพื่อใคร ประชาธิปไตยงัยพี่ ระบบประชาธิปไตยที่พี่เคยตอแหลกระโดดเข้าปกป้องโดยเสนอตัวป็นหัวหอกอดข้าวอดน้ำ จนเกิดการเผาบ้านเผาเมืองงัยหละพี่ แค่ 10 กว่าปี พี่จำไม่ได้แล้วหรือ

คนเสื้อแดง เขาก็พร้อมใจกันมาแบบเหตุการณ์นั้นแหละพี่ พี่อย่าลืมว่า งานวันนั้นเขาไม่มีการแจกข้าวกล่องมหัศจรรย์ อย่างม๊อบกวนเมืองของพวกพี่นี่ ทานข้าวเสร็จมีค่าขนมล้างคออีกกล่องละกี่ร้อย แถมพี่ยังทะลึ่งออกมาท้าให้คนเสื้อแดงจัดชุมนุมยืดเยื้อแข่งกับพี่ เพื่อวัดกันหน้าตาเฉย ยิ่งน่าขัน คนเสื้อแดงเขาต้องทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง มิได้มีอาชีพรับจ้างชุมนุม เขาจะไปนั่งกินนอนกิน เป็นวันเป็นเดือนอย่างของพวกพี่ได้งัยหละครับ เขาไม่มีข้าวกล่องมหัศจรรย์แจกนี่ครับ จะได้นั่ง ๆ นอน ๆ ดาวกระจาย สร้างความเดือดร้อนไปมาทั่วกรุงเทพฯ แต่มีเงินใช้โดยไม่ต้องทำงาน (ฮา)

พี่ลองยังจำได้มั้ย พี่ลองเคยเกลียดเหล้าเบียร์อย่างกับขี้ พี่ลองเคยนำกองทัพธรรมไปปิดตลาดหลักทรัพย์เพราะเบียร์ช้างจะเข้าตลาดหุ้น พี่ลองไม่ยอม พี่ลองยอมไม่ได้ พี่ลองยอมตาย เพราะการนำเบียร์เข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำให้คนไทยกินเหล้ามากขึ้น แล้ววันนี้เป็นงัย วันนี้พี่ลองหันมาแดกเบียร์ช้างกับเขาด้วย เพียงเพราะเขาช่วยเอาเงินใส่กล่องข้าวเลี้ยงดูม๊อบของพี่ลอง

พี่ลองครับ ทำไมพี่ลองถึงชั่วช้าอย่างนี้

นอกจากนั้นพี่ลองยังผายลมต่อเนื่องมาอีกว่า สีแดง คือสีของคอมมิวนิสต์ หน้าตาเฉย ผมอยากถามพี่ลองว่าตลอดชีวิตของพี่ลอง เคยรู้จักความหมายของสีทั้งสามในธงไตรรงค์ หรือเปล่าครับพี่รู้หรือไม่ครับว่าสีแดงในธงชาติหมายถึงอะไร พี่ลองแกล้งโง่ พี่ลองแกล้งบื้อ หรือพี่ลองสมองฝ่อจริง ๆ เลยจำความหมายของสีแดงไม่ได้ แต่ก็อย่างว่านะเรื่องนี้ผมไม่อยากโทษพี่ลองคนเดียว เพราะพี่ลองของผมที่เคยดูเหมือนจะเป็นคนธรรมะธรรมโมของผม ได้คบคนดีเป็นมิตรอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อก่อนพี่ลองเคยประท้วงไม่ให้ประเทศนี้ทำแท้งได้เสรี แต่หลังจากพี่ลองคบกับไอ้โกตั๊บ แซ่ลิ้ม ชายหนุ่มผู้มีความชำนาญในเรื่องมดลูกหรือภาษาชาวบ้านก็ต้องเรียกว่าไอ้บ้ากามแล้ว พี่ลองก็เลยเสื่อมเร็ว ม๊อบของพี่ลองนอกจากจะหยาบคาย ชั่วช้า สามานย์ บนเวทีปราศรัยแล้ว ม๊อบของพี่ยังเล่นถึงขนาดเอาโกเต๊กที่ใช้แล้ว มาทำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิแก้เคล็ดอีกด้วย แล้วอย่างนี้หน้ากากคุณธรรมของพี่ลองยังจะเหลืออีกหรือ

พี่ลองครับ หน้ากากอันแท้จริงของพี่และพรรคพวกหลุดลอก จนล่อนจ้อนหมดแล้วครับ พี่ลองเห็นแม่ยกพี่ลองมั้ยครับ จำนวนมันหดหายลงทุกวัน ๆ แต่อาชญากรรมดันทะลึ่งพุ่งสูงขึ้นแถว ๆ ม๊อบของพี่แทน จะเอาคดีไหนหละครับ ตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก มีแทบทุกวัน รีบหากะไดลงเถอะครับ แล้วไปหาสัตว์ฝูงใหม่เลี้ยงแทน

วันนี้หากเลี้ยงหมาแล้วสมองฝ่อ ลองไปเลี้ยงควายดูมั่งก็ได้นะครับ ไม่ต้องหาอื่นไกลหรอกครับที่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ในทำเนียบนั่นแหละ พี่ลองน่าจะคุ้นเคย และเชื่องกับพี่ดีแล้ว ถ้าจะให้ดีก็เอาไอ้สุริยะใส ไอ้สนธิ ไอ้สำราญ อีปอง ไปเป็นนกเอี้ยง เกาะหลังควายพวกนั้นจะ perfact มากขึ้น เชื่อผมเถอะพี่ลอง

ระลึกถึงพี่ลองเสมอ

จากน้องชายที่เคยตายแทนพี่ลองได้

สายลมรัก

จาก thaifreenews

Thursday, November 6, 2008

มือมืดพ่นสีสเปรย์ทับป้าย"มูลนิธิจำลองศรีเมือง"! นายกฯบอก"ป๋าเปรม"ช่วยแก้วิกฤตได้ ปิดปากขอเข้าพบ

มือดีพ่นสีสเปรย์ทับป้าย"มูลนิธิจำลองศรีเมือง"ที่กาญจนบุรี "สมชาย" เผย"ป๋าเปรม" ช่วยแก้วิกฤตได้ หลังพปช.ล่าชื่อ 90 ส.ส.ทุกพรรคยื่นถึง "เปรม" นั่งคนกลางแก้วิกฤต พล.ร.อ.กำธร สนับสนุนชี้เป็นที่ยอมรับของสังคม เด็ก ปชป.โวยอ้างถูกหลอก ขอถอนชื่อทันที ตร.สรุป"แม้ว"โฟนอิน1พ.ย.ไม่ผิดคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

มือดี พ่นสีสเปรย์ทับป้าย"มูลนิธิจำลองศรีเมือง"


ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่า ที่บริเวณปากทางเข้า โรงเรียนผู้นำ ถนนสายบ้านเก่าเมืองกาญจนบุรี บ้านพุประดู่ ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ได้มีผู้ใช้สีสเปรย์สีดำพ่นระบายความรู้สึกบางอย่างทับป้าย ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 4 เมตร ที่เขียนคำว่ามูลนิธิจำลองศรีเมือง และป้ายขนาดเล็กเขียนคำว่า สวนสัตว์เลี้ยงกาญจนบุรี


ทั้งนี้ โรงเรียนผู้นำ เป็นของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีผู้แทนมาแจ้งความกล่าวโทษแต่อย่างใด


"สมชาย" เชื่อ "ป๋าเปรม" ช่วยแก้วิกฤตการเมืองได้

อ่านรายละเอียดต่อ มติชนออนไลน์

ไม่รับผิดชอบ

เหล็กใน


เป็นเรื่องปกติที่การไฮด์ปาร์กบนเวทีมักมีภาพความดุดัน อาจเป็นเพราะผู้ปราศรัยต้องการปลุกเร้าผู้ชุมนุม อีกทั้งการพูดต่อหน้ามวลชนมากๆ ผู้พูดคงรู้สึกฮึกเหิมเป็นธรรมดา

แต่ที่เกินธรรมดาไป หาดูได้ที่เวทีปราศรัยของพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล

แกนนำบางคนขึ้นเวทีแล้วห้าว ลืมตนลืมตัวหมด เหมือนเก็บกด ด่าพ่อล่อแม่ทุกคนที่คิดว่าไม่ใช่พวกพ้อง หรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิด

ใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวเกินขอบเขต และไม่รู้จักกาลเทศะ

อ้างว่าตัวเองชูธงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่พูดโจมตีผู้ที่ถวายการรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท

ไม่ว่าจะเป็นนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา และนายดิสธร วัชโรทัย ประธานมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์

ด่าสาดเสียเทเสีย เพียงเพราะท่านเหล่านั้นออกมาเรียกหาความสงบสันติ

นอกจากจาบจ้วงแล้ว ยังไม่เคยรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

แกนนำคนเดิมอีกนั่นแหละ ปราศรัยเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำ วันก่อนออกมาอ้างว่ามีการสร้างพระพุทธรูปหน้าเหลี่ยมที่วัดบางละมุง จ.ชลบุรี

พูดเป็นฉากๆ กลุ่มอำนาจเก่าแอบไปทำพิธีสะกดดวงเมือง ปั้นรูปปั้นนักการเมืองที่ฐานพระพุทธรูป สร้างความโกรธแค้นให้บรรดาผู้ชุมนุมจนอดรนทนไม่ได้บุกไปล้อมวัดทุบรูปปั้นกันวุ่นวาย

นายสำรวย เอมโอษฐ์ ช่างปูนปั้นเมืองเพชรบุรี ซึ่งปั้นพระพุทธรูปองค์นั้น ต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นงานศิลป์ล้วนๆ ไม่มีอะไรเคลือบแฝง ยิ่งมนต์ดำคุณไสยไม่มีแน่นอน

ตระกูลช่างปั้นเก่าแก่เมืองเพชรการันตีได้

วันรุ่งขึ้น ที่เวทีพันธมิตรก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แกนนำคนเดิมไม่ปริปากขอโทษวัดบางละมุงหรือช่างสำรวยเลยแม้แต่น้อย

ถือว่าเป็นคราวซวยไป

อีกเรื่องที่หมิ่นเหม่มากๆ จากฝีปากของแกนนำคนเดิม คือกรณีลบหลู่พระบรมรูปรัชกาลที่ 5

ทำร้ายจิตใจคนทั้งประเทศ!!

จะด้วยความเชื่อหัวปักหัวปําหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ดันทะลึ่งพูดเรื่องเอาโกเต๊กเปื้อนประจำเดือนของผู้หญิงพันธมิตรไปเช็ดฐานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อแก้เคล็ดไสยศาสตร์

เป็นเรื่องโดนตำหนิทั้งบ้านทั้งเมือง

กรมศิลปากรต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ เพราะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 เป็นโบราณวัตถุสำคัญ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ

ป้องกันไม่ให้มีการแอบไปทำพิธีอุบาทว์แบบนั้นอีก

ทั้งหมดนี้ นอกจากตอกย้ำพฤติกรรม"พูดแล้วไม่รับผิดชอบ"แล้ว

ยังสะท้อนถึงตัวตนและความงมงายได้อย่างชัดเจนที่สุด

จุดหักเหของกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองในประเทศไทย


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย คณิน บุญสุวรรณ

กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ภายใต้กระบวนการที่ชื่อว่า “การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชนเป็นสำคัญ ก่อนหน้านั้นมีแต่กระบวนการยุติธรรมทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งมีศาลยุติธรรมเป็นกลไกหลักและที่พึ่งสุดท้ายในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ซึ่งมักจะเรียกกันเล่นๆ ว่า “กฎหมายสี่มุมเมือง” เพราะฉะนั้น กระบวนการยุติธรรมทางการเมืองจึงแตกต่าง แยกต่างหาก และเป็นอิสระจากกระบวนการยุติธรรมทั่วไปที่มีศาลยุติธรรมเป็นกลไกหลัก

ถึงแม้กระบวนการยุติธรรมทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 จะมีศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบที่เป็นศาลรวมอยู่ด้วย แต่ทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองก็เป็นอิสระและแตกต่างไปจากศาลยุติธรรมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการได้มาซึ่งตุลาการ องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ ขณะเดียวกันก็มีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชนมากกว่าศาลยุติธรรม อย่างมีนัยสำคัญ

และถึงแม้จะมีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศาลยุติธรรม แต่ก็มีระยะห่างระหว่าง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ค่อนข้างมาก ที่สำคัญ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถก้าวก่ายแทรกแซงการทำงานขององค์กรตรวจสอบที่ชื่อว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำการไต่สวนแล้วสรุปเป็นรายงานว่า “ข้อกล่าวหาไม่มีมูล” นอกจากนั้น องค์คณะของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีถึง 9 คน และได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ และเลือกเป็นรายคดี ก็สะท้อนความเป็น “คดีการเมือง” ซึ่งมีเอกลักษณ์ ปรัชญา และกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาเป็นพิเศษแตกต่างไปจากการพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาในศาลยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่างก็ถือเป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เป็นอิสระ และยึดโยง รวมทั้งรับผิดชอบต่อประชาชนและรัฐสภาอยู่มากพอสมควรเช่นกัน

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐซึ่งเป็นกลไกหลักของกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2540 นั้น นอกจากจะเป็นอิสระและแตกต่างจากศาลยุติธรรมแล้ว ยังมีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อรัฐสภาและประชาชนมากกว่าศาลยุติธรรมอีกด้วย

และเพื่อที่จะให้เห็นจุดหักเหซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกเบี่ยงเบนและเปลี่ยนแปลงไปชนิดหักมุม 90 องศา หลังจากที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกยกเลิกไปโดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงมีความจำเป็นที่จะต้องฉายภาพให้เห็นกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างชัดๆ เสียก่อนที่จะนำไปเปรียบเทียบกับกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากนั้นและสืบเนื่องไปจนถึงบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550

กล่าวคือ ในขณะที่องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ 2540 ประกอบด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นหลักนั้น ผู้ใช้อำนาจรัฐที่จะต้องถูกตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ได้แก่ ผู้ใช้อำนาจรัฐทั้ง 6 สาขา ไม่ว่าจะเป็นสาขานิติบัญญัติ สาขาบริหาร สาขาตุลาการ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือแม้แต่บรรดาผู้ใช้อำนาจรัฐที่เป็นองค์กรตรวจสอบทั้งหลายเอง ด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง หรือการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ 2540 ถูกทำลายลงโดยผลของประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549 และได้สร้างกลไกใหม่ขึ้นมาใช้แทนกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองที่ถูกทำลายไปดังกล่าว กระบวนการยุติธรรมซึ่งเกิดขึ้นหลัง 19 กันยายน 2549 และสืบเนื่องมาจนถึงบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550 นี้

เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นกระบวนการและกลไกการตรวจสอบที่กำหนดขึ้นโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อสนองตอบ และจัดการกับข้อกล่าวหา 4 ประการ ที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ฉบับแรกของคณะปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ กระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้น (ซึ่งไม่ใช่หลักการเดียวกับกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง หรือกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ 2540) จึงเรียกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “กระบวนการยุติธรรมทางเดียว” (One way Justice)

ซึ่งเมื่อพูดถึง “กระบวนการยุติธรรมทางเดียว” ที่ว่านี้ โปรดอย่าเข้าใจผิดว่ากำลังพูดพาดพิงถึงกระบวนการยุติธรรมทั่วไป ซึ่งใช้กฎหมายสี่มุมเมือง (กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา วิแพ่ง วิอาญา) เป็นบรรทัดฐานในการบังคับใช้และวินิจฉัย หากแต่เป็นกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองที่เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของการก่อกำเนิดตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย บุคคลหรือคณะบุคคลที่เป็นเป้าหมายของการตรวจสอบ หรือแม้แต่การนำฝ่ายตุลาการมาจัดการกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

ซึ่งความเบี่ยงเบนทั้ง 3 เรื่องดังกล่าวข้างต้นได้ก่อให้เกิดปัญหาแก่สังคมอย่างน้อย 3 ประการ
1.เกิดสิ่งที่เรียกว่ายุติธรรมทางเดียว (One way Justice) เพราะผู้ที่ตกเป็นจำเลย และผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาทางการเมือง ล้วนเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งถูกโค่นล้มลงจากอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้น
2.เกิดสิ่งที่เรียกว่าการขัดกันทางอำนาจ (Conflict of Power) เพราะศาลได้ก้าวออกมานอกอาณาจักรตุลาการ แล้วใช้อำนาจในการตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรมทางการเมือง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจรัฐอีกแขนงหนึ่งอย่างเต็มตัว
3.เกิดมีกฎหมายพิเศษขึ้นมาหลากหลายรูปแบบ ได้แก่
3.1) กฎหมายที่มิได้มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป แต่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ซึ่งขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมแห่งกฎหมาย (Rule of Law) อย่างเห็นได้ชัด
3.2) มีการบัญญัติกฎหมาย เพื่อกำหนดโทษย้อนหลังแก่การกระทำซึ่งในขณะนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ ซึ่งก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน
3.3) ทำให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยหรือตัดสิน จำเป็นต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยมีความผิด ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
3.4) มีการบัญญัติกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะได้นำเอาผู้มีส่วนได้เสียไปบัญญัติกฎหมายให้เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง แต่เป็นโทษแก่บุคคลที่ตกเป็นจำเลยและผู้ถูกกล่าวหา ภายหลังถูกโค่นล้มลงจากอำนาจโดยการรัฐประหาร

กฎหมายพิเศษที่เบี่ยงเบนอันเป็นผลต่อกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และสืบเนื่องมาถึงบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีที่มาจากแหล่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
4.บทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล”

1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
1.1) มาตรา 35 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน ซึ่งไม่ใช่ศาล แต่มีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทำความผิดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
1.2) มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ทุกฉบับ ที่ออกระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
1.3) มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลายในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องหรือได้รับมอบหมาย หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะให้มีผลบังคับทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง

2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
2.1) ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549
- แต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้คนคนเดียวเป็นทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
2.2) ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549
- แต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน
2.3) ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549
- แต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 3 คน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าในรัฐธรรมนูญ 2540 หรือในรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ ก่อนหน้านั้น
2.4) ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549
- แต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 9 คน
2.5) ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค มีกำหนด 5 ปี ซึ่งเป็นโทษที่กำหนดเพิ่มขึ้นใหม่ภายหลังที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกยกเลิกไปแล้ว
2.6) ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำนวน 12 คน เพื่อให้ใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อำนาจของคณะกรรมการ ปปง. และอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในเวลาเดียวกัน โดยมีเป้าหมายที่จะให้ตรวจสอบและจัดการกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกโค่นล้มลงจากอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยเฉพาะ ไม่เว้นแม้แต่บรรดาข้าราชการประจำซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งและตามกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนั้น

3.บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
3.1) มาตรา 68 วรรคสี่ และมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งเป็น “มรดกทางอำนาจ” ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่โดน กกต. ให้ใบแดงฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อันนำไปสู่การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย อันจะส่งผลให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบพรรคนั้น ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปีด้วย
3.2) มาตรา 265 (1) (2) และวรรคสาม ซึ่งห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมทั้งคู่สมรส และบุตร ไปดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
3.3) มาตรา 267 ซึ่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี มีตำแหน่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อหากำไรหรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ซึ่งลักษณะต้องห้ามดังกล่าวก็ได้กำหนดไว้ในมาตรา 207 (3) ที่จะใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการการเลือกตั้งด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็คงใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรทั้งห้าเหล่านั้นไม่ได้ เพราะผู้ที่มีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าใครจะต้องพ้น หรือไม่พ้นจากตำแหน่งเพราะเป็นลูกจ้างใครหรือไม่ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง
3.4) มาตรา 126 วรรคห้า และมาตรา 162 วรรคสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระที่จะลงมติเลือกใครหรือไม่เลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ โดยไม่ต้องฟังมติพรรคหรือตกอยู่ใต้อาณัติมอบหมายใดๆ นอกจากนั้นยังมีอิสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย และการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งหมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะลงมติไม่ไว้วางใจแม้แต่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคของตัวเองก็ยังได้

4.บทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล”
4.1) ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 252 และบทเฉพาะกาลมาตรา 301) ไปจนกว่าจะครบวาระตามบทเฉพาะกาล
4.2) คณะกรรมการการเลือกตั้งจำนวน 5 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 235 มาตรา 236 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 7 ปี ในวันที่ 19 กันยายน 2556
4.3) ผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 3 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 244 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 6 ปี ของแต่ละคน
4.4) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจำนวน 9 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 250 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 9 ปี ในวันที่ 21 กันยายน 2558
4.5) คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ตามมาตรา 113 จำนวน 7 คน ซึ่ง 4 ใน 7 คนดังกล่าว ประกอบด้วยประธานของ 4 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 และบทเฉพาะกาลตามข้อ 1-4 ข้างต้น เป็น “เสียงข้างมากเด็ดขาด” ในการที่จะชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้เป็น ส.ว. ประเภทสรรหา จำนวน 74 คน
4.6) บทเฉพาะกาลมาตรา 309 มีผลทำให้องค์กรและคณะบุคคลทั้ง 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้น อยู่ในฐานะที่ “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะบทเฉพาะกาลมาตราดังกล่าวได้ “นิรโทษกรรมล่วงหน้า” ไว้ให้แล้ว
4.7) บทเฉพาะกาลมาตรา 306 มีผลทำให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและพนักงานอัยการ ซึ่งครบเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป สามารถดำรงตำแหน่ง “ผู้พิพากษาอาวุโส” และ “อัยการอาวุโส” ในชั้นศาล และในตำแหน่งที่ตนเกษียณได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า กระบวนการยุติธรรมทางการเมืองที่ถูกเบี่ยงเบน ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูปการปกครองฯ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และสืบเนื่องมาจนถึงบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ไม่สามารถนำมาแก้ไขหรือแม้แต่จะคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันได้ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งขยายตัวลุกลามมากยิ่งขึ้นไปอีก จนถึงขั้นกลายเป็นวิกฤติที่หาทางออกไม่เจอ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันนั้น ก็มีสาเหตุมาจากกระบวนการยุติธรรมทางการเมืองที่ถูกเบี่ยงเบน ซึ่งเริ่มก่อตัวนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมานั่นเอง


ผลตอบรับ"ประชาทรรศน์"เกินคาด ย้ำจุดยืนเดิม "สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย"


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” พบกันอีกเป็นฉบับที่ 277 วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน 2551 อยู่กับ “แทง แทนไท” เข้าประจำสถานีรบ พร้อมอาสาตัวเป็นด่านหน้า “ต่อต้านเผด็จการ ปกป้องประชาธิปไตย” ที่หลายคน เคารพ รัก และหวงแหน ใน สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ของแต่ละคน 1 คน 1 สิทธิ 1 เสียง ไม่มีใครเป็นอภิสิทธิ์ชนคอยชี้โน่น บงการนี่ ในบ้านนี้เมืองนี้ เพราะเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ ใช่...ไม่ใช่

** มาวันนี้ต้องขอประชาสัมพันธ์ ก่อนว่า ประชาทรรศน์ ภายใต้การนำของ คุณพิธาน คลี่ขจาย ได้สั่งปรับ ยุทธศาสตร์ ใหม่ เพื่อต่อต้านเผด็จการ โดยการ ทยอยเพิ่มยอดพิมพ์ ตามคำเรียกร้องของ มิตรรักแฟนประจำ ที่บอกว่า หาซื้อย้าก...ยาก!!! ดังนั้น แฟนๆ ประจำท่านใดที่หาซื้อยาก ให้บอกคนส่งหนังสือพิมพ์ที่บ้านของท่าน หรือที่แผงหนังสือที่ท่านไปซื้อหามา ให้แจ้งยอดเพิ่มประจำที่เอเย่นต์ เพื่อจะบอกต่อมา ที่สำนักพิมพ์ แล้วจะได้ส่งมอบของได้เพียงพอแก่ความต้องการ บอกตามตรง ธุรกิจนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะหากพิมพ์มาแบบเหลือๆ เจ๊ง...ทันที ดังนั้นต้องค่อยๆ ทำไปตามกำลังศรัทธา

** แทง แทนไท ขอก้มกราบงามๆ แทบเท้า พ่อแม่พี่น้องที่มีอุปการคุณ กรุณาช่วยกันเป็นสมาชิก SMS ประชาทรรศน์ บางท่านกรุณายกครอบครัว พ่อ แม่ ลูก บางท่านบอกพี่ ป้า น้า อา มาช่วยกันรักษาระบบสมาชิกให้ได้ครบจำนวนที่ทางเจ้าของระบบต้องการ มาวันนี้ยอดเพิ่มขึ้นระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงตัวเลขที่เจ้าของระบบพอใจ ดังนั้นจึงขอให้ช่วยกันอีกนิดนะครับ ช่วยบอกต่อเพื่อนฝูง ญาติสนิทมิตรสหาย โดยเฉพาะ ระบบเติมเงิน!!! ที่ระบบจะตัดอัตโนมัติ!!! หรือ จงใจตัดให้!!! นี่ล่ะ ได้ช่วยกันเป็นลูกค้าต่อเนื่องไปด้วย พิมพ์ N9 ส่งมาที่ 4849054 หรือหากใครกดไม่เป็น ให้โทร.เข้ามาที่สำนักงานประชาทรรศน์ ถามหา คุณมนูญ อุทะกะวารี หัวหน้าข่าว SMS ประชาทรรศน์ โทร. 0-2641-7580

** การเมืองไทย เข้าใกล้จุดไคลแมกซ์ ยังกับดูหนัง พยัคฆ์ร้าย 007 : เจมส์ บอนด์ อย่างไรอย่างนั้น แฟนๆ ขนาดแท้และดั้งเดิม โปรดอย่ากะพริบตา ในช่วงก่อนปีใหม่ มีโอกาสได้ เฮ...หลายเรื่องหลายราวทีเดียว เพราะการแสดงตัวของคนเสื้อแดงที่มากมายเต็มแผ่นดินในเวลานี้ กลบทับกระแสคนเสื้อเหลืองใน ออฟฟิศ สำนักงานต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง ลูกค้าคนเสื้อเหลือง ปรากฏว่าเวลานี้ คนเสื้อแดงเริ่มแผลงฤทธิ์ โงหัวขึ้นมาต่อสู้ จากเดิมที่ต้องก้มหน้าก้มตา หรือแอบๆ หลบๆ ซ่อนๆ เหนียมๆ อายๆ บัดนี้เขาไม่ทำเช่นนั้นอีกต่อไป เขาพร้อมจะตอบโต้คนเสื้อเหลืองทุกรูปแบบ!!!

** ผลของการรวมพลังคนเสื้อแดง เวลานี้ รวบรวมเอาพวกที่ รักประชาธิปไตย เกลียดอำมาตยาธิปไตย อนาธิปไตย และอภิชนาธิปไตย เข้ามาเป็นกองกำลังอันมหึมา ใหญ่โตกว่าเก่าเยอะแยะเลยทีเดียว ไม่ได้โม้ แต่เป็นเรื่องจริงที่พนักงานหลายออฟฟิศได้เริ่มกระบวนการเรียนรู้ และปรับตัวเองไปสู่ จุดที่เข้าใจในสถานการณ์การเมืองไทย ใครที่เดินพลาดไปแล้ว...ถอยกลับ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตั้งเป้าหมายใหม่มาที่ฝั่งฝาประชาธิปไตยได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องเสียหน้า เสียอุดมการณ์ เพราะไอ้พวกนั้นมันหลอกเก่ง หลอกได้แม้กระทั่งตัวเอง...เวรกรรม เวรกรรม

** เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรนักหนา กับการที่จะมีการรีรันเทป “ความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2” เพราะสถานีโทรทัศน์ช่อง 3-5-7-9 ล้วนเอารถโอบีไปตั้งถ่ายทอดสด แล้วเจ้าของงาน เจ้าของสถานี เขาจะมารีรันบ้าง ทำไมจะไม่ได้ ไอ้พวกคนค้านนี่ช่างกระไร ไหนว่าประชาธิปไตยจ๋า...ไม่อยากให้มีการ ปิดหูปิดตาประชาชน กลัวเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่ปิดสื่อแล้วคนจะออกมาเยอะ แล้วยังไง คนออกมาเยอะจริงๆ เกือบล้นสนามราชมังคลากีฬาสถาน เพราะมีแรงต้านไม่ให้ NBT ถ่ายทอดสด คนเสื้อแดงเลยทะลัก สนามแทบระเบิด ทำไม...อะไรกันนักกันหนา จึงเจาะจงไม่ให้รายการนี้ได้ออนแอร์ หรือ กลัวอะไรกับความจริง?

** สถานีช่องยุยง ปลุกระดม ปลุกปั่น ไม่เห็นมีใครเป็นเดือดเป็นร้อน แอบอ้างสถาบัน หมิ่นเบื้องสูง หลายเพลา ขนาดทางเสด็จพระราชดำเนินไปงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ยังกีดขวางทางเสด็จฯ แบบนี้ไม่เห็นมี ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน ไล่มาตั้งแต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย องอาจ คล้ามไพบูลย์ ถาวร เสนเนียม สาธิต ปิตุเตชะ หรือ ส.ว.สรรหา รสนา โตสิตระกูล หรือใครหน้าไหน จะออกมาว่ากล่าวตักเตือน!!! หรือว่าเห็นดีเห็นงามกับเขาไปด้วยแล้ว ทำอะไรก็ได้ในบ้านนี้เมืองนี้ นี่ถ้าเป็น “คนเสื้อแดง” โดนด่าเช้าสายบ่ายเย็น หูแทบทะลุแน่ๆ

** บรรทัดนี้ แทง แทนไท ขอแสดงความเสียใจ หากว่าข่าวที่ได้รับจากพรายกระซิบแจ้งมาเป็นจริง นั่นคือกลุ่ม “นักรบพระเจ้าตาก” ในสังกัด “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ได้เข้าปฏิบัติการจู่โจมด้วยความหาญกล้า และ สังเวยชีวิตไปแล้ว 2 นาย เมื่อปะทะกับการ์ดของ ม็อบ “โกเต็กซ์” ของ นาย “โกตั๊บ” ไม่รู้ใครกันแน่ที่ถูกจองกฐิน วันนี้หัวหน้าเผ่นหนีไปซะแร้ว(ส์) ประกาศไม่เกี่ยวข้องกับ นักรบพระเจ้าตาก อีกต่อไป เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ประกาศเอาจริง ให้สลายกลุ่มนักรบฝ่ายประชาธิปไตย แต่ ให้ทหารไปยืนเฝ้าอารักขาพวกทำผิดกฎหมายในทำเนียบรัฐบาล โอ้ว…แม่เจ้าโว้ย!!! อะไรกันนักกันหนา นี่แหละหนา...เมืองไทย

** “เทพชัย หย่อง” ยังไม่รู้สึกรู้สา อดีตนักข่าวบีบีซีออกมาแฉความไม่ชอบมาพากล ยังจะหน้าหนาหน้าทนอยู่ในสถานีไทยพีบีเอส จนเกิดเรื่องเกิดราว ถูกล้อมปิดที่ทำการที่ จ.เชียงใหม่ ที่จริงเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปดำเนินการ ไม่ใช่ลอยตัวอยู่เหนือปัญหาแบบนี้ รัฐบาลจะปล่อยให้เขา วิพากษ์วิจารณ์ กันว่า สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กลายเป็น เอเอสทีวี สาขา 2 ไปได้อย่างไร ต้องตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน นี่ประชาทรรศน์นำเรื่องราวที่ คุณกิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ อดีตนักข่าวบีบีซี อดีตกรรมการยกร่างข้อบังคับไทยพีบีเอส ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำผิดกฎข้อบังคับ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย แล้วรัฐบาลยังเฉื่อยชา ใจเย็น ใจดีอยู่ได้อย่างไร มันน่า...นักเชียว วันนี้ต้องเปลี่ยนตัวผู้บริหาร เปลี่ยนทัศนคติ เจตคติ คนทำงานเสียใหม่ และเขียนเพิ่มเข้าไปว่า ต้องมีความเป็นกลาง และนำเสนอข่าวสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์เท่านั้น


สุขชั่วคราว...ทุกข์ตลอดชีวิต!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


ก่อนที่จะถึงงานระดมทุนใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ “เชื่อมั่นประเทศไทย มั่นใจประชาธิปัตย์” ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในวันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้

เหลือเพียง 3 วัน ผมขออนุญาตเขียนถึงพรรคเก่าแก่พรรคนี้เพื่อเป็นการฉลองสมโภชและให้เกียรติพรรคที่มีอายุมากที่สุดสักหน่อย

พอดีได้อ่านข่าว “โพลชี้คนเลือก ปชป. สุขกว่า พปช.” โดยเนื้อหาระบุว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสุขของคนภายในครอบครัว

ผลโพลระบุว่าท่ามกลางสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองของสังคมไทย ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน กลุ่มตัวอย่าง 2,855 ราย พบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ร้อยละ 72.5 มีความสุขมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 13.8 ปานกลาง และ ร้อยละ 13.7 มีความสุขน้อยถึงไม่มีความสุขเลย

สรุปว่าประชาชนยังมีความสุขค่อนข้างมาก แม้การเมืองจะขัดแย้งรุนแรง และค่าคะแนนเฉลี่ยความสุขของครอบครัวอยู่ที่ 6.92 จากคะแนนเต็ม 10

เมื่อจำแนกตามพรรคการเมืองพบประชาชนที่เคยเลือก “พรรคประชาธิปัตย์” มีความสุขมากที่สุดถึงร้อยละ 76.1 รองลงมาคือคนเคยเลือก “พรรคพลังประชาชน” ร้อยละ 71.1

ผมมานั่งคิดว่าเพราะอะไรคนที่เลือกพรรคประธิปัตย์จึงมีความสุขมากกว่าคนที่เลือกพรรคพลังประชาชน ทั้งๆ ที่พรรคนี้ไม่มีผลงานเลยแม้แต่น้อย ยิ่งปัจจุบันคนก็รับรู้กันมากขึ้นว่าเป็นพวกสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ เพื่อกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นั่งคิดอยู่นานก็ได้รับคำตอบว่าคนเหล่านี้ไม่ต้องเครียดกับกระแสข่าวที่จ้องทำลายอีกฝ่ายหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” โดนบีบคั้นจากกระสแสังคมที่มีสื่อมวลชนโง่ๆ คอยสร้างกระแสบีบให้มีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ

ผมสังเกตเห็นกองเชียร์พรรคพลังประชาชนบางคนที่อินกับการเมืองมากเกินไป เสพข่าวทั้งวันทั้งคืนชักมีอาการที่น่าเป็นห่วงเหมือนกัน

พอดีไปอ่านเจอแฟนๆ คอลัมน์ละครชีวิต ในเว็บไซต์ประชาทรรศน์ (
www.prachatouch.com) ให้คำแนะนำมาในการเลือกเสพสื่อต่างๆ ที่ทำแล้วได้ผล ดังนี้

1. สื่อโทรทัศน์
1.1 เลือกไม่เปิดดูทีวีสาธารณะ
1.2 เลือกไม่ชมข่าวรายการที่มีพิธีกรมาจากเครือเนชั่น
1.3 ถือรีโมตไว้ในมือตลอด เพื่อเปลี่ยนช่องทันทีที่มีข่าวสัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ นายสุริยะใส กตะศิลา หรือพันธมิตรฯ อื่นๆ ย้ำอีกครั้ง เปลี่ยนช่องในทันที เพื่อไม่ให้ได้ยินแม้แต่เสียง
2. สื่อวิทยุ ขณะขับรถ จะเลือกฟังเพลง และปิดในช่วงเสนอข่าวต้นชั่วโมง
3. สื่อหนังสือพิมพ์
3.1 บอกเลิกรับ นสพ.สำนักที่ตีหัวเข้าบ้าน เสนอข้อมูลไม่ตรงไปตรงมา หรือกล้าๆ กลัวๆ
3.2 ไม่หยิบหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ แนวหน้า คมชัดลึก แม้แต่ที่วางอยู่ในที่สาธารณะ หรือสำนักงาน หรือธนาคาร เพราะไม่ควรทำลายบรรยากาศปลอดโปร่งของสมองด้วยเศษกระดาษพวกนั้น
3.3 ซื้อหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์อ่าน เพราะอ่านแล้วสบายอารมณ์แม้จะเครียด และถือเป็นการสนับสนุนด้านการเงินให้พวกเรา
4. สื่ออินเตอร์เน็ต ดูสื่อนี้ดีที่สุด เลือกชมได้ตามสะดวก แถมได้ดูข้อเท็จจริงจากสำนักข่าวต่างประเทศ ที่มีความเป็นสื่อสมบูรณ์ได้
แฟนคอลัมน์ของผมยังแนะนำต่อด้วยว่า ...ถ้าต้องเสพสื่อหัวหด-บิดงอ กลับบ้านไปนอนดูละครเกาหลีให้สบายใจดีกว่า
ผมว่าเป็นข้อเสนอที่ดีไม่เบาเชียว ใครมีอะไรดีๆ ก็มาบอกกล่าวกันได้อีก

ส่วนกรณีเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีความสุขมากกว่าเลือกพรรคพลังประชาชนนั้น ผมอยากบอกพ่อแม่พี่น้องเหลือเกินว่า เป็นเพียงความสุขเพียงแค่ “ชั่วคราว” อย่าไปหลงใหลกับความสุขแบบนี้เลยครับ

ช่วยกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป พวกเราก็จะได้มีความสุขกันตลอด ไม่ใช่เพียงแค่ ความสุขชั่วคราว ...แต่ทุกข ์ตลอดชีวิต

ดังนั้น อย่ามัวฝันลมๆ แล้งๆ ฝากความหวังไว้กับพรรคประชาธิปัตย์ อีกเลยนะครับ !


ทีพีบีเอส นี่หรือ...ทีวีประชาชน


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปรากฏการณ์คนเสื้อแดงแรงฤทธิ์ ยังส่งผลสะเทือนเลื่อนลั่นไปที่ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่อวดอ้างตัวว่าเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ ที่เกิดขึ้นมาด้วยแนวคิดที่ดีเลิศประเสริฐศรี คือ เป็นสถานีโทรทัศน์ของประชาชน โดยใช้ภาษีอากรของประชาชนเข้าไปอุปถัมภ์ค้ำจุน เพื่อให้สถานีอยู่รอดในราคาที่แพงมหาศาลในแต่ละปี

หลายคนตั้งข้อสงสัยในการใช้เม็ดเงินอุดหนุน เป็นการนำไปใช้เพื่อใคร? อย่างไร?

บ้างก็ว่า มีการจ้างพนักงานระดับผู้บริหารราคาแพงหูฉี่ จนเกินความพอเหมาะพอดี
บ้างก็ว่า มีการจ้างพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยนำซากเดนลูกสมุนเอเอสทีวี ด้วยราคามหาศาล
บ้างก็ว่า มีการจ้างผลิตในรายการต่างๆ ด้วยราคาแพงยับ ไม่คุ้มค่ากับเม็ดเงินที่จ่ายไป

ทั้งหมดนี้ เราไม่เคยได้รับรู้ รับทราบการใช้จ่ายเงินทองต่างๆ ซึ่งเขาควรจะนำมาบอกกล่าวเราในฐานะเจ้าของเงิน หากมีการใช้เงินฟุ่มเฟือย ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำจริง เพียงเพราะผู้บริหารคิดว่ามีงบอยู่แล้ว ใช้ๆ ไปเถอะ ไม่ใช่เงินที่ต้องไปหามาด้วยความยากลำบากเหมือนกับสื่ออื่นๆ คงไม่มีใครจะไปทัดทานได้

วันนี้ประชาชนไม่รู้จะใช้ช่องทางไหนในการตรวจสอบสถานีโทรทัศน์ที่อ้างว่าเป็นของประชาชนแบบนี้ได้เลย

ข้อบังคับที่ร่างกันมาแต่เริ่มแรก บอกว่าให้มีเวทีที่ประชาชนจะเข้าไปตรวจสอบได้
ข้อบังคับที่ร่างกันมาแต่เริ่มแรก บอกว่าให้มีเวทีที่จะร่างประมวลจริยธรรมกัน
ข้อบังคับที่ร่างกันมาแต่เริ่มแรก บอกว่าให้มีการสรรหาผู้อำนวยการด้วยความโปร่งใส ไม่ใช่มุบๆ มิบๆ เหมือนที่ทำกันมา

ทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นจึงส่งผลมาจนถึงวันนี้...วันที่ไทยพีบีเอสถูกมองว่านำเสนอเรื่องราว และบางครั้งบางคราวมีบทบาทที่ยากปฏิเสธว่าเป็นเอเอสทีวี สาขา 2 ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกาศที่แสดงออกทางการชักสีหน้า ท่าทาง และสายตา ที่คนทั่วๆ ไปในสังคมรับรู้รับทราบกันดีว่าคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นกองบรรณาธิการที่สั่งตั้งเป้าตั้งธงว่าต้องหาข่าวทำลายพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เราอ้างตามที่แหล่งข่าวบอกมาบ้าง

ทีวีสาธารณะ จากภาษีอากรของประชาชน แล้วนำเสนอข่าวเพื่อประชาชนจริงหรือ? ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ นั่นหมายถึงคนเสื้อแดง เขาบอกว่า ทีวีสาธารณะของประชาชน แต่ทำไม...

ทำร้าย...ประชาชน
ทำร้าย...ประชาธิปไตย
ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของสังคมไทย ที่ทีวีสาธารณะแห่งนี้ควรจะมีจุดยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาชน แต่กลับไม่ทำ นั่นคือ

ส่งเสริม...อำมาตยาธิปไตย
ส่งเสริม...อนาธิปไตย
ส่งเสริม...อภิชนาธิปไตย
ความคาดหวังอะไรต่างๆ มันไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเสียแล้ว

ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทนดูให้คนบางกลุ่มบางพวกเอางบประมาณชาติ ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชน ไปถลุงเล่นทำไม? วันนี้รัฐบาลควรจะงดส่งเงินให้กับสถานีแห่งนี้ และยุติการแพร่ภาพออกอากาศเสีย เพราะมีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขเสียแล้ว ร่างกฎระเบียบอะไรที่ควรจะออกมากลับไม่ออกมา จึงควรจะสังคายนาเสียใหม่ เอาคนที่จะสนองตอบต่อความต้องการของประชาชน คนที่เป็นกลาง และมีคุณสมบัติที่สำคัญ คือ ต้องส่งเสริมประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์ เข้ามานั่งแทนที่ ไม่ใช่เอาพวกสนับสนุนเผด็จการเป็นที่ประจักษ์เข้ามานั่งบริหาร หากปล่อยไว้แบบนี้ บ้านเมืองไทยมีแต่จะบรรลัยวายวอด...


นายกฯแจงพระราชพิธีสมเด็จพระพี่นางฯ9 พ.ย.นี้

วันนี้ (6 พ.ย.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะออกไปจัดรายการ"รัฐบาลของประชาชน"นอกสถานที่ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ ซึ่งจะจัดที่บริเวณท้องสนามหลวงในวันที่ 9 พ.ย.นี้ โดยจะเป็นการชี้แจงรายละเอียดของพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งจะมีนายธงทอง จันทรางศุ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จะเป็นพิธีกรกิติมศักดิ์ เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในด้านพระทานพิธีต่างๆ นอกจากนี้ในวันที่ 8 พ.ย. จะมีการออกอากาศรายการคุยนอกทำเนียบทางสถานนีวิทยุกรมประชาสำพันธ์ในช่วงเวลา 11.00 – 12.00 น.โดยทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินรายการ รูปแบบในเนื้อหาของรายการจะเป็นการพูดคุยถึงผลงานและนโยบายรวมถึงการดำเนินงานของรัฐบาลในด้านต่างๆ


พปช.เล็งถกพรรคร่วมหาทางแก้ต่างคดียุบพรรค

วันนี้ (6 พ.ย.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และทีมกฎหมายพรรคพลังประชาชน ยอมรับทีมทนายความที่ดูแลคดียุบพรรคของพรรคพลังประชาชน ได้มีการติดต่อประสานงานทางคดีกับ พรรคการเมืองที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือและนำแนวทางที่ดีที่สุดมาใช้ในการต่อสู้คดี ซึ่งไม่ใช่การส่งสัญญาณที่จะไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม นายชูศักดิ์ ยังชี้แจงถึงกรณีที่รัฐบาลสั่งการไม่ให้คณะรัฐมนตรีร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นเรื่องของส.ส.ที่จะดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล