WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 20, 2008

“จตุพร”ท้าชน“วัชระ”สาบานหลังปัดไม่เกี่ยวพธม.บุกNBT


การประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางกฎหมาย กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งใส่ร้าย โจมตี ป้ายสี คน จ.อุดรธานี ในกรณีที่มีการนำสีสเปย์ไปพ่นใส่พระบรมฉายาลักษณ์ และมีการกล่าวอ้างว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือผู้บัญชาการตำรวจ ภูธร ภาค 4 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียหาย และคน จ.อุดร ก็เสียหาย ทั้งนี้ตนยืนยันว่า คน จ.อุดร มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน

นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากเรียกร้องให้สภาฯ ดำเนินการกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ที่กล่าวพาดพิงตนในรายการ 'ความจริงวันนี้' เมื่อวันที่ 18 พย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าตนรับคำบัญชาจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นการกล่าวหา โดยผู้ที่พูดเป็นผู้ที่โอหัง และก็น่าจะรู้ดีว่า ส.ส.คนนี้เป็นคนยังไง และอยากถามว่าจะกลับปักษ์ใต้ได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน นายจตุพร ได้ลุกขึ้นโต้ตอบทันทีว่า ในวันที่26 ส.ค. ที่พันธมิตรฯ บุกสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที(NBT) ในขณะนั้นมีการถ่ายทอดสดบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศว่า ขณะนี้ยึด NBT ได้แล้ว และนายสนธิ ก็สั่งให้นายวัชระ ไปที่NBT เอาเป็นว่า 'ใครพูดไม่จริงขอให้ครอบครัวมีอันฉิบหาย หายนะ อย่าให้มันได้ดิบได้ดีเลย'

นายวัชระ ได้โต้กลับว่า การไปบุกNBTเป็นความเท็จ อยากให้นายจตุพร พูดอยู่ในประเด็นและถอนคำพูด เพราะนายจตุพร ก็รับใช้ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

นายจตุพร กล่าวว่า ตนขอถามย้ำว่า ในวันที่26 ส.ค. นายวัชระ ไปที่NBT จริงหรือไม่ ถ้าไม่เชื่อก็ให้ไปเปิดเทปดูได้ เพราะมีการบันทึกเทปไว้ ซึ่งตนขอสาบานว่า 'ใครพูดเท็จขอให้ฉิบหายตายโหง'ทั้งนี้หากจะให้ตนถอนคำพูดก็ต้องถอนกันทั้งหมด

นายวัชระ กล่าวว่า มีสมาชิก ที่ชอบสาบานขณะนี้กรรมตามทันแล้ว จึงอยากให้นายจตุพร ถอนคำพูดเพราะสิ่งที่นายจตุพรพูดว่าตนรับคำสั่งจากนายสนธิมานั้น ทำให้ตนเสียหาย และตนพร้อมรับคำท้าสาบาน และอยากทราบว่านายจตุพร เรียนจบปริญญาตรีมาได้ยังไง

ทำให้นายจตุพร กล่าวว่า ในเรื่องการจบปริญญาตรี นายวัชระก็เคยไปร้องที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหงมาแล้ว แต่ตนอยากถามกลับว่า วันที่26 สค.ไปNBT จริงหรือไม่ หากเป็นตนถ้านายสนธิมาใช้ให้ตนไป ตนก็พร้อมที่จะยอมรับเพราะไปจริงๆ หากไม่ยอมรับก็คงต้องเป็นหมา

คนคิดถึงทักษิณจี้ถามทูตอังกฤษข่าวรั่ว!ถอน‘วีซ่า’


“ชมรมคนคิดถึงทักษิณ” นับร้อยคนบุกยื่นหนังสือถึงสถานฑูตอังกฤษ จี้หา "มือมืด" ที่จงใจปล่อยหนังสือประจานอดีตนายกฯ กรณียกเลิกวีซ่าและมีจดหมายถึงสายการบินห้ามรับตัวขึ้นเครื่อง ไม่เข้าใจขนาดเจ้าตัวยังไม่รู้เรื่อง แต่ข่าวกลับไปปรากฏบนหน้าเวบไซต์ผู้จัดการ ที่เป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ จ้องทำลาย “ทักษิณ” คล้ายมีการรว่มมือหวังดิสเครดิตเป็นขบวนการ

จากกรณีที่ประเทศอังกฤษ เพิกถอนวีซ่าของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมทั้งส่งข้อความแจ้งไปตามสายการบินต่างๆ แต่กลับไปปรากฏอยู่ในหน้าเวบไซต์ผู้จัดการออนไลน์อย่างน่าสงสัยในเจตนาของผู้ไม่หวังดี ซึ่งอาจจะมีเจ้าหน้าที่สถานทูตบางคนรู้เห็นด้วยนั้น

เมื่อตอนสายวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายอัมรินทร์ ผจญยุทธ์ ประธานชมรมคนคิดถึงทักษิณ และกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อสถานฑูตอังกฤษกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกยกเลิกวีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ โดยมี Mr.Perry Potter เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารสถานฑูต เป็นผู้รับหนังสือ

นายอัมรินทร์ กล่าวว่าต้องการให้สถานทูตอังกฤษหาตัวบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการทำลายชื่อเสียงของพ.ต.ท.ทักษิณ และขอให้สถานฑูตอังกฤษพิจารณาเรื่องการยกเลิกวีซ่าของพ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา ให้ละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง

เชื่อว่ามีบุคคลที่มีอิทธิพลในสถานฑูตอังกฤษ ทำการเปลี่ยนแปลงผลักดันการยกเลิกวีซ่า อีกทั้งมีเว็ปไซด์ผู้จัดการได้เผยแพร่อีเมล์ที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่สถานฑูตอังกฤษแจ้งให้สายการบินงดรับพ.ต.ท.ทักษิณและภริยาเข้าประเทศ ซึ่งตนมองว่าทำไมถึงมีการนำเอกสารดังกล่าวออกมาวิพากวิจารณ์ได้ และทำไมไม่แจ้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบโดยตรง แต่ข่าวกลับไปปรากฎในเว็ปไซด์ของผู้จัดการ เหมือนกับมีเจตนาต้องการทำลายชื่อเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา

ทั้งนี้ ทางชมรมได้รวบรวมไปรษณียบัตรที่แสดงพลัง “save thaksin save democracy” จากกลุ่มคนคิดถึงทักษิณทั้งในและต่างประเทศกว่า 1,000 ฉบับมอบให้สถานทูตอังกฤษด้วย

นอหจาหนี้ต้องการขอความกรุณาให้ช่วยพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการถอนวีซ่าของพ.ต.ท.ดรทักษิณ และครอบครัวให้เป็นกรณีพิเศษเนื่องจากว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงเป็นบุคคลที่เคารพรักของประชาชนไทยอีกหลายคน จึงขอให้ทางสถานฑูตฯเห็นแก่ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหราชอาณาจักรอังกฤษกับประชาชนชาวไทยด้วย

ส่วนการถอนวีซ่าหรือไม่ถอนนั้น ทางชมรมเข้าใจดีว่าเป็นเอกสิทธิ์ของอังกฤษที่จะสามารถดำเนินการอะไรก็ได้และมีคิดจะก้าวกายการตัดสินใจ เพียงแต่ต้องการให้ใช้หลักความยุติธรรมมาประกอบให้มาก

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง นายอัมรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายละเอียดยังไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งคงต้องรอดูในวันที่ 14 ธันวาคม ที่จะมีการ โฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ในความเห็นส่วนตัว มีความยินดีอย่างยิ่งและเชื่อว่าสมาชิกกว่า 20,000 คนของชมรม ก็คงเห็นด้วยแน่นอน

ซึ่งตนเชื่อว่าเสียงสนับสนุนจากประชาชนที่ยังรักในตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมีหลั่งไหลจนอาจทำให้สามารถกลับมานั่งในตำแหน่งนายรัฐมนตรีได้สำเร็จอีกครั้ง
อนึ่ง จดหมายถึงสถานทูตอังกฤษดังกล่าวระบุว่า

“จากกรณีที่ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ ภริยา ได้ถูกรัฐบาลของสหราชอาณาจักร เพิกถอน วีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศนั้น ชมรมคนคิดถึงทักษิณ ในฐานะตัวแทนของสมาชิกและประชาชนชาวไทยที่มีความรักและเคารพใน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร และเชื่อว่าองค์กรตรวจสอบที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 49 เป็นองค์กรที่ไม่ถูกต้องที่ยังคงเดินหน้าในการตรวจสอบและเอาผิดกับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม ทางชมรมคนคิดถึงทักษิณ ทราบและเข้าใจดีถึงเอกสิทธิ์ และสิทธิอันชอบธรรม ของรัฐบาล สหราชอาณาจักร ในการอนุมัติ หรือ เพิกถอน วีซ่า ให้กับบุคคลใดๆ ได้ตามอำนาจ และไม่อาจก้าวล่วงในอำนาจและการตัดสินใจของรัฐบาล สหราชอาณาจักรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ทางชมรมฯต้องการแสดงออกและยืนยันให้เห็นว่า ฯพณฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพรัก และได้รับความศรัทธาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เสมือนเป็นตัวแทนของระบอบประชาธิปไตย ที่ถูกโค่นล้มและกลั่นแกล้งโดยกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจที่ได้มาจากการทำรัฐประหาร นอกจากนั้น ฯพณฯ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวไทยจำนวนมากให้เป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง

โดยจะเห็นได้จากการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อ 1 พ.ย. 51 ที่ผ่านมา ที่มีประชาชนมากกว่า 1 แสนคนมาชุมนุมเพื่อแสดงจุดยืนในการต่อต้านรัฐประหารและต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากระบอบเผด็จการที่ร่วมกันเรียกร้องให้ฝ่ายเผด็จการคืนความยุติธรรมให้แก่ระบอบประชาธิปไตย”


นักวิชาการขานรับ‘ทักษิณ’เชื่อช่วยสร้างสีสันการเมือง

“นักวิชาการ” มั่นใจ “ทักษิณ” ประกาศตัวหวนกลับสู่ถนนการเมืองจะทำให้มีสีสันมากขึ้น เชื่อฝ่ายตรงข้ามต้องปรับตัวกันยกใหญ่ งานนี้ถึงขั้น “เวทีสะเทือน” แน่นอน ส่วนจะเกิดผลกระทบอย่างที่บางพวกออกมาดักคอจริงหรือเปล่าต้องคอยติดตามดู

การประกาศหวนคืนสู่การเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น และขณะเดียวกันก็มีคนบางกลุ่มที่ถึงกับผวาและพยายามออกมาคัดค้าน เช่นเดียวกับนักวิชาการบางคนที่เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับการเมืองไทยแน่นอน แต่จะเป็นไปในทิศทางใดคงคาดเดาลำบาก และเชื่อว่าการเมืองจะมีสีสันมากขึ้น

ร.ศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งว่าคงไม่ใช่อย่างที่พูดกันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพ.ต.ท.ทักษิณเล่นการเมืองอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เปลี่ยนบทบาทการเล่นเท่านั้นเอง

ดังนั้นการที่พ.ต.ท.ประกาศว่าจะกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งจึงเท่ากับว่าจะเป็นความพยายามที่จะออกจากหลังฉากเพื่อมาต่อสู้หน้าฉากนั้นเอง

ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจกับเรื่องดังกล่าว ตนคิดว่าน่าจะเกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอีกครั้ง และการเมืองจะกลับมามีสีสันขึ้นอีกเยอะ เพราะฝ่ายตรงข้ามคงจะต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้ทันเกม สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นคงยังตอบอะไรไม่ได้มากต้องรอติดตามดูอย่างเดียว แต่พูดได้คำเดียวว่า มีเวทีสะเทือนแน่นอน

ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่าการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่น่าเป็นห่วงตามที่หลายฝ่ายกังวลเพราะก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรและการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะประกาศต่อสู้ทางการเมืองนั้นก็เป็นการต่อสู้ด้วยวิธีสงบไม่น่าจะนำไปสู่ความรุนแรง พร้อมกับวอนหลายฝ่ายอย่างพึ่งกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ส่วรนกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยื่นอุทธรณ์ที่ดินรัชดา พ.ต.ท.ทักษิณ จะแถลงให้ทราบในภายหลังอาจจะเป็นการโฟนอินในรายการความจริงวันนี้ หรือทำเป็นหนังสือแถลงการณ์อย่างเป็นทางการก็ได้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีคนระบุว่าอาจสร้างความแตกแยกว่าวิตกกังวลกันไปเองมากกว่า เพราะยังไม่รู้เนื้อหาที่ชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะโฟนอินเข้าพูดอะไรบ้าง และที่หลายฝ่ายวิตกกัลวัลนั้นเป็นความกังวลของผู้ที่มีแผลทางการเมืองจึงกลัวและตื่นตระหนกไปเอง ซึ่งคนที่หลังไม่มีแผลก็ปกติ ต้องเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากที่ผ่านมาถูกกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในอีกด้านให้ประชาชนได้รับฟัง

“ผมอยากถามว่าสถานการณ์วันนี้เป็นอย่างไร บ้านเมืองแตกแยกหรือเปล่า ถ้าโฟนอินทุกอย่างอาจดีขึ้นก็ได้ ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย อย่าไปวิตกทุกข์ร้อน"

เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยื่นอุทธรณ์คดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ไม่เห็นเสียอะไร แม้จะยอมรับว่ากระบวนการยุติธรรมในขั้นตอนสุดท้ายคือคำตัดสินของศาลจะมีความถูกต้องชอบธรรม เพียงแต่ต้นตอของกระบวนการมาจากการปฏิวัติรัฐประหารที่อาจจะทำให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้

เมื่อถามว่าส่วนกรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาลทาบทาม พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ให้เข้ามาช่วยงานในด้านความมั่นคง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พล.อ.พัลลภ ก็มีความคลุกคลี เรื่องความมั่นคงรับใช้บ้านเมืองมาตลอด ส่วนจะมีการแต่งตั้งหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ เป็นเรื่องของนายกฯ แต่หากเป็นจริงก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะประเทศไทยมีคนพูดกับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ไม่กี่คน

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าไม่น่าจะทำให้เหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงขึ้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับตนเอง และต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลทั้งสองด้านเท่านั้น

ทางวด้านนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณ ในคดีที่ดินรัชดาภิเษก กล่าวผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” ถึงกรณีการไม่ยื่นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว ว่า พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวานอยู่ที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่วันนี้อยู่ที่ไหนไม่ทราบ และคุยกันยืนยันว่าจะไม่อุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งฟังเหตุผลแล้ว ตนก็บอกว่า เพื่อให้ตรงตามเจตนารมณ์ของท่าน ก็ขอให้ท่านชี้แจงเหตุผลด้วยตัวเอง และท่านจะชี้แจงผ่านสื่อไหน หรือดำเนินการเมื่อไหร่ อย่างไร ตนไม่ทราบ แต่เชื่อว่า คงภายใน 1-2 วันนี้



พธม.เสี้ยมสื่อป้ายขี้บก.ใหญ่นสพ.หัวสี

“พันธมิตร” เหิมหนักขึ้นทุกวัน ล่าสุด “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ออกมายกหางสื่อพวกเดียวกัน พร้อมทั้งเปิดฉากถล่มใส่สื่อหัวสี กล่าวหาบรรณาธิการอาวุโส รับเงิน “ทักษิณ” เพื่อเขียนข่าวรับใช้ ซ้ำยังไปเขียนกระแนะกระแหนม็อบบนหน้า 3 หนังสือพิมพ์อีกเล่มในค่ายเดียวกันที่มีสโลแกนเน้น “คุณภาพ” ซ้ำยังเล่าความเท็จได้เป็นฉากว่ามีการซื้อตัวตั้งแต่ระดับเจ้าของ บรรณาธิการ ไปจนถึงนักข่าว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวถึงกรณีรัฐบาลในอดีตข่มขู่คุกคามสื่อมวลชนว่า ใช้วิธีการแทรกแซงด้วยการเข้าไปขอร้องให้ปิดคอลัมน์ที่โจมตีรัฐบาลได้หรือไม่ และถ้าขอร้องไม่ได้ เขาจะส่ง ปปง.เข้าไปตรวจสอบรายการบัญชีของหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่มีจุดยืนมั่นคงที่สุดคือ กรุงเทพธุรกิจ ส่วนหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้ต่อสู้ร่วมกันมายาวนานถึง 8 ปี แล้ว ดังนั้น หนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับดังกล่าวจึงเป็นศัตรูกับระบอบทักษิณ แต่เป็นมิตรที่ดีของประชาชน

“นอกจากนี้ยังมีแทรกแซงรายการวิทยุ โดยเฉพาะนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ทำให้พี่น้องประชาชนเห็นใจ จึงลงคะแนนเสียงให้นายบุญยอดชนะการเลือกตั้งมาแล้ว 2 รอบ แสดงว่าสื่อมวลชนไหนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการแล้วเข้าไปทำลาย ก็จำให้สื่อมวลชนนั้นเป็นที่ต้องการของประชาชน โดยจะเห็นได้จากรายการโทรทัศน์ที่ลือลั่นที่สุด นั่นก็คือรายการของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งถูกระบอบทักษิณ สั่งปิดรายการในเดือน ก.ย.2548 จึงทำให้เกิดการปราศรัยขึ้นที่หอประชุมเล็กธรรมศาสตร์ และที่สวนลุมพินี” นายสมเกียรติ กล่าว

แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวอีกว่า มีคนอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1.เจ้าของ หรือนายทุนหนังสือพิมพ์ 2.บรรณาธิการอาวุโส ซึ่งคอยกรองข่าวที่นักข่าวส่งเข้าไป โดยเฉพาะข่าวกรองจากเหตุการณ์ 7 ต.ค.ว่า นายตี๋ที่มือขวาขาด แต่มือซ้ายที่ถือกุญแจ กลับบอกว่าเป็นลูกระเบิด นี่คือบทบาทการกรองข่าวของบรรณาธิการอาวุโส

ส่วนกลุ่มที่ 3.คือ ผู้สื่อข่าว ซึ่งเชื่อถือได้มากที่สุด เพราะเวลาที่เราแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวเหล่านั้นก็จะส่งข่าวเข้าไปในสำนักพิมพ์ แต่บรรณาธิการที่รัยข่าวกลับพลิกข่าวและบิดเบือน ฉะนั้น นายทุน กับนักการเมือง จึงต้องซื้อบรรณาธิการเอาไว้ แล้วคบไว้เป็นเพื่อน เช่น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งบรรณาธิการชอบบินไปกินข้าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกง แล้วเอาภาพข่าวของนายตี๋ ที่มือซ้ายถือกุญแจ แต่เขากลับระบุชัดเจนว่าเป็นระเบิด

“นอกจากนี้ ยังมีบรรณาธิการของหนังสือบางฉบับที่สนิทสนมกับคนเดือนตุลา และสนิทกับคนของระบอบทักษิณ ซึ่งไปเอาภาพของกษัตริย์เนปาลมาออกวารสารรายสัปดาห์ แล้วบอกว่าเป็นกรณีศึกษา ซึ่งคล้ายๆ กับจะเตือนประเทศไทยใช่หรือไม่ คนพวกนี้ถ้าเราจะศึกษาเขา ก็จะพบว่านักการเมืองให้เงินเดือนเขาเหล่านั้น ทำให้หนังสือฉบับดังกล่าวเชียร์นักการเมืองคนที่ให้เงิน จนคล้ายๆ ว่านักการเมืองคนที่ถูกเชียร์กลายเป็นเทพเจ้า รวมทั้งโชว์คำขวัญว่า รวยแล้วไม่โกง แต่ปัจจุบันนี้คนไทยไม่เชื่ออีกแล้ว”

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า เมื่อสื่อมวลชนถูกแยกออกจากกัน เวลาเขาซื้อ เขาจะซื้อเจ้าของหนังสือพิมพ์เป็นอันดับแรก ฉะนั้นจะมีเจ้าของหนังสืออยู่ 3 สำนักพิมพ์ ปรากฏว่า เป็นหนังสือพิมพ์หัวสี 2 สำนักพิมพ์ โดยจะมีหนังสือพิมพ์ที่อ้างว่ามีคุณภาพอยู่ 1 สำนักพิมพ์ ซึ่งคนเหล่านี้ชอบเข้าไปพบผู้มีอำนาจ หรือเชิญผู้มีอำนาจไปกินข้าวที่กองบรรณาธิการเพื่อสร้างภาพ ดังนั้นสื่อพวกนี้จึงสร้างภาพว่า คนรวยแล้วไม่โกง แต่วันนี้เรารู้กันแล้วว่า คนรวยโกงหรือไม่ ดังนั้นสื่อเหล่านี้จึงเป็นสื่อเทียม ซึ่งคอยปั่นภาพเสมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นสมมติเทพมาโปรดมนุษย์ และพยายามที่จะบอกว่า คนรวยดังกล่าวไม่โกงเด็ดขาด แต่โกงในระดับ 2 แสนล้านบาทขึ้นไป

“บรรณาธิการอาวุโสคนหนึ่ง เขียนเชียร์ พ.ต.ท.ทักษิณ ในหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกอาการ เวลาที่ไปพูดที่ไหนก็จะอ้างว่า ให้ไปอ่านหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว มีเหตุผล และเป็นสื่อมวลชนที่มีคุณภาพ แต่พอมาถึงรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งพูดถึงเรื่องพระราชอำนาจ กลับถูกถอดรายการทันที ฉะนั้นสื่อมวลชนวันนี้ จึงเป็นผู้เสนอข่าวความจริง และเสนอข่าวเท็จ เราต้องแยกให้ออกโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ ซึ่งสื่อโทรทัศน์เทียมที่ชัดเจนที่สุดก็คือ รายการความจริงวันนี้ ฉะนั้นสื่อที่ดีที่สุดคือ สื่อที่เสนอความจริง แล้วร่วมเปลี่ยนแปลงสังคม ส่วนสื่อที่ร่วมมือกับระบอบทักษิณนั้น ตอนนี้หนังสือพิมพ์ที่วางตามแผงนั้น เหลือจำนวนมาก”

แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า สื่อที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคือ สื่อโทรทัศน์ โดยจะเห็นการที่เราออกรายการ 2 เม.ย.2549 ปรากฏว่าคนลงคะแนนโนโหวตกว่า 10 ล้านเสียง อีกทั้งประชาชนที่ไปลงคะแนนยังจงใจกาให้ผิด แล้วเขียนด่าลงไปอีกประมาณ 3 ล้านคน ฉะนั้นขณะนี้เขาจึงต้องพุ่งไปที่ชนบท นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเร่งรีบตัดงบประมาณ เพราะคาดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ในอนาคต นั่นแปลว่าเขาเตรียมเอาเงินของประชาชนไปซื้อเสียง แต่สวรรค์มีตา ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ แทนที่เขาจะเดินเข้าสภา แต่เขาต้องเดินเข้าคุกแทน



ชาวไซเบอร์89.1%โพสต์กระทู้‘เบื่อพันธมาร’ชี้ให้ข้อมูลด้านเดียวปั่นหัวผู้ชุมนุม!


ชาวไซเบอร์นับหมื่นโพสต์กระทู้ “เบื่อพันธมิตร” ชี้ผลสำรวจ 89.1% ให้เลิกชุมนุมประท้วงโดยสิ้นเชิง ระบุบ่อนทำลายชาติ-สร้างความขัดแย้งรุนแรง ย้ำเป็นการชุมนุมที่แหกกฎหมาย-ประท้วงจนเกินขอบเขต ด้าน “พันธมาร” เฮลั่น! มีผู้ชูมือสนับสนุน 4.5% จากผู้อ่านกระทู้และให้ความเห็น 21,630 คลิก

จากการชุมนุมประท้วงประท้วงยึดทำเนียบรัฐบาลของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้ว่าเป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถทำได้ แต่จนถึงทุกวันนี้ได้พิสูจน์ชัดแจ้งว่า ความชอบธรรมได้หมดสิ้นไปแล้ว เหลือแต่ความขัดแย้ง และกระแส “เลือกข้าง” ที่ทำให้คนไทยทั้งชาติเกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ หลังจากพันธมิตรฯ ได้ยึดถนนเชิงสะพานมัฆวานฯ และเหิมเกริมหนักข้อด้วยการบุกยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อปักหลักชุมนุมประท้วง มีการทำนา สะสมอาวุธ รวมถึงการมั่วสุมกันเสพยา จนถึงขั้นปลุกระดมมวลชนให้ต่อต้านและคุกคามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน!!

ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการโพสต์กระทู้บนเว็บบอร์ด “SANOOK.COM” http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=2576300# ในหัวข้อ “คุณรู้สึกอย่างไรกับการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อของพันธมิตรฯ” ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจอ่านกระทู้ดังกล่าวและโพสต์ความคิดเห็นส่วนตัวมากถึง 21,630 ครั้ง

ทั้งนี้ ได้มีการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายที่มาอ่านกระทู้ว่า ในใจคุณ....คุณอยากเห็นพันธมิตรฯ กระทำสิ่งใดมากที่สุด..?

ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นมากถึง 89.1% ชี้ว่าพันธมิตรฯ ควรที่จะเลิกชุมนุมประท้วงโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ 2.5% เห็นว่าควรย้ายสถานที่ชุมนุมประท้วงไปที่อื่น ส่วนที่ให้การสนับสนุน และเห็นว่าให้ชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบต่อไป มีแค่ 4.5% และให้ปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอเสียใหม่ มีคะแนนโหวต 3.5% ขณะที่ 0.5% ไม่มีความคิดเห็นใดๆ

ผู้โพสต์กระทู้ที่ใช้ชื่อว่า “ชาญชัย” ให้ความเห็นว่า : อยากให้ พธม.ออกไปจากทำเนียบ แล้วไปชุมนุมที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และให้ข้อมูลสองด้าน ไม่ใช่ข้อมูลทางเดียว

ส่วนผู้โพสต์กระทู้ที่ใช้ชื่อว่า “พ่อหมอ” มีความเห็นว่า : ช่างมันเถอะ อย่าไปให้ความสำคัญกับพวกมัน มันอยากจะอยู่ก็ให้มันอยู่ไป จะดูหน้าพวกมันจะอยู่ได้สักเท่าไหร่ มีแต่พวกมานั่งเอาเงินทั้งนั้น เดี๋ยวเงินหมดก็เลิกบ้าไปเอง ยกเว้นพวกหน้าโง่ทั้งหลายที่บริจาคให้พวกมัน แทนที่จะเอาเงินมาบริจาคให้ผู้ยากไร้ทั้งหลาย หรือครอบครัวตัวเอง

ขณะที่ผู้ใช้ชื่อ “ประชาธิปไตย” โพสต์ไว้ว่า : ปีแห่งความหลัง ทั้งรักทั้งชังรัฐบาลขิงแก่ ขับไล่พรรคเก่าเขาออกไป เลือกจัดตั้งพรรคเข้ามา แต่เสียดายเหลือแสน เขาเลือกพรรคเดิมกลับมา ในเมื่อประชาชนทั้งประเทศเค้าได้เลือกมาแล้ว ทำไมพวกคุณถึงไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชน ใครกันแน่ที่เผด็จการ ป่าเถื่อน จะเลือกตั้งกี่รอบๆเค้าก็ชนะอยู่ดี ควรจะยอมรับความจริงได้แล้ว รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่มาจากความต้องการของพวกพันธมิตร เห็นแก่ตัวมาก!!

ผู้โพสต์กระทู้คนหนึ่งใช้ชื่อ “เราไทย” : รู้ไหมว่าบ้านเมืองย่ำแย่ลง เพราะพวกเขา พธม. ทุกคนเบื่อหน่ายเขาแต่ไม่อยากยุ่งกับเขา เพราะมีแต่ความดื้อด้านไม่เคยรับฟังอะไรเลย ยังมีพลังเงียบอีกเป็นแสนเป็นล้านอย่างพวกเราที่ทำมาหากิน ไม่สามารถออกไปทำอะไรได้ มีแต่ก็เพียงรอวันพวก พธม.จะหยุดเสียที ทำได้ไหมเพื่อประเทศชาติน่ะ!!

ส่วนสมาชิกของเว็บบอร์ด “สนุกดอทคอม” ชื่อ arunsuksripracha ชี้ว่า อยากให้พันธมิตรเลิกประท้วงได้แล้ว เพราะประชาชนเขาเบื่อพวกคุณเต็มทีแล้ว ปากบอกว่าทำเพื่อชาติ แต่สิ่งที่ประชาชนเห็นคือพวกคุณทำเพื่อตัวเองต่างหาก พวกคุณนั่นแหละที่ขายชาติ พวกคุณทำให้ประเทศชาติล่มจม แก่กันแล้วทั้งนั้น น่าจะเอาเวลาไปอยู่กับลูกหลานมากๆ ก่อนที่พวกคุณจะไม่ได้ดูแลพวกเขา พวกพันธมารเป็นพวกที่ไร้สมอง แต่ละคนก็จบการศึกษาดีๆกันทั้งนั้น แต่ทำตัวไม่มีสมองกันเลย

สำหรับกระทู้ที่ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ ใช้ชื่อผู้โพสต์ว่า “ไม่ฟังเสียงประชาชน” ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า : ไม่มีใครเค้าอยากมานั่งเสี่ยงชีวิตหรอกคุณๆเอ๋ย ประท้วงเนี้ยมันเสี่ยงนะ จะโดนอะไรก็ไม่รู้ แต่ทุกคนเค้าก็เต็มใจมา เพราะไม่มีทางอื่นแล้วที่จะช่วยชาติได้ นอกจากมาคอยถ่วงดุลไม่ให้อ้ายรัฐบาลจอมปลอมพวกนี้มันโกงชาติไปมากกว่านี้ ถ้าไม่มีรัฐบาลงี่เง่าที่ไม่สนใจปากท้องของประชาชน ไม่สนใจเศรษฐกิจ สนแต่แก้รัฐธรรมนูญช่วยเหลือคนผิด ก็คงไม่มีใครเค้าไปนั่งประท้วงให้เสียเวลา เสียรายได้หรอก ฉุกคิดซิว่าที่เป็นแบบนี้ก็เพราะไร ก็เพราะรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากการผ่านประชาพิจารณของประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่หรือ

“รัฐบาลยังไม่หยุดโกงกินก็ยังคงต้องมีพันธมิตรกันต่อไป เป็นเสียงภาคประชาชน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ถ้าไม่ให้ประชาชนมีสิทธิประท้วงจะเลือกว่าประชาธิปไตยได้อย่างเล่า เรียกว่าคอมมิวนิสต์ในคราบประชาธิปไตยดีกว่ามั้ง” นี่คืออีกหนึ่งความเห็นของผู้ที่ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ

ขณะที่ผู้โพสต์ชื่อ “คนไทยจ๊ะ” ให้ความเห็นอย่างก้ำกึ่งว่า : ไม่ใช่พันธมิตร ไม่จำเป็นต้องเป็นพวกทักษิณนะครับ หยุดคิดและด่าคนอื่น ที่ไม่ใช่พวกตัวเองว่าโง่เสียทีเถอะ ผมชอบวิธีคิดของพันธมิตร แต่ไม่ชอบวิธีแสดงออก มันดูเรียกร้องความสนใจไปวันๆ เอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ซ้ำซาก แล้วอีกอย่าง พวกแกนนำน่ะมันมีตังค์ ไม่ต้องทำอะไรกิน เงินมันก็เลี้ยงลุกเมียได้ไม่ลำบาก แถมยังให้เราบริจาคให้มันอีก แน่จริงเอาเงินบริจาคไปให้ภาคใต้ หรือเด็กๆ ที่ขาดแคลนสิครับ ดีแต่ด่าคนอื่น ตัวเองทำอะไรก็ดีไปหมด ไม่ถึงกับเกลียดพันธมิตรหรอก แต่ "เซ็งว่ะ ขอบอก"

อ่านกระทู้เพิ่มเติมได้ที่ << http://webboard.news.sanook.com/forum/?topic=2576300#

แก๊งค์อัปยศ'แก้วสสร'ดอดชิงเก้าอี้พ่อเมืองอ้อนพรรคสะตอหนุน


อดีตคตส.หน้าเป็น'แก้วสรร' เสนอตัวสานต่อนโยบาย 'หล่อเล็ก'ลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ด้าน'มหาเถื่อน'แกนนำม๊อบโกเต๊กซ์อ้าแขนหนุนเสริม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า(วันนี้ 20 พ.ย.) นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยเบื้องต้นได้เสนอตัวเข้ารับสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่พิจารณาก็จะลงสมัครในนามอิสระ โดยได้วางตัวทีมรองผู้ว่าฯ กทม.ไว้แล้ว อาทิ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และนายอำนาจ หมายยอดกลาง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาให้การเรื่องการพัฒนาชีวิตพอเพียง อยู่ในทีมคณะที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตามยังมีรายงานว่า นายแก้วสรร ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกด้วย


ปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยแลนด์คือ!!!!!

ปัญหาที่เกิดขึ้นในไทยแลนด์คือ!!!!!


โดย : ป้าพลอย

วันพุธที่ 19 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551

ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ยืดเยื้อจนถึงปัจจุบันนี้ นั่นคือปัญหาการขัดแย้งระหว่างความคิดเห็น ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าความคิดเห็นของตนถูกต้อง ดังนั้นความขัดแย้งจึงประทุขึ้นผลที่ตามมาคือต่างฝ่ายต่างทำตามความคิดเห็นของตัวเอง การเมืองในประเทศไทยจึงไม่มีจุดยืนเยี่ยงต่างประเทศ ในต่างประเทศหลังจากถล่มกันในรัฐสภาอย่างหน้าดำหน้าแดงแถบจะฆ่ากันตาย แต่พอหลังจากเลิกเล่นละครในรัฐสภาแล้วออกมาข้างนอก เห็นทั้งสองฝ่ายออกมานั่งดื่มเบียร์ด้วยกันคุยกันอย่างเฮฮา ไม่เห็นทั้งสองฝ่ายโกรธแค้นอะไรกัน เพราะเขาถือว่าในรัฐสภาคือสนามมวยที่คู่ต่อสู้ต่างคนต่างต้องเอาชนะกันเพราะมันเป็นกฎของกีฬาการเมือง

ฉะนั้นคู่ต่อสู้ต้องรู้แพ้รู้ชนะ ใครมีชั้นเชิงกว่าและมีสุขภาพแข็งแรงกว่าก็สามารถชกไปจนถึงยกสุดท้ายและคว้าเอาชัยชนะไปได้อย่างขาวสะอาด นี่คือการเมืองต่างประเทศที่เขายึดปฏิบัติ ฝ่ายที่พ่ายแพ้ต้องยอมรับและไม่อาจที่จะปฏิเสธในความพ่ายแพ้ของฝ่ายตนได้ เนื่องจากพรรคของตนประชาชนไม่นิยมชมชอบเท่าที่ควร เพราะอาจเคยทำให้ประชาชนผิดหวังมาเมื่อสมัยครั้งที่เป็นรัฐบาลฉะนั้นประชาชนจึงหมดความเชื่อถือ

ที่พึ่งของประชาชนคือรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนเพราะประชาชนฝากชีวิตไว้ หากประชาชนไม่สามารถพึ่งรัฐบาลได้แล้วประชาชนจะเลือกเข้ามาบริหารทำไม? ฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้งภายหลังจากรู้ผลในต่างประเทศ เห็นเขาจับมือกันทำงานร่วมกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เห็นมีใครคอยกระแหนะกระแหนให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่ากระแทกให้ร้ายฝ่ายที่เป็นรัฐบาลเพราะเขามีความเป็นนักกีฬาเต็มตัวรู้แพ้รู้ชนะ โอกาสหน้าเขาจึงขอแก้ตัวใหม่และในระหว่าง 4 ปีที่รอ ฝ่ายที่พ่ายแพ้จะปรับปรุงภาพพจน์ของพรรคให้ดีขึ้นเพื่อที่จะได้เอาชนะใจประชาชนในโอกาสหน้านี่คือระบบต่างประเทศ

ผิดกับการเมืองในประเทศไทยอย่างมากที่ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ฝ่ายที่แพ้ก็ไม่ยอมแพ้หาหนทางที่จะเป็นรัฐบาลให้ได้ ทั้งที่พรรคตัวเองแพ้ บุคลิกของพรรคเลยเสียไปในสายตาของประชาชน ขนาดแพ้ยังไม่ยอมแพ้ถือว่าแหกกฎของกีฬาการเมือง ประชาชนต่างหมดความศรัทธา ทำลายชื่อเสียงตัวเองและฆ่าตัวเองตายโดยไม่รู้ตัว หากยังประพฤตินิสัยไม่ดีออกมาเรื่อยๆคนที่เคยรักเคยชอบต่างหันหลังให้เพราะได้เห็นธาตุแท้

ฉะนั้นการที่จะบังคับให้ใครรักเรา เราต้องทำตัวให้น่ารักก่อน นิสัยที่ไม่ดีควรเลิกซะหันมาประพฤติตัวเยี่ยงนักการเมืองที่น่ารักเหมือนในต่างประเทศ ก็จะเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนในโอกาสต่อไป การเล่นอีแอบหรือซ่อนใต้ดินมันยิ่งทำให้ประชาชนยิ่งเกลียดยิ่งชังไม่มีวันจะเอาชนะใจประชาชนในทางนี้ได้ เพราะประชาชนขยะแขยงในด้านความคิดเห็น แล้วใครจะเลือกพวกคุณเข้ามาบริหารประเทศ กลับตัวกลับใจเสียใหม่มันยังไม่สายเกินรอ.............


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

แมวขาวแมวดำ

บทความ โดย ปูนนก

ครั้งหนึ่งท่านอดีตผู้นำจีนผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของสโลแกน 4 ทันสมัยอันลือลั่น ท่าน เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เคยกล่าวเอาไว้เป็นอมตะวาจาว่า แมวไม่ว่าจะสีขาวหรือสีดำ ถ้าจับหนูได้ก็ใช้ได้ ในการต่อสู้ทางการเมืองนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่คู่แข่งขันจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้อำนาจรัฐมาครอบครองให้ได้ เพราะนั่นคือเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ชัยชนะและเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ การต่อสู้ทางการเมืองไม่ใช่การต่อสู้ในลักษณะ ธรรมะกับอธรรม แต่เป็นการต่อสู้ในเชิง ปรัชญาแนวความคิดและมุมมอง ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การต่อสู้ในเชิงอุดมคติเพื่อความถูกต้องหรือการ ผดุงคุณธรรม ดังนั้นถ้าใครก็ตามมองการเมืองในเชิงอุดมคติ หรือเชิงคุณธรรมความดีความเลว ก็อาจจะทำใจยากที่จะวิเคราะห์หรือยอมรับการกระทำบางอย่างของบุคคลที่เรียกว่า นักการเมือง

ผู้ที่ที่เข้ามาสู่แวดวงอำนาจทางการเมือง และการแสวงหาอำนาจบารมีในการปกครองนั้นพวกเขามีความคิดที่ แตกต่าง ไปจากบุคคลธรรมดาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง การนำเอาแนวคิดของสังคมชาวบ้านปกติที่มีพื้นฐานแห่งความโอบอ้อมอารี มีความรักผูกพันกัน มีความจริงใจ ขาวคือขาวดำคือดำ มาใช้ในการตัดสินนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และนี่คือสิ่งที่ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปไม่เข้าใจ หรือยากที่จะเข้าใจได้ ซึ่งนักการเมืองทั้งหลายต่างก็รู้จุดอ่อนในเรื่องนี้ดี พวกเขาจึงนำเอาจุดอ่อนของชาวบ้านที่มีความจริงใจเหล่านี้ มาเป็นเครื่องมือในการขึ้นสู่อำนาจเสมอมา

มีคำกล่าวให้ได้ยินบ่อย ๆ ว่า ในทางการเมืองนั้น ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูที่ถาวร นี่ไม่ใช่สิ่งที่เกินเลยแต่อย่างใด ผู้นำทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ใช่ผู้นำที่ดีงามบริสุทธิ์ผุดผ่องขาวสะอาด อย่างที่ชาวบ้านเข้าใจกัน ทุก ๆ คนต่างก็ผ่านการละเลงเลือด, การหักหลัง, การทำลายฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ตนเองได้ขึ้นสู่อำนาจมาแล้วทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น เหมา เจ๋อ ตุง, เจียง ไค เช็ค, โฮจิมินท์, เลนิน, สตาลิน, ยอร์ช วอร์ชิงตัน, อับราฮาม ลินคอน, หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนราชวงศ์ ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งดี หรือสิ่งเลว แต่เป็นการช่วงชิงเพื่อขึ้นสู่อำนาจที่จะได้ครอบครองบ้านเมือง ถ้าไม่ทำก็ไม่มีโอกาสได้อำนาจนั้นมา ดังนั้นถ้าชาวรากหญ้าอย่างเรา ๆ นำเอาความคิดแบบอุดมคติไปใช้ในการพิจารณาเรื่องราวทางการเมือง ก็จะทำให้ไม่สามารถเข้าใจและวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องอย่างแน่นอน........

ส่วนผู้นำการต่อสู่อีกลักษณะหนึ่งที่ไม่พยายามนำตัวขึ้นสู่อำนาจแต่เป็นไปในเชิงสัญลักษณ์ ก็มักจะไม่อาจอยู่รอดได้เช่น มหาตะมะ คานธี, ก็จะถูกไล่ล่า และถูกสังหารไปในที่สุด เพียงเพราะไม่มีอำนาจอยู่ในมือของตน ด้วยเหตุนี้การต่อสู้ทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิง ปรัชญาแนวคิด ในทางการเมืองนั้น สิ่งสำคัญก็คือจะต้องทำทุกสิ่งให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองเสียก่อน จากนั้นจึงจะสามารถนำแนวคิดของตนเองนั้นมาใช้หรือส่งต่อไปสู่การปฏิบัติได้ ถ้าไม่ได้อำนาจนั้นมาก็ไม่มีทางที่จะทำอะไรได้ และตนเองก็อาจจะถูกกำจัดจากผู้ที่คิดต่างออกไปก็เป็นได้

เมื่อเริ่มแรกท่านนายกทักษิณ ได้เข้ามาสู่แวดวงการเมืองด้วยความคิดที่นำเอาปรัชญาแบบชาวบ้านเข้ามาใช้คือ มีความจริงใจ แสดงความเอื้ออาทร มีความเกรงใจ รักผูกพัน ให้ความเคารพนบนอบต่อผู้อาวุโส และเชื่อมันในความถูกต้อง ผิดคือผิดถูกคือถูก ซึ่งในระยะแรก ๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะท่านยังไม่ได้รับความนิยมอะไรมากนัก เรียกได้ว่ายังไม่ได้ขึ้นสู่อำนาจอย่างแท้จริง แต่พอแนวคิดและปรัชญาการทำงานของท่าน ทำให้ท่านได้ก้าวเข้ามาสู่อำนาจอย่างเต็มตัว ด้วยอำนาจที่มาจากความนิยมของประชาชน เพราะผลงานของที่หลากหลายและเป็นรูปธรรมที่สัมผัสได้จริง ทำให้ท่านจึงถูกสิ่งที่เรียกว่า การเมือง เล่นงานอย่างเจียนเป็นเจียนตาย การถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงการถูก การเมือง หักหลัง และหลอกลวงอย่างชัดเจนที่สุด ครอบครัวต้องระหกระเหิน เร่รอน พลัดที่นาคาที่อยู่ และล่าสุดต้องถึงกับ บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องหย่าขาดกับภรรยา เพียงเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวไม่ให้ได้รับผลกระทบไปมากกว่านี้ (ซึ่งสำหรับสังคมไทยแล้ว การหย่าร้างถือเป็นสิ่งเลวร้ายมาก)

การเมือง ไม่มีขาวหรือดำ มีแต่เพียงทำอย่างไรถึงจะครอบครองอำนาจให้ได้ เพราะถ้าผู้ใดครองอำนาจ ผู้นั้นเป็นผู้เขียนกฎ ด้วยเหตุนี้ระยะหลัง ๆ เราจึงเห็นท่านนายกทักษิณ ได้กระทำหลายอย่างที่ต่างไปจากสมัยที่ท่านเคยเป็นนายกในระยะแรก ๆ ก็เพราะว่าท่านนายกทักษิณ เข้าใจถึงการต่อสู้ทางการเมืองมากยิ่งขึ้นว่า ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ครอบครองอำนาจรัฐมาให้ได้ มิฉะนั้นไม่ใช่เพียงแค่ สู้ไม่ได้ แต่จะ ไม่มีโอกาสได้สู้ เสียด้วยซ้ำ

หลังจากที่ท่านนายกทักษิณ โฟนอิน เข้ามาในงานความจริงวันนี้ที่สนามราชมังคลาฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีข่าวท่านนายกทักษิณมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างจะแข็งกร้าวพอสมควร การให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าตนเองเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และต้องการที่จะมีความเป็นอิสระไม่ถูกผูกมัด กระแสข่าวการเดินทางไปประเทศโน้นประเทศนี้โดยไม่สามารถหาที่อยู่แน่นอนได้ รวมทั้งมีข่าวลือหนาหูว่าท่านนายกทักษิณลอบเข้ามาในเมืองไทยในช่วงงานพระราชพิธีพระราชทางเพลิงศพพระพี่นางฯ ข่าวลือไม่มีที่มาเหล่านี้สร้างความหวั่นไหวอย่างมากให้กับเหล่าอมาตย์ที่เป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองกับท่านนายกทักษิณ

และโดยก่อนหน้านั้น พ.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ที่เคยเป็นไม้เบื่อไม้เมากับท่านนายกทักษิณ สมัยท่านเป็นนายกอยู่นั้นและเคยเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในเรื่อง คาร์บอม ที่เคยลอบสังหารท่านนายกทักษิณ ก่อนที่ท่านนายกทักษิณจะถูกรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย. 2549 ในสมัยนั้นทุก ๆ มือต่างชี้ไปที่ พ.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญที่คอยทำลายท่านนายกทักษิณ จนถึงขั้นเอาชีวิตกัน แต่ทว่าหลังจาก พ.อ. พัลลภ ปิ่นเกล้า ได้เดินทางไปพบกับท่านนายกทักษิณ ที่ประเทศจีน จากนั้น พ.อ. พัลลภ ปิ่นมณี ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับท่านนายกทักษิณ จนถึงขั้นจะเอาชึวิตกันก็กลับมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความ จงรักภักดี ที่ท่านนายกทักษิณ มีต่อสถาบันอย่างมั่นคง 100% และดูเหมือนจะออกมายืนเคียงข้างท่านนายกทักษิณ และพร้อมจะแตกหักกับเพื่อนรักร่วมรุ่นอย่าง พล.ต. จำลอง ศรีเมือง

ขณะนี้ท่านนายกทักษิณ ต้องการที่จะเอาชนะทางการเมืองเพื่อแนวคิดแบบประชาธิปไตย และในการต่อสู้ทางการเมืองนั้นจุดมุ่งหมายก็คือ ต้องครอบครองอำนาจรัฐ ให้ได้ การที่ พ.อ. พัลลภ ปิ่นมณี เคยเป็นศัตรูตัวร้ายของท่านนายกทักษิณ มาก่อน แต่ในที่สุดจะโดยอะไรก็ตามท่านนายกทักษิณ สามารถทำให้ พ.อ. พัลลภ ปิ่นมณี จากที่เคยยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามและเป็นศัตรู กลับกลายมาเป็นมิตรและยืนอยู่ฝ่ายเดียวกันได้ ในกรณีนี้ถ้านำแนวคิดเชิงอุดมคติแบบชาวบ้านรากหญ้าทั่ว ๆ ไป (แบบเรา ๆ ท่าน ๆ) มาพิจารณาโดยใช้มุมมองในลักษณะของ ขาวก็คือขาวดำก็คือดำ ใครที่เคยเป็นศัตรูกันมาก่อนถึงขั้นเอาชีวิตกันมาแล้วนั้น ยากที่จะไว้ใจได้ ไม่ควรจะนำมาร่วมทำงานด้วย วิธีคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้กับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงครับ

วันนี้ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ได้ก่อตั้งมูลนิธิฯ buildingbetterfuture foundation ขึ้นมาแล้วน่ะครับ http://www.buildingbetterfuture.org/advisors/dr-thaksin-shinawatra มูลนิธิฯ นี้เป็นฐานกำลังอีกทางหนึ่งที่ท่านนายกทักษิณ ต้องการรวบรวมกำลังจากทั่วทั้งโลก ในการต่อสู้ทางการเมืองในทุกวิถีทาง ขณะที่ฝ่ายอมาตย์ก็รวบรวมกำลังของตนเองจากทั่วโลกเช่นกัน การที่ท่านนายกทักษิณ ถูกถอนวีซ่า ไม่อนุญาตให้เข้าประเทศอังกฤษอีก นั่นก็ไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่มาจากแนวร่วมของอมาตย์ที่แสวงหามาจากทั่วโลกเช่นกัน

ดังนั้นการต่อสู้ทางการเมืองในวันนี้ การนำศัตรู 1 คนมาเป็นมิตรได้ ก็เท่ากับทำลายศัตรูและเครือข่ายของศัตรูได้ไม่น้อย และเท่ากับเพิ่มกองกำลังในการต่อสู้ฝ่ายประชาธิปไตยขึ้นมาได้มากมาย ดังนั้นในชั่วโมงนี้ท่ามกลางการต่อสู้ทางการเมืองที่กำลังเข้าสู่จุดแตกหักในเวลาอีกไม่นานนี้ แมวสีขาวหรือแมวสีดำ ขอให้จับหนูได้ก็ใช้ได้ และนี่คือการต่อสู้ทางการเมืองที่จะนำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศไทยเพื่อพี่น้องคนไทย และลูกหลานของเราในอนาคตในอีกไม่นานนี้น่ะครับ

ปูนนก

จาก thaifreenews

Wednesday, November 19, 2008

ชูธงประชาธิปไตยให้สูงเด่น ขจัดเหลือบวงการสื่อ ลุกฮือบอยคอตทั่วประเทศ เริ่มวันนี้ที่ตัวคุณ!!


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 พฤศจิกายน 2551

*****หากคุณเชื่อว่าใครควบคุมข้อมูลข่าวสารไว้ในมือได้ ผู้นั้นก็คือฝ่ายควบคุมอำนาจ จงอย่าเพิกเฉย จงอย่าบอกว่า"ไม่เป็นไร" ปล่อยเป็นธุระของคนอื่นๆเถอะ แต่จงถือเป็นภารกิจที่คุณก็มีส่วนร่วมกับฝ่ายประชาธิปไตยได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ชูธงประชาธิปไตยให้สูงเด่น ร่วมพลังประชาชาติไทยทั้งมวลขจัดเหลือบวงการสื่อ ลุกฮือบอยคอตทั่วประเทศ เริ่มแล้ววันนี้ที่ตัวคุณเอง!!(หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆถ้าคุณจะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปให้กว้างไกลที่สุด และก่อผลสะเทือนโดยไวที่สุด ทุกสื่อทุกช่องทางที่คุณทำได้*****



วาทกรรม"คุกคามสื่อ คือคุกคามประชาชน"ที่คนแวดวงสื่อสร้างขึ้นในรอบหลายปีมานี้ ถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลาว่าเป็นเพียงมายาภาพ และอคติที่มีต่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น เพราะความจริงคือการ"คุกคามผลประโยชน์ของนายทุนสื่อ"ต่างหาก

ดังจะเห็นได้จากนายทุนสื่อค่ายต่างๆพากันสามัคคีทำลายทักษิณจนย่อยยับ แต่กับรัฐบาลเผด็จการคมช. หรือม็อบพันธมิตรผู้ใหญ่โตคับประเทศ แม้จะมีการคุกคามละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง วงการสื่อก็ไม่เคยจะออกมาก่นประนามแม้แต่น้อย ซ้ำยังร่วมมือหรือเป็นลูกมือให้อย่างไร้ยางอาย เช่น การส่งคนของสื่อเข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ หรือวุฒิสภาจากการลากตั้ง หรือไปกองอยู่บนเวทีพันธมิตร และแสดงบทบาทผ่านสื่อต่างๆว่าเลือกข้างฝ่ายเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเปิดเผยล่อนจ้อน

เรามาทำความรู้จักสื่อแต่ละค่ายอย่างคร่าวๆว่าใครเป็นใคร มีเครือข่ายอย่างไร ก่อผลสะเทือนแก่ประเทศชาติ ทำลายฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไรบ้าง และประชาชนข้างฝ่ายประชาธิปไตยควรกำหนดท่าทีต่อพวกเขาอย่างไรให้สาสมกับกรรมที่ก่อต่อประเทศชาติของเรา

หมายเลข1 สนธิ ลิ้ม-ทุกคนรู้จักสนธิลิ้มดีอยู่แล้ว ก่อนหน้านั้นเขาชมทักษิณออกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ว่า"ทักษิณเป็นนายกฯที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา" นั่นก็เพราะยังสมประโยชน์กับทักษิณอยู่ รัฐบาลทักษิณถึงกับให้เวลาทางช่อง9กับเขาทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และให้รัฐวิสาหกิจต่างๆลงโฆษณาช่วย ซึ่งกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นการทำลายตัวทักษิณเองให้ย่อยยับในเวลาต่อมา

สนธิกับน้ำข้าวให้ประธานสภาการนสพ.-สุวัฒน์ ทองธนากุล พาดหัวผู้จัดการรายสัปดาห์"นาย"แน่มาก เอาอกเอาใจสนธิลิ้ม ทั้งนี้สุวัฒน์มีอีกฐานะหนึ่งเป็นประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ทำไมสนธิแค้น?-สนธิไปเตรียมทำช่อง11News1ไว้แล้ว ลงทุนครบหมด แต่ทักษิณไม่ยกช่องทีวีนี้ให้,ทักษิณยังไม่ต่อวีซ่าให้วิโรจน์ นวลแข เป็นกก.ผจก.ใหญ่แบงก์กรุงไทยด้วย ทำให้การแฮร์คัตหนี้เน่าเครือผู้จัดการสะดุดลง เขาจึงประกาศชนแบบ"ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง"

เครือข่ายของสนธิ เช่น สำราญ รอดเพชร เคยทำงานITVเป็นลูกน้องเก่าทักษิณ ต่อมาโดนทักษิณปลดออก และสนธิรับเข้าทำงานด้วย จึงทำงานให้สนธิแบบถวายชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณ และถือโอกาสชำระแค้นที่ทักษิณปลดออก,คำนูณ สิทธิสมาน เคยเขียนเชียร์ระบอบรัฐธรรมนูญ ตอนนี้เขียนตามใบสั่งสนธิ เขาได้รางวัลเป็นสนช.สมัยเผด็จการคมช. ตอนนี้ได้เป็นวุฒิสภาลากตั้ง เช่นเดียวกับชัยอนันต์-ชัยสิริ สมุทวนิช และปราโมทย์ นาครทรรพ ไพศาล พืชมงคล และลูกทีมอย่างพวกสโรชา ปานเทพ สุรวิชช์ ต่อพงษ์ ที่ทำงานตามใบสั่งสนธิฯลฯ

วสันต์ ภัยหลีกลี้ สามีของรุ่งมณี เมฆโสภณ ลูกน้องใกล้ชิดสนธิอีกรายก็เป็นเครือข่ายที่สนธิส่งไปเป็นผอ.ช่อง9ด้วย ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลเพิ่งจะแซะวสันต์ออกไปได้ หลังจากปล่อยเป็นหอกข้างแคร่มานาน

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสนธิและเครือข่าย-ควรบอยคอต งดซื้อ งดอ่าน งดดู งดการอุดหนุนสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ลงโฆษณากับASTV และสื่อเครือผู้จัดการ

หมายเลข2 สุทธิชัย หยุ่น-สุทธิชัยอาศัยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ฉวยโอกาสสนับสนุนอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นเป็นนายกฯลากตั้งรอบ2 แล้วอ้างว่าสื่อไม่มีอิสระถูกรัฐทหารครอบงำ จึงชงเรื่องแจ้งเกิดทีวีเสรี แล้วตบเองกินเองด้วยการคว้าสัมปทานITVมาจากรัฐบาลอานันท์ ด้วยข้อเสนอจ่ายค่าสัมปทานแพงบรรลัย แต่ไม่มีปัญญาจ่าย แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่มีคุณหญิงฉุยฉาย(คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ภริยาจอมพลปฐมพงษ์ เกษรศุกร์)เกือบถวายพายให้หยุ่นสำเร็จ หากไม่โดนฝ่ายค้านขวางลำเอาไว้ทัน

ทำไมหยุ่นแค้นทักษิณ?-แต่ในที่สุดทักษิณก็เข้ามาเทกโอเวอร์ITVไป ทำให้สุทธิชัยกับเครือเนชั่นคลั่งแค้น ตามเช็กบิลไม่เลิก(ทักษิณเคยตามรังควานหยุ่นแทบจนตรอกเหมือนกัน แม้ตกจอITVไปอยู่กับTTVสร้างแบรนด์NationChannelขึ้นมา และทำผิดกฎหมายด้วยการลอบส่งสัญญาณจากต่างประเทศเข้ามา หวังจะออกอากาศทั่วประเทศ แต่โดนกรมประชาสัมพันธ์ยุครัฐบาลทักษิณสกัดไว้ แค้นนี้จึงใหญ่หลวงนัก)


เครือข่ายสุทธิชัย-ลูกน้องของเขากระจายไปตามช่องต่างๆอย่างกนก รัตน์วงศ์สกุล ธีระ ธัญไพบูลย์ จอมขวัญ หลาวเพชร รวมทั้งเทพชัย หย่อง น้องชายของเขาที่ไปยึดกุมTPBS(หรือITVเก่า)เอาไว้แบบฟรีๆ มีรัฐบาลจ่ายเงินให้ปีละ2พันล้าน(เพื่อด่ารัฐบาลหรือฝ่ายทักษิณ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าสัมปทานซักแดงเดียวแบบITV) หรือลูกน้องเก่าอย่างสรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือกรุณา บัวคำศรี(แกนนำ30กบฎITV)

จะเห็นว่าหลังรัฐประหาร19กันยา ค่ายสุทธิชัยได้ผลประโยชน์เป็นกอบเป็นกำ เพราะสุทธิชัยเป็นคนสงขลาบ้านเดียวกับพล.อ.เปรม ซึ่งเปรมนั้นเป็นพวกจังหวัดสงขลาลิสซึ่ม ทำให้เขาได้เวลาตามทีวีช่องต่างๆมาก ทั้ง 3 5 7 9(ยกเว้น11) รวมทั้งTPBSทั้งช่อง และ"รับงาน"จากฝ่ายเปรม รวมทั้งชำระแค้นแต่หนหลังด้วย

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสนธิและเครือข่าย-ควรบอยคอต งดอ่านสื่อเครือNATION งดดูหรืองดสนับสนุนทีวีในเครือNATIONทั้งNATION CHANNEL รายการทีวีที่มีเด็กในคาถาหยุ่นไปทำคือพวกเทพชัย กนก ธีระ จอมขวัญตามช่อง 3 5 7 9 TPBS และงดอุดหนุนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่สนับสนุนรายการเหล่านี้

หมายเลข3 เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง-เจิมศักดิ์ดังมาจากรายการมองต่างมุมทางช่อง11และมามีรายการทางช่อง9โดยก่อตั้งบริษัทว็อตช์ด็อกขึ้น ในเบื้องต้นมีทักษิณร่วมถือหุ้น และอุดหนุนโฆษณาด้วย แต่ต่อมาแตกแยกกัน เพราะเจิมศักดิ์วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณแบบไม่ใช่มิตรแต่เป็นแบบศัตรูมากขึ้น


ทำไมเจิมศักดิ์แค้นแม้ว?-เพราะตอนทักษิณเป็นรัฐบาล เจิมศักดิ์ประเดิมจ้องวิจารณ์ทักษิณเป็นรายแรกๆ จนเขาต้องหลุดผังทั้งทีวี และวิทยุหลายรายการ ต้องหนีไปทำรายการทีวีกับASTVของสนธิลิ้ม และวิทยุ92.25ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์

เครือข่ายเจิมศักดิ์-เจิมศักดิ์มีมือขวาคือแม็ค-เถกิง สมทรัพย์ รองผอ.TPBS เถกิงเคยเป็นบก.หนังสือชุด"รู้ทันทักษิณ"ให้เจิมศักดิ์ ยิ่งตอนนี้เถกิง(ที่มีเจิมศักดิ์ยืนอยู่ข้างหลัง)มาผนึกกับเทพชัย หย่อง น้องชายของสุทธิชัยหยุ่น และหัวหน้ากบฎITVคือกรุณา บัวคำศรี(อดีตรองเลขาสนนท.ยุคปริญญา เทวานฤมิตกุล)มาทำTPBS ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่า ทำไมTPBSที่นำเงินจากภาษีบาปเหล้าบุหรี่ จึงได้เป็นปฏิปักษ์กับพวกทักษิณและเชียร์พันธมิตรออกนอกหน้า

นอกจากนั้นเครือข่ายของเจิมศักดิ์ยังประกอบด้วยพรรคพวกจากว็อตช์ด็อก เช่น เกษมสันต์ วีระกุล พิรุณ ฉัตรวณิชกุล(สามีของชลธิรา สัตยาวัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต)วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ และนักข่าวสนามและระดับหัวหน้างานในTPBSอีกเพียบ

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสนธิและเครือข่ายบอยคอตสื่อเครือเจิมศักดิ์ทั้งทางASTV 92.25 TPBS และงดอุดหนุนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณากับรายการเหล่านี้

หมายเลข4ขรรค์ชัย มติชน-มูลเหตุมาจากขรรค์ชัยแค้นที่มีกระแสข่าวว่าอากู๋แกรมมี่-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม จะเข้ามาเทกโอเวอร์ โดยเชื่อว่าอากู๋มีทักษิณอยู่เบื้องหลัง เลยต้องเช็กบิล


เครือข่ายของขรรค์ชัย-ส่วนใหญ่เป็นคอลัมนิสต์ในเครือเช่นบุญเลิศ ช้างใหญ่ นงนุช สิงหเดชะ ซึ่งมีจุดยืนตามราวีพวกทักษิณและเชียร์รัฐประหาร เชียร์พธม.ตลอด แต่ระยะหลังเริ่มมีปัญหากับสนธิลิ้ม เพราะพันธมิตรไปคุกคามสื่อด้วยการกระชากตัวนักข่าวเครือมติชนประจำทำเนียบ ข่าวสดจึงเล่นงานกลับด้วยข่าวเชิงลบ ใหญ่สุดคือบทสัมภาษณ์พระเทพ"No,I don't think so, they do for themselfes."ทำให้สนธิประกาศคว่ำบาตรเครือมติชน ซึ่งทำให้เครือมติชนเริ่มมีบทบาทนำเสนอข่าวตรวจสอบพันธมิตร

ล่าสุดบุญเลิศเขียนบทความเรื่อง"สื่อคุกคามสื่อ และคุกคามประชาชน"พร้อมกับเหน็บว่าสภาการหนังสือพิมพ์ที่มีลูกน้องของสนธิเป็นประธานไม่ได้ทำอะไรเลยในการที่สนธิคุกคามมติชน จนอยากให้เลิกสภาการนสพ.แล้ว ส่วนนงนุชนั้นเพิ่งกลับลำมาด่าสนธิลิ้มด้วยการเขียนบทความเรื่อง"จุดตายของพันธมิตร คือการปิดกั้นเส้นทางขบวนเสด็จ"แต่ก็ยังอาลัยอาวรณ์อยากให้สนธิลิ้มกลับไปเหมือนเดิม คือเน้นทำลายทักษิณ ห้ามมาด่ามติชน

มติชนเป็นอีกค่ายที่ได้ผลประโยชน์จากรัฐประหาร19กันยาฯ สมหมาย ปาริจฉัตร ระดับบริหารคนหนึ่งได้รางวัลเป็นสนช. ส่วน"อาจารย์ป๋อง"พงษ์ศักดิ์ พยัควิเชียร ผู้บริหารมติชนอีกรายไปเป็นประธานบอร์ดอสมท. แต่ก็ยังดีที่ว่าไม่ได้ยอมยกช่อง9ให้ตามแรงปรารถนาของสนธิลิ้ม แต่ลิ้มก็ยังอุตส่าห์ส่งคนในคาถาคือวสันต์ ภัยหลีกลี้เข้ามาเป็นผอ.จนได้(ซึ่งเป็นเหตุให้ค่ายมติชนกับผู้จัดการขบเหลี่ยมกันมาลึกๆถึงเวลานี้)

ล่าสุดมติชนเปิดศึก2ด้านกับฝั่งค่ายสำนักข่าวINNด้วย โดยกล่าวหาว่าINNนั่งเทียนเขียนข่าวลวงโลกว่าหลายประเทศยินดีต้อนรับให้ทักษิณไปลี้ภัย หรือให้ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นตามคำผู้บงการคือทักษิณ ทั้งที่ทักษิณไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับค่ายINNเลย แถมเป็นขมิ้นกับปูนกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายทุนค่ายนี้คือUCOMคู่แข่งโทรมือถือ หรือสนธิญาณ หนูแก้ว คนก่อตั้งก็เคยเข้าไปยึดITVหลังรัฐประหาร19กันยาฯ


การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อค่ายมติชนควรดูท่าที หากมติชนหันมานำเสนอข่าววิจารณ์พันธมิตรมากขึ้น หรือทำข่าวแบบกลางๆมากขึ้น ควรให้การสนับสนุนสื่อในเครือทั้งมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ และสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณาอุดหนุนในเครือนี้ แต่หากทำตัวเลวเมื่อไหร่ ก็ต้องบอยคอตเช่นกัน

หมายเลข5ประสงค์ สุ่นศิริ- อดีตเลขาธิการนายกฯยุครัฐบาลเปรม ต่อมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในยุคพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ต่อมาจำลองให้ประสงค์ออก แล้วไปทาบทามนักธุรกิจสื่อสารคือทักษิณมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศแทน ทำให้ประสงค์แค้นตามราวีทักษิณมาต่อเนื่อง โดยมีบทบาททางเปิดที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า บทบาททางปิดกับเครือข่ายชนชั้นนำโดยสุมหัวกันประจำที่ดุสิตธานี และพวกทหารสายเหยี่ยว และทหารแก่บนเวทีพันธมิตร

เครือข่ายประสงค์-มีประพันธ์ คูณมี คนใกล้ชิดของเขาเล่นบทในทางเปิดอยู่ในเวทีพันธมิตรประสานงานระหว่างเปรมกับสายเหยี่ยวทั้งหลาย และฟากฝ่ายสนธิลิ้ม นอกจากนั้นมีวัชระ เพชรทอง อดีตนักศึกษาโข่งม.ราม ผู้เขียนหนังสือเชิดชูเชกูวาร่า ทำท่าเป็นฝ่ายซ้ายมาก่อน ตอนนี้ได้เป็นส.ส.ประชาธิปัตย์สมใจในการเลือกตั้งซ่อมหนล่าสุด


การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยประสงค์เสี้ยมและเครือข่าย-บอยคอตแนวหน้า และสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณากับแนวหน้า งดเลือกเด็กในคาถาของประสงค์หากลงเลือกตั้ง

หมายเลข6 เปลว สีเงิน-หรือโรจน์ งามแม้น เขาออกจากไทยรัฐของป๊ะกำพล วัชรพล มาก่อร่างสร้างตัวเอง และมีบทบาทเป็นฝ่ายค้านโจมตีทุกรัฐบาล ในยุคประชาธิปัตย์หนังสือพิมพ์สยามโพสต์ของเขาถูกคนของไตรรงค์ สุวรรณคีรี บุกไปคุกคาม ถูกฟ้องดำเนินคดีสารพัด ต้องเปลี่ยนหัวเป็นไทยโพสต์ในตอนนี้


ในยุคของทักษิณเขาถูกปิดกั้นทุกช่องทาง ทั้งการตลาด การจัดจำหน่าย แม้แต่การผลิต ซึ่งเดิมเคยได้เครดิตจากโรงพิมพ์สยามกีฬาของเฮียระวิ โหลทอง ต่อมาเฮียระวิถูกกดดันหนักจนต้องเลิกพิมพ์ให้เปลว ทำให้เปลวเปิดศึกกับทักษิณเป็นรายแรกๆ(ต่อมาเป็นเจิมศักดิ์ สุทธิชัย ขรรค์ชัย และสนธิในที่สุด แต่กรณีประสงค์นั้นเปิดศึกมานับแต่ทักษิณเสียบตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศแทนโน่นแล้ว)

เปลวมีบทบาทในการชำระหนี้แค้นกับทักษิณแบบไม่เข้าร่วมเวทีพันธมิตรเต็มรูปแบบ หลายๆครั้งเขาเตือนสติพวกพันธมิตร รวมทั้งครั้งนี้ด้วยว่าควรหาทางลง ไม่ใช่ม็อบตะพึดตะพือ

เครือข่ายของเปลว-เปลวเป็นนักรบอิสระ หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีตนเอง เขาไม่ยอมเป็นลูกมือให้ใคร เป็นตัวของตัวเอง ดังจะเห็นได้ว่าเขาเปิดพื้นที่ไทยโพสต์ให้คนอย่าง"ใบตองแห้ง"(นามปากกาของถึกหนังXXX)คอยเหน็บแนมพันธมิตรได้อย่างเสรี

การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อเปลวและเครือข่าย-เฝ้าระวัง

หมายเลข7 คนอื่นๆ เช่น

*อัญชลี ไพรีรักษ์ อดีตผู้อ่านข่าวช่อง7มาทำธุรกิจรายการวิทยุแล้วตามด่าทักษิณ เลยโดนปลดออกจากคลื่น หม้อข้าวโดนทุบจึงไปเข้าแก๊งกับเอกยุทธ อัญชัญบุตร ต่อมาก็มาประจำการที่เวทีพันธมิตร


*ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าว มีบทบาทหลักในการออกแถลงการณ์ด่าฝ่ายทักษิณ หรือฝ่ายประชาธิปไตย แต่ละเลยอีกฝ่าย มีเรื่องมาจากอากู๋แกรมมี่จะเข้าเทกโอเวอร์บางกอกโพสต์ที่ประดิษฐ์ทำงานอยู่ ประดิษฐ์เคยใส่เสื้อดำไปประท้วงในทำเนียบ ที่เขาทำงานเป็นนักข่าวประจำทำเนียบอยู่

อย่างไรก็ดีประดิษฐ์ยังมีข้อดีคือไม่รับใช้นักการเมืองฝ่ายใด บทบาทของเขาในสมาคมระยะหลังเป็นไปในทางสร้างสรรค์ คือร่วมมือกับสถาบันพระปกเกล้าจัดกิจกรรมสานสนทนาเพื่อยุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้น ซึ่งถือเป็นแง่มุมที่ควรชื่นชม


*สมชาย แสวงการ และสนธิญาณ หนูแก้ว กับเครือINN พวกนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสนง.ทรัพย์สิน และค่ายUCOM ช่วงท้ายๆก่อนทุบITVทิ้งแปรสภาพมาเป็นTPBSมีการส่งสนธิญาณเข้าไปยึดITVแต่ถูกต่อต้าน จึงเกิดการยุบITVตามมา และแปรสภาพเป็นTPBS แต่ก็ไปเข้าทางพวกหยุ่นอีกครั้ง(ซ้ำรอยตอนประมูลITVที่สนธิญาณก็แพ้ทางหยุ่นมาหนหนึ่งแล้ว)ล่าสุดค่ายINNโดนค่ายมติชนกล่าวหาว่ารับใช้ทักษิณกุข่าวลวงโลกเรื่องมีหลายประเทศพร้อมให้ที่พักพิงแก่ทักษิณ

ทั้งที่ทักษิณไม่มีความเกี่ยวพันอะไรกับค่ายINNเลย แถมเป็นขมิ้นกับปูนกันมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นนายทุนค่ายนี้คือUCOMคู่แข่งโทรมือถือ หรือสนธิญาณ หนูแก้ว คนก่อตั้งก็เคยเข้าไปยึดITVหลังรัฐประหาร19กันยาฯ ส่วนสมชาย แสวงการ ได้รางวัลเป็นสนช. และสว.ลากตั้งที่มีบทบาทแถวหน้ากับกลุ่ม40สว.ที่มีรสนา โตสิตระกูล และคำนูณเป็นตัวหัวโจก


*มัลลิกา บุญมีตระกูล-มัลลิกาเคยเป็นลูกน้องกินเงินเดือนทักษิณในITV แจ้งเกิดที่ITV เคยโดนปชป.ล้อมกรอบตอนทำข่าวปชป.ด้วยข้อหาว่าทำข่าวเข้าข้างทักษิณ มติชนเคยเชิดชูให้เป็นนักข่าวสาวเหล็ก ในภายหลังมัลลิกามีเรื่องกับทีมITVยุคท้ายๆจึงลาออกก่อนITVโดนยุบไม่นาน ไปลงเลือกตั้งกับพรรคเสธ.หนั่น เป็นลูกน้องใกล้ชิดเสธ. ทำงานตามใบสั่งเสธ. เมื่อเสธ.ไม่เอาแม้ว "ติ่ง"มัลลิกาก็ไม่เอาตามนาย ตอนนี้ปักหลักด่าพวกทักษิณอยู่วิทยุคลื่น105ตอนเย็นๆกับทนายวันชัย


การกำหนดท่าทีของฝ่ายประชาธิปไตยต่อสื่อตามข้อ7-เฝ้าระวังในกรณีของค่ายINN,ประดิษฐ์(สมาคมนักข่าว),และINN แต่ควรบอยคอตอัญชลี กับมัลลิกา ด้วยการงดฟัง งดเสพ งดอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ลงโฆษณาด้วย

*****หากคุณเชื่อว่าใครควบคุมข้อมูลข่าวสารไว้ในมือได้ ผู้นั้นก็คือฝ่ายควบคุมอำนาจ จงอย่าเพิกเฉย จงอย่าบอกว่า"ไม่เป็นไร" แต่จงถือเป็นภารกิจที่คุณก็มีส่วนร่วมได้ง่ายมากๆ เพียงแค่ชูธงประชาธิปไตยให้สูงเด่น ร่วมพลังประชาชาติไทยทั้งมวลขจัดเหลือบวงการสื่อ ลุกฮือบอยคอตทั่วประเทศ เริ่มแล้ววันนี้ที่ตัวคุณเอง!!(หมายเหตุ:ไทยอีนิวส์ไม่สงวนสิทธิ์ใดๆถ้าคุณจะเผยแพร่เรื่องนี้ออกไปให้กว้างไกลที่สุด และก่อผลสะเทือนโดยไวที่สุด ทุกสื่อทุกช่องทางที่คุณทำได้*****

จาก thaienews

ศาลสั่ง"แมเนเจอร์ "ล้มละลาย หนี้ท่วม4พันล.ใช้บริษัทใหม่เปลี่ยนหัว"ผู้จัดการ" เป็น"ASTV-ผู้จัดการ"

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ล้มละลาย หนี้ท่วมกว่า 4,700ล้านบาท ทำให้นสพ.ผู้จัดการ ออกจำหน่ายในวันที่ 19 พ.ย.เปลี่ยนหัวจาก "ผู้จัดการ" เป็น "ผู้จัดการ 2551" ชั่วคราว จนกว่าจะจดหัวใหม่ว่า "ASTV-ผู้จัดการ" ในนามของบริษัท "เอเอสทีวี"


รายงานข่าวจากศาลล้มละลายกลางเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อบ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมาให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)ล้มละลายเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลเห็นชอบได้ โดยศาลไม่เห็นชอบไม่ขยายระยะเวลาการดำเนินการตามแผนฟื้นฟูตามที่ผู้บริหารแผนยื่นคำร้อง


รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้ศาลนัดพิจารณาเรื่องคำร้องขอขยายระยะเวลาดำเนินการตามแผนฟื้นฟู ในวันที่ 29 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากผู้บริหารแผนได้รับรายงานข้อเท็จจริงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้โอกาสผู้บริหารแผนได้ทำคำชี้แจงเกี่ยวกับรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จึงเลื่อนการพิจารณามาเป็นบ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551


แหล่งข่าวจากบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป กล่าวว่า ผลจากคำสั่งศาลดังกล่าว ทำให้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่ออกจำหน่ายในวันที่ 19 พฤศจิกายน ต้องเปลี่ยนหัวจาก "ผู้จัดการ" เป็น "ผู้จัดการ 2551" เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะจดหัวหนังสือพิมพ์ใหม่ว่า "ASTV-ผู้จัดการ"ในนามของบริษัท เอเอสทีวีหรือไทยเดย์ ดอทคอมซึ่งเป็นเจ้าของโทรทัศน์ เอเอสทีวีในปัจจุบัน


แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับพนักงานบริษัทซึ่งมีอยุ่ประมาณ 500 คน ฝ่ายบริหารได้เรียกประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเมื่อเช้าวันที่ 19 พฤศจิกายนว่า บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปจะทำหนังสือเลิกจ้างอย่างเป้นทางการ และให้พนักงานเขียนใบสมัครเป็นพนักงานบริษัทใหม่ในเครือของนายสนิธฺ ลิ้มทองกุลโดยพนักงานจะทำงานในตำแหน่งเดิมและเงินเดิมเท่าเดิมทุกอย่างรวมถึงกองบรรณาธิการนด้วย


"อย่างไรก็ตามประเด็นที่ยังไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนได้คือ เงินชดเชยจากการเลิกจ้างของบริษัทเดิมจะได้รับหรือไม่ เพราะการเข้าทำงานกับบริษัทใหม่ต้องนับเวลาใหม่ซึ่งจะทำให้พนักงานเสียสิทธิ์" แหล่งข่าวกล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลแพ่งมีคำสั่ง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2542 เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กร๊ป ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 และแต่งตั้งน.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เป็นผู้บริหารแผน โดยมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ 359 ราย เป็นจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้กว่า 4,726 ล้านบาท แต่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนได้จนศาลสั่งให้ล้มละลายในที่สุด