WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 19, 2008

กรรมใดใครก่อ!‘โกตั๊บ’รับคลิปจริง


* ความจริงวันนี้ ฉะธาตุแท้เริ่มโผล่

ธาตุแท้เริ่มโผล่ “โกตั๊บ” จำนนหลักฐานคลิปโอบสาวเสื้อแดง ออกมายอมรับเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อต้นปีที่โรงแรมดังย่านหลานหลวง แถมแจกแจงละเอียดยิบ 2 สาวในคลิป เป็นลูกสาวอดีตรัฐมนตรียุคเก่า คนน้อง เป็นดาราสาวชื่อ “ปู” อ้างเคยฝึกงานค่ายผู้จัดการจนคุ้นเคย ส่วนสาวอีกคนเป็นพี่ชื่อ “เก๋” ระบุเจอหน้าใครก็กอดหมดเป็นเรื่องปกติ ขณะสาวที่อ้างตัวเป็นคนพี่ โทรเข้ากองบก.ประชาทรรศน์ ขู่ฟ่อรู้จักผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลเพียบ พร้อมตั้งคำถาม “รู้ไหมเก๋นามสกุลอะไร” ด้าน www.prachatouch.com ฮอต! แค่วันเดียวคลิกเข้ามาดูคลิปนับหมื่นราย

* เว็บประชาทรรศน์ฮอต!นับหมื่นแห่ดูคลิป

หลังจากมีการเผยแพร่คลิปคนหน้าเหมือน นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ กำลังโอบหลังโอบไหล่ ดึงตัวสาวเสื้อแดงเข้ามาซบอก ไปทั่วเว็บไซต์ต่างๆ ขณะเดียวกันก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมเหม็นคาวฉาวโฉ่ และลีลารักวิตถาร ของสื่อมวลชนขาใหญ่รายหนึ่ง ถึงขั้นแฉแหล่งเสพกาม และรสนิยมส่วนตัวที่เหลือรับประทานไปแล้ว นั้น

ต่อมาในวันที่ 18 พฤศจิกายน นายสนธิ ก็ชิงออกมาให้สัมภาษณ์ โดยอ้างว่า หญิงสาวที่ปรากฏในภาพทั้งสองคนคือ บุตรสาวของ ดร.ปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยคนเสื้อแดงเป็นน้องชื่อเล่นชื่อ “ปู”น.ส.พัฒนาวดี พัฒนถาบุตร ส่วนอีกคนคือพี่สาวชื่อ “เก๋”ซึ่งตนเองและครอบครัวนี้รู้จักและนับถือกันมานานแล้ว

นายสนธิ ยังอ้างว่าคนน้องที่ชื่อปู ซึ่งเป็นคนที่ถูกดึงเข้ามากอด เคยฝึกงานที่เครือผู้จัดการหลายปีก่อนจึงผูกพันและรู้จักคนในผู้จัดการดี

ส่วนเหตุการณ์ในคลิปนั้นเป็นช่วงเดือนมกราคมปี 2551 ตนเองและพี่น้องสองสาว นัดทานอาหารกลางวันกันที่ห้องอาหารญี่ปุ่น โรงแรมปริ๊นเซส หลานหลวงและการโอบไหล่ก็เป็นการแสดงออกที่ปกติของคนที่รักนับถือกัน และสนิทสนมกันเหมือนลูกหลาน

“ผมเจอใครๆ เจอกับพันธมิตรฯ ก็ทำเช่นนี้ การโอบกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของผมกับคนที่สนิทสนม ผมนัดใครทานข้าวก็ปกติ” นายสนธิกล่าว

นอกจากนี้ในวันเดียวกันก็มีผู้อ้างตัวว่าชื่อเก๋ และเป็นบุคคลในคลิปดังกล่าว โทรศัพท์เข้ามายังกองบรรณาธิการ “ประชาทรรศน์” อ้างว่ารู้จักผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลหลายคน และขอให้แก้ไขคลิปดังกล่าว

อยากให้เช็กข่าว อยากให้คุณได้เช็กซะก่อนว่าเป็นยังไง ไม่ใช่อ้างว่ามาจาก Youtube คุณมาเขียนมาอย่างนี้ได้ยังไง แล้วรู้มั้ยว่าเก๋นามสกุลอะไร คุณพ่อเก๋เป็นใคร คุณทำให้คุณพ่อเก๋เดือดร้อน” เมื่อพูดจบหญิงสาวท่าทางปากจัดที่อ้างตัวว่าชื่อเก๋ก็วางสายไป

อย่างไรก็ตาม การนำเสนอคลิปดังกล่าวบนเว็บไซต์ www.youtube.com และการนำไปลิงก์ในเว็บไซต์อื่น แม้การตั้งกระทู้หรือการโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ ไม่พบว่ามีใครระบุว่า 2 สาวเป็นลูกสาว ดร.ปรีดา พัฒนถาบุตร มาก่อน จนกระทั่งนายสนธิเป็นคนออกมาเปิดเผยด้วยตัวเอง และสาธยายชื่อเสียงเรียงนามละเอียดยิบ

ขณะที่ในเช้าวันเดียวกันซึ่งอาจจะยังไม่ทันได้เตี๊ยมกัน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวว่ามองเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงแค่เกมการเมืองของฝ่ายตรงกันข้ามที่ต้องการดิสเครดิตแกนนำพันธมิตรฯ ผู้ที่นำเสนอพยายามโน้มน้าวให้ผู้ชมคลิปคิดว่าเป็นนายสนธิ ทั้งที่ภาพที่มีการเผยแพร่เราก็ยังเห็นไม่ชัดว่าเป็นตัวนายสนธิจริงหรือไม่

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” กล่าวว่า ภาพที่ปรากฏมันกำลังสะท้อนให้ทุกคนได้เห็นถึงพฤติการณ์ของนายสนธิ ที่ไม่ตรงไป ตรงมา ถึงแม้จะพูดจาให้ตัวเองดูดีไม่อะไรกันเป็นเพียงการทักทาย แต่สิ่งที่ปรากฏมันสามารถทำให้เชื่อได้จริงหรือ

คนอย่างนายสนธิ ถึงแม้จะไปใส่เสื้อสีอะไร แต่สุดท้ายธาตุแท้ความจริงก็โผล่ออกมาให้ได้เห็น
“พฤติกรรมของนายสนธิเป็นอย่างไร คนที่คลุกคลีอยู่ในวงการ ต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรมาก”
นายจตุพร กล่าวอีกว่า ในวันนี้สังคมและสาวกพันธมิตรฯ ควรที่จะรีบตั้งสติและหูตาสว่างกันได้เสียที ว่าคำพูดของนายสนธิเป็นเรื่องโกหกเชื่อไม่ได้ เอาแต่ความเท็จมาเล่า ถึงเป็นความจริงก็เอามาใช้แต่เพียงครึ่งเดียว ตอนนี้กรรมที่นายสนธิได้ก่อไว้กับผู้อื่นกำลังจะย้อนกลับมาเล่นงานตนเอง และความจริงในอีกหลายเรื่องก็จะปรากฏขึ้นมาให้สังคมได้รับรู้รับทราบทั่วกัน

ขณะที่ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ผู้จัดการ มีผู้ใช้นามปากกา"ขงเบ้งดิจิตอล"เขียนกระทู้เรื่อง "มีคลิปโจมตีคุณสนธิ ช่วยพิจารณาด้วยครับ " เนื้อหาบอกว่า เว็บ thaiinsider ของเอกยุทธนำเอา คลิป youtube เป็นคลิปหน้าเหมือนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมได้เข้าไปดูแล้วไม่แน่ใจ เพราะว่าถ่ายไกลมาก มองไม่ชัดเลยทั้งที่กล้องสมัยนี้หรือ กล้องโทรศัพท์มันก็ซูมได้ แต่ถ่ายไกลเกินเหมือนกับว่ากลัวว่าจะจับผิดอะไรยังไงไม่ทราบ

แต่จากที่ผมดูและสังเกตพบจุดผิดปกติอยู่อย่างหนึ่งคือ คนที่เหมือนสนธิ นั้นผมว่าดูผอมเกินไป แถมใส่หมวกเหมือนตอนที่คุณสนธิไปมอบตัว ซึ่งเหมือนกับจะทำให้เหมือนให้มากที่สุด ทั้งที่ผมว่าถ้าหากจะให้จริงหรือเป็นของจริงนั้น ควรจะไม่ใส่หมวกเพราะคุณสนธินั้นก็ไม่ได้ใส่หมวกบ่อยนัก

ผมสังเกตดูคุณสนธิตอนออกทีวีเทียบกันแล้ว ผมว่าคุณสนธิจะออกอ้วนๆ ตัวใหญ่ๆ แต่ที่เห็นในคลิปนั้นดูแล้วไม่น่าใช่เลยนะครับ พี่น้องพันธมิตรฯ ลองเข้าไปดูหน่อยนะครับว่าคิดกันอย่างไร แต่กับกรณีนี้ผมว่า คุณสนธิน่าจะออกมาเล่นงาน เว็บ thaiinsider หรือชี้แจงอะไรหน่อยก็ดีนะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวจะมีคนเข้าใจผิด แต่จากที่ดู ผมว่าไม่น่าใช่นะครับเพราะถ้าเป็นคุณสนธิจริง คงไม่ออกมาตอนนี้แต่คงต้องออกมานานแล้ว อยากฝากเพื่อนช่วยพิจารณาด้วยครับ"

จากนั้นบรรดาพันธมิตรฯ ก็เข้ามาแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่าไม่เชื่อ มีรายหนึ่งใช้ชื่อแฝงว่า555เขียนว่า "ดูแล้วขำว่ะ ปลอมแน่นอน คนตั้งใจจะแอบถ่ายมันคงไม่ถ่ายแค่นี้หรอก ต่อให้เป็นตัวจริงกรูก็ยังบริจาคให้ ASTV อยู่ดี"

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คลิปโอบสาวเสื้อแดงที่มีการโพสต์ไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆ ได้รับความสนใจมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแค่เว็บไซต์ประชาทรรศน์ www.prachatouch.com เพียงแค่วันเดียวก็มีผู้เข้าชมแล้วกว่าหมื่นคน


จับตาโฟนอิน‘ทักษิณ’คัมแบ็ก


ยืนยัน “ทักษิณ” โฟนอินร่วมรายการ “ความจริงวันนี้” 14 ธ.ค. แน่นอน เพื่อเปิดใจถึงทิศทางการกลับเข้าสู่สนามการเมืองอีกครั้ง พร้อมกับเผยหมดเปลือกทั้งสาเหตุการหย่าร้าง ไปจนถึงการตัดสินใจไม่อุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาฯ ส่วน 23 พ.ย.นี้ มีลุ้นได้ฟังเสียง “สมัคร” ข้ามประเทศจากอเมริกา “ปชป.-ส.ว.รสนา” ผวาออกมาดักคอ แถมปลุกพลังเงียบร่วมกันต่อต้าน

ท่ามกลางกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หย่าร้างกับภริยา ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องการตัดสินใจทางการเมือง ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับสู่สนามการเมืองอีกครั้ง นั้น

นายจตุพร พรหมพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” เปิดเผยว่า การจัดรายการความจริงวันนี้จะเลื่อนจากวันที่ 10 ธ.ค.ออกไปเป็นวันที่ 14 ธ.ค. ที่สนามศุภชลาศัย โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ามาร่วมรายการ และจะมีความชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้ามาสู่สนามการเมืองอย่างไร เนื่องจาก ตั้งแต่มีการปฏิวัติ 19 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น เส้นทางจากนี้ไปต้องจับตาดู

ส่วนเหตุผลการจดทะเบียนหย่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าที่ได้พูดคุยโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับการยืนยันว่าเหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการเมือง เพราะครอบครัวได้รับผลกระทบจากเหตุปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน

ประกอบกับ คุณหญิงพจมาน ไม่สนับสนุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เล่นการเมืองมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณได้พบเจอแรงกดดันต่าง ๆ โดยเฉพาะคดีความ ทำให้ต้องตัดสินใจหวนคืนสู่เวทีการเมืองอีกครั้งดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจดทะเบียนหย่า เพื่อที่จะต่อสู้ทางการเมืองได้อย่างเต็มที่

ส่วนการเปิดมูลนิธิ เดอะ บิลดิ้ง อะ เบทเทอร์ ฟิวเจอร์ ฟาวน์เดชั่น นั้น ตนคิดว่าเพื่อเป็นการช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาความยากจน

นายจตุพร กล่าวว่า การจัดรายการความจริงวันนี้ เป็นการชุมนุมโดยสงบเมื่อเสร็จงานแล้วกลุ่มผู้มาร่วมงานจะแยกย้ายกันกลับทันที ส่วนงานในวันที่ 23 พ.ย. ที่วัดสวนแก้วจะให้นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาในรายการเช่นกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการประสานงาน

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังยืนยันด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางกลับประเทศไทยแน่นอน เพราะได้ประกาศต่อสู้ทางการเมืองแล้ว ส่วนจะเป็นห้วงเวลาใดนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวกำหนด แต่เห็นว่า หากมีการปฏิวัติอีกรอบจะส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้าประเทศไทยจะมีกระบวนการทางกฎหมายอย่างไร นายจตุพร กล่าวว่า ในสงครามหากมีฝ่ายที่รุกล่าเพียงอย่างเดียวโดยไม่ยุติธรรม ปัญหาก็จะไม่จบ ดังนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ พรรคพลังประชาชนจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน เพราะกฎหมายไม่ได้ เขียนไว้ให้เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มพันธมิตรฯเพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม หากจะมีการล้างไพ่ก็ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนกรณีคดีที่ดินรัชดาฯ นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 19 พ.ย. โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า จะไม่ยื่นอุทธรณ์คดีดังกล่าว โดยไม่ได้ระบุถึงเหตุผล แต่ระบุว่าจะมีการโฟนอินผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร เพื่อชี้แจงรายละเอียดและเหตุผลด้วยตนเอง

ทั้งนี้ หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาต่อสู้คดี จะมีผลต่อการไม่ยื่นอุทธรณ์สู้คดีหรือไม่นั้น นายคำนวณ ระบุว่า จะต้องดูรายละเอียดในแต่ละเรื่อง ที่มีผลกระทบต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และแก้ไขปัญหาทีละอย่าง

ขณะที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ จดทะเบียนหย่าว่าอาจเกี่ยวข้องกับคดีอายัดทรัพย์ 67,000 ล้านบาท ยืนยันว่าการจดทะเบียนหย่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เพราะคำฟ้องระบุอย่างชัดเจนถึงทรัพย์สินทั้งหมดอยู่แล้ว อีกทั้งการหย่านั้นไม่มีผลทางคดี ไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นโจทก์หรือจำเลย

ขณะที่เดียวกันก็มีความเห็นจากคนอีกด้านที่กังวลกับการโฟนอินและการกลับสู่แวดวงการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จดทะเบียนหย่า ว่า เป็นเรื่องในครอบครัว ซึ่งไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง มีแต่การสันนิษฐานเท่านั้น เพราะถ้าพิจารณาตามกฎหมายต้องดูจากความเห็นของอัยการ และฝ่ายคตส. ว่ามีผลกระทบต่อคดีที่มีการอายัดทรัพย์หรือไม่

ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สู้อยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิทธิที่จะเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ความต้องการของประเทศขณะนี้คือเรื่องของความชอบธรรม ดังนั้น การต่อสู้หรือการแข่งขันใด ๆ ก็ทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของความชอบธรรมด้วย ซึ่งในทางคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ก็สามารถตั้งทนายขึ้นมาแก้ต่างได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ส่วนตัว มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีสิทธิที่จะกลับมาเมืองไทย เพราะฉะนั้นถ้าสู้ตามวิถีทางที่ตรงไปตรงมาก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่ในช่วงหลังการทำอะไรตามใจของผู้มีอำนาจในสมัยนั้นคงทำไม่ได้ง่ายเท่าไหร่แล้ว เพราะการแทรกแซงศาล และ อัยการเป็นเรื่องยาก ดังนั้น หาก พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ชาวบ้านมาเรียกร้อง

ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พยายามกล่าวหาว่าการโฟนอิน เป็นเพียงการดึงเรตติ้งของรายการความจริงวันนี้

เช่นเดียวกับนางรสนา โตสิตระกูล สว.กทม. ที่หวาดผวาจนต้องเรียกร้องพลังเงียบออกมาเคลื่อนไหว โดยระบุว่าการที่คุณหญิงพจมาน จะเดินทางกลับประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีคิดว่าเป็นไปตามกฎหมาย ทางกลุ่ม ส.ว.ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขามีสิทธิจะเข้ามาต่อสู้คดี แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าหากพลังเงียบส่วนใหญ่ยังเงียบอยู่ความารุนแรงจะเกิดขึ้น เราไม่ควรปล่อยให้สังคมกลายเป็นเครื่องมือหรือตัวประกันที่ทำให้เกิดความรุนแรง


วิปฝ่ายค้านมุกแป้ก ดันทุรังไล่รบ.ยุบสภา


ประธานวิปฝ่ายค้าน งัดมุขเก่า ไล่รัฐบาลยุบสภา โดยกล่าวหาว่า ไม่ใช้เสียงข้างมาก ในการพิจารณากฎหมายกระทั่งใกล้ปิดสมัยประชุมแล้ว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน กล่าวภายหลังการประชุมว่า รัฐบาล ไม่ควรนำประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางการตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3 (ส.ส.ร. 3) เนื่องจาก จะเป็นการซ้ำเติมปัญหาของชาติ นอกจากนี้เห็นว่ารัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติ เสียงข้างมาก ไม่ทำหน้าที่ โดยจะเปิดประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติแล้ว แต่ไม่มีกฎหมายเข้าสู่สภาแม้แต่ฉบับเดียว จึงเห็นได้ว่า ถ้าไม่อยากทำงานก็ยุบสภา เพื่อทำการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานฝ่ายค้าน กล่าวว่า หากมีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 พรรคประชาธิปัตย์ ก็พร้อมที่จะเดินทางไปเข้าร่วมประชุม แต่ต้องไม่อยู่ในลักษณะเหมือนวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

แมลงวันตอมแมลงวัน !


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย อัชชาวดี


ช่วง 2-3 วันนี้มีปรากฏการณ์ในแวดวงสื่อสารมวลชนที่เรียกกันว่า“แมลงวันตอมแมลงวัน” ให้ติดตามอ่านกันสนุกๆ
เช่นกรณีที่ “ประชาทรรศน์” เสนอคลิปฉาวโฉ่เจ้าของสื่อรายหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อว่าเป็นใคร แต่จู่ๆ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ออกมายอมรับว่าบุคคลในคลิปฉาวคือตัวเอง แต่แทนที่นายสนธิจะยอมรับผิด แต่กลับมา “ถูลู่ถูกัง” เฉไฉเอาตัวรอดไปอย่างน่าด้าน

อีกกรณีหนึ่งคือเรื่องที่ นสพ. มติชนออกมาเปิดโปง กล่าวหาสำนักข่าว INN ว่า มีผู้บงการให้เต้าข่าวลวงโลกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

สำนักข่าวINN ได้ออกแถลงการณ์ปฏิเสธ พร้อมทั้งแสดงหลักฐานถึงต้นตอที่ไปที่มาของข่าวอย่างชัดเจน
ในเว็บไซต์ไทยอีนิวส์ ได้เปิดเผยเบื้องลึก- เบื้องหลัง ของสำนักข่าวINN ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่น่าจะเป็น “ทาสรับใช้ พ.ต.ท. ทักษิณ” ตามที่ “มติชน” กล่าวหา

เริ่มจากนายทุนของค่ายคือสำนักงานทรัพย์สินฯ ถือหุ้นใหญ่ก่อนเปลี่ยนมือมาเป็นUCOMคู่แข่งตลอดกาลในวงการมือถือของAIS

ส่วนผู้ก่อตั้งคือ "สนธิญาณ หนูแก้ว" ถูกส่งเข้ามายึด TITV หลังปฏิวัติ 19 กันยายน แถมแกนนำพันธมิตรฯ อย่างสำราญ รอดเพชร-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ซี้ปึ้กสัมพันธ์แน่นนัดกินข้าวกับคนข่าวเดือนละหน ส่วนนักข่าวก็ล้วนแต่เป็น “คนปักษ์ใต้”

แบบนี้ นสพ. มติชน ท่าจะมั่ว เพราะความอ่อนประสบการณ์ ขนาดอ้างผิดๆถูกๆว่าสำนักข่าวก้องโลกอย่างบลูมเบิร์กของอเมริกาเป็นของเยอรมัน แต่กลับไปสั่งสอนสำนักข่าวอื่นหน้าตาเฉย

ส่วนคนในวงการข่าวที่สนธิญาณใกล้ชิดด้วยนั้น ส่วนใหญ่มักมีบทบาทคัดค้านทักษิณอย่างเอาการเอางาน เช่น สมชาย แสวงการ อดีตผู้บริหารINN ปัจจุบันเป็น1ใน40สว.ที่คัดค้านทักษิณอย่างจริงจัง

หรือสำราญ รอดเพชร ที่เคยร่วมงานกับสนธิญาณ ปัจจุบันคือโฆษกเวทีพันธมิตร เป็นต้น ปัจจุบัน “สนธิญาณ” แยกตัวออกไปตั้งสำนักข่าวแห่งใหม่ชื่อ “ทีนิวส์” แต่ดูเหมือนคนINNยังผูกพันกับเขาอย่างแน่บแน่น

ดังนั้นการตั้งข้อสังเกตว่าINNจะเกื้อหนุน หรือรับใช้ หรือเสนอข่าวที่ให้ผลประโยชน์แก่อดีตนายกฯทักษิณ ตามที่มติชนกล่าวหานั้น จึงไม่มีมูลเหตุจูงใจเพียงพอ หรือไม่มีส่วนสัมพันธ์ที่น่าจะเป็นไปได้

แบบนี้เสียชื่อสโลแกน “สื่อคุณภาพเพื่อคุณภาพของประเทศ” เพราะแทนที่นักข่าวจะหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงมารายงานผู้อ่าน

แต่นักข่าวมติชนกลุ่มหนึ่ง กลับคุ้ยเรื่องราวเพื่อนร่วมอุดมการณ์ โดยมุ่งทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหลัก

การที่สื่อตรวจสอบกันเองถือเป็นเรื่องดี คนที่ได้ประโยชน์คือ “ประชาชน” เพราะประชาชนอยากจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ

แต่การนำเสนอข่าวแบบเจาะลึกเชิงสืบสวนสอบสวนนั้นต้องกระทำภายใต้ความเป็นกลาง ไม่ใช่ต้องการทำลายใครคนใดคนหนึ่ง หรือทำข่าวแบบมีอคติ เช่น สื่อของเผด็จการไม่เคารพประชาธิปไตย

สื่อที่ดี ในยามที่บ้านเมืองวิกฤติเช่นนี้ไม่ควรออกมาชี้นำ หรือ ต้อนอีกขั้วให้เข้ามุมอับ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านเมืองวุ่นวายกันไปใหญ่ !


มือถือสากปากถือศีล

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

คลิปหลุด ฉาว! แต่ไม่โฉ่ ถูกเปิดเผยออกมาให้สาธารณชนคนไทยทั่วประเทศได้รับรู้ รับทราบกันจาก “มือตบ” สู่ “มือโอบ” เมื่อได้ดูคลิปจนจบซ้ำแล้วซ้ำอีก ใครจะคิดอะไรยังไงก็เป็นนานาจิตตังที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ ที่เรียกกันว่าเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

เว็บไซต์ชั้นนำหลายเว็บไซต์ พร้อมใจกันนำคลิปไปแปะพร้อมสาธยายอะไรกันต่างๆ นานา จนเหลือเชื่อ เรียกยอดคนดูอื้อซ่า(ส์)...
บ้างก็ว่า คลิปนี้ไม่ใช่ตัวหัวหน้าม็อบในทำเนียบรัฐบาล เพราะมันผอมเกิดเหตุ
บ้างก็ว่า คลิปนี้ไม่เท่าเทียบบทเข้าพระเข้านางในอีกหลายๆ คลิป ที่เกิดขึ้นมาในเมืองไทย
บ้างก็ว่า คลิปนี้ยังไม่ถึงพริกถึงขิง เทียบเท่ากับที่เขาเอามาฉายก่อนหน้าของศัตรูคู่อาฆาต

หลายคนออกมาปกป้องแกนนำ มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ศาสดาใหม่ของพวกเขาสามารถจะทำอะไรก็ได้ เพราะไม่ใช่บุคคลสาธารณะ มีตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี จึงควรจะใช้คนละมาตรฐานในการตรวจสอบกัน
หลายคนตั้งคำถามเมื่อดูคลิป...โอบกอดกันจนเกินงามไปไหม?
หลายคนตั้งคำถามเมื่อดูคลิป...ทำไมต้องไปโอบกอดกันหน้าโรงแรม?
หลายคนตั้งคำถามเมื่อดูคลิป...แน่ใจนะว่าไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้น?
หลายคนตั้งคำถามเมื่อดูคลิป...โอบกอดรัดแน่นชนิดที่ว่าผ้าแนบผ้าขนาดนั้น หากเป็นเด็กอายุ 8-9 ขวบ คงจะไม่มีใครว่าอะไร ใครจะคิด ใครจะแก้ตัวอะไร อย่างไร ในคลิปเจ้าปัญหานี้ เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน

“บุรุษเพศ” ถูกเนื้อต้องตัว “กุลสตรีไทย” ที่เป็นอดีตเจ้านาย ญาติห่างๆ หรือลูกน้องเก่า ในลักษณะพัลวันพันตูในที่สาธารณะแบบนี้ ไม่ว่าครูบาอาจารย์จากสำนักไหนจะต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีงามอย่างแน่นอน!!!

คุณพ่อใครมีลูกสาว แล้วเห็นลูกสาวถูกโอบกอดในลักษณะแบบนี้ รับรอง มีเรื่องราวใหญ่โตบริเวณนั้นแน่ๆ!!!
ยิ่งเป็นถึงลูกสาวอดีตรัฐมนตรี ที่อ้างว่าเคารพรักกันจริง ต้องยิ่งระมัดระวัง จะเที่ยวทำเป็น “มือโอบ” หรือ “มือกอด” แนบชิดซะขนาดนั้น ทำเหมือนทั่วๆ ไปได้อย่างไร!!!

“ภาษากาย” ที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยพร่ำสอนให้กับบุตรหลานเข้าใจในระยะห่างที่ว่ากันนั้น มันมีกฎเกณฑ์อยู่ อะไรพอดี อะไรเกินงาม ใครควรจะยืนห่าง ใครควรจะยืนติดชิดกันแค่ไหน อะไร อย่างไร
ยืนห่างเกินไป ไม่เหมาะ
ยืนใกล้เกินไป ไม่เหมาะ
ถึงขั้น “โอบกอด” นี่ยิ่งไม่เหมาะใหญ่

ระยะห่างที่ว่า ภาษากาย นี้ถือเป็น กฎเกณฑ์ กติกา มารยาท ของสังคมโลก ไม่เฉพาะสังคมไทย ไม่ใช่ใครจะมาตั้งกติกากันเองได้ ฉันเจอใคร อ้างว่าคนสนิทเหมือนลูกหลาน เที่ยวไปโอบกอด ทำแบบนี้ถูกแล้ว ห้ามมาว่าฉัน ห้ามมาตรวจสอบฉัน ทั้งที่ตั้งตนเป็นศาสดา ชี้นิ้วด่าว่าผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่สนเสียงส่วนใหญ่ของคนในสังคม ทำชาติบ้านเมืองเสียหาย ย่ำยี “บุคคลสาธารณะ”

ในเมื่อไปถามหาคุณธรรม จริยธรรม จากคนอื่นเขา ต้องดูตัวเองด้วยว่ามีสิ่งดีงามมากน้อยแค่ไหน เที่ยวเอาเรื่องในมุ้งคนอื่นมาพูดจาเป็นเรื่องตลกโปกฮา “จริงบ้าง-ไม่จริงบ้าง” ผสมๆ กันไปแบบสนุกปาก ไม่แปลกใจเมื่อถูกย้อนศรเจอกับตัวเองบ้าง เลยต้องสำรอกความถ่อยของตัวเองออกมา… “มือถือสาก ปากถือศีล” เป็นแบบนี้นี่เอง



ระวังนองเลือด : คาดคะเนหรือคำขู่

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

ก่อนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัตนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีกระแสความคิดทั้งพูดและเขียนว่า จะเกิดการนองเลือดหรือรัฐประหารหลังพระราชพิธี และพอพระราชพิธีผ่านไป เสียงทำนองนี้ยิ่งดังขึ้น ส่วนใหญ่มาจากพวกพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ทั้งๆ ยังไม่มีสถานการณ์จริงใดๆรองรับ นอกจากการยึดทำเนียบของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น เราจะมองกระแสนี้อย่างไร

โดยทั่วไป เวลาพูดถึงกระแสความคิดใดๆ จะต้องเริ่มจากการจับเนื้อหาของความคิดนั้นๆ ว่าอะไร ที่มาของความคิดมาจากข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์อะไร กล่าวเฉพาะความคิดว่าหลังพระราชพิธีจะเกิดความรุนแรงถึงขั้นนองเลือด มีความเป็นมาอย่างไร

ทุกคนคงจำได้ว่า เมื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาขับไล่รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร จนกลายเป็นขบวนการสนธิ ซึ่งต่อมา เป็นพันธมิตรฯ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 สถานการณ์การเมืองค่อยๆกลายเป็นวิกฤติอย่างหนักหน่วง มีการชุมนุมเดินขบวนใหญ่ของพันธมิตรฯ และการชุมนุมของคารวานคนจนในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม มีการยุบสภา และการเลือกตั้งทั่วไป 2 เมษายน เวลานั้น ผู้คนทั้ง 2 ฝ่าย “เอาและไม่เอาทักษิณ” รวมทั้งฝ่ายกลางๆ ส่วนใหญ่คาดคะเนว่าวิกฤติจะจบลงไม่นองเลือดก็รัฐประหาร สุดท้าย รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การวิเคราะห์และคาดคะเนสถานการณ์ ประการแรกผิด ประการหลังถูกต้อง

ต่อมา เมื่อมีการชุมนุมที่สนามหลวงและเดินขบวนต่อต้านระบอบเผด็จการของคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) โดยแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ชุมนุมยืดเยื้อและเดินขบวน 4 ครั้ง ตั้งแต่มิถุนายนถึงสิงหาคม 2550 ผู้คนทั้งหลายก็คาดคะเนกันว่าจะถูกปราบปราม อย่างนองเลือด ซึ่งก็เกิดขึ้นจริงครั้งหนึ่ง คือ การสลายการชุมนุมหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ในคืนวันที่ 22 กรกฎาคม มีคนบาดเจ็บ เสียเลือดเนื้อกว่า 40 คน 4 วันต่อมา แกนนำ นปก. 9 คนถูกจับ แต่ก็ยังไม่ถือเป็นการนองเลือดตามที่คิดกัน

ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 การเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวาคม และการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกต่อต้านโดยพันธมิตรฯ ทันที แล้วไม่นานก็กลายเป็นการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล มีการชุมนุมเดินและขบวน บุกยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดกระทรวง สุดท้ายเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม กระแสความคิดว่า วิกฤติทางการเมืองรอบใหม่จะนำไปสู่การนองเลือดหรือรัฐประหาร ก็กลับมาอีก และเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อวันที่ 2 กันยายน และ 7 ตุลาคม มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บหลายร้อยคน

กระแสความคิดดังกล่าวนี้ เมื่อก่อนมาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง แต่ขณะนี้มิได้มาจากการวิเคราะห์อย่างเดียว หากมาจากยุทธวิธีข่มขู่อีกด้วย และพวกเขามักจะใช้ยุทธวิธีนี้ทุกครั้งเมื่อรัฐบาล หรือ นปช. จะทำอะไร เช่น คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (กปพร.) และพรรครัฐบาลจะเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมต่อรัฐสภา พันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ ส.ว.สรรหา จะออกมาต่อต้านว่าแก้เพื่อตนเอง เพื่ออดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร และลงท้ายด้วยการขู่ว่าจะเกิดความแตกแยก ความรุนแรง และนองเลือดอีก แม้นการจัดรายการ “ความจริงวันนี้” ทั้งที่สถานีโทรทัศน์และสัญจร มีโฟนอินจากคุณทักษิณ พวกนี้ก็ขู่ว่าจะเกิดความรุนแรง นองเลือด รวมไปถึงข่าวการแต่งตั้ง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มาช่วยงานรักษาความมั่นคงแห่งชาติ แกนนำพันธมิตรฯ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์หลายคนออกความเห็นว่าจะนำไปสู่ความรุนแรง เหล่านี้เป็นต้น

รัฐบาลและประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จะต้องไม่หวั่นไหวกับคำขู่ของฝ่ายพันธมิตรฯ ขอให้เดินหน้าสร้างสรรค์ประชาธิปไตย เฉพาะหน้าคือ กดดันพันธมิตรฯ ให้ออกจากทำเนียบ และแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ให้จงได้



การกลับมาของเงินกู้นอกระบบ สัญญาณเตือนให้รัฐบาลอัดฉีดเงินเข้าระบบด่วน

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ที่มา : ประชาไท

ธุรกิจกู้เงินนอกระบบกลับมาเฟื่องฟู หลังมีสัญญาณเงินตึงตัว ธปท. แนะรัฐฉีดเงินเข้าระบบด่วน นายวีระชาติ ศรีบุญมา ผู้อำนวยการสำนักคดี ฝ่ายกฎหมายและคดี ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel ว่า จากการสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งในส่วนกลาง รวมทั้งสำนักงานที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ พบว่า ขณะนี้ธุรกิจสถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคาร (Non-Bank) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น อิออน อีซี่บาย และเฟิร์สชอยส์ มีการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดีในระดับหนึ่ง ขณะที่การติดตามหนี้ก็เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม Non-Bank เหล่านี้ก็มีสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้น 2.47% ทำให้ ธปท. ต้องมีความระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพราะเป็นสัญญาณว่าประชาชนมีสภาพคล่องตึงตัว ซึ่งถ้าหากภาครัฐไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนที่ไม่สามารถขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์หรือ Non-Bank ได้ หันไปกู้เงินนอกระบบที่ผิดกฎหมาย (เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้) แทน

สำหรับเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้ ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย เนื่องจากมีเครือข่ายที่ค่อนข้างถาวร และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นด้วย ซึ่ง ธปท. เพียงหน่วยงานเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาเงินกู้นอกระบบได้ ดังนั้น ธปท. จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ ดังนี้

1. กรมสรรพากร โดยหลังจากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.) เข้าจับกุมแล้ว ธปท. จะแจ้งให้กรมสรรพากรเข้ามาเรียกเก็บภาษีทันที
2. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จะทำหน้าที่ดูแลสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ว่ามีโฆษณากู้เงินด่วนหรือไม่ ถ้ามี ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย สคบ.
3. กระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร โดยกระทรวงมหาดไทยก็ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศให้จัดการกับใบปลิวโฆษณาเงินกู้ที่ติดตามเสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์แล้ว

นอกจากนี้ ธปท. กำลังพิจารณาออกพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติม หลังจากที่มาตรา 5 ของ พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 เปิดช่องให้ทำได้ โดย ธปท. จะนำจุดอ่อนที่พบจากการดำเนินคดีมากำหนดเป็นข้อกฎหมายด้วย เนื่องจากกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 มีการระบุโทษไว้น้อยมาก นอกจากนี้ ธปท. ยังเตรียมที่จะหารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายฟอกเงิน โดยจะขอให้ผู้ประกอบธุรกิจเงินกู้รายงานการทำธุรกรรมให้ ปปง. รับทราบด้วย เพื่อเป็นช่องทางในการตรวจสอบว่ามีผู้ทำผิดกฎหมายหรือไม่

พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.) บอกว่า ปศท. แบ่งการปล่อยเงินกู้นอกระบบออกเป็น 2 ส่วน คือ
1. Non-Bank เป็นผู้ปล่อยกู้ ส่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพราะมีความเกี่ยวข้องกับเงินในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีความเกี่ยวพันกับบุคคลหลายฝ่าย ทั้งผู้กู้ ผู้ให้กู้ พนักงาน และผู้ถือหุ้น
2. เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้ ส่วนนี้อาจจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากหากผู้กู้ไม่มีเงินมาชำระหนี้ ความเสียหายก็จะเกิดกับผู้ให้กู้เท่านั้น

พ.ต.อ.ศรายุทธ ยอมรับว่า ในช่วงที่ผ่านมา การดำเนินคดีกับเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากผู้กู้ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับตำรวจ เพราะผู้กู้มีความเต็มใจที่จะไปกู้เงินกับเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้เอง ทำให้ตำรวจต้องใช้วิธีการติดต่อไปตามข้อมูลในป้ายโฆษณาที่ติดตามเสาไฟฟ้าและตู้โทรศัพท์ เพื่อดำเนินการจับกุมแทน อย่างไรก็ตาม ตำรวจคงไม่สามารถปราบปรามได้ทั้งหมด เพราะยังมีประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนอยู่ ส่วนผู้ให้กู้ก็จะได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 30% ของวงเงินกู้ต่อครั้งด้วย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการก่อหนี้นอกระบบของประชาชนกำลังปรับเพิ่มขึ้น โดยผลสำรวจการใช้จ่ายของประชาชนช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สิงหาคมถึงตุลาคม 2551 มีประชาชนถึง 64.2% ประสบปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย และมีถึง 47% ต้องดึงเงินออมมาใช้ อีก 35.8% ต้องกู้ยืม และ 17% ขอความช่วยเหลือจากญาติหรือขายทรัพย์สิน เนื่องจากขณะนี้มีค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ยสูง ราคาน้ำมันแพงแต่รายได้ลดลง ทำให้คาดว่าต่อจากนี้แนวโน้มที่ประชาชนจะหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายมีมากขึ้น เพราะการกู้เงินจากสถาบันการเงินจะทำได้ยากหลังจากสภาพคล่องในระบบการเงินกำลังตึงตัว

"คนส่วนมากเริ่มเกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ทำให้คนต้องหันไปกู้เงิน ก่อหนี้บัตรเครดิต หรือนำสินค้าเข้าโรงจำนำเพิ่ม ถ้าปีหน้าเศรษฐกิจไม่ดี มีการปลดคนงาน อาจทำให้ประชาชนมีเงินไม่พอผ่อนชำระ และต้องหันไปกู้เงินนอกระบบมาใช้หนี้แทน หากเป็นเช่นนี้จะกลายเป็นสัญญาณอันตรายต่อการบริโภคภาคประชาชนทันที ดังนั้น รัฐบาลต้องหาเงินอัดฉีดเงินเข้าระบบ ช่วยเหลือสินเชื่อภาคประชาชนด้วย เพราะเวลานี้จะหวังพึ่งการกู้ผ่านสถาบันการเงินทำได้ยาก และแต่ละธนาคารก็เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบุคคลมากขึ้น”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้นอกระบบจะเป็นสัดส่วน 20% ของหนี้ทั้งระบบประมาณ 8 ล้านล้านบาท หากอัตราเพิ่มรวดเร็วถึง 30% ถือว่าน่าวิตก อาจเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและภัยสังคมตามมา
โครงการเอสเอ็มอีเพาเวอร์

จากการปรับโครงสร้างธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียและเพื่อให้การขับเคลื่อนกิจการเอสเอ็มอีแบงก์ให้เดินไปข้างหน้าได้ว่า ได้อนุมัติให้มีการควบรวมกิจการระหว่างเอสเอ็มอีแบงก์ กับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้าด้วยกัน เพราะการควบรวมจะทำให้ บสย. ซึ่งแต่เดิมทำหน้าที่ช่วยเหลือกิจการเอสเอ็มอีเหมือนกัน แต่อยู่กันคนละองค์กร จะช่วยทำให้การปล่อยสินเชื่อครบวงจรหรือบูรณาการมากขึ้น เพราะทั้ง 2 หน่วยงานจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ทั้งเอสเอ็มอีแบงก์และ บสย. ได้ของบประมาณจากภาครัฐเพิ่มทุนจำนวน 2,100 ล้านบาท แต่กระทรวงการคลังเห็นว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้ใช้งบประมาณเพื่อการเพิ่มทุนทั้ง 2 หน่วยงานนี้ไปแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท อีกทั้งยังเห็นว่าการบริหารจัดการของแบงก์เองมีความผิดพลาดทำให้รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรจำนวนมาก การเพิ่มทุนจึงไม่มีประโยชน์และไม่ได้แก้ไขปัญหาการบริหารองค์กรจึงไม่อนุมัติให้

และเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่กำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนักให้สามารถฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในปีนี้และปีหน้าได้อย่างมั่นคง จึงได้มีการเปิดตัวโครงการ “เอสเอ็มอีเพาเวอร์ (smePOWER)” ขึ้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เผชิญอยู่ทำให้เงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่อย่างจำกัด ยากที่จะเอาตัวรอดจากสภาวะเศรษฐกิจขาลงได้ ซึ่งจะมีจัดสรรงบประมาณเป็นเงินกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เป็นการสนับสนุนสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อเป็นการลดปัญหาการกู้เงินนอกระบบ

โดยโครงการนี้ได้เริ่มให้บริการในวันที่ 11 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งจะครอบคลุมความช่วยเหลือ 3 ด้าน คือด้านสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยต่ำ การให้บริการเงินร่วมลงทุน และการค้ำประกันสินเชื่อ โดยมีสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานหลักในการให้ความช่วยเหลือด้านความรู้แก่ผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกระจายอยู่ทั่วประเทศ 2.3 ล้ายราย หรือคิดเป็น 40% ของจีดีพี และสร้างรายได้จากการส่งออกถึงกว่า 1.5 ล้านล้านบาท หรือ 30% ของยอดการส่งออกทั้งหมด และก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 80% ของการจ้างแรงงานนอกภาคเกษตร ซึ่งถือว่าผู้ประกอบการเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะมากกว่า 70% เป็นเอสเอ็มอีที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด

รัฐเร่งอัดฉีดเงินรากหญ้า
ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึง แนวทางการจัดสรรงบกลางปี 2552 ที่เพิ่มวงเงิน 1 แสนล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ว่า หลักการการจัดสรรงบดังกล่าว จะต้องเบิกจ่ายให้หมดภายในปี 2552 และต้องถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง ขณะที่การตัดสินใจว่าจะใช้งบจำนวนเท่าใด และดำเนินโครงการใด รัฐบาลจะให้ตำบลและชุมชนเป็นผู้คัดเลือกว่า ต้องการโครงการใดบ้าง ภายใต้กรอบโครงการตัวอย่างที่รัฐบาลเสนอ จากนั้นเสนอโครงการกลับมาให้รัฐบาลกลั่นกรองอีกครั้ง

ทั้ง 10 โครงการที่เสนอให้ ครม. ก่อนหน้านี้ และจะมีโครงการที่เพิ่มเติมเข้ามาอีก 2-3 โครงการ อาทิ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และปรับปรุงด้านสาธารณสุขนั้น เป็นเพียงกรอบโครงการตัวอย่างที่รัฐบาลจะเสนอให้ประชาชนเลือกว่าต้องการทำโครงการใดบ้าง และจะขอใช้งบเท่าใด ซึ่งโครงการตรงนี้เปรียบเหมือนกับเมนูอาหาร ที่มีทั้งอาหารจีน อาหารฝรั่ง และอาหารแขก ส่วนตำบลจะเป็นคนเลือกว่าจะกินอะไรบ้าง ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้" ดร.โอฬารกล่าว

การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่ม 1 แสนล้านบาท รัฐบาลดำเนินการ 10 โครงการ ประกอบด้วย
1.โครงการยกระดับมาตรฐานทางหลวงชนบท (ถนนปลอดฝุ่น) 34,000 ล้านบาท
2.ค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ 24,000 ล้านบาท
3.เพิ่มค่าใช้จ่ายโครงการเอสเอ็มแอล 15,000 ล้านบาท
4.การพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตร 9,000 ล้านบาท
5.เพิ่มทุนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 7,000 ล้านบาท
6.เพิ่มทุนธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 2,000 ล้านบาท
7.เงินอุดหนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนชรา 6,000 ล้านบาท
8.ค่าใช้จ่ายในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 1,000 ล้านบาท
9.โครงการพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัด "โครงการบ้านมั่นคง" 1,000 ล้านบาท และ
10.โครงการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ดร.โอฬาร ยกตัวอย่างว่า จากตัวอย่างโครงการที่เสนอก่อนหน้านี้นั้น มีหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับตำบล เช่น โครงการถนนปลอดฝุ่น การเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการ โครงการเอสเอ็มแอล และการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นต้น รัฐบาลจะมีการส่งข้อมูลโครงการไปให้ตำบลทั้ง 8 พันแห่งทั่วประเทศทราบ อาทิ กรณีโครงการถนนปลอดฝุ่น จะให้ข้อมูลว่าตำบลนั้นๆ มีถนนที่ต้องลาดยางกี่กิโลเมตร และตำบลจะบอกว่าต้องการทำถนนลาดยางกี่กิโลเมตร หรือในกรณีการเพิ่มค่าตอบแทนข้าราชการ ตำบลจะต้องไปสำรวจว่ามีข้าราชการในตำบลเท่าไร และเป็นคนบอกกับรัฐว่าจะเพิ่มเงินให้ข้าราชการคนละเท่าไร หรือแม้แต่การพัฒนาแหล่งน้ำ ตำบลก็จะต้องเป็นคนบอกว่าจะพัฒนาแหล่งน้ำตรงไหนบ้าง และใช้งบเท่าไร แต่ต้องขอย้ำว่าทุกกิจกรรมที่ตำบลเสนอมานั้น จะทำให้เสร็จภายใน 9 เดือน และเมื่อผสมกันทุกโครงการแล้ว แต่ละตำบลจะได้งบประมาณไม่เกิน 12 ล้านบาท

สำหรับการเบิกจ่ายงบดังกล่าวนั้น คาดว่าจะเบิกจ่ายได้หลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมผ่านสภา ซึ่งน่าจะเป็นเดือนเมษายน และกำหนดระยะเวลาการเบิกจ่ายว่าต้องเบิกจ่ายให้หมดภายในเดือนธันวาคม 2552 และหากตำบลใดจ่ายเงินไม่หมด จะต้องคืนงบให้ส่วนกลางทันที



กงกรรมกงเกวียนของ ปชป.


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อสังคมไทย” พบกันเป็นฉบับที่ 287 วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม 2551 อยู่กับ “แทง แทนไท” ที่ตาเยิ้มไปหมดแล้ว นั่งดูคลิป “ฉาว” แต่ไม่ “โฉ่” ใครจะเชื่อว่า แกนนำ “ม็อบโกเต๊กซ์” เวลาอยู่ส่วนตั๊ว ส่วนตัว เขาจะชอบ “สาวเสื้อแดง” เจอน้องคนสวยปุ๊ป จาก “มือตบ” เปลี่ยนเป็น “มือโอบ” ปั๊ป เลยล่ะ

** หลังเสร็จสิ้นงานพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ การเมืองที่ว่าสงบเงียบมา 1 สัปดาห์ ร้อนฉ่า!!! ขึ้นมาในทันที พลพรรคประชาธิปัตย์ที่ขัดแย้งลึกล้ำภายในพรรคเวลานี้ กลุ่ม ส.ก. ส.ข. กทม. กำลังจะทนเหม็น “กลุ่มสะตอใต้” ไม่ไหว เตรียมปฏิวัติพรรคแอบนัดประชุมนอกรอบหลายกลุ่ม เพื่อจะช่วงชิงแกนนำ หลังดูทิศทางแล้วเก้าอี้หัวหน้าพรรค “มาร์ค ม.7” ร่อแร่ ไปไม่ไหว “มะม่วงจำบ่ม” รสเลยไม่หวาน ประสบการณ์ห่างชั้น นายหัว “ชวน หลีกภัย” โอกาสที่ดีที่สุดหลุดลอยไป คราวแล้ว คราวเล่า จุดต่ำสุดคงเป็นเรื่องผู้ว่าฯ กทม. “หล่อเล็ก” ยังโดนเด็ดปีก

** พรรคประชาธิปัตย์ เที่ยวชี้หน้าด่าว่าพรรคอื่น โกงกิน สุดท้ายพรรคพวกตัวเองโดนข้อหา โกงกิน เหมือนพรรคอื่นๆ ชาว กทม. ยากจะให้อภัย เพราะอุตส่าห์ ทุ่มกาย ทุ่มใจ เทคะแนนให้ 2-3 ครั้ง สุดท้าย “ความจริง” ปรากฎ มันสุด “ชี้ช้ำกระหล่ำปลี” ในหัวใจ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เที่ยวนี้ ไม่ใช่ “หมูในอวย” อย่างที่คิดอีกต่อไป คน กทม. จะมีวิจารณญาณมากขึ้น หลังโดนหลอก โดนต้ม โดนตุ๋น จนเปื่อยจากพรรคการเมืองนี้มาหลายครั้งหลายหนแล้ว โดยเฉพาะที่คนเขาค้างคาใจ สงสัยนักหนา อ้างตนเป็นพรรคสนับสนุนประชาธิปไตย แต่ทำไมจึงมีท่าทีฝักใฝ่เผด็จการอำมาตยาธิปไตย อนาธิปไตย และอภิชนาธิปไตย!!!

** สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกโรงขวาง “กรณ์ จาติกวณิช” หัวทิ่ม หัวตำ!!! อ้างว่าเคยบอกกับพรรคอยากทำงานการเมืองสนามใหญ่ อ้าว...กทม. เป็นการเมืองสนามเล็กไปเสียแล้ว จำไว้พ่อแม่พี่น้อง คำพูดนี้หมายความว่า ให้ค่าชาว กทม. แค่ไหน อย่างไร??? หากให้ค่าแค่การเมืองสนามเล็ก แล้วทำไมต้อง ส่งมือขวาจ่ายหนัก! อย่าง...เทพไท เสนพงศ์...ไปนั่งประกบ อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็น “ผู้ว่าฯ เงา” เมื่อคราวเป็นผู้ว่าฯ กทม. มือใหม่หัดขับ

** ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!!! คดีความต่างๆ ที่ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ต้องรับกรรมในเวลานี้ ล้วนเป็นช่วงเดียวกับที่ “เทพไท เสนพงศ์” เข้าไปรับตำแหน่ง “ผู้ว่าฯ เงา” นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าวงาบ !!! “เมกะโปรเจ็กต์ 1.98 หมื่นล้านบาท กทม.” ไม่ว่าจะเป็น “งบสำนักงานท่องเที่ยว กทม.” และ “งบประมาณด้านประชาสัมพันธ์ของ กทม.” ที่ถูกคำสั่ง โยกรวมมาไว้ส่วนกลาง อนุมัติจาก ที่นี่...ที่เดียว จริงใช่ไหม? พ่อแม่พี่น้อง

** “กรณ์ จาติกวณิช” เป็นคน “แข็ง” แกนนำตั้งคำถามกันว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าอยู่ในสภาพการณ์ “สั่งได้” บุคลิกลักษณะของ กรณ์ เป็นคนแข็ง ฉลาด และทันเล่ห์เหลี่ยม ตรงไปตรงมา (การประชุมกรรมาธิการเศรษฐกิจฯ ยังบอกให้ คตส. ป.ป.ช. กระทรวงการคลัง คืนทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) คงจะไม่ยอมตกในสภาพเดียวกับ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ดังนั้น จึงต้องมีขบวนการ “แตะสกัด” ไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในงบประมาณ กทม. ปีละหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท คนที่ “สั่งได้” เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ได้คั่ว “เก้าอี้” ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในนามแม่พระธรณีบีบมวยผม

** ส.ก. ส.ข. ของพรรคประชาธิปัตย์ ส่งข่าวเรียกร้องให้ “รองบี-พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” ดันๆ ลุ้นๆ กันเต็มที่ ทั้งที่อยู่ร่วมวง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” มาตลอดเวลา งานนี้ “แทง แทนไท” บอกได้ว่า หากส่งลงมา โดน “ขย้ำ” ทั้งเป็น โดยเฉพาะจะถูกสาวไส้ “งบประชาสัมพันธ์” ที่มีการเล่นกลกันสุดพิลึกพิลั่น!!! หลักฐานกำลังจะถูกส่งมาให้ประชาทรรศน์ในเร็ววัน โบราณว่าเหมือน “น้ำลดตอผุด”

** ส่วน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ดันสุดตัว “ประกอบ จิรกิติ” นายทุนใหญ่ ฉายา “กระเป๋าซ้ายจ่ายหนัก” เขยใหญ่ ค่าย “ยูคอม” คราวนี้จะสุขสมหวังได้ตำแหน่ง ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. (ย้ำว่า …“ผู้สมัคร"!!!) กับเขาเสียที เซียน ประชาธิปัตย์ วิเคราะห์ให้ แทง แทนไท เสียงดังฟังชัด “ดร.ประกอบ ไม่รู้ไปต้องมนต์คาถาอะไรมา เทพเทือก...สั่งซ้าย...หั๊น แกหันซ้าย 2 ทีเลย” เสียดาย คนคุณภาพดี มีดีในตัวเอง มีทรัพย์ศฤงคาร ไม่น่าเข้าไปในวังวนกลุ่มก๊วนให้เขาสั่งซ้ายหัน ขวาหัน ดังว่าเลย แทง แทนไท...อยากเตือน ดร.ประกอบ ด้วยความเคารพรัก ระวังจะเป็น “อภิรักษ์ 2 ” จะหาว่าไม่เตือน!!!

** ความจริงวันนี้ “วีระ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ ก่อแก้ว พิกุลทอง” วัดใจ “คนรากหญ้า” ด้าน พละกำลัง ต่อต้านรัฐประหาร ซึ่งถือเป็น “อานุภาพคนเสื้อแดง” ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ใดที่จะทำการชุมนุมทางการเมืองได้ คนเรือนแสน อย่างแท้จริง!!! มาวันนี้ วัดพลังคนชั้นสูง ด้วยการจัด “โต๊ะจีน” โต๊ะละ 5 แสนบาท ขาดตัว งานนี้หากได้ตามเป้าหมาย มีความหมายมากกว่าเงินทอง แต่เป็นการขยายแนวร่วมไปสู่ชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ในการช่วยกันต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร
** “ยะใส - สุริยะใส กตะศิลา” เปลี่ยนไป๋ วันก่อน บอกพวกบุก เอ็นบีที บอกว่ารัฐบาลจัดฉาก ว่าพันธมิตรฯ โดนใส่ร้าย บอกว่าไม่ใช่โจรศรีวิชัย มาวันนี้ไปร่วมเป็นสักขีพยานตามที่อัยการส่งฟ้องกราวรูด 84 โจรบุก เอ็นบีที ออกโรงปกป้องกันหน้าตาเฉย พลิกไปพลิกมาแบบนี้ มันไม่เท่ากับเป็นการโกหกตอแหลกับประชาชนหรอกหรือ? แทง แทนไท รู้มาว่า ก่อนหน้านั้น “ปฏิเสธลั่น” นักรบเหล่านี้ไม่ใช่พวกตนเอง เรียกว่าตัดญาติขาดมิตรกันเลย จนกระทั่ง “แฟนสาว” ของ “หัวหน้าแก๊งนักรบใบกระท่อม” ซึ่งเป็น “ซี้เก่า” ยะใส “หัวหน้าข่าว สื่อใหญ่ย่านบางนา” เจอใครในแวดวงเอ็นจีโอ เป็นต้องประจานดังๆ กลางวงเหล้า เห็นแก่ตัว!!! เอาตัวรอด!!! อายผู้หญิงใช่ไหม เลยต้องพลิกไปพลิกมาแบบนี้

** ส่งท้าย “คลิปฉาว” ที่พูดจากันในแวดวงสังคมขณะนี้ แทง แทนไท ไม่รู้จะเขียนอะไร เพราะ ในคลิป “มือโอบ” เกินบรรยาย จะอ้างอะไรก็อ้างกันไป!! จะแก้ตัวอะไรแก้ตัวกันไป!! อยู่ที่ว่า ประชาชนได้บริโภคข้อมูลข่าวสาร ฟังข้อมูลทั้ง 2 ด้านแล้ว อะไรมันเกินไป อะไรที่ส่อไปในการประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมต่อขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีของคนไทย ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ใครไปเรียกร้อง ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม อะไรไว้ ใครทำกรรมอะไรไว้ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง!!!


ทวงคืนความยุติธรรมให้“ทักษิณ”


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย *อัฐศิริ*


พลันที่มีข่าวระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ก็มีการเช็กข่าวกันให้วุ่น สร้างความกังวลให้กับฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม เพราะเป็นสัญญาณว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศชักธงรบ เลือกแนวทางการต่อสู้ ซึ่งเขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

แต่อย่ามาทึกทักให้เป็นเรื่องใหญ่โตว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาแก้แค้น จะเกิดความรุนแรงขึ้นเด็ดขาด อย่างที่ออกอาการจะเป็นจะตายเสียให้ได้

เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญอยู่ เป็นเรื่องการเมือง ซึ่งจะต้องแก้ด้วยการเมืองเท่านั้น ส่วนการกลับมาสู่ “ถนนการเมือง” เมื่อไร อย่างไรนั้น พลาดไม่ได้สำหรับรายการโฟนอินที่สนามศุภชลาศัยในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ฝากไปถึงพวกที่ขวัญเสียกระเจิดกระเจิง ให้เตรียมตัวไว้ด้วย จะได้ไม่เกิดอาการสติแตกตามมา

ความหมายก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาทวงคืนความยุติธรรม ทวงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลังจากปล่อยให้ “เผด็จการ” คมช. ยึดอำนาจไป แล้วให้ลิ่วล้อ “จัดการ” กับเขาและครอบครัวอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อต้องการลบชื่อ นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกไปจากความรักความศรัทธาของพี่น้องประชาชนคนไทย

โดยเฉพาะคนยากคนจน คนระดับรากหญ้า คนที่รอคอยโอกาสในการลืมตาอ้าปากได้อย่างคนอื่นๆ เขาบ้าง รวมทั้งคนที่รักความเป็นธรรม คนที่ต้องการรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตย

นี่แค่เป็นข่าวว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ จะส่งเสียงมา ปรากฏว่าตั้งแต่หัวแถวยันลิ่วล้อเผด็จการ สาวกทรราช ต่างเก็บอาการกันไม่อยู่ ถ้ากลับมาเมืองไทยอย่างตัวเป็นๆ เห็นทีว่า

แม้กระทั่ง “รสนา โตสิตระกูล” จากกลุ่ม 40 ส.ว. แต่ต้องมีมลทิน เพราะถูกเข้าชื่อถอดถอนออกจากการเป็น ส.ว. ก็พวกนี้แหละที่มีบทบาทในการล้มล้างการปกครองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ที่คนพวกนี้เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเรียกร้องให้ประชาชนที่เป็นพลังเงียบ แสดงจุดยืนไม่เอา “ความแตกแยก” ในสังคม

นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการกลับประเทศของ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ “ความรุนแรง” เกิดขึ้น

ก็ต้องถามกันตรงไปตรงมาว่า “ความแตกแยก-ความรุนแรง” นั้นใครเป็นคนก่อ อย่างนี้ต้องเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จากที่เคยโอหัง ก้าวร้าว อวดดี มาทำเป็นต้องการความประนีประนอม ต้องการความสงบสันติสุข โหยหาความสมานฉันท์ขึ้นมาทันใด

สำหรับสถานการณ์วันนี้ของฝ่ายซากเดนทรราช คนที่ฝักใฝ่ต่ออำนาจเผด็จการ คนพวกนี้คิดแล้วว่าถ้าต้องมีการแตกหักเกิดขึ้น “ม็อบโกเต๊กซ์” ที่ ส.ว. กลุ่มนี้สนับสนุน ไม่มีทางต้านทานได้เด็ดขาด

ก็แปลกนะ เวลาสร้างความเดือดร้อนความรุนแรงให้กับคนอื่น กลับไม่รู้สึกรู้สา กลับรู้สึกว่าเป็นความเก่งกาจ กล้าหาญ แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมจะคืนสนอง” ก็ออกมาร้องแรกแหกกระเชอ เรียกร้องขอความเห็นใจ ช่างไม่มีความละอายกันบ้างเลย

ก็ต้องบอกกันตรงๆ ว่า ฝ่ายที่รักและหวงแหนประชาธิปไตย ไม่มีความคิดจะให้เกิดความรุนแรงขึ้นหรอกจะบอกให้

วันนี้ประเทศชาติยังบอบช้ำไม่พออีกหรือ ความศรัทธาเชื่อถือจากสังคมโลกต้องมีปัญหา ใครกันแน่ที่เป็นคนก่อ เป็นคนทำ ซึ่งผิดกับพวกกากเดนทรราช ลิ่วล้อเผด็จการ ที่เรียกหาความรุนแรง เรียกร้องวอนขอให้ทหารเข้ามาจัดการ มายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าบรรดากากเดนทรราชรู้สึกสำนึกได้จริงว่า ที่ทำมานั้นเป็นความผิด เป็นความอัปยศ คือต้องมายอมรับและปฏิบัติตามครรลองประชาธิปไตยอย่างจริงจัง

ไม่ใช่ใส่เสื้อประชาธิปไตย แต่หัวใจเป็นเผด็จการ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นถึงการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะโฟนอินเข้ารายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ว่า เป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ แต่มีความเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง

ก็ไม่ทราบว่า “ความเหมาะสม” ของนายชวนนั้นหมายถึงอะไร จะหมายถึงการมาสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้ลิ่วล้อเผด็จการหรือเปล่า และนายชวนยังบอกอีกว่า พื้นฐานเรื่องที่จะพูด สวนทางกับระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

แล้วที่ปาวๆ จาบจ้วงล่วงเกิน ละเมิดสิทธิคนอื่น สร้างความแตกแยกในสังคม เรียกร้องให้เกิดความรุนแรงของ “ม็อบโกเต๊กซ์” ในทำเนียบรัฐบาลนั้นเป็นประชาธิปไตยหรือ

นี่อีกคน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่หนุนม็อบโกเต๊กซ์ บอกว่า ดูจากลักษณะแนวทางการตัดสินใจ รวมทั้งสิ่งที่ได้ทำมาตลอด คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งใจจะทำการเมืองแบบแตกหัก และหวังที่จะเอาชัยชนะให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสียหายกับประเทศไทยอย่างไรก็ตาม

ก็ต้องถามอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่รู้จริงๆ หรือว่า ใครเป็นตัวการและฝ่ายสนับสนุนที่ทำให้ประเทศชาติต้องเสียหาย แกนนำของ “ม็อบโกเต๊กซ์” มี ส.ส. ของพรรคการเมืองนี้รวมอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ

ก็รู้ทั้งรู้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็น ทายาทอสูร เป็นมรดกของเผด็จการ ดังนั้นใครก็ตามที่บังอาจขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการผลงานของ คมช. คนนั้นไม่มีประชาธิปไตยในหัวใจ แต่เป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของเผด็จการพวกบ้าอำนาจ

ก็จะรอดูเหมือนกันว่าจะมีหน้าไหนบ้างที่จะขัดขวางต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 นี้
ผมคิดว่า ถ้ามีการต่อต้านขัดขวางเกิดขึ้นจริง คนที่รักประชาธิปไตยคงยอมอีกไม่ได้แล้ว

ต้องไม่ยอมให้พวกมือถือสากปากถือศีล พวกที่มีคดีรกโรงรกศาล คนที่ฝักใฝ่มนต์ดำ ยึดเดรัจฉานวิชาเป็นสรณะ คนที่แสดงออกถึงความไม่จงรักภักดีต่อสถาบันที่คนไทยเคารพเทิดทูน มาชี้นำความเป็นไปของประเทศนี้

เพราะฉะนั้น ต้องร่วมใจกันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น ความอึมครึมก็ยังปกคลุมอยู่ต่อไป รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ เพราะจะถูกขัดขวางต่อต้านอย่างที่เคยเป็นมา

ถ้ายังอึมครึมอยู่อย่างนี้ ผมว่ายอมให้เกิด “พายุใหญ่” ขึ้นเสียดีกว่า เพราะหลังจากนั้น ความสว่างโปร่งใสชัดเจนจะได้กลับคืนมาเสียที ประเทศชาติก็จะเดินไปได้ ไม่ต้องมาสะดุดอย่างทุกวันนี้

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” ยืนยันว่า การจัดรายการความจริงวันนี้ในวันที่ 14 ธันวาคม ที่สนามศุภชลาศัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโฟนอินเข้ามาร่วมรายการ

จะมีความชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเข้ามาสู่สนามการเมืองอย่างไร เนื่องจากตั้งแต่มีการปฏิวัติ 19 กันยายน พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรม ถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดังนั้น เส้นทางจากนี้ไปต้องจับตาดู แม้ว่า ม็อบโกเต๊กซ์-ซากเดนทรราช- ลิ่วล้อเผด็จการ จะเรียกร้องกันอย่างไร ทหารต้องไม่ออกมายึดอำนาจ ทำการปฏิวัติรัฐประหารเด็ดขาด จึงขอเตือนกันไว้ ขนาดศาสดาโกเต๊กซ์อย่าง “แป๊ะลิ้ม” ที่ว่าแน่ๆ ยังแพ้สาวเสื้อแดง เพราะสีแดงเป็นสีที่ล้างอุบาทว์จัญไร รู้ไว้ด้วย


จี้ต่อม‘ตุลาการภิวัฒน์’อย่าเลือกปฏิบัติ!ลั่น‘คนเสื้อแดง’ไม่ใช่เหยื่อการเมือง


แกนนำ นปช.ย้ำจุดยืน! คนเสื้อแดงไม่ใช่เหยื่อการเมือง หนุน ‘ทักษิณ’ อย่าก้มหัว พร้อมไล่เบี้ย ‘ตุลาการภิวัฒน์’ จี้ต่อมอย่าเลือกปฏิบัติ! กรีด ‘พันธมาร’ เจตนาไม่บริสุทธิ์-ดูหมิ่นศาลฯ เบื่อ!สองบรรทัดฐาน เงื้อง้างคดีจรัญ-ปมคุ้มครอง ASTV ชี้ปล่อยโจรกบฏลอยนวล ระบุ ‘เจ๊กลิ้ม’ แจ้นออกนอกประเทศฉลุย!แม้มีคดีติดตัวนับร้อยคดี

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่าตนเห็นด้วยกับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ทำการยื่นอุทธรณ์ในคดีที่ดินรัชดา เนื่องจากตนเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมในตอนนี้ ได้ยุติความเป็นธรรมไปแล้ว จะยื่นหรือไม่ก็มีค่าเท่ากัน เนื่องจากมีการวางกรอบไว้เรียบร้อยแล้วนั่นคือไม่สามารถชนะได้เลย ซึ่งการพิจารณาคดีความของตุลาการในขณะนี้ เป็นการพิจารณาเพื่อจัดการทางการเมืองมากกว่าและไม่เชื่อมโยงกับประชาชนตามหลักเจตนารมณ์เดิม

เมื่อถามว่า มีหลายกระแสโจมตีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้คนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือ แกนนำนปช.ยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงก็ยังคงยึดอุดมการณ์ต่อต้านรัฐประหารเหมือนเช่นเดิม เราไม่ได้เป็นเครื่องมือของผู้ใด เพราะขณะนี้เป็นการฟาดฟันเพียงข้างเดียวเนื่องจากมีการเลือกปฏิบัติทางกฎหมาย อย่างในกรณีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆที่ยังมีคดีความติดตัวอยู่

ทั้งนี้ แกนนำ นปช.และนายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ได้เตรียมดำเนินการร่างเอกสารเพื่อยื่นต่อประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง และประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อทวงถามถึงปรากฎการณ์เลือกปฏิบัติทางกฎหมายในสังคม โดยจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อป้องกันการกล่าวหา และพวกมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ต้องการดูหมิ่นศาล โดยคาดว่าจะร่างเอกสารได้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้

"ต้องถามศาลปกครองว่าจะคุ้มครองเอเอสทีวีไปตอลดชีวิตหรืออย่างไร ส่วนศาลรัฐธรรมนูญก็คือกรณีของนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไปเป็นอาจารย์ได้รับเงิน ซึ่งหากตีความแล้วก็ต้องมีการพิจารณาคดีให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องออกไป ซึ่งถ้าไม่ทำก็เป็นการเลือกปฏิบัติและตาขาวใส่พันธมิตรฯ ซึ่งเท่ากับว่าคนที่ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ ถือเป็นการโกหก" แกนนำ นปช. กล่าวในตอนท้าย