WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 15, 2008

เกิดสงครามจรยุทธ์แน่ หากมีการทำรัฐประหาร

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

หากมีการทำรัฐประหารในช่วงเวลานี้ ผมคิดว่าจะเกิดสงครามจรยุทธ์ขึ้นต่อต้านทันที แล้วอำนาจรัฐไทยก็พังทลายไปสิ้น

จากการที่มีข่าวการจองกฐินกลุ่ม พธม.ที่ทำเนียบรัฐบาลประจำ ซึ่งมีทั้งการขวางระเบิด ใช้อาวุธสงคราม หรือแม้แต่การใช้ปืนยิงเข้าไปยังกลุ่มพันธมิตรที่อยู่ในทำเนียบนั้น คือหากเราพิเคราะห์ใคร่ครวญถึงการใช้อาวุธที่ถล่ม พธม. หลายครั้งที่ผ่านมา ผมเชื่่อว่าคงไม่ใช่เป็นการสร้างสถานการณ์ของฝ่าย พธม.ทั้งหมดเลยทีเดียว แต่เกิดการจองกฐินอย่างที่ เสธ.แดงว่า (แต่ไม่ใช่กลุ่ม 47 โรนิน อะไรของเสธ.แดงแน่) ผมคาดว่าอาจมาจากกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มไหนบ้าง แต่เชื่อได้ว่าเป็นกลุ่มการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับกลุ่มพันธมิตร หรืออาจเป็นมือที่สามก็ได้



ลักษณะเช่นนี้ หากเราใคร่ครวญให้ดี ผมตีความได้ว่านี่อาจเป็นการแสดงศักยภาพในการทำสงครามจรยุทธ์ในเมือง เพื่อให้ฝ่ายทหารหรือฝ่าย “ศักดินาอำมาตยาธิปไตย” ประจักษ์ว่า หากมีการใช้กำลังทหารเข้าทำรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะเกิดสงครามกลางเมืองต่อต้านทันที

ศักยภาพในการต่อสู้กับสงครามกองโจรในเมือง ของกองทัพไทย นั้นมีแค่ไหน นั้นเราประเมินได้จากสถานการณ์สงครามก่อการร้านในสามจังหวัดภาคใต้ครับ พื้นที่นั้นเป็นเมืองเล็กๆ ทหารไทยทั้งกองทัพทุ่มกำลังเข้าไปเต็มที่ ระดมทรัพยากร งบประมาณสมองเข้าไปเต็มที่ ยังไม่อาจปราบปรามได้เลย หากเป็นสงครามจรยุทธ์ การก่อการร้านใน กทม. ก็อย่าหวังเลยว่ากองทัพไทยจะมีความสามารถที่จะปราบปรามได้ ยิ่งเป็นศัตรูกับประชาชน โดยทำรัฐประหารด้วยแล้ว ยากมากที่จะหาแรงสนับสนุนจากประชาชนได้

ตอนนี้ "กองทัพไทยขาดพลังทางความคิด"

กองทัพที่จะรบให้ชนะในสงครามประชาชนได้นั้น “พลังทางความคิด” ที่ใช้เป็นเข็มมุ่ง จะต้องมาก่อนศักยภาพด้านกำลังพล หรือแสนยานุภาพ เพราะหากไม่ชนะกันทางความคิดก่อน การที่จะใช้กำลังปราบปรามให้ราบคาบได้นั้นอย่าพึงหวังเลย ยิ่งกองทัพสนับสนุนลัทธิอำมาตยาธิปไตยอำนาจนิยม ด้วยแล้ว ก็อย่าคิดหวังว่าจะเอาชนะทางความคิดได้

ในสมัยที่รบกับคอมมิวนิสต์นั้น กองทัพไทยยังมีพลังทางความคิด ที่ได้เปรียบคอมมิวนิสต์มาอยู่พอสมควร เพราะโลกเสรีที่ต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์นั้น ท้ายสุด "พลังความคิดทุนนิยม+ประชาธิปไตย" มีพลังอำนาจมากกว่า แนวคิดอุดมการณ์ของสังคมนิยม+เผด็จการกรรมาชีพ (โดยพรรคคอมมิวนิสต์)

แต่สงครามครั้งนี้ กองทัพไทยและพวกศักดินา "อ่อนด้อยทางด้านพลังความคิด" อย่างชัดเจน พวกเขากล้าท้าหาญสู้กับ พลังของโลกทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ +ประชาธิปไำตยแบบเสรี ด้วยแนวคิดอุดมการณ์แบบเศรษฐกิจพอเพียง + ระบอบอำมาตยาธิปไตย

แค่การต่อสู้ทางแนวความคิดก็เห็นความพ่ายแพ้อย่างชัดเจนแล้ว

อีกอย่างหนึ่ง พลังอุดมการณ์ด้านทางจารีตดั้งเดิม ของนิยายจักร ๆ วงศ์ๆ ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิพระร่วง+ลัทธิพราหมณ์ ก็อ่อนกำลัง เสื่อมอิทธิพลจากสังคมไทยไปมากแล้ว จนแทบไม่มีมนต์ขลังต่อราษฎรยุคศตวรรษที่ 21 อีกต่อไปแล้ว

อำนาจสื่อที่พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยึุดกุมอยู่คือ หนังสือพิมพ์ + โทรทัศน์บางส่วน ก็อ่อนกำลังเสื่อมอิทธิพลลง เมื่อต้องสู้กับสื่อสมัยใหม่คืออินเตอร์เน็ต นักรบไซเบอร์ และคลิปต่างๆ

ผมว่าสงครามครั้งนี้หากยืดเยื้อ พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยก็จะแพ้ แม้จะเร่งเผด็จศึกโดยเร็วพวกเขาก็จะพ่ายแพ้เช่นกัน เพราะพวกเขาคือ คนในโลกเก่า ล้าหลัง ไม่อาจปรับตัวให้ทันกับกระแสโลก



พวกเขาแพ้ เพราะ The World is change ครับ โลกเปลี่ยนไป พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามโลก

ศตวรรษที่ 21 ยังจะให้คนเชื่อเรื่องบุญญาธิการ บารมี นิยายเทพจักร ๆ วงศ์ ๆ มากกว่า สิ่งที่สัมผัสได้เช่น ความอยู่ดีกินดี สวัสดิการสังคม การรักษาฟรีั การเข้าถึงทุน ความมั่งคั่ง

พวกเขาเป็นแค่ "อุปสรรค" ระยะสั้นของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นครับ

การถล่ม พธม. ด้วยอาวุธสงครามนั้น ผมตีัความได้ว่า เป็นการแสดงศักยภาพการตอบโต้ด้วยสงครามจรยุทธ์ เป็นการแสดงให้ทหารทีุ่กุมอำนาจในกองทัพขณะนี้ ทราบว่า ฝ่ายตรงข้ามกับพวกคุณ มีศักยภาพ ที่จะตอบโต้การใช้กำลังของพวกคุณ

เมื่อบวกกับมวลชนเสื้อแดง ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามพลังกดดันต่อระบอบประชาธิปไตยที่มาจากฝ่ายที่คุกคามระบอบประชาธิปไตยนั้น ผมคิดว่า ศักดินา+ ทหาร ก็ไร้พลังอำนาจในการเข้าจัดการทางการเมืองไปแทบหมดสิ้นทีเดียว

พวกเขาจะโปรประกันดา ให้ประชาชนไปอยู่ข้างพวกเขาได้อย่างไร

จะโดยการนำเสนอแนวคิดเรื่องระบอบ 70/30 บวกกับ เศรษฐกิจพอเพียง นะหรือ ผมว่าหากมาแบบนี้ แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้วครับ

ตอนนี้เป็นแค่ระยะเวลายืดเยื้อของสงครามเท่านั้น แต่บทสรุป เราทราบกันชัดเจนอยู่แล้วว่า เมืองไทยจะก้าวไปสู้ระบอบประชาธิปไตยที่เข็มแข็งขึ้น พลังอำนาจทางจารีต จะไม่มีวันครอบครองสังคมไทยได้แบบเดิมอีกแล้ว

เวลาของพวกเขาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว





จาก thaifreenews

อำนาจและความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย กำพล จำปาพันธ์
นิสิตปริญญาโท ประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


หลายคนคงยังจำได้ว่า ในปี พ.ศ.2544 มีคนกลุ่มหนึ่งคุยโวว่า สามารถยึดอำนาจรัฐได้โดยไม่ต้องกินเผือกกินมันอยู่ในป่าเขา ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ยินเมื่อไรเป็นต้องนึกหมั่นไส้และขบขันอยู่ในใจ แต่แล้วยังไงล่ะ ขณะที่ลุงป้าน้าอาไม่คิดว่าอำนาจรัฐมาจากปากกระบอกปืน (ได้ด้วยอีกทางหนึ่ง) ไปแล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 เราก็ได้เห็นฝ่ายทหารใช้ทฤษฎีนี้กันอีกครั้ง ผมถึงไม่แปลกใจที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน จะบอกว่าฮีโร่คนหนึ่งของตนคือ “ประธานเหมา เจ๋อตุง” ที่กล่าวนี้ก็ไม่ใช่จะมาตอกย้ำซ้ำเติมอะไรกัน เพียงแต่ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาบางอย่างที่มีอยู่ในระบบคิดของเรา ทำให้เราพลาด และรัฐประหารก็เกิดขึ้นท่ามกลางการคิดว่ามันพ้นยุคสมัยไปแล้ว

ระยะหลังมานี้ ทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจที่แพร่หลายและเป็นที่เชื่อถือไม่น้อย ได้แก่ ทฤษฎีที่เสนอว่าอำนาจมีหลากหลายและกระจัดกระจาย อำนาจรัฐเป็นแต่เพียงอำนาจหนึ่งในจำนวนหลากหลายอำนาจนั้น ฉะนั้น การยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยึดกุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งก็มีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับอธิบายบางกรณี แต่ปัญหาคือ นักทฤษฎีนี้เสนอต่อไปว่าการแก้ปัญหาที่มุ่งสู่อำนาจรัฐนั้นไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง หลายกรณีไม่เพียงแต่รัฐจะไม่สามารถแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ แต่หลายครั้งที่รัฐเข้ามาจุ้น ปัญหาก็ทับถมทวีคูณขึ้นเท่านั้น และก็แน่นอนเช่นกัน หากถามผู้นิยมลัทธิมาร์กซ์ ทฤษฎีนี้จะถูกตีตกอย่างง่ายดาย เพราะมองว่ารัฐคือพื้นที่สำคัญในการต่อสู้ระหว่างชนชั้น หรือถ้าถาม สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ของผม คุณจะพบว่าในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่มีตัวอย่างมากมายที่จะทำให้ทฤษฎีนี้มีอันต้องล้มเหลวไปเช่นกัน

รัฐยังมีความสำคัญที่ต้องช่วงชิงและต่อรองไว้ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนข้างมาก เพียงแต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับอำนาจเป็นประเด็นที่ต้องอธิบายใหม่ การที่อำนาจมีหลากหลายไม่ได้หมายความว่า อำนาจรัฐจะอ่อนหรือแข็งท่ามกลางความหลากหลาย (และกระจัดกระจาย) อำนาจรัฐเหมือนกับอำนาจอื่นตรงที่เป็นอำนาจที่ต้องอ้างอิงและยึดโยงกับระบบของอำนาจที่มีอยู่ในสังคม พ่อจะไม่สามารถสั่งลูกได้เลย ถ้าอำนาจพ่อไม่ได้รวมศูนย์มาจากอำนาจของสถาบันครอบครัวและระบบชายเป็นใหญ่ ครูก็ไม่สามารถดุด่าเด็กได้ถ้าอำนาจครูไม่ได้ยึดโยงกับอำนาจของสถาบันการศึกษาและระบบรัฐประชาชาติ ฯลฯ การที่

อำนาจแต่ละชนิดจะแสดงตัวมันได้นั้น ตัวมันเองต้องผนวกรวมอำนาจอื่นเข้าด้วยกัน ไม่มีอำนาจโดดๆ ที่โลดแล่นกระจัดกระจายอย่างไร้ทิศทาง จะสามารถเป็นอำนาจอยู่ได้ดังที่เราเข้าใจกัน และอำนาจที่จะมีบทบาทต่อรองระดับรัฐและสังคมการเมืองได้นั้น คือ อำนาจที่ผ่านขั้นตอนการผนึกรวมส่วนกับอำนาจต่างๆ มาก่อนหน้านั้นแล้ว

อำนาจของนายกฯ ในสังคมการเมืองไทยที่เป็นมานั้น เป็นอำนาจแปลกประหลาดตรงที่ต้องเป็นอำนาจของการแสดงว่าไม่มีอำนาจ ฉะนั้น ถ้าจับประเด็นตรงนี้ได้จะเข้าใจว่าทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองจึงไม่พอใจคุณทักษิณ เพราะคุณทักษิณได้ละเมิดอะไรบางอย่างที่เป็นจารีตของอำนาจที่มีมาก่อนหน้า แต่ไม่ใช่ความผิดนะครับ ผมเพียงแต่บอกว่าการละเมิดมันขึ้นอยู่กับระบบทวิมาตรฐานบางอย่างเท่านั้นเอง ในอดีต จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็เคยละเมิด ต่างกันตรงที่ยุค จอมพล ป. นั้น ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างถูกกระแสการปฏิวัติ 2475 โหมกระหน่ำจนแพ้พ่ายไปตามกัน กว่าจะกลับฟื้นขึ้นได้ก็หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ส่วนจอมพลสฤษดิ์นั้น แม้ความสัมพันธ์กับผู้หลักผู้ใหญ่จะราบรื่น แต่สิ่งที่จอมพลสฤษดิ์ละเมิดนั้นคือ “ประชาธิปไตย” ฉะนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าทำไมจอมพลสฤษดิ์ถึงอยู่ในอำนาจได้แต่ไม่มีความชอบธรรม จนกลายเป็นผู้ร้ายในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย มีชื่อกล่าวขานเป็นจอมเผด็จการผ้าขาวม้าแดง และ “ข้าพเจ้ารับผิดชอบเพียงผู้เดียว”

ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นธรรมดาที่อำนาจผู้นำจะผนึกแน่นกับอำนาจของประชาชน ซึ่งโดยหลักการถือเป็นอำนาจสูงสุดในขณะเดียวกันด้วย การเลือกตั้งจึงมีความสำคัญในฐานะเป็นเครื่องแสดงการยอมรับจากประชาชน หรือนัยหนึ่งคือการให้อำนาจผ่านการเลือกตั้งนั่นเอง แต่ที่ผ่านมาเราจะพบว่า มีความพยายามในการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกลไกการเลือกตั้งค่อนข้างมาก สร้างภาพให้ร้ายตัวแทนประชาชนต่างๆ นานา ซ้ำดูถูกดูแคลนประชาชนผู้หย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเสียอีก อำนาจที่ชอบธรรมถูกทำให้ไม่ชอบธรรมไปในที่สุด

มุมมองเช่นนี้ ใช่ว่าจะใช้ได้แต่ในกรณีระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมเท่านั้น เพราะเป็นพื้นฐานของระบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับอำนาจต่างๆ ในสังคมทั่วไป เช่น ในแนวสังคมนิยมนั้น มาร์กซิสต์จะปฏิวัติไม่ได้ถ้าขาดอำนาจของชนชั้นกรรมาชีพ แม้จะมีพรรคการเมืองแบบเลนินนิสต์เคลื่อนไหวอยู่ก็ตาม ในอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) พยายามผนึกรวมอำนาจต่างๆ ที่กระจายอยู่ตามชายขอบเข้าด้วยกัน โดยหมายจะโอบล้อมเข้าสู่ศูนย์กลาง แต่ถูกศูนย์กลางตีโต้สกัดกั้นไว้ตั้งแต่ในชนบท ไม่ปล่อยให้เข้ามาล้อมเมืองได้ คำสัญญาของสหายหลายคนที่บอกจะ “พบกันที่สนามหลวง” และ/หรือที่พร่ำร้อง “จะกลับไปกรีดเลือดพาลล้างลานโพธิ์” จึงกลายเป็นความเพ้อฝันเพียงชั่วขณะนั้นเอง
อำนาจและความชอบธรรมเป็นของคู่กัน จนเกือบจะเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียว เพราะความชอบธรรมเป็นเหมือน “ศีลธรรมของอำนาจ” อีกต่อหนึ่ง อำนาจสามารถเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคลหรือเพียงบางกลุ่มได้ แต่ความชอบธรรมเป็นเรื่องของสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ เมื่อมีลักษณะเหมือนเป็นศีลธรรมจึงกำกับอย่างเลื่อนลอย จับต้องไม่ได้ เปลี่ยนแปลงยาก แต่ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล เปรียบไปก็เหมือนแรงโน้มถ่วงของโลกทางการเมืองเลยทีเดียว ฉะนั้นผู้นำที่มาจากรัฐประหาร (โดยเฉพาะรัฐประหารที่ล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง) จึงบกพร่องในเรื่องความชอบธรรมอย่างรุนแรง (ไม่ใช่บกพร่องในเรื่องของอำนาจนะครับ คนละประเด็นกัน)

เพราะ “ศีลธรรมของอำนาจ” ที่หมายถึง “ความชอบธรรมของความชอบธรรม” (ของอำนาจ) นั้นคือ การได้มาซึ่งอำนาจโดยการเลือกตั้งจากประชาชนส่วนข้างมากนั้น ยังคงดำรงอยู่ของมันอย่างนั้น หาได้ถูกเลิกล้มไปกับรัฐประหารไม่ อย่างมากรัฐประหารก็ล้มได้เฉพาะอำนาจ แต่ล้ม “ศีลธรรม” ที่กำกับ “อำนาจ” นั้นอยู่ไม่ได้ เพราะยุ่งยากและซับซ้อนเกินกว่าที่บรรดาบิ๊กๆ ของกรมกองทั้งหลายจะเข้าใจ ไล่กวาดจับอย่างไรก็ไม่หมด รถถังเป็นร้อยคันก็ทำอะไรไม่ได้ ทางออกที่เป็นสูตรสำเร็จของรัฐประหารก็เลยอ้างว่าจะนำไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งความหมายก็เท่ากับฉวยอ้างความชอบธรรมจากระบบก่อนเกิดรัฐประหารนั่นเอง

ลุถึงปี พ.ศ.2551 นี้แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าจะยังมีบางกลุ่มคิดตื้นๆ ว่า การยึดทำเนียบได้จะทำให้ตนบรรลุเป้าหมายในการล้มล้างอำนาจและความชอบธรรมของรัฐบาล แม้ว่าเดิมทีกลุ่มนี้จะมีภาษีจากการรวบเอาอำนาจส่วนต่างๆ ที่ไม่พอใจรัฐบาลมาเป็นกำลังของตน โดยเฉพาะอำนาจสถาบัน ข้าราชการ ทหาร ตุลาการ สื่อ เอ็นจีโอ ฯลฯ แต่การใช้อำนาจนี้ในขั้นตอนการต่อรองระดับชาติกลับเป็นผลเสีย เพราะเสนอรัฐประหาร และ 70:30 ซึ่งเท่ากับเอาอำนาจที่ผนึกมาไปทำลายความชอบธรรมของอำนาจนั้นเสียเอง ขบวนการมวลชนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการเมืองระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งที่กลุ่มนี้กำลังกระทำคือ การใช้อำนาจที่ได้จากระบอบประชาธิปไตยมาทำลายประชาธิปไตย ดุจเดียวกับขบวนการมวลชนฝ่ายขวาอื่น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มต่อต้านคณะราษฎรและต่อต้านนักศึกษาหลัง 14 ตุลา ที่มักอาศัยบรรยากาศการเมืองที่กำลังเปิดกว้างสู่ประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขในการปลุกระดมมวลชน

อย่างไรก็ตาม ลักษณะเอดิปุสเช่นนี้ก็มีผลทำให้ความชอบธรรมกลายเป็นความไม่ชอบธรรม เมื่อไม่มีความชอบธรรมต่อไปก็จะไร้ซึ่งอำนาจในการต่อรอง การอ้างสถาบัน ใส่เสื้อเหลืองปล้นทำเนียบ ผูกขาดความจงรักภักดี ใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำลายฝ่ายตรงข้าม จึงสะท้อนภาวะการไร้อำนาจและความชอบธรรมของตนเองในการเมืองระดับชาติ อาศัยเงื่อนไขของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับไม่มีความเป็นประชาธิปไตยแม้แต่น้อย บางคนเสียสติถึงขั้นจะรัฐประหารโดยกองทัพประชาชน โดยหารู้ไม่ว่าการคุกคามด้วยอำนาจมวลชนเช่นนี้รังแต่จะทำให้ต้องเผชิญวิกฤติความชอบธรรมมากยิ่งๆ ขึ้นไป จะเล่นคุณไสย ใช้โกเต๊กซ์ พรมน้ำมนต์ ฯลฯ อีกสักเท่าไรก็ไม่ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นเลย จะเห็นได้ว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งเสียสติ อ่อนหัด และไร้น้ำยาเกินจะจัดการกับปัญหาวิกฤติความชอบธรรมที่เกิดขึ้นกับกลุ่มตน นายสนธิไม่ได้เข้าใจในเรื่องนี้แม้แต่น้อยเลยครับ!


'ชูศักดิ์'เล็งตั้งทีมยกร่างคำชี้แจงปปช.โต้คดีเขาพระวิหาร

วันนี้ (14 พ.ย.ป นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด 28 รัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เห็นชอบกรณีเขาพระวิหารว่า จะหารือกัน และตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วย เลขาธิการครม. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายกฎหมาย เพื่อนำเรื่องมาช่วยกันดูและสรุปความเห็น และยกร่างคำชี้แจงว่าจะต้องตอบประเด็นใดบ้าง จากนั้นจะมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกชี้มูลความผิดไปพิจารณาเพื่อชี้แจง ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะต้องต่างคนต่างชี้แจง แต่คำชี้แจงควรเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ซึ่งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เห็นชอบกับเรื่องนี้แล้ว และตนได้แจ้งให้เลขาธิการครม. ทราบแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายชูศักดิ์ กล่าวอีกด้วยว่า ตอนนี้รอฝ่ายต่างๆ มาพูดคุยกัน โดยเฉพาะต้องเอาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาดูกัน แต่ปรากฏว่าเอกสารต้นเรื่องติดค้างอยู่ในทำเนียบรัฐบาล จึงต้องไปขอสำเนาจากกระทรวงการต่างประเทศ จึงทำให้เรื่องยุ่งยากพอสมควร แต่หากไม่ทันกำหนดการชี้แจงภายใน 15 วัน นับจากได้รับหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ก็อาจต้องขอขยายเวลาออกไป



Friday, November 14, 2008

ความคิดปฏิวัติโหลยโท่ย...สนธิ-จำลอง?!!


คอลัมน์ : มารศาสนา

โดย สอาด จันทร์ดี


นึกไม่ถึงเลยว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” กับ “จำลอง ศรีเมือง” ที่คร่ำหวอดอยู่กับการฝึกฝนหาความรู้จากสำนัก “สันติอโศก” ของ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ ที่อ้างตนเองว่าเป็นพระอรหันต์ ต่อมาก็อ้างว่าได้เป็นถึงโพธิสัตว์ เพื่อจะเรียนรู้แนวทางปฏิวัติ เอามาช่วยเหลือมนุษยชาติให้รอดพ้นจากความหายนะ
เอาเข้าจริง ขี้หมากองเดียวยังดีกว่า

ผมพลิกตำราของโพธิรักษ์ รวมทั้งตำราของ จำลอง ศรีเมือง ที่ถือได้ว่าเป็นแนวทางที่จะนำโลกไปสู่พระศรีอาริย์ได้อย่างแท้จริงนั้น เอาเข้าจริง ไม่อาจแตะต้องได้ว่าอะไรคือแก่นแกนของแนวทาง นอกจากนี้ยังแตะต้องไม่ได้ว่าอะไรคือแก่นแกนของทฤษฎี
อ่านไปอ่านมา สู้หมาขี้เรื้อนไม่ได้
มาถึงวันนี้ ผมอ่านเนื้อตัวของพวก 9 แกนนำ รวมทั้งเนื้อตัวของ “สันติอโศก” ทั้งหมด ผมกล้าที่จะวิจารณ์ได้เลยว่า คนพวกนี้พากันทำม็อบเพียงเพื่อจะรับจ้างจากพวกอำมาตย์ให้ได้เงินก้อนใหญ่
เปรียบไม่ผิดกับมือปืนรับจ้างชั่วๆ รายหนึ่ง?!!
ไม่ต้องไปใส่ใจว่าจะมีแนวทางการเมืองใหม่ ไม่มีอะไรที่น่าสนใจว่าแนวทางการเมืองใหม่จะทำให้ “คนไทย” เจริญขึ้น
พวกมือปืนรับจ้างยังดีกว่า เพราะไปเที่ยวไล่ฆ่าเฉพาะศัตรูที่เขาจ้างให้ไปฆ่า แต่ไอ้ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ “จำลอง ศรีเมือง” เลวยิ่งกว่าหมา ไม่อาจเทียบกับมือปืนรับจ้างได้แม้กระผีกหนึ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากการกระทำของคนบ้าพวกนี้ ทำลายชาติไทยโดยส่วนรวม
เห็นไหม ยึดทำเนียบรัฐบาล!
เห็นไหม ยึดสะพานมัฆวานฯ!
เห็นไหม แยกตัวเป็นดินแดนอโศก?!
และเห็นไหม ยกตนเป็นศาสดา เหยียบย่ำพระพุทธศาสนา โดยอ้างว่าศาสนาพุทธในประเทศไทยสอนผิด บอกมาผิดๆ ของเขาต่างหากถูกต้องมากกว่า เพราะรู้ได้ด้วยญาณ ไม่ใช่รู้จากหนังสือ ไม่รู้จากครูสอน ว่าเข้าไปโน่น
นี่มันคนไทยหรือเปล่า?
ผมว่าคนพวกนี้เป็น “ตัวเสนียดจัญไร” ใครคบเป็นเพื่อนฝูงจะเสียหายถึงวงศ์ตระกูล ใครที่เคยเป็นเพื่อนขอให้ถอนตัวออกมาเสียเถิด อย่าถือว่าเป็นเพื่อนให้พวกมารศาสนาเอาไปอ้างอยู่เลยพระคุณท่าน ขอให้ท่านอยู่ห่างๆ จะเป็นการดีที่สุด
ท่านลองทบทวนดูการกระทำของคนเหล่านี้ จะพบว่า “มันทำตัวเป็นสมุนรับจ้างมาตั้งแต่สมัย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก โดยได้แสดงออกด้วยการสะท้อนรับข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็น ระบอบทักษิณ” ?!!
ต่อจากนั้น การทำงาน “เพื่อการบ่อนทำลายทักษิณ” เริ่มเดินงานอย่างเป็นระบบ มีการประสานตั้งแต่เหนือจรดใต้ ประสานตั้งแต่ใหญ่ไปหาเล็ก มีการลงพื้นที่ กล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย อะไรต่อมิอะไร
จนในที่สุดก็ถึงขั้นขับไล่ไสส่ง
คนที่เป็นหัวหอกก็มีอยู่แค่นี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ “จำลอง ศรีเมือง” ที่มีกองทัพธรรมเป็นหน่วยทะลวงฟัน ภายในหลักการประท้วงอย่างสันติ อหิงสา
อหิงสาสันติหมาอะไรมีอาวุธ?!!
หน่อยแน่...จากการรับจ้างขับไล่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร คนเดียว กลายมาเป็นการ “กวาดล้าง” อย่างขนานใหญ่ ใครเป็นญาติธรรมของไทยรักไทย ใครเป็นกลุ่มพลังประชาชน จะต้องกวาดล้างไม่ให้เหลือ
นี่มันเป็นหมาบ้าไปแล้วครับ...?!!
มิใช่แต่เท่านี้ ยังบังอาจจะเสนอแนวทางการเมืองใหม่ จะทำ “ประชาภิวัตน์” อ้างว่านี่คือการปฏิวัติโดยประชาชน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทย
พิธีกรปากจัด นางอัญชลี ไพรีรัก พ่นผ่าน ASTV ออกมา
ผมรีบหยิบตำราปฏิวัติของสันติอโศกขึ้นมาดู โถ...มรรคมีองค์ 8 โถ...รับประทานผักอย่างเดียว ไม่แตะต้องสิ่งมีชีวิต และ...โถ จะดำเนินการจัดระเบียบสังคมด้วยหลักการใหม่เอี่ยมอ่องถอดด้าม ไม่เคยมีใครทำมาก่อน...ในชื่อว่า สาธารณโภคี ?!!
หมายถึงการยกทรัพย์สินเป็นกองกลาง
โพธิรักษ์อธิบายว่า วัดคือตัวอย่างของสาธารณโภคีที่ดี เพราะไม่มีอะไรเป็นของส่วนตัว จึงน่าจะโยกเอาสาธารณโภคีเข้าไปใช้ในหมู่บ้าน...ก็จะทำให้ชาวบ้านอยู่อย่างมีความสุข ไม่ตกเป็นทาสของทรัพย์สมบัติอีกต่อไป...!!
ผมรู้เรื่องทฤษฎีบ้าบอของคนหลงทิศหลงทางพวกนี้อย่างถึงแก่น ผมจึงว่าคนพวกนี้เป็นนักปฏิวัติไม่ได้ดอกครับ ความคิดปฏิวัติที่จะทำการปฏิวัติมนุษยชาติมันจะไม่โหลยโท่ยเยี่ยงนี้ ความคิดแบบนี้คิดแบบคนบ้าคนเดียวคิดได้ แต่จะคิดเอาไปใช้กับมนุษย์จำนวนมาก ไม่มีใครเขาหลงเชื่อดอกครับ
สนธิ-จำลองเอ๋ย...โหลยโท่ยสิ้นดี?!!


ผลคดีดับเพลิงชี้ชัดบรรทัดฐาน‘คตส.’ยุติเป็นธรรมมีจริง

นักกฎหมาย-ภาคประชาชน ดาหน้าจี้ คตส. ออกมาแสดงความรับผิดชอบและทำความกระจ่างให้ประชาชนหายสงสัย หลังการชี้มูลของ ป.ป.ช. ในคดีรถดับเพลิงฉาว ชี้ชัดว่า “อภิรักษ์” ส่อมีความเกี่ยวข้องในความไม่ชอบมาพากล ในขณะที่ก่อนหน้านี้ คตส. กลับเคยสรุปผลต่างกันราวฟ้ากับเหว ชี้เห็นชัดว่า “กระบวนการยิติความเป็นธรรม” มีอยู่จริง ห่วงหลายคดีที่สรุปผลออกมา โดยเฉพาะคดีความ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีความเที่ยงธรรมแค่ไหน

กรณีการชี้มูลความผิด นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ด้วยมติเอกฉันท์ในคดีทุจริตรถ-เรือดับเพลิงฉาว 6,800 ล้านบาท ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ทำให้ถูกย้อนมองไปถึงมติของ คตส. ที่ผ่านมา ทั้งจากอนุกรรมการที่มี นางจารุวรรณ เมณฑกา เป็นประธาน และจากกรมการชุดใหญ่ที่มี นายนาม ยิ้มแย้ม เป็นประธาน ที่เคยระบุหลายครั้งว่านายอภิรักษ์ไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องดังกล่าว

ซึ่งผลการพิจารณาที่มีความแตกต่างกันราวหน้ามือกับหลังมือนี้ ได้ถูกย้อนมองไปถึงมาตรฐานในการให้ความยุติธรรมของ คตส. รวมไปถึงคดีอื่นๆ โดยเฉพาะกรณีคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชิงสรุปความผิดด้วย ว่าเป็นไปด้วยความยุติธรรมแค่ไหน และยังนึกไปถึงคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่พูดถึง “กระบวนการยุติความเป็นธรรม”

กรณีดังกล่าว ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นที่รู้กันถึงผลงานของ คตส. ในการตัดสินว่านายอภิรักษ์ผิดหรือไม่ผิด เป็นการช่วยเหลือกัน แต่เมื่อ คตส. ถูกยกเลิกไปก็ต้องส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ช. ลงมติ

แสดงว่าการที่ คตส. ว่านายอภิรักษ์ไม่มีความผิดทุจริต ถือว่าเป็นความผิดพลาดในการทำงานของ คตส. เสมือนเป็นการยืนยันต่อสังคมอีกครั้ง ว่าที่ คตส. ตัดสินคดีในตอนนั้น เพื่อช่วยเหลือนายอภิรักษ์จริงๆ

ผู้ที่เป็น คตส. เป็นคณะกรรมการชุดนั้น จะต้องออกมารับผิดชอบ โดยวิธีใดก็ตาม แม้จะไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เพราะคำตัดสินของ คตส. ไม่ได้ส่งผลให้ผู้ใดเกิดความเสียหาย แต่ต้องการให้ คตส. ออกมารับผิดชอบ อย่างเช่นการกล่าวขอโทษ และชี้แจ้งให้สังคมทราบถึงเหตุผลที่ตัดสินคดีดังกล่าวว่าเป็นเช่นไร

ด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่า คตส. จะหมดอำนาจไปแล้วนั้น แต่เป็นเรื่องที่น่าคิดถึงมาตรฐานของ นายนาม ยิ้มแย้ม ที่ทำหน้าที่เป็นประธาน คตส. ซึ่งพยายามช่วยเหลือปัดความเกี่ยวข้องของนายอภิรักษ์กับเรื่องดังกล่าวออกไป

ซึ่งจากผลการตัดสินของ ป.ป.ช. ที่ตัดสินให้นายอภิรักษ์มีส่วนร่วมในการทุจริตนั้น คตส. สมควรที่จะออกมารับผิดชอบและขอโทษประชาชน กับความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อช่วยเหลือพวกเดียวกัน

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายให้ความเห็นไว้ในช่วงที่ คตส. ยังปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบคดีการทุจริตต่าง ๆ นั้น อาจมีความพยายามเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายวิภู แถลงยังกล่าวถึงกรณีนี้ต่อไปว่า สำหรับเรื่องนี้เป็นที่เข้าใจกันมาตั้งแต่ต้นถึงเป้าประสงค์ของการจัดตั้ง คตส. ซึ่งแต่งขึ้นมาเพื่อเล่นงานรัฐบาลนายกฯทักษิณ และยิ่งประกอบกับการแต่งนายนาม ขึ้นเป็นประธาน คตส. ซึ่งมีที่มาที่ไปเกี่ยวข้องกับผู้ที่ต้องเล่นงานทักษิณแล้ว ทำให้สามารถสรุปได้เลยว่า คตส. เป็นศูนย์ร่วมคู่กรณีของพรรคไทยรักไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ

สิ่งที่สำคัญและเป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างมากว่า คดีต่างที่ คตส. เคยพิจารณาตัดสินไปแล้วจะสามารถเชื่อได้อีกหรือไม่ เพราะเมื่อเทียบกับกรณีของนายอภิรักษ์แล้ว ก็สามารถเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า มีความจงใจเล่นงานฝ่ายตรงข้ามเผด็จการอย่างชัดเจน

ขณะเดียวกัน นายชินวัตร หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ถึง ณ วันนี้ คตส. ควรที่สำนึกเองได้แล้วว่า พวกตนไม่ความเป็นกลางและเป็นธรรม เข้าข้างเอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน

และสมควรอย่างยิ่งที่จะรีบออกมาชี้แจงถึงคำตัดสินชี้มูลคดีของนายอภิรักษ์ ว่าไม่มีส่วนข้องกับคดีดังกล่าว โดยต้องอธิบายเหตุผมให้ชัดเจนกับสังคมให้ได้ว่า ทำไมถึงมีมุมมองที่แตกต่างจากข้อคิดเห็นของทางกรมสอบสวนคดีพิเศษและคณะกรรมการ ป.ป.ช. และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ การออกมาขอโทษประชาชน

ส่วนกรณีที่คณะกรรรมการ ป.ป.ช. ตัดสินให้นายอภิรักษ์มีส่วนร่วมในการทุจริตจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงฉาวนั้น ตนคิดว่าน่าจะเป็นเพราะทาง ป.ป.ช. มาถึงทางตันไม่สามารถที่จะคิดหาวิธีการใด ที่จะสามารถอุ้มนายอภิรักษ์ได้อีกต่อไป เพราะหลักฐานที่ได้จาการตรวจสอบมัดตัวนายอภิรักษ์ อย่างชัดเจน



‘ในหลวง’ทรงจุดเครื่องเทียนราชสักการะพระศพ‘พระพี่นางฯ’

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท บริเวณทิศใต้ ทรงจุดเครื่องเทียนราชสักการะพระศพ ทรงจุดเครื่องเทียนมนัสการบูชา พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระพุทธประจำพระชนมวารเป็นปางถวายเนตร สร้างขึ้นตามวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือ วันอาทิตย์ ซึ่งมีลักษณะเดียวกับพระพุทธประจำพระชนมวารของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศ อดุลยเดชนิกรม พระบรมราชชนก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร เป็นผู้ถวายพัดรองที่ระลึกงานออกพระเมรุแด่สมเด็จพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฎิบัติ หน้าที่สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะที่ถวายพระธรรมเทศนา และพระราชาคณะที่สวดศราทธพรต 30 รูป พระสงฆ์ที่จะสดับปกรณ์ 84 รูปเท่าพระชันษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ บรรพชิตจีนและญวน 20 รูป ถวายธรรมบูชากัณฑ์เทศและทอดผ้าไตร และถวายพระเทศน์ พระสวดศราทธพรต พระสงฆ์เท่าพระชันษา บรรพชิตจีนและญวนสดับปกรณ์ จุดธุปเทียนที่พระสงฆ์ และสวดพระอภิธรรม เสด็จฯกลับ

ปชช.ไว้ทุกข์-ถวายดอกไม้จันทน์ร่วมส่งเสด็จพระพี่นางฯสู่สวรรคาลัย

ท้องสนามหลวงแน่นขนัด! ประชาชนร่วมแต่งกายไว้ทุกข์ ถวายดอกไม้จันทน์ส่งเสด็จฯ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สู่สวรรคาลัย! เตรียมรับเสด็จฯ ชื่นชมพระบารมี “พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย”

นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม.ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยการปรับแต่งภูมิทัศน์ประดับดอกไม้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตั้งแต่บริเวณซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ข้างพระแม่ธรณีบีบมวยผม วนรอบสนามหลวงตามเส้นทางริ้วขบวนพระอิสริยยศ ซึ่งกทม.ได้ปรับแต่งภูมิทัศน์ตลอดเส้นทางเสด็จพระราชราชดำเนินและเส้นทางริ้วขบวนพระอิสริยยศ บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังและสนามหลวง พร้อมทั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั้ง 8 ซุ้ม และวัดทั้ง 46 แห่งทั่ว กทม.

ปลัด กทม.ระบุว่า การปรับปรุงภูมิทัศน์ในส่วนที่ กทม.รับผิดชอบ ขณะนี้ดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตามอยากฝากไปยังพี่น้องประชาชนที่มารอรับเสด็จฯ และร่วมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรุณาอย่าเด็ดไม้ดอกไม้ประดับที่กทม.นำมาจัดแต่งตามจุดต่างๆ และเมื่อประชาชนมารวมตัวกันมากๆก็จะมีปัญหาขยะ

ดังนั้นโปรดช่วยกันรักษาความสะอาดอย่าทิ้งขยะเกลื่อนกลาดโดยให้วางกองๆไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของกทม.จะเป็นผู้เดินเก็บ เนื่องจากตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไปกทม.จะนำถังขยะที่อยู่โดยรอบท้องสนามหลวงออกไปหมด รวมถึงป้ายจราจร และป้อมตำรวจด้วยเช่นกัน ส่วนปัญหาหาบเร่แผงลอยก็จะให้เจ้าหน้าที่เทศกิจมาตรวจตราอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้มีเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่โดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้(15 พ.ย.) ซึ่ง กทม.จะเปิดให้ประชาชนร่วมถวายความอาลัยด้วยการถวายดอกไม้จันทน์ส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย โดยจะเปิดให้เข้าถวายดอกไม้จันทน์ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ไปจนถึงเวลา 21.00 น.โดยช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินก็หยุดให้เข้าถวายดอกไม้จันทน์ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับแล้วก็จะเปิดให้ประชาเข้าถวายดอกไม้จันทน์อีกครั้งโดยกทม.ได้เตรียมดอกไม้จันทน์จำนวน 5 แสนดอกไว้บริการประชาชนที่ท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว และสำหรับผู้ที่จะมาเฝ้ารอรับเสด็จฯสามารถจับจองที่นั่งได้ด้านหลังแนวรั้วเหล็กสีเหลืองหรือบริเวณฝั่งขวามือของถนนและหากรู้สึกไม่สบายก็สามารถเข้ารับบริการได้ที่เต๊นท์พยาบาลที่มีอยู่ตามจุดต่างๆโดยรอบสนามหลวงทั้งในส่วนของ กทม.และหน่วยงานอื่นๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประดับประดาบริเวณโดยรอบสนามหลวง และเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินตั้งแต่วังสวนจิตรลดา ถนนราชดำเนินใน สนามหลวง สวนหย่อม สนามไชย ท่าเตียน และรอบพระบรมมหาราชวัง กทม.ได้ใช้ต้นไม้ประมาณ 5 แสนต้น ใช้งบดำนเนินการ 4 ล้านบาท ซึ่งต้นไม้ ไม้ดอก-ไม้ประดับ ที่ กทม.นำมาใช้ในการนี้ มีทั้งกล้วยไม้ขาว-ม่วง บานไม่รู้โรย ดาวกระจาย แววมยุรา ผักเสี้ยนฝรั่ง โดยการปรับแต่งรอบต้นมะขามและเสาไฟเป็นช่อระย้าจะเน้นดอกไม้สีขาว ซึ่งเป็นสีที่แสดงความบริสุทธิ์ แสดงออกถึงความอาลัยของพสกนิกรชาวไทยที่มีต่อพระองค์ท่าน ซึ่งในการดูแลรักษาเจ้าหน้าที่จะฉีดพ่นน้ำ และซ่อมแซมต้นไม้ตลอดเวลาจนแล้วเสร็จงานพระราชพิธีและจะเก็บไว้ให้ประชาชนชื่นชมความงดงามของต้นไม้ที่ตบแต่งไปจนถึงสิ้นเดือนนี้

สำหรับบรรยากาศที่ท้องสนามหลวงผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีพสกนิกรชาวไทยต่างมาจับจองพื้นที่เฝ้ารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จพระราชดำเนินบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในช่วงเย็นของวันนี้

โดยพื้นที่โดยรอบสนามหลวงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและตำรวจเทศกิจ คอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

ทั้งนี้ได้มีการประดับตกแต่งดอกไม้บริเวณต้นไม้ตลอดเส้นทางตั้งแต่ถนนราชดำเนินจนรอบสนามหลวง และสร้างประทับใจให้กับประชาชนที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายแสตมป์ เหรียญกษาป สายรัดข้อมือและพระบรมฉายาลักษณ์ ไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

ขณะเดียวกันในส่วนของกรุงเทพมหานคร เปิดให้ประชาชนเข้าถวายดอกไม้จันทน์ ที่ซุ้มรับดอกไม้จันทน์ 8 ซุ้ม บริเวณท้องสนามหลวงด้านททิศเหนือจำนวน 4 ซุ้ม บริเวณท่าช้างบนทางเท้า ฝั่งตรงข้ามพระแม่ธรณีบีบมวยผม ถนนราชดำเนินด้านข้างโรงแรมรัตนโกสินทร์ และด้านหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งแห่งละ 1 ซุ้ม ซึ่งจะเปิดให้วางดอกไม้จันทน์ในวันพรุ่งนี้(15 พ.ย.) ตั้งแต่เวลา 13.00 น.

ด้านนางบุญเรือน วังตาล อายุ 63 ปี เดินทาจากบ้านย่านลาดพร้าวเพียงลำพัง เพื่อมารอรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. นางบุญเรือนกล่าวว่า รู้สึกตื้นตันใจ ที่เห็นประชาชนเดินทางมาร่วมพระราชพิธีจำนวนมาก พร้อมทั้งยังอยากร่วมไว้อาลัย ระบุในวันพรุ่งนี้(15 พ.ย.) ตนจะเดินทางมาร่วมพระราชพิธีอีกครั้งตั้งแต่เช้าตรู่ เพราะที่ผ่านมาเคยเข้าถวายความจงรักถักดี เกือบทุกวันที่โรงพยาบาลศิริราชตั้งแต่ทรงพระประชวรและได้เข้าสักการะพระบรมศพด้วย

ขณะที่นางรัชนี อรุณรัตนนุกูล อายุ 56 ปี กล่าวว่า เดินทางมาจากที่ทำงานเขตสาธร พร้อมเพื่อนร่วมงาน 5 คน เพื่อไว้อาลัยและบันทึกภาพเป็นที่ระลึก ซึ่งทางกลุ่มตั้งใจจะเดินทางมาตลอด 3 วัน และวันนี้ตั้งใจมารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ เพราะอยากเห็นพระพักษ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี และรู้สึกตื้นตันใจมากที่เห็นประชาชนพร้อมใจสวมชุดดำมาร่วมงานพระราชพิธีจำนวนมาก



'มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง'ประดับดอกไม้สีฟ้าบริเวณทางขึ้นพระเมรุ


"มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง" นำผ้าคลุมไม้ดอกไม้ประดับบริเวณพระเมรุ ออกหมดทุกส่วนแล้ว ขณะที่กรมสรรพาวุธทหารบกตรวจสภาพพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถน้อย เป็นครั้งสุดท้าย

นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้นำผ้าคลุม ไม้ดอกไม้ประดับบริเวณพระเมรุ ออกหมดทุกส่วนแล้ว และยังได้มีการประดับดอกไม้สีฟ้าเพิ่มเติมบริเวณด้านหน้าทางขึ้นพระเมรุ เพื่อให้มีดอกไม้เต็มพื้นที่ และมีความสวยงามยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันกรมประชาสัมพันธ์ได้ทำหนังสือแจ้งการจัดนิทรรศการภายในพระเมรุ รวมทั้งขอความร่วมมือมายังกรมศิลปากร เพื่อขอให้นำ ราชรถน้อย พระยานมาศ และเครื่องประกอบในริ้วขบวนพระอิสริยยศ งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มาจัดแสดงที่บริเวณมณฑลพิธี ร่วมกับการจัดแสดงภาพศิลปกรรม พระประวัติ และพระกรณียกิจ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ของศิลปินทั้ง 84 ภาพ โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ 18-30 พ.ย. นี้


ด้าน พ.อ.ศักดา ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการกองงานช่างแสง ศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก กล่าวว่า คณะทหารช่างกรมสรรพาวุธทหารบก ได้ทำการตรวจสภาพพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถน้อย ก่อนใช้ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อน ระบบการห้ามล้อ พบว่า ราชรถ ทั้ง 2 องค์ มีสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้ในพระราชพิธีฯ ส่วนการเคลื่อนราชรถออกจากโรงราชรถนั้น ทางคณะทหารช่างจะเตรียมพร้อมราชรถตั้งแต่เวลา 03.00 น.ของวันที่ 15 พ.ย. จากนั้นจะเริ่มเคลื่อนราชรถไปยังจุดตั้งริ้วขบวนต่อไป


เกร็ดความรู้การสร้างพระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถ


พระมหาพิชัยราชรถ สำหรับอัญเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนัครินทร์ ไปยังพระเมรุมาศที่สนามหลวง ปรากฏบันทึกการสร้างในพระราชพงศาวดารว่า “...ปีเถาะ สัปตศกพระโองการรับสั่งให้ช่างทำพิชัยราชรถที่จะทรงพระโกศพระอัฐิ ๗ รถ ให้ตัดเสาพระเมรุตั้ง ทรงประดับเครื่องให้แล้วเสร็จในปีเถาะ” การสร้างขึ้นเพื่อการพระบรมศพพระปฐมบรมมหาชนก ใน พ.ศ. ๒๓๓๘ โดยโปรดให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบพระราชประเพณี ที่เคยมีมาครั้งกรุงศรีอยุธยา คือ มีขนาดสูง ๑,๑๒๐ เซนติเมตร ยาว ๑,๕๓๐ เซนติเมตร งานพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๓๙

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๔๒ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี สิ้นพระชนม์ ก็โปรดให้อัญเชิญพระโกศทรงบนพระมหาพิชัยราชรถออกพระเมรุอีกครั้งหนึ่ง นับจากนั้นพระมหาพิชัยราชรถก็ได้ถูกกำหนดให้เป็นราชรถเฉพาะ อัญเชิญพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินตลอดมา นอกจากนี้เพื่อให้การเคลื่อนย้ายเข้ากระบวนพระราชพิธีเป็นไปอย่างสะดวก และรู้สึกมีน้ำหนักเบาขึ้น ต่อมากรมศิลปากรได้เล็งเห็นความสำคัญและความงดงามของงานศิลปกรรมประณีตศิลป์ จึงได้บูรณะซ่อมแซมเสริมความมั่นคงแก่พระมหาพิชัยราชรถขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้มรดกงานศิลปกรรมนี้อยู่คู่กับชาติไทยต่อไป การบูรณะพระมหาพิชัยราชรถสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๕๓๐

เวชยันตราชรถ เป็นราชรถอีกองค์หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่ออัญเชิญพระศพ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ในงานพระเมรุคู่กับสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี ซึ่งทรงใช้พระมหาพิชัยราชรถ พ.ศ. ๒๓๔๒ เวชยันตราชรถมีขนาดสูง ๑,๑๗๐ เซนติเมตร ยาว ๑,๗๕๐ เซนติเมตร

ภายหลังงานพระเมรุ พ.ศ. ๒๓๔๒ แล้ว เวชยันตราชรถก็ถูกใช้เป็นราชรถรองในงานพระเมรุพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลต่อมา จนถึงงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาพระมหาพิชัยราชรถชำรุด ดังนั้นในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ จึงได้ใช้เวชยันตราชรถเป็นรถทรงพระบรมศพ โดยไม่มีราชรถรองในริ้วกระบวน

และแม้ในการพระเมรุอัญเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีใน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ก็ได้ใช้เวชยันตราชรถ เป็นรถอัญเชิญพระบรมศพ เมื่อวันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘ ซึ่งกรมศิลปากรก็ได้ซ่อมแซมเสริมความมั่นคง และตกแต่งความสวยงามด้วยการลงรักปิดทองประดับกระจกในการนี้ด้วย และได้ออกหมายเรียกว่าพระมหาพิชัยราชรถ

ในกระบวนแห่พระบรมศพไปยังพระเมรุมาศ นอกจากพระมหาพิชัยราชรถ และเวชยันตราชรถยังมีราชรถน้อยอีก ๓ องค์ ราชรถน้อยมีลักษณะคล้ายราชรถองค์ใหญ่ทั้งสององค์ คือมีส่วนตัวรถที่แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจก คานที่ยื่นออกมาเป็นรูปนาคราช บนราชรถมีบุษบกตั้งอยู่เช่นเดียวกัน เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก

ราชรถน้อยองค์หนึ่งใช้เป็นราชรถที่สมเด็จพระสังฆราชประทับ ทรงสวดนำกระบวนพระมหาพิชัยราชรถ ราชรถองค์ที่สอง เป็นราชรถโยงผ้าจากพระบรมโกศ จัดเป็นราชรถตามจากนั้นเป็นราชรถน้อยอีกองค์หนึ่ง ใช้เป็นรถสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ประทับ เพื่อทรงโปรยทานพระราชทานแก่ประชาชนที่มาเฝ้ากราบพระบรมศพตามทางสู่พระเมรุมาศ ต่อจากนั้นตามด้วยราชรถรอง คือ เวชยันตราชรถและรถประทับอื่น ๆ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าราชรถที่ใช้ในการพระบรมศพจริง ๆ มี ๕ องค์ ซึ่งล้วนสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และได้นำออกใช้งานพระเมรุมาศทุกรัชกาลจนปัจจุบัน โดยราชรถน้อยในกระบวนแห่พระบรมศพมี ๓ องค์ คือ สำหรับพระสงฆ์อ่านพระอภิธรรม ๑ โปรยข้าวตอกดอกไม้ ๑ และโยง ๑ในด้านสถาปัตยกรรมถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ของช่างที่ทำให้หลังคาดูเบา และสวยงามไม่เทอะทะ ตัวบุษบกหากจะเปรียบกับชั้นภูมิของจักรวาล ก็น่าจะเป็นชั้นอรูปภูมิได้ เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมโกศซึ่งบรรจุพระบรมศพ ซึ่งเปรียบได้กับวิญญาณที่ไม่มีรูป ก็น่าจะเข้ากับคติความเชื่อนี้ได้ กับทั้งเป็นการเทิดพระบารมีแห่งองค์ในพระบรมโกศ ซึ่งเปรียบเสมือนทรงเป็นเทพในสัมปรายภพนั่นเอง

ราชรถโถง สำหรับอัญเชิญพระโกศพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ ตัวราชรถเป็นไม้จำหลักรูปพญานาค ลงรักปิดทอง เทียมลากด้วยม้า สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ราชรถโถง สำหรับอัญเชิญพระโกศพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ ตัวราชรถเป็นไม้จำหลักรูปพญานาค ลงรักปิดทอง เทียมลากด้วยม้า สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์

ที่มา : เวปไซด์ ๒๕๕๑ โครงการเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์


กรมศิลปฯส่งมอบพระโกศทองคำทรงพระอัฐิและช่อดอกไม้จันทน์ให้สำนักพระราชวัง


กรมศิลปากรส่งมอบพระโกศทองคำลงยาสีประดับพลอยทรงพระอัฐิและช่อดอกไม้จันทน์ ให้แก่สำนักพระราชวังแล้ว

น.อ.อาวุธ เงินชูกลิ่น ประธานคณะทำงานออกแบบและจัดสร้างพระเมรุ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พร้อมด้วย นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหารกรมศิลปากร ได้ส่งมอบพระโกศทองคำลงยาสีประดับพลอยทรงพระอัฐิ และช่อดอกไม้จันทน์สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ในการพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้แก่สำนักพระราชวัง โดยมี นางพรจันทร์ นุกุลประดิษฐ์ ที่ปรึกษาสำนักพระราชวัง เป็นตัวแทนรับมอบ

น.อ.อาวุธ กล่าวว่า การดำเนินงานของคณะทำงานฝ่ายจัดสร้างพระเมรุ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุ และการบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถ และพระยานมาศ ในส่วนของกรมศิลปากร ดำเนินการเรียบร้อยแล้วทั้งหมด ต่อจากนี้กรมศิลปากร จะมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของเจ้าหน้าที่ดูแลการอัญเชิญพระโกศ เทียบเกรินบันไดนาค ขึ้นสู่พระจิตกาธานบนพระเมรุ รวมทั้งช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จะประจำฉากบังเพลิง และปิดม่าน เพื่อรอการเปลื้องพระโกศทองคำออก และรอประกอบพระโกศจันทน์


พลังประชาชนจะต้องถูกยุบ เพราะเรื่องหยุมหยิม?



คอลัมน์ : ตาต่อตาฟันต่อฟัน

โดย ศุภชัย ใจสมุทร

ภายในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ พรรคพลังประชาชนพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จะต้องยื่นคำชี้แจ้งแก้ข้อกล่าวหาในคดีที่อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค

เหตุที่อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องดังกล่าวเนื่องมาจาก นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคในขณะนั้นได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 53 ซึ่งเมื่อรองหัวหน้าพรรคได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายนั้น จึงถือได้ว่าพรรคพลังประชาชนได้กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550

การกระทำที่อ้างว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย คือ กรณี นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนันตำบลจันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย และกลุ่มกำนันในอำเภอแม่จันได้พบกับ นายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 และอ้างว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้เงินหรือทรัพย์สินแก่ นายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ และกลุ่มกำนันเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง คือ น.ส.ละออง ติยะไพรัช และนายอิทธิเดช แก้วหลง

ไม่ว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้อ้างพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือและน่ารับฟังสักเพียงใด แต่ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้มีมติให้ใบแดงกับการกระทำที่อ้างถึงนั้น และศาลฎีกาก็มีความเห็นพ้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช และให้ในเหลืองกับ น.ส.ละออง ติยะไพรัช

ซึ่งนี่คือที่มาในการที่อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคพลังประชาชนและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ได้บัญญัติว่า หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อถือได้ว่าหากกรรมการบริหารพรรคผู้ใดมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลย หรือทราบว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ทำให้เชื่อว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

แปลความง่ายๆ ก็คือเมื่อเชื่อได้ว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชนไม่มีส่วนรู้เห็นหรือถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีนี้คือถูกกล่าวหาว่าซื้อเสียง ดังนั้นพรรคพลังประชาชนก็จะต้องถูกยุบ และหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกคนก็จะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาห้าปีด้วย

ผมไม่ทราบว่าพรรคพลังประชาชนจะมีข้อต่อสู้อย่างไรบ้าง เพราะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามผมได้แสดงความเห็นแง่มุมทางกฎหมายเกี่ยวกับการตีความกรณีการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารผ่านคอลัมน์ “ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย” นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 94 ที่จะวางแผงพรุ่งนี้ หากแฟนานุแฟนสนใจก็หาซื้อมาอ่านกันได้ ซึ่งความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นในเชิงข้อกฎหมายล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับคดีพรรคพลังประชาชน

อย่างไรก็ตามมีข้อเท็จจริงบางประการที่ผมเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องนำมาให้บรรดาคอการเมืองที่ติดตามเรื่องนี้ได้นำไปฉุกคิดประกอบการพิจารณา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีแล้ว จะได้มีความเห็นคล้อยตาม หรือไม่เห็นด้วย ซึ่งมีอยู่หลายเรื่องในคดีพรรคพลังประชาชน

อาทิ กรณีที่อ้างว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้กระทำความผิดนั้น เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2550 ซึ่งวันดังกล่าวนายยงยุทธ ยังมิได้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ดังนั้นหากนายยงยุทธได้กระทำการเช่นว่านั้นจริง ก็ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการจูงใจให้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้ เพราะวันนั้น นายยงยุทธ ยังมิใช่เป็น “ผู้สมัคร” กรณีจึงเป็นการขาดองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ที่บัญญัติไว้เฉพาะ “ผู้สมัคร” เท่านั้น และถึงแม้ว่าในที่สุดศาลฎีกาได้เชื่อแล้ว นายงยุทธ ได้กระทำจริง เป็นการกระทำของนายยงยุทธโดยแท้แต่เพียงลำพัง พรรค หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวกับนายยงยุทธ ที่ตรงไหน ผมเชื่อว่าหากพรรคพลังประชาชนได้ล่วงรู้ว่า นายยงยุทธได้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยให้เงินกับกำนั้นทั้งหลาย เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงให้พรรคคงไม่ดันทุรังส่งนายยงยุทธ ลงสมัครต่ออย่างแน่นอน

นอกจากนี้ข้อเท็จจริงที่อ้างเป็นเหตุแห่งการร้องการคัดค้านการเลือกตั้งของนายยงยุทธนั้นได้เกิดและสิ้นสุดลงในวันที่ 25 ตุลาคม 2550 ซึ่งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคไม่ได้รู้เห็นด้วย ดังนั้นหากจะพิจารณาจากถ้อยคำตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าท่านทั้งหลายที่ว่านี้ มารู้เอาภายหลัง แล้วจะไปยับยั้งหรือแก้ไขได้อย่างไรล่ะครับ ก็มันจบไปแล้วนี่ ดังนั้นจะบอกให้พรรคต้องรับผิดจนต้องถูกยุบ และต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รู้เห็นด้วย ก็ดูประหลาดนะครับ เพราะเท่ากับว่าการกระทำผิดของคนคนเดียวจะนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองที่ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนมากได้ กรรมการอื่นที่ไม่รู้เห็นและระมัดระวังดูแลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ขณะที่มีการเลือกตั้งก็จะต้องโดนเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งด้วย

สิ่งที่พิลึกอย่างยิ่งก็คือ ดูเหมือนว่ามีการตีความเหมือนกันว่า การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นคือ “การซื้อสียง” โดยเฉพาะหากนั่นคือการกระทำของกรรมการบริหารพรรค ซึ่งนับว่าเป็นวิธีคิดที่พิสดารพันลึกพิลึกกึกกือเป็นอย่างยิ่ง เพราะความเป็นจริงแล้วแม้การซื้อเสียงเป็นสิ่งเลวร้าย แต่คงไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ได้อำนาจการปกครองประเทศอย่างผิดวิถีทางหรอกครับ ก็กฎหมายได้บัญญัติลงโทษเล่นงานผู้ซื้อเสียงไว้แล้ว แต่จนถึงขนาดต้องยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารด้วยนั้น ถือเป็นการทำลายสถาบันทางการเมืองที่สำคัญที่ขาดเหตุผลที่จะอธิบายสังคมโลกเขาได้นะครับ

หากเปรียบเทียบคดีนี้กับคดียุบพรรคไทยรักไทยจะเห็นได้ว่า มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดถึงพฤติกรรมหรือการกระทำที่อ้างว่าได้กระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง คดีพรรคไทยรักไทยนั้นคงปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อกล่าวหาเรื่องจ้างพรรคเล็กลงสมัครนั้นดูจะสาหัสสากรรจ์เอาการ เพระดูเป็นมหกรรมที่คึกคักยิ่งใหญ่ และเป็นไปได้ที่จะบอกว่าการกระทำเช่นว่านั้น ถึงขนาดที่จะทำให้ได้อำนาจการปกครองประเทศที่ฝืนแนวทางประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แต่กรณีพรรคพลังประชาชนที่เป็นการกระทำแบบหยุมหยิม ที่พรรคการเมืองแทบทุกพรรคก็โดนกัน เพียงแต่บางพรรคกรรมการบริหารก็รอดตัวไปด้วยเมตตามหานิยม พรรคจึงไม่ต้องถูกร้องให้ยุบพรรคด้วย ทั้งๆที่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นโจ่งครึ่มและรุนแรงยิ่งกว่าด้วยซ้ำ

เมื่อการพิจารณาคดีจะเริ่มต้นก็คงจะฝากความหวังไว้กับศาลสถิตยุติธรรม อย่างศาลรัฐธรรมนูญว่า จะธำรงความยุติธรรมไว้ได้อย่างไร บ้านเมืองจะต้องสะดุดหยุดลงหรือก้าวเดินต่อไปก็อยู่ที่ท่านล่ะครับ ก็หวังว่าเรื่องหยุมหยิมอย่างคดีนี้ คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะวินิจฉัยให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย