WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 18, 2008

‘ทักษิณ’โฟนอินอนาคตการเมือง10ธ.ค.รู้ทิศทาง-พร้อมรับยุบพรรค


“ทักษิณ” เตรียมโฟนอินบอกเล่าการตัดสินใจทางการเมือง 10 ธ.ค.นี้ ผ่าน “ความจริงวันนี้” ที่สนามศุภชลาศัย เชื่อเป็นการบอกเล่าทิศทางการเมืองไทยในอนาคต ระบุหาก พปช.ถูกยุบพรรคจริง ไม่กระทบมากเพราะเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว โดยอาจให้นายกฯ ชิงลาออก พร้อมยอมรับข่าวผลักดัน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นทายาทรุ่น 3 มีความเป็นไปได้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ จะเห็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ชัดเจนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะโทรศัพท์สายตรง (โฟนอิน) เข้ามายังรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามศุภชลาศัย

"ผมเชื่อว่าความชัดเจนของ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องทิศทางการเมือง วันที่ 10 ธันวาคม น่าจะมีความชัดเจน เราต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไม่ปกติตั้งแต่ 19 กันยายน 49 มีทุกอย่างที่ไม่ปกติมากภายใต้กติกานี้ ที่ได้คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ (ที่ฮ่องกง) เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งคุณทักษิณ จะพูดอีกทีวันที่ 10 ธันวาคม ทุกอย่าง ถ้าจะฟังต้องรอวันนั้น เรื่องหลักคือบ้านเมือง ทิศทางการเมืองของไทย และคุณทักษิณจะเดินต่อไปอย่างไร" นายจตุพรกล่าว

ส่วนความพร้อมรับมือของพรรคพลังประชาชนหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคนั้น นายจตุพร เชื่อว่า หากพรรคถูกยุบจริงก็จะไม่เกิดผลกระทบมากนัก เพราะเตรียมการรับมือไว้แล้วเนื่องจากเป็นที่เชื่อกันว่าพรรคจะไม่รอดจากการถูกยุบแน่นอน ด้วยการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีก่อนที่จะเกิดการยุบพรรค

"ก่อนการยุบพรรค (พปช.) มีข้อเสนอกันว่า เมื่อรู้วันเวลาชัดเจน (ที่จะถูกยุบ) ก็หานายกฯ คนใหม่ที่ไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค เพราะฉะนั้นยุบพรรคก็ไม่ได้กระเพื่อมอะไร ขณะที่นั่งฟัง(คำตัดสินจากศาล) การยุบพรรค เราก็มีรัฐบาลใหม่ที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคยุบพรรคก็ไม่ได้กระทบกระเทือนมากมาย เพราะได้เตรียมการไว้ก่อน และยอมรับความจริงว่าไม่ได้คิดหวังว่าจะรอดจากการยุบพรรค เพราะเห็นกระบวนการบิดเบี้ยวมาตั้งแต่ต้น" นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร ยังกล่าวด้วยว่า มีความพยายามของบุคคลบางกลุ่มเพื่อจะวางเกมให้พรรคพลังประชาชนถูกประหารทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม ซึ่งมีทั้งเรื่องการยุบพรรค เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ทั้งนี้ยอมรับว่าในความเป็นจริงแล้วต้องการจะได้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเข้ามาช่วยบริหารประเทศก็ตาม แต่ทั้งหมดได้ถูกประหารทางการเมืองไปแล้ว ดังนั้น บุคลากรที่เหลืออยู่แม้จะสู้ไม่ได้กับบุคลากรชุดก่อน แต่พรรคก็จำเป็นต้องเลือก

"หากคุณต้องการประหารทางการเมือง ต้องการให้คณิตศาสตร์ทางการเมืองเสีย และประเทศบอบช้ำ เราก็จะแก้ไขปัญหาตามแนวที่คุณต้องการจะฆ่าเรา เราต้องการจะรักษาชีวิตให้คนที่ต้องการฆ่าเราให้ดู แม้ว่าคนใหม่จะไม่เท่าคนเก่า แต่เมื่อไม่มีทางเลือก เราจำเป็นต้องเลือกเพื่อมีชีวิตเดินหน้าต่อไป ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง" นายจตุพร ระบุ

ส่วนแนวคิดที่จะดึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเป็นแกนนำรุ่นที่ 3 ด้วยการส่งลงสมัคร ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากบุคลากรที่พรรควางตัวไว้ เช่น นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็นต้น ต้องเจอกับคดีปราสาทเขาพระวิหารนั้น นายจตุพร กล่าวเพียงว่า แนวคิดนี้ก็มีความน่าจะเป็นไปได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ยืนยันว่า จากที่ได้หารือกันในพรรคทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าจะไม่ใช้ทางออกเรื่องการยุบสภาอย่างแน่นอน เพราะแม้จะยุบสภาไปแล้ว แต่ปัญหาเดิมๆ ก็ยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การใช้กติกาบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมคือปี 2550 ดังนั้น การยุบสภาจึงไม่ใช่ทางออกของปัญหา


กรุแตก!กิ๊กสาวศาสดาโกเต๊กซ์


*ไทยอินไซเดอร์ร่วมวงแฉพฤติกรรมฉาว

เปิดกรุสาวในสังกัดศาสดาโกเต๊กซ์ ลือกระฉ่อนรสนิยมเริดชอบเสพกามดารา-นางแบบสาว ยอมทุ่มทุนสร้างถึงรายละ 4 ล้าน เปิดวิมานสวรรค์ชั้น 7 บนโฮเต็ลหรู 5 ดาวกว่าๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและบนถนนสาทร แถมล่าสุดจ้องเซิ้งนางเอกชื่อผลไม้ไส้สีแดงลูกใหญ่ค่ายวิกหลายสี ที่เป็นลูกเพื่อนรัก เผยมีอดีตคอลัมนิสต์บันเทิงค่ายยักษ์ที่รสนิยมเดียวกันเป็นธุระจัดหา ขณะที่เว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ร่วมวงประจาน แฉแหล่งดับความงุ่นง่านขาประจำทั้ง “เจ๊ดา-อีหมู” คอยจัดนักศึกษาไซด์ไลน์ปรนเปรอตามออเดอร์ เสื้อไม่ต้อง-ซาดิสต์นิดๆ และชอบให้น้องชิมของเค็ม ถ้าถูกใจยอมจ่ายไม่อั้น

* เงื้อค้าง!จ้องฟันดาราชื่อผลไม้แต่สาวเซย์โน

หลังจาก “ประชาทรรศน์” นำเสนอข่าวคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่างๆ จากต้นตอที่มีการไปโพสต์ไว้ที่ www.youtube.com อย่างกว้างขวาง เป็นภาพคนหน้าเหมือนนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กำลังโอบหลังโอบไหล่สาวชุดแดง พร้อมกับดึงมาแนบอกอย่างมันเขี้ยว

ได้มีผู้อ่านโทรศัพท์เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางและเมามัน ขณะเดียวกันมีผู้อ่านคนหนึ่งเล่าว่ามีเจ้าของสื่อค่ายใหญ่คนหนึ่ง มีบุคลิกท่าทางและชอบแต่งเนื้อแต่งตัวคล้ายคนในคลิป เป็นคนที่หมกมุ่นในเรื่องเพศ และมีรสนิยมชอบมีเพศสัมพันธ์กับดารา นักร้อง นางแบบ มากเป็นพิเศษ ชนิดที่เรียกว่าถ้าถูกใจเป็นยอมจ่ายไม่อั้น จนเป็นที่รู้กันดีในวงการบันเทิง

โดยนอกจากเจ้าของสื่อคนนี้จะมีเอเย่นต์ขาประจำให้เรียกใช้บริการเด็กสาว นักศึกษาแล้ว ก็ยังมีอดีตคอลัมนิสต์บันเทิงชื่อดัง และเป็นนักชิมตัวยง ที่มีรสนิยมแนวเดียวกัน และเคยเป็นหุ้นส่วนทำหนังสือแนววาไรตี้ คอยเป็นนายหน้าติดต่อดารามาปรนเปรอ

และที่อุบาทว์ไปกว่านั้นเจ้าของสื่อที่ว่ายังเคยจ้องจะฟันดาราสาว ที่เป็นลูกของเพื่อนร่วมวงการและทำงานอยู่ในค่ายตัวเอง โดยดาราสาวคนที่ว่าปัจจุบันเป็นนางเอกวิกหลายสี ชื่อเล่นเป็นผลไม้ลูกใหญ่ข้างในสีแดง โดยติดต่อผ่านทางคอลัมนิสต์คนที่ว่านี้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 4 ล้านบาท

แต่สุดท้ายก็ต้องเงื้อค้าง เพราะคนเป็นพ่อยังมีเกียรติมีศักดิ์ศรีไม่ยอมขายลูกสาวให้เพื่อนรัก เพราะช่วงนั้นดาราสาว กำลังคบหาดูใจกับนักร้องวงบอยแบนด์ของค่ายเพลงย่านลาดพร้าว

และเมื่อไม่ได้เสพกามตามที่น้องชายเรียกร้อง เจ้าของสื่อรายนี้ก็ออกอาการฟาดงวงฟาดงา สั่งคอลัมนิสต์ปากหมา ที่เขียนเรื่องชาวบ้านราวกับตัวเองเป็นผ้าปูเตียงที่ได้ทั้งกลิ่นและได้ยินเสียงชัดถ้อยชัดคำ ออกมาแฉครอบครัวนางเอกสาวจนหมดไส้

ขณะเดียวกันก็ยังมีนางเอกหลายรายทั้งนาเอก ก. นางเอก ส. ก็เคยถูกเจ้าของสื่อร่างท้วมส่งคนหว่านล้อมสำเร็จไปแล้วหลายราย เพราะเงิน 4 ล้านมันล่อใจอยู่ไม่น้อย

โดยที่เรื่องราวมักจะไปจบลงที่โรงแรมหรูเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับ 5 ดาวบวก ที่แทบจะไม่ปรากฏแขกคนไทย จึงไม่ต้องกลัวตกเป็นเป้าสายตา หรือไม่ก็อาจจะเป็นโรงแรมย่านสาทร ที่มีห้องจัดเลี้ยงอยู่ในชั้นต่างๆ ง่ายต่อการหลบสายตาผู้คนไปพบกันบนห้องเสพสุข

ขณะเดียวกันคอลัมน์ “ซุบซิบไทยอินไซเดอร์” บนเว็บไซต์ข่าวชื่อดัง www.thaiinsider.com โดย ...ไต่กอ ก็เขียนเรื่องราวถึงชายคนหนึ่งเอาไว้ โดยจั่วหัวว่า “จอมโจรรีดไถบ้ากาม ไม่ชอบเกราะป้องกัน ปริศนา80ล.ล่องหน! 50:50อิ่มเอมถ้วนหน้า”

โดยคอลัมน์ดังว่าได้เริ่มต้นด้วยการแฉพฤติกรรมรีดไถของสื่อรายหนึ่งที่ชอบตบทรัพย์ชาวบ้าน พร้อมๆ กับแฉพฤติกรรมคาวๆ ฉาวๆ ที่ผู้เขียนบอกว่าลงทุนไปล้วงลึกมาจาก “เจ๊ดา” เอเย่นต์แถวรัชดาฯ กับ “อีหมู” กะเทยสุดแสบ ที่ทำหน้าที่หาสาวๆ มาสนองตัณหาสื่อจอมไถคนที่พูดถึง

ไต่กอเล่าว่าสื่อจอมไถคนนี้ จะเน้น เสื้อไม่ต้อง-ห้ามจุกจิก-ซาดิสต์เป็นดี เพราะเฮียแกจ่ายแบบไม่อั้น ถ้าแบบธรรมดาเฮียแกใจป้ำเอาไปเลย 5 หมื่น แต่หากลีลาเด็ดเร้าใจ 1 แสนสดๆ ไม่มีอ้อมค้อม

ที่บอกว่า “เสื้อไม่ต้อง”เพราะเฮียแกชอบหนังสด ไม่อยากมีอะไรมากวนใจกับไอ้หนู แถมเวลาเข้าขั้นวิกฤติ ก็มักเอ่ยปากถามของพี่เป็นไงน้อง

ส่วนที่บอกว่า “ห้ามจุกจิก”เพราะเฮียแกไม่ชอบให้สาวๆ พูดมาก ที่สำคัญเฮียไม่ชอบให้ใครไปเถียง เพราะทุกอย่างที่เฮียพูดคือถูกหมด ที่สำคัญเฮียขอเน้นลีลา โดยเฉพาะเรื่องการชิมของเค็ม เป็นการอุ่นเครื่องให้ทุกครั้งก็เพียงพอ

และที่บอกว่า ซาดิสต์เป็นดีเพราะเฮียแกชอบ “วิตถาร”

โดยรังรักรังสวาทที่ “จอมโจรรีดไถในเสื้อคลุมสื่อ” มักไปใช้บริการก็คือ โรงแรมดังบนถนนสาทร ที่มีชื่อก่อนยุคกรุงศรีอยุธยา

เหตุผลหลักที่ “จอมโจรรีดไถในเสื้อคลุมสื่อ” ตนนี้มักมากในกาม เพราะแยกทางกันอยู่มานานแล้วกับ “ศรีภรรเมีย” ที่คอยให้ความรู้กับเยาวชนของชาติ เหตุเพราะทนไม่ได้กับพฤติกรรมเจ้าชู้-ลามาจกเปรต นั่นเอง

ที่เจ็บแสบไปกว่านั้นคือ “จอมโจรรีดไถในเสื้อคลุมสื่อ” ตนนี้มักใช้บริการในยามกลางวันแสกๆ เพราะช่วงตกดึก-ตกค่ำต้องไป “หว่านเสน่ห์” ให้สาวก-แม่ยกได้รับรู้ถึงความจริง(เพียง)ด้านเดียว
ขณะที่ถัดมาในคอลัมน์เดียวกัน ก็กล่าวถึงผู้ชายที่คล้ายจะเป็นคนเดียวกัน
“อย่างวันก่อนไต่กอ ก็เผอิญเหลือบไปเห็น พ่อหมอ ที่ Lord Jim โรงแรมโอเรียนเต็ล

หลังจากเพิ่งหลุดพ้นข้อหาและออกมา “เฉิดฉาย” ข้างนอกได้ ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ใน...
ไอ้เราก็นึกว่า...คงพาพวกพ้องน้องพี่ของ Gang Street 5+1 หรือพวกโฆษกปากดีบนเวที...มากินอาหารกันให้สำราญ
แต่ที่ไหนได้...ดันควงสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม...ไปกะหนุงกะหนิงกันแบบเบิกบานสำราญจิต

งานนี้ก็ไม่รู้ว่า หลังอาหารมื้ออร่อยแล้วจะ “เสก” อะไร...เข้าท้องใครอีกหรือป่าว!!!

แต่ที่อย่าลืมเด็ดขาดก็คือ การใช้ “เครื่องทุ่นแรง” ตามถนัดนะ....เพราะจะได้ขึ้นสวรรค์ชั้น 7
เพราะเห็นคนเม้าท์กันกระจายว่า...ระยะหลังนี้ ใช้ “เครื่องทุ่นแรง” มากเป็นพิเศษ...555”
นอกจากนี้หลังจากปรากฏคลิปคนหน้าเหมือนนายสนธิ ระบาดในเว็บไซต์ นั้นปรากฏว่าตลอดทั้งวันมีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นมากมาย เช่น ในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

คุณหญิงเบอะ แสดงความคิดเห็นว่า “ผมไม่แปลกใจ เรื่องแบบนี้ นายสนธิ ดังมานานแล้ว ยุคหนึ่งนานมาแล้ว สตรีที่ทำงานในหนังสือพิมพ์........... เคยนินทาให้ฟังว่าตอนกลางวันไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่กล้าเดินผ่านห้องทำงานนาย กลัวเห็นหนังสด”

คุณมิราช แสดงความคิดเห็นว่า “หลายคนคงเพิ่งรู้นะครับว่าระหว่างที่พี่น้องชาวพันธมิตรลำบากลำบนในทำเนียบ เสี่ยงตายออกไปล้อมรัฐสภา แต่ โกตั๊บ กลับหาความสุขสบาย ทำได้อย่างไรกันนะ”

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตด้วยว่าพิธีกรสาวช่างพูด 2 คนบนเวทีพันธมิตรฯ ที่เคยเรียก “คุณสนธิ” และเรียก “นาย” ถึงบัดนี้ได้เปลี่ยนสรรพนามเป็น “พี่ธิ” ไปแล้ว ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ได้เปลี่ยนไปด้วยอย่างไรหรือไม่


เหนือ-อีสานอากาศเย็น

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศสำหรับประเทศไทย

ภาคเหนือ อากาศเย็น และมีหมอกในตอนเช้ากับมีหมอกหนาในบางพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 16 องศา สูงสุด 34 องศา
สำหรับบริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 7-11 องศา
ลมเหนือ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น และมีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัด อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 19 องศา สูงสุด 33 องศา สำหรับบริเวณยอดภูอากาศหนาว
อุณหภูมิต่ำสุด 10-14 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็นกับมีหมอกบางในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ร้อยละ 10 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 34 องศา
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 35 องศา
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา
สูงสุด 33 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่ง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดกระบี่
ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 33 องศา
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก และมีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25 องศา สูงสุด 35 องศา
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.


คนไทยต้องลุกขึ้นสู้เยี่ยงคนอิรัก???????

คนไทยต้องลุกขึ้นสู้เยี่ยงคนอิรัก???????


โดย : ป้าพลอย

วันอังคารที่ 18 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551

ตอนนี้ผู้คนในประเทศไทยทั้ง 60 กว่าล้านคนยังไม่รู้อนาคตของของตัวเองว่าวันข้างหน้าจะประสพอะไรบ้าง เพราะอะไรๆดูมันสับสนไปหมดไม่รู้ว่าจะเดินกันไปทางไหน การทำมาหากินก็พลอยมีปัญหา รัฐบาลก็ยังทำงานไม่ได้เต็มที่ต้องคอยระมัดระวังพวกโจรที่มันจ้องจะมาวิ่งราว เฮ้อกรรมของประเทศไทยแท้ๆที่เจอแต่มรสุมหนักๆมาหลายครั้งหลายหนไม่ยอมสิ้นสุดซะที แต่คนไทยนี่ก็ช่างอดทนเก่งก้มหน้าก้มตายอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด หวานอมขมกลืนได้ทุกสถานการณ์ แม้บางครอบครัวต้องสูญเสียลูกสูญเสียสามีอันเป็นที่รักไป แต่เขาเหล่านั้นไม่เคยเรียกร้องความเป็นธรรมจากคนที่ทำ

ความที่เราไม่ปริปากเงียบนี่แหละทำให้คนที่ก่อเรื่องได้ใจ คิดว่าประชาชนไม้กล้ากลัวอำนาจปืนและรถถัง แต่ปรากฏว่าทุกวันนี้มันกลับกลายเป็นว่าไม่มีประชาชนคนใดกลัวปืนกลัวรถถังอีกต่อไปแล้ว เพราะความอดทนของปวงชนชาวไทยได้ระเบิดดังตูม เพราะความอยุติธรรมในประเทศนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะไม่มีเหลือความยุติธรรมหลงเหลือให้ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ อะไรๆในประเทศนี้กลับตาลปัตร คนที่ทำความผิดที่เห็นกันอยู่โทนโท่กลับไม่จับมาลงโทษปล่อยกบฏพ้นข้อหา แต่คนที่ไม่ได้ทำความผิดกลับพยายามที่จะจับมาโทษ ซึ่งเห็นอยู่อย่างชัดเจนว่าความยุติธรรมไม่ได้มีอยู่ในประเทศเลย เลือกที่จะปฏิบัติทั้งที่อีกคนหนึ่งมีคดีติดตัวสารพัดคดีเช่น สนธิ ลิ้มทองกุลได้ข่าวว่าสามารถออกจากราชอาณาจักรไทยไปต่างประเทศได้ทั้งที่มีคดีติดตัวตั้งมากมาย เรื่องนี้น่าคิดมากสำหรับคนไทยที่รักความยุติธรรม สำหรับอีกคนคนหนึ่งที่ไล่ล่าเขาไปทุกหนทุกแห่ง เพื่อให้เขามาติดคุกความละอายใจไม่มีเหลือไว้บ้างเลยหรือ? ทั้งที่ก็รู้แก่ใจว่าใส่ร้ายป้ายสีให้เขาต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ยังต่างประเทศ แต่ก็ยังตามรังควานเขาไม่มีที่สิ้นสุดจับมัดมือมัดเท้ามัดปากแทบทุกอย่างแล้วยังจะต้องการอะไรอีกไม่ทราบ?ยังไม่สาแก่ใจอีกใช่มั๊ย? ข่มเหงเขายังไม่พอยังข่มเหงครอบครัวเขาอีก คนไทยทั้ง 65 ล้านคนคงทนดูวิธีการโหดของพวกคุณไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

พวกคุณคงไม่หยุดแค่นี้แน่ เพราะการลำพองตนที่ทำสำเร็จ มีครั้งที่หนึ่งได้ต้องมีครั้งต่อไปเรื่อยๆที่จะทำใครต่อใครเช่นทำกับ คุณทักษิณ ชินวัตร หากประชาชนไม่ยับยั้งเชื้อโรคร้ายนี้มันก็จะแพร่กระจายต่อไป ฉะนั้นมันต้องร่วมมือกันเอาความยุติธรรมของชาติไทยกลับคืนมา การผนึกเป็นเนื้อเดียวกันเป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ที่ข้าศึกหวาดกลัว จะเห็นได้จากสงครามในประเทศต่างๆยกตัวอย่างเช่นในประเทศอิรัก ทั้งที่อิรักถูกชาติมหาอำนาจอเมริกาปลดอาวุธแทบทุกอย่างออกจากประเทศเมื่อสมัยแพ้สงครามกับคูเวตโดยอเมริกาและชาติพันธมิตรที่ร่วมช่วยคูเวต แต่ผู้นำอิรัก ซัดดัม ฮุสเซ็น ก็ยังไม่กลัวอเมริกายังท้าอเมริการบไม่ยอมก้มหัวให้ แม้จะไม่มีอาวุธร้ายแรงป้องกันตัวแล้วก็ตาม แต่ลูกผู้ชายย่อมไม่กลัวยังปักหลักสู้จนวาระสุดท้ายแม้วันที่เขาถูกแขวนคอ เขาก็ยังยิ้มให้ทุกๆคน นี่คือนักสู้ตัวจริงที่สู้เพื่อไม่ให้ใครมารังแก

อันที่จริงสงครามอิรักครั้งที่สองที่เกิดขึ้นผู้นำมหาอำนาจมีจุดประสงค์เพียงบ่อน้ำมันในอิรักเท่านั้น อ้ายที่กล่าวหาว่า ซัดดัม ซุกซ่อนอาวุธร้ายแรงในห้องใต้ดินหมกอยู่กลางทะเลทรายเป็นเรื่องกุขึ้นของอเมริกาทั้งสิ้นและภาพที่นักบินอวกาศ Espionage ที่ถ่ายจากยานอวกาศว่าเป็นแหล่งอาวุธของ ซัดดัม ก็โกหกทั้งแพ ซัดดัม เชิญให้นักสำรวจอาวุธให้เข้าไปตรวจค้นก็ไม่เจออะไรทั้งสิ้น อเมริกาก็ยังใช้ไม้ตายว่าหากยังไม่โชว์อาวุธร้ายแรงยังดื้อดึงสงครามก็จะต้องเกิด ซัดดัม ประกาศสู้ตายแม้ไม่มีอาวุธก็ยังมีรถถังและปืนกลจรวดต่างๆพร้อมทั้งทหารที่มีอยู่ไม่มากนักเพราะถูกปลดเมื่อครั้งยึดคูเวต แต่ประชาชนชาวอิรักก็พร้อมกันจับมือสู้กับอเมริกาแม้จะเกลียด ซัดดัม แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องปกป้องชาติคนอิรักจึงพร้อมกันลุกขึ้นสู้ สู้เพื่อที่จะให้อเมริการู้ว่าอิรักก็คนไม่ใช่จะถืออำนาจบีบบังคับให้ก้มหัว เพราะความยิ่งใหญ่มีอำนาจของอเมริกาจะสั่งใครก็ได้ หลังสงครามชาวอิรักเหลือไว้เพียงซากปลักหักพังของบ้านเรือน ซากสะเก็ดระเบิดซากรถถัง บ้านเรือนทีมีแต่รูกระสุนปืน ตามถนนหนทางมีแต่ซากรถยนต์ที่ถูกจรวดยิงระเบิดไหม้ทั้งคันพร้อมทั้งทหารนอนย่างสด นี่คือความพอใจของชาติมหาอำนาจที่กระหายสงครามอย่างบุช

แม้ชาติในเครือยุโรปจะคัดค้านสักปานใดชาติมหาอำนาจไม่เคยฟังใคร ตอนทำสงครามกับอิรักครั้งล่าสุดชาติในยุโรปไม่มีใครร่วมนอกจากประเทศอังกฤษประเทศเดียวที่เข้าร่วมเพราะอังกฤษเป็นลูกจ๊อกของอเมริกา หรือเป็นปลาท่องโก๋แยกกันไม่ได้ แต่อเมริกาก็เที่ยวหาเพื่อนร่วมทำสงครามเอาเงินมาหว่านแถบประเทศที่เคยอยู่ในความครอบครองของรัสเซียเช่น โปรแลนด์ โรมาเนีย อังการี่ และอีกหลายๆประเทศ ทราบว่าไทยก็ส่งทหารไปด้วย มีทั้งเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และชาติแถบอเมริกาใต้ โดยหว่านเงินทหารเหล่านี้ไปร่วมรบตามข่าวที่ออกมา

ประเทศอิรักเขาอยู่ดีๆก็หาเรื่องทำสงครามให้บ้านเมืองเขาพังพินาศเพื่อเพียงต้องการน้ำมัน แม้ถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สามารถเป็นเจ้าของบ่อน้ำมันของเขาได้เพราะอยากได้ของของคนอื่น อเมริกาสูญเสียทหารร่วมแสนคนในสงครามอิรักครั้งล่าสุดเพราะชาวอิรักลอบฆ่าลอบวางระเบิดทหารอเมริกัน ทหารอเมริกันตายเพราะชาวอิรักมากกว่าตายในระหว่างสงครามเพราะความเกลียดชังอเมริกา นี่คือผลของการทำร้ายผู้อื่น


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

Monday, November 17, 2008

รัฐบาล เปิดตู้ ปณ.33 เพื่อให้ประชาชนส่งความคิดเห็น



นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเปิดตู้ ปณ.33 ดอนเมือง กรุงเทพฯ เพื่อให้ประชาชนส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการทำงาน นโยบาย แนวคิดต่างๆ ที่มีต่อรัฐบาล โดยรัฐบาลจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประกอบในรายการรัฐบาลของประชาชน คุยนอกทำเนียบ และประกอบการผลิตสารคดีสั้นที่จะนำไปเผยแพร่ตามหน่วยงานและสื่อต่างๆ
นอกจากนี้ ในส่วนของทีมงานโฆษกฯ มีแนวคิดที่จะไปเยี่ยมเยียน พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการสะท้อนภาพการทำงานของรัฐบาล และทีมงานโฆษกฯ

พลัง"เสื้อแดง"

โดย ทรงพร ศรีสุวรรณ



ต้องยอมรับว่าการรวมพลของคนเสื้อแดง และการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงาน "ความจริงวันนี้สัญจร" ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันอีกครั้ง

ที่วิเคราะห์กันว่ารัฐบาล "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" เป็นรัฐบาลไร้เสถียรภาพ จะอยู่ได้ไม่นาน และจะจบลงด้วยการยุบสภา หรือต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น คงต้องประเมินกันใหม่

ซึ่งอาจจะเป็นจริง ดังที่ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" พูดถึงรัฐบาลว่า "ผมไปดูหมอมา หมอดูบอกว่าอยู่ยาว"

เพราะพลัง "ตีนตบ" "ของคนเสื้อแดงโดยแท้ ทำให้ฟากรัฐบาลได้ใจ เปิดเกมรุกทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง

รุกในจังหวะที่ประเมินแล้วว่ รัฐบาลอยู่ในฐานะเป็นต่อ เพราะกองทัพไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากเลยจุดเงื่อนไขที่จะปฏิวัติแล้ว ขณะที่ ส.ว.มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่เป็นองค์กร "พี่เลี้ยง" ที่จะหวังพึ่งพิงได้ ประกอบกับประชาชนก็เบื่อหน่ายความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หนุนให้มีการ "สานเสวนา" เพื่อคลี่คลายปัญหา

ส่วนกลุ่มพันธมิตรก็เพลี่ยงพล้ำ จากพฤติกรรมเรียกร้องให้ให้เลือกข้าง โจมตีทหารที่ไม่เล่นตามบทที่กำหนดให้ คนที่เห็นแตกต่างก็ถูกโจมตีและข่มขู่ การชุมนุมที่ยืดเยื้อยาวนาน เปลี่ยนเป้าหมายการชุมนุมไปเรื่อยก็ทำให้คนเบื่อหน่าย ยิ่งเกิดกรณีการ์ดพันธมิตรทำร้ายชาวบ้านที่พลัดหลงเข้าไปบริเวณที่ชุมนุม การจับกุมการ์ดพันธมิตรและเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นรายวัน ทำให้ประชาชนหวั่นเกรงว่าจะได้รับอันตราย และเริ่มคลางแคลงใจว่าเป็นฝีมือใครกันแน่

ที่สำคัญคือ การใช้ผ้าอนามัยที่ใช้แล้วมาทำคุณไสย อ้างว่าเป็นการเคล็ดโดยรอบพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 และการไม่เปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เป็นสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้

แม้แกนนำพันธมิตรจะมีมติให้เปิดในภายหลัง ก็สายเกินไปแล้ว

ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่รีรอที่จะฉวยโอกาส เดินหน้าประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.3 ที่รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการคลี่คลายปัญหาความแย้ง

แม้ที่ประชุม ส.ส.พรรคพลังประชาชน จะมีมติให้ยุติความขัดแย้งชั่วคราว โดยไม่ยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภา แต่ยังไม่มีใครเชื่อว่าจะไม่มีการนำเข้าพิจารณาในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ ที่จะมีการขอเปิดเพื่อพิจารณางบประมาณกลางปี 1 แสนล้านบาท

ทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จากคดียุบพรรค โดยอ้างว่าเป็นผู้ที่เคยทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง รวมทั้งจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 27 เพื่อคืนสิทธิให้อดีต 111 กรรมหารบริหารพรรคไทยรักไทย

ส่วนบุคคลหรือฝ่ายที่ถูกมองว่าอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลก็กำลังถูกไล่เช็คบิล ทั้งนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.สรรหา นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ฯลฯ

นอกจากนี้รัฐบาลยังซื้อใจข้าราชการด้วยการขึ้นเงินเดือนให้ 6% ส่วนกำนัน สารวัตรกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ก็จะได้เงินเดือนเพิ่มอีกเท่าตัว

ยังมีโครงการเมกะโปรเจ็คต์ ที่อัดฉีดเม็ดเงินเติมความสุขให้ชาวรากหญ้า เสริมนโยบายประชานิยมต่อจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แถมยังขอใช้งบฯกลางปีแสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากจะได้ใจชาวรากหญ้าแล้ว รัฐบาลยังได้จับต้องงบประมาณก้อนโต

ไม่ต้องให้หมอดู ก็ฟันธงได้ว่าเลือกตั้งสมัยหน้า ไม่ว่า "พลังประชาชน" จะเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคใดก็ชนะเลือกตั้งเหมือนเดิม

นายกฯ ตรวจหอประชุมกองทัพเรือใช้จัดงานสโมสรสันนิบาต


กรุงเทพฯ 17 พ.ย.- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. วันนี้ (17 พ.ย.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปหอประชุมกองทัพเรือ เพื่อตรวจเยี่ยมความพร้อมในการใช้เป็นที่จัดงานสโมสรสันนิบาต เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวา โดยจะมีขึ้นในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานครั้งนี้อย่างสมพระเกียรติ ได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์ทหารบก รับผิดชอบเรื่องการจุดพลุ และกองทัพเรือจะดูแลในเรื่องการคมนาคมของผู้ที่จะมาร่วมงาน รวมถึงการจัดสถานที่ ซึ่งทุกปีจะมีแขกสำคัญ ๆ รวมถึงเอกอัครราชทูตต่าง ๆ เข้าร่วมงานจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อใช้ทำเนียบฯ ในการจัดงานทันหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “สนามหญ้ากลายเป็นทุ่งนาไปแล้ว ไม่รู้ทำอย่างไร”.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-17 15:17:22



เสธ.แดง ขอตั้งพรรคใหม่ใช้ชื่อ ขัตติยะธรรม

กรุงเทพฯ 17 พ.ย. – “เสธ.แดง” ยื่น กกต.ขอตั้งพรรคใหม่ใช้ชื่อ “ขัตติยะธรรม” มีโลโก้เป็นรูปหน้า เสธ.แดง ในชุดนักรบพระเจ้าตากขี่ม้าขาว มือขวาถือดาบ ภายใต้สโลแกนว่า “คิดได้ พูดได้ แต่ทำไม่ได้” พร้อมส่ง ส.ส. ลงสมัคร หากมีการยุบสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายของวันนี้ (17 พ.ย.) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมกรรมการบริหารพรรคขัตติยะธรรม ทั้ง 18 คน ได้เดินทางมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอยื่นเรื่องต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมือง โดยใช้ชื่อว่า พรรคขัตติยะธรรม มีชื่อย่อ ขตธ. สำนักงานใหญ่ อยู่ที่ บ้านเลขที่ 234 ถนนรัชดาภิเษก แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กทม. อย่างไรก็ตาม การยื่นจัดตั้งพรรคในครั้งนี้ พล.ต.ขัตติยะ ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเอง แต่ให้ ว่าที่ ร.ต.สุรภัศ จันทิมา เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งมีอายุเพียง 26 ปี และมี นายอธิปรัฐ กาญจนสุวรรณ เป็นเลขาธิการพรรค

สำหรับโลโก้ของพรรคขัตติยะธรรม เป็นรูปหน้า เสธ.แดง ในชุดนักรบพระเจ้าตาก ขี่ม้าขาวมือขวาถือดาบ โดยมุมขวาของโลโก้เป็นรูปธงไตรรงค์ ด้านล่างมีข้อความเขียนด้วยตัวอักษรสีดำว่า พรรคขัตติยะธรรม บนพื้นโลโก้สีแดง สำหรับนโยบายพรรคนั้นได้ใช้สโลแกนว่า “คิดได้ พูดได้ แต่ทำไม่ได้” ส่วนข้อบังคับพรรค กำหนดว่า 1.หัวหน้าพรรคถูกเสมอ 2.ถ้าคิดว่าหัวหน้าพรรคทำไม่ถูก ให้กลับไปอ่านข้อ 1.ใหม่ และ 3.ให้ปฏิบัติตามข้อ 1.และ 2.อย่างเคร่งครัด โดยเป้าหมายของพรรค ต้องการเข้าไปแก้กฎหมายในเรื่องการจับกุมคุมขังใหม่ ที่เห็นว่าปัจจุบันไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้ พล.ต.ขัตติยะ เปิดเผยว่า สาเหตุที่ต้องมายื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคใหม่ครั้งนี้ เนื่องจากพรรคที่เคยจดตั้งไว้แล้ว ชื่อ พรรค เสธ.แดง นั้น ขณะนี้ยังอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า จะให้จดแจ้งจัดตั้งเป็นพรรคได้หรือไม่ ซึ่งรอมาเกือบ 2 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีคำตอบ จึงตัดสินใจเดินทางมายื่นขอจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรออีก 1 เดือน ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะให้คำตอบว่า จะสามารถให้จดแจ้งจัดตั้งโดยใช้ชื่อพรรคนี้ได้หรือไม่

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวด้วยว่า หากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคพร้อมที่จะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งในนามพรรคขัตติยะธรรม โดยจะส่งทั้ง ส.ส.ระบบสัดส่วน และ ส.ส.ระบบเขต ในพื้นที่ที่เห็นว่าพรรคสามารถแข่งขันได้ ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้ และตอนนี้เห็นว่าการเมืองเพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้น อาจจะมีการเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาอันใกล้ จึงได้มาจดแจ้งจัดตั้งพรรคเตรียมเอาไว้ก่อน ตอนนี้ตนเป็นสมาชิกพรรคอยู่ ไม่สามารถเป็นกรรมการบริหารพรรคได้ เพราะยังติดขัดในข้อกฎหมายที่ยังรับราชการอยู่ แต่หากมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ตนก็พร้อมที่จะลงเลือกตั้งด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-17 18:29:39


ภาษีทรัพย์สิน : กระดูกสันหลังประชาธิปไตย


คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย
ที่มา : ประชาไท

ทำไมระบอบประชาธิปไตยไทยจึงล้มลุกคลุกคลานแม้จะมีอายุถึง 76 ปีแล้ว คำตอบง่าย ๆ ก็คือ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน เรามักเข้าใจว่าการมีส่วนร่วมหมายถึงแค่การไปออกเสียงเลือกตั้ง แต่ในความเป็นจริงหมายถึงการมีส่วนให้หรือส่วนเกื้อหนุนในฐานะสมาชิกของสังคมหรือของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติที่ชัดเจน ได้แก่ การเสียภาษี

คงไม่มีประเทศใดจะอยู่รอดได้หากประชาชนของประเทศไม่ได้เสียภาษี และภาษีที่ผมหมายถึงก็คือภาษีทรัพย์สิน การที่ประชาชนได้เสียภาษีโดยตรงจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ จะร่วมกันดูแลภาษีของตน และปิดโอกาสที่จะให้นักการเมืองหรือข้าราชการประจำรายใดมาแสวงหาผลประโยชน์
ภาษีทรัพย์สินเป็นอย่างไร

ภาษีทรัพย์สิน หมายถึง ภาษีที่ประชาชนผู้ครอบครองทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นสังหาริมทรัพย์และโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ต้องเสียให้กับท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นของตนเองโดยตรง ระบบภาษีทรัพย์สินจะทำให้ผู้เสียภาษีเล็งเห็นถึงประโยชน์ของภาษีที่ตนเองจะได้รับ และตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการเสียภาษี

ในเมืองเกือบทุกแห่งของประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกา ประชาชนต้องเสียภาษีทรัพย์สินเป็นเงินประมาณ 1-2% ของมูลค่าทรัพย์สินที่ตนเองเป็นเจ้าของ เช่น หากเรามีบ้านราคา 1 ล้านบาทในเขตเทศบาลเมืองคูคต ปทุมธานี เราต้องเสียภาษีทรัพย์สินประมาณ 15,000 บาท หรือ 1.5% โดยภาษีนี้จะถูกนำมาใช้เพื่อการจัดการศึกษา จัดสร้างสาธารณูปโภค และการพัฒนาอื่นๆ ในเขตเทศบาลดังกล่าว
ประโยชน์ของภาษีทรัพย์สิน

จะเห็นได้ว่า ยิ่งเก็บภาษีได้มากเท่าไร เทศบาลนั้นๆ ยิ่งเจริญ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เก็บได้ก็เพื่อการพัฒนาในพื้นที่เท่านั้น ประชาชนจึงรู้สึกมีความเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตาม อาจมีชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนไม่อยากเสียภาษีนี้บ้าง เช่น คนโสด เพราะตนเองอาจไม่ได้รับประโยชน์จากการจัดการศึกษาแก่เด็ก เป็นต้น แต่การมีโรงเรียนคุณภาพในท้องถิ่นจะทำให้มีคนสนใจย้ายเข้าท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของตนเองเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

โดยที่ภาษีทรัพย์สินเป็นภาษีสำหรับท้องถิ่นซึ่งมีขนาดเล็กและเป็นภาษีทางตรง จึงทำให้ประชาชนในท้องถิ่นสามารถช่วยดูแลควบคุมเป็นอย่างดี ต่างจากในสถานการณ์ปัจจุบันของไทย ที่รัฐบาลกลางส่งเงินมาให้ส่วนท้องถิ่นใช้ คนในท้องถิ่นจึงไม่รู้สึกเป็นเจ้าของเงินดังกล่าว ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง” กลายเป็นการทุจริตประพฤติมิชอบไป
กระดูกสันหลังประชาธิปไตย

ในประเทศตะวันตก ไม่เฉพาะนายกเทศมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้บริหารหรือหัวหน้าสำนักการศึกษา การสาธารณูปโภค การประเมินค่าทรัพย์สินเพื่อการเสียภาษี และอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวหรือในรูปคณะกรรมการ ก็จะต้องผ่านการเลือกตั้งเช่นกัน มีเพียงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการเท่านั้น ที่เป็นข้าราชการประจำของเมืองหรือเทศบาล

การเลือกตั้งผู้บริหารหรือหัวหน้าสำนักต่างๆ ข้างต้น ทำให้การบริหารเทศบาลเป็นไปตามความต้องการของคนในท้องถิ่น โดยมีประชาชนในท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง ผู้ที่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม จึงอาจเป็นระดับชาวบ้านธรรมดา ไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองมืออาชีพเขี้ยวโง้ง หรือไม่ นี่จึงเป็นผลดีของภาษีทรัพย์สินที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์จริงในท้องถิ่น จนทำให้คนดีๆ ในท้องถิ่นอาสามาทำงานเพื่อส่วนรวมจริงๆ มากขึ้น เป็นการปิดโอกาสที่นักการเมืองและข้าราชการประจำจะกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบ ผลร้ายของการไม่มีภาษีทรัพย์สิน

ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่สามารถมีระบบภาษีทรัพย์สินได้มาช้านานแล้ว ระบบภาษีบำรุงท้องที่ก็ยังใช้ราคาประเมินของทางราชการที่เก่ามากแล้ว ไม่สะท้อนมูลค่าปัจจุบัน เก็บภาษีก็ได้เพียงน้อยนิด เทศบาลส่วนมากก็ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ให้พอเพียงกับค่าใช้จ่าย รัฐบาลส่วนกลางก็ต้องส่งงบประมาณมาให้ใช้สอย จนทำให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ข้างต้นนี้เป็นภาพที่เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน

ที่ดินเปล่าใจกลางกรุงมากมายปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์เพราะไม่ต้องเสียภาษี ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจ อุปทานที่ดินก็จำกัด เมืองก็ต้องขยายออกไปในแนวราบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เราควรคิดใหม่ว่าการที่รัฐจัดหาระบบไฟฟ้า ประปา ระบายน้ำ ฯลฯ ผ่านหน้าที่ดินของเราโดยเราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรนั้น เราก็ต้องเสียภาษี ถ้าประเทศชาติของเรามีภาษีไม่พอ เราก็ต้องขึ้นภาษีทางอ้อม กลายเป็นความบิดเบี้ยวไปอีกต่างหาก

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนก็จะถูกบิดเบือนให้แปลกแยกกับระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม มีส่วนได้ มีส่วนเสีย เพื่อรดน้ำพรวนดินระบอบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ประชาชนไม่ได้เสียภาษี เพียงแต่ไม่ได้เสียภาษีทางตรงจากทรัพย์สินที่ครอบครอง จึงทำให้ขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของเท่าที่ควร และกลายเป็นว่าท้องถิ่นเป็นหนี้บุญคุณรัฐบาลส่วนกลางอีกต่างหาก (แต่บางที่ที่ กันดาร ไม่ควรไปตั้งถิ่นฐานตั้งแต่แรก ก็อาจไม่สามารถจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้อย่างเพียงพอ)ติดขัดอยู่ที่ใคร

ผมเชื่อว่า ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขัดขวางระบบภาษีทรัพย์สินนั่นเอง ลำพังชาวบ้านทั่วไปที่ต้องถูกกะเกณฑ์ให้เสียภาษีปีละ 1-2% นั้น ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมาก แต่ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คงไม่คิดเช่นนั้น การมีที่ดินมาก ต้องเสียภาษีมาก ย่อมทำให้ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ เสียประโยชน์เป็นอย่างมาก

ถ้ามีระบบภาษีทรัพย์สิน ในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีการสำรวจว่าใครคือ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ บ้าง ซึ่งพวกนี้อาจไม่ต้องการเปิดเผยตัว จึงพยายามทำให้ข้อมูลการเป็นเจ้าของที่ดินเป็นความลับ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่นำพาว่าการปกปิดข้อมูลการซื้อขาย ครอบครองทรัพย์สินเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการฟอกเงินของอาชญากร (เศรษฐกิจ)

ใครคือ ‘เจ้าของที่ดินรายใหญ่’ คำตอบก็เห็นอยู่ทั่วไป เช่น นักการเมือง ข้าราชการใหญ่ ตระกูลพ่อค้า หรือตระกูลขุนนางใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพลใหญ่ และอื่น ๆ

รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย (รัฐบาลไหนก็ได้) ที่หวังจะสถาปนาระบอบนี้ให้คงทนและเพื่ออนาคตของรัฐบาลเอง ต้องทำให้กฎหมายภาษีทรัพย์สินออกมาใช้ให้ได้ในประเทศไทย


ส.ว.ไม้ตีพริก


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

โดย วีระ มุสิกพงศ์


“...เป็นห่วงว่า หลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ จะยิ่งเกิดความรุนแรงมากขึ้น ในส่วนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองก็ดี ในแง่ให้ข้อมูลตรวจสอบรัฐบาล แต่วิธีการบางครั้งก็ไม่ถูกต้อง ข้อเสนอการเมืองใหม่ก็ยังไม่ชัด ระบบ 50 : 50 ที่เสนอมา ก็ไม่มีหลักประกันการบล็อกโหวต และถ้าจะเอาการเมืองใหม่แล้วไม่แก้รัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิวัติ...”

ใครต่อใครเป็นกลุ่มบุคคลบ้าง เป็นปัจเจกบุคคลบ้าง ต่างก็ออกมาเสนอทางออกให้แก่สังคมไทยกันมากแล้ว บางวิธีก็ตกไปเพราะไม่มีใครยอมรับ บางวิธีกำลังมีการดำเนินการกันอยู่ บางวิธีกำลังถูกขับเคลื่อนทั้งที่เห็นทางตันอยู่ข้างหน้า

ลองมาพิจารณาวิธีออกจากปัญหาของสมาชิกวุฒิสภาคนหนึ่งดูสักหน่อย ในฐานะที่เขาเสนอเป็นแนวความคิดส่วนตัว
สมาชิกวุฒิสภาคนที่ว่าชื่อ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ซึ่งตามข่าวระบุว่าเป็น ส.ว.สรรหา แต่ไม่ทราบสาขาอาชีพ
ส.ว.วิชาญ อารัมภบทว่า ปัญหาวิกฤติการเมืองในขณะนี้ กลุ่มต่างๆ ได้ปลุกเร้าประชาชนออกมา ฝ่ายหนึ่งปลุกประชาชนที่ได้ผลตกค้างจากนโยบายประชานิยม อีกฝ่ายปลุกประชาชนที่รู้ทันนักการเมืองทุจริตเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ส่วนฝ่ายสภาก็เสนอทางออกที่ไม่เป็นทางออก มีแต่ประณามสิ่งที่เห็นว่าไม่ดี

ตนเป็นห่วงว่า หลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ จะยิ่งเกิดความรุนแรงมากขึ้น ในส่วนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเองก็ดี ในแง่ให้ข้อมูลตรวจสอบรัฐบาล แต่วิธีการบางครั้งก็ไม่ถูกต้อง ข้อเสนอการเมืองใหม่ก็ยังไม่ชัด ระบบ 50 : 50 ที่เสนอมา ก็ไม่มีหลักประกันการบล็อกโหวต และถ้าจะเอาการเมืองใหม่แล้วไม่แก้รัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิวัติ ซึ่งถือว่าพันธมิตรฯ ปิดประตูตัวเอง

ส่วนรัฐบาลก็จะแก้รัฐธรรมนูญ คนก็ไม่ไว้ใจ ส่วนถ้านายกรัฐมนตรียุบสภา รัฐบาลก็คงชนะเลือกตั้งอีก เพราะได้รับผลตกค้างจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องที่คู่ขัดแย้งอยากเห็น หากเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เสื้อแดงคงออกมายึดทำเนียบ ถ้าทหารออกมาก็ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา ส.ว.วิชาญ จึงขอเสนอทางออก 9 ข้อเพื่อเป็นทางออกจากวิกฤติคือ
1.รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา 171 วรรคสอง ให้นายกฯ ไม่ต้องมาจาก ส.ส. และมาตรา 291 เพื่อโอกาสให้มีการตั้ง สสร.3
2.นายกฯ ต้องเสียสละด้วยการลาออก
3.สภาเลือกคนภายนอก ที่เหมาะสม และทุกฝ่ายยอมรับเป็นนายกรัฐมนตรี ชั่วคราวเพื่อบริหารประเทศ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้คนที่สังคมยอมรับ ซึ่งในประเทศไทยยังมีคนทำได้หลายคน และพร้อมเสียสละจะเข้ามา เพราะหากมองดู ส.ส. 480 คน เป็นไปได้ยากที่ทุกฝ่ายจะยอมรับในนั้นเป็นนายกฯ ได้ ส่วนการตั้งรัฐมนตรีให้ตั้งจากผู้เชี่ยวชาญที่ตรงสาขา เพราะรัฐบาลที่ผ่านมา 2 ชุด ตั้งคนไม่ตรงกับงาน
4.มีการสรรหา สสร.3 เพื่อแก้หรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
5.พันธมิตรฯ และกลุ่มต่างๆ ยุติการชุมนุม และรัฐบาลขอพระราชทานอภัยโทษให้ตามนโยบายสมานฉันท์
6.รัฐบาลปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการอย่างอิสระกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยไม่แทรกแซง และไม่พยายามช่วยเหลือด้วยการขอพระราชทานอภัยโทษ หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะเป็นความผิดส่วนบุคคล และต้องทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์
7.กรณีที่รัฐบาลทำผิดกฎหมายในช่วงที่ผ่านมา เช่น เหตุการณ์ 7 ตุลาคม ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม
8.เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้แล้ว นายกฯ ก็ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ทันที
9.ทุกฝ่ายต้องช่วยกันให้ประเทศกลับสู่สภาวะนิติรัฐโดยเร็ว เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ความเชื่อมั่น และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ข้าพเจ้าไม่รู้จักนายวิชาญเป็นส่วนตัว จึงไม่ทราบว่ามีพื้นฐานการศึกษามาจากสถาบันใด แขนงใด ระดับใด แต่พอจะเห็นว่าเป็น ส.ว. มาจากการสรรหาก็สิ้นศรัทธาเสียแล้วในเบื้องต้น

แต่เนื่องจาก ส.ว.สรรหา นี้มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นผลิตผลของเผด็จการ ข้าพเจ้าจึงเห็นความจำเป็นต้องขอวิพากษ์วิจารณ์เพื่อชี้ให้เห็นว่า สมุนเผด็จการทั้งหลายนั้นเขามีวิสัยทัศน์และมีทัศนคติอันเป็นภัยต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพียงใด

ข้อเสนอทั้ง 9 ข้อนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่ามีข้อที่ 9 เพียงข้อเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้ นอกจากนั้น จากข้อ 1-8 เป็นเรื่องเหลวไหล ไม่ได้สติทั้งสิ้น

สำหรับข้อที่ 9 ที่ว่าใช้ได้นั้นไม่ใช่เพราะเหตุอื่น หากเป็นเพราะข้าพเจ้าได้ยิน ได้ฟัง และได้เห็นคนไทยทุกเพศ ทุกวัย พูดจาไปในทำนองเดียวกันนี้แทบทั้งนั้น

สำหรับข้อเสนอข้อ 1-8 ที่ข้าพเจ้าว่าไม่ได้สตินั้น ข้าพเจ้าถือเอาหลักประชาธิปไตยเป็นมาตรวัด ไม่ได้ถือเอาความรู้สึกตัวเองเป็นบรรทัดฐาน ข้อเสนอข้อ 1 ให้แก้รัฐธรรมนูญให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. นั้น ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะเห็นด้วยได้ เพราะนี่คือสิ่งที่สวนทางกับข้อเรียกร้องที่มวลชนพฤษภาทมิฬ 2535 เคยเรียกร้องต่อรัฐบาลของเผด็จการ รสช. มา โดยมี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้นำคนสำคัญ

วันนี้ พล.ต.จำลอง เปลี่ยนความคิดไปเอาอย่าง ส.ว.วิชาญ แล้ว แต่ข้าพเจ้า ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และนักประชาธิปไตยทั้งหลายยังยืนอยู่จุดเดิม

ข้อ 2 เรียกร้องให้นายกฯ ปัจจุบันเสียสละด้วยการลาออก ข้าพเจ้าเห็นว่าข้อเรียกร้องนี้ตรงกับข้อเรียกร้องของ โจรกบฏ ที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งไม่มีเหตุผลที่นายกฯ จะต้องทำตาม เพราะนายกฯ คนนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามกฎเกณฑ์ กติกา และยังไม่มีเหตุผลที่จะต้องลาออกในตอนนี้เพื่อการนี้

ข้อ 3 ให้สภาเลือกนายกฯ คนใหม่ จากคนนอกที่มีความเหมาะสม และทุกฝ่ายยอมรับ

ข้อนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าตลกและเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีคนชนิดนี้อยู่ในสังคมไทย มีแต่คนที่ ส.ส. เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเขาเห็นชอบเท่านั้น การถวิลหาคนนอกคือความคิดอันเป็นซากเดนของ ศักดินา และ อำมาตยาธิปไตย น่าอัปยศอดสู

พูดมาเพียงเท่านี้ก็หมดอารมณ์ที่จะพูดต่อเสียแล้ว เพราะไม่มีข้อใดสอดคล้องกับความเป็นประชาธิปไตยเลย คนเราถ้าลองไม่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยเสียแล้ว ก็เท่ากับสละศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แต่นั่นแหละ จะไปหวังอะไรจากท่านเล่าในเมื่อท่านเป็น ส.ว. มาจากการ ลากตั้ง เรียกว่า ส.ว. สายพันธุ์เผด็จการ ไอ้ข้าพเจ้าก็ดันหลงพาท่านผู้อ่านไปเสียเวลาอ่านและวิจารณ์อยู่เป็นนานสองนาน
กรรมของไอ้หวังแท้ๆ