WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 14, 2008

ป.ป.ช.หักปากกาเซียน


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดยเอกฉัตร


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 วันแรกของพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยวันที่ 15 พฤศจิกายน เป็นวันสำคัญที่สุดที่พสกนิกรชาวไทย จะได้ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งจะมีพิธีการต่างๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ จนถึงเวลา 16.30 น. เป็นพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ และเวลา 22.00 น. พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพจริง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพสกนิกรชาวไทยจะไว้ทุกข์โดยพร้อมเพรียงกัน

00 หากเป็นมวยก็ต้องถือว่า พลิกล็อก หักปากกาเซียน กรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ลงมติเป็นเอกฉันท์ 9-0 วินิจฉัยว่า หล่อเล็ก นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ที่เรียกกันติดปากว่า พ.ร.บ.ฮั้ว กรณีสั่งเปิดแอลซีกับธนาคารกรุงไทย เพื่อชำระเงินบริษัทไตเออร์ เดมเลอร์ พุคฯ ของประเทศออสเตรีย ผู้ผลิตรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง ที่อื้อฉาวกันมานานหลายปี โดยมีผู้ร่วมกระทำผิดในคดีเดียวกันอีก 10 คน ใครเป็นใครคงไม่ต้องนำมาฉายซ้ำ เพราะคาดกันล่วงหน้าแล้วว่ามีความผิดแน่ ลุ้นกันแค่ผิดมากหรือผิดน้อยเท่านั้น

00 จะไม่ให้พลิกล็อก หักปากกาเซียน ได้อย่างไร ชื่อของ หล่อเล็ก มีข่าวหลุดรอดมาหลายต่อหลายครั้งที่มีการสรุปผลการสอบสวนของคณะกรรมการ จนก่อนจะถึงวันที่ ป.ป.ช. วินิจฉัย ก็ยังมีข่าวมาจากงานระดมทุนของพรรคประชาธิปัตย์ที่เมืองทองธานีว่า มีนายทหารใหญ่ที่เพิ่งเกษียณอายุไปเมื่อเร็วๆ นี้ ที่เคยมีบทบาทใน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. คอยช่วยเหลือเจรจากับ ป.ป.ช. ชุดนี้ที่มาจากการแต่งตั้งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. โดยไม่มีการโปรดเกล้าฯ จากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ้างว่าเป็นการแต่งตั้งตามอำนาจของรัฐาธิปัตย์ ทำให้แกนนำคนสำคัญ โดยเฉพาะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มั่นใจสุดๆ มากกว่าใคร เมื่อผลการตัดสินออกมาพลิกล็อก หักปากกาเซียน ไม่รู้ว่าสมาชิกพรรคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอดีตนายทหารใหญ่ จะมองหน้าผู้ใหญ่ในพรรคได้อย่างไรเหมือนกัน

00 เมื่อผลการวินิจฉัยออกมาพลิกล็อก ใครต่อใครก็ต้องเดาว่า หลักฐานมัดแน่นจริงๆ จึงทำให้ ป.ป.ช.ต้องกัดลิ้นกินเลือด ลงมติทั้งที่น้ำตาตกใน อย่างที่ นายวิชา มหาคุณ ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวน ได้ระบายความในใจ ไม่มีความสุขที่ต้องตัดสินคดีเกี่ยวกับนายอภิรักษ์ ซึ่งได้รับฉันทามติจากประชาชนอย่างล้นหลาม แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามกฎหมาย งั้น เอกฉัตร ก็ถามกลับไปบ้างว่า แล้วการตัดสินคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีประชาชนศรัทธาล้นหลายมากกว่า นายอภิรักษ์ หลายเท่า ไหงไม่คิดอย่างนี้บ้างละ จริงๆ แล้วคดีนี้ยืดเยื้อมานาน คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือ คตส. ได้ส่งเรื่องนี้มานานแล้ว และผลการสอบสวนที่ คตส. ตั้งหน้าตั้งตาจ้องเล่นงานอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ให้อยู่หมัด สำนวนสอบสวนพร้อมสรรพไม่ต้องไต่สวนพยานเพิ่มเติม แทนที่ ป.ป.ช. จะเร่งสอบสวนก่อนที่จะถึงวันเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. กลับปล่อยให้ยืดเยื้อ จนเกิดความเสียหาย ทำให้งานของ กทม. ชะงัก และต้องเลือกตั้งกันใหม่

00 อีกคนใกล้หมดอายุขัย กกต. แล้ว นายสุเมธ อุปนิสากร พูดมาได้อย่างไร หาก นายอภิรักษ์ แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง กกต. จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 90 วัน การจัดการเลือกตั้งบ่อยๆ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ งั้นที่ผ่านๆ มา ทำไม กกต. จึงตามล้างตามเช็ดแจกใบเหลืองใบแดง ให้กับผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่เหมือนกัน ไม่พูดเสียยังดีกว่า หรือว่าลืมตัวไม่คิดว่าผลการตัดสินจะออกมาพลิกล็อกมโหฬาร

00 ส่วนการแสดงสปิริตลาออกของ หล่อเล็ก ไม่ได้เกินความคาดหมาย เข้าทาง หล่อใหญ่ โอบามาร์ค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะได้นำสปิริตจำเป็นของ หล่อเล็ก ไปย่ำยีกดดันรัฐบาลได้อีกนาน จากคดีที่ ป.ป.ช. ตัดสินไปแล้วและรอขึ้นเขียงอีกหลายคดี เช่น คดีเขาพระวิหาร ที่คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาไปลงมติรับทราบแถลงการณ์ร่วมโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 โดยมีพี่ใหญ่ในทำเนียบรัฐบาลเป็นลูกคู่คอยรุมซ้ำเติม

00 โบราณว่า จิ้งจกทักยังต้องเงี่ยหูฟัง แต่คดีนี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ที่เปิดเกมไล่บี้ อดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ตั้งก่อนวันเปิดรับสมัครจนถึงวันสุดท้าย ได้เรียกร้องให้ประชาชนอย่าเลือก เลือกไปจะเสียของ เพราะจะมีปัญหาในภายหลัง เมื่อคดีรถดับเพลิงเรือดับเพลิงเข้าสู่ขบวนการชี้ขาดของ ป.ป.ช. เพราะ เสี่ยชูวิทย์ มั่นใจในหลักฐานที่ได้เห็นมาคงประเมินแล้วรอดยาก แต่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์และเจ้าตัว ยืนกรานความบริสุทธิ์ผุดผ่อง จึงไม่ยอมฟังเสียงคัดค้าน โดยเฉพาะ เทพเทือก หนุนสุดตัว และยังค้านไม่ให้ อดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ลาออก แต่ให้พักงาน รอเวลาวิ่งเต้น เอ้ย รอศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสิน

00 ความมั่นใจในความบริสุทธิ์ผุดผ่องคดีรถดับเพลิงเรือดับเพลิง ไม่ต่างกับความมั่นใจคดีแจกตั๋วหนังในเขตเลือกตั้ง จ.อุบลราชธานี ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. ได้ชี้ตัดสินแจก 2 ใบเหลืองให้ ส.ส.เขตพรรคประชาธิปัตย์ 1ใบแดงให้ ส.ส.สอบตก และ 1 ใบขาวให้กับ นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตกรรมการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นไปตามคาดหมาย แต่คาใจของผู้ที่รับรู้ข้อมูลเชิงลึก อย่างที่ เจ๊สดศรี สัตยธรรม กกต. หญิงหนึ่งเดียว ออกมาตอกย้ำให้ช้ำใจ กกต. มีหลายมาตรฐานในการชี้ขาด ทำให้พรรคประชาธิปัตย์โล่งอกอยู่พรรคเดียว ไม่ต้องขึ้นเขียงให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดยุบพรรค และได้ทีจี้ให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาๆๆ

๐๐ บรรทัดสุดท้าย สัปดาห์หน้าให้จับตาสถานการณ์การเมือง ที่จะมีการเปิดเกมจากทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้สถานการณ์บานปลาย ชะเอย


แผนชั่วปิดทาง “ทักษิณ” ลากไส้


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย*อัฐศิริ*


“ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการสมคบคิด กลั่นแกล้งพันธมิตรฯ ทุกวิถีทาง รวมทั้งมีการซื้อตัวการ์ด เพื่อให้กลับมาสร้างสถานการณ์ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่พันธมิตรฯ กำลังหามาตรการดำเนินการต่อไป”

โอ้ ลัลล้า ใครก็ได้ช่วยทีเถอะ การ์ดของพันธมิตร พันธมาร มีราคาค่างวดปานนั้นเชียวหรือ นายสุริยะใส กตะศิลา พูดผิดพูดใหม่ได้นะ เพราะที่ผ่านมาพันธมิตรพันธมารพูดผิดทำผิดๆ มามากแล้ว อย่างน้อยก็ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง

นายสุริยะใส ยังคุยใหญ่คุยโตอีกว่า ได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เรียบร้อยแล้วหากเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเห็นการ์ดพันธมิตรฯ พกอาวุธ ก็สามารถจับกุมได้ทันที โดยจะไม่มีการประกันตัวใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากพันธมิตรฯ ไม่สนับสนุนให้พกอาวุธ โดยเฉพาะนอกเขตพื้นที่การชุมนุม

นี่แสดงว่า การ์ดของพันธมาร สามารถพกอาวุธในเขตยึดครองคือทำเนียบรัฐบาลได้ใช่ไหมแล้วที่บอกว่า ชุมนุมกันอย่างสงบ ปราศจากอาวุธ นั่นก็เป็นการโกหกชาวบ้าน

เพราะฉะนั้น สรุปได้ว่า ในทำเนียบรัฐบาลวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับซ่องโจร เป็นที่ส่องสุมอาวุธวัตถุระเบิด และยาเสพติด
แล้วที่ระเบิดตูมตาม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม วันที่ม็อบพันธมารยกโขยงกันไปปิดล้อมสภานั้น แน่ใจนะว่าไม่มีอาวุธ แน่ใจนะว่า ไม่ทำให้ใครต้องบาดเจ็บล้มตาย แล้วไปให้ร้ายป้ายสีว่า ตำรวจว่าเป็นคนทำร้ายประชาชน

แหมทำใจให้เชื่อยากครับ เพราะยกโขยงออกไปอย่างนั้น รู้ทั้งรู้ว่าต้องทำอะไร ต้องใช้อะไร อย่างไรแค่ไหน ลำพังหนังสติ๊ก ไม้เบสบอลจะไหวหรือ ทำให้คิดไปถึง กองโจรศรีวิชัย ตอนที่เข้าไปปิดล้อมบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT มันพร้อมทำศึกไม่ใช่หรือ หรืออย่างการจับกุมการ์ดพันธมาร พร้อมระเบิด แกนนำก็ออกมาแก้ตัวเป็นพัลวันว่า ไล่ออกไปแล้ว แปลความได้ว่า ความจริงก็คือเคยทำงานให้พันธมาร จริงๆ เหมือนอย่างที่ กองโจรศรีวิชัย ที่ไปยึดสถานีโทรทัศน์ NBT บนเวทีพันธมารแสดงอาการยินดีโห่ร้องประกาศชัยชนะ แต่พอถูกจับกุม กลับบอกว่าไม่ใช่ ไม่ยอมแสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น

พอสอบไปสอบมาไปๆ มา คนพวกนี้เป็นกลุ่มพันธมารจริงๆ และยังป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย เลยยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ ในความสัมพันธ์ที่พยายามปฏิเสธมาตลอด

นอกจากนี้ นายสุริยะใส กตะศิลา ยังท้าทาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายชื่อบุคคลที่กล่าวหาว่าเป็นศัตรูทางการเมือง เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

พร้อมกับกัดฟันพูดว่า ไม่กลัวคำขู่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเอาคืนทางการเมือง แต่อยากให้กลับมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมจะเหมาะสมกว่า

นอกจากนี้ ยังได้เรียกร้องไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงอัยการสูงสุด ต้องมีความจริงใจที่จะเป็นเจ้าภาพนำ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยโดยเร็ว มิใช่พยายามยืดเวลาอย่างที่เป็นอยู่

เมื่อเทียบฟอร์มกันระหว่าง นายสุริยะใส กับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ผมว่ายังห่างกันลิบลับ แต่ทำไมถึงได้ก้าวร้าวอย่างนี้ ก็ต้องหันไปดูภูมิหลังกันหน่อยเป็นไร

นายสุริยะใส มีบทบาทสำคัญในช่วงที่ ออกมาเคลื่อนไหว กรณี สปก. 4-01 ทำให้ พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกโจมตีอย่างหนัก ได้นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา

ซึ่งตอนนั้นมี ส.ส.ระดับขุนศึก จับมือกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของหนังสือเครือผู้จัดการ เดินเกมทางการเมืองทั้งในและนอกสภา ในที่สุดก็ล้มรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ลงได้

จากนั้นก็ไปคลุกคลีอยู่กับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 เพื่อรณรงค์ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2551 ให้เป็นประชาธิปไตย แต่ต่อมาได้ยุติบทบาทลงในปี 2526 จนกระทั่งมีการรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 จึงได้มีการมารวมตัวกันอีก จนได้ตำแหน่งรองเลขาธิการ และมาเป็นเลขาธิการ ในที่สุด

เมื่อนำ ครป.มารวมกับกลุ่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล ตั้งเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีแกนนำ 5 คน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงชัย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ โดยนายสุริยะใส อยู่ในตำแหน่งผู้ประสานงานของเครือข่ายพันธมิตรฯ ทำหน้าที่ให้ข่าวกับสื่อมวลชนและแก้ตัวในกรณีที่เกิดเรื่องความอัปยศอดสูขึ้นมา

ขบวนการนี้แหละ ที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายอยู่ทุกวันนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า ชีวิตของนายสุริยะใสวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากเคยต่อสู้กับอำนาจเผด็จการยุค รสช. มาเป็นผู้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับทหารอย่างแนบแน่น

สถานการณ์ของม็อบพันธมาร ที่เจอจังๆ ไป 2 ดอกคือ ลบหลู่กระทำในสิ่งมิบังควรต่อ พระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระปิยมหาราช กับการบังอาจขัดขวางการเสด็จพระราชดำเนินขององค์พระประมุขและพระบรมวงศานุวงศ์ ในถนนราชดำเนินกลาง จนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลถวายของความปลอดภัย ต้องเลี่ยงไปใช้ถนนหลานหลวงแทน ทำให้พันธมารต้องถอยร่นไปอยู่ในสภาพที่จนตรอก

คนที่เคยยื่นมือช่วยเหลือเจอจุน หรือคอยบงการชักใยอยู่ข้างหลัง ต้องระวังตัว เก็บตัวมากขึ้น เพราะสิ่งที่พันธมารทำลงไปนั้น มันสะเทือนใจคนไทยทั้งชาติ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ

จนทำให้นายสนธิ ต้องลงทุน ทำตัวปานประหนึ่งว่า เป็นจอมขมังเวท ใช้ “ไสยศาสตร์” เพื่อต้องการดึงให้ “โล่มนุษย์” ที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล อดทนอยู่ต่อไป

ผมว่าคนไทยที่รักและคิดถึง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และผู้ที่ต่อต้านรัฐประหาร ขัดขวางการยึดอำนาจ มีความเอิบอิ่มหัวใจกันพอสมควร หลังจากได้รับฟังคำพูดจากของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในคืนวันแดงเดือดที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน งาน ความจริงสัญจร ต้านรัฐประหาร ยิ่งมาตอกย้ำจากการให้สัมภาษณ์ทางสำนักข่าวรอยเตอร์ส ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ว่า

“ผมต้องพูดกับคนที่ยังรักและศรัทธาผม ผมต้องพูดให้เขาฟัง และคราวหน้าคงจะต้องพูดให้ยาวขึ้น และคงต้องเปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะเขาไล่ผมแบบนี้แล้ว มันมากไปแล้ว”

เพราะเหตุนี้เอง ทำให้ม็อบโกเต๊กซ์ กลุ่มผู้สูญเสียอำนาจ กลุ่มที่ฝักใฝ่อำนาจเผด็จการ ต้องออกมาเต้น จนมีข่าวว่า จะมีการสร้างสถานการณ์ เพื่อนำไปสู่ความรุนแรงให้ได้

จะมีการจัดการขั้นเด็ดขาด เพื่อขัดขวางการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะโฟนอินมา ถลกหนังหัว ลากไส้ ฝ่ายที่ต้องการทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ และล้มล้างระบอบทักษิณ

เพราะนั่นหมายถึงอวสาน ของกลุ่มคนที่สร้างความบอบช้ำ สร้างความเสียหายทางธุรกิจ และสร้างความแตกแยกให้กับสังคม

คนเหล่านี้แหละ ที่ขัดขวางต่อต้านการปกครองระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย


'แป๊ะลิ้ม'ประชาชนผู้วิกลจริตแห่งปี้


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

โดย วีระ มุสิกพงศ์


ถึงแม้จะไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาและถึงแม้จะไม่ใด้เป็นแพทย์แต่วันนี้ข้าพเจ้าขอทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพจิตของนายสนธิ ลิ้มทองกุล 1 ในผู้นำม็อบพันธมิตรซึ่งกระทำการท้าทายกฎหมายไทยอยู่ในทำเนียบรัฐบาลสักหน่อย

เมื่อวันสารทกลางเดือน 10 ที่ผ่านมา นายสนธิได้ปราศรัยกับสาวกที่มาร่วมชุมนุมถ่ายทอดสดทาง ASTV ให้คนได้ชมทั่วประเทศพร้อมกันว่าได้นั่งสมาธิเป็นเวลา 30 นาทีพบว่าในบริเวณทำเนียบรัฐบาลมีสัมภเวสีล่องลอยอยู่มากมายจึงชักชวนกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วิญญาณเหล่านั้น

วันสารทกลางเดือน 10 นั้นตามประเพณีที่ทำกันมาคนไทยทั่วไปจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับทั้งหลายอยู่แล้ว โดยเฉพาะ เปรตชน ซึ่งเชื่อกันว่าตกทุกข์ได้ยากอยู่ในภพภูมิที่ไม่พึงประสงค์

การอ้างว่า พบเห็นสัมภเวสีจำนวนมากในบริเวณทำเนียบรัฐบาลในช่วงนั้นมีเหตุผลพอที่จะทำให้ผู้คนผู้ด้อยเหตุผลหลงเชื่อตามไปได้ง่าย เพราะเขาเหล่านั้นขาดการปฏิบัติศีล - สมาธิอยู่แล้วเป็นนิจกาล จึงไม่สามารถตั้งคำถามว่า คนอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั้นหรือที่สามารถนั่งสมาธิภาวนา 30 นาทีแล้วพบเห็นสัมภเวสีได้เหมือนเปิดโทรทัศน์ดูละคร

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นคนที่รู้จักใช้สติ – ปัญญา ขบคิดปัญหาอยู่บ้าง เขาก็ต้องตั้งคำถามมากมายถึงวัตรปฏิบัติของคนที่ชอบอวดอ้างความเป็นผู้ทรงศีลและปฏิบัติภาวนาว่าระดับใดที่ควรจะพบเห็นอะไร

ถ้าระดับที่ยังรักษาศีล 5 ไม่ได้ คงรักษาได้แต่ศีล 4 หรือไม่ก็ศีล 3 คืออาจขาดข้อ กาเม กับ มุสา แล้วละก็เลิกพูดกันได้เลยกับว่า สมาธิ

ทั้งนี้ไม่ต้องอ้างเหตุผลเดียวกับที่นายรัก รักพงษ์ เคยอ้างว่าการประพฤติธรรมของเขาไม่ต้องอาศัยหลักคำสอนจากใครหรืออิงพระไตรปิฎกใดๆ เป็นการปฏิบัติเอง รู้เอง เห็นเอง ให้เสียเวลา

ต่อมา เมื่อครอบครัวความจริงวันนี้จัดชุมนุมคนเสื้อแดงต้านรัฐประหารที่ ‘ราชมังคลากีฬาสถาน’ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. และปรากฏว่ามีประชาชนผู้รักประชาธิปไตยไปชุมนุมกันมากเรือนแสน ดังที่สื่อมวลชนทุกแขนงได้รายงานข่าวให้ทราบทั่วกันแล้ว

เหตุการณ์นี้ทำให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นปราศรัยต่อสาวกของเขาโดยออกอากาศทาง ASTV เช่นเคย โดยนายสนธิได้เล่าให้สาวกฟังว่า ก่อนการปราศรัยทางการเมืองและการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บนเวทีของ ความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ได้มีการจัดการแสดงละคร โดยนักแสดงอาชีพให้คนเสื้อแดงได้ดูกัน เนื้อเรื่องของละครนั้นเป็นทำนองเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีพระราชา ปุโรหิตและโอรสซึ่งเป็นรัชทายาท ซึ่งข้าพเจ้าไม่ต้องการนำมาเล่าซ้ำในที่นี้ เพราะมีการเทียบเคียงเนื้อเรื่องไปถึงประธานองคมนตรีและอื่นๆเป็นตุเป็นตะเพื่อให้สาวกของตนเองเห็นว่า เวทีความจริงวันนี้ กระทำในสิ่งไม่บังควร

การพูดของนายสนธิครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าและเพื่อนพ้องงุนงงเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้นไม่ว่าจะเป็น ผู้จัด นักร้อง นักดนตรี ตำรวจ ผู้สื่อข่าวทุกแขนง และประชาชนคนเสื้อแดงทุกคนต่างก็ไม่เห็นว่า บนเวทีมีการแสดงละครไม่ว่าเรื่องนี้หรือเรื่องใดๆ

การที่คนซึ่งมีฐานะเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรระดับ 1 ใน 5 หรืออาจเป็นระดับ 1 ใน 2 ด้วยซ้ำยกข้อความใดมากล่าวปราศรัยต่อประชาชนจำนวนมาก ย่อมเป็นที่เชื่อกันเบื้องต้นว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง ไม่ใช้เรื่องโกหก หรือเรื่องที่เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้น

แต่เรื่องที่นายสนธิ นำมาเล่าในครั้งนี้ กลับปรากฏว่าไม่มีความจริงแม้แต่สัก 1% คือมันเป็นศูนย์ ไม่มีมูล ไม่มีเหตุ ไม่มีเค้า แม้แต่ ความคิด ของคณะผู้จัดงาน
ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่า นายสนธิได้นำความเท็จมากล่าวเพื่อทำให้เกิดความเกลียดชังแก่คณะความจริงวันนี้เท่านั้นเอง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำอีกคนหนึ่งของพันธมิตรเคยเผยแพร่พระพุทธ วัจนะที่ว่าคนพูดเท็จจะไม่ทำความชั่วอย่างอื่นเป็นไม่มี ประเด็นนี้ไม่ทราบว่า 2 ผู้นำของพันธมิตรฯ เคยยกขึ้นเป็นหัวข้อสนทนากันบ้างหรือไม่ นับตั้งแต่กินอยู่หลับนอนด้วยกันในทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลานานหลายเดือน

ข้าพเจ้าเองไม่คุ้นเคยกับคนที่มีความประพฤติเช่นนี้ จึงอดนำมาวิเคราะห์สภาพจิตไม่ได้ว่า คนที่สามารถพูดความเท็จต่อสาธารณชน โดยที่รู้อยู่ว่าคนจำนวนมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่งรู้อยู่ว่าเป็นความเท็จ ต้องใช้ความกล้าหาญเพียงใดและสภาพจิตของเขาในขณะนั้นเป็นอย่างไร

เป็นไปได้หรือไม่ที่คนคนหนึ่งเมื่อถูกกดดันจากสถานการณ์จนไม่มีทางออก เขาอาจจินตนาการหรือสร้างเรื่องขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว แล้วนำเรื่องในจินตนาการนั้นไปเล่าสู่คนอื่นๆฟัง โดยตัวเขาเองสำคัญว่าเป็นเรื่องจริง

นายสนธิ ลิ้มทองกุล กำลังตกอยู่ในสถานะเช่นนั้น หรือว่าเขาเจตนาโกหก โดยที่มีความมั่นใจว่ามวลชนพื้นฐานของเขาพร้อมที่จะเชื่อหรือไม่ว่าเขาจะพูดอะไร

วันสองวันมานี้เอง ข้าพเจ้าได้เห็นนายสนธิ ชักชวนให้สาวกของเขาในทำเนียบรัฐบาลนุ่งขาวห่มขาวถือศีล 5 โดยเคร่งครัด แม้คำเชิญชวนเป็นเรื่องดี แต่เมื่อคำเชิญชวนนี้ออกมาจากปากนายสนธิ แทนที่จะออกมาจากปากพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ข้าพเจ้าก็รู้สึกมีวิจิกิจฉาคือความสงสัย

สงสัยว่าคนอย่างนายสนธิ นี้หรือชักชวนผู้คนให้ร่วมปฏิบัติธรรม ?
เขามีความพร้อมทั้งกาย วาจา ใจที่จะทำเช่นนั้นละหรือ ?
ครับ ข้าพเจ้ากำลังมีความสงสัยว่านายสนธิ ลิ้มทองกุลเป็นคนป่วย
ท่านผู้อ่านว่าข้อวิเคราะห์ของข้าพเจ้ามีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ ?


มติชน vs พันธมิตรฯ


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ขาประจำผู้เสพข่าวสารทางการเมือง หลายคนคงกำลังมึนงงกับการเลือกนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ของสื่อค่ายมติชน ที่เปลี่ยนไป

เพราะไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ จะเห็นได้ว่า สื่อในเครือมติชนเสนอข่าวเกี่ยวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเปลี่ยนไปจากเดิม และทวีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนล่าสุดที่เสนอข่าว ตั้งข้อสงสัยไปที่แกนนำพันธมิตรฯที่รับเงินบริจาคแต่ไม่เสียภาษี และเปิดโปงบริษัทในเครือเอ็มกรุ๊ปที่ล้มบนฟูกและใช้เงินภาษีประชาชนไปอุ้ม รวมทั้ง เอเอสทีวี มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินที่มีความเชื่อมโยงกัน ทั้งส่อว่าอาจจะมีการฟอกเงิน นี่ยังไม่นับรวมข่าวรายวันที่เสนอด้านลบ มุมมืดของพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล

คอการเมืองหลายคนวิเคราะห์ว่า จุดยืนที่เปลี่ยนไปนี้น่าจะเกิดจากการที่พันธมิตรฯ ประกาศให้คนในสังคมบอยคอตไม่ซื้อไม่อ่านสื่อเครือมติชน กระทั่งส่งนักเลงเข้าไปคุมแผงไม่ให้มีการซื้อขาย จึงกลายเป็นแรงบีบขนานใหญ่ทำให้ผู้บริหารของเครือเองต้องออกมามีปฏิกิริยาตอบโต้ จริงเท็จประการใด สุดแท้แต่การวิเคราะห์และคาดเดากันไป

แต่ที่จริงแท้แน่นอน ก็คือ บ้านเมืองระส่ำระสาย แตกแยกไปทั่วทุกหัวระแหง เพราะการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ณ พ.ศ. 2551 การเคลื่อนไหวของพันธมิตร และการรัฐประหาร คือต้นตอของวงจรอุบาทว์ กัดเซาะทำลายระบอบประชาธิปไตย และสร้างความแตกแยกในสังคมอย่างไม่รู้จบ

โดยทั้งพันธมิตรฯ และเผด็จการทหารนั้น มีแนวร่วมสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า คือ บรรดาสื่อมวลชนกระแสหลัก และปัญญาชน นักวิชาการที่ต่างได้รับการสมนาคุณกันถ้วนหน้า อาทิ ตำแหน่ง สนช. สสร. เหล่านี้เป็นต้น
ผู้บริหารของเครือเอง ก็เข้าไปมีส่วนร่วมกับองคาพยพเผด็จการด้วยใช่หรือไม่?

ก่อนหน้านั้นในช่วงปี 2548 มีกระแสความไม่พอใจเกี่ยวกับการเข้ามาของแกรมมี่ที่เข้ามาถือหุ้นของบริษัทจนทำให้เลือกข้างเข้าร่วมกับการโค่นล้มรัฐบาลใช่หรือไม่?

หากมองย้อนกลับไป ในห้วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่สำคัญในสังคมคือ แม้ว่าอำนาจเผด็จการ และฝ่ายอำมาตยาธิปไตยจะพยายามควบคุมชี้นำสังคม แต่ก็มีพลังของประชาชนผู้รักและพิทักษ์ประชาธิปไตยเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านมาโดยตลอด

เวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร จุดยืนและท่าทีของสื่อในเครือมติชนเป็นเช่นไร ทิศทางการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เป็นกลางเสนอข่าวสารทั้ง 2 ด้านได้อย่างเท่าเทียมกันจริงๆหรือ และเลือกที่จะให้น้ำหนักแก่ฝั่งใด คนบริโภคข่าวสาร ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็น ท่าทีคัดค้าน ประณามการทำรัฐประหาร ใช่หรือไม่?

ทั้งก่อนหน้าที่จะมีการประกาศบอยคอตจากแกนนำพันธมิตรฯ เมื่อมีนักข่าวของตน ถูกคุกคาม ข่มขู่จากแกนนำพันธมิตรฯ ต่อมา ช่างภาพของหนังสือพิมพ์ในเครือถูกหิ้วปีกและข่มขู่จากการ์ดพันธมิตรฯ ยังได้เห็นท่าทีที่น่าประหลาดใจของผู้ใหญ่ในเครือคนหนึ่ง ที่ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ไม่อยากที่จะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไร นัยว่ายังเกรงใจไม่อยากมีปัญหากับพันธมิตรฯ จนทำให้นักข่าวที่ทำงานอยู่ในสนามเกิดความไม่มั่นใจ และเคว้งคว้างเพราะถูกลอยแพจากผู้ใหญ่

บทสะท้อนจุดยืนที่ผ่านมาของสื่อเครือมติชนจึงทำให้เกิดข้อกังขาว่า จุดยืนที่เปลี่ยนไปในวันนี้เป็นเพราะคิดได้ ตระหนักถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้จริง หรือตามกระแสของสถานการณ์ปัจจุบันที่เป็นช่วงขาลงของพันธมิตรฯ ท่ามกลางการขยายตัวที่เติบโต เข้มแข็งของพลังประชาธิปไตยสีแดง?

คงต้องบอกว่า ฝ่ายประชาธิปไตยเปิดกว้างพอที่จะรับ ผู้ที่เคยทำ ผิด คิดพลาดไป ให้กลับมามีที่อยู่ที่ยืนได้ในขบวนประชาธิปไตย แต่ต้องขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ตัวตน และคุณภาพว่าจะเป็นที่อยู่ที่ยืนได้อย่างมั่นคงและสง่างามมากน้อยแค่ไหน

ดังสุภาษิตที่ว่า ดีชั่ว อยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว! นั่นเอง


อสมท.เรือแตก! เด้งฟ้าผ่า'วสันต์ ภัยหลีกลี้'

นายธงทอง จันทรางศุ รองประธานกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ชี้แจงผลการประชุมคณะกรรมการบริหาร อสมท.ว่า ทุกฝ่ายเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ก็เห็นด้วยที่จะยุติบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะมีผลนับจากนี้ไปอีก 30 วัน

โดยนายธงทอง ได้ชี้แจงถึงเรื่องการยุติการทำงานของนายวสันต์ว่า แท้จริงแล้วนายวสันต์เป็นคนดี ทำงานเก่ง ซื่อสัตย์ เพียงแต่มีทิศทางในการทำงานที่แตกต่างกัน มีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างในบางเรื่อง ทั้งนี้คณะกรรมการบริหาร อสมท. ได้มอบหมายให้ นายชิตณรงค์ คุณะกฤดาธิการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) รักษาการแทน



'ความจริงวันนี้'ชี้นวนิยาย'โฮปเวลล์'เลวเป็นทีม...ทิ้งซากทุจริตอัปยศเพียบ!!







การรถไฟแห่งประเทศไทยคงมีเรื่องให้กลุ้มอกกลุ้มใจอีกรอบ หลังจากอนุญาโตตุลาการตัดสินแล้วว่าให้ชดเชยเงิน'โฮปเวลล์'กว่าหมื่นล้าน ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรรายการเผย18ปี...แห่งความหลัง โกงกินกันเพียบ

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการกล่าวถึงโครงการที่น่าอัปยศอดสูที่สุดและยังจำได้กันดี คือเสาตอหม้อโครงการระบบขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับ หรือ "โฮปเวลล์" นับจากวันที่ได้มีการลงนามเซ็นต์สัญญาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2533 ในการให้สัมปทาน พร้อมทั้งสิทธิการเข้าใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณริมทางรถไฟ ระหว่างกระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ กับบริษัท คู่สัญญา คือ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จวบจนวันนี้ เป็นเวลา 18 ปีแล้ว

ท้ายที่สุดเหตุการณ์ทุจริตที่น่าอัปยศนี้ก็สิ้นสุดลงเมื่อ อนุญาโตตุลาการ ตัดสินเมื่อวันที่8ที่ผ่านมานี้ ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยต้องจ่ายชดเชยให้กับบริษัทโฮเวลล์ เป็นเงิน11,888,000,000ล้านบาท ก็เล่นรวมหัวกันทุจริตเป็นคณะก่อสร้างกันโดยไม่มีแบบสร้างไปเขียนแบบไป ผลสรุปก็ได้มาเพียงเสาตอหม้อตั้งตระหง่านโดดเด่นเอาไว้ให้ผู้ที่ไม่รู้ถามว่า"ไอ้เสานี่ มันจะเอามาปักไว้ทำไมกันนะ" แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยก็มีหนี้สิ้นล้นพ้นตัวอยู่แล้ว ดันเจอหนี้ก่อนโตรอบนี้เข้าไปอีกคงปวดกบาลดิ้นรนหาทางออกกันอีกยาวแน่

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ พิธีกรรายการยังกล่าวอีกว่าอยากให้ป.ป.ช.เร่งดำเนินการวินิฉัยกรณีการทุจริตฮั้วประมูล16โครงการในกรุงเทพฯ ของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ต่อเนื่องโดยด่วน เพราะเอกสารประกอบการวินิฉัยก็มีครบถ้วนและชี้ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีการทุจริตจริง เหตุใดป.ป.ช.จึงไม่ตัดสินให้รู้เรื่องไปเลยสักที

ขณะที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง พิธีกรรายการกล่าวถึงการพูดปราศรัยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยอ้างว่าประชาชนกลุ่มที่ไม่ออกมาชุมนุมแสดงจุดยืนใดๆเลยนั้นถือว่าเป็นพวก"ชิงหมาเกิด"เป็นการกระทำที่ใช่ไม่ได้เพราะประชาชนชาวไทยพื้นฐานเป็นคนรักสงบไม่ต้องการความวุ่นวายหรือความแตกแยกอยู่แล้ว การที่ไม่เลือกออกมาชุมนุมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนั้นคงกำลังคิดตัดสินใจอยู่ว่า สิ่งใดถูกสิ่งใดผิดมากว่า


บทวิเคราะห์จากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ!!!!!

บทความ โดย ป้าพลอย

วันนี้ได้อ่านบทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งซึ่งวิเคราะห์สถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นใน

ประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา จากการสรุปของนักเขียนได้วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น


ระหว่างระบบทักษิณ กับ ระบบอำมาตยาธิปไตยที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ผู้คนสมัยใหม่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากที่มีความต้องการจะพัฒนาสิ่งใหม่ๆในประเทศให้ทันสมัยเหมือนชาวโลกที่เขาพัฒนา อีกทั้งมี
นายกรัฐมนตรีที่มองกาลไกลถึงการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้กับประเทศไทย รวมทั้งระบบทักษิณที่เอื้อเฟื้อช่วยเหลือประชาชนรากหญ้าที่ไม่เคยมีใครเลียวแลมาก่อน ระบบทักษิณช่วยรากหญ้าจึงเป็นโมเด็ลใหม่สำหรับคนจนรากหญ้าที่ทักษิณเข้าไปดูแลช่วยเหลือถึงมือ การที่เห็นผู้นำเอาใจใส่คนรากหญ้าที่ถูกทอดทิ้งมาหลายทศวรรษ์

จึงทำให้คนรากหญ้ารักและเทอดทูลระบบทักษิณที่เห็นหัวคนจนๆ ฉะนั้นเป็นเวลาไม่กี่ปีเลยระบบทักษิณจึงก้าวหน้าไปไกลนับวันยิ่งมีประชาชนไทยนิยมและสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นระบบอำมาตย์ไตยกำลังจะถูกประชาชนลืมซึ่งจะยอมไม่ได้นี่คือต้นเหตุมาจากการอิจฉาริษยา


ระบบทักษิณ หากอำมาตยาธิปไตยไม่กำจัดระบบทักษิณออกให้พ้นทาง ระบบอำมาตย์ไตยจะไม่เหลืออะไรใว้ให้แก่ลูกหลานของตน เพราะระบบทักษิณกำลังครอบงำแย่งความรักที่ประชาชนที่มีต่อระบบอำมาตยาธิปไตยไป ดังนั้น


สงครามแย่งประชาชนจึงเกิดขึ้นในไทย ระหว่างระบบทันสมัยและระบบไดโนเสาร์ ระบบอำมาตยาธิปไตยมีอำนาจอยู่ในสังกัดทั่วองค์กร และต่างเกรงอกเกรงใจกันทั่วหน้าเพราะระบบอำมาตยาธิปไตยใครๆก็รู้ว่ามาจากใหน

ฉะนั้นการที่จะเขี่ยระบบทักษิณให้พ้นทางไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อระบบ
อำมาตยาธิปไตยมีคำสั่งออกไปทุกคนก็

เดินสายทำลายทักษิณเจ้าของระบบทันทีโดยใช้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งตอนนั้นกำลังถังแตกและมีเรื่องหมางใจกับนายกทักษิณ จึงเป็นโอกาสของ สนธิ โจมตีรัฐบาลทันทีประจวบกับระบบอำมาตยาธิปไตยสนับสนุนให้ท้าย สงครามน้ำลายของ สนธิ ลิ้มจึงเกิดขึ้นที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง สงครามน้ำลายของสนธิใหม่ๆมีผู้หลงเชื่อ
เป็นจำนวนมากหลังจากจุดไฟตอแหลติด สนธิ และอำมาตย์ไตยรวมทั้งทหารคิดล้มล้างระบบทักษิณโดยการ

ใช้ทหารเป็นผู้โค่นอำนาจปฏิวัติรัฐบาลของคนรากหญ้าที่เลือกมา เพื่อหวังจะให้รากหญ้ากลับมารักใคร่ระบบอำมาตย์ไตยเหมือนเดิม หลังจากให้ทหารปฏิวัติครองอำนาจ ประชาชนรากหญ้ากลับไม่แยแสระบบ

อำมาตยาธิปไตยประชาชนรากหญ้ากลับเพิ่มความเห็นใจท่านนายกทักษิณ ชินวัตร และประกาศยืนเคียงข้างท่าน

ไม่ว่าจะกรณีใดๆไม่สามารถบังคับคนรากหญ้าได้ ยิ่งนานวันความเสื่อมศรัธาของคนรากหญ้าที่มีต่อระบบ


อำมาตยาธิปไตยก็ยิ่งเหลือเพียงเลขศูณย์ คนรากหญ้ายิ่งเห็นธาตุแท้ของศักดินาและระบบอำมาตยาธิปไตย ที่ตามไล่ล่านายกในดวงใจของเขา รังแกครอบครัวของเขา โยนข้อหาต่างๆให้นายกของเขา อย่างไร้ซึ่งความระอายที่ตัวเองบอกว่าเป็นชนชั้นสูง แต่การกระทำเลวชาติ คนรากหญ้ารับไม่ได้ จากวันนั้นถึงวันนี้ระบบอำมาตยาธิปไตยยังตามล่านายกของเขาไม่สิ้นสุดทั้งที่เขาพาครอบครัวอพยพไปขออาศัยยังประเทศที่สามก็ยังตามล้างเขาไม่หยุด ทำให้รากหญ้าทนไม่ได้อีกแล้วจำเป็นต้องลุกหือ


พร้อมกันดังที่เห็นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จากข่าวที่รากหญ้าทราบว่าการที่ทางประเทศอังกฤษงดออกวีซ่าเข้าประเทศก็เป็นฝีมือคนที่สั่งไล่ล่าทักษิณอีกเช่นกัน

ทักษิณคือตัวอันตรายสำหรับระบบศักดินาและระบบอำมาตยาธิปไตย จึงต้องสกัดทุกวิถีทางนี่คือ
ความอิจฉาของผู้ที่ได้ว่าเป็นชนชั้นสูง ทำเพื่อวงค์ตระกูลตนเองและญาติพี่น้องโดยไม่ได้นึกถึงผู้ใด ไทยแลนด์หากผู้คนยังมี

ความคิดเห็นแก่ตัวเช่นนี้คงยังอีกนานกว่าจะขึ้นฝั่งไปได้ ตอนนี้ไทยแลนด์เสมือนดังลอยเรืออยู่ท่ามกลางคลื่นลมกลางทะเลยังหาฝั่งไม่ได้ว่าจะขึ้นฝั่งใหน นอกจากประชาชนไทยร่วมมือกันฉุดลากเรือที่โดนมรสุม


ให้กลับเข้ามายังฝั่งจึงจะพ้นอันตรายจากที่เรือไม่คว่ำจมลงมหาสมุทร..............

หวังว่าบทวิเคราะห์การเมืองไทยของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ คงให้ข้อคิดบางอย่างกับ

อำมาตยาธิปไตยได้บ้างว่า การบังคับให้ประชาชน
หันมารักเหมือนเดิมเป็นไปไม่ได้ ในเมื่ออำมาตยาธิปไตยไม่มีความจริงใจต่อประชาชนอย่างแท้จริง ประชาชนไม่สามารถรักคนที่ ทำร้ายตามล่าตามอฆาตคนในครอบครัวของตนเมินเสียเถิดไม่มีวัน..........

ป้าพลอย

จาก thaifreenews

Thursday, November 13, 2008

'ชูวิทย์'แฉ!ผีโต๊ะจีน300ล.'หล่อเล็ก'ยื้อ7วัน'เคลียร์ตั๋ว'จ่ายปชป.

“ชูวิทย์” แฉแหลก!โต๊ะจีน 300 ล้าน จวกยับ 'หล่อเล็ก'ด้านอยู่ต่อ 7 วันเพื่อเคลียร์บิลเก็บค่าโต๊ะจีนระดมทุน จี้ประชาธิปัตย์เตรียมจ่ายเงินค่าเลือกตั้ง 154 ล้าน ดักคอซ้ำลาก 'กรณ์' ลงชิงผู้ว่าฯ ย้ำประกาศจุดยืนอีกครั้ง 20 พ.ย.

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่ากทม.ที่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้ว่ากทม.ได้ 2 สมัย เพราะมันเป็นอาถรรพ์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์รู้อยู่แล้วว่านายอภิรักษ์จะถูกชี้มูลความผิดแต่ก็ยังส่งนายอภิรักษ์เข้าชิงผู้ว่ากทม.ทั้งที่ตนได้เคยเตือนแล้วว่าควรจะยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก และไม่ควรส่งนายอภิรักษ์มาตั้งแต่ต้น ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ควรรับผิดชอบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. 154 ล้าน และค่าใช้จ่ายของผู้รับสมัครเลือกตั้งทั้งหมด รวมถึงค่าเดินทางของชาวกทม.ที่เดินทางไปเลือกตั้ง

ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะเอานายกรณ์ จาติกวานิช ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเพราะเป็นการเสียเงินสองต่อจากการเลือกตั้งซ่อม และใครจะรับผิดชอบ วันนี้จึงไม่สมควรมาชื่นชมนายอภิรักษ์และพรรคประชาธิปัตย์เพราะทราบดีว่ามีชนักติดหลัง นายอภิรักษ์จึงควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกทันทีไม่ควรมาอ้างว่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อถึงวันที่ 19 พ.ย.เพื่อจัดงานสำคัญ

“รู้ว่าวันนี้ที่นายอภิรักษ์ยังไม่ออกเป็นเพราะโต๊ะจีนยังไม่เลิกรา แมสเซนเจอร์ยังส่งบิลมาไม่หมด ตอนนี้ต้องรอเคลียร์อะไรบางอย่าง นายอภิรักษ์ จะออกก็ออกเลยวันนี้กทม.ไม่มีนายอภิรักษ์แค่คนเดียวก็สามารถจัดงานได้ โต๊ะจีนโต๊ะละหนึ่งล้านมีแต่ผู้รับเหมาทั้งนั้น โดยแบ่งเป็นถ้าเป็นผอ.สำนักของเขตเล็กเอา 1โต๊ะ ผอ.สำนักเขตใหญ่ 2 โต๊ะส่วนผอ.สำนักโยธา 3 โต๊ะ โต๊ะละ 1 ล้านจึงเป็นที่มาของการอยู่ต่ออีก 7 วัน อย่าคิดว่าผมกระดี้กระด้า กระสันอยากจะลง ผมไม่ได้อยากลง แต่ผมเวทนาการเมืองไทยอย่างยิ่งและหมดหวังกับการเมืองไทยที่ปัดความรับผิดชอบ ทวงเอาบุญเอาคุณกับประชาชนกลายเป็นความชอบธรรมทางการเมือง ” นายชูวิทย์กล่าว

ทั้งนี้นายชูวิทย์ปฎิเสธที่จะตอบว่าจะลงสมัครผู้ว่ากทม.อีกครั้งหรือไม่ โดยกล่าวเพียงว่า ตนไม่ได้กระสัน และจะแสดงจุดยืนเกี่ยวกับการลงรับสมัครเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 20 พ.ย. แต่ตอนนี้ตนจะตอบเมื่อไปถามนายอภิรักษ์ว่าทำไมถึงต้องอยู่อีก 7 วันและฝากไปถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โต๊ะจีนแบบนี้เรียกว่าการเมืองใหม่หรือ วันนี้ตนยังไม่ได้ตอบอะไรทั้งสิ้น แต่ที่ผ่านมาในการลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ตนหาเงินมาเองกับมือ ไม่ได้เอาเงินโต๊ะจีนมาช่วย

พร้อมกันนี้พรรคประชาธิปัตย์ควรเอาเงินโต๊ะจีน 300 ล้านบาทมาแบ่งให้กับการเลือกตั้งผู้ว่ากทม. 154 ล้านบาท และแจกให้กับอดีตผู้สมัครอีกคนละ 1 ล้านบาท และให้กับประชาชนชาวกทม.อีก คนละ 100 บาทเพื่อแสดงความรับผิดชอบ วันนี้เมื่อผีถึงป่าช้าแล้วก็ต้องเผาแต่ค่าเผาใครจะเป็นคนจ่าย

กกต.ชี้'อภิรักษ์'ยังไม่พ้นบ่วงกรรม!ลุ้นศาลอุทธรณ์'เพิกถอนสิทธิ

นายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งใหม่ว่า คงจะใช้งบประมาณใกล้เคียงกับครั้งที่แล้วคือ 154 ล้านบาท แต่ก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดำเนินการ เพราะประเทศไทยปกครองแบบประชาธิปไตย ทั้งนี้ประชาชนทุกคนไม่ควรที่จะเบื่อหากมีการเลือกตั้งกันอีก

ส่วนการพิจารณาดำเนินคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่นาย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ถูกยื่นคำร้องนายสุเมธกล่าวว่า แม้นายอภิรักษ์จะลาออก แต่คดีทุกอย่างก็ดำเนินการพิจารณาต่อไปตามปกติ ทั้งนี้ หาก กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ก็ต้องยุติเรื่อง เพราะนายอภิรักษ์ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว ส่วนถ้ามีการให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) กกต.ก็จะส่งความเห็นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจะมีความเห็นเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมติ กกต.หรือไม่

ด้านนาย ประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า การพิจารณาสำนวนร้องเรียนของนายอภิรักษ์นั้น ตามข้อกฎหมายแล้ว หาก กกต.มีมติเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) แก่ นายอภิรักษ์แล้ว หากศาลอุทธรณ์ยืนตามมติ กกต. นายอภิรักษ์ ก็จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 1 ปี และห้ามลงสมัคร ส.ส. ส.ว. รวมถึง ผู้ว่าฯ กทม. ส่วนจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่หรือไม่นั้นยังตอบไม่ได้ เนื่องจากมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ไปแล้ว ซึ่งมาจากผลของการลาออก ไม่ใช่ผลของการให้ใบแดง ซึ่ง กกต.จะพิจารณาอีกครั้งว่าจะสั่งให้มีการชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เพราะยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่

คะแนนนิยม'ปชป.-อภิรักษ์'ดิ่งเหว

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อการทุจริตคอรัปชั่นและกรณีคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ถึง 69.6% เห็นด้วยกับการลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เมื่อถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิด ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วย 30.4% นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 73.2 %เห็นว่า นักการเมืองทุกๆ คนที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ควรลาออกทั้งหมด

โดยผลสำรวจยังพบว่าการลาออกของนายอภิรักษ์ มีผลต่อความนิยมศรัทธาต่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยประชาชน 10.8% บอกว่านิยมศรัทธาเพิ่มขึ้น แต่ 49.9% ระบุว่ายังนิยมเหมือนเดิม แต่27.9%ไม่นิยมศรัทธาเหมือนเดิม และ 11.4% ยิ่งไม่นิยมศรัทธาเลย

ขณะเดียวกันหากวันนี้เป็นวันเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผลสำรวจพบว่า 37% จะเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ 29.3%จะเลือกผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน และ 33.7% จะเลือกผู้สมัครไม่สังกัดพรรค

'อภิรักษ์'ไขก๊อก!กกต.จี้หาผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเลือกตั้งซ่อมผู้ว่าฯ

หลังนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ประกาศลาออกจากผู้ว่าฯกทม. หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วินิจฉัยว่ามีความผิดในคดีจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของกทม. โดยนายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุว่า นายอภิรักษ์ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นการลาออกจากตำแหน่ง ไม่ใช่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งนี้กกต.และกทม.จะตั้งงบประมาณออกค่าใช้จ่ายเอง

วันนี้(13 พ.ย.) นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แทนนายอภิรักษ์ว่า เตรียมจัดการเลือกตั้งทันวันที่ 11ม.ค. 2552 โดยการจัดการเลือกตั้งในลักษณะนี้ ต้องภายใน 60 วัน อย่างไรก็ตามวันนี้คงมีการนำเรื่องดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมกกต. เพราะเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) มีการให้สัมภาษณ์ของนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้งไปแล้ว

นางสดศรี กล่าวถึงงบประมาณสำหรับจัดการเลือกตั้งว่า งบประมาณจัดการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กับที่จะใช้ในเดือนม.ค.ปีหน้า ใกล้เคียงกัน คือประมาณ 160 ล้านบาท สำหรับงบประมาณจัดการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ จะมาจากนายอภิรักษ์ หรืองบของ กกต.เองนั้น จะต้องมีการพูดกันอีกครั้ง เพราะกรณีนี้ เป็นกรณีแรกว่า ไม่ใช่การเลือกตั้งปกติ เนื่องจากนายอภิรักษ์ลาออกตามความผิดของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาตรา 55

นางสดศรี กล่าวต่อว่า วันนี้การประชุมของ กกต. จะหารือครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดการเลือกตั้งใหม่และค่าใช้จ่าย เพราะเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นเงินภาษีของราษฎร อย่างไรก็ตามในกรณีผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งนั้น เท่าที่ผ่านมา จะเป็นกรณีบุคคลทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ในเรื่องของนายอภิรักษ์เป็นกรณีแรกที่จะต้องมีการพิจารณาร่วมกันของ กกต.อีกครั้งว่าเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่

นางสดศรี กล่าวถึงความคืบหน้าประเด็นเรื่องร้องเรียนของนายอภิรักษ์จากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งที่ผ่านมาว่า ขณะนี้อนุกรรมการวินิจฉัยของ กกต. กำลังพิจารณาว่า ข้อร้องเรียนเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ที่จะต้องวินิจฉัยให้เสร็จภายใน 1 เดือน

ส่วนเรื่องงบประมาณจัดการเลือกตั้งนั้น นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่วาระเร่งด่วน เพราะคงจะต้องรอให้ครบองค์คณะ สำหรับกรอบการจัดการเลือกตั้งที่น่าจะเป็นวันที่ 11 ม.ค. 2552นั้น จะต้องมีการเปิดรับสมัครผู้สมัครชิงตำแหน่งประมาณปลายเดือนพ.ย.นี้ และคิดว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะกกต.ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทุกระดับมาแล้ว และปีนี้จัดการเลือกตั้งท้องถิ่นมาแล้วกว่า 2,000 แห่ง คงไม่มีปัญหา

'มาร์ค'แย้มผู้สมัครกทม.เปิดกว้างทั้งคนใน-นอก

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการเตรียมบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทม.ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะนี้ทางพรรคมีรายชื่อบุคคลที่เสนอตัวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 6 คน ซึ่ง มีทั้งบุคคลภายนอกและบุคคลในพรรค โดยพรรคจะพิจารณาและตัดสินใจโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เป็นทางเลือกที่ที่สุดให้กับคน กทม. พร้อมยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหนักใจ และพรรคจะไม่ประมาท ดังนั้น พรรคจะเลือกสรรบุคคลที่มีความเหมาะสม มีความรู้ความสามารถ มีมุมมองที่ทันสมัยสานต่อและผลักดันนโยบายของพรรคได้ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

สำหรับนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่คาดว่าจะเป็นผู้ลงสมัครผู้ว่า กทม.ในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ กล่าวว่า เป็นบุคคลหนึ่งที่พรรคกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมติของพรรคด้วย ซึ่งตนยังไม่ได้พิจารณาใครเป็นพิเศษ แต่จะเปิดกว้างสำหรับทุกคน

ชี้ป.ป.ช.ทำถูก!ฟันอภิรักษ์เซ่น'ดับเพลิงฉาว' มั่นใจพปช.ทวงแค้นสนามกทม.

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้กล่าวถึงกรณีที่กคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรณีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง กทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท

โดยชี้ว่า ป.ป.ช.ทำถูกต้องแล้ว ซึ่งตนเคยตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าตั้งแต่ครั้ง คตส.เป็นผู้ตรวจสอบ และชี้ว่านายอภิรักษ์ไม่ผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะ คตส.จะมาชี้ว่าคนที่เปิดแอล/ซีไม่ใช่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ ถ้าจะถามหาตัวคนผิด ต้องโทษ คตส.ไม่ใช่ ป.ป.ช. เพราะ คตส.พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยนายอภิรักษ์และพรรคประชาธิปัตย์

ในเรื่องนี้ นายสุวัฒน์ วรรณะศิริกุล ประธาน ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชาชน (พปช.) ให้สัมภาษณ์ "ประชาทรรศน์" ว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องของกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวถามถึงประมาณที่จะใช้ในการเลือกตั้งซ่อมผู้ว่าฯกทม.ที่ต้องใช้สูงถึง 160 ล้านบาท ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ นายสุวัฒน์ชี้ว่า คงต้องเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดูแล

เมื่อถามว่า นายอภิรักษ์และพรรคประชาธิปัตย์จะต้องออกมารับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวด้วยหรือไม่ นายสุวัฒน์ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ขอวิจารณ์ เพราะเป็นเรื่องของ กกต. ส่วนกรณีที่มีผลสำรวจความชื่อมั่นศรัทธาของชาวกรุงเทพฯที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ลดน้อยลงนั้น จะทำให้ผู้สมัครของพรรคพลังประชาชนสู้ไหวหรือไม่ นายสุวัฒน์ กล่าวว่า สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ เมื่อส่งลงสมัครแล้วก็ต้องสู้

ต่อข้อถามว่า พรรคพลังประชาชนจะส่งนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ลงชิงตำแหน่งผู้ว่ากทม.หรือไม่ นายสุวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ทราบและยังไม่ได้คุยกัน เพราะยังเป็นเรื่องสดๆร้อนๆ ป.ป.ช.เพิ่งชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งต้องรอให้พรรคฯมีข้อสรุปออกมาก่อน ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลไม่เกินวันนี้ (14 พ.ย.)

เมื่อถามถึงกรณียุบพรรคพลังประชาชน นายสุวัฒน์ กล่าวว่า ไม่รู้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องของทางผู้ใหญ่ ตนเป็นเพียงชั้นผู้น้อยยังไม่ทราบรายละเอียดอะไรมาก ส่วนท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ตนก็ไม่เคยติดต่อและไม่เคยทราบเรื่อง



ล่าหัว'พันธมาร'ขนอาวุธ-วางบึ้ม 'ลูกพระปิยะฯ'ฮึ่ม!สุดทนคดีโกเต็ก


กอ.รมน.โยน ตร.ล่าหัวมือบึ้มรายวัน! พร้อมบุกทลายคลังแสง ‘พันธมิตร’ ขนอาวุธ-เก็บกักวัตถุระเบิด ลั่นกระหน่ำม็อบถ่อยหลังพระราชพิธี ชี้เรื่องโกเต็กซ์ ‘ลูกพระปิยะฯ’ รับไม่ได้ ด้านทนายอิสระบุกร้องสื่อฯแจ้งความเอาผิด 'เจ๊กลิ้ม' ทำร้ายความรู้สึกคนไทยอย่างรุนแรง ชี้ผิดกฎหมายอาญา ม.385 จี้ 'ตุลาการภิวัฒน์' เสียบหัวประจานความชั่ว

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวออกมาว่าจะมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นหลังงานพระราชพิธี โดยการปลุกเร้าประชาชนของทั้ง 2 ฝ่าย ว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะเข้าไปดูแล หากเกี่ยวกับหน่วย กอ.รมน.คงมีหน้าที่เข้าไปดูแลบ้าง เพียงแต่ยังไม่มีการประกาศพื้นที่รักษาความสงบ เลยยังไม่มีการเตรียมการเจ้าหน้าที่และยังไม่มีกฏหมายรองรับ

อย่างไรก็ตามหน่วย กอ.รมน.ได้ให้ทางด้านมวลชนที่มีอยู่สนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดูแลความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ ทั้งในส่วนของภูมิภาค พื้นที่ส่วนกลาง และมีการให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อต้นสัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการรักษาความมั่นคงภายใน (ลธ.รมน. ) ได้เชิญผู้นำของแกนนำมวลชนหน่วย กอ.รมน.ทุกภาคส่วนมาประชุมร่วมกันที่สโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดี พร้อมทั้งได้มีการชี้แจงนโยบายต่างๆที่จะขอให้ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอทางออกทั้ง 9 ข้อ ที่นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา เสนอหรือไม่ พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ในเรื่องความคิดเห็น ตนคงไม่มีความเห็น เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่เป็นที่แน่นอน ซึ่งตนคิดว่าหากแต่ละฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นอาจทำให้เกิดความสับสน แต่เชื่อว่าคงต้องมีการหารือกันแล้วออกมาวิพากษ์วิจารย์กัน

เมื่อถามว่ามองยังไงที่อาจจะมีการขนอาวุธเข้ามาก่อเหตุหลังงานพระราชพิธี ตรงนี้ทางหน่วย กอ.รมน.จะมีการเตรียมการป้องกันอย่างไร พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ในเรื่องของข้อมูลข่าวสารคงต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลพื้นที่ต่างๆอยู่ หากเป็นทางด้านหน่วย กอ.รมน.จะไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล คงเป็นในส่วนของกองทัพที่มีการจัดทหาร สารวัตรจากทุกเหล่าทัพทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ดูแลตามที่เจ้าหน้าตำรวจร้องขอในพื้นที่ตอนใน

เมื่อถามว่าเป็นห่วงการจัดงาน “ความจริงวันนี้สัญจร” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่วัดสวนแก้วหรือไม่ พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ข้อคิดเห็นในเรื่องนี้ตนไม่ขอพูดจะดีกว่า เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับหน่วย กอ.รมน. เดี๋ยวจะทำให้เกิดความสับสนมากกว่า หากเกี่ยวข้องกับหน่วย กอ.รมน.ที่สามารถพูดได้อย่างชัดเจนคือ เรื่องนโยบายที่ได้มอบหมายให้กับแกนนำมวลชนหน่วย กอ.รมน.แล้วทุกคนกลับไปดูแลพื้นที่ในส่วนที่รับผิดชอบ อีกทั้งหากใครพบเห็นบุคคลต้องสงสัยก่อให้เกิดความไม่สงบให้แจ้งมาที่หน่วย กอ.รมน. ซึ่งในส่วนของหน่วย กอ.รมน.ทำในเรื่องกรอบสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากจุดไหนที่ทางตำรวจไม่สามรถเข้าเข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง ทางหน่วย กอ.รมน.จึงใช้มวลชนที่มีอยู่ไปเสริม นี่คือความต้องการของ พล.อ.ประยุทธ์

เมื่อถามว่ามองเรื่องระเบิดที่เกิดขึ้นกับกลุ่มพันธมิตรฯที่มีขึ้นทุกวันเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องความสนใจหรือไม่ พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งอาจจะมองถึงทิศทางและเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เนื่องจากหน่วย กอ.รมน.ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบส่วนนี้

อีกทั้งในเรื่องของโครงสร้างหน่วย กอ.รมน.ทำเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งกำลังนำเสนอเข้า ครม. หาก ครม.เห็นชอบ หน่วย กอ.รมน.ก็พร้อมปฏิบัติ ส่วนประเด็นในเรื่องพื้นที่ที่จะเข้าไปเกียวข้อง เพียงแต่ยังไม่ประกาศเป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรเท่านั้นเอง หากหน่วย กอ.รมน.เข้าไปดูแลก็จะไม่มีกฏหมายรองรับกับเจ้าหน้าที่หน่วย กอ.รมน. จึงไม่สามารถมองประเด็นเกี่ยวกับเรื่องจะวางระเบิดที่นั่นที่นี่ได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดความสับสนต่อเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในส่วนนี้ อีกทั้งเรื่องนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถให้ข้อมูลมากที่สุด เนื่องจากได้ติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งแนวทางที่จะมาวิเคราะห์มีมากกว่า

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่กลุ่มพันธมิตรเอาผ้าอนามัยไปวางที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยอ้างว่านำไปแก้คุณไสย พ.อ.ธนาธิป กล่าวว่า ความรู้สึกก็เหมือนกับทหารทุกคนที่รู้สึกไม่สบายใจ เนื่องจากว่าคนที่เป็นลูกของพระปิยะมหาราชจะไม่เห็นด้วยเท่าไหร่กับการกระทำในลักษณะนี้

สภาป่วน'เชาวรินทร์'ไล่จวก'กบฏพันธมาร'แปะ'ผ้าอนามัย'พระรูปร.5

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งหลังเปิดประชุมได้ 15 นาที ได้เกิดความวุ่นวายขึ้น จนประธานการประชุมต้องสั่งพักการประชุมเป็นเวลา 5 นาที

ทั้งนี้ เนื่องจาก ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พรรคพลังประชาชน (พปช.) ได้ขอหารือกรณีมีข่าวว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นำผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปวางที่ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมทั้งไม่สบายใจกับข่าวพันธมิตรฯ ไปชูป้ายประท้วงนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮุสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทักท้วงว่า เป็นการพาดพิงบุคคลภายนอกทำให้ ร.ต.ท.เชาวริน ตอบโต้ว่า จะสนับสนุนให้มีการฆ่าเพื่อน ส.ส. พร้อมขอให้ประชาชนจำชื่อบุคคลที่ประท้วงตัวเขา ทั้งที่ได้นำเรื่องการลบหลู่รัชกาลที่ 5 เข้ามาหารือ

ขณะที่ นายศุภชัยได้ประท้วงให้ ร.ต.ท.เชาวริน ถอนคำพูด โดยยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้สนับสนุนการฆ่าเพื่อน ส.ส. แต่ ร.ต.ท.เชาวรินไม่ยอมถอนคำพูด ทำให้นพ.วรงค์ ลุกขึ้นประท้วงอีกคนว่า ประธานไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ จะต้องลงจากบัลลังก์ ทำให้ประธานประชุม ชี้ขาดว่า หากตนลงจากบัลลังก์ก็ปิดการประชุมไปเลย และได้สั่งพักการประชุมเป็นเวลา 5 นาที

ทั้งนี้ เมื่อเปิดประชุมอีกครั้ง ประธานได้พยายามไกล่เกลี่ย แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยินยอม ทำให้ประธานสภาฯได้สั่งให้ ร.ต.ท.เชาวริน ออกนอกห้องประชุมเป็นเวลา 10 นาที

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ให้สัมภาษณ์ กรณีที่มีการตอบโต้กันว่า เนื่องจากตนหยิบยกประเด็นที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯให้คนนำผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปวางแก้ไสยศาสตร์บริเวณฐานของพระบรมรูปทรงม้านั้น ตนมองว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการทำลายจิตใจของประชาชนชาวไทยที่สักการะและนับถือทั้งบ้านทั้งเมือง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่เลวทรามต่ำช้า และตนเป็นคนที่สักการะและห้อยเหรียญรัชกาลที่ 5 มากว่า15 ปีจึงรับไม่ได้ และถือเป็นการดูหมิ่นเบื้องสูง

นอกจากนี้ ร.ต.ท.เชาวรินทร์ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมตนยังได้ตอบโต้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์และนายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี ที่ลุกขึ้นประท้วงกรณีที่ตนพูดพาดพิงไปถึงพฤติกรรมของนายสนธิ ตนจึงย้อนถามไปยังส.ส.ทั้ง 2 ว่าเป็นญาติกับนายสนธิเหรอถึงได้เดือดร้อนแทน จึงทำให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจและเรียกร้องให้ตนถอนคำพูดดังกล่าว

ขณะเดียวกันตนก็ได้หยิบยกกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 ว่าส.ส.ประชาธิปัตย์มีส่วนร่วมวางแผนฆ่าเพื่อนอาชีพเดียวกัน จึงทำให้มีการโต้เถียงกันและส.ส.ประชาธิปัตย์ก็เรียกร้องให้ตนถอนคำพูดอีก แต่ตนนั้นไม่ยอมถอนคำพูดเพราะก่อนหน้านี้ตนก็เคยใช้คำพูดดังกล่าว และก็ไม่เคยมีใครให้ตนถอนคำพูดบรรยากาศก็เริ่มตึงเครียด จนทำให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งให้ตนออกไปสงบสติอารมภ์ข้างนอก 5 นาทีก่อนเข้ามาร่วมประชุมอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามนายเชาวริน ยังกล่าวถึงกรณีที่กคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กรณีคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง ว่าปปช.ทำถูกต้องแล้ว ซึ่งตนเคยตั้งข้อสังเกตมานานแล้วว่าตั้งแต่ครั้งคตส.เป็นผู้ตรวจสอบและชี้ว่านายอภิรักษ์ ไม่ผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะคตส.จะมาชี้ว่าคนที่เปิดแอล/ซีไม่ใช่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ ถ้าจะถามหาตัวคนผิด ต้องโทษคตส.ไม่ใช่ป.ป.ช. เพราะคตส.พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยนายอภิรักษ์และพรรคประชาธิปัตย์

ประจานความชั่ว'เจ๊กลิ้ม'ชี้ผิดอาญา

นายเรืองเดช เหลืองบริบูรณ์ ทนายความอิสระจากจังหวัดอุทัยธานี ได้นำเอกสารบันทึกคำกล่าวโทษนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มาแจกจ่ายกับสื่อมวลชน โดยระบุว่า ตนจะเดินทางไปยัง สน.ดุสิตในวันเดียวกันนี้ เพื่อเข้าแจ้งความกล่าวโทษนายสนธิ กรณีประกาศทำพิธีแก้คุณไสย ด้วยการนำผ้าอนามัยซับประจำเดือน (โกเต๊ก) มาเช็ดพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งเป็นการทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวไทยอย่างรุนแรง ดูหมิ่นสถานที่ที่คนไทยเคารพ ถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 385 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงขอให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนด้วย

ก่อนหน้านี้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ตอบคำถามถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรฯใช้ผ้าอนามัยไปวางรอบฐานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในฐานะนายทหาร จปร.ว่ารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"เรื่องนี้กระทรวงกลาโหมได้ชี้แจงไปหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละคน เชื่อว่าทุกคนรักและเคารพเรื่องสถาบันสูงสุด กองทัพจะทำเต็มขีดความสามารถ และคิดว่าคนไทยทุกคนคงรู้สึกเหมือนกัน ทั้งนี้กองทัพบกก็อึดอัด หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าหากทำก็หาว่ากลั่นแกล้ง หากไม่ทำก็หาว่าอยู่เฉยๆ ขณะนี้สิ่งที่เราทำอยู่ในกรอบ กฎ ระเบียบวินัยที่เห็นว่าเหมาะสมและถูกต้อง"

'เจ๊กลิ้มจอมขมังเวทย์'พลิกลิ้น! ปัดใช้'โกตั๊บ'ทำคุณไสย

ขณะที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวชี้แจงบนเวทีปราศรัย ว่า ที่ผ่านมา ตนยืนยันว่าไม่ได้สวดมนต์หรือทำคุณไสย แต่เพียงนำบทสวดมนต์ของพระพุทธเจ้า คือ เมตตาปริต มาสวดเพื่อแผ่เมตตาชุดใหญ่เท่านั้น ซึ่งบทสวดมนต์นี้ในพระไตรปิฎกระบุชัดเจนว่าเพื่อชะล้างสิ่งชั่วร้ายให้หายไป

ส่วนกรณีที่ตนถูกกล่าวหาว่า นำผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปถูพระบรมรูปทรงม้านั้น ขอยืนยันว่าตนแค่เล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่ามีคนอื่นทำเท่านั้น แต่ตนไม่ได้ลงมือทำ ส่วนการทำพิธีพรมน้ำมนต์ในทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตนถูกกล่าวว่าทำน้ำมนต์เองนั้น ที่จริงเป็นน้ำมนต์ของหลวงตามหาบัว เพื่อนำมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและสิ่งสกปกรกออกไป

'ไชยวัฒน์'กระเหี้ยนกระหือรือจี้มทภ.1ใช้กฎอัยการศึก


นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการองค์กรสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) เข้ายื่นหนังสือต่อกองทัพภาคที่ 1 โดยมี พล.ต.สุรพันธ์ พวงเพ็ชร์ ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 ตัวแทนพลโทคณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้รับเรื่อง โดยในฐานะที่กองทัพภาคที่ 1 มีความรับผิดชอบดูแลความสงบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้กฎหมายพิเศษ เข้าดูแลความสงบเรียบร้อย ด้วยการประกาศกฎอัยการศึก เพราะเป็นอำนาจหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ของกองทัพภาคที่ 1 จะประกาศใช้ได้

ทั้งนี้กฎอัยการศึกดังกล่าว สามารถใช้ในการควบคุมตัวบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งทางองค์กรเห็นว่า สมาชิกเสียงข้างมากในสภาและรัฐบาลมีพฤติกรรมที่เป็นกบฏต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อย่างไรก็ตาม ในการเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้ นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ได้กดดันกองทัพหรือต้องการให้กองทัพเข้ามาเป็นฝ่ายขององค์กร แต่เห็นว่ากองทัพมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการปกป้องดูแลประชาชนและรักษาความมั่นคงของชาติ


นปช.ลากไส้กองทัพ!ลั่นปมสั่งสอบ‘เสธ.แดง’อย่าเลือกปฏิบัติ

แกนนำ นปช.ไล่บี้กองทัพ ทำ 2 มาตรฐาน 'เสธแดง-ปฐมพงษ์' เลือกขจัดคนสู้เพื่อประชาธิปไตย แขวะ 'ไชยวัฒน์' ตัวป่วน! กลัวพลัง 'ทักษิณ-คนเสื้อแดง' แจ้นร้อง มทภ.1 ประกาศกฎอัยการศึก-กวักมือทำรัฐประหาร ย้ำถ้าทหารบ้าจี้เต้นตาม กองทัพก็ไม่ใช่ของประชาชน

จากกรณีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการองค์กรสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) และหนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เข้ายื่นหนังสือต่อกองทัพภาคที่ 1 ในฐานะที่กองทัพภาคที่ 1 มีความรับผิดชอบดูแลความสงบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พิจารณาใช้กฎหมายพิเศษ เข้าดูแลความสงบเรียบร้อย ด้วยการประกาศกฎอัยการศึกเพราะเป็นอำนาจหน้าที่อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ของกองทัพภาคที่ 1 จะประกาศใช้ได้

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า การกระทำของนายไชยวัฒน์ ก็คืออีกหนึ่งกระบวนการในการเรียกร้องให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งโดยลึกๆแล้วตนก็ทราบดีถึงท่าทีของกองทัพว่าจะปฏิบัติอย่างไรกับกลุ่มพันธมิตรฯเพราะที่ผ่านมาก็มีการเลือกปฏิบัติมาโดยตลอด ส่วนการกระทำในที่ออกมาเรียกร้องในช่วงเวลาขณะนี้ก็ไม่เหมาะสม เพราะอยู่ในช่วงความโศกเศร้าของปวงชนชาวไทย ชี้ได้ว่าไม่รู้จักกาละเทศะ

เมื่อถามว่าการกระทำดังกล่าวเพื่อเป็นการสกัดการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจรหรือไม่ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯอ้างว่าเป็นการปลุกกระแสมวลชน แกนนำ นปช.กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ที่จะมีความกลัวการสำแดงพลังของคนเสื้อแดง แต่ตนมองว่าการชุมนุมของกลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตยนั้น ไม่มีการกระทำอันใดที่ส่อไปในทางที่รุนแรง ไม่มีอาวุธ และมีการเลือกสถานที่ที่ไม่ส่อไปในการปะทะ

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ถ้อยคำที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินผ่านรายการความจริงวันนี้ ในครั้งที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่จะส่ามารถปลุกระดมกระแสให้เกิดความรุนแรงแต่อย่างใด เป็นการเดือนร้อนไปกันเอง และเชื่อว่าครั้งต่อไปก็คงจะไม่ทำให้เกิดปัญหาเพราะเป็นการพูดสนทนากับคนที่รักและศรัทธาในตัวอดีตนายกฯ ซึ่งหากกองทัพปฏิบัติตามคำข้อร้องของกลุ่มพันธมิตรฯโดยการประกาศใช้กฎอัยการศึกจริง ก็เท่ากับว่ากองทัพไม่ได้เป็นกองทัพของประชาชนอย่างแท้จริง

"โลกมันเป็นอะไร คนที่สร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศ เดินเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้ทหารใช้กฎหมายความมั่นคง มันเป็นอะไรกันผมอยากถามหน่อย ทหารคิดอ่านอย่างไรอยู่ถ้าทำจริงก็ไม่ได้เป็นกองทัพของประชาชนแล้ว" แกนนำ นปช.กล่าว

เช่นเดียวกับกรณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ถูกตั้งคณะกรรมการสอบนั้น ตนมองว่าเป็นการกระทำที่เลือกปฎิบัติของกองทัพ และเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากพฤติกรรมของเสธแดงเข้าข่ายผิดวินัยจริง กองทัพก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบพล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุดขึ้นเวทีพันธมิตรฯปราศรัยโจมตีรัฐบาลถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง ทำไมถึงไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบ

"นี่คือการปกิบัติ 2 มาตรฐานแบบหน้ามือเป็นหลังเท้า หากเทียบแล้วพล.อ.ปฐมพงษ์ มีทั้งคุณวุฒิ และวัยวุฒิมากกว่าเสธแดงด้วยซ้ำ ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการสอบเหมือนเสธแดง ปล่อยจนเกษียณไปแล้วเรียบร้อย นี่มันขัดต่อความมั่นคงชัดๆ ตอนนี้เท่ากับว่ากอทัพทำตาเขียวใส่กับกลุ่ามคนที่เรียอร้องเพื่อความเป็นประชาธิปไตย และคนที่ทำให้กลุ่มพันธมิตรนเกิดความระคายเคืองหรือ" นายวิภูแถลง กล่าวในตอนท้าย