WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 8, 2008

หยุดให้ร้าย ‘ตำรวจ’ยกระดับม็อบถ่อย (รายปักษ์) (ฉ.2)

ป้ายขี้ตำรวจ
8 ตุลาคม 2551

เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาลและนำไปสู่การสลายการชุมนุม ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกย้อนกลับมากล่าวหาตำรวจราวกับเป็นจำเลย

นายวีระ กล่าวว่าวันนี้คงอดที่จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระ

แต่ว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่างได้พิพากษากันไปหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีการเชิญนักวิชาการออกมาถล่มกันไม่มีชิ้นดี ตำรวจก็มีความผิด รัฐบาลก็ผิด ไม่ต้องฟังเหตุผลไม่ต้องดูหลักฐาน

วันนี้ยังไม่มีการพิสูจน์เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงอยากจะขอร้องว่าอย่าเพิ่งไปวิจารณ์ในสิ่งที่ยังไม่มีผลพิสูจน์ที่ออกมาชัดเจน ขอความเป็นธรรมให้แกทางเจ้าหน้าที่บาง อย่าทำเหมือนกับนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายก่อแก้ว เสริมว่ารองผบ.ชน.ได้ออกมาแถลงข่าวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้แจ้งว่าภาพของชายโดนระเบิดที่แขนขวาขาด และมือซ้ายได้กำระเบิด สิ่งนี้ท่านชี้แจ้งว่าไม่ได้เป็นผลจากการยิงแก๊สน้ำตา

นายจตุพร กล่าวเช่นเดียวกันว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะตอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่ออีกมือหนึ่งของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีระเบิดอยู่ในมือ จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด นอกจากนั้นทางโมเดิร์นไนท์ทีวีได้นำเสนอภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้าย

พธม.ไม่มีทางจงรักภักดีเท่าตำรวจ
9 ตุลาคม 2551
นายวีระ ยังคงกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม โดยบอกว่า 2-3 วันมานี้ผมตำรวจถูกนักวิชาการ ถูกสื่อสารมวลชน กลุ่มพันธมิตรฯ กับถูกพรรคประชาธิปัตย์ รวม 4 กลุ่มรุมถล่ม เพราะว่าทั้ง 4 กลุ่มไม่เห็นมีใครพูดว่าตำรวจเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้างเลย ไม่เห็นคุณประโยชน์ของตำรวจเลยแม้สักคนเดียว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคมผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าถ้าไม่มีตำรวจแล้วสังคมไทยจะเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าตำรวจที่ทำหน้าที่ในวันนั้นควรได้รับการเห็นใจ ใส่ใจ ไม่ให้ด้อยกว่าฝ่ายอื่นๆ
13 ตุลาคม 2551

นายวีระ พูดถึงตำรวจอีกครั้งในโอกาสวันตำรวจถึงกรณีที่พันธมิตรฯพยายามปั่นเรื่องเพื่อใส่ร้ายตำรวจ จนทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกลายเป็นจำเลยของสังคมไปแล้ว ต้องขอบอกว่าพันธมิตรฯไม่ได้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน เท่ากับทหาร ตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาเป็นอย่างดีตลอดชีวิต กลับถูกกล่าวร้าย ซึ่งตรงกันข้ามพันธมิตรฯบางรายเคยเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเสมือนโจร ซึ่งสิ่งที่ตนต้องการคือ ให้ทุกฝ่ายสามัคคีกันเอาไว้
15 ตุลาคม 2551

นายจตุพร เปิดประเด็นว่าคือผมเองเห็นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการในวันนี้พาดหัวด้วยความไม่สบายใจ อยากให้ท่านทั้งหลายได้ดู “ร่วมงานไว้อาลัยสารวัตรจ๊าบแน่นวัด แม้วทุ่มเงินล้มสถาบัน” และก็มีพาดหัวรองบอกว่า “สนธิชี้ระบอบทักษิณใช้เงินทุ่มซื้อบิ๊กทหาร-ตำรวจ เป้าหมายล้มล้างสถาบันเบื้องสูง”

นายสนธิได้ปราศรัยเมื่อคืนนี้ในทำเนียบรัฐบาลบอกว่า ที่มันเอาเงินไปซื้อรากหญ้า ไปซื้อตำรวจและทหารที่มีอำนาจบางคน ซึ่งตอนนี้เรารู้แล้วว่าเป็นใคร เพราะแม้แต่ประชาชนถูกฆ่า มันก็ไม่ออกมา เห็นเกมของพวกมันแล้วหรือยัง จำได้หรือไม่ที่เคยบอกว่า ราชบัลลังก์มีแต่พวกเราเท่านั้นที่คอยป้องปก ถ้าพวกเอ็งไม่ยอมรับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไสหัวออกไปจากประเทศไทย เพราะพวกเราต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์และปกป้องชีวิต

นายสนธิยังระบุอีกว่า นี่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นการต่อสู้ที่เอาพระมหากษัตริย์กับฝ่ายที่ไม่เอาพระมหากษัตริย์ ให้เลือกเอาและนี่คือสงครามครั้งสุดท้าย เราถอยไม่ได้แม้แต่เพียงก้าวเดียว...

นายวีระ เสริมว่าฟังคำพูดของบุคคลนี้แล้ว ทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างยิ่ง คืออยากให้แพทย์ได้ตรวจสอบสภาพจิต ตรวจสอบสภาพการทำงานของสมอง เพราะผมไม่เชื่อเลยนะครับว่าคนที่มีจิตใจปกติหรือมีสมองปกติ จะไม่สามารถนำคำพูดเหล่านี้มาพูดในที่สาธารณะ

ผมไม่อยากจะกล่าวว่า ที่คุณกล่าวมาทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมด ก็เพื่อปกป้องตัวคุณเองให้พ้นจากคุกตะราง ที่คุณทำผิดอยู่ ใครจะทำอย่างไรไม่ว่า ไม่ทราบ ผมก็จะกล่าวของผมว่า การที่ตำรวจตั้งข้อหาไปเบื้องต้นว่าคุณก่อการกบฏนั้น เรื่องนี้ยังไม่จบถึงแม้ว่าศาลอุทธรณ์จะถอนหมายจับ แต่เมื่อคืนนี้ผมก็ได้อ่านให้พี่น้องประชาชนได้ฟังแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 เขียนไว้ว่าอย่างไร

ผมเอากฎหมายมาอ่านเพราะไม่ต้องการที่จะมาพูดเอาเอง แล้วก็จะเห็นชัดเชียวว่าใครใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขู่เป็นเหตุให้รัฐบาลบริหารแผ่นดินไม่ได้ หรือใช้กำลังประทุษร้ายข่มขู่เป็นเหตุให้รัฐสภาทำงานไม่ได้ ทั้งสองกรณีนี้ถือว่าเป็นกบฏแล้ว คุณว่าผิดกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ความเป็นจริงไม่ได้เล็กน้อยหรอกครับ การละเมิดโดยการล่วงล้ำเข้าไปในสถานที่ราชการอย่างทำเนียบรัฐบาลแล้วยึดอยู่กันมาเป็นเวลาแรมเดือนนั้น คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติหรือครับ

หยุด!อ้างสถาบันทำลายตร.-ทหาร
ผมขอเรียนกับท่านผู้ชมว่า สิ่งที่น่าห่วงในเวลานี้คือการหยิบยกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำลายทหาร ทำลายตำรวจ มาทำลายคนอื่นที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับตัวเอง เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และเราก็ได้มีการอธิบายความกันมาว่าตั้งแต่เราเรียกร้องควรจะถอดเสื้อสีเหลืองออกมาจากกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่าเสื้อสีเหลืองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี

เวลานี้นายสนธิกำลังจะแบ่งแยกพี่น้องประชาชน ไอ้นี่แหละครับคือการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เลวร้ายที่สุด ผมจึงบอกกับประชาชนว่าวันนี้เราต้องตั้งสติ พันธมิตรฯ เขาพยายามบอกว่าเขาเป็นพวกเดียวเท่านั้นที่มีความจงรักภักดี ปกป้องราชบัลลังก์ นายทหาร นายตำรวจที่เขาต้องปฏิญาณตน ต้องดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาในความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในสายตาของนายสนธิกลายเป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

กลายเป็นว่านายทหาร นายตำรวจเป็นผู้ล้มล้างราชบัลลังก์ ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น

อยากให้จำไว้เป็นพื้นฐานว่าก่อนที่ตำรวจเขาจะสลายม็อบนั้น เป็นม็อบที่กระทำความผิดแล้วความผิดโทษฉกรรจ์ ไม่ใช่ธรรมดา เพราะว่าการไปล้อมรัฐสภา ขัดขวางมิให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ได้ อันนี้เข้าข้อหากบฏ และบังเอิญวันที่ 7 ตุลาคม เป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐสภาทำงานไม่ได้ รัฐบาลแถลงนโยบายไม่ได้ ก็เท่ากับว่าขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ให้รัฐบาลบริหารแผ่นดินไม่ได้ ก็เป็นอีกข้อ เป็นกบฏอีก

เพราะฉะนั้นเมื่อพื้นฐานเป็นเช่นนี้แล้ว ตำรวจก็มีความจำเป็นต้องสลายม็อบ การสลายของเขาจะผิดหรือถูก ต้องสอบสวนกันต่อไป ไม่ใช่พิพากษากัน เพราะฉะนั้นจะไปดูว่าใครต้องการจะบี้ตำรวจกันกี่คน ดูแล้วว่าเข็มมุ่งไปที่ ป.ป.ช.

ชิ้นแรกที่ได้มา นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการขึ้นไต่สวน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณหน้ารัฐสภาโดยใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนเป็นเหตุให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บ

บอกว่าขณะนี้ ป.ป.ช.ยังไม่ได้สรุปว่าตำรวจทั้ง 3 นาย มีความผิดชัดเจนอย่างที่สื่อมวลชนเสนอไป แต่ว่าเป็นการมีข้อเท็จจริงและหลักฐานเบื้องต้นว่ามีส่วนร่วมในการสั่งการสลายการชุมนุม ซึ่งสามารถตั้งกรรมการไต่สวนได้ แต่ยังไม่ใช่การชี้มูลความผิด เพราะฉะนั้นนายวิชาบอกว่าในวันที่ 15 ตุลาคม จะเร่งหาตัวคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

ผู้สื่อข่าวได้ถามไปไกลว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาให้ถ้อยคำด้วยหรือไม่ นายวิชาตอบว่าขึ้นอยู่กับความเห็นของอนุกรรมการ แต่ใครที่เกี่ยวข้องต้องออกมาให้ถ้อยคำทั้งหมด และใครที่ให้การเป็นประโยชน์ก็จะกันไว้เป็นพยาน เรื่องนี้ผมจะต้องให้ความเห็นกันเสียก่อน คนที่ออกมาเต้นเรื่องนี้คือ นายวิชา มหาคุณ คุณจตุพรพอจะยืนยันได้มั้ยละครับว่าที่เราพูดเรื่องคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.นั้น จะต้องไม่เป็นลูกจ้างใคร และถ้ามีหลักฐานปรากฏว่าไปเป็นลูกจ้างใครเข้า คำว่าลูกจ้างนั้นเอาตามความหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตัดสิน

หลังจากนั้น ป.ป.ช.ก็รับลูกจากพรรคประชาธิปัตย์ทันที วันนี้ นายวีระ สมความคิด ก็ตามเข้าไป ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็แต่งตัวรอเหมือนกัน ก็มีการตั้ง นายวิชา มหาคุณ รับลูก ประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ ผมจึงบอกว่าการตั้งโจทย์เดียวในการสอบ คือการเอาตำรวจ เอารัฐบาลมาเป็นจำเลยซะก่อน แทนที่จะหาข้อเท็จจริงก่อน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ผมมองว่าคนที่จะมาสอบตำรวจคราวนี้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะไปเป็นลูกจ้าง เราได้พูดเรื่องนี้กันมานานแล้ว เราก็มีหลักฐานมายืนยัน



เผด็จการ คือ ทุกข์ของแผ่นดิน

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย*อัฐศิริ*


สถานการณ์ของประเทศตอนนี้ต้องเรียกว่าเป็น “ทุกข์ของแผ่นดิน” จริงๆ ครับ จากเหนือจรดใต้ จากตะวันออกถึงตะวันตก มีแต่ปัญหา และคนที่มารับปัญหา รับความเดือดร้อน ก็คือคนไทยส่วนใหญ่ อันเป็นพลพวงมาจากการลุแก่อำนาจของคนกลุ่มที่ต้องการล้มล้าง “ประชาธิปไตย” อย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้นที่มีข่าวว่าตอนนี้คนไทยประสบกับความเครียดนั้น เป็นจริง 100% ครับ เริ่มกันตั้งแต่เรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ ความไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นเรื่องในระดับท้องถิ่น ขึ้นไปถึงระดับชาติ ทุกปัญหาจะต้องรีบจัดการแก้ไขโดยเร็วครับ

แต่เวรกรรมเหลือเกิน คนที่มีหน้าที่ มีอำนาจเข้ามาดูแลแก้ปัญหาเหล่านี้ ขยับตัวแทบไม่ได้เลย เพราะจะถูกฝ่ายตรงข้ามขัดขวาง ต่อต้าน อย่างออกหน้าออกตามาตลอด

ลองไปถามชาวไร่ชาวนาว่า วันนี้เขามีความสุขดีอยู่หรือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลผลิต เรื่องของราคาพืชผล ไหนจะมาเจอกับภัยธรรมชาติ

คนที่ได้ชื่อว่าเป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติในวันนี้ แบกรับภาระกันหลังแอ่นแล้วครับ
สถานการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ก็กลับมารุนแรงอีก มีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็ออกมาบอกว่า... เรามีแผนอยู่แล้ว การที่ผู้ก่อการร้ายสามารถทำได้ขนาดนี้ ผมไม่แน่ใจว่าแผนของใครเจ๋งกว่ากัน

หลักการที่ในหลวงท่านทรงพระราชทานให้ไว้ว่า เข้าถึง เข้าใจ เพื่อการพัฒนานั้น เข้าใจ เข้าถึงจริงหรือไม่ แค่ไหน
นี่ดีนะที่รัฐบาลใช้การพูดจากัน ทำให้ชายแดนด้านกัมพูชาสงบลง แต่ก็ยังมีความพยายามจะรื้อฟื้นหาตะเข็บออกมาเล่นงานรัฐบาล

จนอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายนายนพดล ปัทมะ ต้องออกมาเขียนหนังสือเพื่อทำความเข้าใจกับสังคมว่า “ผมไม่ได้ขายขาชาติ”

เพราะจะพูดจะชี้แจงกันจนปากฉีกอย่างไร “ความจริง” เหล่านี้ ก็ไม่ได้ปรากฏในสื่อสารมวลชนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แต่เรื่องนี้ถูกนำไปซ้ำเติมโดยสื่อของกลุ่มพันธมิตรฯ

หรืออย่างสนามบินสุวรรณภุมิ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นที่เชิดหน้าชูตา หวังให้เป็นฮับในภูมิภาคนี้ ก็มีเรื่องที่ต้องทำให้ชื่อเสียงของประเทศต้องย่อยยับไป เพราะคนไม่กี่คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว

เอาเป็นตัวอย่างแค่นี้ก่อน เรื่องความทุกข์ความเดือดร้อนที่มาจากการยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
มาดูว่าพี่น้องประชาชนยังมีความหวังอีกหรือไม่

ตอบว่ายังมีครับ เพราะจะเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พยายามหาวิธีการมาปัดเป่าบรรเทาปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งต้องใช้เวลาบ้าง และต้องไม่มีการต่อต้านขัดขวางจากฝ่ายตรงข้าม

รัฐบาลเดินหน้า โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โครงการโอทอป และ โครงการเอสเอ็มแอล อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกองทุนหมู่บ้าน ที่จะเพิ่มงบประมาณเป็นหมู่บ้านละ 1.5-2 ล้านบาท หรือหมู่บ้านละ 500,000 บาท-1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยรัฐเตรียมงบกลาง 100,000 ล้านบาทช่วยสนับสนุนเพื่อให้เงินถึงมือชาวบ้านเร็วที่สุด นำไปใช้จ่ายให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้

ส่วนสินค้าโอทอป จะเร่งเดินหน้าประชาสัมพันธ์แบรนด์โอทอปให้กลับมาคึกคักเหมือนที่ผ่านมา โดยให้แต่ละจังหวัดขึ้นป้ายสินค้าโอทอปเหมือนกันทั้งประเทศ พร้อมทั้งเปิดทางให้แบงก์รัฐปล่อยกู้ให้กองทุนตามศักยภาพที่ต้องการ ใช้เงินหมุนเวียนโดยไม่จำกัด รวมถึงเอสเอ็มอีต่างๆ ด้วย และจะรื้อฟื้นผู้แทนการค้าให้เข้ามาช่วยขายสินค้าโอทอปแทนชาวบ้าน

พร้อมสนับสนุนให้จัดงาน "โอทอป ซิตี้" ต่อเนื่อง และนำไปจัดแสดงในการประชุมผู้นำอาเซียนบวก 3 ที่เชียงใหม่ ในเดือนธันวาคม รวมทั้งให้นำโอทอปเป็นของขวัญที่ระลึกกรณีไปเยือนต่างประเทศด้วย

ล่าสุด การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงอีก 5% จาก 30% เหลือ 25% เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุน เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่คิดภาษีเพียง 20% หรือฮ่องกงที่ 15% แม้ว่ากรมสรรพากรจะสูญเงินรายได้ 20,000-30,000 ล้านบาท แต่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับตามมา

เพราะช่วยชะลอการปลดคนงาน และยังเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ หรือขยายการลงทุนได้ รวมถึงกำลังพิจารณาที่จะลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงมาด้วย

ขณะเดียวกัน เตรียมเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ ด้วยการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือครองอสังหาริมทรัพย์ที่ดินในประเทศได้ 100% จากปัจจุบันที่ถือได้เพียง 49% และให้เช่านาน 90 ปีเท่านั้น รวมทั้งกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วยการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเหลือ 0.1% จากเดิม 3.3% เวลา 1 ปี ลดค่าจดทะเบียนการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ออกไปอีก 1 ปี

ขณะที่โครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ นั้นก็ “ไฟเขียว” ให้ข้าราชการเร่งเดินหน้าเต็มที่ อย่ากังวลกับการกลัวถูกตรวจสอบ จนไม่กล้าทำงาน เพื่อทำให้ประเทศชาติพัฒนาได้ โดยให้นำข้อดีของแต่ละคนมาพิจารณามากกว่าข้อเสีย ไม่เช่นนั้นแล้วประเทศก็ไม่สามารถพัฒนาได้ ขณะที่คนอื่นเดินไปข้างหน้า

นอกจากนี้ยังให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล ใช้เครดิตรัฐบาลเปิดประมูลงานไปก่อน หากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ยังส่งไปไม่ถึง แต่ต้องการก่อสร้างโครงการพัฒนาพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้งานรุดหน้า

ให้โอกาสรัฐบาลทำงานเถอะครับ แม้จะไม่ชอบหน้ารัฐบาล แต่ก็ขอให้เห็นแก่พี่น้องประชาชนเพื่อนร่วมชาติบ้าง แม้ไม่ต้องการสมานไมตรีกับรัฐบาล ก็ขอให้สงสารประชาชนที่ทุกข์ระทม

จากฝีมือของเผด็จการ ที่คนส่วนหนึ่งพยายามสืบทอดเอาไว้



ท่าทีกองทัพไทย

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลายคนไม่สบายใจกับบทบาทของกองทัพไทย ที่มีการเรียกประชุมหน่วยขึ้นตรง เพื่อประเมินสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อสีแดง รวมทั้งออกมาบอกกล่าวกับประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ในลักษณะทำนองที่ไม่พอใจกับคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่โฟนอินเข้ารายการ เป็นท่าทีที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่เพียงใด เป็นเรื่องที่ประชาชนคนเสื้อแดงทั้งประเทศเขาตั้งวงถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้

ช่วงจังหวะเวลาเดียวกับที่มีข่าวเรื่องการ บึ้มระลอกใหญ่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้ คาร์บอมบ์ 1 ครั้ง และมอเตอร์ไซค์บอมบ์ อีก 1 ครั้ง ซึ่งเรื่องปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดูจะเป็นปัญหาเรื้อรัง ไม่มีส่วนราชการใดๆ ที่จะเข้าไปยุติระงับยับยั้งปัญหาได้ พอๆ กับกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายยึดทำเนียบรัฐบาล

เราไม่เห็น กองทัพไทย จะได้ประชุมหารือเกี่ยวกับ สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นมา แล้วจะออกข่าวคราวให้เป็นที่ประจักษ์ ในการกำหนดทิศทางนโยบายใดๆ ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ขึ้นมาอีก และจะดำเนินการอย่างไรให้หลุดพ้นคำที่เรียกขานสำหรับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กันว่า “ดินแดนมิกสัญญี”

มาสเตอร์แพลน จาก กองทัพไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานความมั่นคงหลักคืออะไร?

ยุทธศาสตร์ จาก กองทัพไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานความมั่นคงหลักคืออะไร?
ยุทธวิธี จาก กองทัพไทย ในฐานะที่เป็นหน่วยงานความมั่นคงหลักคืออะไร?

ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูเสมือนว่ามันกลายเป็นปัญหาที่เรื้อรัง จนทำให้ กองทัพไทย ดูจะไม่สนอกสนใจไปเสียแล้ว...ทั้งที่เป็นหน้าที่หลัก รัฐบาลหลายรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณปีหละหลายหมื่น หลายแสนล้านบาท แต่กลับไม่มีผลงานกลับมาให้เห็นเป็นรูปธรรม

อีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ภาคใต้จึงจะสงบ? เป็นคำถามตัวโตๆ ที่ต้องการคำตอบ

แต่ !!! เรากลับได้ยิน ได้อ่าน ได้รับรู้ ถึงการที่ กองทัพไทย ได้เรียกประชุมกัน ในเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ในการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่เต็มไปด้วยความ สงบ สันติ อหิงสา ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 แต่กองทัพไทยกลับแสดงท่าทีเหมือนกับว่า ... ไม่เห็นด้วย คำก็ว่าหมิ่นสถาบัน สองคำก็ว่าจาบจ้วงสถาบัน

ในขณะที่ ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่ง ดึงสถาบันลงมากล่าวอ้าง จาบจ้วง แทบจะทุกวัน วันละ 3 เวลาหลังอาหาร กองทัพไทย กลับไม่แสดงท่าทีเป็นห่วงเป็นใยบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกประหลาด ทั้งที่ศาลชั้นต้นได้เคยมีแนวพิพากษาออกมาแล้วอย่างน้อยๆ 3 คดี จำคุก 4 ปีครึ่ง กับแกนนำคนนี้

ไม่นับรวมเรื่องที่มีการกล่าว “จาบจ้วง - หมิ่นสถาบัน” ซึ่งคนทั่วบ้านทั่วเมืองรู้สึกไม่พอใจ แต่อัยการในยุครัฐบาลทหารครองเมือง กลับยอมที่จะสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างความสมานฉันท์ ความปรองดอง แต่ถ้าหากเป็น กลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่าย ประกาศจองกฐิน ตามล่า ตามล้าง ตามเช็ด ราวกับคนละมาตรฐาน!!!

ที่สำคัญคือมีเสียงเพรียกจาก แกนนำม็อบในทำเนียบรัฐบาล ให้ทหารออกมากระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง !!! เสมือนจะเปิดกลอนประตูให้ทำการปฏิวัติรัฐประหารกันอีกแล้ว

วันนี้กองทัพไทย ควรจะหยุดพูดเรื่องปัญหาทางการเมือง ทุ่มสรรพกำลังลงไปแก้ปัญหาความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ประสบผลสำเร็จเสียก่อนจะดีกว่าไหม? ส่วนปัญหาทางการเมืองให้แก้ไขโดยการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ใครจะถูกจะผิดว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม...ที่ไม่ใช่ “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” นั่นแหละ บ้านเมืองถึงจะเดินไปข้างหน้าอย่างรอดปลอดภัย ประชาชนคนส่วนใหญ่จะได้สบายใจ



พธม.ชั่วโดนใจ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย บิ๊กโบ๊ต

ในรอบวันที่ผ่านมา มีเรื่องราวเกี่ยวเนื่องถึง “ม็อบโกเต๊กซ์” อยู่หลายต่อหลายเรื่อง ที่ดูแล้วล้วนแต่เป็นประเด็นที่บอกเล่าถึงสันดาน ความคิดอ่านของคนพวกนี้ได้เป็นอย่างดี

นับแต่การไม่ยอมเปิดเส้นทางเสด็จ สู่พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ซึ่งไม่อยากจะไปวิพากษ์วิจารณ์ให้มากความ เพราะเชื่อว่าผู้อ่านก็คิดได้ว่าอะไรเป็นอะไร รวมไปถึงสิ่งที่คนพวกนี้ชอบแอบอ้างนักหนาว่าเป็นคนจงรักภักดี ก็ยิ่งชวนให้น่าสงสัยว่า... “มันจงรักภักดีแบบไหนกัน”

การจงรักภักดีหมายถึงการอ้างว่ากลัวตำรวจจะใช้กำลังเข้าจัดการการทำผิดกฎหมายของตัวเอง จนยอมให้เจ้านายได้รับผลกระทบอย่างนั้นหรือเปล่า หรือหากจะยอมเปิดเส้นทางให้ในนาทีสุดท้ายก่อนวันเสด็จจริง ด้วยเส้นทางที่เต็มไปด้วยเต็นท์โสโครกของพวกขี้ยา และยางรถยนต์กองพะเนิน ราวกับอยู่ในภาวะสงคราม ยังจะคิดว่าเหมาะสมหรือสมพระเกียรติ เป็นหน้าเป็นตาของบ้านเมืองในพระราชพิธีสำคัญอย่างนั้นหรือไม่ ผมเคยพูดไปแล้วว่าคนพวกนี้ไม่รักชาติ เพราะดึงดันชุมนุมเพื่อประโยชน์ของตัวเอง จนไม่สนใจผลกระทบที่ตามมามากมายมหาศาล โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ที่เพียงลำพังการท่องเที่ยวก็วอดวายไปแล้วกว่าแสนล้านบาท

และคนพวกนี้ก็ไม่นับถือศาสนา

เพราะแกนนำคนหนึ่งก็ฝักใฝ่ลัทธินอกรีต ที่มหาเถรสมาคมประกาศชัดว่าไม่ใช่พระ ไม่ใช่พุทธ แถมยังพาคนไปตายเป็นเบือมาแล้วสองครั้งสองครา

ส่วนแกนนำอีกคนก็ใฝ่เดียรัจฉานวิชชา คิดแต่ทำลายรูปปั้นหน้าเหมือนคนนั้นคนนี้
แถมยังเอาผ้าอนามัยใช้แล้วไปไว้ที่ฐานพระบรมรูปทรงม้าที่คนเคารพบูชากันทั้งบ้านทั้งเมือง แถมยังเป็นศูนย์รวมจิตใจทหารทั้งประเทศ (แต่ทหารก็ยังทนอยู่ได้)

ทีมีรูปปั้นหน้าคล้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ใต้ฐานพระ (มัน) กล่าวหาว่าอดีตนายกฯ จงใจไปปั้นไว้ให้คนกราบไว้
แล้ว (มึง) เอาผ้าอนามัยไปไว้ใต้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คนต้องไหว้เหมือนกันกลับไม่เป็นอะไร

ส่วนอีกเรื่องถัดมา ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ที่ตอนแรกดูหน้าตาเหมือนจะเป็นคนดี ออกมาแถลงยกระดับการชุมนุมจากเรื่องการเมืองเป็นเรื่องความมั่นคง

ฟังแล้วอดหัวเราะไม่ได้ เพราะหากจะมีผลกระทบเกิดขึ้นกับความมั่นคงของประเทศชาติจริง ก็คงจะเพราะไอ้และอี (แอบ) ที่ป่วนบ้านป่วนเมืองอยู่เสียมากกว่า

และที่สำคัญใครไปบอกพันธมิตรฯ ว่าการชุมนุมที่ผ่านมาเป็นเรื่องทางการเมือง เพราะดูอย่างไรก็เป็นแค่เรื่องของโจรกบฏ

และสิ่งที่พบในความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีแค่การทำร้ายร่างกาย สะสมอาวุธทั้งมีด ปืน และอุปกรณ์ที่จะใช้ทำร้ายฝ่ายตรงกันข้าม หรือเอาหนังสติ๊กยิงเหี้ย (โหดเหี้ยมชนิดที่เหี้ยยังคิดว่าเป็นญาติผู้ใหญ่) ข่มขู่ คุกคามสิทธิเสรีภาพของชาวบ้าน แม้แต่การเลือกอ่านหนังสือพิมพ์สักฉบับ

หรือหากจะเป็นเรื่องที่พอดูดี มีการใช้สมองอยู่บ้าง ก็มีเรื่องของการเมืองใหม่ ที่ล้มล้างรูปแบบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง หรือไม่ก็ออกใบอนุญาตพกปืนในหมู่ม็อบ

ดูแล้วแต่ละเรื่องแต่ละราวมันเป็นเรื่องการเมืองตรงไหน ใครที่บ้าจี้ออกมาบอกว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ก็คงต้องขอคัดค้านกันตรงนี้

ความจริงแล้วเมื่อเป็นเรื่องของโจรทำลายบ้านเมือง ตำรวจก็ต้องเข้าไปจับ หรือหากขาดแคลนกำลังและสรรพาวุธ ก็ขอกำลังสนับสนุนจากฝ่ายทหาร

เพราะวันนี้กองทัพกำลังว่างงาน กำลังพลเหลือเฟือจนต้องส่งไป “อารักขา” พันธมิตรฯ ตามคำร้องขอ อันเนื่องมาจากกลัวตำรวจจะไปจับคนชั่ว

ถึงบรรทัดนี้ ผมต้องของอนุญาต พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. หัวเราะอีกชุดใหญ่ๆ

เรื่องถัดไป บช.น. ส่งสำนวนฟ้อง 9 แกนนำพันธมิตรฯ ไปตามหน้าที่ ทนายความม็อบก็ออกมากล่าวหาว่าจงใจให้ร้าย และที่แย่ไปกว่านั้น มี ส.ว.ผู้ทรงเกียรติ 4 ราย ยืดอกด้วยความภูมิใจ ใช้ตำแหน่งประกันไอ้พวกทำบ้านเมืองวุ่นวาย
จารึกชื่อเอาไว้ให้ลูกหลานภูมิใจ ไปจนถึงต้นตระกูล
1. นายคำนูน สิทธิสมาน
2. นายไพบูลย์ นิติตะวัน
3. นายสมชาย อังกะเวคิน
4. นายอโณทัย ฤทธิ์ปัญญาวงศ์
ใครจะชื่นชมหรือสาปแช่งอย่างไรก็ว่ากันไปตามสบาย
เนื้อที่ใกล้หมดยังสรรเสริญความดีของม็อบพันธมิตรฯ ไม่จบ

สุดท้าย...ยืมคำพูด “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มาเตือนด้วยความเป็นห่วง ในฐานะคนไทย ที่ดีชั่วยังไงก็ยังเลือดสีเดียวกัน
หากยังทำตัวเลวครบสูตรแบบนี้ ก็คงจะมีคนเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ
พันธมิตรฯ ก็คงจะต้องเป็นเป้านิ่งคอยรับมือระเบิดหรืออาวุธหนักที่จะถล่มกันเป็นรายวัน...!!



'สมัคร'เผยไม่ตอบโต้รู้ดีพันธมารฯทราม








รายการความจริงวันนี้ประจำวันที่ 7 พฤศจิกายน 2551 ออกอากาศทางช่องNBTนายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการกล่าว่าวันนี้นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งจดหมายผ่านFAXจากประเทศสหรัฐอเมริกามายังรายการ บรรยายความรู้สึกหลังจากที่ตนได้ประสบพบเจอกับกลุ่มพันธมิตรฯวานนี้ ใจความมีอยู่ว่ากรณีที่มีกลุ่มพันมิตรฯ มาด่าทอว่าตนเป็นคนขายชาติ แล้วยังชูป้ายที่มีข้อความว่า"เวรกรรม ไม่ต้องรอชาติหน้า"ตั้งแต่ตนลงจากเครื่อง แต่ตนก็ไม่ได้แสดงท่าทีโต้ตอบแต่อย่างใด ตนอย่างบอกกับประชาชนชาวไทยว่าให้รับรู้ว่า ตนไม่เคยเคยคิดเรื่องที่จะนำชาติบ้านเมืองไปขายให้ใคร ตรงกันข้ามตนทำงานรับใช้บ้านเมืองและกอบกู้วิกฤษที่เกิดขึ้นภายในประเทศอย่างหนักเป็นเวลาปีกว่า ตนก็เป็นประชาชนคนหนึ่งที่มีความจงรักภักต่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตรย์เหมือนกับประชาชนทั่วไป ที่เขียนจดหมายมาในวันนี้ก็เพื่อจะบอกกับประชาชนที่รู้จักตนเป็นอย่างดีว่า เหตุใดตนจะต้องมาถูกคนกลุ่มนี้แสดงกริยาก้าวร้าวใส่ตนเช่นนี้ ทั้งที่ตนมาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่กลับมาซ้ำเติมและด่าว่าเหมือนตนเป็นคนเลวทรามต่ำช้า การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการหวังทำลายและบั่นทอนความสามัคคีของคนในชาติ เป็นที่น่าสลดใจอย่างที่สุด

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แขกรับเชิญร่วมรายการยังกล่าวอีกว่ากลุ่มพันธมิตรกลุ่มนี้เปิดรับข่าวเพียงด้านเดียว และทำตามแกนนำเพื่อต้องการสร้างความแตกแยกทำลายความสามัคคีของประชาชนภายในประเทศ ถือว่าไร้ศีลธรรม ไร้จิตรสำนึก ไม่มีซึ่งมนุษย์ธรรม

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯออกมาแสดงความสะใจต่อการการทำที่เกิดขึ้น นายวีระกล่าวว่าการย้ำยีเกียรติคนนั่นคนนี้ไปทั่ว แสดงพฤติกรรมอันเลวทรามต่ำช้าไม่หยุดหย่อน ยังปราศรัยกล่าวหาวันงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ว่ามีการแสดงละคร โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ตนกำลังกล่าวอ้างว่ามันไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะวิกลจริตที่เกิดภายในจิตใจของนายสนธิหรือป่าว

อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครนอกจากประชาชนที่ได้ไปร่วมในงานความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 2 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่จะรับรู้ถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่างดี การแสดงท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯโดยอ้างว่าพวกตนเท่านั้นจะสามารถกอบกู้ประเทศชาติได้ แต่สิ่งที่กระทำอยู่ทุกวันนี้มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ากอบกู้หรือบ่อนทำลาย


ทักษิณไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ..

ทักษิณไม่มีแผ่นดินจะอยู่

โดย

พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง

คุณทักษิณไม่มีแผ่นดินจะอยู่ คำพูดนี้เป็นคำพูดที่ดังบ่อยมากบนเวทีพันธมิตรและพูดกันทุกช่วงทุกตัว พันธมิตรตัวพ่อหรือพันธมิตรตัวแม่แม้กระทั่งพันธมิตรตัวลูก ๆ หลาน ๆ ที่ขึ้นเวทีมาก็ท่องคำนี้เหมือนเป็นคาถา ซึ่งผมไม่รู้ว่าเหตุใดถึงพูดกันแบบนี้เสมอและตลอดเวลาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แต่ผมอยากจะพูดเรื่องนี้ตามความรู้สึกว่า

ผมไม่รู้ว่าคนบนเวทีพันธมิตรเอาอะไรมาพูดเช่นนี้เพราะถ้าตอบแบบยียวน วันนี้คุณทักษิณลอยฟ้าอยู่บนจานบินเหรอครับถึงได้บอกว่าไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมองจากภาพก็เห็นว่าคุณทักษิณเดินบนดิน นั่งพูดในตึกที่อยู่บนดิน หลับนอนก็คงจะเป็นที่ไหนสักแห่งแต่ผมเชื่อว่าอยู่บนดินแน่นอน จนกว่าจะมีข่าวมายืนยันว่า คุณทักษิณขึ้นกระสวยอวกาศไปอยู่กลางอวกาศนั่นแล้วผมถึงจะเชื่อคาถานี้ของพันธมิตร วันนี้พันธมิตรก็พูดแบบเดิมว่า คุณทักษิณไม่มีแผ่นดินจะอยู่ แต่ปราศรัยว่า ตอนนี้อยู่ที่ลอนดอน ผมอยากสะกิดถามคนปราศรัยว่า สับสนอะไรหรือเปล่าครับ ไหนบอกว่าเขาไม่มีแผ่นดินจะอยู่แล้วบอกได้ไงว่าอยู่ลอนดอน

ลอนดอนนี่ลอยอยู่เหนือแผ่นดิน ประชาชนเดินไปบนอากาศแล้วล่ะเหรอ... อ้อ เป็นความรู้ใหม่

วันนี้ผมมองว่าคุณทักษิณแค่ลี้ภัยแต่ใจจริงไม่อยากคิดเช่นนั้นด้วย เพราะเราก็คงต่างรู้ดีว่าคณะเอาผิดคุณทักษิณในเวลานี้มีปัญหาในการแต่งตั้งและยังไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั้งปวง ผมจึงมองไปในเชิงการพักร้อนของคุณทักษิณเท่านั้น ตราบใดก็ตามถ้ารายนามคณะทำงานเอาผิดคุณทักษิณเป็นชื่อที่ผมเชื่อถือ ไม่มีสันหลังหวะให้ได้พบเห็น ผมถึงจะเชื่อ...

วันนี้คุณทักษิณไม่ใช่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่ครับ หากแต่วันนี้คุณทักษิณมีสิทธิแม้กระทั่งจะเลือกอยู่ในประเทศไหน ๆ ที่ต้องคุณทักษิณเองต้องการได้ด้วยซ้ำ เพราะหลาย ๆ ประเทศอ้าแขนลับถ้าคุณทักษิณขอลี้ภัย และหลาย ๆ ประเทศเต็มใจที่จะมอบประชากรกิตติมศักดิ์ให้ด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่า ประเทศเหล่านั้นไม่ได้อ้าแขนรับคุณทักษิณเพราะว่าเขาเป็นเศรษฐีหรอกครับ ผมไม่ได้คิดเช่นนั้น และผมเชื่อว่าประเทศเหล่านั้นไม่ได้โง่พอที่จะปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติเดินเข้าประเทศเขาได้ อย่างตอนนี้คุณทักษิณอยู่ที่ลอนดอน ไม่ใช่ประเทศโลกที่สาม ทำไมพันธมิตรไม่คิดบ้างว่า คนอังกฤษและนักการเมืองอังกฤษเขาตัดสินใจอย่างไรถึงรับคุณทักษิณไว้ในคุ้มครอง

เขาจะกล้าเอาชื่อเสียงประเทศของเขามาแลกกับคนเลวร้ายอย่างนั้นรึ

ผมว่าคงไม่ใช่... และหลาย ๆ ประเทศต่างพร้อมใจยกให้คุณทักษิณเป็นที่ปรึกษาแก้จน ผมเองแม้ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของคุณทักษิณเสียทั้งหมดแต่ก็เห็นว่านโยบายของคุณทักษิณมีการกระตุ้นให้เศรษฐกิจค่อย ๆ ดีขึ้นจริง แม้จะมีส่วนไม่ถูกใจบ้าง แต่จะหานักการเมืองไหนจะทำถูกใจคุณทั้งหมด... ไม่มีทาง

แต่คุณทักษิณก็ทำให้ประชาชนได้ลืมตาอ้าปากบ้าง มีข้าวสารกรอกหม้อบ้างจากที่ต้องขูดก้นโอ่งอยู่นาน ประชาชนภาคใต้ที่รังเกียจคุณทักษิณก็ต้องทนรับราคายางต่ำอยู่นาน แต่พอมีนโยบายและการปฏิบัติงานราคายางก็พุ่งพรวดแถมยังเปิดแนวปลูกยางไปอีกหลายภาคทำให้หลายครัวเรือนในภาคอีสานมีความเป็นอยู่ดีขึ้นชนิดที่ไม่เคยได้รับมาจากรัฐบาลไหนก่อนหน้านี้

แม้คุณทักษิณจะมีสิ่งที่น่าสงสัยและไม่ไว้วางใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้จริง ซึ่งประเทศอื่น ๆ คงสัมผัสถึงความเปลี่ยนไปนี้ได้เหมือนกัน มิฉะนั้นเค้าจะเชิญคุณทักษิณไปแก้ปัญหาทำไม หรือเขาจะกล้าเสี่ยงอนาคตประเทศกับคนเพียงคนเดียว พันธมิตรคิดว่าประเทศเหล่านั้นเขาโง่กันหมดหรือ...

ถ้าเขาฉลาดอย่างพันธมิตร ประเทศเหล่านั้นคงไม่มีอายุมาถึงวันนี้กระมังครับ

ดังนั้นวันนี้ผมขอบอกว่า คุณทักษิณมีแผ่นดินอยู่และเดินถนนในฐานะประชาชนกิตติมศักดิ์ในนานาประเทศได้อย่างไม่อับอาย แต่เพียงเหตุผลบางประการซึ่งเป็นความวิกลจริตแห่งระบบบางอย่างของประเทศเท่านั้นที่ทำให้คุณทักษิณกลับบ้านไม่ได้เท่านั้นเอง แต่จะเดือดร้อนไปใยเพราะวันนี้คุณทักษิณได้เดินทางไปอยู่ในอารยประเทศที่หลาย ๆ คนต่างตระกายจะไป แม้กองเชียร์พันธมิตรเองก็มีหลายคนที่อยากไปกับเขาบ้าง แต่คงไม่มีโอกาส คุณทักษิณ วันนี้หลาย ๆ ประเทศเปิดแขนรับ แต่ผมอยากรู้จริง ๆ ครับว่า คุณสนธิและแกนนำหลาย ๆ คน มีประเทศไหนเขาต้อนรับคุณอย่างนี้บ้างไหม

ก่อนจะว่าใครไม่มีแผ่นดินจะอยู่ลองมองความจริงบ้างครับ และมองตัวเองบ้างว่าถ้าตนตกที่นั่งเดียวกับคุณทักษิณจะได้รับเกียรติแบบนี้ไหม ผมไม่มองไปไกลหรอกครับ ผมมองแค่ว่าถ้าแกนนำพันธมิตรและคนที่ด่าคุณทักษิณว่า ไม่มีแผ่นดินอยู่ ตกที่นั่งนั้นบ้าง ผมเชื่อว่า เขาไปไหนไม่รอดแม้จะเหยียบแหล่งที่เสื่อมโทรมที่สุดในประเทศที่จนที่สุด ยังไม่มีทางเลย

สำเหนียกตัวเองซะบ้างซิครับ

จาก Thaifreenews

มหาโจรยังครองเมืองหลวงของไทย!!!!!!!!!!!!!

มหาโจรยังครองเมืองหลวงของไทย!!!!!!!!!!!!!


โดย : ป้าพลอย

วันศุกร์ที่ 7 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551

เปิดเน็ตอ่านบทความลูกชาวนาไทยที่มีภาพพันธมิตรเอารถบัสเก่ามาจอดข้างยางรถยนต์ที่กองวางบนถนน เห็นแล้วมันช่างทุเรศสายตาเสียจริง คนใหญ่คนโตในประเทศเขาตายกันหมดแล้วหรือนี่? โอ้มายก็อต นี่หรือแบงกอกเมืองหลวงของไทยแลนด์ หน้าตาเมืองหลวงของประเทศไทยเป็นอย่างนี้เอง กองโจรติดอาวุธครองเมืองหลวงของไทยแลนด์ ยึดทำเนียนรัฐบาลมาเป็นเวลา ห้าเดือนเศษ ปิดถนนยิงคนบาดเจ็บ ระเบิดคนตายและบาดเจ็บ ไม่มีใครกล้าออกกฎหมายจับมาลงโทษ กลัวกองโจรกันหมด

ทหารมีหน้าที่ปกป้องความผาสุกของประชาชนและชาติก็กลัวกองโจรด้วย ไทยแลนด์เป็นอำมพาตกันทั้งประเทศ ดีหมือนกันจะได้ประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศได้รู้ และบอกนักท่องเที่ยวไม่ต้องมาเที่ยวในไทยแลนด์ เพราะไม่ปลอดภัยเนื่องจากมีกฎหมายคุ้มครองให้มหาโจร ไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกโจร พวกโจรจะออกมากระทืบใครเล่นก็ได้ เอาเลยทำกันให้ตามอำเภอใจนะ ทำกันให้ถึงที่สุดทำให้มันพังไปทั้งประเทศยิ่งดี จะได้สมใจร่านและอยาก อยากจะให้ประเทศฉิบหายก็เชิญเลย ทำเข้าไปปลุกปั่นยุยงให้คนไทยออกมาตีรันฟันแทงกันให้เลือดทาแผ่นดินไปเลย ให้ชาวโลกเขาได้นั่งหัวเราะความระยำของคนไทยที่ไล่สะกรัมกันเองโดยที่ใช้สีเป็นสัญญาลักษณ์

ไม่รู้เป็นอย่างไงตอนนี้โรคเกลียดมันขึ้นสมอง ความรักคนไทยด้วยกันตอนนี้มันชักจะรักไม่ลงซะแล้ว ความศรัทธามันถอย เพราะพูดใส่หูแทบจะแตกแม่งไม่ฟังกันเลย ก็อ้ายระบบผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิดนี่แหละเป็นพิษ หาความยุติธรรมไม่ได้ มันเลยไม่มีระเบียบเหมือนชาวโลก เฮ้อไม่รู้จะพูดอย่างไรคอยเพียงฟ้าดินลงโทษอย่างเดียวอย่างอื่นไม่ต้องไปหวังอะไร ยิ่งเห็นภาพคนพวกนี้ถือป้ายด่า ท่านนายกสมัคร ที่ Houston บอกได้คำเดียวว่าหมดศรัทธาคนไทยมันช่างชั่วได้ดีจริงๆ ท่านกำลังป่วยยังไปซ้ำเติมคนพวกนี้มันไม่ใช่คนแล้วขอประณาม จิตใจทำด้วยอะไร อยู่กระทั่งอเมริกาอยู่ในที่ที่เจริญแล้วแต่จิตใจยังต่ำช้า นี่แหละน๊าเขาว่าสันดอนยังพอขุดได้แต่สันดานมันขุดออกไม่ได้ คนชั่วไม่ว่าจะไปอยู่ที่เจริญแล้วมันก็ยังไม่ทิ้งสันดานของมันเวรกรรมแท้ๆคนหนอคน


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

Friday, November 7, 2008

จดหมายสมัคร:หัวโจกภูมิใจ แต่ทำลายความเป็นชาติไทยอย่างน่าเศร้าสลดใจที่สุด

ที่มา รายการความจริงวันนี้ NBT
7 พฤศจิกายน 2551



ขอเล่าความทุกข์ใจของผมมาถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ยังมีใจเป็นชนชาติเดียวกันให้ทราบความจริงผ่านรายการความจริงวันนี้ ทั้งนี้ เพราะกิจกรรมที่ทำกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาของคนกลุ่มเล็กๆ ที่กระจายกันทั่วไปในแหล่งที่มีคนไทยอยู่ทั่วโลกอย่างที่ทำกันนี้ เป็นกิจกรรมที่คนเป็นหัวโจกดำเนินการจะมีความภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตามเถิด แต่นี่เป็นกิจกรรมที่ทำลายความเป็นชาติไทยที่มีความรักความผูกพันกันมายาวนานตลอดชีวิตของคนไทยเรา อย่างน่าเศร้าน่าสลดใจเป็นที่สุด



เรียน ท่านผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ที่นับถือ


นับตั้งแต่ที่ผมพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ที่ผมรับผิดชอบเรื่องบ้านเมืองไปแล้ว ผมก็ไม่พยายามที่จะแสดงความคิดเห็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับทางการบ้านการเมือง โดยเมื่อเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา ผมต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลทางเมืองไทย และเมื่ออาการค่อยทุเลาลงแล้ว หมอทางเมืองไทก็ตกกับหมอทางสหรัฐอเมริกาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญให้ผมเดินทางมารักษาตัวเพื่อให้อาการของโรคที่เป็นอยู่หายเสร็จเด็ดขาด


เมื่อตอนที่ผมอยู่เมืองไทย คนอย่างผมก็ไปไหนมาไหนโดยไม่เคยเจอใครที่จะมาแสดงอาการด่าทอว่ากล่าวผมตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผมทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองอยู่


ผมมาถึงเมืองฮุสตัน เมื่อเย็นวันที่ 5 พฤศจิกายน มีคนไทย 3-4 คน มายกป้ายด่าทอผม ด้วยถ้อยคำหยาบคาย กล่าวหาว่าผมเป็นไอ้คนขายชาติ และบอกว่ากรรมเวรไม่ต้องรอชาติหน้า ถือป้ายตั้งแต่ผมออกจากเครื่องที่ผมเดินทางกันไป 3 คนพ่อแม่ลูก กับญาติสนิทอีก 2 คนรวมเป็น 5 คน เข้าลิฟต์มันก็วิ่งถือป้ายเข้ามายืนอยู่ในลิฟต์ด้วย ออกไปรอเอากระเป๋าก็วิ่งเที่ยวชูป้าย เที่ยวถ่ายรูป ถ่ายดักหน้าดักหลัง ปากก็ตะโกนร้องคำเหมือนกับผมเป็นอาชญากรตัวสำคัญที่ทำลายบ้านเมืองออกมายืนรอรถข้างนอกประตู ก็ออกมาวิ่งเที่ยวชูป้ายวิ่งข้ามฟากถนนไปมา แล้วไอ้เจ้าผู้ชายก็มายืนตะโกนด่าอยู่ข้างรถที่ผมขึ้นไปนั่ง ว่าผมเป็นไอ้ขายชาติๆๆๆๆ ตะโกนอยู่ข้างรถเหมือนเจ็บแค้นใจแทนพี่น้องคนไทยทั้งชาติทำนองนั้น


ตลอดระยะเวลาที่ 3-4 คน เที่ยววิ่งแสดงกิริยาอย่างที่ว่า ผมไม่ได้แสดงกิริยาตอบโต้อะไร เพราะแม้แต่หน้าของเขา 3-4 คน ที่มาแสดงกันนั้น ผมก็ว่าไม่อยากมองหรือจดจำ


ผมคิดอยู่ในใจเพียงว่าเมื่อผมมีโอกาสนั่งเขียนหนังสือผมก็คิดจะเขียนมาถึงผู้จัดรายการความจริงวันนี้ เพื่อบอกความจริงให้พวกที่เขามาแสดงกันอย่างที่ว่า โดยที่คนพวกนี้เขาไม่เคยรู้หรือแกล้งไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร เช่น คนอย่างผมได้ทำอะไรให้กับบ้านเมือง ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผมอยู่ในหน้าที่ ผมจะบอกให้ว่าคนอย่างผม นายสมัคร สุนทรเวช นั้นเป็นนักการเมืองที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดเรื่องเอาชาติบ้านเมืองไปขายให้กับใครที่ไหน


ตรงกันข้ามผมนี่แหละเป็นคนที่มีโอกาสทำหน้าที่เป็นคนกอบกู้สถานการณ์ของบ้านเมืองที่เกิดความเสียหายขึ้นภายหลังจากที่มีการยึดอำนาจการปกครองเป็นเวลาปีครึ่ง


ผมเป็นหัวหน้าของคณะผู้คนที่เข้ามารับตำแหน่งที่เป็นผู้บริหารบ้านเมือง อย่างถูกต้องตามตัวบทกฎหมายตลอดเวลาที่ผมทำหน้าที่ทุกอย่าง อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเพื่อกอบกู้สถานะของความเป็นชาติที่อยู่ในสังคมโลกที่ประเทศทั่วโลกเขาหันกลับมาร่วมมือในกิจการต่างๆ จนเกือบเป็นปกตินั้น ผมต้องทำงานหนักเพียงไร ผมเป็นคนที่ทำหน้าที่รักษาพระศาสนา ตั้งแต่ก่อนแต่ไร จนเมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีผมก็ยิ่งทำหน้าที่ปกป้องดูแลและส่งเสริมพระศาสนาที่คนไทยร้อยละ 95 ของบ้านเมืองเรานับถือ


ในความเป็นคนไทย ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีความจงรักภักดี และมีความเคารพเทิดทูน สถาบันสูงสุดของบ้านเมืองมาตลอด โดยไม่ต้องไปประกาศให้ใครในบ้านเมืองรู้ เพราะทั้งชีวิตผมและวงศ์ตระกูลผมที่สืบย้อนขึ้นไป 2 ชั่วคนได้สนองงานถวายพระราชวงศ์จักรี ทั้งคุณตา คุณลุง คุณพ่อและคุณตาของผม โดยเมื่อถึงยุคของผม ผมก็ได้สนองงานถวายทุกวาระที่ผมได้รับหน้าที่เป็นฝ่ายบริหารบ้านเมือง


อยากให้รู้ว่าแม้ผมจะทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แม้จะเป็นเวลาเพียง 7 เดือน ผมก็ได้ทำหน้าที่ของผม ให้สถาบันที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของบ้านเมืองให้เข้าใจและไม่มีปัญหาที่จะไปทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพ รวมทั้งการให้ความสนับสนุนและส่งเสริมกิจการงานของกองทัพเป็นที่เข้าใจและพอใจของทุกฝ่าย


ในฐานะที่ประเทศไทยได้ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศอาเซียน ผมได้ทำหน้าที่ของผมในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ กับประเทศคู่เจรจาไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ หรือจีน ที่ผมมีโอกาสได้พบเจรจาความกับรับผิดชอบอยู่ คือ ผมประกาศและยืนยันที่จะรักษาระบอบประชาธิปไตยให้ยังคงอยู่กับบ้านเมือง โดยไม่ยอมให้ใครมาใช้อำนาจแบบอานารยะมาล้มระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เรามีและเป็นกันอยู่


เมื่อผมพ้นจากหน้าที่เพราะคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ และผมไม่บอกรับเข้ารับตำแหน่งอีกเมื่อมีการแสดงจากการขัดข้องทางการเมือง ผมก็ถอยออกมาห่างอย่างที่ได้เรียนไว้ในตอนต้น


ที่ผมต้องทำ และต้องเขียนมาถึงรายการความจริงวันนี้ก็เพราะผมต้องการให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่รู้จักผมมาตลอด ชี้นำในการดำเนินงานทางการเมืองของผม ว่าผมไม่เคยคิดว่าคนอย่างผมที่ได้เข้ามาทำหน้าที่ทางการเมืองในช่วงที่ต้องมากอบกู้สถานะของประเทศจนเป็นปกติ จะมาถูกคนไทยที่มาอยู่ต่างแดนที่แม้ว่าตั้งแต่เข้ามายังไม่เคยเห็นหน้ากัน มาแสดงอะไรกับคนอย่างผมที่เดินทางมารักษาตัวกันเพียง 5 คน อย่างที่เล่ามาให้ทราบแล้วในตอนต้น


คนพวกนี้ แม้จะออกมาอยู่ไกลคนละซีกโลกของบ้านเมืองเรา อาจจะได้เสพหรือรับรู้แต่ข่าวที่เป็นการให้ร้ายป้ายสีกัน ในการจะล้างผลาญเป็นทางการเมืองโดยไม่ลืมหูลืมตา และไม่ยอมรับรู้รับฟัง ความจริงอีกด้านโดยแยกไม่ออกว่าใครทำอะไร ให้บ้านเมืองมาอย่างไร จนมาคอยจ้องแสดงอาการอย่างที่ผมเล่ามาให้ฟังกันได้ เหมือนกับผมเป็นคนเลวทรามต่ำช้าที่เป็นผู้ทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย จนต้องมาเขียนป้ายประณามและมายืนตะโกนด่าซ้ำๆ ซากๆ ว่าผมเป็นไอ้ขายชาติๆๆ อยู่ข้างรถผม


ขอเล่าความทุกข์ใจของผมมาถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ยังมีใจเป็นชนชาติเดียวกันให้ทราบความจริงผ่านรายการความจริงวันนี้ ทั้งนี้ เพราะกิจกรรมที่ทำกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาของคนกลุ่มเล็กๆ ที่กระจายกันทั่วไปในแหล่งที่มีคนไทยอยู่ทั่วโลกอย่างที่ทำกันนี้ เป็นกิจกรรมที่คนเป็นหัวโจกดำเนินการจะมีความภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตามเถิด แต่นี่เป็นกิจกรรมที่ทำลายความเป็นชาติไทยที่มีความรักความผูกพันกันมายาวนานตลอดชีวิตของคนไทยเรา อย่างน่าเศร้าน่าสลดใจเป็นที่สุด


เหมือนอย่างชื่อหนังสือเล่มใหม่ของผมที่กำลังเขียนอยู่ที่ผมให้ชื่อว่า "บางทีจะสายไป...หากคนไทยยังไม่ฉุกคิด"

ด้วยรักและคิดถึง


สมัคร สุนทรเวช


จาก Thai E-News

'วีระ'ประณามพันธมารฮูสตัน ก้าวร้าวไร้จิตสำนึก!







รายการความจริงวันนี้ประจำวันที่ 6 พ.ย.2551 ออกอากาศทางช่องเอ็นบีที นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการ กล่าวถึงควันหลงบรรยากาศในการจัดรายการความจริงสัญจรครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า ยังเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับความสนใจจากประชาชนอยากได้วีซีดีบันทึกรายการความจริงสัญจรทั้งครั้งที่ 1 และ2 หลังจากที่ตนได้บอกว่าให้ไปติดต่อซื้อได้ที่บริษัท'เพื่อนพ้องน้องพี่'ก็มีประชาชนเดินทางไปซื้อเสื้อและของที่ระลึกจากรายการความจริงวันนี้จำนวนมาก แต่วีซีดีนั้นคาดว่าจะออกวางแผงเร็วๆนี้

นายวีระ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีพร้อมครอบครัวเดินทางไปรักษาโรคมะเร็งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และเมื่อเดินทางไปถึงสนามบินนครฮุสตัน มลรัฐเท็กซัส ได้มีกลุ่มพันธมิตรมาประท้วงแล้วชูป้ายด่าทอที่มีข้อความว่า 'เวรกรรม ไม่ต้องรอชาติหน้า'และพันธมิตร Houston (ไม่) ต้อนรับอ้ายคนขายชาติ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่หมิ่นเกียรติอดีตนายกฯเป็นอย่างมาก และถือว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศด้วย ทั้งที่ นายสมัครก็มีอาการป่วยที่ย่ำแแย่อยู่แล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรฯยังซ้ำเติมและแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวอย่างไร้จิตสำนึก

นายวีระ ยังกล่าวตำหนิประชาชนกลุ่มที่สนับสนุนพันธมิตรฯกลุ่มนี้ว่ารับข่าวสารเพียงด้านเดียว แต่ไม่เคยรับรู้เลยว่าบุคคลที่ตนสนับสนุนอยู่นั้นได้กระทำหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กรณีที่นำโกเต๊กหรือผ้าอนามัยใช้แล้วเปื้อนประจำเดือนของสตรีไปวางรอบฐานพระบรม ราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่หยาบช้า และหลบหลู่สิ่งที่ปวงชนชาวไทยเคารพนับถือกันทั้งบ้านทั้งเมือง ตนจึงอยากเรียกร้องให้กลุ่มที่สนับสนุนพันธมิตรฯเปิดหูเปิดตารับความจริง และควรเลิกเห็นผิดเป็นชอบสักที

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า กลุ่มพันธมิตรฯยังไม่เลิกก่อความวุ่นวายหลังจากไม่ยอมเปิดเส้นทางทางการจราจร ถนนราชดำเนินบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ที่ตามกำหนดจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 14-19 พ.ย.นี้ จนตำรวจต้องเปลี่ยนเส้นทางไปใช้ถนนหลานหลวงแทน ตนจึงอยากถามว่าทำไมงานที่ประชาชนทั่วประเทศให้ความสำคัญ และเป็นงานของสถาบันพระมหากษัตรย์ ตำรวจยังต้องยอมกลุ่มพันธ์มิตรฯทั้งที่มีอำนาจจัดการอยู่ในมือ การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯที่เหิมเกิมเช่นนี้ หากตำรวจไม่ดำเนินการให้เด็จขาดแล้ว"ใคร?"ที่สามารถยุติพฤติกรรมนี้ได้ตนหวังว่าจะได้เห็นคนที่บอกจงรักภักดีต่อสถาบันทั้งหลาย ออกมาทำอะไรมากกว่า"ยอม"แบบนี้

มท1. เร่งรับนโยบายรัฐ 90 วันพ้นภัยยาเสพติด

รัฐบาลประกาศนโยบายต้านยาเสพติด 90 วัน ย้ำ ไม่เน้นปริมาณ ห้ามฆ่าตัดตอน ขณะที่ ปปส. ตั้งเป้ายึดทรัพย์เครือข่ายนักค้า 400 ล้าน ระบุพื้นที่สีแดงยังเป็นชุมชนคลองเตย พร้อมจับตานักค้ารายใหญ่กว่า 100 ราย

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดปฏิบัติการ 90 วัน พ้นภัยยาเสพติด และมอบนโยบายให้แก่หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ประมาณ 400 คน อาทิ ผอ.ศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ศอ.ปส) และนายตำรวจระดับผู้บังคับการจากทั่วประเทศ โดยนายกฯได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ศอ.ปส. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรอง ผอ.ศอ.ปส.

นายสมชาย กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาระดับโลก แต่ละประเทศมีวิธีจัดการกับปัญหาแตกต่างกัน ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลได้กำหนดให้ปัญหายาเสพติดเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขอย่างบูรณาการการทำงานในทุกภาคส่วน เพื่อลดปัญหายาเสพติดให้หมดไปโดยเร็ว จึงได้กำหนดให้มีปฏิบัติการใน 90 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2551 ถึง 31 มกราคม 2552 ซึ่งมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดสูงเป็นพิเศษ เพื่อนำตัวผู้ค้ามาดำเนินการตามกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และแก้ไขผู้เสพ สำหรับปฏิบัติการครั้งจะมีการประเมินผลงานในทุกพื้นที่ทุก 1 เดือน หากพื้นที่ใดยาเสพติดยังแพร่ระบาดอยู่จะถูกพิจารณาต่อไป

นายสมชาย กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้เป็นหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เป็นภาระรับผิดชอบร่วมกันของทุกหน่วยงาน และขอฝากให้กระทรวงศึกษาธิการจัดทำหลักสูตรสอนให้เยาวชนรับรู้ถึงข้อเสียและพิษภัยของยาเสพติด เนื่องจากยาเสพติดระบาดเพราะมีผู้ต้องการซื้อ หากลดความต้องการลงได้ปริมาณการแพร่ระบาดก็จะลดลง อย่างไรก็ตาม ขอกำชับว่า การปราบปรามยาเสพติดในครั้งนี้ต้องไม่เกิดปัญหากรณีฆ่าตัดตอนเด็ดขาด โดยตำรวจต้องเข้าไปดูแลไม่ให้มีการฆ่ากันเองภายในกลุ่มผู้มีอิทธิพลและนักค้ายาเสพติด หากเกิดคดีฆาตกรรมเพื่อตัดตอนความผิดต้องรวบรวมหลักฐานเพื่อจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ในกรณีที่การจับกุมผู้ต้องสงสัยหากในภายหลังพบว่า บุคคลนั้นไม่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้ปล่อยตัวทันที

ด้าน พล.ต.อ.โกวิท กล่าวว่า ยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องปฏิบัติปราบปรามใน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การดำเนินการกับนักค้ายาเสพติด ควบคุมปริมาณยาเสพติด ป้องกันกลุ่มเสี่ยง และบริหารจัดการเกี่ยวกับการบำบัดผู้เสพไม่ให้กลับไปใช้ยาเสพติดอีก ทั้งนี้กลุ่มนักค้ายาเสพติดจะเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการขนส่งและจำหน่ายยาเสพติดอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่จึงต้องทำงานอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่ กทม. ปริมณฑล และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะต้องเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น ภายใน 90 วัน จะเน้นที่ตัวนักค้ารายใหญ่และผู้ต้องหาหลบหนี