WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 18, 2008

ตั้ง 17 อรหันต์ช่วย "โอฬาร"นำชาติฝ่าวิกฤติ


นายกฯ แต่งตั้ง 17 อรหันต์ ดึง "อดีตผู้ว่าการธปท.-ปลัดคลัง-ผู้เชี่ยวชาญตลาดเงินตลาดทุน-ผู้ประกอบการภาคเอกชน" ร่วมทีมที่ปรึกษา"โอฬาร" รับมือเศรษฐกิจโลกขาลง

วันนี้ (18 พ.ย.) นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ 17 คน ทำหน้าที่ช่วยการทำงานของ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งประกอบด้วย นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย นายพนัส สิมะเสถียร อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานคณะกรรมการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) นายชัยวัฒน์ พิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายบุญยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ นายศิริ การเจริญดี อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย

นายสำราญ ภูอนันตานนท์ อดีตที่ปรึกษา รมว.คลัง นายพิษณุ เหรียญมหาสาร รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ศจ.สมพร อิศวิลานนท์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ นายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง นางเสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ ตนเอง

นายสันติ กล่าวว่า คณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิข้างต้นจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นต่างๆ ในการดำเนินงานส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติราชการของรองนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะงานด้านเศรษฐกิจของประเทศเพื่อร่วมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติ รวมทั้งผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้า

"โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประชุมวันนี้ยังได้พูดคุยถึงสถานการณ์ในภาวะปัจจุบันของเศรษฐกิจโลก รวมถึงสถานการณ์และแนวโน้มของเศรษฐกิจในอนาคตว่ามีอุปสรรค อย่างไรบ้าง มีการคุยถึงเรื่องสภาพคล่องภายในประเทศว่ามีเพียงพอหรือไม่ สำหรับการปล่อยสินเชื่อให้ภาคเอสเอ็มอี หลังจากที่ธนาคารได้มีความเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่ารองนายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 17 คน ทุก 2 สัปดาห์/ครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ และประเมินผลของ 6 มาตรการ" นายสันติ กล่าว

เลื่อน"ความจริงวันนี้"นัดโฟนอินใหม่ 14 ธ.ค.นี้


"จตุพร"ประกาศเลื่อนโปรแกรมรายการ "ความจริงวันนี้สัญจร" เป็นวันที่ 14 ธ.ค.นี้ การันตีแฟนคลับเสื้อแดง ยืนยัน "ทักษิณ" โฟนอินเข้ารายการแน่นอน

จากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะมีการโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 4 ณ สนามศุภชลาศัย ในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ เพื่อชี้แจงถึงอนาคตทางการเมือง นั้น ล่าสุด นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบสัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) ในฐานะผู้จัดรายการ "ความจริงวันนี้สัญจร" เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเลื่อนการจัดงานที่สนามศุภชลาศัยในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ออกไปเป็นวันที่ 14 ธ.ค.51 เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวจะใช้แข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน

"ขยับวันนิดเดียว เนื่องจากติดการแข่งขันฟุตบอลฯ เลื่อนจากวันที่ 10(พ.ย.) มาเป็นวันอาทิตย์ที่ 14(พ.ย.) เนื่องจากเขาเตรียมการไว้เยอะ อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังจะโทรศัพท์ข้ามประเทศเข้ามาร่วมรายการตามที่ได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้เช่นเดิม" นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมก่อตั้ง "มูลนิธิเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่า" เป็นมูลนิธิระดับโลก มีเจตนารมณ์ที่จะระดมคนเก่งในทวีปเอเชีย มาเป็นแหล่งเพื่อคอยช่วยแก้วิกฤติทางเศรษฐกิจ และสังคมในแต่ละประเทศที่มีการร้องขอมายังมูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกาใต้ หรือประเทศในทวีปเอเชีย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานของมูลนิธิดังกล่าว มีที่ตั้งอยู่ที่เกาะฮ่องกงและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ในแวดวงธุรกิจและการเงินในภูมิภาค เอเชียและจะช่วยกันร่างนโยบายด้านการพัฒนา โดยมูลนิธินี้เริ่มดำเนินการโดย พ.ต.ท.ทักษิณมาเมื่อ 1 เดือน

ขณะเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กล่าวในกรณีเดียวกันว่า เรื่องมูลนิธิดังกล่าว ตนไม่มีส่วนร่วม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและยังไม่ได้มีการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตอนนี้มีคนใกล้ชิดเยอะ ตนไม่ได้เดินทางไปฮ่องกงและไม่ได้ไปทานข้าว แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะเท่าที่ทำงานกับ พ.ต.ท.ทักษิณมา ท่านจะมองอนาคต อยากเห็นประเทศไทยพัฒนา และพัฒนาประเทศไทยได้ นี่เป็นเรื่องเดียวกับที่รับสมัครคนที่มีความรู้ และให้เงินเดือนสูง เหมือน “โอบามา” ที่นำคนที่เก่งมาทำงาน เพราะคนที่เก่งส่วนใหญ่ มักเอาคนที่เก่งมาอยู่แวดล้อม


ทนายฯ ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาฯ

กรุงเทพฯ 18 พ.ย.- “คำนวณ ชโลปถัมภ์” เผย “พ.ต.ท.ทักษิณ” ไม่อุทธรณ์คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ หลังต่อโทรศัพท์ทางไกลถึงดูไบสอบถาม คาดอดีตนายกฯ เตรียมหาทางประกาศเหตุผลให้สังคมรู้ก่อนโฟนอินความจริงวันนี้สัญจร 14 ธ.ค. ระบุยังสบายดี ปัดไม่รู้อยู่ดูไบกี่วัน

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ว่า วันนี้ เมื่อเวลา 14.00 น. ตนได้โทรศัพท์ทางไกลสอบถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ประเทศดูไบแล้วว่าประสงค์จะใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์คดี ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 278 วรรคสาม ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบยืนยันว่า จะไม่ใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์

นายคำนวณ กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ไม่อุทธรณ์นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะอธิบายด้วยตนเองอีกครั้ง คาดว่าจะมีการอธิบายให้ประชาชนทราบอีกครั้งภายใน 1-2 วันหลังพ้นกำหนดอุทธรณ์ ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ซึ่งยังไม่มีการระบุว่าจะเป็นวิธีการใด ส่วนที่ว่าจะมีการอธิบายเหตุผลผ่านการโฟนอินในรายการความจริงวันนี้สัญจร วันที่ 14 ธันวาคม ที่สนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภชลาศัย) นั้นหรือไม่ คิดว่าอาจไม่ใช่ เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่นานเกินไป อย่างไรก็ตาม ในการอุทธรณ์ หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ทนายความก็พร้อมจะดำเนินการให้ได้ทันที เพราะก่อนหน้านี้ ได้จัดเตรียมเอกสารไว้แล้วเพียงแต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันไม่ยื่นอุทธรณ์ ทนายความก็จะปฏิบัติตามความประสงค์ของลูกความ

ทั้งนี้ สำหรับกำหนดยื่นอุทธรณ์คดีจะครบในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นเวลา 30 วันนับจากวันที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ นายคำนวณ กล่าวด้วยว่า ขณะที่โทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่ายังมีน้ำเสียงที่สดใสดี ไม่แสดงออกถึงความเครียดวิตกกังวล ส่วนการพักอยู่ต่างประเทศนั้น ไม่ทราบจะพักอยู่ที่ประเทศดูไบเป็นเวลานานเท่าใด และจะเดินทางไปที่ใดบ้าง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-18 17:16:39


จตุพร ยืนยัน พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเรื่องกลับเข้าสู่การเมือง


นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” เปิดเผยว่า การจัดรายการความจริงวันนี้ในวันที่ 14 ธันวาคม ที่สนามศุภชลาศรัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ามาร่วมรายการ และจะมีความชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้ามาสู่สนามการเมืองอย่างไร เนื่องจากตั้งแต่มีการปฏิวัติ 19 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น เส้นทางจากนี้ไปต้องจับตาดู ส่วนเหตุผลของการหย่ากับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้รับการยืนยันหลังจากที่ได้โทรศัพท์พูดคุยกันเมื่อวานนี้ว่า เป็นเรื่องของคนสองคน และเป็นข้อตกลงเดิมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัญญาไว้ว่าจะไม่กลับมาเล่นการเมือง

นายจตุพร กล่าวว่า การจัดรายการความจริงวันนี้ เป็นการชุมนุมโดยสงบเมื่อเสร็จงานแล้วกลุ่มผู้มาร่วมงานจะแยกย้ายกันกลับทันที ส่วนงานในวันที่ 23 พ.ย. ที่วัดสวนแก้วจะให้นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาในรายการเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงาน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-18 14:21:21


ชูศักดิ์ ปัดยังไม่ได้ดูกฎหมาย กอ.รมน.


ดอนเมือง 18 พ.ย.- นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรี จะให้ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (รอง ผอ.รมน.) มานั่งในตำแหน่งผู้ช่วย ผอ.รมน. แต่ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ระบุตามกฎหมายแล้วไม่สามารถเป็นได้ ว่า ยังไม่ได้ดูในรายละเอียดของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากตำแหน่งดังกล่าว ถือว่าเป็นข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่สามารถเป็นได้

“ผมไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรี มีดำริในเรื่องนี้อย่างไร เพราะยังไม่ได้พูดคุยกับท่าน การประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ (19 พ.ย.) ไม่มีวาระการประชุมเกี่ยวกับกฎหมายและโครงสร้างของ กอ.รมน. แต่เข้าใจว่ากฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง“ นายชูศักดิ์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-18 10:28:52

กลยุทธ์ ยืมซากคืนชีพ ยืมซากคืนชีพ พัลลภ ปิ่นมณี สมานฉันท์ กับ พันธมิตร


การดึงเอา พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มาเป็นกำลังหนึ่งในการสัประยุทธ์ทางการเมือง ถือได้ว่าเป็นการพลิกฟื้นสถานการณ์

ไม่เพียงแต่ดำเนินไปตามกลยุทธ์ "ยืมหอกสนองคืน" ของคุณชายม่อย้งแห่งแคว้นกังหนำ

หากที่สำคัญเป็นอย่างมากยังดำเนินไปตามคำสอนอันปรากฏในคัมภีร์อี้จิงบทว่าด้วย ไร้เดียงสาที่ว่า

"ผู้ที่ใช้ได้ ไม่ควรใช้

ผู้ที่ใช้ไม่ได้ พึงใช้ ใช้ผู้ที่ใช้ไม่ได้

มิใช่เราต้องการเด็กไร้เดียงสา

เด็กไร้เดียงสา ต้องการเรา" (จากหนังสือ "36 กลยุทธ์" สำนวนแปลจากภาษาจีนของท่าน บุญศักดิ์ แสงระวี

อันเป็นที่มาของกลยุทธ์ที่เรียกว่า "ยืมซาก คืนชีพ"

ความหมายเดิมเปรียบกับของที่ตายแล้วแต่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่โดยใช้อีกรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อใช้ในสงครามหรือการต่อสู้อื่นใดก็หมายถึงกลยุทธ์การใช้พลังที่สามารถจะใช้ได้ทั้งปวงมาบรรลุซึ่งเจตนารมณ์ของเราอย่างหนึ่ง

ปมเงื่อนอยู่ตรงที่หากสามารถ "ยืมหอกสนองคืน" ก็เท่ากับเป็นการ "ยืมซากคืนชีพ"

หากย้อนกลับไปศึกษาสถานการณ์การต่อสู้ในห้วงก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่น่าเชื่อว่า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี จะมายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้

เพราะว่า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี คือเพื่อน จปร.7 ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

เพราะว่า กระแสข่าวคาร์บอมบ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2549 ก็มีคนซึ่งใกล้ชิดกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ตกเป็นจำเลย

เป็นคาร์บอมบ์จริงๆ ไม่ใช่ "คาร์บ๊องส์" อย่างที่หลายฝ่ายพยายามบิดเบือน

เพราะว่า พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เองก็เคยประกาศหลายครั้งว่า หาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จำเป็นต้องยุติบทบาทเป็นแถวหน้าในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตนก็พร้อมจะเข้าไปแบกรับเป็นรุ่นที่ 2

แต่แล้วพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 กลับเป็น นายสำราญ รอดเพชร เป็น นายศิริชัย ไม้งาม เป็น นายเกรียงศักดิ์ แข็งขัน ไม่ปรากฏรายชื่อ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี แต่อย่างใด

ตรงนี้ต่างหากคือสภาวะพลิกผัน อันทำให้ระยะห่างระหว่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หดแคบและหมดสิ้นลงเป็นลำดับ

ไม่ว่าจะประเมินจากมุมของบู๊หรือประเมินจากมุมของบุ๋น ไม่มีใครเข้าใจ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้เท่ากับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

ตรงนี้เองที่ทำให้สถานะของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มีความสำคัญ

ขณะเดียวกันไม่เพียงแต่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มีความเข้าใจ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หาก พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ยังมีความเข้าใจกระสวนภายในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ก่อรูปขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549

ไม่ว่าจะเป็นกระสวนทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกระสวนทางการทหาร

ความพยายามในการแปรสถานะแห่งศัตรูของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มาเป็นสถานะแห่งมิตร ระหว่าง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง

เท่ากับนำเอาสถานะซึ่งถูกปฏิเสธจากอีกฝ่ายมาให้บทบาทและมีความหมายเพิ่มขึ้น

ในทรรศนะของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การดำรงอยู่ของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อาจมีความหมายน้อยกว่าการดำรงอยู่ของ นายสำราญ รอดเพชร หรือ นายศิริชัย ไม้งาม หรือ นายเกรียงศักดิ์ แข็งขัน

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี จึงเป็นซากในสายตาของพันธมิตร แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่

ตรงนี้เองที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เนรมิตชีวิตให้ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ใหม่

ชีวิตใหม่ของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นชีวิตใหม่เชิงเปรียบเทียบกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

เป็นชีวิตใหม่เพื่อหาทางยุติบทบาทของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขณะที่ในที่สุดแล้วก็คือ ยุติบทบาทของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ในที่สุด นี่คือกลยุทธ์ "ยืมหอกสนองคืน" ไปยัง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย


น้ำใจนักกีฬากับวิถีประชาธิปไตย

โดย ม.ร.ว.พฤทธิสาณ ชุมพล โครงการเผยแพร่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยแก่ประชาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ



ความกังวลเกี่ยวกับสภาพการณ์ทางการเมืองและการชุมนุมทางการเมืองต่างๆ ทำให้นึกถึงพระบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสอนนักเรียนเกี่ยวกับวิถีประชาธิปไตย โดยการอุปมาอุปมัยกับการเล่นกีฬา

จึงขอนำมาถ่ายทอดสู่กันฟังเพื่อประดับสติปัญญา ผู้คนซึ่งส่วนใหญ่เชียร์อยู่ที่ขอบสนาม จะได้ระมัดระวังไม่เชียร์เสียจนเขาตีกัน

และในขณะเดียวกัน ไม่ลืมว่าเราอาจกลายเป็น "หญ้าแพรก" ที่แหลกลาญเมื่อช้างสารเขาตีกัน

ในพระบรมราโชวาทดังกล่าวซึ่งพระราชทานในวันงานประจำปีของวชิราวุธวิทยาลัย เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงพระราชปุจฉาว่าวิธีการอบรมบ่มนิสัยของโรงเรียนเอกชนชั้นดีของประเทศอังกฤษ หรือที่เรียกว่า "ปับลิกสกูล" (public school) ซึ่งเป็นแม่แบบของวชิราวุธวิทยาลัยนั้น เป็นผลดีแก่การปกครองแบบประชาธิปไตยพระบรมราโชวาทมีความตอนหนึ่งว่า

"...หลักที่สาม ที่ปับลิกสกูลเขาใช้ก็คือ เขาฝึกให้นักเรียนมีน้ำใจเป็นนักกีฬาแท้คือที่เรียกว่า สปอร์ตสแมน การฝึกหัดน้ำใจนั้นเป็นของสำคัญมาก ยิ่งเราจะปกครองแบบเดโมคราซียิ่งสำคัญขึ้นอีก ในที่นี้จะขอหยิบยกหลัก 2-3 อย่างที่ว่าน้ำใจเป็นนักกีฬานั้นคืออะไร ประการที่หนึ่ง นักกีฬาจะเล่นเกมอะไรก็ตามต้องเล่นให้ถูกต้องตามกฎข้อบังคับของเกมนั้น ไม่ใช้วิธีโกงเล็กโกงน้อยอย่างใดเลย จึงจะสนุก จึงจะเป็นประโยชน์ ประการที่สอง ถ้าเกมที่เล่นนั้นเล่นหลายคนต้องเล่นเพื่อความชนะของฝ่ายตน ไม่ใช่เล่นเพื่อตัวคนเดียว ไม่ใช่เพื่อแสดงความเก่งของตัวคนเดียว ประการที่สาม นักกีฬาแท้นั้นต้องรู้จักชนะและรู้จักแพ้ ถ้าชนะก็ต้องไม่อวดทำภูมิ ถ้าแพ้ก็ต้องไม่พยาบาทผู้ชนะเป็นต้น หลักสามอย่างนี้สำคัญมาก ย่อมใช้เป็นประโยชน์ได้ในการเมืองด้วย เมื่อเราจะปกครองแบบรัฐสภาแล้ว ก็ต้องมีคณะการเมืองเป็นธรรมดา เกมการเมืองก็ย่อมต้องมีกฎของเกมเหมือนกัน ถ้าเราเล่นผิดกฎการเมืองก็ย่อมมีผลเสียหายได้มากทีเดียว เพราะการปกครองแบบเดโมคราซิย่อมต้องมีการแพ้และชนะ ซึ่งถือเอาตามเสียงของหมู่มากว่าฝ่ายใดแพ้และชนะ เพราะคณะการเมืองย่อมมีความเห็นต่างๆ กันเป็นธรรมดา ต่างฝ่ายก็ต้องมุ่งที่จะให้หมู่มากเห็นด้วยกับตน และเลือกตนเข้าเป็นรัฐบาล ฝ่ายไหนประชาชนส่วนมากเห็นด้วยฝ่ายนั้นก็เป็นผู้ชนะ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อเวลาจะพูดชักชวนประชาชนลงความเห็นด้วยกับตนนั้น ถ้าเราใช้วิธีโกงต่างๆ เช่นติดสินบนหรือข่มขืนน้ำใจก็ต้องเรียกว่าเล่นผิดเกมการเมืองโดยแท้ ต้องพูดให้คนอื่นเห็นตามโดยโวหารและโดยชอบธรรมจึงจะถูกกฎของเกม การปกครองแบบเดโมคราซีนั้นผู้ที่ชนะแล้วได้เข้ามาปกครองบ้านเมืองก็ควรต้องนึกถึงน้ำใจของฝ่ายน้อยที่แพ้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราชนะแล้วก็จะหาวิธีกดขี่ข่มเหงผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้ต่างๆ นานาหาได้ไม่ ย่อมต้องมุ่งปกครองเพื่อประโยชน์ของคณะต่างๆ ทั้งหมด ส่วนผู้ที่แพ้ก็เหมือนกัน เมื่อแพ้แล้วก็ต้องยอมรับว่าตนแพ้ในความคิดในโวหาร แพ้เพราะประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย เมื่อแพ้แล้วถ้าตั้งกองวิวาทเรื่อยบอกว่าถึงแม้คะแนนโหวตแพ้กำหมัดยังไม่แพ้เช่นนั้นแล้ว ความเรียบร้อยจะมีไม่ได้ คงได้เกิดตีกันหัวแตกเต็มไป ฝ่ายผู้แพ้ควรต้องนึกว่าคราวนี้เราแพ้แล้วต้องไม่ขัดขวางหรือขัดคอพวกที่ชนะอย่างใดเลย ต้องปล่อยให้เขาดำเนินการตามความเห็นชอบของเขา ต่อไปภายหน้าเราอาจเป็นฝ่ายที่ชนะได้เหมือนกัน น้ำใจที่เป็นนักกีฬาที่เป็นของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าเราต้องเล่นสำหรับคณะเป็นส่วนรวม แม้ในโรงเรียนเรานี้แบ่งออกเป็นคณะต่างๆ เมื่อเล่นแข่งขันในระหว่างคณะ เราก็เล่นสำหรับคณะของเราเพื่อให้คณะของเราชนะ แต่เมื่อโรงเรียนทั้งโรงเรียนไปเล่นเกมกับโรงเรียนอื่น ไม่ว่าคณะใดก็ตามต้องร่วมใจกันเล่นเพื่อโรงเรียนอย่างเดียวเท่านั้น เวลานั้นต้องลืมว่าเราเคยแบ่งเป็นคณะ เคยแข่งขันกันมาในระหว่างคณะอย่างไรต้องลืมหมด ต้องมุ่งเล่นเพื่อโรงเรียนอย่างเดียวเท่านั้น สำหรับประเทศชาติความข้อนี้เป็นของสำคัญอย่างยิ่งเหมือนกัน เพราะตามธรรมดาย่อมต้องมีคณะการเมืองคณะต่างๆ ซึ่งมีความเห็นต่างๆ กัน แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องนึกถึงประเทศแล้วต่างคณะต้องต่างร่วมใจกันนึกถึงประโยชน์ของประเทศอย่างเดียวเป็นใหญ่ ต้องลืมความเห็นที่แตกต่างกันนั้นหมด ถึงจะเคยน้อยอกน้อยใจกันมาอย่างไร ต้องลืมหมด ต้องฝังเสียหมด ต้องนึกถึงประโยชน์ของประเทศของตนเท่านั้น จะนึกเห็นแก่ตัวไม่ได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีใจเป็นนักกีฬาแท้เป็นของจำเป็นที่จะต้องปลูกให้คนมีน้ำใจอย่างนั้น จึงจะปกครองอย่างแบบเดโมคราซีได้ดี...

...การปกครองแบบเดโมคราซี ถ้าราษฎรมีน้ำใจดีอย่างที่ว่ามาแล้ว ก็จะเป็นผลดีแก่ประเทศเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงแม้วิธีนี้เป็นวิธีดีอย่างที่สุดก็ตาม ถ้าเราไม่รู้จักวิธีใช้อาจเป็นผลร้ายก็ได้ เพราะฉะนั้นในเวลานี้ เราจะต้องพยายามโดยเคร่งครัดที่จะฝึกฝนพลเมืองของเราให้มีน้ำใจอยู่ในหลักต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้..."

ดูเหมือนว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะได้ทรงคาดการณ์ไกลไว้ตั้งแต่ห้าเดือนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 และหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 แล้วว่า การเมืองไทยจะดำเนินไปเช่นใด จึงได้ทรงมุ่งอบรมเยาวชนผู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าถึงวิถีประชาธิปไตยโดยทรงอุปมาอุปมัยกับการกีฬาเพื่อให้เด็กๆ เข้าใจได้ง่าย

อนิจจา สิ่งที่ทรงพระปริวิตกว่าจะเกิดขึ้น ได้เกิดขึ้นจริง และดูจะทวีความรุนแรงในปัจจุบัน 76 ปีให้หลัง

การไปถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่หน้าอาคารรัฐสภาของผู้ประกอบการทางการเมืองทั้งหลายและประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ คงจะเป็นเพียงพิธีกรรมที่ไร้ความหมายเป็นแน่ หากเราท่านเหล่านั้นไม่น้อมนำพระบรมราโชวาทที่นำมาเผยแพร่อีกครั้งข้างต้นนี้ไปปฏิบัติและใช้ในการอบรมสั่งสอนบุตรหลาน


สังคมไทยหลังยุคขบวนการพันธมิตร

โดย ศรีพงศ์ อุดมครบ pong214_hotmail.com



ผู้เขียนพยายามตั้งโจทย์เพื่อจะตอบคำถามในใจว่า สังคมไทยที่กำลังเกิดความขัดแย้งในสังคมการเมืองอย่างรุนแรงเช่นทุกวันนี้จะเปลี่ยนผ่านไปในรูปลักษณ์ใด จะสามารถคลี่คลายบาดแผลจากความขัดแย้งภายในใจของคนกลุ่มต่างๆ ได้อย่างไร

หรือมันจะฝังรากลึกไปจนถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลานเหมือนที่หลายๆ คนกำลังวิตกกังวล

เมื่อลองสำรวจความคิดเห็นเบื้องต้นของท่านผู้รู้ที่สนใจปัญหาบ้านเมืองจำนวนหนึ่งพบว่ามีความพยายามนำเสนอและหาทางออกในหลายๆ ประเด็น แต่สุดท้ายมักจะติดอยู่เพียงการตั้งแง่กับการเคลื่อนไหวของขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมากเกินไป

เช่น มองว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ล้าหลังไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายซับซ้อนของสังคมปัจจุบัน หรือนำเสนอการลัทธิการเมืองที่ย้อนยุค ล้าหลัง คลั่งชาติ และแม้กระทั่งกล่าวหาว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องหาการรัฐประหาร เป็นต้น

ซึ่งในข้อเขียนนี้ไม่มีวัตถุประสงค์จะวิพากษ์วิจารณ์ความคิดเห็นต่างๆ เหล่านี้

สำหรับผู้เขียนอยากจะเสนอว่า หากเราลองวิเคราะห์แยกแยะองค์ประกอบการเคลื่อนไหวที่ทับซ้อนของขบวนการพันธมิตรออกมาระหว่าง 1) วิธีการของแกนนำ (ที่มีหลากหลายและพลิกแพลงตามสถานการณ์ รวมทั้งการพึ่งพิงพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ต่างๆ จนมักจะถูกโจมตีจากหลายฝ่ายในแง่ลบ) และ 2) เจตนารมณ์หรืออารมณ์ร่วมของมวลชนที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหว (ทั้งที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวโดยตรงและเข้าร่วมทางอ้อม) เราจะมองเห็นคุณูปการจากขบวนการพันธมิตรหลายประการ

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ของขบวนประชาชนที่ต้องการปลดปล่อยตัวเองจากการครอบงำของผู้ใช้อำนาจรัฐที่พวกเขาเชื่อว่าไม่บริสุทธิ์โปร่งใส ซึ่งนักมานุษยวิทยาบางท่านเรียกว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะ "ช่วงสนธยา" (Liminality) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อความขัดแย้งในสังคมทวีความรุนแรงจนถึงจุดวิกฤต ทำให้มวลชนที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวหลอมรวมความรู้สึกร่วมกันจนเกิดเป็นอารมณ์ร่วมที่จะปลดปล่อยตนเองจากภาวะที่ไม่น่าปรารถนาไปสู่สภาวะใหม่

การเกิดขึ้นของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น นปก.-นปช.-กลุ่มคนรักษ์ทักษิณฯ ล้วนแล้วแต่เป็นปฏิกิริยาของการเคลื่อนไหวเข้าร่วมทางอ้อมทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังมีรูปธรรมอีกจำนวนมากที่ปรากฏชัดเจนขึ้นอย่างแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นการกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้และท้าทายอำนาจของกลุ่มข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบที่เคยครอบงำพวกเขามาอย่างยาวนาน

หรือการลุกขึ้นทวงถามต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบรรดานักการเมืองของกลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่ได้รับความเหลียวแลจากคนที่พวกเขาเคยฝากความหวังไว้ เช่น การชุมนุมประท้วงปิดถนนเพื่อทวงถามนโยบายประกันราคาพืชผลทางการเกษตร หรือการต่อต้านคัดค้านโครงการของรัฐและเอกชนที่ทำไปโดยไม่เห็นหัวชาวบ้านที่เป็นเจ้าของพื้นที่ตัวจริงเลย เป็นต้น

หลายคนอาจบอกว่าการเรียกร้องเหล่านี้ก็มีมานานแล้ว ใช่ว่าพึ่งจะเกิดหลังจากมีขบวนการพันธมิตร แต่หากย้อนไปทบทวนการเคลื่อนไหวทั้งทางปริมาณและคุณภาพแล้วจะพบว่ามีหลายสิ่งเปลี่ยนไปในเชิงมีนัยยะสำคัญกับการเคลื่อนไหวของขบวนการพันธมิตร (นับจากการเคลื่อนไหวครั้งแรกในปี 2549)

อีกประการหนึ่งคือสังคมการเมือง (The Political) ของไทยถูกจับเขย่าให้แตกรูปแตกร่างมากมายเกินกว่าเพียงแค่คู่ขัดแย้งเดิมๆ เช่น รัฐ-ประชาชน/พันธมิตร-นปก. เท่านั้น แต่สังคมการเมืองในวันนี้ได้ก่อให้เกิดอารมณ์ร่วมที่แพร่ขยายกินความไปถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของคนทุกระดับชั้น ตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆ ที่เริ่มตั้งคำถามกับคนรอบตัว ไปถึงเด็กวัยรุ่นที่เลือกปฏิเสธการยัดเหยียดระบบคุณค่าแบบเดิมๆ จนถึงกลุ่มแม่บ้านที่เลือกจะดูละครน้ำเน่ามากกว่าจะดูข่าวการเมือง (ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังต้องขยายความอีกมากกว่านี้ในโอกาสต่อไป)

แต่ชี้ชัดตรงประเด็นเลยก็คือ ข้อสรุปที่ว่ามาถึงวันนี้ผู้ปกครอง ไม่ว่าจะเป็นเหล่านักการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่อาจจะทำอะไรตามอำเภอใจโดยไม่สนใจต่อความรู้สึกของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจตัวจริงได้อีกต่อไป

จากการที่ได้เข้าไปสัมผัสกับมวลชนทั้งของกลุ่มพันธมิตร และ นปก. ต้องบอกว่าเราไม่สามารถประณามความเชื่อกลุ่มใดได้เลย เพราะต่างก็ชอบธรรมและมีเหตุผลทั้งสิ้น

(คนบางส่วนมองว่ามวลชน นปก.ถูกเงินซื้อมา โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคิด ความเชื่อ และความศรัทธาในใจของคนเหล่านี้ ซึ่งอาจทำให้ประเมินและเข้าใจพวกเขาได้ไม่รอบด้านพอ)

แต่คุณูปการของขบวนการพันธมิตร คือทำให้เวทีทางการเมืองได้เปิดกว้างขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่

สุดท้ายคือเราคงไม่ต้องไปวิตกกังวลใจกับปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นว่าจะฝังรากร้าวลึกไปจนถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะที่สุดแล้วสังคมไทยก็มีกลไกทางสังคม-วัฒนธรรมที่จะสลายความขัดแย้งไปได้ในที่สุด

อย่าลืมว่าความขัดแย้งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกสังคม และทุกที่ก็ผ่านพ้นมันไปได้เสมอ อาจมีราคาที่ต้องเสียไปเพื่อการนี้บ้าง

แต่นั่นก็เป็นหน้าที่ของเราคนไทยทุกคนที่ต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์เพื่อให้เดินไปบนหนทางที่สูญเสียน้อยที่สุด


ปชป.ทำประชาชนสุดชีช้ำ


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อสังคมไทย” พบกันเป็นฉบับที่ 285 วันอังคารที่ 18 ตุลาคม 2551 อยู่กับ “แทง แทนไท” ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความความโศกเศร้าอาดูร ในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ขอให้ดวงพระวิญญาณเสด็จสู่ทิพย์วิมาน ปวงชนชาวไทย 63 ล้านคน พร้อมใจใส่เสื้อสีดำ ประนมมือกราบ “ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์”

** “สุดชีช้ำกับพรรคประชาธิปัตย์ไหมล่ะ พ่อแม่พี่น้อง เลือกพวกเขามาโกงแท้ๆ...” น่าจะเป็นถ้อยคำของ พวกม็อบโกเต๊กซ์ ที่มันจะพูดความจริงกับชาวเมืองที่ต้องคุณไสย ในทำเนียบรัฐบาลกันบ้าง แต่...ที่ไหนได้ ศาสดา...โกตั๊บ ณ โกเต๊กซ์ มันดันขึ้นเวทีพูดหน้าตาเฉย “ให้ผู้คนไปเลือกพรรคนี้เพราะมีจริยธรรมสูงสุด” ไม่รู้อะไรทำให้มัน “เพี้ยน” หรือจะเป็น “ไสย์ดำ” ที่ครอบงำเต็มไปทั่วทำเนียบรัฐบาลเวลานี้

** คน กทม. เพิ่งจะไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา แล้วจะต้องไปเลือกอีก เพียงเพราะ คนไม่มีจริยธรรม ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิด เรื่อง รถและเรือดับเพลิง เปิดเรื่องโดยคนของพรรคประชาธิปัตย์ “บักโจ้” ยุทธพงษ์ จรัสเสถียร คัดค้านต่อเนื่องยาวนาน ได้แรงหนุนจาก “โกหยัด” บัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคในสมัยนั้น ทิ้งคำพูดสะกิดคนในพรรค ที่ประกอบไปด้วย “มาร์ค ม.7” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ “รู้ว่าผิดแล้วยังจะไปเซ็น สักวันจะติดคุก” !!!

** เราไม่เคยเห็น ผู้นำรุ่นใหม่ หน้าตาหล่อเหลาแห่ง พรรคประชาธิปัตย์ จะทำตัวเป็นศาลตัดสินคดีความ “รถและเรือดับเพลิง” เหมือนอย่างกรณี “ซีทีเอ็กซ์ 9000” “ที่ดินรัชดา” “หวยบนดิน” “เขาพระวิหาร” อะไรเทือกๆ นั้นเลย มีแต่ เงียบฉี่ เป็นเป่าสากทุกครั้ง เมื่อนักข่าวพูดถึงแบบนี้จะเรียกว่า พรรคมากคุณธรรม จริยธรรม และ ธรรมาภิบาล ได้อย่างไร ควรจะเรียกว่า พรรค 2 มาตรฐาน “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้เพื่อน” ใช่...ไม่ใช่

** ไหนๆ จะพูดเรื่องเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯ กทม.” ขอพูดเลยไปหน่อย หากพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่แสดงสปิริต ยังทำตัวเป็นกระเบื้องตราช้าง กล้าท้าทายคน กทม. ส่งคนลงสมัครโดยไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว และ ค่าเสียความรู้สึกของคน กทม. ที่จริง “แทง แทนไท” มองว่าเฉพาะ “ประภัสร์ จงสงวน” หากประกบกับทีมงานรองผู้ว่าฯ กทม. แบบเจ๋งๆ น่าจะเอาอยู่หมัดแล้ว เพราะนโยบายของ พรรคพลังประชาชน กับ กทม. ปรับนิดปรับหน่อย เจ๋งเป้ง อยู่แล้ว

** แทง แทนไท ฝันหวานไปถึง สูตรเพื่อคน กทม. ที่พร้อมจะกระทืบพรรคลวงโลกให้จมธรณี ที่พร้อมจะสูบอยู่แล้ว!!! โดยการตั้งเป้าประกาศรวมตัวของแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. ทั้งหมด นั่นคือ “ประภัสร์ จงสงวน-ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล-ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์-นิติภูมิ เนาวรัตน์” ดูฐานคะแนนที่ผ่านมา รวมกันแล้ว 1 ล้านคะแนนอัพ สู้กับคู่แข่งจาก ปชป. ได้อย่างสบายๆ ใครจะไปรู้ สูตรนี้อาจจะเป็นจริง แต่เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ สูตรดังว่าต้องตัด “อัตตา” ของ แต่ละคน...แต่ละฝ่าย

** แย่แล้ว!!! สื่อค่ายดัง “ประชาชื่น” อุตส่าห์เพิ่งจะสำนึกตัว พิมพ์น้ำหมึกมีคุณค่าสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยได้ไม่ถึงสัปดาห์ กลับมาอีหรอบเดิม แว้งกัดกันอีก กล่าวหาข่าว “บาฮามาส” เป็นข่าว “ลวงโลก” ไปซะฉิบ อึ๋ย !!! ไปรื้อเค้นแกะเกาเจอแหล่งแปลข่าวสำคัญอยู่ที่สำนักข่าว “INN” นี่เอง เลยงงเป็นไก่ตาแตก!!! เพราะรู้กันดีว่า สำนักข่าวแห่งนี้สนับสนุน ม็อบโกเต๊กซ์ ไม่ใช่หรือ ??? แล้วถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ อาการฟาดงวงฟาดงา “แทง แทนไท” เคยบอกแล้วว่า นอกจากคนทั่วไปจะ แตกเป็น 2 ขั้ว ทุกสังคมในขณะนี้แตกเป็น 2 ขั้วหมด ไม่เว้นแม้แต่ หนังสือพิมพ์ ยกเว้นที่นี่ ที่เดียว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ยืดหยัดต่อสู้ “อำมาตยาธิปไตย” “อนาธิปไตย” “อภิชนาธิปไตย” อย่างเป็น “เอกภาพ”

** “โกตั๊บ” หัวหน้าใหญ่ “ม็อบโกเต๊กซ์” ทักทาย ประชาทรรศน์ ผ่านสื่ออาวุโส พี่น้องร่วมสายเลือด กก.บห. ด้วยการอาฆาตมาดร้าย “มันจะมากไปแล้วนะ” !!! โห...น่ากั๊วว น่ากลัว จนตัวสั่น...!!!...งันงก...!!! เขาถามว่าไปเขียนด่าอะไรกันถึงได้ถูกข่มขู่ขนาดนี้ แหม ที่ผ่านมา...เตะนิดหน่อย เท่านั้นเอง เพราะโบราณว่าไว้ “อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา” โดยเฉพาะไอ้ที่หมกมุ่นพึ่งพาไสยดำ จนคิดว่าตนเองเป็นจอมขมังเวทย์ เล่นของต่ำสุดสกปรก ประจำเดือนผู้หญิง ใครไปคบค้าสมาคมด้วย ใครไปคบหาสมาคม ต้องละไว้ในฐานะที่เข้าใจว่าเป็นพวกโดนคุณไสย ไสยดำ มาแหง๋ แหง๋ ... โธ่...โกตั๊บ แห่ง ม็อบโกเต๊กซ์ อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน “มากไป” หรือ “น้อยไป” ไปถามน้องๆ ทั้งกอง บก.ประชาทรรศน์ เขาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันยังน้อย!!เกินไป...กับสิ่งที่ โกตั๊บ ณ โกเต๊กซ์ ทำประเทศชาติ ป่นปี้ พินาศ เสียหายยับเยิน

** ทำเป็น นักเลงหัวไม้ข้างถนนเกะกะระราน ผู้คนเขาไปทั่ว “ข่มขู่คุกคาม” สื่อสารมวลชน ที่ทำหน้าที่ “ปกป้องประชาธิปไตย” วันนี้ไม่มีสื่อสารมวลชนฉบับไหน เขาเกรงกลัว ม็อบโกเต๊กซ์ กันแล้ว ไทยรัฐ พี่เบิ้มสื่อสิ่งพิมพ์ ยักษ์ใหญ่ สั่งตั้งทีมทนาย ฟ้องร้อง เอาผิด ม็อบโกเต๊กซ์ ที่พาดพิงในสิ่งไม่เป็นจริงและเกิดความเสียหาย ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา กว่า 50 คดี “คุณหยี-สราวุธ วัชรพล” มอบนโยบายไม่ปรารถนาจะเป็นข่าวใหญ่โต ส่วน เครือ “มติชน” ของ “ขรรค์ชัย บุนปาน” หูตาเริ่มสว่าง หลังมี สื่อพวกประจบสอพลอ ที่หนุนหลังอยู่กับคณะเผด็จการทหาร คมช. เป่าเสกคาถา เวลานี้ คุณไสย มนต์ดำเริ่มเสื่อม หรืออย่างไรไม่ทราบได้ จึงเกิด เหตุปะทะเดือดทางปัญญาในสำนักพิมพ์ โรมรันพันตู ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเขียน เกินกึ่งเข้าทางประชาธิปไตย อีกส่วนน้อยเข้าทางกลุ่ม ม็อบโกเต๊กซ์ แทงทะลุหน้าไพ่...ศึกนี้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะขาดลอย

** ฝั่งฝาประชาธิปไตย นับวันมีแต่จะเติบใหญ่ ยกระดับความคิดความอ่าน เพราะไม่มัวเมาลุ่มหลงใน “อวิชชา” แบบ “ม็อบโกเต๊กซ์” ขอร้อง “ข่มขู่ คุกคาม” ไม่มีประโยชน์ บก.บห. ไม่ให้ค่า ซ้ำยังให้นโยบาย แทง แทนไท อย่างเด็ดเดี่ยว “ประชาทรรศน์” พร้อมทุกแนวรบเพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” ทุนจะหาย กำไรจะหด ไม่ต้องไปสนใจ (ปีนี้จะได้โบนัสไหม...เนี่ย...ฟังแบบนี้แล้วขายหุ้นเพิ่มทุนดีไหมขอรับ...บก.บห. แหะๆ)... ท่านผู้อ่านล่ะ ได้รับรู้รับทราบนโยบายอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวแบบนี้แล้ว ชื่นอกชื่นใจไหม “แทง แทนไท” อยากจัดงานมอบดอกไม้ช่อใหญ่ๆ เป็นกำลังใจให้ บก.บห. ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ท่านผู้อ่านล่ะ...จะว่ายังไงกันดี


ลักษณะอันไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย คณิน บุญสุวรรณ


นอกเหนือจากที่มาอันไม่ชอบธรรมและกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตาชาวโลก ฐานที่เกิดจากการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อย่างที่เรียกว่า “มาจากปลายกระบอกปืน” แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยังมีลักษณะอันไม่ชอบธรรมและขัดแย้งต่อหลักนิติธรรมอีกหลายประการ อันอาจนำไปสู่วิกฤติและความล่มสลายของระบบการเมืองได้ ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ส.ว. ประเภทสรรหาจำนวน 74 คน กรรมการการเลือกตั้งจำนวน 5 คน กรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน ผู้ตรวจการแผ่นดินจำนวน 3 คน รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งหมดนี้ ดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่เคยได้รับโปรดเกล้าฯ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และตามประเพณีปฏิบัติของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งได้สืบทอดมายาวนาน

ประการที่สอง คณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 7 คน ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจัดทำบัญชีรายชื่อ ส.ว. ประเภทสรรหา จำนวน 74 คนนั้น ไม่ได้มีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อผู้ใดหรือองค์กรใด ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของชาติทั้งสาม ทั้งยังไม่มีการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเพื่อแสดงความรับผิดชอบใดๆ อีกด้วย

ประการที่สาม จงใจใช้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ เป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ซึ่งแปลงสภาพเป็น คมช. เพื่อให้บุคคลทั้งหลายทั้งหมดที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ตั้งไว้ภายหลังการรัฐประหาร ได้ครองตำแหน่งในทุกองค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือแม้แต่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถสืบเนื่องและต่อเป็นจิ๊กซอว์ไปถึงการตั้ง ส.ว. สรรหา 74 คน เพื่อเอาไว้เป็นฐานหลักในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพราะประธานของทั้ง 4 องค์กร ดังกล่าว เป็น 4 ใน 7 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. นอกเหนือจากการเปิดช่องไว้ในบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. สรรหาชุดแรกอยู่ในตำแหน่งได้ครึ่งวาระ คือ 3 ปี เพื่อที่จะทำการตรวจแถวว่ามี ส.ว. สรรหาคนใดบ้างที่แตกแถว เพื่อที่จะลบชื่อออกไป และจะได้นำบุคคลที่เคยอยู่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และแกนนำบางคนของ คมช. เข้ามาเป็น ส.ว.สรรหา ซึ่งจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ 6 ปี ในขณะที่ ส.ว. สรรหาในปัจจุบัน ประเภท “สายตรง” ซึ่งมีอยู่ประมาณ 40 คน ก็จะได้รับการสรรหาให้เป็น ส.ว. ชุดใหม่อีก 6 ปี รวมเป็น 9 ปี และที่สำคัญ บุคคลทั้งหลายทั้งหมดที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ รวมทั้งมีตำแหน่งและใช้อำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญโดยบทเฉพาะกาล ก็จะได้รับความคุ้มครองโดยการนิรโทษกรรมล่วงหน้า ชนิดที่เรียกว่า “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2550 เลยทีเดียว ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 309

ประการที่สี่ จงใจสร้างหมวดขึ้นใหม่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสถาปนา “อำนาจที่สี่” ที่ใช้ชื่อว่า “องค์กรอิสระ” และ “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” เพื่อให้มีความยึดโยงอย่างเหนียวแน่นกับสถาบันศาลยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลฎีกา ในอันที่จะร่วมกันควบคุมและจัดการกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายบริหาร “อำนาจที่สี่” ที่ว่านี้ เป็นไปตามสูตร 4 + 3 กล่าวคือ 4 องค์กรอิสระ ได้แก่ กกต. ป.ป.ช. คตง. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนอีก 3 ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมทั้งองค์กรอัยการ ซึ่งได้รับการยกฐานะให้คล้ายๆ จะเป็น องค์กรอิสระกับเขาด้วย

ปัญหาก็คือ องค์กรต่างๆ เหล่านั้น แม้อ้างว่าเป็นอิสระ แต่ก็เป็นอิสระและไม่ยึดโยงหรือรับผิดชอบต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องที่มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ แต่ในทางกลับกันกับมีความยึดโยงและรับผิดชอบต่อฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลยุติธรรมและศาลฎีกาอย่างเหนียวแน่น ชนิดที่เรียกว่าเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” เลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าดูจากข้อเท็จจริงที่ว่า 5 ใน 7 ของคณะกรรมการสรรหา กกต. ป.ป.ช. ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ล้วนมาจาก “ศาล” ทั้งสิ้น ยิ่งถ้านำไปโยงกับบทเฉพาะกาลที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดอำนาจของ คมช. ด้วยแล้ว ก็ทำให้แลเห็นว่า “อำนาจที่สี่” และฝ่ายตุลาการ รวมทั้งอดีต คมช. นั้น มีความยึดโยง เกี่ยวพัน และรับผิดชอบต่อกันอย่างเหนียวแน่นและเป็นเอกภาพ ซึ่งสะท้อนออกมาในภาพของ “ตุลาการภิวัตน์” อันลือลั่นนั่นเอง

ประการที่ห้า จงใจทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยของชาติออกเป็น 3 ฝ่าย ซึ่งต้องเป็นอิสระและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน โดยนอกจากจะสถาปนา “อำนาจที่สี่” ขึ้นให้มีฐานะคล้ายๆ กับเป็น “เมืองหน้าด่าน” ของกระบวนการตุลาการภิวัตน์แล้ว ยังยกให้ฝ่ายตุลาการมีอำนาจมากกว่าและสามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารอีกด้วย นอกจากนั้น การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ศาลเสนอกฎหมายเองได้ ขอแปรญัตติเพิ่มเติมงบประมาณเองได้ หรือบางครั้งถึงขั้นสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือตัวบทกฎหมายเองได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภา หรือในบางจังหวะอาจถึงขั้น “คว่ำ” กฎหมายเองได้นั้น ไปไกลเกินกว่าความหมายของคำว่า “ตุลาการภิวัตน์” มากทีเดียว เพราะเท่ากับว่าศาลซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการ นอกจากจะสามารถควบคุมฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้แล้ว ยังสามารถก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจบางส่วนของฝ่ายบริหารและบางส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติได้อีกด้วย

ประการที่หก จงใจที่จะขัดขวางการใช้เสรีภาพของประชาชนในการจัดตั้งพรรคการเมืองและทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งบั่นทอนขวัญและกำลังใจของนักประชาธิปไตยและประชาชนในระดับรากหญ้า เรียกว่า พยายามที่จะมุ่งล้างเผ่าพันธุ์ “นักการเมืองอาชีพ” ให้หมดไปจากพื้นที่การเมืองในประเทศไทยเลยทีเดียว ทั้งนี้ โดยให้อำนาจแก่ กกต. และศาลฎีกาที่จะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดก็ได้ เพียงแต่มีหลักฐานอันควรเชื่อว่าได้รับเลือกตั้งมาด้วยการซื้อเสียงหรือฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง ต่อจากนั้นก็จะโยงไปถึงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่เชื่อว่ามีส่วนรู้เห็น ซึ่งจะทำให้คนเพียงหยิบมือเดียว อย่าง กกต. อัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจเด็ดขาดที่จะสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น จนเลยเถิดไปถึงขั้นสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ที่เรียกว่า “ทำผิดคนเดียวยุบทั้งพรรค” นั่นแหละ

นอกจากนั้น ยังจงใจที่จะ “แปลงสาร” เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องการต่อต้านรัฐประหาร และการสั่งยุบพรรคการเมืองที่มีส่วนรู้เห็นหรือมีส่วนร่วมกับการรัฐประหารอันเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญ 2540 แล้วอุปโลกน์ให้เป็น “ดาบเพชฌฆาต” ที่ตั้งชื่อเสียไพเราะเพราะพริ้งว่า “สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเรื่องการคุกคามรัฐธรรมนูญและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนมากกว่า ทั้งนี้ แทนที่รัฐธรรมนูญจะให้สั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วมกับการรัฐประหาร กลับให้สั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร ในขณะที่ปล่อยให้พรรคการเมืองและกลุ่มที่ร่วมกันทำรัฐประหารลอยนวล เสมือนหนึ่งเป็น “กลุ่มอภิชน” ของประเทศ อะไรปานนั้น

ประการที่เจ็ด เห็นได้ชัดว่าเป็นการบัญญัติกฎหมายที่มุ่งจะให้ใช้บังคับเพื่อเอื้อประโยชน์และปกป้องคุ้มครองคนบางคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาองค์กรหรือบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมในการรัฐประหารและได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในขณะที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับในทางที่เป็นโทษและเป็นผลกระทบในทางลบต่อคณะบุคคลบางคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาผู้ที่ถูกโค่นล้มจากอำนาจโดยการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มคนที่ถูกสงสัยว่าจะเป็น “นอมินี” ของอดีตผู้นำประเทศซึ่งถูกโค่นล้มไป ทั้งนี้ โดยไม่รู้จักแยกแยะระหว่างเรื่องของ “หลักการ” กับเรื่องของ “ตัวบุคคล”

ประการที่แปด จงใจที่จะออกแบบรัฐธรรมนูญให้เป็นเหมือนสมรภูมิรบ ซึ่งฝ่ายต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์ต่อกัน สามารถหยิบฉวยอาวุธหรือเครื่องมือกลไกต่างๆ ไปใช้ในการเข่นฆ่าหรือทำลายศัตรูในทางการเมือง จนสร้างความร้าวฉานกันไปทั่วทั้งสังคม โดยมีบุคคลที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งสิ้นที่เกิดขึ้น เป้าหมายเพียงต้องการให้ผู้คนในบ้านเมืองเกลียดกลัวการเมือง ชิงชังนักการเมือง และดูแคลนประชาชนระดับรากหญ้า โดยหารู้ไม่ว่าทั้งหมดที่ออกแบบมานั้น มีแต่จะนำไปสู่ความไม่สงบสุขในบ้านเมือง การแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในชาติ ทำลายศักยภาพของคนไทย ทำให้ประชาชนอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ และประเทศอ่อนแอ

ประการที่เก้า ใช้เล่ห์กลอันแยบยลในการบัญญัติกฎหมายที่จงใจจะให้ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน อย่างที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญ” โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งใช้บังคับเพื่ออำนวยสิทธิประโยชน์แก่ประชาชนในวงกว้างแบบกระท่อนกระแท่นและล่าช้า แม้แต่บรรดาสิทธิเสรีภาพต่างๆ ที่บัญญัติไว้อย่างสวยหรู แต่กลับไม่ให้มีการบัญญัติกฎหมายรองรับ ซึ่งเท่ากับเป็นการลอยแพประชาชนและปล่อยตามยถากรรม ประมาณว่า ถ้าชาวบ้านอยากได้อะไรก็ให้ไปฟ้องเอา ในขณะที่รัฐธรรมนูญอีกฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบทเฉพาะกาล กลับอัดแน่นไปด้วยอำนาจ ผลประโยชน์ และตำแหน่ง ซึ่งนำไปประเคนให้แก่กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคลที่เคยมีส่วนร่วมกับคณะปฏิรูปการปกครองฯ และที่ได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ อย่างชนิดที่เรียกว่า “แจกกันถ้วนหน้า” และได้รับทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอให้มีการตีความ และไม่ต้องรออะไรทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ผู้พิพากษาและพนักงานอัยการ ที่จู่ๆ ก็ได้ต่ออายุเป็นผู้พิพากษาอาวุโสและเป็นอัยการอาวุโสในชั้นศาล และในตำแหน่งที่ตนเกษียณไปจนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเท่ากับเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นอีกฉบับหนึ่งที่เอื้อประโยชน์เต็มๆ แก่บรรดาผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและพนักงานอัยการ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต โดยผ่านกลไกพิเศษที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัตน์”

และที่ร้าย คือ เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่งต่างหากเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองบรรดาผู้คนทั้งหลายทั้งหมดที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหาร และได้รับแต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในลักษณะอันเป็นการ “นิรโทษกรรมล่วงหน้า” กล่าวคือ อยู่ในฐานะที่ “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งถ้าจะว่าไปแล้ว ประเทศไทยก็เคยถูกมหาอำนาจตะวันตกกดขี่โดยผ่าน “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในยุคจักรวรรดินิยมมาแล้ว แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 คนไทยกลับต้องถูกกดขี่และแบ่งแยกกันเอง โดยมีสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิสภาพนอกรัฐธรรมนูญ” คั่นกลาง ซึ่งทำให้คนกลุ่มเล็กๆ เพียงหยิบมือเดียวมีอำนาจและอิทธิพลเหนือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอันเป็นระบบ ที่เรียกกันว่า “อภิชนาธิปไตย” นั่นเอง