WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 19, 2008

ประชาคมโลกเห็นคุณค่าอดีตผู้นำไทย‘กษัตริย์ดูไบ’เทียบเชิญ‘ทักษิณ’นั่งที่ปรึกษาศก.

'ทนายทักษิณ' ย้ำชัด! ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาฯ ระบุต้องให้อดีตนายกฯชี้แจงด้วยตัวเอง โอด!สู้ไปก็ไม่พ้นคณะตุลาการภิวัฒน์ แม้มีหลักฐานหักล้าง ม.278 ชี้ ‘กษัตริย์ดูไบ’ ส่งเทียบเชิญนั่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจ เผยมี 6-7 ประเทศในอเมริกากลางทาบเป็น 'กุนซือ' ช่วยพัฒนาประเทศ

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคดีทุจริตที่ดินรัชดาภิเษก หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 278 วรรคสาม

ซึ่งทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวยืนยันว่า ได้มีการสอบถามไปยังผู้ใกล้ชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งขณะนี้ยังคงพำนักอยู่ที่ดูไบ ซึ่งก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความประสงค์ที่จะขอยื่นอุทธรณ์ โดยได้ระบุเหตุผลที่ไม่ขอเข้ายื่นหลายประการที่มีความสำคัญ ซึ่งตนไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากจะเกิดขอบข่ายการทำหน้าที่ทนายความ แต่เมื่อได้รับทราบแล้วก็ต้องยอมรับและเคารพในการตัดสินใจ ซึ่งเพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนก็ควรจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำการชี้แจงเหตุผลด้วยตนเอง น่าจะเป็นการดีที่สุด ซึ่งจะแจ้งผ่านกระบวนการใดนั้น ขณะนี้ตนยังไม่ทราบ

ย้ำชัด!ไม่อุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาฯ ชี้มีหลักฐานหักล้าง'คณะตุลาการภิวัฒน์'

เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ทำการยื่นอุทธรณ์ตามกระบวนการทางกฎหมายในวันนี้ จะมีหนทางชนะคดีหรือไม่ ทนายความกล่าวว่า พยานและหลักฐานที่ทางตนได้ทำการเตรียมเพื่อเข้าชี้แจงต่อศาลฎีกานั้น เป็นข้อมูลใหม่ที่สามารถหักล้างข้อกล่าวหาได้ว่าอดีตนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิดตามที่ได้มีคำพิพากษาก่อนหน้านี้ เพื่อชี้แจงให้ศาลมีความเห็นยกคำฟ้องได้ ซึ่งตนในฐานะทนายความ โดยส่วนตัวแล้วมีความมั่นใจว่าหลักฐานใหม่ที่มีจะสามารถหักล้างได้ แต่อดีตนายกฯเป็นผู้มองการณ์ไกล และมีความคิดอ่านที่มีเหตุและผล ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวนั้นอยู่ในดุลพินิจของอดีตนายกรัฐมนตรี

"นี่คือชีวิตท่าน การตัดสินใจของท่านที่บอกกับผมมาก็มีหลายข้อที่เป็นเหตุและเป็นผลอย่างดีที่สุดสำหรับท่านแล้ว ท่านเป็นคนไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ วันก่อนกษัตริย์ดูไบก็เชิญท่านไปปรึกษาเรื่องพัฒนาการทางด้านเศรษบกิจ และก็ยังมีอีก6-7ประเทศในอเมริกากลาง ชีวิตนี้ต้องไปพัฒนาให้ประเทศอื่น ใครจะหาว่าเป็นการใช้แนวทางการเมืองในการต่อสู้ก็แล้วแต่จะคิด เรื่องนี้ก็อย่างที่ว่าไป สู้ไปก็เป็นที่ทราบกันดี"

พร้อมกันนี้ นายคำนวณได้ปฎิเสธที่จะวิเคราะห์ทิศทางการต่อสู้ในอนาคตของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยกล่าวเพียงว่าจะเป็นการทำเกินหน้าที่ของทนายความ และขอให้รอฟังคำชี้แจงของอดีตนายกรัฐมนตรี จะได้เกิดความชัดเจนกับทุกฝ่ายอย่างดีที่สุด

'พงศ์เทพ'แจง'ทักษิณ'ไม่ยื่นอุทธรณ์!

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวว่า ตนได้มีการพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันแล้วว่า จะไม่ยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตที่ดินรัชดา และถ้ามีโอกาสก็จะชี้แจงกับประชาชน ให้ทราบ ทั้งนี้ตนได้เล่าให้พ.ต.ท.ทักษิณฟังถึงสถานการณ์การเสนอข่าวต่างๆในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่าเป็นการต่อสู้ของตนจะเป็นการต่อสู้โดยปราศจากความรุนแรง

ส่วนกรณีการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร นั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว คงต้องเป็นเรื่องของผู้ดำเนินรายการที่จะดำเนินการ ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรง เพราะดูจากการโฟนอินเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เหตุการณ์ก็เรียบร้อยดี อย่างไรก็ตามตนมองว่าการโฟนอินเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งเพื่อแสดงความคิดในระบอบประชาธิปไตย

'คนคิดถึงทักษิณ'จี้อังกฤษหามืดมืดสาดโคลนอดีตผู้นำไทย


ชมรมคนคิดถึงทักษิณ ยื่นหนังสือ สถานฑูตอังกฤษ หา "อิทธิพลมืด" จงใจปล่อยหนังสือประจาน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้เว็ปไซด์ผู้จัดการ หวังทำลายชื่อเสียง

เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. นายอัมรินทร์ ผจญยุทธ์ ประธานชมรมคนคิดถึงทักษิณ และกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณกว่า 50 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสถานฑูตอังกฤษกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกยกเลิกวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ โดยมี Mr.Perry Potter เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสถานฑูต เป็นผู้รับหนังสือ โดยนายอัมรินทร์ กล่าวว่า ต้องการให้สถานฑูตอังกฤษหาบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทำลายชื่อเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ และขอให้สถานฑูตอังกฤษพิจารณาเรื่องการยกเลิกวีซ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง

นายอัมรินทร์ กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่ามีบุคคลที่มีอิทธิพลในสถานฑูตอังกฤษ ทำการเปลี่ยนแปลงผลักดันการยกเลิกวีซ่า อีกทั้งมีเว็ปไซด์ผู้จัดการได้เผยแพร่อีเมล์ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานฑูตอังกฤษแจ้งให้ไม่ให้สายการบินรับพ.ต.ท.ทักษิณและภรรยาเข้าประเทศ ซึ่งตนมองว่าทำไมถึงมีการนำเอกสารดังกล่าวออกมาวิพากวิจารณ์ แต่กลับไม่แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบโดยตรง แต่กลับไปปรากฎในเว็ปไซด์ของผู้จัดการ เหมือนกับมีเจตนาต้องการทำลายชื่อเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ทั้งนี้ ทางชมรมได้รวบรวมไปรษณียบัตรที่แสดงพลัง “save thaksin save democracy” จากกลุ่มคนคิดถึงทักษิณทั้งในและต่างประเทศกว่า 1,000 ฉบับมอบให้สถานทูตอังกฤษอีกด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมอบหนังสือผู้ชุมนุมได้แยกย้ายอย่างสงบ


'หมอเหลิม'หนุน'ทักษิณ'ชักธงรบ!เชื่อโฟนอินไม่แตกแยก

'เฉลิม'ย้ำชัดหนุน'ทักษิณ'เปิดเกมรุกทางการเมือง มั่นใจประกาศโฟนอินความจริงวันนี้นี้เป็นเรื่องดี ไม่ทำให้บ้านเมืองแตกแยก จวกพวกมีแผลข้างหลังมักไม่อยู่นิ่ง ปัดเตรียมคัมแบ็กนั่งมท.1

วันนี้ (19 พ.ย.)ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศต่อสู้ทางการเมืองและจะต่อสายเข้าในรายการความจริงวันนี้ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ว่า ตนมั่นใจจะไม่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น ยืนยันการชี้แจงข้อมูลของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ทำให้เกิดความแตกแยก เพราะในฐานะผู้ที่ถูกวิจารณ์ฝ่ายเดียว ซึ่งบนพื้นฐานของความเป็นจริง มีสิทธิ์ที่จะชี้แจงได้ เนื่องจากขณะนี้สังคมบิดเบือน โดยเฉพาะคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับอดีตนายกฯ อีกทั้งปัจจุบันก็ขัดแย้งอยู่แล้ว ด่าเช้าด่าเย็น

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนเชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินอาจจะดีขึ้นก็ได้ จึงอยากให้ประชาชนรอฟัง แต่อย่าเพิ่งวิตกทุกข์ร้อนไป ส่วนมากคนที่ข้างหลังมีแผลก็มักจะไม่สบายใจ ซึ่งการที่ประกาศต่อสู้ทางการรเมืองเป็นสิทธิ์ที่ประชาชนยังนิยม ส่วนเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีนั้นเป็นสิทธิ์ทำได้ ซึ่งหลังศาลอุทธรณ์ก้ไม่ได้เสียยหายอะไร ถือเป็นการต่อสู้คดี ซึ่งตนย้ำมาตลอดว่า คดีที่ศาลฎีกาตัดสินนั้นไม่ได้มีความทุจริต ไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายห้ามเอาไว้

“คนที่หลังมีแผลก็คงไม่สบายใจนัก แต่ท่านตกทุกข์ได้ยากขนาดนี้ จะพูดอะไรไม่ได้เลยหรือ ปล่อยให้เขาด่าฝ่ายเดียว โดยเชื่อว่าหากมีการโฟนอินทุกอย่างน่าจะดีขึ้น ไม่ร้อนแรงอย่างที่ทุกคนคิด เพราะประชาชนจะได้รับรู้ข้อมูลอื่นด้วย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

รมว.สาธารณสุข ยังกล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หย่าร้างกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา นั้น ตนไม่สามารถตอบได้ และไม่อยากแสดงความคิดเห็น ถึงเลิกไปแล้วคดีก็เหมือนเดิม

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงกระแสข่าวที่ถูกวางตัวเป็นนายกรัฐมนตรีสำรอง รวมถึงกระแสข่าวการกลับเข้ามารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทยอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีอาจจะมีการพิจารษแต่งตั้ง พล.อ.พัลลภ ปิ่นณี อดีต ผอ.กอ.รมน.เข้ามาช่วยงานด้านความมั่นคง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พล.อ.พัลลภ ก็เป็นคนคลุกคลีด้านความมั่นคงอยู่แล้ว อีกทั้งเคยรับใช้ประชาชนและบ้านเมืองมาตลอด ส่วนการแต่งตั้งหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามอีกว่าจะช่วยได้หรือไม่เพราะ พล.อ.พัลลภมีความสนิทสนมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันมิตรฯ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เพื่อนกันรักกันการเจรจาก็น่าจะดี เพราะในประเทศไทยคนที่พูดกับระชาชนกลุ่มนี้ได้มีไม่กี่คน



แฉ'พันธมาร'รื้อทำเนียบฯพังยับ-ทรัพย์สินหายเพียบ!


'ณัฐวุฒิ' ระบุ 'สมัคร' รู้ ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา 28 รมต. เผย สปน. เปิดโปง ม็อบเถื่อน ทำทำเนียบยับเยิน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันนี้ว่า นายธีระชัย แสนแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ถามที่ประชุมครม.ถึงกรณีที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้แจ้งข้อกล่าวหา 28 รัฐมนตรีในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวชว่า จำทำอย่างไรกับกรณีดังกล่าว ซึ่งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้บอกว่ารัฐบาลชุดนี้คนละชุดกันกับรัฐบาลที่แล้วดังนั้นจึงจะขอหารือนอกรอบกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่ยังอยู่ในรัฐบาลชุดนี้อีกครั้ง ส่วนจะเป็นที่ไหนเมื่อไหร่ค่อยกำหนดกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตามขณะนี้นายสมัคร สุนทรเวช ได้ทราบแล้วว่าป.ป.ช.ได้แจ้งข้อกล่าวหาตน

ส่วนกระแสข่าวที่นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินในรายการความจริงวันนี้สัญจรครั้งที่ 4 ที่สนามศุภชลาสัย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายสมัครจะโฟนอินหรือไม่เพราะเป็นเรื่องที่ผู้ดำเนินรายการเขาจะทำหน้าที่ประสานงาน อย่างไรก็ตามจากการที่ตนได้คุยกับนายสมัครเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมาทางโทรศัพท์ทราบว่า นายสมัครต้องพักฟื้นเพื่อรักษาอาการป่วยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 2 เดือน เนื่องจากจะต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ที่ตับในช่วงเดือนม.ค.52 ดังนั้นช่วงนี้นายสมัครจึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์

“ส่วนที่มาของข่าวการโฟนอินของนายสมัครนั้นเป็นเพราะมีคนไทยจำนวนมากยังรำลึกนึกถึง อยากทราบความเป็นอยู่ และทราบถึงการรักษาอาการป่วยของนายสมัครอยู่จำนวนมาก และทราบว่านายสมัครไม่ได้ติดตามข่าวการเมืองของเมืองไทยมากนัก”นายณัฐวุฒิ กล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าตนรู้สึกสบายใจที่งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งผ่านไปได้ด้วยดี และขอขอบคุณความร่วมมือจากทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ ยังแถลงถึงรายงานของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินในทำเนียบรัฐบาล หลังการที่ถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เข้าไปปิดล้อม โดยระบุว่ามีทรัพย์สินทั้งของราชการและของส่วนตัวเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลเสียหายจำนวนมาก

ขำ..ขำ..ชาวไซเบอร์ล้อเลียนม็อบโกเต็กซ์


ขณะที่สถานการณ์การเมืองกำลังอยู่ในสภาวะที่เคร่งเครียด นักท่องอินเตอร์เน็ต ก็ยังแอบงัดมุขตลกโพสต์รูป"คนหน้าเหมือน"และข้อความล้อเลียนเหล่าบรรดาม็อบโกเต๊กซ์ ดูรูปแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะช่วยลดบรรยากาศความเครียดทางการเมืองให้กับชาวไซเบอร์ได้ดีทีเดียว

อย่างไรก็ตามฝากถึงสาวกม็อบโกเต๊กซ์ ณ ทำเนียบ ดูแล้วอย่าโมโหเหมือน "คลิปฉาว สาวเสื้อแดง" เพราะเหล่าชาวไซเบอร์ คงต้องการแค่ ขำ .. ขำ ลดบรรยากาศความวุ่นวายทางการเมืองเท่านั้นเอง


ลาโลด'อภิรักษ์'สิ้นสภาพผู้ว่าฯกทม.

วันนี้(19พ.ย.)นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ยื่นหนังสือลาออก ต่อ พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วโดยหนังสือลาออกของนายอภิรักษ์จะมีผลในวันที่20พ.ย.นี้ทันที โดยขั้นตอนต่อไปหลังได้เลขรับหนังสือจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว สำนักงานเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. ได้ทำหนังสือเวียนแจ้งหน่วยงานภายใน กทม. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. เตรียมส่งหนังสือการลาออกดังกล่าว แจ้งไปยัง กกต. กทม. เพื่อแจ้งให้รับทราบ

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร(กกต. กทม.) จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้เพื่อเตรียมการเลือกตั้งต่อไปสำหรับบรรยากาศที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.)ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเก็บขนย้ายสิ่งของของนายอภิรักษ์ และทีมงาน แต่ไม่พบนายอภิรักษ์ เข้ามาทำงานในช่วงเวลาที่เหลือแต่อย่างใด


...ท่านอภิมหาศาสดาเอกแห่งโลก โกเต็ก ลิ้ม...โดย ปลายอ้อกอแขม

...ท่านอภิมหาศาสดาเอกแห่งโลก โกเต็ก แซ่ลิ้ม...

ฉับพลันที่น้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านศาสดาได้บรรจงซัดไปต้องร่างของของบรรดาสาวก,สาวิกาทั้งหลาย โดยเฉพาะนักรบศรีวิชัยเข้าเท่านั้น นักรบทั้งหลายซึ่งกำลังนอนเมาใบกระท่อมอย่างได้ที่ ก็มีอาการชักกระตุก ทำตาขวาง น้ำลายไหลยืด ครางฮื่อๆแฮ่ๆกันสะนั่นหวั่นไหวไปทั้งทำเนียบขึ้นมาทันที ส่งเสียงตะโกนขึ้นพร้อมกันว่า..ใคร๊ ๆวะ เอาน้ำสกปรกมาสาดกูวะเนี่ยะ

แต่พอเหลือบไปเห็นว่าเป็นท่านอภิมหาศาสดาเอกแห่งโลกโกเต็ก ลิ้ม กำลังถือขันน้ำมนต์พร้อมบริกรรมคาถาปะพรมน้ำมนต์อย่างขะมักเขม้นไปทั่วเท่านั้น เหล่านักรบใบกระท่อมซึ่ง “เป็นงาน”ก็เปลี่ยนหน้าตัวเองเป็น “หน้าม้า”โดยทันที ต่างล้มลงดิ้นกระแด่วๆทำประหนึ่งว่าถูกผีสิงเหมือนเป็นสันนิบาตลูกนกกันทั้งแก๊ง เพื่อสอดรับกับลูกพี่ให้เห็นว่า ..น้ำมนต์นี้ ของจริง !


น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านอภิมหาศาสดาเอกแห่งโลกผู้นี้ ได้อุตส่าห์ลงทุนผลิตขึ้นมาเองกะมือ ได้ผ่านมาตรฐาน อย.แล้ว เพราะผ่านขั้นตอนการกรองอย่างละเอียดยิ่ง โดยเริ่มจากกระชอน ไปสู่กะลา ลงสู่ปี๊บ และไหกระเทียมดองตามลำดับ จึงกลายเป็นน้ำมนต์ที่มีกลิ่นเหม็น ขม ขื่น บัดซบอย่างที่สุด ..และไม่น่าให้อภัย

มิใช่แต่เท่านี้ ก่อนการนำไปใช้ เพื่อรับประกันความศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องผ่านการปลุกเสกอย่างหนักหน่วงจากน้ำมือของพลตรีจำลอง นายสุริยะใส นายสมศักดิ์ นายพิภพ และนายสมเกียรติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแกนนำต่างๆก็มีวิธีปลุกเสกแตกต่างกันออกไปตามแต่สไตล์ บ้างก็ถุยน้ำลายใส่..บ้างก็เอาเท้าคนๆ..บ้างก็อ้วกลงไป แถมยังมีสูตรผสมต่างๆที่คัดสรรมาแล้วมากมาย เช่นใบกระท่อม ระเบิดปิงปอง เศษลวดหนาม ถุงยางใช้แล้วของแกนนำและบริวาร ..สูตรสำคัญโดดเด่นที่ลืมไม่ได้คือ “โกเต็ก”ที่ผ่านการใช้แล้วของเหล่าสาวิกาจำนวน 7 ชิ้น !

หลังจากท่านอภิมหาศาสดาเอกแห่งโลกได้พรมน้ำมนต์ไล่เสนียดจัญไรให้เหล่าสาวกทั้งหลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไม่ลืมเอาน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์แจกให้แกนนำเพื่อรับประทานอย่างทั่วถึง โดยอธิบายให้ทราบว่าเป็นการล้างเสนียดภายใน ส่วนท่านศาสดาเองนั้น ท่านยกน้ำมนต์ขึ้นดื่มอั๊กๆๆ ..จากนั้นเทลาดศรีษะด้วย !

ด้วยความมีน้ำใจหาใดเทียมของท่านอภิมหาศาสดาเต็กลิ้ม ท่านได้เจียดโคตรอภิมหาน้ำมนต์นี้ ใส่ขวดกระทิงแดงส่งไปยังพรรคประชาธิปัตย์ 2 ขวด และกำชับหนักแน่นให้ทั้งหัวหน้าพรรค และเลขาฯพรรคต้องดื่มกิน และผสมน้ำอาบด้วย ..จึงจะส่งผลใน 3 วัน 7 วัน

ชั่วไม่ทันข้ามคืน ที่ท่านได้กระทำกิริยาอุบาทว์ๆเช่นนี้ไปแล้ว ชื่อเสียงของท่านก็ได้ขจรขจายไปทั่วสาระทิศ ซ้ำยังมีคนอุตริมาเปลี่ยนชื่อของท่านเสียอีก จากชื่อที่เรียกกันอยู่ดีๆว่า “โกตั๊บ แซ่ลิ้ม” “ธิลิ้ม”บ้าง “แป๊ะลิ้ม”บ้างอย่างดูถูกดูแคลน..ก็เปลี่ยนมาเป็น “โกเต็ก แซ่ลิ้ม” เพื่อเป็นการยกย่องสรรเสริญท่านให้ดูยิ่งใหญ่ สมฐานะของท่านโดยแท้ !

ส่วนผมและเพื่อนพ้อง นิยมชมชื่นที่จะเรียกท่านว่า ..อ้ายเต็กลิ้ม ตั้งแต่บัดนี้เป็นตันไป !

จึงขอเตือนบรรดผองเพื่อนทั้งหลาย ที่ยังคงต่อต้านพันธมิตร เช่น คนเสื้อแดง คนเสื้อดำ รวมถึงคนที่ไม่มีเสื้อจะใส่ หรือแม้แต่ท่านทักษิณก็เถอะ ..จงได้เสงี่ยมเจียมตัวให้จงดี

หากเตือนแล้วไม่ฟัง อ้ายเต็กลิ้มฝากมาบอกว่า ต่อไปนี้ มันจะเสกหนังควาย ตะปูโลงศพ หรืออาจเป็นโกเต็ก..เข้าท้องเสียทุกๆคนไป

จำใส่ใจไว้นะ โอม..ชิมเมโจได๋ ๆ ๆ ๆ !!!

จาก thaifreenews

ยุทธศาสตร์ที่นายกฯทักษิณจะต้องเดิน เมื่อยอมกลับมาเป็นผู้นำทัพในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

สถานการณ์ล่าสุด ในทางการเมืองขณะนี้คือ ท่านนายกฯทักษิณได้ประกาศที่จะกลับเข้ามามีบทบาททางการเมือย่างเต็มที่แล้ว ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือ การตัดสินใจหย่ากับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่อยู่กินด้วยกันมากว่า 32 ปี ซึ่งเป็นเหมือนสัญญาณว่าจะสู้ตายแล้ว มีสภาพไม่แตกต่างจากการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราชของไทย ได้สั่งให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งจนหมดสิ้น ก่อนจะนำทัพเข้าตีเมืองจันทน์ เพื่อใช้สร้างเป็นฐานที่มั่น หากตีเมืองจันทน์ไม่ได้ ก็ต้องอดตายทั้งกองทัพ


สภาพของนายกฯทักษิณตอนนี้ก็เหมือนกันคือ ยอมทิ้งลูกทิ้งเมียสมบัติพัสถานต่างๆ บากหน้าเข้าสู้ศึกการเมือง ไปตายเอาดาบหน้า




เมื่อนายกฯทักษิณตัดสินใจที่จะเข้ามาต่อสู้ทางการเมือง โดยยอมที่จะเป็นหัวขบวนหรือผู้นำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยให้พ้นจากระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้ว เราก็ลองมาวิเคราะห์ว่า ท่านนายกฯทักษิณ จะมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีอย่างไรการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ เพราะสถานการณ์ทางการเมือง ไม่เหมือนกันสงครามการสู้รบ การประกาศต่อสู้ คงไม่ได้หมายถึงการนำทัพเข้ามาห้ำหั่นกันแน่นอน

สภาพการณ์ของเมืองไทยตอนนี้คือ คนของพรรคพลังประชาชนที่เป็นพรรคเดิมของนายกฯทักษิณ กุมอำนาจรัฐอยู่ แต่ยังมีมือที่มองไม่เห็น (แต่พอจะรู้ตัวว่าเป็นใครบ้าง) คอยที่จะทำลายล้างอยู่เบื้องหลัง เพื่อนำเอาระบอบอำมาตยาธิปไตยกลับมาใช้ในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

เป้าหมายของนายกฯทักษิณที่จะต้องดำรงเอาไว้ให้ได้คือ “ต้องทำทุกวิถีทางให้พรรคพลังประชาชนยังคงกุมอำนาจรัฐต่อไป และกระชับอำนาจรัฐให้มั่นคงยิ่งขึ้น”


ดังนั้น ผมจึงคิดว่ายุทธศาสตร์ที่นายกฯทักษิณจะต้องดำเนินการ น่าจะมีดังนี้


1. ยุทธศาสตร์การสร้างภาพในเวทีระดับโลกและระดับประเทศ

เพื่อรักษาภาพความโดดเด่นในด้านความเป็นผู้นำของท่านายกฯทักษิณเอาไว้ ทั้งในเวทีระดับโลก และเพื่อเป็นเงาสะท้อนมายังเวทีการเมืองในประเทศ เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของท่านนายกฯทักษิณเลื่อนหายไปจากสังคมไทย ท่านนายกฯทักษิณจะต้องสร้างภาพการเป็นผู้นำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งชูบทบาทความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในเวทีโลก



2. ยุทธศาสตร์สร้างความเข็มแข็งให้กับพรรค

คือจะต้องปรับขบวนรบต่างๆ ในพรรคพลังประชาชนให้เข็มแข็ง เพื่อเป็นการสร้างความเข็มแข็งของป้อมค่ายพรรคพลังประชาชน ให้มีความแข็งแรง เข็มแข็งและเหนียวแน่นพอที่จะทนรับแรงกระแทกจากการยุบพรรคได้ โดยทำให้การยุบพรรคเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่อาจสลายฐานกำลังของพรรคได้ ไม่ว่าพรรคใหม่จะชื่ออะไรก็ตาม ซึ่งการทำตามยุทธศาสตร์นี้จะต้องประสานกำลังทุกกลุ่มในพรรคที่มีความขัดแย้งกันให้กลับมาสามัคคีกันเหมือนเดิมให้ได้ ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องไม่ยากนัก เพราะทุกคนต้องพึ่งชื่อเสียง บารมีของนายกฯทักษิณในการเลือกตั้งครั้งต่อไป


3. ยุทธศาสตร์การปลุกเร้าพลังมวลชนเสื้อแดง


จะต้องใช้กลุ่มสามเกลอ แห่งพีทีวี ปลุกเร้าม็อบเสื้อแดงให้ตื่นตัวอยู่เสมอ และขยายฐานออกไป มีการเคลื่อนไหวในเขตอิทธิพลในภาคต่างๆ อย่างคักคัก เพื่อเป็นการตรึงไม่ให้ทหารเคลื่อนไหวทำรัฐประหารได้ และถึงแม้ว่าทหารจะทำรัฐประหารก็จะต้องเจอการต่อต้านที่เข็มแข็งจากมวลชนเสื้อแดง แม้ว่าเราจะไม่กลัวรัฐประหาร แต่หากเกิดรัฐประหารขึ้น การต่อสู้จะต้องยืดเยื้อและเสียหายหนัก ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ


4. ยุทธศาสตร์การแก้ไข รธน. และแก้ไขกฎหมายเพื่อลิดรอนอำนาจของกลุ่มอำมาตย์

โดยพรรคพลังประชาชนจะต้องระดมสรรพกำลัง ความพยายามต่างๆ ทั้งในสภาและนอกสภา เพื่อแก้ไข รธน. ให้ได้ และต้องดำรงจุดมุ่งหมายนี้อย่าว๊อกแว๊ก ร่วมทั้งจะต้องแก้ไข กฎหมายต่างๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอำมาตย์เสีย เพื่อลดอำนาจของตุลาการภิวัฒน์ เพราะตุลาการได้อำนาจมาจากกฎหมาย แต่กฎหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยรัฐสภา แม้ว่าวิธีการนี้จะต้องใช้เวลานานก็ตาม แต่ก็จะต้องทำให้ได้ แม้ว่าในช่วงนี้เราจะได้รับผลกระทบของตุลาการภิวัฒน์ ก็ต้องยอม แต่ถึงอย่างไรตุลาการก็เป็นอำนาจที่เป็นเชิงรับ ต้องมีคดีก่อน พวกเขาจึงจะเคลื่อนไหวได้


5. กลยุทธ์จัดแถวระบบราชการ


จะต้องมีจัดแถวในระบบราชการให้เรียบร้อย กำจัดอิทธิพลของอำมาตย์ออกไปจากระบบราชการในส่วนที่รัฐบาลควบคุมได้เสีย และจะต้องกระทำอย่างจริงจัง และไม่แคร์ต่อกระแสการต่อต้านของฝ่ายตรงข้าม ไม่อย่างนั้นฝ่ายอำมาตย์ก็จะยังไม่หมดพลัง ยังสามารถยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้ ผ่านตัวแทนในระบบราชการได้อยู่เสมอ ข้าราชการระดับบริหารที่ฝักใฝ่ระบอบอำมาตย์จะต้องจัดการโยกย้ายให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจ และดึงฝ่ายสนับสนุน พปช. ขึ้นสู่อำนาจ เรื่องนี้จะต้องจัดการอย่างต่อเนื่อง จริงจัง และไม่ประนีประนอม

6. ยุทธศาสตร์แยกสถาบันออกจากอำมาตย์


เพราะถึงอย่างไรสถาบันฯยังเป็นที่ยอมรับของคนไทย สถาบันเปรียบเสมือนร่มโพธิ์ของคนทุกชั้น กลุ่มอำมาตย์แม้จะอยู่ใกล้สถาบันฯ แต่พวกเขาไมได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสถาบันฯ ผลประโยชน์ของอำมาตย์ไม่ใช่ของสถาบัน แต่สถาบันเป็นของคนไทยทุกคน



ถึงอย่างไรผมก็คิดว่าศึกครั้งนี้คือ สงครามยืดเยื้อ ดังนั้น จะต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง และสุดท้ายชัยชนะก็อยู่กับฝ่ายเรา เพราะเราเป็นพลังก้าวหน้า ผูกติดอยู่กับประชาธิปไตย ความเท่าเทียมกัน ทุนนิยม รัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นกระแสของโลกยุคใหม่ ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายตรงข้ามจะผูกติดอยู่กับกระแสในโลกเก่าคือ บุญบารมี ความไม่เท่าเทียมกัน เศรษฐกิจพอเพียง ระบอบการต่างตั้ง เป็นต้น

สังคมต้องเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่พ้น

ในช่วงเวลานี้ ผมไม่อยากให้ท่านายกฯทักษิณ เดินทางกลับเข้ามาต่อสู้ในประเทศ เพราะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด และจะเป็นอันตรายต่อชีวิตโดยใช่เหตุ ผมเชื่อว่าถึงอย่างไรเมืองไทยก็ไม่เกิดการแตกหัก สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างแน่นอน ยุทธศาสตร์โดยรวมจะต้องกุมอำนาจรัฐไว้ให้ได้ และค่อยๆ ลิดรอนอำนาจและอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม


ท่านนายกฯทักษิณ สามารถเป็นสมองและภาพพจน์อยู่ต่างประเทศให้กับพลพรรค และผู้สนับสนุนในประเทศได้ เราต้องการผู้นำเชิงสัญลักษณ์ แต่แม่ทัพนายกองในประเทศ มีมากเพียงพอแล้ว หากมีการสนับสนุนดีๆ ก็ไม่ยากที่จะสามารถยันกับศัตรูทางการเมืองอยู่ได้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในแผ่นดิน


ตอนนี้ก็ใช้กลยุทธ์ของสุมาอี้ คือ อดทนและรอคอย รวมทั้งลิดรอนอิทธิพลของฝ่ายตรงข้ามไปเรื่อยๆ ในที่สุดชัยชนะก็มาถึงในที่สุด

จาก thaifreenews

จุดจบของสงครามครั้งนี้ ?


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมรู้สึกว่าคนจำนวนมากสับสนและสงสัยว่า สงครามความขัดแย้งทางการเมืองไทยครั้งนี้ จุดจบจะเป็นอย่างไร มีการนองเลือดหรือไม่

ผมไม่คิดว่าจะมีการนองเลือดมากไปกว่าที่เป็นมาแล้ว คือ พธม.ปะทะกับตำรวจ หรือ พธม.ปะทะกับ นปช. เพราะโดยธรรมชาติ มวลชนปะทะกันก็คงไม่มีการบาดเจ็บและล้มตายมาก เพราะจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปกั้นกลางแม้จะช้าไปหน่อย แต่ก็คงไม่บาดเจ็บหรือล้มตายมากนัก ที่มีการนองเลือดในอดีตนั้นมักถูกทหารไล่ฆ่าประชาชนด้วยอาวุธสงครามมากกว่า ยกเว้นว่าจะมีการทำรัฐประหารและประชาชนต่อต้านแล้วทหารไล่ฆ่าประชาชน อย่างนั้นก็นองเลือดแน่ และเมืองไทยก็จะมีสภาพไม่ต่างจากพม่า และจะเกิดสงครามกอบกู้ประชาธิปไตยต่อไป เหมือนกับที่พวกเราเคยต่อสู้กับ คมช. ผิดกันแต่ครั้งนี้ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ออกมาเป็นหัวหอก แกนนำอย่างเต็มที่

แต่หากความขัดแย้งยังอยู่ในสภาพปัจจุบัน โดยไม่มีทหารเข้ามายุ่ง ผมไม่คิดว่าจะมีการนองเลือดแต่อย่างใด




แล้วความขัดแย้งจะไปถึงจุดไหน ผมมองว่ามันออกได้สองทางคือ


หนทางแรกหากฝ่ายอำมาตยาธิปไตยทนไม่ได้ ทำรัฐประหาร จุดจบก็คือ จะมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ย้อนรอยเหตุการณ์หลังวันที่ 19 กันยายน 49 แต่ครั้งนี้อาจมีการต่อต้านที่รุนแรงกว่า แม้ว่าจะมีการร่าง รธน.ที่เป็นประชาธิปไตยน้อยกว่า รธน.ปี 2550 การต่อสู้ทางการเมืองก็ยังไม่มีทางหมดสิ้น ต่อให้สามารถกำจัดพวกทักษิณไปหมดสิ้นก็ตาม แต่หน่อประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นแล้ว ประชาชนตื่นตัวขึ้นมากแล้วก็คงไม่ยอมกลับไปสู้การเมืองยุคก่อนปี 2475 อย่างแน่นอน สุดท้ายสถานการณ์ทางการเมืองก็ต้องกลับมาเหมือนในขณะนี้ คือ มีการต่อสู้กันต่อไปจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แต่ข้อสรุปนี้ "ฝ่ายศักดินา" จะสูญเสียความศรัทธาไปจนแทบหมดสิ้น และจะไม่สามารถควบคุมสังคมได้อีกต่อไป สุดท้ายประเทศไทยก็ต้องเดินไปถึงจุดที่เกิดการปฏิวัติ 2475 ขึ้นอีกจนได้และอาจมีการเปลี่ยนแปลงระบบใหญ่โต และควบคุมสถานการณ์ได้ยาก

แนวทางที่สองคือ ไม่มีการทำรัฐประหาร และปล่อยให้มีการต่อสู้ผ่านตัวแทน หรือ Proxy เหมือนปัจจุบันนี้ ซึ่งเราก็จะเห็นมีการยุบพรรคพลังประชาชน และมีพรรคใหม่เกิดขึ้น มีความพยายามที่จะแก้ไข รธน. ซึ่งหากไม่มีรัฐประหาร การแก้ไขย่อมสำเร็จได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายรัฐบาลของพรรคพลังประชาชน ก็จะได้ครองอำนาจต่อไป แม้จะกระท่อนกระแท่น อาจมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ หลายคน

สุดท้ายอาจถึงคุณเฉลิม อยู่บำรุง หรือ พล.อ.ชัยสิทธิ ชินวัตร เป็นต้น แต่รัฐบาลก็ยังไปได้

หากเกิดแนวทางที่สอง ผมว่าในท้ายที่สุด การเมืองก็จะฟอร์มตัวเป็นระบอบการเมืองแบบสองพรรคอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในแนวทางนี้ กลุ่มอำมาตยาธิปไตย จะต้องลงไปปรับปรุงพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างจริงจัง เพื่อใช้ในการต่อสู้กับพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคเสรีนิยมในรูปแบบหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์คงต้องเปลี่ยนโครงสร้างของพรรคที่เน้นภาคนิยม เป็นให้คนชั้นสูงใน กทม. เข้าไปมีบทบาทมากขึ้น และคงต้องเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจากนายอภิสิทธิ์ไปเป็นคนอื่น เช่น สุรินทร์ พิศสุวรรณ หรืออาจรออีกสักนิด ให้คุณปลื้ม (มล.ณัฐฏกรณ์ เทวกุล) เติบโตทางวัยวุฒิพอสมควรก่อน ก็อาจจะเข้าพรรค ปชป. และ Change พรรคนี้อย่างจริงจังเสียที เพื่อให้สามารถต่อสู้กับพรรคพลังประชาชนได้ อย่างสมน้ำสมเนื้อ ไม่ใช่คอยตอดเล็กตอดน้อยเล่นเกมการเมืองแบบปัจจุบันนี้


ผมคิดว่าแนวทางที่สองนี้ เป็นสภาพบังคับว่าถึงอย่างไรก็ต้องออกมาในรูปแบบนี้อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่า อาจจะยังคมมีความวุ่นวายอยู่ในช่วงระหว่างนี้ในขณะที่สถานการณ์ในหลายๆ ด้านยังไม่ลงตัว รวมทั้งความคิดฟุ้งซ่านนอกกรอบของแต่ละฝ่ายยังไม่ลงตัว แต่ถึงอย่างไรก็ตามมันก็จะต้องออกมาแบบนี้ เพราะสุดท้ายประเทศก็จะต้องเดินไปข้างหน้า ประเทศที่มีประชากร 60 ล้านคน คงไม่มีทางหยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือต่อสู้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้นได้ ไม่มีทางทีภาวะไร้เสถียรภาพจะดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุดได้ เพราะในท้ายที่สุดระบบจะต้องปรับตัวเข้าสู่ดุลยภาพใหม่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อบาลานซ์พลังต่างๆ ของสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว

ผมไม่เชื่อว่าพรรคพลังประชาชน จะได้อำนาจรัฐตลอดไป เพราะโดยธรรมชาติแล้ว หากพรรคการเมืองใดครองอำนาจได้ประมาณ 2 สมัยการเลือกตั้ง แรงเสียดทานต่างๆ ในทางนโยบายจะมีมากพอที่จะทำให้การทำงานเกิดอุปสรรค ซึ่งในสุดก็จะแพ้เลือกตั้ง

ประเทศไทยไม่มีทางเหมือนสิงคโปร์ที่พรรคเดียวครองอำนาจ เพราะสภาพสังคมที่เกิดพลังสองกระแสขึ้นมาแล้ว มันไม่มีทางที่กระแสใดจะได้อำนาจตลอดกาล และในอดีตที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครครองอำนาจได้เกิน 10 ปี ไปนานๆ แม้แต่จอมพล ป. หรือ จอมพลถนอมที่มาจากการทำรัฐประหาร


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บ้านเมืองจะสงบคงต้องรอให้ผู้มีบารมีชราภาพทั้งหลายตายเสียก่อน ซึ่งก็คงภายในทศวรรษนี้แหละครับ

ในการต่อต้านการทำรัฐประหารนั้น ผมคิดว่า หากพวกเสื้อแดง มีการแสดงพลังบ่อยครั้งและยิ่งใหญ่ขึ้น โอกาสที่จะทำรัฐประหารก็มีน้อยครับ

แม้ว่าผู้มีบารมีอยากจะทำรัฐประหารทุกวันก็ตาม แต่การทำรัฐประหารนั้นไม่เกี่ยวกับความอยากแต่อย่างใด มันขึ้นกับเงื่อนไขทางสังคม หากเงื่อนไขไม่เปิดให้ มันก็เหมือนกับการยกกองทัพเข้าไปในพื้นที่สังหาร ที่เต็มไปด้วยทุ่นระเบิด สุดท้ายต่อให้มีกองทัพเข็มแข็งขนาดไหนก็ไปไม่รอด

ผมคิดว่าการประกาศต่อสู้ของท่านนายกฯทักษิณ ไม่มีอะไรดีกว่า การเคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศ เคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตย รวมทั้งการจัดโครงสร้างของพรรคระบอบทักษิณให้เข็มแข็ง ประสานความแตกต่างระหว่างแกนนำของพรรคระบอบทักษิณ (จะใช้ชื่ออะไรก็ตาม) ที่มีอยู่ให้รวมกันอยู่ได้ ก็จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามทำอะไรไมได้มากนัก

หากจะให้ดี ผมว่าท่านนายกฯทักษิณ เปิดเว็บไซต์จัดรายการ "นายกฯทักษิณพบประชาชน" ผ่านทีวีออนไลน์ ก็จะช่วยสร้างกระแสและความเข็มแข็งให้ พลพรรคเสื้อแดงเพิ่มมากขึ้น

หากตรึงสถานการณ์ให้ได้สัก 5 ปี ศักดินาก็จะไปไม่รอด

แต่ความดื้อของทั้งสองฝ่ายยังไม่หมดครับ พวกที่สนับสนุน พธม. ยังไม่หมดฤทธิ์หมดเดช ต้องปล่อยให้ พธม.อยู่ในทำเนียบต่อไปอีก อย่าปราบเด็ดขาด มวลชนที่สนับสนุนก็จะค่อยๆ ตีตัวออกห่างเหมือนในขณะนี้

และสุดท้ายคนที่สนับสนุน พธม./ปชป. ก็จะเบื่อหน่าย เพราะสู้ไปในแนวทางนั้นก็ไม่ชนะ ก็ต้องหันมายอมรับระบบอยู่ดี

ตอนนี้คนก็เริ่มยอมรับมากแล้วครับ ว่า หากเดินไปแนว พธม. ปัญหาไม่จบ และเริ่มยอมรับระบบมากขึ้น

แต่มันก็ต้องกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีครับ


จาก thaifreenews

Tuesday, November 18, 2008

เผยโครงสร้างใหม่ กอ.รมน. เข้า ครม.พรุ่งนี้


กรุงเทพฯ 17 พ.ย.- พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า การทำงานของ กอ.รมน.ปัจจุบันเป็นไปตามกรอบโครงสร้างเดิม โดยให้มวลชน กอ.รมน. ที่มีอยู่ทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความรู้ ความเข้าใจกับชุมชนต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน การสร้างความรัก สามัคคีของคนในชาติ แจ้งเบาะแสข้อมูลต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ ส่วนโครงสร้างใหม่ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการอำนวยการทั้ง 22 คนแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ หากผ่านความเห็นชอบ จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีความสะดวกมากขึ้น และสามารถบูรณาการกับส่วนราชการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“โดยเฉพาะตามมาตรา 15 เรื่องการมอบหมายให้ กอ.รมน.ดูแลพื้นที่ความสงบเรียบร้อย ซึ่งสามารถห้ามการพกพาอาวุธได้ตามมาตรา 18 เป็นการออกข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น การห้ามผ่านเส้นทางคมนาคมที่จำเป็น ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด ซึ่งแตกต่างจาก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามชุมนุมตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ส่วนโครงสร้างใหม่จะดำเนินการกับพันธมิตรฯ ได้หรือไม่นั้น การทำงานจะเป็นไปตามกรอบ โดยประเมินสถานการณ์ก่อนว่า จะเป็นภัยต่อความมั่นคงและกินระยะเวลายาวนาน ซึ่ง ครม.จะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ และนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ประกาศพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักรและมอบหมายให้ กอ.รมน.เข้าไปดูแล กรณีที่หน่วยงานรัฐไม่สามารถดูแลได้” โฆษก กอ.รมน. กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-17 13:46:40

กอ.รมน.ยังไม่ได้รับแจ้งการแต่งตั้ง พล.อ.พัลลภ เป็นผู้ช่วย ผอ.รมน.

กรุงเทพฯ 17 พ.ย.- โฆษก กอ.รมน.ปัดข่าวตั้ง “พล.อ.พัลลภ” เป็นผู้ช่วย ผอ.รมน. ยังไม่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการ ระบุข้อกำหนดชี้ชัดตำแหน่งดังกล่าวต้องเป็นคนในหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นอำนาจของนายกฯ แต่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอำนวยการอีก 22 คนด้วย

พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เปิดเผยภายหลังการประชุมสรุปสถานการณ์ประจำวันของ กอ.รมน. ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.เป็นประธาน เกี่ยวกับกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) ระบุว่าได้รับการทาบทามจาก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.รมน.ให้มาเป็นผู้ช่วย ผอ.รมน. เพื่อมาแก้ไขปัญหาการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ในส่วนของ กอ.รมน. ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ทราบจากข่าวเท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับ ผอ.รมน. จะพิจารณาตามกรอบของกฎหมาย ทั้งนี้ การจัดบุคลากรเข้ามาทำงานใน กอ.รมน.ปัจจุบันต่างจากอดีต ที่ต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการอำนวยการอีก 22 คนด้วย

“นายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.รมน.มีอำนาจแต่งตั้งผู้ช่วย ผอ.รมน.ได้ ซึ่งเป็นไปตามกรอบ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร มาตรา 5 วรรค 4 ที่ว่าด้วย ผอ.รมน.สามารถแต่งตั้งผู้ช่วยได้ โดยบุคคลนั้นต้องอยู่ในสังกัดของ กอ.รมน.หรือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างและการแบ่งมอบงาน กรณีของ พล.อ.พัลลภ เมื่อไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คงต้องตีความอีกครั้ง และขึ้นอยู่กับ ผอ.รมน.จะตัดสินใจเพิ่มเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม มีข้อกำหนดในมาตรา 10 (4) ที่สามารถแต่งตั้งที่ปรึกษา ผอ.รมน. ซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์อย่างน้อยด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ได้ ทั้งนี้ ไม่สามารถให้ความเห็นได้ว่า เมื่อ พล.อ.พัลลภ เข้ามาแล้วจะสามารถแก้ไขปัญหาพันธมิตรฯ ได้หรือไม่” โฆษก กอ.รมน. กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-17 13:40:08


19 ม.ค. ดีเดย์เช็กบิลนักรบโกเต็กซ์

นักรบโกเต็กซ์ปากแข็ง ปัดรับข้อหาสุมหัวเปิดซ่องโจร พกพาอาวุธ ทำลายทรัพย์สินราชการ บุกสถานีโทรทัศน์บีเอ็นที ศาลนัดเปิดคดีเช็กบิล 19 ม.ค.นี้ ด้านอัยการ เลื่อนนัดส่งฟ้อง 9 แกนนำพันธมาร ไปปีหน้า

จากกรณีที่ อัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 4 ส่งสำนวนยื่นฟ้องจำเลย ทั้ง 82 คน ในความผิดฐานคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจรและข้อหาอื่นรวม 9 ข้อหา ล่าสุดวันนี้ (18 พ.ย.) 82 นักรบศรีวิชัย ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมาได้เข้ารายงานตัวต่อศาลอาญารัชดาแล้วเพื่อรับฟังคำสั่งฟ้อง โดยทั้งหมดอยู่บริเวณห้องเวรใต้ถุนศาลอาญา เพื่อรอสอบคำให้การตามที่โจทก์ฟ้องว่าจะรับ หรือ ปฏิเสธ และจะทำการนัดวันตรวจพยานหลักฐานต่อไป

จากนั้น ศาลอาญารัชดา สอบคำให้การของนักรบศรีวิชัย 82 คน การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำเลยในคดีร่วมกันเป็นซ่องโจรบุกรุกเข้าไปสถานที่ราชการ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และความผิดอื่นรวมอีก 9 ข้อหา จากกรณีที่ร่วมกันใช้กำลังบุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยศาลได้อ่านอธิบายคำฟ้องให้จำเลยทั้ง 82 คนฟังจนเป็นที่เข้าใจแล้ว จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลจึงได้นัดตรวจพยานหลักฐานและแถลงเปิดคดีในวันที่ 19 มกราคม 2552 เวลา 09.00 น.

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัยการเลื่อนนัดฟังคำสั่งฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับพวกรวม 9 คน ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกันปลุกระดมประชาชนให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยใช้กำลังประทุษร้ายก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และเจ้าพนักงานบอกให้เลิกกระทำแล้วไม่เลิก รวม 3 ข้อหา หรือไม่ ในวันที่ 21 ม.ค.52

การ์ดม็อบโกเต็กเหิมเกริมห้ามสื่อทำเข้าทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่ายังคงมีผู้ชุมนุมปักหลักค่อนข้างบางตาอย่างมาก ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัย ทั้งภายในและนอกทำเนียบฯ ยังคงมีการตรวจตราอย่างเข้มงวด โดยที่ทุกประตูจะมีการ์ดพันธมิตรฯและนักรบศรีวิชัย ถืออาวุธครบมือ อาทิ มีดพก กระบองตำรวจ โล่ และวิทยุสื่อสารคนละหนึ่งเครื่อง

ซึ่งที่ชุมนุมบริเวณด้านข้างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้มีกลุ่มการ์ดอาสาจำนวนหนึ่งเข้ามาสกัดไม่ให้กลุ่มสื่อมวลชนที่เข้ามาในทำเนียบรัฐบาล โดยทั้งหมดอ้างว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาตรวจค้นภายในทำเนียบฯ และยังเป็นคำสั่งของหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯด้วย โดยในระหว่างการเจรจาอยู่นั้นกลุ่มการ์ดดังกล่าว ได้ใช้ถ้อยคำและกริยาที่ไม่สุภาพ

ทั้งนี้สื่อมวลชนรออยู่บริเวณด้าหน้านานกว่า 20 นาทีโดยการ์ดยังไม่ยอมปล่อยให้กลุ่มสื่อมวลชนเข้าไปภายในพื้นที่ชุมนุม จึงได้ประสานกับแกนนำให้มาช่วยเจรจาในครั้งนี้ แต่ปรากฏว่าไม่มีแกนนำคนไหนอยู่ในพื้นที่ชุมนุม เนื่องจากแกนนำทั้งหมดได้เดินทางไปสำนักงานอัยการสูงสุด จากนั้นในเวลาต่อมาการ์ดพันธมิตรจึงปล่อยให้กลุ่มสื่อมวลชนเข้ามาได้ อ้างว่าหัวหน้าการ์ดฯเป็นผู้อนุญาต นอกจากนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวได้นำเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั้งหมดไปแจ้งต่อ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกพันธมิตร ซึ่งได้รับคำขอโทษ พร้อมกับกล่าวว่า ตนมีความเข้าใจในงานของสื่อมวลชนดี และจะนำเรื่องดังกล่าว ไปปรึกษาหารือกับแกนนำอีกครั้ง ซึ้งหากการ์ดพันธมิตรฯคนใด พูดไม่ดี หรือใช้กริยาท่าทางไม่สุภาพกับสื่อมวลชน ก็สามารถจดหมายเลขประจำตัวของการ์ดมาให้กับแกนนำได้ทันที เพราะทางพันธมิตรได้กำชับเสมอว่า ถ้าการ์ดคนใดมีการกระทำเช่นนี้ ก็จะถูกไล่ออกจากหน้าที่