WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 18, 2008

ลักษณะอันไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย คณิน บุญสุวรรณ


นอกเหนือจากที่มาอันไม่ชอบธรรมและกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาชาวโลก ฐานที่เกิดจากการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อย่างที่เรียกว่า “มาจากปลายกระบอกปืน” แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังมีลักษณะอันไม่ชอบธรรมและขัดแย้งต่อหลักนิติธรรมอีกหลายประการ อันอาจนำไปสู่วิกฤติและความล่มสลายของระบบการเมืองได้ ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ส.ว. ประเภทสรรหาจำนวน 74 คน กรรมการการเลือกตั้งจำนวน 5 คน กรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน ผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 3 คน รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ ดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่เคยได้รับโปรดเกล้าฯ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และตามประเพณีปฏิบัติของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้สืบทอดมายาวนาน

ประการที่สอง คณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 7 คน ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดทำบัญชีรายชื่อ ส.ว. ประเภทสรรหา จำนวน 74 คนนั้น ไม่ได้มีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อผู้ใดหรือองค์กรใด ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของชาติทั้งสาม ทั้งยังไม่มีการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพื่อแสดงความรับผิดชอบใดๆ อีกด้วย

ประการที่สาม จงใจใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ซึ่งแปลงสภาพเป็น คมช. เพื่อให้บุคคลทั้งหลายทั้งหมดที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ตั้งไว้ภายหลังการรัฐประหาร ได้ครองตำแหน่งในทุกองค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือแม้แต่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถสืบเนื่องและต่อเป็นจิ๊กซอว์ไปถึงการตั้ง ส.ว. สรรหา 74 คน เพื่อเอาไว้เป็นฐานหลักในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพราะประธานของทั้ง 4 องค์กร ดังกล่าว เป็น 4 ใน 7 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. นอกเหนือจากการเปิดช่องไว้ในบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. สรรหาชุดแรกอยู่ในตำแหน่งได้ครึ่งวาระ คือ 3 ปี เพื่อที่จะทำการตรวจแถวว่ามี ส.ว. สรรหาคนใดบ้างที่แตกแถว เพื่อที่จะลบชื่อออกไป และจะได้นำบุคคลที่เคยอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และแกนนำบางคนของ คมช. เข้ามาเป็น ส.ว.สรรหา ซึ่งจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ 6 ปี ในขณะที่ ส.ว. สรรหาในปัจจุบัน ประเภท “สายตรง” ซึ่งมีอยู่ประมาณ 40 คน ก็จะได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว. ชุดใหม่อีก 6 ปี รวมเป็น 9 ปี และที่สำคัญ บุคคลทั้งหลายทั้งหมดที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ รวมทั้งมีตำแหน่งและใช้อำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญโดยบทเฉพาะกาล ก็จะได้รับความคุ้มครองโดยการนิรโทษกรรมล่วงหน้า ชนิดที่เรียกว่า “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2550 เลยทีเดียว ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 309

ประการที่สี่ จงใจสร้างหมวดขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสถาปนา “อำนาจที่สี่” ที่ใช้ชื่อว่า “องค์กรอิสระ” และ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อให้มีความยึดโยงอย่างเหนียวแน่นกับสถาบันศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลฎีกา ในอันที่จะร่วมกันควบคุมและจัดการกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายบริหาร “อำนาจที่สี่” ที่ว่านี้ เป็นไปตามสูตร 4 + 3 กล่าวคือ 4 องค์กรอิสระ ได้แก่ กกต. ป.ป.ช. คตง. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนอีก 3 ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งองค์กรอัยการ ซึ่งได้รับการยกฐานะให้คล้ายๆ จะเป็น องค์กรอิสระกับเขาด้วย

ปัญหาก็คือ องค์กรต่างๆ เหล่านั้น แม้อ้างว่าเป็นอิสระ แต่ก็เป็นอิสระและไม่ยึดโยงหรือรับผิดชอบต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ แต่ในทางกลับกันกับมีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลยุติธรรมและศาลฎีกาอย่างเหนียวแน่น ชนิดที่เรียกว่าเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” เลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าดูจากข้อเท็จจริงที่ว่า 5 ใน 7 ของคณะกรรมการสรรหา กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ล้วนมาจาก “ศาล” ทั้งสิ้น ยิ่งถ้านำไปโยงกับบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจของ คมช. ด้วยแล้ว ก็ทำให้แลเห็นว่า “อำนาจที่สี่” และฝ่ายตุลาการ รวมทั้งอดีต คมช. นั้น มีความยึดโยง เกี่ยวพัน และรับผิดชอบต่อกันอย่างเหนียวแน่นและเป็นเอกภาพ ซึ่งสะท้อนออกมาในภาพของ “ตุลาการภิวัตน์” อันลือลั่นนั่นเอง

ประการที่ห้า จงใจทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยของชาติออกเป็น 3 ฝ่าย ซึ่งต้องเป็นอิสระและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน โดยนอกจากจะสถาปนา “อำนาจที่สี่” ขึ้นให้มีฐานะคล้ายๆ กับเป็น “เมืองหน้าด่าน” ของกระบวนการตุลาการภิวัตน์แล้ว ยังยกให้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจมากกว่าและสามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอีกด้วย นอกจากนั้น การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ศาลเสนอกฎหมายเองได้ ขอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณเองได้ หรือบางครั้งถึงขั้นสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือตัวบทกฎหมายเองได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภา หรือในบางจังหวะอาจถึงขั้น “คว่ำ” กฎหมายเองได้นั้น ไปไกลเกินกว่าความหมายของคำว่า “ตุลาการภิวัตน์” มากทีเดียว เพราะเท่ากับว่าศาลซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ นอกจากจะสามารถควบคุมฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้แล้ว ยังสามารถก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจบางส่วนของฝ่ายบริหารและบางส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติได้อีกด้วย

ประการที่หก จงใจที่จะขัดขวางการใช้เสรีภาพของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองและทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งบั่นทอนขวัญและกำลังใจของนักประชาธิปไตยและประชาชนในระดับรากหญ้า เรียกว่า พยายามที่จะมุ่งล้างเผ่าพันธุ์ “นักการเมืองอาชีพ” ให้หมดไปจากพื้นที่การเมืองในประเทศไทยเลยทีเดียว ทั้งนี้ โดยให้อำนาจแก่ กกต. และศาลฎีกาที่จะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดก็ได้ เพียงแต่มีหลักฐานอันควรเชื่อว่าได้รับเลือกตั้งมาด้วยการซื้อเสียงหรือฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ต่อจากนั้นก็จะโยงไปถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่เชื่อว่ามีส่วนรู้เห็น ซึ่งจะทำให้คนเพียงหยิบมือเดียว อย่าง กกต. อัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจเด็ดขาดที่จะสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น จนเลยเถิดไปถึงขั้นสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ที่เรียกว่า “ทำผิดคนเดียวยุบทั้งพรรค” นั่นแหละ

นอกจากนั้น ยังจงใจที่จะ “แปลงสาร” เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร และการสั่งยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมกับการรัฐประหารอันเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วอุปโลกน์ให้เป็น “ดาบเพชฌฆาต” ที่ตั้งชื่อเสียไพเราะเพราะพริ้งว่า “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเรื่องการคุกคามรัฐธรรมนูญและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนมากกว่า ทั้งนี้ แทนที่รัฐธรรมนูญจะให้สั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมกับการรัฐประหาร กลับให้สั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร ในขณะที่ปล่อยให้พรรคการเมืองและกลุ่มที่ร่วมกันทำรัฐประหารลอยนวล เสมือนหนึ่งเป็น “กลุ่มอภิชน” ของประเทศ อะไรปานนั้น

ประการที่เจ็ด เห็นได้ชัดว่าเป็นการบัญญัติกฎหมายที่มุ่งจะให้ใช้บังคับเพื่อเอื้อประโยชน์และปกป้องคุ้มครองคนบางคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาองค์กรหรือบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมในการรัฐประหารและได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในขณะที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับในทางที่เป็นโทษและเป็นผลกระทบในทางลบต่อคณะบุคคลบางคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่ถูกโค่นล้มจากอำนาจโดยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคนที่ถูกสงสัยว่าจะเป็น “นอมินี” ของอดีตผู้นำประเทศซึ่งถูกโค่นล้มไป ทั้งนี้ โดยไม่รู้จักแยกแยะระหว่างเรื่องของ “หลักการ” กับเรื่องของ “ตัวบุคคล”

ประการที่แปด จงใจที่จะออกแบบรัฐธรรมนูญให้เป็นเหมือนสมรภูมิรบ ซึ่งฝ่ายต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์ต่อกัน สามารถหยิบฉวยอาวุธหรือเครื่องมือกลไกต่างๆ ไปใช้ในการเข่นฆ่าหรือทำลายศัตรูในทางการเมือง จนสร้างความร้าวฉานกันไปทั่วทั้งสังคม โดยมีบุคคลที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งสิ้นที่เกิดขึ้น เป้าหมายเพียงต้องการให้ผู้คนในบ้านเมืองเกลียดกลัวการเมือง ชิงชังนักการเมือง และดูแคลนประชาชนระดับรากหญ้า โดยหารู้ไม่ว่าทั้งหมดที่ออกแบบมานั้น มีแต่จะนำไปสู่ความไม่สงบสุขในบ้านเมือง การแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในชาติ ทำลายศักยภาพของคนไทย ทำให้ประชาชนอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ และประเทศอ่อนแอ

ประการที่เก้า ใช้เล่ห์กลอันแยบยลในการบัญญัติกฎหมายที่จงใจจะให้ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน อย่างที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญ” โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งใช้บังคับเพื่ออำนวยสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนในวงกว้างแบบกระท่อนกระแท่นและล่าช้า แม้แต่บรรดาสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่บัญญัติไว้อย่างสวยหรู แต่กลับไม่ให้มีการบัญญัติกฎหมายรองรับ ซึ่งเท่ากับเป็นการลอยแพประชาชนและปล่อยตามยถากรรม ประมาณว่า ถ้าชาวบ้านอยากได้อะไรก็ให้ไปฟ้องเอา ในขณะที่รัฐธรรมนูญอีกฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทเฉพาะกาล กลับอัดแน่นไปด้วยอำนาจ ผลประโยชน์ และตำแหน่ง ซึ่งนำไปประเคนให้แก่กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมกับคณะปฏิรูปการปกครองฯ และที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ อย่างชนิดที่เรียกว่า “แจกกันถ้วนหน้า” และได้รับทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอให้มีการตีความ และไม่ต้องรออะไรทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการ ที่จู่ๆ ก็ได้ต่ออายุเป็นผู้พิพากษาอาวุโสและเป็นอัยการอาวุโสในชั้นศาล และในตำแหน่งที่ตนเกษียณไปจนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นอีกฉบับหนึ่งที่เอื้อประโยชน์เต็มๆ แก่บรรดาผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและพนักงานอัยการ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต โดยผ่านกลไกพิเศษที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์”

และที่ร้าย คือ เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งต่างหากเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองบรรดาผู้คนทั้งหลายทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหาร และได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในลักษณะอันเป็นการ “นิรโทษกรรมล่วงหน้า” กล่าวคือ อยู่ในฐานะที่ “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ประเทศไทยก็เคยถูกมหาอำนาจตะวันตกกดขี่โดยผ่าน “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในยุคจักรวรรดินิยมมาแล้ว แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 คนไทยกลับต้องถูกกดขี่และแบ่งแยกกันเอง โดยมีสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิสภาพนอกรัฐธรรมนูญ” คั่นกลาง ซึ่งทำให้คนกลุ่มเล็กๆ เพียงหยิบมือเดียวมีอำนาจและอิทธิพลเหนือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอันเป็นระบบ ที่เรียกกันว่า “อภิชนาธิปไตย” นั่นเอง


เกิดมาทำไม (1)


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


เดอะ บริดจ์ (The Bridge) เป็นภาพยนตร์สารคดีที่กำลังเป็นที่ฮือฮาในโลกภาพยนตร์ ขอถือวิสาสะแปลและเพิ่มเติมเป็นชื่อไทยเอาเองว่า “สะพานมรณะ” เหตุที่เรียกอย่างนี้เพราะเป็นภาพยนตร์ที่จับภาพเหตุการณ์คนกระโดดสะพานฆ่าตัวตายซึ่งเกิดขึ้นจริง

สะพานดังกล่าวคือ สะพานโกลเดนเกต ในอเมริกา เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างซานฟรานซิสโกกับแหลมมาริน เคยติดอันดับเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก (แต่ปัจจุบันอยู่อันดับ 7 โดยที่ 1 คือ สะพานอากาชิ ไคโก ประเทศญี่ปุ่น) นอกจากยาวติดอันดับโลก สะพานโกลเดนเกตยังเป็นเจ้าของสถิติที่ไม่มีใครพึงปรารถนาคือเป็นสถานที่ยอดนิยมของคนสิ้นหวังที่จะมากระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ด้วยความสูงระดับ 70 เมตร!) และรอบ 8 ปีที่ผ่านมา มีคนฆ่าตัวตายที่สะพานนี้กว่า 1,200 คน !

เอริก สตีล ผู้กำกับเรื่องนี้ ใช้วิธีติดตั้งกล้องไว้ที่ปลายสะพานทั้งสองข้าง เฝ้าคอยบันทึกเหตุการณ์นับ 1,000 ชั่วโมงว่าจะมีใครหรืออะไรเกิดขึ้นที่สะพานอาถรรพ์แห่งนี้ ผลก็คือกล้องได้จับภาพคนมาฆ่าตัวได้กว่า 20 คน โดยกว่า 10 คนในนั้น ถูกช่วยเหลือและเกลี้ยกล่อมโดยเจ้าหน้าที่ไว้ได้ทันท่วงที

แน่นอนว่าหลังจากที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในวงกว้างก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาทั้งดีและร้าย ที่ร้ายก็เพราะคนที่อ่อนไหวและตื่นตูมรีบกล่าวหาว่าเรื่องนี้จะเป็นการ “ชี้โพรงให้กระรอก” ให้ผู้คนมีพฤติกรรมเลียนแบบไปฆ่าตัวตาย (ที่สะพานนี้) กันมากขึ้น ตรงกันข้ามกับนักจิตวิทยาบางท่านที่กลับมองอีกมุมว่านี่จะเป็นการได้ทำความเข้าใจปรากฏการณ์การฆ่าตัวตายของมนุษย์เพื่อหาทางป้องกัน เพราะที่นักจิตวิทยาพูดตรงกันเสมอมาอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่จะฆ่าตัวตายไม่ว่าจะดูปกติแจ่มใสหรือร่าเริงสักปานใด แต่ไม่มากก็น้อยจะต้องมี “สัญญาณบอกเหตุ” เตือนก่อนหน้านั้นอยู่ร่ำไป หรือบางคนเรียกว่าสัญญาณขอความช่วยเหลือ ( s.o.s ) ซึ่งคนที่กำลังมีปัญหาจะบ่งบอกสัญญาณนั้นไปสู่คนรอบข้างทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ หากคนรอบข้างสังเกตและเอาใจใส่ ก็อาจจะช่วยบำบัดความเครียดที่กำลังก่อตัวขึ้นก่อนที่โศกนาฏกรรมจะมาถึง ตรงกันข้าม บางคนนอกจากไม่มีที่พึ่งทางใจ คนรอบข้างก็ยังซ้ำเติมให้สิ้นหวังกับชีวิต เช่น พูดจากล่าวหาว่าไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ชีวิตนี้ไม่มีความหวัง บางคนก็เสียดสีว่าคนๆ นั้นเรียกร้องความสนใจไปอย่างนั้นเอง (ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก) จึงนำไปสู่การฆ่าตัวตายในที่สุด

บางคนอาจกล่าวว่าการฆ่าตัวตายเป็นเพียงเรื่องของคนที่ไม่รักตัวเอง จึงไม่สมควรที่คนอื่นๆ จะไปรักชีวิตแทนเขา แต่อีกด้านหนึ่งมันกำลังกลายเป็นปัญหาสังคม โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่งที่ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันมีค่ามากมายให้กับการฆ่าตัวตาย...

(อ้างอิงข้อมูลจาก the Bridge : เรียนรู้จิตวิทยาผ่านหนัง: เปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์: นิตยสารไบโอสโคป)


สื่อแท้...จอมปลอม!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้นั่งอ่านหนังสือพิมพ์หลากหลายฉบับ และไปเจอบทความชิ้นหนึ่งสะดุดตา เพราะใช้หัวข้อว่า “สื่อบางสื่อ แท้จริงก็คือ dog รับใช้นักการเมือง”

ไล่อ่านตั้งแต่บรรทัดแรก จนบรรทัดสุดท้ายก็แทบจะอาเจียน เพราะมีแต่ข้อเขียนที่เขียนขึ้นเพื่อยกหางตัวเองทั้งนั้น ผมไม่รู้ว่า คนเขียนบทความชิ้นนี้เป็น “นักข่าว” หรือไม่ แต่อยากจะบอกกับประชาชนที่อาจเผลอไปอ่านบทความนี้ว่าอย่าหลงไปเชื่อ “พวกเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น” ดูจากสำนวนการเขียนแล้วต้องสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่านักเขียนคนนี้ “เห็นผิดเป็นชอบ” หรือ “เห็นกงจักรเป็นดอกบัว”หรืออาจจะไปโดนเจ้านายบางคนใช้ไสยศาสตร์ มนต์ดำ เล่นงานให้เขียนบทความกล่าวหาเพื่อนๆ สื่อมวลชนด้วยกัน

ผมติดใจอยู่คำหนึ่ง โดยเฉพาะประโยคที่ระบุว่า “สื่อมวลชนบางคนบางสำนักได้ทอดทิ้งคำว่า Watch ไปเรียบร้อยแล้ว เหลือไว้เพียงคำว่า dog ที่ไม่ใช่แค่ dog ธรรมดาๆ แต่เป็น dog ที่หันหน้าไป “เชียร์ & เลีย” นักการเมืองหรือฝ่ายบริหาร แทนที่จะตรวจสอบ”

ผมเข้าใจว่า นักเขียนคนนี้อาจจะคับแค้นใจแทนเจ้านายที่มีหนังสือพิมพ์กลุ่มหนึ่ง เช่น หนังสือพิมพ์ข่าวสด มติชน หรืออาจจะรวมถึงประชาทรรศน์ด้วย

หนังสือพิมพ์กลุ่มนี้ไม่ยอมก้มหัวให้พันธมิตรฯ เพื่อสนับสนุน “อำนาจนอกระบบ” หรือ “อำนาจเผด็จการ” จึงทำให้ถูกต่อต้านอย่างหนักจากพันธมิตรฯ

ทฤษฎีคนทำงานสื่อมีไว้ว่า “แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน” แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะสาเหตุที่ประเทศชาติบ้านเมืองเราวุ่นวายทุกวันนี้ก็เพราะ “แมลงวันไม่ตอมแมลงวัน” นี่แหละ

ทุกวันนี้มีสื่อมวลชนจำนวนกี่ฉบับ กล้าสู้กับพันธมิตรฯ ที่กำลังเผาบ้านเผาเมือง ทำลายระบอบประชาธิปไตย

พันธมิตรฯ โจมตีรัฐบาล โดยมีสื่อในมืออย่างหนังสือพิมพ์พิมพ์ผู้จัดการ เว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ และเอเอสทีวี ช่วยประโคมข่าว

ผมเห็นไม่กี่ฉบับ เพราะแต่ละคนก็เกรงกลัวพันธมิตรฯ กันทั้งนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนนี้พันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมไปตั้งนานแล้ว

ที่เหลืออดเหลือทนจริงๆ ก็คือสมาคมสื่อที่ออกมารับลูกพันธมิตรฯ โดยไม่แยกแยะบทบาทหน้าที่ของตัวเองว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ

ผมบอกตามตรงว่าเห็นหัวหน้าข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ พาดหัวข่าวด่ารัฐบาล หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วรู้สึกหดหู่

เพราะหัวหน้าข่าวพวกนี้ไม่ได้กระทำภายใต้จรรยาบรรณสื่อสารมวลชน แต่ทั้งหมดกระทำไปด้วยความสะใจ
ผมสนับสนุนเพื่อนนักข่าวที่เขียนข่าวเพื่อตรวจสอบรัฐบาล แต่ผมไม่สนับสนุนให้ใครใช้วิชาชีพตัวเองเขียนข่าวเพื่อทำลายคนอื่น

ถึงเวลาแล้วที่แมลงวันต้องตอมแมลงวัน แม้ในอดีตจะมีผู้ใหญ่บอกว่า การทักท้วงหรือวิจารณ์สื่ออื่นที่ไม่ใช่เราสมควรเป็นเรื่องของสมาคมวิชาชีพ

แต่สมาคมวิชาชีพในวันนี้ มีกรรมการที่เป็นแค่นักข่าวแก่กะโหลกกะลา บางคนก็เพี้ยนๆ โดยเฉพาะสภาการหนังสือพิมพ์ที่มีหน้าที่เรื่องจริยธรรม

แต่ไม่เห็นทั้งสมาคมและสภาทำอะไรนอกจากปกป้องเสรีภาพของตัวเอง และปกป้องความผิดของสื่อพวกเดียวกัน
ที่ต้องเน้นย้ำกันบ่อยๆ เรื่องสื่อนั้น เป็นเพราะมองเห็นความสำคัญในยามที่บ้านเมืองเรากำลังแย่

ผมไม่อยากให้ชาวบ้านที่อ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ชอบอวดอ้างตัวเองว่าเป็น “สื่อแท้” หลงเชื่อสำนวนโวหาร และกลายเป็นเหยื่อของ “อำนาจนอกระบบ” ทำลายประชาธิปไตยอีกต่อไป!


กฎหมาย ต้องศักดิ์สิทธิ์เสียที


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*


ปวงชนชาวไทยได้แสดงออกถึงความอาลัยและจงรักภักดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นที่ประจักษ์ของประชาคมโลกที่ได้ชมการถ่ายทอดสดและการเสนอข่าวของสำนักข่าวชั้นนำของโลก…แต่สำหรับคนไทยส่วนหนึ่ง ที่แสดงความมิบังควร ด้วยการหมิ่นเบื้องสูง กำลังถูกจับตาดูจะถูกจัดการอย่างไร
ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่างได้รับรู้และสะเทือนใจอย่างยิ่ง กับสิ่งที่ “ม็อบโกเต๊กซ์” บังอาจจาบจ้วง เป็นความอัปยศ มิอาจให้อภัยกันได้เลย ถ้ากฎหมายใช้ไม่ได้ ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร จะให้ย่ำยีกฎหมายกันไปถึงไหน

ที่มีข่าวว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำตัวป่วน ที่สร้างความวุ่นวายอัปยศ เดินทางไปเพ่นพ่านยังต่างประเทศ ทั้งๆ ที่มีคดีติดตัวอย่างมากมายนั้น เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยที่มีความจงรักภักดีและต้องการเห็นความยุติธรรมต่างต้องการคำตอบ

เพราะมีคำถามว่า สนธิ ลิ้มทองกุล ยิ่งใหญ่มาจากไหน เพราะทุกวันนี้ก็ตกเป็นผู้ต้องหา จะ ได้รับอภิสิทธิ์เป็นกรณีพิเศษหรือไม่อย่างไร

อย่าปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้คาใจคนไทยที่รักความถูกต้องอีกต่อไป เพราะจะไม่เป็นผลดีด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น

กรณีที่ “ม็อบโกเต๊กซ์” กระทำการลบหลู่พระบรมรูปทรงม้า สังคมได้มีการเรียกร้องให้ แม่ทัพนายกองที่ผ่านการศึกษาจาก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ออกมาแสดงถึงความรักและหวงแหนสถาบัน ที่ถูกคนอัปรีย์ใช้มนต์ดำกระทำย่ำยี

ผมว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าผู้ที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระพุทธเจ้าหลวง ที่ทรงเลิกทาส พึงจะคิดและกระทำได้

วันนี้ขอถามไปยังบรรดานักกฎหมายทั้งน้อยใหญ่บ้าง โดยเฉพาะบรรดาหัวหงอกหัวดำที่เอนเอียงเข้ากับฝ่ายพันธมิตรพันธมาร ว่ามีความรู้สึกอะไรหรือไม่ กับการที่ พระบาทสมเด็จพระปิยมหาราช พระผู้ทรงปรับปรุงกฎหมายและการพิพากษาคดี ให้เป็นที่เชื่อถือของชาวต่างประเทศยิ่งขึ้น

เพราะพระองค์เห็นว่า การที่ไม่ยอมให้คนต่างด้าวมาขึ้นศาลไทย เป็นเหตุให้เสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต อำนาจกงสุลเข้ามามีอำนาจเหนือการปกครองของเจ้าของประเทศ โดยใช้กฎหมายบ้านเมืองอื่นมาตัดสินคดีพิพากษา

จนมีชาวจีน ชาวญวนและชาติอื่นๆ พากันขอขึ้นทะเบียนเป็นคนในบังคับพวกฝรั่ง เพื่อไม่ต้องขึ้นศาลไทยเวลามีคดีพิพาท

พระองค์ทรงแยกศาลออกจากอำนาจการบริหารมารวมไว้ที่กระทรวงยุติธรรมแห่งเดียว

จากการจาบจ้วงย่ำยี วันนี้บรรดานักกฎหมายจะเคลื่อนไหว ตอบโต้การกระทำที่ไม่บังควรของ “ม็อบโกเต๊กซ์” อย่างไรหรือไม่

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่จะผ่านเลยไปไม่ได้เช่นกัน ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์คาดไม่ถึงว่า จะถูก ป.ป.ช. “เอาจริง” ชี้มูลความผิดกับ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และมีตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรค

ต้องเรียกว่า ถึงคราว “เสื่อม” ของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วจริงๆ เพราะมี ส.ส. ไปปกป้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องการนำ “โกเต๊กซ์” ลบหลู่ พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ที่คนไทยเคารพเทิดทูนกันทั้งบ้านทั้งเมือง เมื่อ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ยกขึ้นมาปรึกษาในสภา

ก็ไม่รู้ว่าคนของพรรคประชาธิปัตย์คิดอย่างไร จึงออกมาปกป้องม็อบชั่ว ทั้งๆ ที่ผู้คนทั้งประเทศก่นด่า และคลางแคลงในความจงรักภักดีอย่างที่ประกาศปาวๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยินดีจะเกลือกกลั้วกับ “โกเต๊กซ์” ก็จะไม่มีความความสกปรกอะไรที่จะทำไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่จ้องจับตาดู

การเมืองในสภาและการเมืองนอกสภาตอนนี้ กระพริบตาไม่ได้จริงๆ ครับ

เพราะการชุมนุมประท้วงในทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรฯ ถึงจุดตีบตันลงทุกที จนต้องปรับกลยุทธ์ให้ “แกนนำ” ผลัดกันออกไปปลุกขวัญสาวกในต่างจังหวัด เพราะจะหวังให้เข้ามาร่วมชุมนุมประท้วงอย่างเมื่อก่อนนั้น ถูกปิดประตูลั่นดานอย่างหนาแน่น

เพราะความอัปยศที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของบรรดาแกนนำ ที่ก่อนนี้ก้าวร้าว กักขฬะ จองหอง ไม่ยอมใคร

ร้อนถึงบรรดาทายาทเผด็จการต้องออกมา “เร่งมือ” กันขนานใหญ่เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มีการส่ง-การรับกันเป็นทอดๆ และเร่งเวลาในการทำงานให้เร็วที่สุด ดึงความสนใจให้ไปอยู่ที่กลุ่มคนและองค์กรที่เผด็จการแต่งตั้งจัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้ “ม็อบโกเต๊กซ์” ตั้งหลักตั้งตัวให้ได้ เพราะลงทุนลงแรงไปมากแล้ว แต่ผลงานยังไม่ปรากฏ ให้เห็นเป็นรูปธรรม

แต่ดูจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะผู้คนในสังคมในประเทศ รู้แล้วว่า ใครที่คิดดี ใครที่คิดชั่วทำชั่ว
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันฟ้องอย่างชัดเจน

มีแฟกซ์จากแฟนของ “ประชาทรรศน์” ที่ใช้ชื่อว่า ณ ปลายปากกา ส่งมาถึง คุณสุคนธ์ ชัยอารีย์ บรรณาธิการข่าวภูมิภาค อ่านดูแล้ว อารมณ์เดียวกันก็ขอนำมาถ่ายทอดบอกไปถึงบรรดาคนเสื้อแดง ให้รับทราบกัน

สีแดง ไม่ตะแบงความรุนแรง
หนึ่งพฤศจิกา ห้าหนึ่ง จึงมาพบ
มิได้ รบกับใคร ให้หมองศรี
เป็นสำนึก พื้นฐาน ญาณความดี
เสื้อแดงนี้ สัญลักษณ์ “นักประชาธิปไตย”
นัยหนึ่ง วันครอบครัว “ความจริงวันนี้”
ปราศราคี จากผู้ที่ คิดสงสัย
จิตอยากร่วม รู้ปรองดอง ของชาวไทย
บันทึกไว้ เป็นประวัติศาสตร์ ชาติสีแดง
อุดมการณ์ ต่อต้าน การรัฐประหาร
อุดมการณ์ มิคลานพบ “คบ” คนกำแหง
อุดมการณ์ ไม่กักขฬะ ละรุนแรง
แม้ตายแห้ง เป็นซาก จากโลกไป
อมาตย์ เผด็จการ งานเปรตผี
อมาตย์เผด็จการ อัปรีย์ มีเงื่อนไข
อมาตย์เผด็จการ จ้องฆ่า บ้าทำลาย
หากมีไว้ มันใฝ่ร้าย “ประชาธิปไตย”
หนึ่งพฤศจิกา ต่างมารวม ร่วมและพบ
ไม่น้อมนบ อมาตย์เผด็จการ จากขุมไหน
มหาชน เรือนแสน มาแดนไกล
ที่ใหญ่ใหญ่ ราชมังคลากีฬาสถาน พานแคบเอย

เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่พยายามปกป้องคนที่คิดร้ายทำลายชาติศาสนาและสถาบันพระกษัตริย์ พึงสำเหนียกว่า “พลังคนเสื้อแดง” จะไม่ยอมให้ใครก็ตาม ทั้งที่ออกมาเสนอหน้าและเป็นอีแอบชักใยบงการอยู่เบื้องหลัง กระทำการย่ำยี่ประเทศชาติ กระทำการอันมิบังควรต่อสถาบัน หรือสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติอีกต่อไป

มาถึงวันนี้ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ต้องไม่เลือกใช้กับฝ่ายที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ “ม็อบโกเต๊กซ์” หรือผู้สูญเสียอำนาจ ที่ต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย หรือเพื่อการล้างแค้นกันเป็นส่วนตัวเท่านั้น

กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลบังคับใช้อย่างไม่เลือกปฏิบัติอีกต่อไป ครับผม


คืนความชอบธรรม“เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์”


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร

วันนี้ผมยังไม่แน่ใจว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะทำใจลงนามออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการได้หรือไม่ หลังจากที่มีการร้องเรียนกันมั่วไปหมดจากตำรวจที่บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย

ผมพยายามทำใจมองการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจมาทุกยุคทุกสมัยว่า เป็นเรื่องปกติที่มีการร้องเรียนขอความเป็นธรรม เพราะการแต่งตั้งโยกย้ายทุกคำสั่ง ไม่ต่างจากคดีที่เกิดขึ้นทุกคดี จะต้องมีคนพอใจและไม่พอใจ
ฝ่ายที่ชนะคดีก็จะบอกว่าศาลให้ความเป็นธรรม
ฝ่ายที่แพ้ก็จะบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ผมจึงบอกกับตำรวจที่ร้องเรียนด้วยคำพูดเดิมๆ ว่า ย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ยังเป็นตำรวจ รับเงินเดือนเหมือนเดิม

ต้องทำใจว่า “ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร” การแต่งตั้งโยกย้ายจึงมีคำว่า “เพื่อความเหมาะสม” เป็นเหตุผลในทุกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย

แต่คำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายครั้งล่าสุด ที่ยังไม่แน่ใจว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะทำใจลงนามได้หรือยัง ดูเหมือนมีการร้องเรียนกันมากผิดปกติ

ซึ่งผมถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติ เพราะในห้วงเวลาที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นยุคที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายที่สับสนอลหม่านที่สุด เพราะมีการย้ายกันเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายปักษ์ และ รายเดือน เหมือนกับการออกหนังสือพิมพ์และนิตยสาร จนมีการเรียกขานกระแนะกระแหนกันว่า เป็นผู้บัญชาการโยกย้ายแห่งชาติ โดยมีการโยกย้ายข้ามห้วยกันมากมายหลายตำแหน่ง

จึงเป็นเรื่องปกติที่การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ก็ต้อง “ล้างบาง” กันขนานใหญ่กว่าปกติ ประกอบกับคนที่ถูกปลดออกไปกับคนที่มาใหม่ ตั้งป้อมงัดกันมาก่อน จึงถือเป็นเรื่องปกติที่คนใหม่จะต้องจัดการกับขบวนการศูนย์อำนาจเก่าให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

คนที่ถูกย้ายไปสู่ตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิม ก็ขอให้ทำใจว่า ตอนที่ย้ายมาดีขึ้นนั้น ก็ข้ามห้วยข้ามหน้าข้ามตาคนอื่นมาเหมือนกัน

เช่นเดียวกับนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้า กรณีที่ย้าย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พ้นจากรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า การย้ายหลังจากที่ พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจการปกครองประเทศจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ พ้นจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นพี่ชาย คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่านั้น ส่วนความผิดอื่นๆ ไม่มีแม้แต่นิดเดียว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จึงฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่ง

เมื่อศาลได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่ง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า การดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มีมาอย่างต่อเนื่อง การนับอาวุโสจึงมีการสะดุดลง อย่างที่หลายคนพยายามกล่าวอ้างว่า หากถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เมื่อย้ายกลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องเริ่มนับอาวุโสกันใหม่

ดังนั้น คำพิพากษาของศาลปกครองจะตีความเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าวันนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโส อันดับ 1

หากจำกันได้ก่อนที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะถูก พล.อ.สนธิ ลงดาบเชือด เพราะเป็นพี่ชายของคุณหญิงพจมานนั้น เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1 มาก่อน จ่อคิวจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่อจาก พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนปัจจุบัน

ทั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก็คงไม่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะเกษยีณอายุราชการปี 2555 แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาแล้ว ต้องถือว่าเป็นไปตามยถากรรม ต้องปล่อยเลยตามเลย

เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ศาลปกครองกลางได้เพิกถอนคำสั่งของ คปค. ไปแล้ว พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะต้องคืนความชอบธรรมให้กับ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จัดอันดับใหม่ให้เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสอันดับ 1

นั่นหมายความว่า วันที่ 1 ตุลาคม 2552 หากสถานการณ์ทางการเมืองปกติ ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารตามเสียงเรียกร้องโหยหาของกลุ่มของโกตั๊บ ณ โกเต๊กซ์ ในทำเนียบรัฐบาล หลัง พล.ต.อ.พัชรวาท เกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ย่อมมีความชอบธรรมที่จะขยับขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมาจดทะเบียนสมรสใหม่กับ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ หรือไม่ก็ตาม


ถึงคราวคน กทม.‘Change’


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ในที่สุด คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิด กรณีรถและเรือดับเพลิง มูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาแต่ก่อนที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน จะลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่อเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ 4 ปีก่อนโน้น

พรรคประชาธิปัตย์ คัดค้านเรื่องราวของรถและเรือดับเพลิง เพราะมีการร้องเรียนจากอีกบริษัทหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการประมูลครั้งนี้ โดยคนของพรรคซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น เดินเกมอย่างถึงพริกถึงขิงที่จะยกเลิกโครงการ และที่สำคัญเห็นว่าเป็นสิ่งที่จะเรียกคะแนนเสียงกลับคืนมาได้ จึงตัดสินใจป่าวประกาศไม่เห็นด้วยกับโครงการดังว่ามีการเข้ามายกเลิกการเปิดแอลซี ไม่มีการเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญา มีเพียงเจรจาเพิ่มประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ

มีการเปิดแอลซีใหม่ ประเด็นสำคัญที่อ้างคือถูกบีบจากกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่จดหมายจากกระทรวงมหาดไทย เปิดกว้าง “แล้วแต่ดุลพินิจของผู้ว่าฯ กทม.”

แอลซีคือหนังสือที่จะนำของเข้ามา โอนเงินให้กับคู่สัญญา และตามสัญญาแฝงความหมายเอาไว้คือการเปิดให้มีการดำเนินการเริ่มต้นสัญญาอย่างเป็นทางการนั่นเอง

ซ้ำร้ายกว่านั้น การเปิดแอลซี แล้วไม่ยอมเซ็นรับของ มีการจ่ายเงินงวด 2-3 ปล่อยให้รถดับเพลิงจอดเกลื่อนลานท่าเรือ ทำให้งบประมาณจากภาษีอากรสูญเปล่าไปฟรีๆ หลายพันล้านบาท แต่ของไม่ได้นำออกมาใช้

น่าเสียดายที่ฝ่ายสืบสวนสอบสวนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการสืบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไม่ได้สืบเสาะลงไปให้ลึก ว่าการโกงกันนี้มีการกระทำกันแล้วมีสิ่งแลกเปลี่ยนอย่างไร

เพราะข่าวฉาวๆ ที่ว่าพูดกันเยอะแยะทั้งในและนอกพรรค งานนี้อาจจะแบ่งเปอร์เซ็นต์กันร่วมๆ 2 พันล้าน “พรรคครึ่งหนึ่ง ผู้ว่าฯ ครึ่งหนึ่ง” มีมูลความจริง ความเท็จ หรือไม่ เพียงใด เพราะช่วงที่กลับมาเซ็นเปิดแอลซี นั้นเป็นช่วงของการเลือกตั้งทั่วไปพอดิบพอดี

อาจจะมี คนตัวดำ คนหน้าดำ ต้องการหาบารมีในพรรคเพื่อโค่นอีกกลุ่ม จึงหาเงินมา “โปะ” ให้กับคนที่คิดว่าจะได้เป็น ส.ส. แม้ไม่อยู่ในโควตาของตนเอง เพื่อหวังผลหลังเลือกตั้งจะเปลี่ยนผู้นำพรรคคนใหม่ให้ได้ แล้วเปลี่ยนได้จริงๆ ว่ากันว่างานนั้นหมดไป 500 เหลือเก็บอีก 500 ส่วนที่เหลืออีก 1,000 เขาเอาให้เป็นหลักประกัน ค่าวิ่งคดี และค่าติดคุก รวมๆ แล้ว 2,000 พอดีเป๊ะ เรื่องราวเหล่านี้จริงเท็จขนาดไหนเพียงใด เป็นเรื่องที่หลายคนยังสงสัยและเรียกร้องให้มีการติดตามล้วง แคะ แกะ เกา เงินก้อนนี้ออกมาให้ได้ มีก็บอกว่ามี ไม่มีก็บอกว่าไม่มี...เมื่อนั้นจะได้เห็นพรรค “ถูกทุบ” (เขียนไม่ผิด) ไม่ใช่ “ถูกยุบ” โดยประชาชน

แม้จะไม่ได้ข้อมูลหลักฐานที่ร่ำลือกันดังว่า คือ “เงินสินบน” แต่เมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เรายังไม่เห็นท่าที่ของ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคต้นสังกัดของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการ กทม. ที่ส่งลงแข่งขันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมานี่เอง จะประกาศความรับผิดชอบแต่อย่างไร มีแต่หน้าหนาบอกว่าจะส่งคนลงแข่งขันอีก

“ยกหางตัวเอง” เปรียบเป็น “โอบามา” ในนโยบายหาเสียงที่เรียกสั้นๆ ว่า “Change” หรือ “การเปลี่ยนแปลง” ผู้คนเขาสงสัย อาจจะมีอีกหลายโครงการที่ “ซุกขยะไว้ใต้พรม” เช่น เมกะโปรเจ็กต์ 1.98 หมื่นล้านบาท งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ งบระดมทุน ฯลฯ ... คนกรุงเทพมหานคร ถึงคราว “Change” อย่างแท้จริงเสียแล้วกระมัง ให้โอกาสอีกฝ่ายเข้าไปตรวจสอบจะดีกว่า


นายกฯขอบคุณทุกฝ่ายจัดงานพระราชพิธีอย่างสมพระเกียรติสศร. เปิดให้ชมภาพจิตรกรรมพระพี่นางฯ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวขอขอบคุณประชาชน หลังเสร็จพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประชาชนยังอยู่กันเนืองแน่น น่าภาคภูมิใจที่เห็นว่าทุกคนใจจดใจจ่อร่วมกันแสดงความอาลัยถวาย เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนที่อยากจะมีส่วนร่วม เพราะในหัวใจของคนไทยทุกคนมีความจงรักภักดี ซึ่งงานครั้งนี้แสดงให้เห็นชัดเจน และการจัดงานทั้งหมดเท่าที่ดูแล้ว แม้พระราชพิธียังไม่จบสิ้น แต่งานทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี ทุกอย่างจัดได้อย่างสมพระเกียรติ ถึงวันนี้ทุกคนก็หายเหนื่อย

ด้าน นายอภินันท์ โปษยานนท์ ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย หรือ สศร. กล่าวว่า ตามที่ สศร. ได้จัดทำโครงการศิลปกรรม พระประวัติ และพระกรณียกิจในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวนทั้งหมด 84 ภาพ หลังจากเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพแล้ว สศร. จะนำภาพจากโครงการมาจัดนิทรรศการให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ได้ชมในบริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ระหว่างวันที่ 18-30 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ซึ่งขณะนี้ สศร. ได้นำผลงานดังกล่าวไปติดตั้งบริเวณทับเกษตรแล้ว 4 ภาพ ได้แก่ ภาพทรงพระเยาว์ วาดโดย สมศักดิ์ รักษ์สุวรรณ ภาพทรงกรมฯ วาดโดย ปรีชา เถาทอง ภาพพระกรณียกิจ วาดโดย พรชัย ใจมา และภาพพระชันษาสูง วาดโดย ธีระวัฒน์ คะนะมะ ส่วนอีก 80 ภาพได้นำไปติดตั้งบริเวณศาลาลูกขุน 2 หลัง หลังละ 40 ภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมผลงานของศิลปินที่สร้างถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ นอกจากนี้ จะนำภาพศิลปกรรมทั้ง 84 ภาพ สัญจรไปจัดยังส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ จากนั้นจะนำภาพศิลปกรรมไปจัดนิทรรศการถาวรต่อไป

"ทีโอที" ลุยเน็ตความเร็วสูงฟื้นโทร.บ้านทุ่ม 3พันล้านลงทุนระบบใน 3 ปีข้างหน้า


ทีโอทีกัดฟันสู้สมรภูมิตลาดอินเตอร์เน็ตแข่งเดือด จ่อลงงบกว่า 3 พันล้าน ลงทุนบรอดแบนด์หวังกวาดลูกค้าให้ได้ 3.3 ล้านรายในปี 2554 ล่าสุดออกโปรโมชั่นบรอดแบนด์ 590 บาท/เดือน โทร.ฟรี 300 บาท กระตุ้นยอด และฟื้นการใช้โทรศัพท์บ้านให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมทยอยติดตั้งไว-ไฟสู้เอกชน มั่นใจข้อได้เปรียบระบบ 3G

นายสุจินต์ กดทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การแข่งขันธุรกิจอินเตอร์เน็ตในปีหน้ามีแนวโน้มรุนแรงอย่างมาก ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่หันมาเน้นการให้บริการอินเตอร์เน็ตผ่านเครือข่ายมือถือเต็มรูปแบบมากขึ้น ดังนั้นทีโอทีได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อหาบริการใหม่ และปรับกลยุทธ์ให้ทันกับการแข่งขัน แม้ว่าขั้นตอนการทำงานของทีโอทียังไม่สามารถดำเนินการได้รวดเร็วเท่าเอกชนก็ตาม

ทั้งนี้ บริษัทจะใช้งบรวม 3,314 ล้านบาท สำหรับการลงทุนอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ภายในระยะเวลา 3 ปีครึ่งนับจากนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการใช้งานบรอดแบนด์ที่จะขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต ตั้งเป้าว่าจะมีจำนวนผู้ใช้งานบรอดแบนด์ในปี 2554 ประมาณ 3.3 ล้านราย จากปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 610,000 ราย สร้างรายได้ประมาณ 4,000 ล้านบาท จากรายได้รวมทีโอที 2.7 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมสัญญาสัมปทาน) ในสิ้นปีนี้

ล่าสุด ทีโอทีเปิดบริการบรอดแบนด์โปรโมชั่นใหม่ เน็ตพร้อมโทร.คิดอัตราค่าบริการ 590 บาทต่อเดือน พร้อมรับค่าโทรศัพท์บ้าน 300 บาท โมเด็มแบบดูโอพอร์ต และค่าธรรมเนียมแรกเข้า คาดหวังว่าโปรโมชั่นนี้จะกระตุ้นการใช้งานบรอดแบนด์ทีโอทีโดยมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 75,000 ราย และยังช่วยฟื้นโทรศัพท์บ้านให้มีการใช้งานมากขึ้นอีกครั้ง

ปัจจุบันทีโอทีครองส่วนแบ่งบรอดแบนด์ประมาณ 40% แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 70% และต่างจังหวัด 30% เป็นกลุ่มผู้ใช้ตามบ้านประมาณ 90% และลูกค้าองค์กร 10% ขณะที่ผู้ใช้โทรศัพท์บ้านมีผู้ใช้ประมาณ 3.6 ล้านราย

นางอัมพร บุญสัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด กล่าวว่า บริการหลักของทีโอทีในปีหน้าก็ยังเป็นธุรกิจบรอดแบนด์ ซึ่งจะต้องผลักดันยอดผู้ใช้บริการให้ทะลุหลัก 1 ล้านพอร์ต จากปัจจุบันมียอดผู้ใช้บริการ 6.5 แสนพอร์ต และคาดว่าก่อนสิ้นปีนี้จะมีสามารถจำหน่ายได้อีก 7 หมื่นพอร์ต โดย 9 เดือนที่ผ่านมาทีโอทีมีรายได้บรอดแบนด์แล้ว 2.9 พันล้านบาท รายได้เติบโตเฉลี่ยเดือนละ 4.4% และคาดว่าปีนี้จะทำรายได้ 4 พันล้านบาท

“ปีนี้ยอมรับว่าทีโอทีไม่สามารถผลักดันยอดขายได้เต็มที่เนื่องจากติดปัญหาอุปกรณ์ขาดสต๊อก เพราะจัดซื้อจัดจ้างไม่ทันตามกำหนด แต่ปัจจุบันได้รับการอนุมัติจากบอร์ดจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์สต๊อกไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้การทำตลาดและจำหน่ายบรอดแบนด์ได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”

ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลงมาแข่งขันในตลาดอินเตอร์เน็ตมากขึ้นนั้น ทีโอทีก็ยังสามารถแข่งขันได้ เพราะได้เดินหน้ามุ่งเน้นกระจายจุดบริการไว-ไฟตามพื้นที่สำคัญและหัวเมืองใหญ่ โดยปัจจุบันทีโอทีมีไว-ไฟให้บริการแล้ว 2,000 จุด มีค่าบริการอัตรานาทีละ 1 บาท มั่นใจว่าสามารถแข่งขันได้ เพราะเป็นค่าบริการที่เหมาะสมกับตลาด

นอกจากนี้ ไว-ไฟของทีโอทีจะสามารถกระจายออกไปในวงกว้างเมื่อสามารถให้บริการไว-แม็กซ์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 3G ในอัตราค่าบริการเดียวกัน ซึ่งทีโอทีมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีที่ครอบคลุม

รฟท. ค้านจ่ายค่าโง่ "โฮปเวลล์" หมื่นล้านของงบ ครม.กว่า 4 หมื่นล้านสะสางหนี้เก่า


บอร์ด รฟท. เห็นชอบแผนฟื้นฟู ชงรัฐของบ 4.2 หมื่นล้านเคลียร์หนี้ และอีก 900 ล้านตั้งบริษัทลูก 2 แห่ง เร่งร่างสัญญาจ้างเอกชนเดินรถแอร์พอร์ตลิงก์ เล็งยื่นศาลปกครอง ค้านจ่ายค่าโง่โฮปเวลล์ 1.2 หมื่นล้านตามคำตัดสินอนุญาโต

นายชัยสวัสดิ์ กิตติพรไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาบอร์ดได้เห็นชอบแผนการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นฟูฐานะทางการเงินของ รฟท. ซึ่งเร็วๆ นี้จะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาก่อนส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ซึ่งสาระสำคัญคือตั้งบริษัทลูก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัทเดินรถ และบริษัทบริหารทรัพย์สิน และขอให้รัฐบาลจัดหาทุนเพื่อจดทะเบียนรวม 2 บริษัทประมาณ 900 ล้านบาท

สำหรับหนี้สินปัจจุบันที่สูงกว่า 72,849.701 ล้านบาท ขอให้รัฐรับผิดชอบ 42,378 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่เกิดจากโครงสร้างพื้นฐานในอดีต โดยที่ รฟท. ได้กู้เงินเพื่อใช้ในการลงทุนมูลค่า 14,320 ล้านบาท หนี้ที่เกิดจากโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ทั้งโครงการมูลค่า 35,100 ล้านบาท ส่วนหนี้อื่นๆ รฟท. ต้องรับผิดชอบเองกว่า 20,000 ล้านบาท

โดยในส่วนของการจัดตั้งบริษัทลูก โดยเฉพาะบริษัทเดินรถมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรองรับการเปิดให้บริการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ซึ่งบอร์ดเห็นชอบให้มีการจ้างเอกชนมาเดินรถในช่วงระยะสั้น 2-3 ปี ซึ่งบอร์ดมอบหมายให้ผู้บริหาร รฟท. ไปจัดทำรายละเอียดโครงการ รวมถึงร่างสัญญาจัดจ้างให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ปี 2552

นอกจากนี้บอร์ดยังได้รายงานผลการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่าง บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด กับกระทรวงคมนาคม และ รฟท. โดยให้ รฟท. ชำระค่าชดเชยให้กับทางโฮปเวลล์ ซึ่งทางฝ่ายกฎหมายของ รฟท. ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น ฝ่ายบริหารจึงมอบหมายให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับจากวันที่อัยการรับทราบเรื่อง

"รฟท. รายงานผลการตัดสินใจของอนุญาโตตุลาการให้บอร์ดทราบ ซึ่งตามความเห็นอัยการเห็นควรให้ รฟท. ทำการคัดค้าน และชี้แจงเหตุผลที่คัดค้านไปภายใน 90 วัน อย่างไรก็ตาม มูลค่าความเสียหายที่ รฟท. ต้องชดใช้ให้กับโฮปเวลล์มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยอีก 7.5%"

ประชาทรรศน์ติดโหวตอันดับ 1 นสพ.น่าอ่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน ซึ่งเป็นที่แลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นของบรรดาคอการเมือง ซึ่งถือเป็นเว็บไซต์ที่มีเรตติ้งสูงติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย และเป็นที่รู้จักกันดีของคนในโลกไซเบอร์ ได้มีการตั้งกระทู้ขึ้นมาสอบถามบรรดาคอการเมืองในหัวข้อ ท่านคิดว่าหนังสือพิมพ์อะไร ที่อ่านเรื่องการเมืองแล้วเข้าท่าที่สุด

เจ้าของกระทู้ที่ใช้ชื่อ log in ว่า “สุดโหดโคตรโรแมนติค” ได้ให้ตัวเลือกเป็นหนังสือพิมพ์ 9 ฉบับ ได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน คมชัดลึก ผู้จัดการ ประชาทรรศน์ คมชัดลึก และ บ้านเมือง ซึ่งปรากฏว่าหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ถูกโหวตให้เป็นหนังสือพิมพ์ที่อ่านเรื่องการเมืองแล้วเข้าท่ามากที่สุด ตามมาด้วยหนังสือพิมพ์มติชนและหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์มีอัตราการเติบโตมากที่สุดโดยได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากคอการเมืองที่ชื่นชอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งคอการเมืองที่ไม่ยอมรับอำนาจนอกระบบที่ก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองเวลานี้