WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 17, 2008

“ประชาธิปไตย-ลิปสติก” (“แดมโมแครต” หรือ “แดมโนแครต”!?!)


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


หนังสือที่แฟนๆ รอคอยที่ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” เปิดให้แฟนๆ ได้จองซื้อกันแล้วที่ www.vattavan.com ระวัง...ชักช้าสินค้าหมดแน่!

ตัวจะพยายามเก็บอาการก็จริง แต่แววตาของเขานั้นก็ฟ้องชัด ด้วยไม่สามารถซ่อนความรู้สึกเศร้าสร้อยอาลัย เพราะเสียดายในตำแหน่งที่นำมาซึ่งชื่อเสียงและความสุข แต่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งด้อยสมรรถภาพ มุ่งเอาแต่งานประชาสัมพันธ์ เพื่อการสร้างภาพของตนเป็นหลัก ทั้งยังขาดทักษะในการบริหารราชการงานแผ่นดิน ไม่รอบรู้ในตัวบทกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติของทางราชการ ในที่สุดลงเอยด้วยการนำมาซึ่ง “ชื่อเสีย” และความทุกข์อันใหญ่หลวง มาสู่ทั้งตัวนายอภิรักษ์เอง และครอบครัว

นี่เป็นสัจธรรมที่ “การเมือง” อาจนำมาซึ่งความมั่งคั่ง จะตามน้ำหรือทวนน้ำก็แล้วแต่บุคคล แต่หากเผลอไผล ด้วยโง่เขลาเบาปัญญา ‘คุก’ หรือ ‘เรือนจำ’ ก็จะถามหา และหากท่านที่ติดตามข้อเขียนของผมมาโดยตลอด ว่าผู้เขียนได้ยืนยันมั่นคงว่า ประตูคุก เปิดอ้ารอคอย นายอภิรักษ์อยู่แล้ว!

จึงอยากให้นักการเมือง โดยเฉพาะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มองนายหล่อเล็กเป็นตัวอย่างกันเอาไว้ให้ดีๆ เพราะเรื่องทุจริตโกงกิน ที่จะเป็นคดีความกับอดีตนักการตลาดอย่างนายอภิรักษ์ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้ ด้วยเรื่องที่ถูกกล่าวหายังมีอีกเป็น

เข่งๆ ที่พนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนพิเศษ ได้สอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และที่กำลังดำเนินการตามคำร้องก็มี

ตัวอย่างเช่น กรณีรถบีอาร์ที ซึ่ง คุณหญิงณัฐนนท์ ทวีสิน อดีตปลัด กทม. กล่าวหา ที่มีหลักฐานแน่นปั๋ง ซึ่งใครก็ตามที่เคยสอบสวนคดีทุจริต หากได้เห็นพยานหลักฐานที่คุณหญิงอดีตปลัดนำเสนอแล้ว ก็คงได้แต่ลูบอก พร้อมกับอุทานออกมา ว่า “ตาย...คาคอกแน่ๆ!”

การลาออกครั้งนี้ มีสีสันขึ้นมาหน่อย ก็ตรงที่นายอภิรักษ์พยายามใช้การกลบเกลื่อนเรื่องทุจริตด้วยการประกาศลาออก โดยอ้างว่าจะเป็นการสร้างมาตรฐานทางการเมืองใหม่ อย่าง The Nation หนังสือพิมพ์ภาษาปะกิต ที่เชียร์ประชาธิปัตย์สุดลิ่มทิ่มประตู ใช้คำพาดหัวว่า I quit to set political standard : Apirak หรืออย่างมติชนก็พูดคล้ายๆ กันว่า"อภิรักษ์" โชว์สปิริตลาออกผู้ว่าฯ กทม. ปชป. เสียงแตก "เทพเทือก-ชวน" ค้าน "มาร์ค" กล่อมสร้างการเมืองใหม่
พอบอกว่าเป็นการโชว์สปิริตเท่านั้น เสียงชาวบ้านจำนวนมาก ที่ส่งมาโพสต์ตามเว็บไซต์ต่างๆ ก็บอกว่า นี่ไม่ใช่เป็นการโชว์สปิริต หากแต่เป็นการ “จำนนต่อหลักฐาน” พูดอีกทีก็คือการ “ยอมยกธงขาว แต่โดยดี” เพราะ...หนทางที่จะดิ้นรนต่อไป...ไม่มีอีกแล้ว!

ใช่แต่แค่นั้น ความวัวยังไม่หาย ความจัญไรยังเข้ามาแทรกอีก เพราะ “เสี่ยอ่างแตก” ดันออกมาเปิดเผย ให้หนังสือพิมพ์พาดหัวการยื้อวันลาออก ของนายอภิรักษ์อีกว่าชูวิทย์' แฉ! ผีโต๊ะจีน 300 ล.'หล่อเล็ก 'ยื้อ7วัน' เคลียร์ตั๋ว' จ่าย ปชป.

ดูเหมือนว่า จะเป็นไปตามข้อสงสัยของผู้คน ที่คิดกันว่า การที่นายอภิรักษ์ หน้าด้านกลับมาสมัครเป็นผู้ว่าฯ กทม.ทั้งๆ ที่มีหอกเรื่องทุจริตติดหลังโดเด่มาเล่มเบ้อเร่อ ก็เพียงเพื่อหาโอกาสมาระดมทุนให้พรรคเท่านั้น เพราะเมื่ออยู่ในตำแหน่งคราวก่อน ได้ระดมทุนด้วยการเลี้ยงโต๊ะจีนแบบเดียวกัน แต่รับตำแหน่งหนนี้ ต้องเร่งลงมือหาทุน เพราะกลังติดตะรางก่อน อีกทั้ง กทม. นั้น เป็นแหล่งโอเอซีสสุดท้าย ของฝ่ายค้านดักดานที่ชื่อ...“ประชาธิปัตย์”

มาถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่ กทม. รู้ชัดเจนว่า นายอภิรักษ์ไม่มีวันที่จะหวนกลับมานั่งในตำแหน่งที่ให้คุณให้โทษกับพวกเขาได้อีกแล้ว จึงออกมาให้ข้อมูลกับคู่ปรับ จนนายชูวิทย์ ได้ออกมาให้ข่าวว่า “...รู้ว่าวันนี้ที่นายอภิรักษ์ยังไม่ออก เป็นเพราะโต๊ะจีนยังไม่เลิกรา แมสเซนเจอร์ยังส่งบิลมาไม่หมด ตอนนี้ต้องรอเคลียร์อะไรบางอย่าง นายอภิรักษ์จะออกก็ออกเลยวันนี้ กทม. ไม่มีนายอภิรักษ์แค่คนเดียวก็สามารถจัดงานได้

โต๊ะจีนโต๊ะละหนึ่งล้านมีแต่ผู้รับเหมาทั้งนั้น โดยแบ่งเป็น ถ้าเป็น ผอ.สำนักของเขตเล็กเอา 1 โต๊ะ ผอ.สำนักเขตใหญ่ 2 โต๊ะส่วน ผอ.สำนักโยธา 3 โต๊ะ โต๊ะละ 1 ล้านจึงเป็นที่มาของการอยู่ต่ออีก 7 วัน...”

ไม่น่าเชื่อว่า การสะดุดด้วยเรื่องคดีความครั้งนี้ของนายอภิรักษ์ทำให้ “สันดอนแห่งสันดาน” ของพรรคเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์ ก็โผล่ยอดโด่เด่ ออกมาให้ผู้คนเห็นกันอย่างชัดแจ้ง แดงกระแจ๋แหว เลยทีเดียวเชียว!


ตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ ในฐานะที่อยู่ในวงการสอบสวนคดีข้าราชการทุจริตมายาวนาน ผมได้เขียนบทความเตือนสตินายอภิรักษ์ว่า ลาออกเพื่อแสดงสปิริตเสียจะดีกว่า เพราะหลักฐานมันชัดเจนเหลือเกินแล้ว!

ใครอยากรู้ต้องไปหาอ่านเอง ในหนังสือของวาทตะวัน ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” ที่เพิ่งเปิดจองหมาดๆ ตามภาพปกที่ท่านเห็นอยู่นี้ อ่านแล้วจะรู้ว่า การที่สมาชิกพรรคเก่าแก่ จะยกคำว่า “สปิริต” ทั้งๆ ที่พวกตนเองนั้น อย่างดีพวกเขา แค่สะกดคำๆ นี้ถูก แต่คงไม่เข้าใจความหมาย

ดังนั้น การที่พวกเขาจะแอบอ้างเอาคำดีๆ อย่าง Sprit มาหาเครดิตจากชาวไทยนั้น
ไม่ถูกต้อง...เด็ดขาด!!

วันนี้ ถ้าไม่พูดถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายค้านก็เห็นจะไม่ครบถ้วนกระบวนความ เพราะไม่กี่วันมานี้ นายเทพเทือกออกมาแถลงว่า นายมาร์ค ม.7 นั้น เทียบเทียมได้กับนาย “โอบามา” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยเรียกว่าเป็น “โอบา-มาร์ค” และนายเทือกคงไม่รู้ว่า “บักยะใส” แห่งม็อบสังคัง ที่ยังคงยึดทำเนียบ สร้างปฏิกูลให้บ้านเมือง เคยยกตัวเองว่าเป็น “โอบามา เมืองไทย!” อย่างไม่เคอะเขินมาแล้วเหมือนกัน ครั้งนั้นผู้คนได้หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง แต่ชาวบ้านไม่นึกว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะยกย่องหัวหน้ามาร์คของตัว เลียนแบบไอ้ยะใสมัน ผู้คนจึงพากันหัวเราะครื้นเครงกับ “มุกควาย” ที่ฝ่ายค้านดักดานได้นำเสนอออกมาครั้งนี้

การแอบอ้างของ ป.ช.ป. เห็นว่านายอภิสิทธิ์เป็นคนหนุ่มเหมือนโอบามา และเป็น CHANGE หรือการเปลี่ยนแปลงสำหรับการเมืองไทย คำว่า CHANGE หรือสโลแกนเต็มๆ คือ CHANGE WE CAN BELIEVE IN (การเปลี่ยนแปลง ที่เราเชื่อได้) คือ หัวใจในการหาเสียงของนายโอบามา คำพูดยกย่องเทียบชั้นนายโอบามานั้น ทำให้เช้าถัดจากวันระดมทุนของประชาธิปัตย์ อ.สุขุม นวลสกุล ถึงกับหัวร่อคิกคักในรายการโทรทัศน์ พลางบอกว่า...โอบามาน่ะ “CHANGE” แต่อภิสิทธิ์ นั้น “CHUAN” ผมหัวเราะไปกับอาจารย์ แล้วนึกแย้งท่านอาจารย์อยู่ในใจว่า น่าจะเป็น CHAINED จะเหมาะมากกว่า Chained to Chuan ที่แย้งก็เพราะว่า นายอภิสิทธิ์ นั้น “ผูกติด” กับหัวนายชวน ไม่ว่าจะเป็นแนวความคิดที่ลอกเลียนหรือท่าทางการแสดงออกที่พยายามก๊อบปี้ เพราะนายหัวชวนนั้นเป็น Idol ของนายมาร์คแกนั่นเอง ดังนั้น ภาพนายอภิสิทธิ์ ถูกล่ามโซ่ติดกับนายชวนนั้น ติดแน่นปึ้กอยู่ในความคิดของผมเลยทีเดียว

พอข่าวโอบามารก์ออกไป มีเพื่อนของผมที่ไม่ค่อยจะสนใจการเมืองโทร.มาหัวร่อเอิ๊กอ๊ากชอบใจ เพราะเห็นข่าวพรรค ปชป. ฝันว่าอภิสิทธิ์เหมือนโอบามาแล้ว ได้แต่ร้องว่า "โอ-บ้า-มาร์ค"... "โอ้-บ้า-มาก!!!"

แถมยังฝากให้พวก ปชป. ทำอะไรอย่างนี้บ่อยๆ เพราะจี้เส้นดี ดูเข้าท่าเข้าทางมากกว่าเวลา ปชป. เสียดสี ขี้อิจฉา หรือพากันโหนกระแสเป็นไหนๆ ผมเองนั้นเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นถนัดนัก เรื่อง “ความจริงครึ่งเดียว” (Half Truth) จึงพยายามหาส่วนเหมือนระหว่างโอบามาและนายอภิสิทธิ์มาพูด เช่นเปรียบเทียบว่า ทั้งคู่เป็นนักการเมืองหนุ่มเหมือนกัน การศึกษาก็ดีเหมือนๆ กันอีก แถมชื่อประชาธิปัตย์นั้น ในภาษาอังกฤษใช้ Democrat เหมือนพรรคเดโมเครต ที่นายโอบามาสังกัดอยู่ แต่ผมว่า ผู้คนที่เขาสนใจในการบ้านการเมือง ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประชาธิปไตยได้แค่ชื่อ ทั้งนี้เพราะพวกเขา ปฏิเสธไม่ยอมรับ...เสียงข้างมาก! นอกจากนั้น เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร ดันไปเลือกยืนอยู่ข้างพวกยึดอำนาจไปจากประชาชน...น่าอายนัก! ใช่แต่แค่นั้นนะ พรรคนี้ยังไม่นิยมการเล่นการเมืองในสภา ยังดันส่ง ส.ส. สังกัดพรรคพวกตนไปร่วมก่อ “ม็อบสังคัง” แถมคนโตในพรรคยังทะลึ่งไปสนับสนุนพวกนอกกฎหมายนี้ อย่างออกหน้าออกตา ทำให้ผู้คนพลอยคัน เหมือนเป็นสังคังในหัวใจไปด้วย เท่านั้นยังไม่พอ...

บรรดาสมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส. กลับร่วมมือกับม็อบด้วยการไม่ยอมเข้าร่วมประชุมสภา แถมมีภาพสมาชิกออกไปยืนกันแนบแน่นกับแก๊งกวนเมือง ที่บุกเข้ายึดสภาที่พวกตนเป็นสมาชิกอยู่ สร้างปัญหาให้ชาติบ้านเมืองเข้าไปอีก ช่างน่าเกลียด น่าชัง เสียนี่กระไร! ผู้คนในบ้านในเมือง ออกมาก่นด่า พากันประณามว่า เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่แท้ๆ กลับทำเหมือนตัวเองเป็นแค่ อ่านแล้วจะรู้ว่า การที่สมาชิกพรรคเก่าแก่ จะยกคำว่า “สปิริต” ทั้งๆ ที่พวกตนเองนั้นอย่างดีพวกเขาแค่สะกดคำๆ นี้ถูก แต่คงไม่เข้าใจความหมาย ดังนั้น การที่พวกเขาจะแอบอ้างเอาคำดีๆ อย่าง Sprit มาหาเครดิตจาก ชาวไทยนั้นเป็นแค่ “กระเป๋ง” ของพวกม็อบสังคัง! เรียกว่าโหนทั้งทหารปฏิวัติและโหนพวกพันธุ์มาร เพียงเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล แล้วอย่างนี้จะมาพูดว่า พวกตัวเป็นพรรคที่ยึดมั่นประชาธิปไตยนั้น เห็นทีจะพูดลำบาก เหม็นขี้ฟันเปล่าๆ! จึงขอแนะนำนายมาร์ค ม.7 ว่า พรรคของยูนั้น ไม่สมควรใช้ภาษาอังกฤษว่าพรรค Democrat ให้เสียชื่อ เพราะคำว่า demo นั้นมีรากจากภาษากรีก แปลว่า “ประชา”และในเมื่อเสียงประชาไม่สำคัญสำหรับ ปชป. ก็ขอแนะนำให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ เป็น Damocrat หรือ Damnocrat

โดยเอาคำว่า damn ซึ่งมีหลายความหมายว่า“เจ๊ง แช่ง สาป ประณาม อัปรีย์ ระยำ ฉิบหาย วินาศ” มาไว้ข้างหน้าแทน demo หรือ “ประชา” จะได้...รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย! อยากจะบอก บรรดาสมาชิกพรรคเก่าแก่ว่า ที่ต่างกันมาก ระหว่างโอบามากับ โอบ้า-มาร์คนั้น คือ โอบามาใช้ช่วงเวลาทำงานเพื่อสังคมนานกว่า 10 ปี ก่อนที่จะหันมาเล่นการเมือง ในขณะที่โอ้บ้ามาร์คของ ปชป. ใช้เวลาช่วงสั้นๆ สอนหนังสือ และเป็นเหตุให้ผู้คนนินทาว่า

ยอมสอนหนังสือเพียงเพื่อจะหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร แล้วก็ตรงเข้าสู่การเมือง ข้ามหน้าข้ามตาคนในพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงต้น จากนั้นก็ดูจะเฝ้าแต่พยายามห้อยโหนขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯ ทางลัด เพราะไม่ยินดีที่จะสู้ในสนามการเมืองอย่างโอบามา ผู้ซึ่งต้องทำอย่างเหงื่อไหลไคลย้อย ส่วนโอบ้า-มาร์ค นั้น ยิ่งดูยิ่งเห็นได้ชัดว่าหนูมาร์ค...ไม่ชอบเหนื่อย

หนูมาร์ค...รักสบาย
หนูมาร์คเป็น...ลูกท่านหลานเธอ...

อยากได้ตำแหน่ง...ที่มีคนใส่ถาดมามอบให้ ระหว่างคอยเวลาเป็นนายกฯ หนูมาร์คแกจีบปากจีบคอ พูดถึงประชาธิปไตย แต่ระบอบประชาธิปไตยสำหรับหนูมาร์คนั้น เป็นแค่ “ประชาธิปไตย-ลิปสติก” ที่เคลือบ ไว้บนริมฝีปาก เพราะทาแล้วดูหล่อเหลา แต่ผิดร่องผิดรอยการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ทำให้หลายคนเห็นว่า ประชาธิปไตยในใจหนูมาร์ค คงเป็นแค่ ประชาธิปไตยชนิด...ไม่เสียเหงื่อ! ช่างสมกับที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ตั้งชื่อมาตั้งแต่เกิดว่า “อภิสิทธิ์” เพราะจะทำอะไรๆ ก็ดูเหมือนอยากได้แต่ “อภิสิทธิ์” ไปเสียทั้งหมด ขนาดถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษ ชาติแม่บทประชาธิปไตย แต่ลงท้ายกลับดูเหมือน “เข้าแถวไม่เป็น” คิดแต่จะลัดคิว แซงคิว หรือผลักคนอื่นให้พ้นทางไปเท่านั้น

แปลกแท้ๆ ชื่อ “อภิสิทธิ์” ก็ดันจะมี “อภิสิทธิ์” ในการเป็น "โอบ้า-มาร์ค" เสียอีกแน่ะ แต่จะให้เป็นนักประชาธิปไตย และเป็นลูกผู้ชายอย่างโอบามานั้น... หมดสิทธิ์!!

ยังไงก็ต้องขอบใจ ที่ทำให้ได้หัวเราะได้ แม้ ‘ยู’ จะไม่ตั้งใจก็ตามนะหนูมาร์ค!!!

มหาสามขัน


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ช่วงนี้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับไหนเป็นต้องได้เจอบทค่อนแคะแกะเกาอาการบ้ามนต์ดำของ “ศาสดาลิ้ม” ไม่มากก็น้อย จุดเปลี่ยนที่ทำให้ตาสว่างไม่มีอะไรมากกว่า “6 โกเต๊กซ์” และ “1 ขันน้ำมนต์”

มองย้อนกลับอีกมุม ก็ทั้งตลกและน่าสมเพช เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศาสดาลิ้มออกอาการแปลกๆ ไม่น่าไว้วางใจ ท่าทีรวมถึงจุดยืนทางการเมืองหลายครั้งก็สะท้อนออกมาทั้งทางตรงทางอ้อม ทั้งสิ่งที่พี่แกปราศรัย ทั้งคนที่เลือกไปปฏิสัมพันธ์ แต่คนไทยหลายคนกลับมองไม่เห็น หรือเห็นก็ไม่คิดจะใช้สมองตรองดูด้วยปัญญาว่าอะไรบ้าอะไรดี

นี่ถ้าโกตั๊บแกไม่หลงตัวจนก้าวพลาดไปเอง ก็คงยังมีหนังสือพิมพ์เขียนเชียร์ทั้งทางตรงทางอ้อมอยู่เหมือนเดิม นึกแล้วเวทนา

จนบางทีก็อดนึกไม่ได้ว่า สภาพบ้านเมืองเรานี้ช่างขึ้นอยู่กับปลายปากกาผู้ที่เรียกตัวเองว่า “สื่อมวลชน” เสียเหลือเกิน แล้วแต่ว่าเขาจะพิพากษาชี้ถูกชี้ผิดให้ไปทางไหนก็ได้ ถ้าสื่อมีความหลากหลาย มีทางเลือกให้ผู้อ่านก็ดีไป แต่ที่ผ่านมาก็เห็นอยู่ว่าสื่อส่วนใหญ่เลือกเกาะกลุ่มกันไป แม้แต่เรื่องหลักการง่ายๆ อย่างหลังรัฐประหาร 19 กันยายน ก็เลือกจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว หาความหวังอะไรไม่ได้เลย

สื่อใหม่จำพวกอินเตอร์เน็ตหรือสื่อทางเลือกเวลานั้น จึงฮอตฮิตขึ้นมาได้ระยะหนึ่ง เพราะคนสิ้นหวังในสื่อกระแสหลักกันเกือบหมด

แม้แต่หลังเลือกตั้ง “เสียงข้างมาก” ก็ยังถูกสื่อบางส่วนทำให้ไร้ค่ากลายเป็นแค่พลเมืองผีที่เห็นแก่ของเซ่นไหว้เป็นครั้งคราว ทั้งที่สื่อเหล่านั้นก็ชอบถ่มถุยคำว่า “ประชาชน” แต่กลับทำให้คนเสื้อแดงที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิมีค่าเท่ากับโจรปล้นชัยในนาม พันมะมิด เสียอย่างนั้น

ถ้าพันทะมิดไม่หันไปกัดมันเอง ก็คงไม่รู้สึกเจ็บจนต้องเปลี่ยนมาเป็นป้องกันตัวและตำหนิติเตียนพันทะมิดอย่างที่เราเห็นๆ กันหรอก

นี่คือความน่าเจ็บใจที่คนไทยต้องทนรับกับน้ำหน้าผู้ที่เรียกตัวเองว่าสื่อ...

ปัจจัยเจริญหรือล่มจมของระบอบประชาธิปไตยประเทศนี้ มันก็วัดกันได้ที่ “สำนึก” ประชาธิปไตยของสื่อส่วนมากนั่นแหละ


อย่าฉวยโอกาส...ปฏิวัติ !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

คอการเมืองบางคนไม่เชื่อว่า ประเทศไทยจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นอีกแล้ว เพราะทหารเข็ดขยาดกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แต่ผมแย้งกับไปว่า ท่านไม่รู้เลยหรือว่า กองทัพคิดอะไรอยู่? และความต้องการของกองทัพคืออะไร
เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม หากใครรู้เบื้องลึก เบื้องหลัง แล้วคงจะต้องหดหู่สะเทือนใจอย่างแน่นอน

กรณีที่มีรายงานข่าวว่า หลังจากวันที่ 16 พฤศจิกายน เป็นต้นไป จะมีการก่อความวุ่นวายขึ้น ก็ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจกันไปพอสมควร แม้จะเสียหายทางด้านเศรษฐกิจอยู่มาก แต่ก็ถือเป็นการเตือนภัยกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากตกเป็นเหยื่อของคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาล บ้านเมืองก็จะเสียหายมากกว่านี้หลายเท่า

คุณอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย บอกว่า บ้านเมืองเราในยามนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ เนื่องจากอำนาจรัฐไม่เข้มแข็ง รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจผ่านหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

ดังจะเห็นได้จากกรณีที่พันธมิตรฯ พกพาอาวุธสงครามและก่อเหตุรุนแรงต่างๆ ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตำรวจก็ไม่สามารถเข้าไประงับเหตุการณ์ได้

จากสาเหตุดังกล่าว จึงทำให้มีการคาดการณ์กันว่ามีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์ แต่ประกาศไว้ก่อนเลยว่าหากมีการสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงบานปลาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถคุมสถานการณ์ไว้ได้ จนทำให้ทหารออกมายึดอำนาจนั้น

“คนเสื้อแดงทั้งประเทศจะออกมารวมตัวกัน เพื่อต่อต้านการรัฐประหารอย่างถึงที่สุด”
ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่า สภาพบ้านเมืองเราที่บอบช้ำขนาดนี้ ยังมีทหารบางกลุ่มอยากจะออกมาปฏิวัติซ้ำๆ ซากๆ โดยอ้างเหตุผลว่า “บ้านเมืองถึงทางตัน”

แม้เหตุการณ์บ้านเมืองจะเลวร้ายแค่ไหน การเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง เพราะทุกคนต่างซาบซึ้งกันดีว่าการปฏิวัติทำให้บ้านเมืองฉิบหาย

ฉุกคิดกันสักนิดว่า เหตุการณ์ 19 กันยายน ทำให้ประเทศไทยและคนไทยทุกระดับเสียหายยับเยินทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

มิหนำซ้ำ คณะปฏิวัติยังตั้งสภายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีเนื้อหาทำลายความมั่นคงทางการเมืองของประเทศในอนาคต ทิ้งให้เป็นมรดกอีกด้วย

ทำให้อนาคตประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอไปอีกนาน และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ และคนไทยในวงกว้าง

ดังนั้น วันนี้จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “การปฏิวัติ” ไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหา!

สิ่งที่อยากแนะนำคือ “ระบอบประชาธิปไตย” ที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันรักษา โดยเฉพาะกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

วันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับรัฐบาล ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยต้องช่วยกันรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษริตย์ทรงเป็นประมุข และให้กำลังใจรัฐบาล ช่วยกันจับตา และเฝ้าระวังไม่ให้ทหารยึดอำนาจ หลังจากนี้หากวันไหนมีการสร้างสถานการณ์เกิดขึ้น

พวกเรา “คนเสื้อแดง” ต้องออกมารวมพลังที่ท้องสนามหลวงให้มากที่สุด!



มาเฟียตัวจุ้น!!


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ


ทุกซอกหลืบ ในอณูแห่งหัวใจแล้ว ไม่มีใคร มีความ “รัก” ใน “ครอบครัว” ยิ่งใหญ่ครอบจักรวาลไพศาล เท่ากับ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” หรอกจะบอกให้รู้...เห็นได้จาก ปฏิบัติการสายฟ้าฟาด หย่าขาด “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ชินวัตร ภรรยาผู้เอกอุ ใครจะดูว่า “อดีตผู้นำทักษิณ” เตียงหัก รักสลาย มลายหายสิ้นไปแล้ว??
ถือว่าคิดผิดถนัด ชัดเจนเป็นที่สุด

การ “หย่า” ที่มีฤกษ์อุบัติขึ้นในครั้งนี้... “พ.ต.ท.ทักษิณ” เสียสละ เพื่อไม่ให้ “คุณหญิงอ้อ” ต้องเจอะเจอมรสุมชีวิตการเมือง ที่ถาโถมถล่ม เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย

เหมือนสมัยหนึ่ง ที่ “ท่านทักษิณ” ทำธุรกิจพังเค้เก้ไม่เป็นท่า ถึงขั้นเป็นคนล้มละลาย!!

ท่านก็หย่าแยกทาง.. ยอมโดยดุษณี ที่จะเป็น “ผู้ต้องหา” เพียงลำพัง เพียงคนเดียวไม่ให้ “คุณหญิงอ้อ” ภรรยาที่เคารพ พบกับโชคชะตาในด้านร้าย เหมือนตัวเอง เมื่อฟันฝ่าเมฆหมอกแล้ว ก็กลับมาจดทะเบียนสมรส เหมือนเดิม ในฐานะสามีที่ดี“

ฉะนั้น มิตรรักแฟนเพลง ที่รักและเชื่อมั่นในตัว “อดีตนายกฯทักษิณ” อย่าได้ไปประหวั่นพรั่นพรึงว่า เพราะนี่ก็คือการเสียสละ ของ “ท่านทักษิณ” ต่อ “คุณหญิงอ้อ” อีกครั้งหนึ่ง...

ขั้นที่แตกหัก รักคุด ยากที่จะประสานเป็นเนื้อเดียวกันได้??

ก็เรื่องภายใน “พรรคเพื่อแผ่นดิน” 1 ในพรรคพันธมิตรร่วมรัฐบาล กับ “นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์” นั่นแหละ.....

ยามนี้, “พรรคเพื่อแผ่นดิน” แตกกันเละ ยิ่งกว่าโจ๊กดัง สามย่านเสียอีก!!

และผู้ที่คอยตอกลิ่ม ทิ่มตำทำให้ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” เกิดความล่มสลาย ณ คาบนี้ ก็มาจากน้ำมือ “มิสเตอร์ พ.พาน” และ “มิสเตอร์ ป.ปลา ตากลม”....ที่สร้างความระส่ำ ระสาย แตกเป็นฝักฝ่าย ยากเย็นแสนเข็ญต่อการเยียวยา

โดยบุรุษชายทั้งสอง ที่กล่าวมานี้...เขาคืออดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี??
เมื่อหอบหิ้ว มาอยู่ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ได้รวบหัว รวบหาง กินกลาง ตลอดตัว ยึดอำนาจใน “พรรคเพื่อแผ่นดิน” เป็น “มาเฟีย” ตัวร้ายขนานแท้อยู่ในเวลานี้!!

โดยคิวโหดที่เขาสร้างเรื่องขึ้น ด้วยการฆ่าตัดตอน ไม่ให้ “พล.อ.ธงชัย เอื้อสกุล” รองหัวหน้าพรรค ผู้มีความอาวุโส ก้าวขึ้นมาเป็น “รัฐมนตรี” ใน “รัฐบาลสมชาย 1”ด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายซิกแซ็ก ..และแหกด่านมะขามเตี้ย สามารถล็อบบี้ ผลักดัน “นายทุนพรรค” ก้าวขึ้นมาเป็น “รัฐมนตรี” อย่างสบายใจเฉิบ ปล่อยให้คนมากประสบการณ์ ทำงานเสียสละให้พรรค.. อย่าง “พล.อ.ธงชัย เอื้อสกุล” ถูกลอยแพ แช่แข็ง ไม่ได้เป็น “รัฐมนตรี” เสียงั้นแหละ...
รวมทั้ง พี่น้องร่วมสายโลหิต กับ “คุณพี่สุชาติ ตันเจริญ” หัวหน้ากลุ่ม “บ้านริมน้ำ” ...คือ “คุณพี่พิเชษฐ์ ตันเจริญ” ส.ส.ฉะเชิงเทรา ซึ่งโหนเถาวัลย์ เข้ามาเป็น “รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์” โชว์กึ๋นทำงาน เข้าตากรรมการ เป็นอย่างมาก(ส์)ถูกเขี่ยตกกระป๋อง ไม่ได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีเหมือนเก่า??

ต้องยอมรับว่า “นาย พ.พาน” และ “นาย ป.ปลา”เป็น “มาเฟีย” ที่สามารถ บงการเขี่ยให้ใครต่อใคร หลุดสนามแม่เหล็กได้ ตามน้ำใจ อำเภอชอบ

แม้แต่คุณหญิงใหญ่ “ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยันต์” ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ “คุณพี่สุรเกียรติ์ เสถียรไทย” คนดีมีคุณภาพคับแก้ว ซึ่งส่งเสลี่ยงไปหาม นำ “ม.ร.ว.กิติวัฒนา” มาลงสมัครกับพรรค.....

ได้หมายมั่นปั้นมือ ส่งราชนิกูลชั้นสูงท่านนี้ เข้ามาเป็น “รัฐมนตรี” ก็ต้องรับประทาน “แห้ว” ไปตามระเบียบ อีกเหมือนกัลล์ล์ล์ เมื่อ “มาเฟีย นาย พ.พาน และ นาย ป.ปลา” กีดกันชนิดไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหม
จนทำให้ “คุณพี่สุรเกียรติ์ ” หมดกำลังใจฮึด!!

ถอดใจ ใส่เกียร์ถอยหลัง จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ไปด้วยความเซ็ง

ที่ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น แทนที่ “นาย พ.พาน” และ “นาย ป.ปลา” จะหยุดพฤติการณ์ “มาเฟีย” สร้างรอยด่าง แก่พรรคเพื่อแผ่นดิน เพียงเท่านี้......

กับเข้าไป “จุ้น” และ “แจ๋” สาระแน ยุ่มย่าม ก้าวก่ายงาน ของ “คุณพี่ดอกเตอร์มั่น พัธโนทัย” รัฐมนตรีไอซีที ซึ่งฝากผลงานดีเด่น เอาไว้มิใช่น้อยจน “พณะท่านรัฐมนตรีมั่น” อึดอัดหาวเรอ ชะเง้อเหี้ยน จนบอกไม่ถูก
เพราะ “นาย พ.พาน” และ “นาย ป.ปลา” สมองเท่าหางอึ่ง แต่กลับทะลึ่ง เข้ามาล้วงลึกทำงานแทน อย่างไม่รู้เท่าทัน ว่าสมองของตนนั้นมี “ขีดจำกัด” เพียงเท่าใด?.....

และล่าสุดเท่าที่รู้มา ในการเลือก “หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน”..ในการชิงธง หาคนเข้ามาแทน “คุณพี่สุวิทย์ คุณกิตติ” ที่ถอนสมอ ขอลาออก จากตำแหน่งไป

นาย พ.พาน” และ “นาย ป.ปลา” ยังเติมเชื้อฟืนเชื้อไฟ ให้แก่ “พรรคเพื่อแผ่นดิน”
ด้วยการใช้กำลังภายใน ดันก้นเต็มพิกัด ให้ “คุณพี่สุรเดช ยะสวัสดิ์” ส.ส.สัดส่วน เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค??
ไม่รู้ว่า “นาย พ.พาน –นายป.ปลา” จะหยุดรามือ เป็น “มาเฟีย” ใน “พรรคเพื่อแผ่นดิน” เมื่อไร ก็ไม่รู้ สิคุณพี่!!!
แต่ที่แน่ๆ พฤติการณ์ อันเป็นรอยด่างของเขา...
เราจะเอามาเขย่า...สาวไส้ให้กากินกันอีกที????


'พัลลภ'รีเทิร์นรองผอ.รมน.สยบเดรัจฉานวิชา!


กองทัพจูบปากรัฐบาล 'พัลลภ' รีเทิร์น คืนเก้าอี้รองผอ.รมน. เหตุทหารไม่พอใจ 'โกตั๊บ' จาบจ้วง! คาดเข้า ครม.พุธนี้ ด้านนายกฯยังอุบไต๋ 'ณัฐวุฒิ' ไม่สนอดีตเคยขัดแย้ง ระบุพร้อมร่วมงานหากทำเพื่ออนาคตชาติ 'มหา 5 ขัน' ปากกล้าขาสั่น ไม่สนซี้เก่าขันอาสากาวใจ! ไม่วายตะกายหาทางลง แบะท่าเจรจา

จากกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ออกมาระบุว่า เตรียมเข้าไปช่วยงานรัฐบาลใน กอ.รมน.เพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น วันนี้ (17 พ.ย.) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า กรณีที่ พล.อ.พัลลภ จะกลับเข้ามาทำงานใน กอ.รมน.เพื่อดูแลการชุมนุมขอกลุ่มพันธมิตรฯ ตนไม่ขอเอ่ยถึงคนๆ นี้ แต่หากรัฐบาลจะใช้กลไลอำนาจ กอ.รมน.เข้ามาจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯ เชื่อว่าจะเป็นการซื้อเวลาและคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่รัฐบาลกลับจะยิ่งสร้างปัญหามากขึ้น เพราะ กอ.รมน.เป็นหน่วยงานที่รักษาความมั่นคงภายในประเทศ ดังนั้น จึงต้องดูว่ารัฐบาลจะกำหนดและมอบนโยบายอย่างไร ทั้งนี้ เห็นว่าผู้ที่เข้ามาแก้ปัญหาไม่ควรเป็นผู้ที่สร้างปัญหา

"เราไม่ได้พูดว่า กอ.รมน.จะเข้ามาแก้ปัญหาไม่ได้ แต่เราพูดว่ารัฐบาลเป็นผู้สร้างปัญหา ควรจะแก้ที่ตัวรัฐบาลไร้คุณธรรม มาเข่นฆ่าประชาชน ไม่ใช่เอาข้อกฏหมายหรือใช้องค์กรอื่นมาแก้ไข จะถือว่าเป็นการซื้อเวลาของรัฐบาล อย่างไรก็ดี กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดกั้นเรื่องเจรจา เพราะหากรัฐบาลให้คนที่รู้เรื่องและเข้าใจกลุ่มพันธมิตรฯ มาเจรจาก็พร้อมเจรจาด้วย เพียงแต่ต้องส่งคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเข้ามาเจรจา" พล.อ.พัลลภ กล่าว

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีระแสข่าวระบุว่า รัฐบาลจะมอบให้ พล.อ.พัลลภ มาช่วยเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯว่า “เรื่องการเจรจาเห็นว่ามีคนกลางอยู่ คือเครือข่ายสานเสวนาได้ทำอยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะนัดกันอย่างไร ซึ่งผมยืนยันว่าเห็นด้วยถ้าจะมีการพูดคุยกัน เพราะทุกคนควรจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองเป็นหลัก

ทั้งนี้ ทำเนียบรัฐบาลเป็นสมบัติของชาติ มาจากภาษีประชาชน ทำเนียบรัฐบาลไม่ใช่ของรัฐบาล ของผมหรือของใครทั้งนั้น ผมก็อยากจะขอร้องให้ช่วยกันคิดเรื่องนี้หน่อย”

เมื่อถามว่า ตกลงมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะให้ พล.อ.พัลลภ มาเป็นผู้ช่วย ผอ.กอ.รมน. นายสมชาย ปฏิเสธที่จะให้คำตอบ

ขณะที่ พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ขณะนี้ทางหน่วยยังไม่ได้รับทราบเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งหากจะให้มาทำหน้าที่ดังกล่าวจริงก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. จะเป็นผู้พิจารณาตามมาตรา 5 วรรค 4 ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่ง ผช.ผอ.รมน. ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือข้าราชการในสังกัด กอ.รมน.และต้องผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการอำนวยการจำนวน 22 คน ส่วนความคืบหน้าการจัดโครงสร้างใหม่ของ กอ.รมน. ว่า คาดว่าคณะรัฐมนตรีน่าจะอนุมัติได้ในสัปดาห์นี้หลังจากที่มีการเสนอมาหลายครั้งแล้ว

ทางด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ครม.จะมีมติตั้ง พล.อ.พัลลภ เป็น รอง ผอ.รมน หรือไม่นั้น ตนได้ทราบเฉพาะจากทางสื่อสารมวลชนเท่านั้น ยังไม่ได้ยินนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติจากนายกรับมนตรีโดยตรง ซึ่งการตั้งหรือไม่ตั้ง ผู้หนึ่งผู้ใดมาปฏิบัติหน้าที่นั้นเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี แต่หากมีการแต่งตั้งจริงก็จะต้องดูว่าจะให้ พล.อ.พัลลภ ดูแลรับผิดชอบส่วนไหนอย่างไร แต่เท่าที่ฟังจากข่าว พล.อ.พัลลภ นั้นเป็นผู้กระตือรือร้นที่จะเข้ามาช่วยเหลือวิกฤติของประเทศ เพียงแต่วิธีการหรือขั้นตอนอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ แต่หากใครมีความตั้งใจจะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนอย่างไรก็สามารถช่วยเหลือได้

"ผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะบอกได้ว่า การแต่งตั้ง พล.อ.พัลลภ เข้ามาอีกครั้งนั้นเหมาะสมหรือไม่ แต่การกระตืนรือร้นของ พล.อ.พัลลภ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่จะช่วยเหลือวิกฤติของประเทศ แต่การจะให้อยู่ในตำแหน่งไหนอย่างไร อยู่ที่ผู้เกี่ยวข้องจะพิจารณา"

เมื่อถามถึงความขัดแย้งกับ พล.อ.พัลลภในอดีตนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ครั้งหนึ่งอาจจะมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันอย่างเปิดเผย แต่ในส่วนของการทำงาน นั้นตนไม่อยู่ในฐานะของคนที่มีความเห็นว่า สะดวกจะทำงานกับใครหรือไม่สะดวกจะทำงานกับใคร และคงไม่ตั้งแง่ระแวงว่า พล.อ.พัลลภจะมาเป็นไส้ศึกหรือไม่ เพราะหากไปตั้งแง่อย่างนั้นประเทศคงจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ สำหรับส่วนตัวหากใครมีวิธีคิดที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เป็นประชาธิปไตยและการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองแล้วก็สามารถร่วมงานกันได้ สำหรับอดีตใครยืนอยู่ตรงไหนอย่างไรนั้นไม่สำคัญ เพราะวันนี้เราพูดกันด้วยอนาคตของบ้านเมือง

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวระดับสูงภายในกองทัพ เปิดเผยว่า กรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า พล.อ.พัลลภ จะกลับมาดำรงตำแหน่งรอง ผอ.รมน.นั้น มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงกว่าร้อยเปอร์เซ็นแล้ว เนื่องจากทั้งรัฐบาลและกองทัพได้พูดคุยกันจนตกผลึกแล้ว โดยจะมีการแต่งตั้งภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นการประชุม ครม.ในวันพุธที่ 19 พ.ย.นี้ ทั้งนี้ สาเหตุที่กองทัพมีความเห็นตรงกันกับรัฐบาล เนื่องจากทหารส่วนใหญ่ไม่พอใจการกระทำของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กรณีที่นำผ้าอนามัยไปวางไว้บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า อย่างไรก็ดี พล.อ.พัลลภ ยืนยันว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯด้วยแนวทางสันติวิธี ส่วนจะสามารถเคลียร์กับ พล.ต.จำลองได้หรือไม่นั้น เชื่อว่าในฐานะที่เป็น จปร.7 รุ่นเดียวกัน ก็น่าจะมีการพูดคุยกันได้ ส่วนเรื่องความเห็นที่ไม่ตรงกันนั้น คงเป็นขั้นตอนของการเจรจา ซึ่งน่าจะช่วยให้ลดบรรยากาศความตรึงเครียดในสังคมลงในระดับหนึ่ง

แฉ‘นักรบศรีวิชัย’มือบึ้ม!‘ม็อบคลองเตย’


คุ้ยปมบึ้ม!ตลาดคลองเตย เจ้าของสัมปทานรายใหม่แฉ!มือป่วนสร้างสถานการณ์ ปลุกระดมมวลชนฮือต้านแผนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ย้ำ 'มาเฟียคลองเตย' เจ้าของตลาดเก่าสูญเสียผลประโยชน์นับร้อยล้าน ปูดคลิปวีดีโอฉาว! ชี้ตัวมือระเบิดคล้าย ‘นักรบศรีวิชัย’

จากกรณีผู้ค้าตลาดคลองเตยชุมนุมประท้วง ปิดถนนรัชดาภิเษกใกล้แยกพระราม 4 ตั้งแต่เมื่อช่วงสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อเรียกร้องความสนใจจากรัฐบาลให้ช่วยเข้ามาแก้ไขปัญหา

หลังจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เปิดประมูลให้บริษัทเอกชนเข้ามาพัฒนาพื้นที่บริเวณตลาดคลองเตย โดยจำแนกสัญญาไว้ คือ หลังที่ 1 (ตลาดผ้า) พื้นที่จอดรถยนต์ริมคลองหัวลำโพง ถนนพระรามที่ 4 (ตลาดอ่างทอง) รวมทั้งตลาดคลองเตยหลังที่ 2 (ตลาดสหกรณ์ฯ) ตลาดคลองเตยหลังที่ 3 (ตลาดโต้รุ่ง) และตลาดลานพื้นคอนกรีต (ตลาดหลังคาผ้าใบ) ย่านเขตคลองเตย รวมเนื้อที่ประมาณ 10.18 ไร่ เพื่อใช้ในกิจการตลาดและส่วนประกอบของตลาด

ซึ่งการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้อนุมัติให้ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลโครงการพัฒนาพื้นที่ตลาดคลองเตย ตามสัญญาเลขที่ ต. 001/2551 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2551

ทั้งนี้ ได้มีการชี้แจงให้กับผู้ค้าทุกรายในตลาดคลองเตย ทราบว่าการท่าเรือฯ ไม่ประสงค์ที่จะต่อสัญญาให้กับผู้เช่าตลาดรายเก่า (ผู้รับสัมปทานเดิม) โดยมีการประกาศ “เปิดประมูล” ให้ผู้ที่สนใจเข้าประมูลงานพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2551 เพื่อวางเกณฑ์กำหนดที่เหมาะสมในการประมูล

โดยมีเอกชนเข้ายื่นซองราคา จำนวน 6 ราย ได้แก่ 1.บริษัท เอ็ม เอ็ม พี โค้ทติ้งฯ 2.บริษัทโซพลัสฯ 3.บริษัทมหาโชคชัยฯ 4.บริษัท อี.เอ็ม.บิสซิเนสฯ 5.บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนลฯ และ 6.บริษัท แอ็กโกรคอมเมอร์สฯ

สำหรับเกณฑ์ที่การท่าเรือตีกรอบไว้ ในส่วนการให้คะแนนด้านเทคนิค ต้องไม่ต่ำกว่า 75% ก่อนที่จะคัดเลือกผู้เสนอค่าตอบแทนรวมสูงสุดเป็นผู้ชนะการประมูล ซึ่งบริษัทบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนลฯ ได้รับสัมปทานบริหารและพัฒนาพื้นที่ตลาดคลองเตย เป็นระยะเวลา 10 ปี

จากเรื่องดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจจากผู้เช่ารายเก่า ที่เคยมีผลประโยชน์อยู่ในพื้นที่ “ตลาดคลองเตย” เพราะได้ผูกขาดสัญญาเช่าพื้นที่กับการท่าเรือแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2507 จนเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วง โดยกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ค้าในตลาดคลองเตย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ ทำให้ทราบว่า...มีคนอยู่สองกลุ่มที่มีความขัดแย้งกันเกิดขึ้น คือ ผู้รับสัมปทานรายใหม่ ที่เพิ่งทำสัญญากับการท่าเรือแห่งประเทสไทย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 และกลุ่มที่สูญเสียผลประโยชน์จากการเข้ามาถือครองพื้นที่ของเอกชนรายใหม่

โดยกลุ่มที่ปักหลักประท้วงอยู่นั้น ได้มีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ 1. ให้การท่าเรือฯ ยกเลิกสัญญากับเอกชนผู้ชนะการประมูลงานพัฒนาพื้นที่บริเวณตลาดคลองเตย 10.18 ไร่ มูลค่า 613.59 ล้านบาท ข้อ 2. ให้ปลดนายพิเชฐ มั่นคง ออกจากตำแหน่งผู้ช่วย ผอ.การท่าเรือฯ โดยอ้างว่าเป็นตัวตั้งตัวตีในการทำสัญญา 3. เรียกร้องให้รัฐบาลต้องจัดการขับไล่กลุ่มบุคคลที่แต่งชุดซาฟารีออกไปให้พ้นตลาดคลองเตย และ 4. ให้รัฐบาลต้องจัดตั้งคณะกรรมการบริหารตลาดที่มีตัวแทนผู้ค้า ตัวแทนชุมชนย่านคลองเตย และผู้แทนจากรัฐบาล เข้ามาเป็นกรรมการ

ต่อเรื่องดังกล่าว นายธรรมนัส พรหมเผ่า ตัวแทนบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟรสชันแนลฯ เจ้าของสัมปทานพัฒนาพื้นที่ตลาดคลองเตยรายใหม่ มีข้อชี้แจงว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริษัทฯรู้สึกเสียใจมาก ขอยืนยันว่าบริษัทฯไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลในการบริหารพื้นที่ตลาดจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อย่างถูกต้อง มีการลงนามสัญญากับ กทท.เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอแผนบริหารตลาดภายใน 180 วันตามสัญญา ถือว่าขั้นตอนในการปฏิบัติตามสัญญายังไม่ครบถ้วน บริษัทจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปก่อเหตุความวุ่นวายทำให้มีผู้บาดเจ็บแต่อย่างใด

“แต่ทั้งนี้ ในการเข้าบริหารพื้นที่ ได้มีกลุ่มผู้ที่เสียผลประโยชน์ ที่ไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้า ได้ทำการขัดขวางทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้บริษัท ลีเกิ้ลฯ เข้าทำงานตามสัญญา จนเป็นเหตุให้บริษัทลีเกิ้ลฯ ต้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับบุคคลที่ไม่เคารพกฎหมาย”

ต่อมากลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลปกครองกลางระงับการดำเนินงานตามสัญญาของการประมูลในครั้งนี้

โดยศาลปกครองกลางมีคำสั่ง “ให้ยกคำร้อง” ขอไต่สวนฉุกเฉิน และศาลฯยังมีคำสั่ง “ไม่รับคำฟ้อง” ไว้พิจารณา และออกคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารระบบความ คดีหมายเลขดำที่ 1548/2551 และ คดีหมายเลขแดงที่ 1355/2551 ลงชื่อประทับตุลาการเจ้าของสำนวน 1.นายประพจน์ คล้ายสุบรรณ ตุลาการศาลปกครองกลาง 2.นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง 3. นายสมภพ ผ่องสว่าง ตุลาการศาลปกครองกลาง ลงวันที่ 1 ต.ค.2551

ขณะเดียวกัน บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนลฯ ได้ทำหนังสือประกาศแจ้งพ่อค้าแม่ค้า ให้ทราบถึงประกาศการชนะประมูลของ ซึ่งมีหนังสือแจ้งว่า จะไม่มีการขึ้นราคาค่าเช่าแผง รวมถึงไม่มีการขับไล่ผู้ค้า ที่ปฏิบัติตามสัญญาเช่า หรือการกระทำใดๆ ที่จะไม่ทำให้พ่อค้าแม่ค้า ต้องสูญเสียประโยชน์

ทั้งนี้ได้มีการสอบถามไปยัง นายพิเชฐ มั่นคง ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมีการชี้ว่า การดำเนินการบริหารตลาดคลองเตย การท่าเรือฯได้ยกเลิกสัญญาของคู่สัญญารายเดิม 3 รายไปแล้ว และได้ลงนามในสัญญากับบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชันแนลฯ เรียบร้อยแล้ว

“การชุมนุมเกิดจากที่กลุ่มผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยเช่าพื้นที่ของ กทท.ไม่พอใจที่ กทท.ไม่ยอมต่อสัญญาให้ตามที่กลุ่มผู้ประกอบการรายเดิมร้องขอ ถือว่าไม่ชอบธรรม เพราะที่ผ่านมากลุ่มผู้ประกอบการรายเดิมเช่าพื้นที่ของ กทท.ตั้งแต่ปี 2507 เช่าปีละ 12 ล้านบาท ล่าสุดผู้เช่ารายเดิมขอให้ กทท.ต่อสัญญาให้อีกสองครั้งๆละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่ทาง กทท.เห็นว่าตลาดควรได้รับการปรุงปรุงใหม่เป็นตลาดที่ถูกสุขอนามัยมากขึ้น จึงต้องการเปิดให้มีการประมูลเพื่อให้เอกชนที่มีความพร้อมในการพัฒนา ปรับปรุงตลาดให้เป็นไปตามที่กทท.ต้องการ และผู้ประกอบการรายเดิมก็มีสิทธิเข้ามาร่วมประมูล แต่ไม่ยอมเข้ามาประมูล เมื่อมีรายใหม่เข้ามาดำเนินการแทนจึงเกิดความไม่พอใจจึงเป็นเหตุให้เกิดการชุมนุมขึ้น” ผู้ช่วย ผอ.การท่าเรือฯ ระบุ

‘คลิปวีดีโอ’แฉมือระเบิดหน้าคล้ายนักรบศรีวิชัย

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลางดึกวันที่ 13 พย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดบริเวณตลาดคลองเตย จากการตรวจสอบมีผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บรวม 12 ราย โดยระหว่างนั้นได้มี “คลิปวีดีโอ” ที่บันทึกได้ ชี้ให้เห็นใบหน้าของผู้ต้องสงสัยที่เข้าร่วมกลุ่มกับม็อบผู้ค้าคลองเตย มีลักษณะใกล้เคียง “นักรบศรีวิชัย” ที่ทำหน้าที่ “การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” โดยมีการพกอาวุธ และมีการพันผ้าพันคอสีเหลืองปิดหน้าปิดตา เพื่ออำพรางตัว

และขณะนี้ ได้มีการรวบรวมหลักฐานต่างๆ รวมทั้งวีดีโอคลิปในที่เกิดเหตุ เพื่อยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่ระบุว่า มีการจ้างวานชาวบ้านมาชุมนุม โดยจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้วันละ 800 บาท ซึ่งเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีกลุ่มคนร้ายขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ค้าตลาดคลองเตยซึ่งมาปักหลักชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณแยกคลองเตย ตัดถนนพระราม 4 จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 13 ราย ซึ่งเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของคืนวันที่ 13 พ.ย.

ทั้งนี้ หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่จงใจขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมนั้นมีความต้องการอะไร จะเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ เพราะในคืนวันเกิดเหตุ แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มได้หายตัวไปตั้งแต่เวลา 24.00 น. ทั้งที่ก่อนหน้านี้เหล่าบรรดาแกนนำจะปักหลักอยู่ในเต๊นท์ชุมนุมตลอดทั้งคืน และหลังจากเกิดเหตุระเบิดทราบจากแม่ค้าในตลาดว่า มีแกนนำคนหนึ่งได้พูดออกโทรโข่งว่า หากแม่-พ่อค้าคนใดเข้าร่วมโครงการกับบริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด ตลาดจะโดนระเบิดอีกลูก สร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้าในตลาดเป็นอย่างมาก

ขณะที่ บริษัท ลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลพัฒนาและบริหารพื้นที่ตลาดท่าเรือ-คลองเตย และได้รับสญญาลงทุน บริหารและประกอบการจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามสัญญาเลขที่ ต.001/2551 ในวันที่ 29 ตุลาคมแล้วนั้น ทางบริษัทได้มีนโยบายที่จะพัฒนาตลาดท่าเรือคลองเตยทุกตลาดให้มีสภาพดี โดยมีแผนปรับปรุงตลาดตามข้อสัญญที่ยื่นไปในซองประมูล ทั้งนี้บริษัท ลีเกิลฯยังคงให้สิทธิ์กับแม่ค้า พ่อค้าที่ค้าขายจริงในตลาดเป็นเจ้าแผงเอง โดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าแผงรายวันเหมือนเมื่อก่อน

นอกจากนี้ ทางบริษัท ลีเกิ้ลฯได้แจ้งไปยังผู้ค้าว่าทางบริษัท จะไม่ทำการเก็บค่าเช่าและค่าธรรมเนียมต่างๆจากผู้ค้าทั้งหมดทุกราย แต่ยังมีการเรียกเก็บค่าเช่าแผงจากผู้ค้าคนเดิม ซึ่งคู่สัญญาเก่าได้ถูกบอกยกเลิกไปแล้ว ขณะที่มีการข่มขู่จากกลุ่มมาเฟียที่มาเก็บเงิน หากไม่จ่ายก็ไม่มีสิทธิขาย

ทางด้าน นายนิติธร ล้ำเหลือ ตัวแทนสภาทนายความ ได้เข้าไปตรวจสอบและได้พูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการอะไรทำไมมีการชุมนุมยืดเยื้อ กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านว่าทางบริษัทลีเกิ้ลฯเป็นบริษัทที่ชนะการประมูลมาอย่างไม่โปร่งใส ด้านนายนิติธรจึงได้เข้าไปตรวจสอบและพูดคุยกับนายธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานกรรมการบริษัทลีเกิ้ล โปรเฟสชั่นแนล จำกัด

ซึ่งนายธรรมนัสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายละเอียดการประมูลทั้งหมด ซึ่งในการร่วมประมูลมีบริษัทที่เข้าร่วมการประมูลทั้งหมด 6 บริษัท และบริษัทของตนก็เป็นบริษัทที่การท่าเรือเลือกให้เข้ามาพัฒนาตลาด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัท ลีเกิ้ล ฯชนะการประมูล กลุ่มพ่อค้าเก่าได้จ้างวานกลุ่มมาเฟีย มาก่อกวนพ่อค้า แม่ค้าในตลาด ไม่ให้เข้าร่วมโครงการกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่ประมูลได้

นายนิติธร กล่าวว่า หลังจากทราบข้อมูลที่ทั้งสองฝ่ายชี้แจง ก็จะรวบรวมหลักฐานนำไปตรวจสอบซึ่งคาดว่าจะทราบข้อเท็จจริงเร็วๆนี้

ขณะที่รายงานข่าวแจ้งว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่มีการปักหลักชุมนุมอยู่นั้น ไม่ใช่พ่อค้า แม่ค้าที่ค้าขายอยู่ในตลาดคลองเตยจริง แต่เป็นกลุ่มผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการประมูล


จ่อฟันกมธ.ตำรวจผลาญงบดูงาน ปชป.ลุกลี้ลุกลนแก้เกี้ยว

ผลาญงบดูงานเมืองจีนพ่นพิษ กมธ.ยุติธรรมฮึ่มเชือดหากพบละเลงเงินหลวงอย่างไร้ประโยชน์ ขอเวลาเช็กบิลหลังส่งรายงานประธานสภา เด็ก ปชป.แจงปากสั่น อ้างใช้งบน้อยกว่า

คณะอื่นทั้งที่ทริปเที่ยวตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไม่ถูกบรรจุลงในโปรแกรมดูงานแม้แต่วันเดียว เตรียมนัดแก้เกี้ยวสัปดาห์นี้ กรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ แต่คณะกรรมาธิการการตำรวจ ที่มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน กลับมีแผนไปดูงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน กลางเดือน ธ.ค. ที่ปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน-หังโจว-เซี่ยงไฮ้ รวม 7 วัน 6 คืน โดยสายการบินไทย ที่นั่งชั้นหนึ่ง พักโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว แต่กลับไม่ได้บรรจุโปรแกรมการดูงานแม้แต่วันเดียว นอกจากคณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะเดินทางฟรีด้วยงบประมาณของกรรมาธิการแต่ละคณะแล้ว ส.ส.และส.ว.แต่ละคนยังสามารถเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าพาหนะ รวมทั้งค่าเช่ายานพาหนะ ค่าเชื้อเพลิงหรือพลังงานสำหรับยานพาหนะ ค่าระวางบรรทุก ค่าจ้างคนหาบหาม ค่ารับรอง ค่าของขวัญ ค่าเครื่องแต่งตัวและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นเนื่องในการเดินทางอีกด้วย โดยจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่าย 3,100 บาทต่อวัน และกรณีมิได้เบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทางเหมาจ่ายให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 4,500 บาทต่อวันอีกด้วย

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงในกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่ได้ผลาญงบประมาณแผ่นดินอย่างที่ตกเป็นข่าว โดยสามารถตรวจสอบหลักฐานกับทางคณะกรรมาธิการฯว่ามีการกำหนดงบประมาณในการเดินทางเท่าไร ซึ่งตนมองว่าคณะกรรมาธิการของตนเมื่อทำการเทียบเคียงกับคณะอื่นๆถือว่ามีการใช้งบประมาณที่น้อยที่สุดแล้ว ทั้งนี้ตนไม่หนักใจกับการกล่าวหาเพราะคนที่เอามาเปิดเผยไม่รู้จริง

ถามว่ารายละเอียดการเดินทางนั้นมีแต่สถานที่ท่องเที่ยวโดยไม่ได้ระบุถึงการดูงาน นายเฉลิมชัยชี้แจงว่า พูดกันตามจริงไม่มีใครดูงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งก็ต้องมีพักผ่อนบ้างแต่ว่าตนไม่มีพ็อคเกตมันนี่ให้แต่อย่างใด จำนวนเงินที่นำมาใช้ก็เป็นส่วนของคณะกรรมาธิการต้องมีการให้ประธานสภาทำการเซ็นอนุมัติ และนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเพราะการเดินทางดูงานในต่างประเทศต้องทำหนังสือไปยังกระทรวงต่างประเทศ และทำหนังสือชี้แจงไปยังสถานฑูตในประเทศนั้นๆด้วย ดังนั้นทุกอย่างมีขั้นตอนตามระเบียบขั้นตอน

เมื่อถามว่าทำไมต้องเดินทางไปดูงานที่ประเทศจีน นายเฉลิมชัยตอบว่า เป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการเดินทางน้อยที่สุด เมื่อถามว่าไม่ใช่ได้เดินทางเพื่อไปดูพัฒนาการระบบตำรวจของประเทศจีนหรือ นายเฉลิมชัยถึงกับลนลานและตอบว่า ตนก็ต้องเดินทางไปดูการทำงานของตำรวจที่ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ เพื่อเอามานำเสนอและพัฒนาในระบบข้าราชการ

ตำรวจของประเทศไทย ซึ่งที่เซี่ยงไฮ้ก็เป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจอยู่แล้วอย่างไรก็ตามตนจะเร่งให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ใช้ในการเดินทางเพื่อทำการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนโดยจะให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้

"การเดินทางไปประเทศจีนครั้งนี้มีกรรมาธิการร่วมแจ้งจำนง11-12 คน เลขาธิการอีก 1 คน ส่วนผู้ที่ติดตามไปก็ต้องจ่ายค่าเดินทางเองทั้วหมด เมื่อเทียบกับการดูงานที่ยุโรปและแถบอื่นแล้ว ของผมน้อยกว่าเยอะ ผมไม่แน่ใจว่าเอาผมมาเป็นเป้าหรือเปล่าแต่ขอยืนยันได้ว่าตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมาไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยในการเรื่องเงินๆทองๆ เรื่องนี้ผมก็เฉยๆนะ ถ้ามีคนตั้งใจทำให้ผมเสียชื่อ " นายเฉลิมชัยกล่าว

ขณะที่นายประชา ประสพดี ประธานกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนรัฐสภา กล่าวว่า การไปดูงานแต่ละครั้งต้องไปเพื่อให้เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองมากที่สุดอย่านำเงินงบประมาณแผ่นดินไปละเลง ซึ่งการไปดูงานแต่ละครั้งเมื่อกลับมาทางคณะที่ไปดูงานต้องทำรายงานส่งประธานสภา ว่าได้อะไรกลับมาจากการดูงาน ซึ่งหลังจากนั้นเราก็จะคอยดูกันว่าการไปดูงานตามที่คณะกรรมมาธิการไปนั้นได้ประโยชน์จริงหรือไม่ เพราะจะให้ตนวิพากษ์วิจารณ์ตอนนี้คงไม่เหมาะสม



รากหญ้าเฮลั่น! พปช.ย้ำ“ทักษิณ”โฟนอิน10ธ.ค.นี้


การันตี 'ทักษิณ'โฟนอินประกาศจุดยืนทางการเมือง 10 ธ.ค.นี้ 'จตุพร'อ้อนแฟนคลับเสื้อแดงให้อดใจรอฟัง 'นพดล'สับพรรคสะตอบ่างช่างยุ ปั่นกระแสสร้างความแตกแยกให้บ้านเมือง พปช.แฉถูกมือมืดล็อกเป้ายุบพรรคหวังประหารทางการเมือง แย้มแผนสำรองเปลี่ยนตัวนายกฯ ก่อนถูกสั่งยุบ ลั่นไม่คิดสั้นยุบสภาแน่นอน เหน็บ คมช.ทำบ้านเมืองผิดปกติ

จากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ประจำประเทศไทย โดยระบุว่า เตรียมโฟนอินเข้ารายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ครั้งที่4 ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ภายหลังได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากประชาชนจำนวนมาก ในการโฟนอินครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.51

วันนี้(17 พ.ย.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ยืนยันถึงกรณีดังกล่าวว่า ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำการต่อโทรศัพท์สายตรงเข้ามายังรายการความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 4 ที่จะจัดขึ้น ณ สนามศุภชลาศัย โดยคาดว่าการโฟนอินผ่านรายการในครั้งนี้จะสามารถแสดงให้เห็นความชัดเจนในการตัดสินใจทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างดี

"ผมเชื่อว่าความชัดเจนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องทิศทางการเมือง ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ น่าจะมีความชัดเจน เราต้องยอมรับความจริงว่า ประเทศไม่ปกติตั้งแต่ 19 ก.ย.49 มีทุกอย่างที่ไม่ปกติมากมากภายใต้กติกานี้ ที่ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณที่ฮ่องกง เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดอีกทีวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ทุกอย่าง ถ้าจะฟังต้องรอวันนั้น เรื่องหลักคือบ้านเมือง ทิศทางการเมืองของไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินต่อไปอย่างไร" นายจตุพร กล่าว

ส่วนความคืบหน้ากรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ รับพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชนนั้น นายจตุพร กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรค ตนเชื่อว่าจะไม่เกิดผลกระทบกระเทือนมากนัก เพราะได้เตรียมการรับมือไว้แล้ว ด้วยการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะเกิดการยุบพรรค เพราะเป็นที่เชื่อกันว่า พรรคจะไม่รอดจากการถูกยุบแน่นอน โดยเป็นความพยายามของบุคคลบางกลุ่มเพื่อจะวางเกมให้พรรคพลังประชาชนถูกประหารทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม

“จากที่ได้หารือกันในพรรคทุกคนมีความเห็นพ้องว่า จะไม่ใช้การยุบสภาเป็นทางออกของปัญหาอย่างแน่นอน เพราะแม้จะยุบสภาไปแล้ว แต่ปัญหาเดิมๆ ก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ภายใต้การใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550”

วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ มีนัยแอบแฝง เนื่องจากตรงกับวันรัฐธรรมนูญว่า การจัดรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ ก็มองว่าจะเป็นการปลุกระดมทำให้เกิดปัญหาของในบ้านเมือง พูดพาดพิงในทางที่ไม่ดีให้เสียหาย แต่สุดท้ายก็ไม่มี ผ่านไปได้ด้วยดี จึงอยากให้พรรคประชาธิปัตย์ นิ่งสงบสติอารมณ์เสียและโปรดมองโลกในแง่ดีบ้าง อย่าเพิ่งโวยวาย และไม่ต้องกังวลเพราะคงไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นอย่างที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องการ

‘หมอเหลิม’จวก‘พันธมาร’ป้ายสีคนดี!ย้ำโฟนอิน‘ทักษิณ’ชี้ข้อเท็จจริง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวยอมรับว่า ได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ที่ฮ่องกงจริง โดยได้รับประทานอาหารร่วมกัน แต่ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองและเรื่องส่วนตัวของท่าน เพียงแต่คุยเรื่องทั่วไปในอดีตเท่านั้น และไม่ได้ไปพร้อมกับนายเนวิน ชิดชอบ

ส่วนเรื่องการหย่าเป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ตนไม่ทราบรายละเอียด เป็นเหตุผลของคน 2 คน คงต้องถามทั้ง 2 ท่านเอง เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าทั้ง 2 คน ตนก็เพิ่งทราบจากข่าวหลังเดินทางกลับมาแล้ว เท่าที่เห็นทั้ง 2 ท่านก็ยังรักกันดีหัวร่อต่อกระซิก ไม่เหตุผลอะไรนำมาสู่การหย่า อีกทั้ง 2 คน แต่งงานมา 32 ปี มีลูกด้วยกัน 3 คน ส่วนคนที่ออกมาพูดก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง เพียงแต่พูดกันไป อย่างไรก็ตามเท่าที่ทราบคุณพจมานไม่อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณเล่นการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองการหย่าในครั้งนี้อย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ไม่มีใครได้ประโยชน์ ไม่มีใครเสียประโยชน์ ไม่เกี่ยวกับคดี ซึ่งหากทั้ง 2 หย่ากันจริง ต่อไปการทำนิติกรรมสัญญา ก็ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากอีกฝ่ายก็เท่านั้น ส่วนคนที่ออกมาวิจารณ์ก็เป็นพวกสู่รู้ ไม่รู้เรื่อง ที่บอกว่าจะทำให้คดีเปลี่ยนแปลงก็เป็นคนละเรื่อง ส่วนที่มองว่าหย่าจะได้ต่อสู่การเมืองเต็มรูปแบบ คงต้องถาม พ.ต.ท.ทักษิณ เอง เพราะจะตอบได้ดีที่สุด ถามคนอื่นก็เท่านั้น ไม่ส่งผลอะไรต่อพรรคด้วยเพราะท่านไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองแล้ว

ส่วนเรื่องที่อังกฤษถอนวีซ่า ท่านก็ไม่ได้เครียดแต่อย่างใด สีหน้ายังยิ้มแย้มอยู่ แต่ขณะนี้ไม่รู้ว่าท่านยังอยู่ที่ฮ่องกงหรือไม่ ส่วนชีวิตหลังจากนี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณจะลำบากมากขึ้นหรือไม่ หากรู้จัก พ.ต.ท.ทักษิณ ดี ท่านเป็นคนสู้ชีวิต มีกติกา มีเหตุผล และเคารพกฎหมาย แต่หากหมดเหตุผลแล้วก็ไม่ยอมคนเหมือนกัน

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวย้ำว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว ส่วนเหตุผลที่ได้ทำการโฟนอินก็เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง เพราะที่ผ่านมาถูกด่าฝ่ายเดียวใครจะทนได้ และการโฟนอินที่ผ่านมา ตนก็มองไม่ออกว่ามีคำไหนที่ไม่เหมาะสม เว้นที่คนไปตีความ ตำรวจคนที่มีหน้าที่วินิจฉัยก็ยังบอกไม่ผิด แต่พวกทนายกลับออกมาแสดงความเห็น

วันนี้ต้องยอมรับว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังรักและชื่นชอบ พ.ท.ต.ทักษิณอยู่มาก หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ และเลือกตั้งใหม่ในนามพรรคเพื่อไทย เชื่อว่าจะได้กลับมาอีก เนื่องจากพรรคได้ทำตามที่พูดไว้ในการหาเสียง ไม่เหมือนบางพรรคที่พูดแล้วไม่ทำ อย่างตนทำงานที่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้แก้ไขปัญหาแพทย์ขาดแคลน นอกจากนี้แพทย์ พยาบาลจะได้รับเงินค่าตอบแทนมากขึ้น

ขณะเดียวกันยังให้ค่าตอบแทน อสม. หมู่บ้านละ 30,000 บาท จะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ ดังนั้นหากมีการเลือกตั้งรับรองชนะขาด อีสานฟ้าปิด อุบลราชธานีพรรคอื่นสูญพันธุ์ เก้าอี้ในสภาต้องเพิ่มเพราะไม่มีที่ให้นั่ง ส่วนปักษ์ใต้และ กทม. เอาไปเลย


\"พัลลภ\" คำรามคืนถิ่นเก่า นั่งผู้ช่วยผอ.กอ.รมน.

จากเวปไซด์ มิตชน

"พัลลภ"ยันคืนถิ่นเก่า คาดนั่งผู้ช่วยผอ.กอ.รมน. 18 พ.ย. ครม.พิจารณาแต่งตั้ง เผยเคลียร์ปัญหาคาใจ"ทักษิณ"แล้ว ลั่นจำต้องเผชิญหน้าเพื่อนเก่า "จำลอง" เพื่อชาติ ประธานกมธ.ทหาร สนับสนุนเต็มที่เชื่อมือแก้ปมพันธมิตรได้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ที่บ้านพักภายในหมู่บ้านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ยังไม่กำหนดช่วงเวลาชัดเจนในการปรับคณะรัฐมนตรี และเมื่อถามถึงกระแสข่าวการดึง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.กอ.รมน.) มาดำรงแหน่งรอง ผอ.กอ.รมน.อีกครั้ง นายกฯกล่าวว่า วันนี้ขอพูดแค่นี้ก่อนแล้วกัน เมื่อถามว่า ขณะนี้ด้านการข่าวมีการรายงานความเคลื่อนไหวของการก่อความไม่สงบหลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาบ้างหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ไม่มีอะไรเลย ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดี


"ติดตามข่าวทุกวัน ซึ่งก็มีรายงานเข้ามาทุกวันเช่นกัน ทั้งฝ่ายตำรวจและทหารก็ติดตามดูแลร่วมกับการข่าว ยืนยันว่าถึงวันนี้ยังไม่ได้ข่าวอะไร วันก่อนมีข่าวว่าผมเป็นคนพูดว่าจะมีเหตุร้ายในวันนั้นวันนี้ ยืนยันว่าผมไม่ได้พูด ผมเพียงแต่พูดขอร้องว่า ในช่วงงานพระราชพิธี ก็น่าจะเป็นช่วงที่พวกเราทุกคนน่าจะไว้ทุกข์ร่วมกัน เพื่อถวายความจงรักภักดี"นายสมชายกล่าว


ขณะที่ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน (พชป.) กล่าวว่า พล.อ.พัลลภ เป็นคนรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคนอื่น ซึ่งตลอดชีวิตการทำงานของ พล.อ.พัลลภที่ผ่านมาได้ทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด ดังนั้น การตัดสินใจกลับมาทำงานใน กอ.รมน.ครั้งนี้ ถือเป็นความเสียสละของ พล.อ.พัลลภ เพราะเวลานี้ใครเข้ามาย่อมรู้ดีว่า จะต้องทำงานท่ามกลางมรสุม


"ผมเชื่อมั่นว่า พล.อ.พัลลภจะสามารถดำเนินการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรได้เป็นผลสำเร็จเพราะ พล.อ.พัลลภ เป็นเพื่อนกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตร"พ.ต.ท.สมชายกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า การกลับเข้ามาทำงานใน กอ.รมน.ของ พล.อ.พัลลภมีขึ้นหลังจากเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ฮ่องกง พ.ต.ท.สมชายกล่าวว่า ไม่แปลก เพราะเมื่อมีคนที่มีความรู้ความสามารถมีความตั้งใจที่ดีเข้ามาแก้ไขปัญหา ก็ควรที่จะยกย่องบุคคลผู้นั้นด้วยซ้ำ กรณี พล.อ.พัลลภนั้นเข้ามาทำงานอย่างเปิดเผย ไม่อ้อมค้อมและมีความบริสุทธิ์ใจไม่เหมือนกับคนบางคนที่แอบสั่งการอยู่เบื้องหลัง


พล.อ.พัลลภกล่าวยืนยันทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้มีความชัดเจนเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่า จะเข้ามามีตำแหน่งใน กอ.รมน.อีกครั้ง ซึ่งเดิมได้มีการตกลงกันว่าจะให้นั่งในตำแหน่งรอง ผอ.กอ.รมน. แต่เนื่องจากโครงสร้าง กอ.รมน.ตามกฎหมายใหม่ ผอ.กอ.รมน. คือนายกรัฐมนตรี รอง ผอ.กอ.รมน. คือ ผบ.ทบ. ดังนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ครม. ว่าจะเหมาะสมในตำแหน่งใด ทั้งนี้ มีตำแหน่งผู้ช่วย ผอ.กอ.รมน.ที่เป็นได้ จึงจะไปอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว โดยจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม ครม.ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ สำหรับกรอบการทำงาน จะเข้าไปช่วยดูงานด้านความมั่นคงเป็นหลัก


"ที่จะไปดูงานด้านความมั่นคง เพราะผมเห็นว่าวันนี้ได้เกิดความแตกแยกรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง ประชาชนแตกออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน และมีแนวโน้มที่จะปะทะกัน เกิดเป็นสงครามกลางเมือง ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ผมจึงอาสากลับมาทำงานที่ กอ.รมน.อีกครั้ง โดยเฉพาะงานด้านมวลชน กอ.รมน.เดิม ที่ผมเคยทำไว้มากมาย"พล.อ.พัลลภกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ว่าจะถูกโจมตีว่า ตีจากไปเข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะจะไปทำงานด้านความมั่นคง ทำเพื่อประเทศชาติ นำความสันติมาสู่ประชาชนเป็นหลัก


"ผมไม่กังวลเลย ตามที่ได้แถลงไปแล้วว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดิมผมสนับสนุน แต่วันนี้พอมาดูแล้ว มันจบกันไม่ลง พันธมิตรเองก็ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ แม้ผมจะเห็นด้วยกับแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตร แต่มันไม่มีทางที่จะไปได้ หากไม่เกิดการรัฐประหาร พันธมิตรไม่มีเส้นทางที่จะไปสู่การเมืองใหม่ได้ เพราะไม่มี ส.ส. ไม่มีรัฐสภา ปัญหาในขณะนี้จึงตรงกับที่นายกฯทักษิณบอก คือ ถ้าพันธมิตรยุติ ทุกอย่างก็ยุติหมด ดังนั้น ขึ้นกับว่าวันนี้พันธมิตรจะยุติหรือไม่ รัฐบาลชุดนี้จะมาอย่างไรผมไม่ทราบ แต่เขามาจากการเลือกตั้ง ได้รับการโปรดเกล้าฯมา ผมก็ถือว่าเขามาถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องการตรวจสอบยังสามารถทำได้ตามกระบวนการยุติธรรม องค์กรในการตรวจสอบต่างๆ มันก็มี แต่ไม่ใช่เป็นแบบวันนี้ มันจะฆ่ากันอยู่แล้ว"พล.อ.พัลลภกล่าว


ส่วนกับ พล.ต.จำลองเพื่อนเก่านั้น พล.อ.พัลลภกล่าวว่า เพื่อนก็ส่วนเพื่อน แต่ประเทศชาติต้องมาก่อน เมื่อถามว่า แต่หลายฝ่ายวิจารณ์ว่า เป็นเรื่องแปลกที่ตัว พล.อ.พัลลภที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูตลอดกาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ จู่ๆ จะเปลี่ยนมาอยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.พัลลภกล่าวว่า"ที่จริงท่านโกรธผม ก่อนนี้ เพราะตอนพันธมิตร 1 เมื่อปี 2548-2549 ผมส่งคนไปช่วยคุ้มกัน พล.ต.จำลอง ท่านเลยคิดว่าผมเอาด้วย จะล้มท่าน เป็นความเข้าใจผิดกันแค่นั้น แล้วผมไปพบท่านที่ฮ่องกงเที่ยวนี้ ก็ได้เคลียร์กันเรียบร้อย"


ส่วนกรณีหลายฝ่ายกังวลสถานการณ์การเมืองจะรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังเสร็จสิ้นงานพระราชพิธี พล.อ.พัลลภกล่าวว่า ก็นี่ไง ถึงได้อาสาเข้ามาทำงานใน กอ.รมน. เพื่อสร้างความเข้าใจอีกครั้ง มั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ เพราะไม่ต้องการเลยที่จะให้มีคนบาดเจ็บล้มตายกันอีก ไม่ใช่แนวทางของตน การใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาดำเนินการ ก็จะไม่ใช้มาตรการรุนแรง ผิดก็ว่าไปตามผิด ยึดกฎหมายเป็นหลัก เน้นการเจรจา ทำความเข้าใจ ด้วยคอนเน็กชั่นเพื่อนๆ ในพันธมิตร


"เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมโทร.ไปด่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) เลยว่า มาทำงานกับผมไม่ได้หรอก ถ้ายังพูดว่าจะจับแกนนำพันธมิตรผูกเฮลิคอปเตอร์ไปสอบสวนที่เกาะตะรุเตา ผมรับไม่ได้ ประชาชนก็รับไม่ได้ ที่จริง พล.ต.ขัตติยะเป็นคนมีความสามารถ แต่ชอบเสนออะไรแปลกๆ ถ้าจะกลับมาทำงานด้วยกัน ต้องกลับไปเปลี่ยนทัศนคติและท่าทีให้หมด มาเสนอแนวคิดอย่างนี้ไม่ได้ เพราะผมไม่อยากให้คนไทยฆ่ากันเอง ไม่อยากเห็นใครฆ่าใคร"พล.อ.พัลลภกล่าว


รายงานข่าวจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.ติดตามปัญหาการกระทำผิดในลักษณะของการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เชิญ พล.ต.ต.ชาญ วัฒนธรรม ผู้อำนวยการกองคดีอาญา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เข้าชี้แจงถึงการดำเนินการกับเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้รับแจ้งว่าทางหน่วยงานดังกล่าวได้มีการดำเนินคดีกับเว็บไซต์ลักษณะดังกล่าวตั้งแต่ปี 2547-2551 รวม 163 เรื่อง ดังนี้ 1.ในปี 2547 มีจำนวน 15 เรื่อง โดยมีการสั่งฟ้อง 4 เรื่อง ไม่สั่งฟ้อง 6 เรื่อง งดสอบสวน 1 เรื่อง และไม่เข้าข่ายความผิด 1 เรื่อง 2.ปี 2548 จำนวน 30 เรื่อง แบ่งเป็นถูกสั่งฟ้อง 10 เรื่อง ไม่สั่งฟ้อง 18 เรื่อง งดสอบสวน 1 เรื่อง และไม่เข้าข่ายความผิด 1 เรื่อง 3.ปี 2549 จำนวน 46 เรื่อง เจ้าหน้าที่สั่งฟ้อง 10 เรื่อง ไม่สั่งฟ้อง 30 เรื่อง งดสอบสวน 3 เรื่อง อยู่ระหว่างการสอบสวน 1 เรื่อง และไม่เข้าข่ายความผิด 2 เรื่อง 4.ปี 2550 มีจำนวน 35 เรื่อง สั่งฟ้อง 5 เรื่อง ไม่สั่งฟ้อง 20 เรื่อง งดสอบสวน 2 เรื่อง อยู่ระหว่างการสอบสวน 7 เรื่อง และเป็นการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร 1 เรื่อง และ 5.ปี 2551 มีจำนวน 37 เรื่อง โดยมีการสั่งฟ้อง 10 เรื่อง ไม่สั่งฟ้อง 1 เรื่อง และอยู่ระหว่างการสอบสวน 26 เรื่อง ทั้งนี้ กมธ.ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเร่งติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ไม่ใช่ทำเพียงตามปิดเว็บไซต์เท่านั้น

จาก thaifreenews

จักรภพ เพ็ญแข : กรณีวีซ่าอังกฤษ...โอกาสของคุณทักษิณ

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

จักรภพ เพ็ญแข เขียนบทความเรื่อง กรณีวีซ่าอังกฤษ...โอกาสของคุณทักษิณ ส่งตรงมาให้ประชาทรรศน์ รายละเอียดดังนี้

“คนที่สนับสนุนรักใคร่คุณทักษิณ ผู้เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งของประเทศไทย คงจะตกอกตกใจไม่น้อยกับข่าวการยกเลิกการตรวจลงตราหรือวีซ่าเข้าอังกฤษอย่างกะทันหันขณะที่เจ้าตัวเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลให้คุณทักษิณกลับเข้าอังกฤษไม่ได้อีก หรืออย่างน้อยก็ทำไม่ได้ในระยะนี้ หลายคนรู้สึกล่วงหน้าไปว่างานนี้หนักหน่วงและเป็นผลร้ายมากกับคุณทักษิณ

บางคนที่ร้อนใจมาก บอกกับผมว่าภาพที่เกิดขึ้นนั้นไม่ดีเลย เสมือนว่า “แม่บทประชาธิปไตย” ยังไม่ยอมให้คุณทักษิณอยู่ในแผ่นดินของตน

บางคนห่วงว่าแล้วคุณทักษิณจะระหกระเหินไปอยู่ที่ไหนแทน จะมีที่อยู่ไหม หรือจะต้องกลับมาเข้าถ้ำเสือที่รอฉีกเนื้อคุณทักษิณอยู่ในเมืองไทย

ผมก็ได้แต่เล่าเรื่องราวบางอย่างที่ผมกำลังจะเขียนเล่าสู่กันฟังกับท่านในบัดนี้ โดยหวังว่าความจริงจะช่วยให้สบายอกสบายใจขึ้นบ้าง

เรื่องนี้ต้องแยกพิจารณาออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ความหมายของวีซ่า กรณีเฉพาะของอังกฤษ และความรู้สึกต่อคุณทักษิณของโลกโดยรวม

วีซ่านั้นเรียกอย่างเพราะๆ และเป็นทางการว่าการตรวจลงตรา เพราะเป็นเรื่องของการเข้าไปยังประเทศที่เจ้าตัวไม่ใช่สมาชิกถาวร จำเป็นต้องขออนุญาตจากเจ้าของบ้าน เมื่อก่อนนี้ต้องเดินทางไปถึงก่อนแล้วจึงยื่นขอ ถึงขนาดบางคนต้องถูกส่งกลับขึ้นเครื่องแทบจะเดี๋ยวนั้นเลยก็มี แต่ต่อมาก็เกิดระบบขออนุญาตก่อนล่วงหน้า ทำให้แต่ละประเทศที่มีความสัมพันธ์อันเป็นปกติต่อกันต้องตั้งสถานกงสุลหรือฝ่ายกงสุลขึ้นมาทำงานนี้โดยเฉพาะ แล้วก็อยู่กันมาด้วยความผาสุกดีจนบัดนี้

ความยากง่ายและเงื่อนไขในวีซ่าก็ขึ้นอยู่กับหลักธรรมชาติ ประเทศไหนที่คนอยากเข้าไปมากก็จะสร้างเงื่อนไขมาก ตั้งแต่ค่าธรรมเนียมชนิดแพงหูฉี่ไปจนถึงเอกสารต่างๆ ที่เรียกร้องต้องการ เช่น คำยืนยันจากธนาคารว่ามีเงินทองของตัวเองเท่าไร หนังสือรับประกันจากบุคคลตำแหน่งสูงๆ ที่เชื่อใจได้ว่าไม่โกหก ใบหย่าหรือทะเบียนสมรส ฯลฯ ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ตามปกติจะไม่ยอมให้ใครเห็น แม้แต่พ่อแม่ของตัวเอง แต่เมื่อความอยากเข้าเมืองเขามีมากก็ต้องยอมสละ

โดยทฤษฎี วีซ่าจึงเป็นการตัดสินใจอันเป็นเอกสิทธิ์ (สิทธิ์โดยเฉพาะ) ของประเทศเจ้าบ้าน ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศของผู้ขอวีซ่าจะยื่นหน้าเข้าไปเกี่ยวข้องใดๆ ได้ เบ่งก็ไม่ได้ ขู่ก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของเขาโดยตรง

แต่ต่อมาเรื่องวีซ่ากลายเป็นผลสืบเนื่องมาถึงประเทศของผู้ยื่นขอด้วย เพราะมาตรฐานวีซ่าของประเทศใหญ่ๆ ดูจะกลายเป็นมาตรวัดว่าใครเป็นคนดีหรือสังคมยอมรับได้หรือไม่ได้ หลายท่านคงจำกรณีของ คุณณรงค์ วงศ์วรรณ ได้ คุณณรงค์ในขณะนั้นเป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมและกำลังลุ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่ามีมือดี (หรือมือเลวก็แล้วแต่จะเรียก) ปูดขึ้นว่าคุณณรงค์มีชื่อติดอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐ ที่ว่าด้วยเรื่องยาเสพติด ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศนั้นได้เพราะเขาจะไม่ออกวีซ่าให้ เท่านั้นเองวิมานนายกรัฐมนตรีของคุณณรงค์ก็พังทลายลงในทันที

แล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน ด้วยหลักการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” จนวินาศสันตะโรไปอีกคนหนึ่งจนบัดนี้

แต่กรณีคุณทักษิณไม่ใช่เช่นนั้นเลย รัฐบาลอังกฤษแสดงการสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและถูกรัฐประหารของไทยอย่างเหนียวแน่นตลอดมา เอกอัครราชทูต ทั้ง เดวิด ฟอลส์ และ ควินตัน เควลย์ ก็แสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากว่าไม่เอาด้วยแน่นอนกับการใช้อำนาจนอกวิถีทางประชาธิปไตย

ที่สำคัญคือคุณทักษิณได้รับวีซ่าเรียบร้อยแล้ว แสดงว่าสถานะของการเป็นคนไทย แถมเป็นอดีตผู้นำของมิตรประเทศด้วยนั้น ไม่มีปัญหาใดๆ การตัดสินใจยกเลิกวีซ่าเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่แยกกันโดยเด็ดขาด

พูดง่ายๆ ว่าอังกฤษยอมรับที่จะช่วยเหลือคุณทักษิณ หลักการอนุเคราะห์ผู้นำประชาธิปไตยที่ถูกเล่นรังแกยังคงดำรงอยู่ทุกประการ แต่จุดเปลี่ยนแปรที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่สองที่เราจะวิสัชนากัน

เห็นได้ชัดว่ากรณีเฉพาะของอังกฤษคราวนี้เป็นเพราะการแทรกแซงจากภายนอก เพราะลำพังกฎระเบียบที่ว่าผู้ยื่นขอลี้ภัยจะเดินทางนอกประเทศไม่ได้ หรือความเกี่ยวข้องใดๆ กับกิจกรรมการเมืองนั้น หลักปฏิบัติจะต้อง “ตักเตือน” หรือ “notification” ก่อนเสมอไป ท่าทีสนับสนุนที่อังกฤษมีมาตลอด บวกกับหลักปฏิบัติที่ว่ามานี้ ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่อังกฤษจะใช้วิธีซุ่มโจมตี โดยเพิกถอนวีซ่าคุณทักษิณในขณะที่เจ้าตัวไม่อยู่ในประเทศ ถ้าติดต่อไม่ได้เขาก็มีทนายความที่เป็นตัวแทนทางกฎหมายทำงานอยู่เต็มเวลา

อังกฤษต้องทำอย่างนี้เพราะอิทธิพลบางอย่างจากประเทศไทยนี้เอง ถ้าจะถามว่าอังกฤษกลัวเกรงอิทธิพลนี้ทำไม ก็ตอบได้ว่าเพราะคนบางคนเขามีความสัมพันธ์ส่วนตัวและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันอยู่ และเขามีกันมานานแล้ว เรื่องนี้คุณทักษิณก็คงรู้และคันๆ ที่จะบอกกล่าวให้คนไทยทั่วไปได้เข้าใจ แต่มานึกขึ้นได้ว่าจะไปฟูมฟายทำไมให้เสียกิริยา ถึงเวลาน้ำลดก็จะเห็นตอผุดกันเป็นแถวเอง จะเสียเวลาอันมีค่าไปทำไม

ประเด็นนี้นำเราสู่ข้อสามซึ่งเป็นข้อสุดท้าย ว่าด้วยความรู้สึกต่อคุณทักษิณของโลกโดยส่วนรวม

ข้อเท็จจริงที่ว่าคุณทักษิณได้รับเชิญจากทั้งรัฐบาลบาฮามาสและหลายรัฐบาลในตะวันออกกลางด้านอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นย่านคนรวยแห่งภูมิภาคนั้น ผสมข้อเสนอที่หลั่งไหลมาจากหลายสิบประเทศให้ไปพูดหรือไปทำประโยชน์ในรูปต่างๆ ให้กับประเทศเขา ทำให้ไม่ต้องพูดอะไรให้คนเขาหมั่นไส้มากนักหรอกครับ คนไหนมีประโยชน์โลกเขาก็รู้ คนไหนเป็นไม้ที่แห้งคาต้นเขาก็ตระหนักดีเหมือนกัน
น้ำมันเน่าอยู่แถวนี้เอง อย่าไปโกรธเคืองอังกฤษเขาเลยครับ”

ที่มา http://www.prachatouch.com/content.php?id=12973

จาก thaifreenews