WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 20, 2008

พธม.เรียกชุมนุมใหญ่ 23พ.ย.เผด็จศึกรัฐบาล"จำลอง"ลั่นม้วนเดียวจบ"เสธ.แดง"ขู่มียิงทุกวันใครแจมจองวัด

พันธมิตรฯประกาศชุมนุมใหญ่ 23 พ.ย. จัดการขั้นเด็ดขาดรัฐบาล หลังเจอบึ้ม ตาย 1 บาดเจ็บกว่า 20 คน "จำลอง" ฟันธงไม่ยืดเยื้อ ม้วนเดียจบ "สนธิ" ลั่นไม่กลัว ตายเป็นตาย "เสธ.แดง" ขู่ต่อมียิงทุกวันใครแจม 23 พ.ย.จองวัดได้เลย


พธม.เรียกชุมนุมใหญ่ 23 พ.ย.เผด็จศึกรัฐบาล "จำลอง" ลั่นม้วนเดียวจบ "เสธ.แดง" ขู่มียิงทุกวันใครแจมจองวัดได้

พันธมิตรฯประกาศชุมนุมใหญ่ 23 พ.ย. จัดการขั้นเด็ดขาดรัฐบาล หลังเจอบึ้ม ตาย 1 บาดเจ็บกว่า 20 คน "จำลอง" ฟันธงไม่ยืดเยื้อ ม้วนเดียจบ "สนธิ" ลั่นไม่กลัว ตายเป็นตาย "เสธ.แดง" ขู่ต่อมียิงทุกวันใครร่วมแจม 23 พ.ย.จองวัดได้เลย


ยิงเอ็ม79บึ้มพันธมิตรดับ1-เจ็บ23

เกิดเหตุคนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง โดยล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อเวลา 03.25 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน โดยระเบิดตกลงบนหลังคาเต๊นท์ก่อนเกิดการระเบิดขึ้น เบื้องต้นคาดว่าเป็นเอ็ม 79 ทำให้เต๊นท์มีรูกว้างขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร จุดเกิดเหตุอยู่ห่างจากเวทีปราศรัย 15 เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายคือ นายเจนกิจ กลัดสาคร อายุ 48 ปี และบาดเจ็บ 23 ราย โดยมีอาการสาหัส 2 ราย


ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดทำให้ผู้ชุมนุมแตกตื่น แต่หลังจากเหตุการณ์สงบลง ผู้ชุมนุมกลับเข้าร่วมฟังการปราศรัยของพิธีกรบนเวทีตามปกติ โดยมิตื่นกลัวต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น


นายเด่น แผ่นศิลา อายุ 37 ปี เพื่อนนายเจนกิจซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ถูกระเบิด กล่าวว่า บริเวณจุดที่ระเบิดห่างจากจุดที่นายเจนกิจนอนราว 5 เมตร จากนั้นได้ยินเสียงระเบิด เมื่อหันไปก็เห็นนายเจนกิจมีบาดแผลที่บริเวณคอ จึงร่วมกับนางปิญชาน์ สุขภูตาทนันท์ ภรรยานายเจนกิจช่วยกันห้ามเลือด ขณะนั้นนายเจนกิจยังมีสติดี บอกว่า "ทำกันอย่างนี้เลย เล่นแรงจริงๆ"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมที่ทำเนียบในช่วงกลางวันค่อนข้างบางตา แต่เริ่มหนาแน่นในช่วงค่ำ ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น มีการตรวจค้นกระเป๋าผู้เข้าร่วมชุมนุมเข้มข้นมากขึ้น


รามาฯแถลงเหยื่อระเบิดถุงลมฉีกขาด


ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รองผู้อำนวยการ รพ.รามาฯ พร้อมด้วย ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี้ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี แถลงว่า ผู้เสียชีวิตถูกนำตัวส่งมารักษาที่ห้องฉุกเฉิน เมื่อเวลา 03.50 น.ในสภาพมีเลือดออกบริเวณปากจำนวนมาก แพทย์เร่งช่วยชีวิต แต่อาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตในเวลา 04.40 น.


ทั้งนี้ แพทย์สรุปสาเหตุการตายว่า "เกิดจากสะเก็ดระเบิด บริเวณคอด้านซ้ายทะลุเข้าเส้นเลือดแดง หลอดอาหาร ทำให้เสียเลือดมากจนช็อค ประกอบกับเนื้อปอดฟกช้ำมีเลือดออก ถุงลมฉีกขาดจากแรงระเบิด หากแรงระเบิดระดับนี้กระทบที่อวัยวะส่วนอื่นอาจไม่เสียชีวิต แต่รายนี้บังเอิญกระทบที่บริเวณเส้นเลือดแดงใหญ่ จึงทำให้เสียชีวิต" ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญกล่าว


เคลื่อนศพเหยื่อบึ้มชุมนุมหน้าบช.น.


เวลา 15.00 น. นางปิญชาน์ สุขภูตาทนันท์ ภรรยาของนายเจนกิจ ผู้เสียชีวิต นำบุตรและญาติประมาณ 20 คนเดินทางจาก จ.ชลบุรี เข้ารับศพนายเจนกิจที่ รพ.รามาธิบดี ทุกคนอยู่ในอาการโศกเศร้า ร้องไห้ หลังจากนั้นเคลื่อนย้ายศพไปยังรถตู้ก่อนเคลื่อนไปชุมนุมเรียกร้องขอความเป็นธรรม ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)


เมื่อเวลา 16.00 น. กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนศพไปตั้งยังศาลา 3 วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร และเวลา 16.30 น. มีพิธีรดน้ำศพ โดยมีแกนนำพันธมิตร ทั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ไปร่วมรดน้ำศพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ทั้งนี้ จะตั้งศพสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 20-26 พฤศจิกายน โดย พล.ต.จำลองกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า กลุ่มพันธมิตรจะช่วยเหลือดูแลครอบครัวนายเจนกิจอย่างเต็มที่


ลูกสาวเหยื่อลั่นพร้อมสู้เพื่อพ่อต่อ


ด.ญ.ลิปิการ์ กลัดสาคร อายุ 11 ปี บุตรสาวนายเจนกิจ กล่าวว่า เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยายเสียใจและร้องไห้ เพราะสงสารหลานทั้ง 4 คนที่ต้องสูญเสียพ่อไป ปกติพ่อและแม่จะมาร่วมชุมนุมนานๆ ครั้ง แต่พ่อจะไม่อนุญาตให้ลูกไปร่วมชุมนุมด้วย เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย


"รู้ข่าวการเสียชีวิตของพ่อเมื่อเวลา 07.00 น. แม่โทร.มาบอกให้เตรียมเสื้อไปให้พ่อ หนูก็ไปเตรียมเสื้อผ้าให้พ่อ เป็นชุดคาวบอย ซึ่งก่อนหน้านี้พ่อย้ำเสมอว่า หากเสียชีวิตให้นำชุดคาวบอยมาใส่ให้ อีกทั้งให้สังเกตโทรทัศน์ที่บ้านซึ่งปกติเปิดดูรายการอยู่เสมอ แต่หากไม่สามารถเปิดชมได้ตามปกติแสดงว่าพ่อมาหา ให้จุดธูปและนำข้าวมาให้พ่อด้วย หนูเสียใจและรู้สึกใจหายกับเรื่องนี้ แต่ไม่เคยกลัว และจะสู้เพื่อพ่อต่อไป แต่จะไม่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตร เพราะพ่อไม่ให้ไป หนูอยากเรียกร้องให้ฝ่ายที่ทำแสดงความรับผิดชอบ หนูคิดว่ารัฐบาลเป็นคนทำ เพราะที่ผ่านมามีการยิงแก๊สน้ำตา วางระเบิดŽ ด.ญ.ลิปิการ์กล่าว และว่า อยากให้คนดีๆ มาเป็นนายกฯแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะเห็นคลิปที่นายกฯ พาผู้หญิงเข้าโรงแรมม่านรูด


พันธมิตรนัด23พ.ย.ชุมนุมเผด็จศึก


เวลา 12.30 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ 5 แกนนำพันธมิตรได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายพิภพ ธงไชย ประชุมหารือก่อนร่วมกันแถลงข่าว โดยนายสนธิอ่านแถลงการณ์ว่า การใช้อาวุธสงครามระเบิดเข่นฆ่าประชาชนผู้มาชุมนุมร่วมกับพันธมิตร เกิดขึ้นซ้ำซาก พันธมิตรไม่อาจอดทนต่อรัฐบาลฆาตกรที่เข่นฆ่าประชาชนทุกวันอย่างอำมหิตโหดเหี้ยม และไม่อาจยอมรับสภาทาสของระบอบทักษิณได้อีกต่อไป


"พันธมิตรจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ระดมมวลชนครั้งใหญ่ ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เพื่อ "เผด็จศึก" เคลื่อนขบวนต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หน้ารัฐสภา จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนเข้าร่วมชุมนุมครั้งประวัติศาสตร์ จนกว่าสังคมไทยจะได้รับชัยชนะŽ (อ่านรายละเอียด น.2)


"จำลอง"ลั่นม้วนเดียวจบไม่ยืดเยื้อ


พล.ต.จำลองกล่าวว่า คิดว่าไม่มีทางซ้ำรอยวันที่ 7 ตุลาคม หากเป็นเช่นนั้นประชาชนทั้งประเทศลุกฮือแน่ แต่หากทำได้ บ้านเมืองก็ยกให้เขาไป การชุมนุมคราวนี้จะเป็นสุดท้ายของสุดท้ายแล้ว ม้วนเดียวจบ ไม่ยืดเยื้อ และอยากเรียกร้องให้ประชาชนออกมากันมากๆ หากรัฐบาลกระทำการรุนแรงขนาดนี้แล้ว ประชาชนยังจะนิ่งเฉยปล่อยให้รัฐบาลกระทำการที่ป่าเถื่อนเช่นนี้อีก โดยที่ไม่ได้ออกมาสู้ พันธมิตรเองก็คงต้องขนของกลับบ้าน แล้วก็ปล่อยให้บ้านเมืองนี้เป็นของทรราชไป ในการชุมนุมจากนี้ไปจะยุติการปราศรัยในเวลา 24.00 น. เพื่อให้ผู้ชุมนุมพักผ่อน และให้การ์ดพันธมิตรมีเวลาตรวจสอบพื้นที่โดยรอบเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุมมากขึ้น


นายพิภพกล่าวว่า การชุมนุมในวันที่ 23 พฤศจิกายน ต่อเนื่องไปวันที่ 24 พฤศจิกายน และอาจต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำให้รัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้อีก


นายสาวิตย์ แก้วหวาน เลขาธิการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า วันที่ 21 พฤศจิกายน สมาพันธ์ฯนัดประชุมแกนนำทั่วประเทศที่ห้องประชุมสมาพันธ์ฯ เวลา 09.00 น. เพื่อกำหนดมาตรการตอบโต้ เบื้องต้นจะให้พนักงานรัฐวิสาหกิจทั่วประเทศพร้อมใจหยุดงานเพื่อร่วมการชุมนุมในวันที่ 23 พฤศจิกายน


"ปฐมพงษ์"คาดยิงจากชุมชนวัดเบญจมฯ


ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 09.40 น. ที่ห้องสื่อมวลชน ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า จากการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุระเบิด พบว่าเป็นระเบิดที่ยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ซึ่งได้ปรับระยะการยิงจากเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน มั่นใจว่ายิงมาจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งการ์ดพันธมิตรเห็นว่าในช่วงเวลาที่เกิดเหตุมีคนเคลื่อนไหวอยู่บนดาดฟ้าในตึกดังกล่าว ทั้งนี้ เครื่องยิงกระสุนเหมือนปืน สามารถใส่กระเป๋าเป้สะพายขึ้นไปได้ และอาวุธที่ใช้น่าจะมาจากฝ่ายทหาร หรือตำรวจก็ได้


ต่อมา พล.อ.ปฐมพงษ์กล่าวบนเวทีว่า คาดว่าคนร้ายอาจจะยิงระเบิดมาจากชุมชนบริเวณวัดเบญจมบพิตร เพราะการ์ดพันธมิตรเคยขอเข้าไปตรวจสอบ แต่ถูกปฏิเสธ ขณะที่ รปภ.ของ ก.พ.ร.ยืนยันว่าไม่ใครเข้าไปก่อนเกิดเหตุ


"ตร.ตั้ง3ประเด็นเหตุบึ้มใส่ทำเนียบ


เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมปารุสกวัน 3 กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้ากรณีเกิดเหตุระเบิดในทำเนียบ หลังจากนั้นให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบจากผู้ชำนาญวัตถุระเบิดที่ดูจากสภาพศพ เชื่อว่าน่าจะเป็นระเบิดเอ็ม 79 และน่าจะเป็นชนิดยิง


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการสันติบาล (ผบช.ส.) กล่าวถึงเหตุระเบิดใส่กลุ่มพันธมิตรว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าคนที่ทำเป็นกลุ่มไหนต้องรอผลการพิสูจน์หลักฐานในพื้นที่ ซึ่งเขาให้เราเข้าพื้นที่ตรวจสอบช้ามาก ประกอบกับการข่าวที่เรามีเพื่อให้รู้ว่ากลุ่มไหนเป็นคนทำ ซึ่งมีประเด็นที่เป็นไปได้ 3 ประเด็น คือ 1.การทำเพื่อเรียกคนให้มาชุมนุมมากขึ้น เมื่อมีผู้ชุมนุมน้อยลง 2.ทำเพื่อไล่ให้คนไล่ออกจากพื้นที่ และ 3.เป็นความขัดแย้งกันเองของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งระยะหลังเริ่มมีความขัดแย้งกันบ่อยขึ้น แต่ตอนนี้ไม่สามารถฟันธงไปได้ว่าเป็นประเด็นไหน


พล.ต.ท.ธีระเดชกล่าวว่า เรื่องอาวุธที่นำมาใช้ในส่วนของทหารและตำรวจก็ให้กวดขันไม่ให้เล็ดลอดออกมา แต่อาวุธเหล่านี้อาจมาจากชายแดน มองว่าสถานการณ์ระเบิดล่าสุด คนที่ทำไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขนาดนั้น แต่อาจมีความผิดพลาด เพราะการตายของกลุ่มชุมนุมไม่มีผลดีกับฝ่ายใด


"สมชาย"รับห่วงพธม.ชุมนุมใหญ่


เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการ สมช. ผู้แทนเหล่าทัพ และผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าร่วม กระทั่งเวลา 15.50 น. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเป็นประธานการประชุม


เวลา 17.00 น. นายสมชายกล่าวว่า ระหว่างวันที่ 20-26 พฤศจิกายน ที่ไปร่วมประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ที่ประเทศเปรู มีรองนายกฯรักษาการเป็นลำดับ ส่วนงานความมั่นคง มีคนรับผิดชอบอยู่เป็นขั้นตอน


เมื่อถามว่า ห่วงเหตุการณ์ในวันที่ 23 พฤจิกายน ที่พันธมิตรนัดชุมนุมใหญ่หรือไม่ นายสมชายนิ่งคิด ก่อนตอบว่า "ก็เป็นห่วงอยู่ ผมถึงได้บอกว่า ประเทศนี้เป็นของเราทุกคน ช่วยกันหน่อย ช่วยกันดู คนที่มาชุมนุมก็เหมือนกัน ถ้ามาชุมนุมปกติ ทำตามกฎกติกา ไม่เป็นไร แต่ขอร้องว่าอย่าทำให้เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายกับคนอื่น หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง"


"เพื่อไทย"เล็งส่ง"มิ่งขวัญ"ชิงผู้ว่าฯกทม."แม้ว"รอกู้หน้า

แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 พ.ย. ว่า พรรคเพื่อไทยได้หารือการส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หลังนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปฏิเสธที่จะลงสมัครในนามพรรคพลังประชาชน ( พปช.) โดยพรรคได้พิจารณาเลือกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงสมัครชิงตำแหน่งแทน แต่ยังไม่สรุป เพราะอีกด้านหนึ่งก็ยังอยากเก็บนายมิ่งขวัญไว้เป็นแกนนำรุ่น 3 และทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในกรณีที่ พปช.ถูกยุบ อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะทุ่มเทให้กับการเลือกตั้งในเขต กทม.เต็มที่โดยจะใช้สนามผู้ว่าฯกทม.กู้หน้า ดังนั้น การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้จึงจะแพ้ไม่ได้

กองสลาก ยอมแล้ว ลุยหวยตู้ เริ่มธค.นี้

กองสลากสั่งเดินหน้าต่อหวย 2 ตัว 3 ตัว ออนไลน์ เตรียมส่งรายละเอียดให้คลังผลักดันเข้าครม.พิจารณาอีกรอบ คาดดำเนินการได้ทันภายในเดือนธ.ค.หลังครม.อนุมัติก็ลุยได้ทันที ไม่หวั่นโดนฟ้องเรียกค่าเสียหายขณะที่ "ล็อกซ เล่ย์" เริ่มอ่อน ถ้ากองสลากฯ ทำตามสัญญาชัดเจน ก็พร้อมเจรจาประนีประนอม ศาลปกครองกลางไม่รับคำร้อง "สุวัตร อภัยภักดิ์" ยื่นฟ้อง "หมอเลี้ยบ"

"หลังจากนี้คงเดินหน้าได้เร็ว เพราะสำนักงานสลากฯ เตรียมการทุกอย่างมานานแล้ว และมีการประ ชุมมาหลายครั้งแต่เมื่อมีคณะกรรมการและรัฐมนตรีใหม่ก็ต้องเสนอรายละเอียดให้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งในแง่ของกฎหมายได้ตรวจสอบทุกแง่ทุกมุมแล้วยืนยันว่าสำนักงานสลากฯ มีอำนาจดำเนินการได้ตามพ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่ง พ.ศ.2517 เพียงแต่ต้องยึดตามมาตรา 22 ให้เข้มงวดในเรื่องการจ่ายเงินรางวัล การแบ่งส่วนกำไรและการนำส่งเงินเข้ารัฐ จะต้องรักษาอัตราส่วนอย่างเคร่งครัดไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดได้แม้แต่นิดเดียว จึงต้องใช้เครื่องเข้ามาช่วยในการคำนวณ ทุกฝ่ายต้องทำตามขั้นตอนและหลังจากที่เรื่องนี้ชะงักมาและต้องรอความชัดเจนมานานเมื่อกระทรวงการคลังก็มีความชัดเจนแล้ว การเสนอเข้าครม.จะยิ่งทำให้เกิดความสบายใจขึ้น" นายปิยพันธุ์ กล่าว

นายปิยพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนที่คณะกรรมการเห็นชอบให้ผลักดันโครงการสลาก 2 ตัว 3 ตัวต่อ เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาแทนที่ให้หวยใต้ดินลดลงไปได้ แม้จะปราบปรามไม่หมดก็ตาม และยังช่วยแก้ปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ขายเกินราคาได้อีกทางหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาสำนักงานสลากฯ พยายามแก้ปัญหามาตลอดและพบว่าการมีสลาก 2 ตัว 3 ตัว ก่อนหน้านี้สามารถแก้ปัญหาได้จริง อีกทั้งเงินที่ได้จากการขายสลากพิเศษยังนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปและยังเป็นการช่วยสร้างอาชีพให้คนเดินโพยที่มีประมาณแสนคนด้วย

สำหรับประเด็นการฟ้องร้องของบริษัท ล็อกซเล่ย์ จีเทค เทคโนโลยี จำกัด นั้น นายปิยพันธุ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือกัน แต่เชื่อว่าทางสลากฯ คงหารือกันมาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากที่ครม.อนุมัติสลากฯ ก็เดินหน้าได้ทันที โดยต้องไปดูที่สัญญาเดิมก่อนเพราะขณะนี้ยังไม่ได้บอกเลิกสัญญากับทางล็อกซเล่ย์แต่อย่างใด แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะดำเนินการกับทางล็อกซเล่ย์ต่อหรือไม่

นายวันชัย สุระกุล รักษาการผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า รูปแบบสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว ที่จะเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณายังยึดรูปแบบเดิมที่จัดทำไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งรูปแบบเกม ที่มี 5 เกม และการจ่ายเงินรางวัลแบบผันแปรโดยยึดตามมาตรา 22 ที่กำหนดไว้ให้เป็นเงินรางวัล 60% ที่เหลือ 28% นำส่งเข้ารัฐและเป็นค่าดำเนินงาน 12% แต่อาจจะทบทวนและปรับปรุงอีกเล็กน้อย โดยต้องดูสัญญาอีกครั้งว่าเครื่องออนไลน์เดิมรองรับการแบ่งส่วนเงินรางวัลได้ตามกฎหมายหรือไม่ แม้ว่าที่ผ่านมาทางล็อกซเล่ย์จะปรับปรุงซอฟต์แวร์แล้วก็ตาม เพราะก่อนหน้านี้อาจจะทำได้แต่มาถึงวันนี้อาจจะทำไม่ได้ก็ได้

"ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานได้ศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ ทั้งกฎหมายสำนักงาน ทั้งหนังสือตอบข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่อนุญาตให้สำนักงานสามารถดำเนินการจำหน่ายสลากผ่านเครื่องอัตโนมัติได้ รวมทั้งการตั้งข้อสังเกตทางกฎหมายต่างๆ มาพิจารณาดูแล้ว และได้วางรูปแบบการจำหน่ายที่สามารถปิดช่องโหว่ต่างๆ ทางกฎหมายได้ทั้งหมดแล้ว" นายวันชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของสำนักงานที่เป็นคู่สัญญากับล็อกซเล่ย์ และจะถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายนั้น สำนักงานพยายามที่จะเจรจาประนีประนอมเพื่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐน้อยที่สุด และเชื่อว่าหากคณะกรรมการมีความชัดเจนใดๆ ก็จะแจ้งความคืบหน้าของที่ประชุมให้ทางล็อกซเล่ย์ทราบตลอด เพื่อให้ถูกมองว่าเป็นฝ่ายทำผิดสัญญา และนำไปสู่การฟ้องร้องได้ แต่หากจะฟ้องก็คงเป็นการปฏิบัติไปตามหน้าที่เท่านั้น แต่เราไม่ได้มีข้อบาดหมางกัน

ด้านนายตรีจักร ตัณฑ์ศุภศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทล็อกเซเล่ย์ฯ กล่าวว่า ทางบริษัทไม่มีนโยบายที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีอยู่แล้ว หากสำนักงานสลากฯ ปฏิบัติตามสัญญา เพราะต้องการเดินหน้าทำธุรกิจมากกว่าขึ้นศาล ซึ่งหากทางสำนักงานสลากฯ มีความชัดเจนว่าเดินหน้าโครงการต่อแน่ บริษัทก็พร้อมที่จะเจรจาประนีประนอมด้วย โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องร้องค่าเสียหายภายในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ตามกำหนดการเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับคำร้องของนายสุวัตร อภัยภักดิ์ พร้อมพวก 9 คน ที่ยื่นฟ้องนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นผู้ถูกร้องที่ 1 นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน ผู้ถูกร้องที่ 2 นายอนุรักษ์ จุรีมาศ ผู้ถูกร้องที่ 3 และครม.เป็นผู้ถูกร้องที่ 4 ที่ร้องว่า ให้ศาลปกครองมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ค. และเมื่อวันที่ 5 ส.ค. ทั้งหมด และขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งห้ามนายสุรพงษ์ นางอุไรวรรณ และนายอนุรักษ์ กระทำการใดๆ อันเป็นการใช้อำนาจหน้าที่สถานะความเป็นรัฐมนตรีแห่งตน โดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และพ.ร.บ. ระเบียบราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ประกอบกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องจนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษา

เพราะศาลฎีกาได้รับคำฟ้องของคณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ชี้มูลความผิดว่า ครม.ชุดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร การออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว (หวยบนดิน) ไม่ชอบ โดยรวมถึงผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ด้วย ซึ่งต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หลังจากศาลฎีกาฯ ได้รับแต่ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่ และมีเจตนาจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ออกมติครม.ในบางเรื่องที่เกี่ยวกับการเงิน การคลัง การธนาคาร ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศ และมีการแต่งตั้งบุคคล ที่มีอำนาจในการออกประกาศ คำสั่งใดๆ อันเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่แห่งตน ที่ประชาชนและผู้ฟ้องคดีทั้ง 9 ต้องถือปฏิบัติตามอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งในเรื่องการเงินการคลัง การธนาคาร เป็นเรื่องที่ต้องสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 9 ที่ต้องยอมรับและปฏิบัติตามมติครม.ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จากคำฟ้องดังกล่าวศาลปกครองได้พิเคราะห์ จากคำฟ้องแล้วเห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 9 ไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายแต่อย่างใด ประกอบกับสำนักงานเลขาธิการครม.ไม่สามารถเข้า ไปปฏิบัติงานได้ จึงไม่จัดส่งมติครม.ที่เป็นข้อพิพาทมาให้ศาลได้ ศาลจึงต้องพิจารณาจากคำฟ้อง ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 9 แต่เพียงอย่างเดียว จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 9 เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องคดีเพิกถอนมติครม.ดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายออกจากสารบบความ


สาวของลิ้ม


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เอาตัว “เข้าแถ” ทะล่อทะแล่ ไปตามกมลสันดาน...จนบัดนี้ “ซาตานลิ้ม” ยังพลิ้วถึงความองอาจ ว่าเป็น “ลูกผู้ชาย” เต็มขั้น?? แต่เปลือกแท้ ที่ตีแผ่กันในวันนี้ ต่างรู้กันดีว่านายคนนี้ เป็น “มนุษย์พันธุ์บ้ากาม”

“กะพรุนไฟ” ได้แต่เวทนา อนาถหัวใจ กับ ประดาเหล่า “สาวก” ที่บริจาคเงินบำรุง “ม็อบพันธุ์โจร” เป็นอย่างมาก
ไม่รู้ว่านายทุน “ช้างน้ำเมา” และ “บัวหลวงเงินฝาก” ที่เป็นกระเป๋าควักจ่าย ให้กับ “ลิ้มซาตาน” จ้องล้มรัฐบาล “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ให้ล้มแผ่ นอนสองสลึงนั้น...

ทราบกันมั่งหรือไม่?... “ลิ้ม” เอาเงินไปละลาย ใช้เล่นกับกามเริงโลกีย์ กันเดือนละกี่ล้าน ที่ผลาญลงไปกับ “เกมสวาท” ที่เขาบ้าคลั่งอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งสาวใดที่เป็น “หญ้าอ่อน” คราวลูก คราวหลาน...สูงนำขาวเนียนด้วยแล้ว... นับว่าเข้าตามตำรา ที่ “ลิ้มซาตาน” เห็นแล้วน้ำลายไหลยืด หกรดกางเกงเสียทุกที?
ดูได้จากเด็กวัยขบเผาะ ที่ “เฒ่าลิ้ม” เลี้ยงเอาไว้ บำรุงพันธุ์กามของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น “น้องแพท” ผู้มีความเลิศเลอโฉม ถึงขั้นเป็น “รองมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส” ได้สบาย!!

และอีกน้องนางหนึ่ง รูปร่างอรชรอ้อนแอ่น นิคเนมว่า “หนูเล็ก” ผู้นี้มีดีกรี ความสวยความงาม บาดใจเทียบเท่ากับ “นางสาวถิ่นไทยงาม” เลยก็ว่าได้

ทั้งสองสาว ล้วนอยู่ใต้ปีกอาณัติการดูแล อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมโทน ของ “เฒ่าลิ้ม”
มีห้องหับ รถให้ขับอู้ฟู่ ...ไม่ว่าจะเป็น “เบนซ์” หรือ “บีเอ็ม” หนึ่งเดือนเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น และมักขับฉุยฉาย โดยไม่เกรงนางงามเวทีเดียวกัน ว่ามี “เฒ่าลิ้ม” เลี้ยงดูแลอยู่ในขณะนี้

และว่ากันว่า เส้นทางของสาวแต่ละคน ที่จะเข้ามาสู่โลกโลกีย์ ของ “เฒ่าลิ้ม” มีขบวนการ จัดหา “แม่พันธุ์” อย่างครบหลักสูตรกันเลยทีเดียวเชียว

เห็นได้จากการที่ “เฒ่าลิ้ม” ให้กะเทยควายนาม “บุญรักษ์” เปิดเว็บไซต์ ส่งประกวดตามเวทีต่างๆ หลังผ่านเวทีขาอ่อนไปแล้ว มีบ้างบางคนได้ตำแหน่ง และมีบางคน ชวดอดได้มงกุฎสายสะพาย...และหากสาวงามคนไหนเข้าตา “เฒ่าลิ้ม” แล้วละก็....

“กะเทยบุญรักษ์” เป็นต้องติดต่อ พาไปให้ “เฒ่าลิ้ม” เชือดกันถึงรังสวาททันที!!

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ “เฒ่าลิ้ม” จะร่วมปฏิบัติการ พาใครไปสู่ประตูฉิมพลี ต้องพาไปเปลื้องผ้า ถ่ายวิดีโอเก็บเอาไว้ดูทุกรายไป??

ส่วนในแวดวงดารา นางเอกก๋ากั๋นบนจอทีวี หากว่า “เฒ่าลิ้ม” หมายปอง...ก็รอดมือไปยากเหมือนกัลล์ล์ล์??เพราะนอกจากมีเอกลักษณ์ “ความเป็นเจ้าบุญทุ่ม” ทุ่มเงินไม่อั้นครั้งละ 4-5 ล้านบาท หาก “นางเอก” คนสวยรวยรูปไม่เล่นด้วย!! ก็จะเจอะเจอวิธีสกปรก ใส่ไคล้ให้ร้ายตามมาเป็นระลอกคลื่น ด้วยวิธีการให้ นังยายซ้อเซเว่น มือเขียนข่าวสังคมดาราในอินเตอร์เน็ต เขียนโจมตี กระหน่ำซ้ำเติม อย่างไร้จรรยาบรรณ!!

เพราะข้อมูล และข้อความที่โพสต์นั้น ล้วนแต่เรื่องมุสา หาความจริงไม่ได้แม้แต่น้อย แต่ทว่า นางซ้อโสโครก สกปรกนางนี้...ก็ยังร่ายและเขียนด่าทอ นางเอกสาวผู้บริสุทธิ์ อย่างมันอารมณ์

เพื่อบีบบังคับให้ “นางเอก” คนนั้นๆ ต้องยอมพลีกาย ขายตัวให้กับความต้องการของ “เฒ่าลิ้ม” ที่ได้ชี้เป้าลงมา
ดูพฤติการณ์ชั่วสามานย์ อันแสนสกปรกจกเปรต ณ คาบนี้ ...ว่าไปแล้ว ถอดแบบมาแนวเดียวกันกับ “อีคุณยายปอง ปากหมา” ที่เห่าและด่าคนทุกเช้าในม็อบกบฏ

เมื่อพิจารณากันแล้ว พันธุ์ชั่วด่าคนมั่วแบบนี้

ระหว่าง “ซ้ออัปรีย์” กับ “นังกาลีปอง ปากหมา” น่ามีเผ่าพันธุ์กำเนิดมาจากบล็อกเดียวกัน อย่างไรก็ดี ถึงสเป็กสาวแต่ละคนที่ “เฒ่าลิ้ม” ตั้งโปรแกรมเอาไว้ ต้องเพอร์เฟ็กต์ สูงและขาวเท่านั้น?...

แต่ทว่าความวิตถารทางกาม ก็มี ผันแปรได้เหมือนกัน ครั้งหนึ่งเคยเห็นจะจะ กับลูกนัยน์ตา ...เมื่อ “เฒ่าลิ้ม” พาสาวผิวคล้ำดำสนิท แบบน้องนางบ้านนา “กลิ่นโคลนสาบควาย” โชยมาแตะจมูกก็แล้วกัน

พากันประคองกอด เข้าไปกินอาหารในร้าน “ปลาทอง”...ร้านอาหารรสเลิศทางทะเล แห่งย่านบางละมุง เมืองชลบุรี ...

ถึงวันนี้ต้องบอกว่า “เฒ่าลิ้ม” เป็น ผู้ที่ไม่อิ่มในรสกาม... เป็นนักเสพสุขตัวจริงเสียงจริง...

ขนาดที่ว่า หาก “คาสโนว่า” กลับชาติมาเกิด คงเข้าไปคารวะ เรียกเป็น “ท่านพี่” ถึงปานนั้นเลย

แต่ที่ให้สงสัย การดำเนินธุรกิจของ “เฒ่าลิ้ม” เจ๊งมรณา ราบพณาสูรไม่มีดี??

ไฉนถึงมีเงินไล่ถลุง แจกกันบรรลัยเช่นนี้!!
ไม่ทราบว่า เอาเงิน ที่สาวกบริจาคให้มา...
นำมาใช้เป็นค่าปรนเปรอสวาทแก่ตนเองหรือไม่...ก็ไม่ทราบจริงๆ เลยนะคุณพี่????

โดย “กะพรุนไฟ

เสื้อแดง-เสื้อเหลือง (1)


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ

จะรู้สึกเลือดลมเดินไม่สะดวกขึ้นมาทันทีทุกครั้งที่อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ หรือฟังเพื่อนฝูงคนใดก็ตามพูดว่าปัญหาการเมืองทุกวันนี้ เป็นเรื่องของคู่กรณีอย่าง “เสื้อเหลือง” กับ “เสื้อแดง” เท่านั้น คนอื่น (เช่น คนกล๊างกลางอย่างเรา) ไม่เกี่ยว!

คนที่พูดเช่นนี้ (หรือบรรดาคอลัมนิสต์ที่ชอบเขียนอะไรทำนองนี้) เอาหูไปไถนาเอาลูกตาไปฝังไว้ในท้องไร่หรือไงไม่ทราบ จึงได้ละเลยมองข้าม “ที่มา” และ “ที่ (ที่จะ) ไป” ของสองศรีดังกล่าวนั้น

ยกตัวอย่างอย่างผิวเผิน...จะเห็นว่า “สีเหลือง” คือสีของกลุ่มคนที่ไม่ชอบอกชอบใจ นาย ก. (นามสมมติ)นานวันเข้าก็ขยับขยายกลายเป็นไม่ชอบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ นาย ก. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ลุกลามบานปลายกลายเป็นการขับไล่รัฐบาลของ นาย ก. แม้เมื่อนาย ก. ออกไปแล้ว ก็ยังตามไล่ นาย ข. นาย ค. และอาจจะเป็นนาย จ. นาย ฉ. ต่อไปในอนาคต (ด้วยเหตุผลที่ว่าชื่อมันเป็นพยัญชนะไทยเหมือนกัน แสดงว่ามันต้องเป็นพวกเดียวกัน)

ด้วยเหตุดังนี้ มันจึงมีการรวมตัวกันของ “สีแดง” ซึ่งคือสีของคนที่เคยหย่อนบัตรเลือกตั้ง “เลือก” นาย ก. จนเมื่อนาย ก. ถูกเด้งออกไปด้วยฝีมือกลุ่มกบฏ สีแดงก็ทำใจอยู่นานก่อนจะเลือกนาย ข. และนาย ค. ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ มา จนในที่สุดเมื่อเห็นว่าคนที่เขาเลือกถูกขับไล่คนแล้วคนเล่า ทั้งที่พวกเขาก็เลือกเข้าไปอย่างถูกต้อง มีการใช้งบประมาณนับพันล้านเพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ แล้วเหตุอันใดคนที่ “ชนะ” จึงไม่สามารถจะทำงานให้เขาได้ล่ะ...

“สีแดง” ก็คือผู้คนที่ออกมาปกป้องตัวเอง หลังจากถูกดูถูกเหยียดหยามมาอย่างยาวนาน ทั้งหยามด้วยการกล่าวหาว่า “ซื้อได้” “โง่” “ไม่มีการศึกษา” และหยามด้วยการที่เขาเลือกใครเข้าไปก็เที่ยวไปไล่ไปถอดให้ออกจากตำแหน่งหมด...พวก “สีแดง” จะไม่ใส่ “เสื้อแดง” ออกมาให้เสียเวลาเลย หากไม่เพราะมี “สีเหลือง-เสื้อเหลือง” ออกมาสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายและทำท่าจะทำลาย “ระบอบประชาธิปไตย” ที่คนส่วนใหญ่ยอมรับกันอยู่...

ใครที่ออกมาพูดว่าเสื้อแดงมีค่าเท่ากับเสื้อเหลือง จึงเท่ากับลืมไปว่า “เสื้อแดง” คือส่วนหนึ่งของ “เสียงข้างมาก” ที่ “ถูกกระทำ” ก่อน “เสื้อแดง” ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือเป็นภาวะเบี่ยงเบนของสังคมนี้ หากแต่คือ สิ่งที่มีอยู่เดิมแล้ว แต่จำเป็นต้องสำแดงตัวออกมาเพื่อรับมือกับสิ่งแปลกปลอมที่กำลังทำลายกัดกินความปกติสุขต่างหาก

หากจะให้ปัญหาการเมืองขณะนี้คลี่คลาย อย่างแรกคือต้องหยุดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอันตรายต่อระบบ และต้องไม่ใช่การ “สั่ง” เสียงข้างมากให้หุบปากเพื่อหลีกทางให้กับเสียงส่วนน้อย ซึ่งเมื่อก่อนเขาอาจยอมให้ทำได้ แต่ ณ วันนี้มันไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้ว...


"พันธมาร"รังควาญคนตายแห่ศพป่วน บชน. "เสธ.แดง"จวกม็อบโกเต็กซ์เต้าข่าว

แผนม็อบศพกระจาย "พันธมาร"รังควาญคนตาย แห่ร่างไร้วิญญาณป่วน บชน. ม็อบโกเต็กซ์ ตจว. รับลูกแผนมาร เตรียมขนคนบุกกรุง สีกากีโวยเสื้อเหลืองรวมหัว สกัดไม่ให้เข้าตรวจสอบหลักฐาน "เสธ.แดง"สวนหมัด ซัดพธม.เต้าข่าว นายพลคนดังอยู่เบื้องหลังเหตุบึ้ม

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อเช้าวันนี้ (20 พ.ย.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย ซึ่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กล่าวหาว่ามีนายพลคนดังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้นั้น พล.ต.ขัยติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่รู้สึกตกใจ หรือ ตื่นเต้นกับข้อมูลที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเปิดเผยว่า มีนายพลคนดังไปร่วมวางแผนที่ห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ก่อนที่จะนำอาวุธสงคราม เอ็ม 79 มายิงถล่มใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งทั้ง “จ่าหลิม” และ “จ่าเทพ” คือ ลูกน้องของตนที่ทำงานร่วมกับตนเป็นคนขับรถให้ ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร

“จ่าหลิม เป็นนักดื่มเหล้า ซึ่งจะมีอาการเมาทั้งวันทั้งคืน และจ่าหลิมก็อายุมากแล้วตอนนี้ก็นับวันที่จะเกษียณอายุราชการจะเอาแรงที่ไปไปถืออาวุธสงครามมายิง ส่วนจ่าเทพ ก็ได้ลาออกจากราชการไปแล้ว ซึ่งตัวของจ่าเทพ ก็มีน้ำหนักเป็น 100 กิโลกรัม เดินเหินก็ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นข้อมูลที่กลุ่มพันธมิตรฯ มาเปิดเผยล้วนแต่มั่วสิ้นดี” พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างแหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองทหารบกว่า มีการวางแผนก่อนที่จะนำอาวุธสงครามมาถล่มกลุ่มผุ้ชุมนุมนั้น พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า มันอ้างไปเรื่อยๆ ตอนนี้มันพยายามดิ้นจึงได้กุเรื่องต่างๆ ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ข้อมูลที่ได้มาไม่ได้มาจากหน่วยข่าวกรองทหารบก แต่เป็นการแต่งขึ้นมาเอง และตนก็ไม่เคยไปห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทั้งนี้จ่าหลิมและ จ่าเทพ ใครๆ ก็รู้จักทั้งสองคนเป็นอย่างดี รวมถึง 5 นายพลที่ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็รู้จักดีกันเป็นอย่างดีแทบทั้งสิ้น

"ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงได้มาอ้างเพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมไปตั้งนานแล้ว ก็พยายามหาเรื่องมาผูกโยงเพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนให้ร่วมสังคกรรมขณะนี้ประชาชนเขาเบื่อหน่าย และรู้พฤติกรรมของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอย่างดี" พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบช.ส.) กล่าวถึงการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณทำเนียบรัฐบาลว่า ทุกฝ่ายเป็นห่วงกับสถานการณ์ขณะนี้ และได้มีการประสานด้านการข่าวหน่วยข้างเคียงโดยตลอด ขณะนี้สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ได้ 3 เงื่อนไขคือ มีข่าวเคลื่อนไหวหรือมีเหตุร้ายเกิดขึ้นต้องตรวจสอบหาพยานหลักฐาน ให้สอดคล้องกับการข่าวหาตัวคนกระทำความผิด ลดเงื่อนไขความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายลงมา และเมื่อเกิดเหตุต้องปล่อยให้ตำรวจเข้าไปสอบสวนหาพยานลักฐานในที่เกิดเหตุตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ไม่ใช้มาสกัดกั้นไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในสถานที่ที่เกิดเหตุ ไม่ให้ตำรวจเข้าไปทำงาน กว่าจะตรวจหาพยานหลักฐานต้องใช้เวลานาน 3-4 ชั่วโมง จนทำให้พยานหลักฐานขาดหายยากต่อการทำงาน

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ กว่า 300 คน นำโดยนางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีตสมาชิกวุฒิสภาสกลนคร เคลื่อนพลมายังหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลพร้อมกับศพของ นายเจนจิต กลัดสาคร อายุ 48 ปีผู้เสียชีวิตและเครือญาติจากเหตุปาระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิต ทั้งนี้เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมาถึงจุดดังกล่าวได้นำหีบศพออกจากรถตู้และยกมาไว้ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมทั้งมีการปราศรัยนานกว่า 10 นาทีก่อนจะเคลื่อนศพไปยังวัดมกุฏกษัตริยาราม เพื่อบำเพ็ญกุศลทางประเพณีต่อไป

ด้าน นายอดิศักดิ์ จันทวิชานุวงศ์ แกนนำพันธมิตรนครสวรรค์ กล่าวว่า พันธมิตรนครสวรรค์พร้อมสำหรับการนัดชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบฯ เตรียมระดมพลให้มากที่สุด โดยค่ำคืนนี้เตรียมประกาศเชิญชวนพันธมิตรที่รับชมจอ ASTV ที่หน้าอุทยานสวรรค์ แต่ครั้งนี้จะไม่ใช้กลยุทธ์เต็มแล้วออก เพราะประชาชนคนนครสวรรค์จะรอนาน แต่จะใช้วิธีโทรศัพท์ไล่ตามตัว เพื่อเช็คความพร้อมของคนและรถบัสให้ระดมพลสัก 50 คนแล้วมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯทันที ปกติแล้วจะนัดเดินทางมีอยู่ 2 จุดคือ หน้าอุทยานสวรรค์ใจกลางเมืองสี่แคว และร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อดงมูลเหล็ก โดยเบื้องต้นกำหนดเดินทางในศุกร์เย็น และ เช้าวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายนนี้

ขณะที่ นายทวี ทองถัน แกนนำพันธมิตรพิษณุโลก กล่าวว่า เตรียมพันธมิตรพิษณุโลกเข้าไปชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบฯ คาดว่า ครั้งนี้จะมากกว่าทุกครั้งไม่ต่ำกว่า 2 รถบัส โดยกำหนดรถออกหน้าห้างเก้าแสน ข้างสถานีรถไฟจังหวัดพิษณุโลก เวลา 09.00 น.ของวันที่ 22 พ.ย.นี้อย่างแน่นอน โดยมีกลุ่มของสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมด้วยจำนวนมาก

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรกระบี่ ได้เช่าเหมารถบัส จำนวน 1 คัน เข้ากรุงเทพฯแล้วเพื่อสมทบกับพันธมิตรส่วนกลางล่วงหน้าและจะรวมพลอีกจำนวนหนึ่ง เข้าสมทบ ในวันที่ 23 พ.ย.นี้



ศาลคุ้มครองเงิน"โอ๊ค-เอม"สั่งแบงก์ระงับจ่ายสรรพกร 1.2 หมื่นล.


ศาลปกครองกลาง สั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามแบงก์ไทยพาณิชย์ส่งเงินบัญชี "โอ๊ค-เอม" จ่ายภาษีให้สรรพากร 1.2 หมื่นล้านบาท จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาคดีธนาคารไทยพาณิชย์ร้องขอเพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากร ออกคำสั่งอายัดทรัพย์ซ้ำซ้อน คตส.

วันนี้ (20 พ.ย.) ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ระงับการส่งเงินในบัญชีเงินฝากของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) มีคำสั่งวันที่ 11 มิ.ย.50 ให้อายัดเงินในบัญชีฝากธนาคารที่ครอบครัว บุตร บริวาร ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ให้แก่กองทุนเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ กับกรมสรรพากร ผู้ถูกฟ้อง จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

โดยคดีนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ฯ โดยนายวุฒิพงษ์ เวชยานนท์ ผู้รับอบอำนาจ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร เป็นผู้ถูกฟ้องเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา เรื่องพิพาทเกี่ยวกับหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง ธนาคารไทยพาณิชย์ ขอให้ศาลทบทวนคำสั่งกรมสรรพากร ที่มีคำสั่งอายัดห้ามธนาคาร จำหน่าย จ่ายหรือโอนสิทธิ เรียกร้องเงินในบัญชีเงินฝากของนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา และมีคำสั่งให้ธนาคารนำส่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อชำระค่าภาษีอากรค้าง เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มที่คำนวณจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.50 ของนายพานทองแท้ จำนวน 6,075,498,993.21 บาทและ น.ส.พินทองทา จำนวน 6,075,236,235.38 บาท ซึ่งเป็นคำสั่งอายัดซ้อนกับคำสั่งอายัดของ คตส.

โดยธนาคารเห็นว่าหากปฏิบัติตามคำสั่งของกรมสรรพากร อาจทำให้ธนาคารมีความผิดตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งอายัด ลงวันที่ 30 พ.ย.50 ของกรมสรรพากรและคำสั่งกรมสรรพากร ลงวันที่ 22 ส.ค.51 ที่ให้ ธ.ไทยพาณิชย์ ส่งเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเพื่อชำระภาษีอากร พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตราคุ้มครองชั่วคราวด้วย

ทั้งนี้ ศาลปกครอง พิจารณาคำฟ้องและเอกสารที่ได้จากการไต่สวนคู่ความและบทบัญญัติกฎหมายแล้ว ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนว่า คำสั่งอายัดของ คตส. ลงวันที่ 11 มิ.ย.50 อาศัยอำนาจตามประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 ก.ย.49 ส่วนคำสั่งอายัดของผู้ถูกฟ้อง อาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 จึงเห็นได้ว่า หน่วยงานทางปกครองทั้งสองแห่ง อาศัยอำนาจตามกฎหมายคนละฉบับออกคำสั่งอายัดในทรัพย์สินรายการเดียวกัน

โดยปรากฏภายหลังที่ คตส. มีคำสั่งอายัดแล้ว เมื่ออัยการสูงสุด ได้ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำเลย ว่าร่ำรวยผิดปกติ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ขอให้ทรัพย์สินที่ คตส. สั่งอายัดไว้ พร้อมทั้งดอกเบี้ยของทรัพย์สินดังกล่าว ตกเป็นของแผ่นดิน และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาฯ โดยยังไม่มีการเพิกถอนคำสั่งคตส.

ขณะที่ผู้ฟ้องยังรักษาเงินในบัญชีเงินฝากของบุคคลทั้งสอง ประมาณ 30,000 ล้านบาทไว้ก่อนโดยให้ผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมาย ซึ่งจากการไต่สวนยังพบว่าผู้รับมอบอำนาจของผู้ถูกฟ้อง ให้ถ้อยคำต่อศาลว่า นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ผู้ค้างภาษี ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯ มีอำนาจวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงจำนวนภาษีและเบี้ยปรับได้

จึงเห็นว่าหากผู้ฟ้องจะส่งเงินในบัญชีเงินฝากให้กับผู้ถูกฟ้อง หรือระงับการส่งเงินให้ผู้ถูกฟ้อง ย่อมอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี เนื่องจากทั้ง คตส.และผู้ถูกฟ้องต่างออกคำสั่งอายัดทรัพย์รายการเดียวกันโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ผู้ฟ้องจึงอยู่ในฐานะยากลำบากต่อการปฏิบัติทางใดทางหนึ่ง ประกอบกับขณะนี้คดีที่เกี่ยวพันกับการบังคับทรัพย์สินดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองและศาลฎีกาฯ

ดังนั้น หากให้ผู้ฟ้อง ส่งเงินในบัญชีเงินฝากนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ที่ถูก คตส. อายัดไว้ให้กับผู้ถูกฟ้อง แล้วถ้าภายหลังผู้ฟ้องต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ อาจเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ฟ้อง ซึ่งยากแก่การแก้ไขเยียวยาในภายหลังเนื่องจากเป็นเงินจำนวนสูงมาก อีกทั้งหากศาลปกครองมีคำสั่งกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวแล้ว ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีผลกระทบต่อการบริหารงานของรัฐ กรณีจึงมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาตามคำขอผู้ฟ้องคดี

ศาลจึงมีคำสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ฯ ระงับการส่งเงินในบัญชีเงินฝากของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว ของ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งถูก คตส. มีคำสั่งวันที่ 11 มิ.ย.50 อายัด ให้กับกรมสรรพากร จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

ดีเดย์คริสมาสต์"คุณหญิงอ้อ"เดินทางกลับไทย


มอบของขวัญวันคริสมาสต์ คนเสื้อแดงเตรียมเฮ เด็กพลังประชาชน แย้มข่าวดี "คุณหญิงพจมาน"เดินทางกลับไทย 25 ธ.ค.นี้ พร้อมชูธงเชียร์คนตระกูลชินวัตร นั่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

วันนี้ (20 พ.ย.) นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน (พปช.) เปิดเผยว่า วันที่ 25 ธ.ค.หรือช่วงคริสต์มาสปีนี้จะมีเซอร์ไพรส์คือบุคคลสำคัญจะเดินทางจากฮ่องกงกลับมายังประเทศไทย และถึงสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาประมาณ 09.45 น.ด้วยเที่ยวบินของสายการบินไทย

เมื่อถามว่า บุคคลดังกล่าวคือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายประชา เพียงแค่ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถามใด ๆ

ด้าน นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนเชื่อว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่คุณหญิงพจมาน จะเดินทางกลับประเทศไทยช่วงสิ้นปีนี้ เพราะการจากประเทศไทยไปนานก็ย่อมจะคิดถึงและอยากเดินทางกลับมาบ้านเป็นธรรมดา ส่วนจะกลับมาทำงานการเมืองหรือเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นคงไม่น่าเป็นไปได้

"ดูจากแนวโน้มแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะท่านไม่อยากมายุ่งงานการเมืองตั้งแต่ต้นแล้ว ดูได้จากการห้ามปราม พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ส่วนใครจะเหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนต่อไปนั้น ผมยังสนับสนุนบุคคลที่มาจากตระกูลชินวัตร เพราะคนทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ยังอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่ติดที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นไม่ได้แล้ว จึงอยากให้คนที่มาจากนามสกุลเดียวกับท่านเป็นหัวหน้าพรรคแทน" นายศักดา กล่าว

"กล้านรงค์"ไม่รู้ไม่ชี้เมียปกปิดทรัพย์สิน


"กล้านรงค์"ทำใจดีสู้เสือ แอ่นอกรับแทนเมีย ขึงขังหากผิดจริงพร้อมทิ้งเก้าอี้ แต่ขอเวลาตรวจสอบก่อน อ้างขี้หลงขี้ลืม พร้อมขอบคุณ"เสวก"ที่ช่วยเตือนความทรงจำ

จากกรณีที่ พล.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย อดีตผู้บังคับการตำรวจป่าไม้ และเพื่อนร่วมรุ่น นรต. 26 กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบันว่าตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีการลงทุนของนางพันทิพา จันทิก คู่สมรส ที่ถือหุ้นบริษัทภานันทน์ จำกัด

วันนี้ (20 พ.ย.) นายกล้านรงค์ ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า ตนจำรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นบัญชีเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมาค้นดูแล้ว บริษัทภานันท์ จดทะเบียนตั้งแต่ ปี 2532 ตนกำลังให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารอยู่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งก็ต้องขอขอบคุณ พล.ต.ต.เสวก ด้วยที่มายื่นให้ตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบคนอื่น ก็ต้องพร้อมให้คนอื่นมาตรวจสอบเราได้ด้วย แต่ยืนยันว่าเกี่ยวกับรายละเอียดนั้น ตนจำไม่ได้จริงๆ แต่ว่าเรื่องนี้ก็มีหลักฐานอยู่ ถ้ามีหุ้นอยู่จริงก็จะมีหลักฐาน ถ้าไม่แจ้งก็คือไม่แจ้ง

"คณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็มีอำนาจที่จะพิจารณาเรื่องนี้ได้ และหากมีการวินิจฉัยว่าผมจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตนก็พร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าจะรู้หรือไม่รู้เรื่องด้วยก็ตาม "

เมื่อถามว่า คิดว่าการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองหรือไม่ เพราะพล.ต.ต.เสวก เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ตนไม่คิดอย่างนั้น แต่คิดว่าต้องขอบคุณจริงๆ ที่มายื่นให้ตรวจสอบ เพราะที่ผ่านมาตนก็ไม่ทราบ จึงต้องรอให้มีการนำเอกสารหลักฐานมาตรวจสอบก่อน เท่าที่ทราบคือบริษัทดังกล่าวได้เปิดกิจการประมาณ 2-3 ปี ก็ขาดทุน จากนั้นตนก็ไม่ทราบรายละเอียดในการดำเนินการ

“ต้องดูรายละเอียดว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร ถ้าจะวินิจฉัยว่าผิด ผมก็พร้อมทุกอย่าง จะให้ออกจากตำแหน่งก็ได้ เพราะผมไม่ได้ติดยึดตรงนี้ การมาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้วิ่งเต้นใครมาเลย ถ้าผมผิดก็คือผิด ไม่มีการช่วยเหลือกัน แต่ผมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิดบัญชีทรัพย์สินเลย ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็ต้องไปพิสูจน์และวินิจฉัยต่อไป”นายกล้าณรงค์ กล่าว

เปิดรังสวาทศาสดาโกเต๊กซ์

* ไม่อายฟ้าดิน!กกนางงามหมวยดาราดัง

เปิดฮาเร็มศาสดาโกเต๊กซ์ บนถนนชื่อเหมือนจังหวัดภาคเหนือกลางกรุง ที่ใช้เชือดดารา-นางแบบและสาวๆ มาแล้วนักต่อนัก แถมยังมีอดีตรมต. รวมทั้งพ่อนายแบบโถส้วมขอร่วมใช้บริการอยู่เป็นประจำ แฉ!ดาราทั้งรุ่นเล็ก-รุ่นใหญ่ ระดับนางเอกหรือแม้กระทั่งตัวประกอบผ่านมือนับไม่ไหว แถมรายไหนออกแนวขาว-อวบ จะอยู่ทน อยู่นานเป็นพิเศษ แบบเดียวกับดาราดีกรีนางงามอินเตอร์ ขาว หมวย ที่แม้จะมีสัมพันธ์กันมานับสิบปีจนอายุขึ้นเลข 3 แต่ก็ยังติดอกติดใจจนทุ่มทุนซื้อบ้าน ซื้อรถให้ แถมยังมีนัด “ลองกำลัง” กันเป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่ยามที่สาวมีผัวเป็นตัวเป็นตน

* อดีตรมต.-พ่อนายแบบโถส้วมยังขอใช้ฮาเร็ม

หลังจากตกเป็นข่าวฮือฮาคลิปคนหน้าเหมือนนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ยืนโอบสาวเสื้อแดง ตามมาด้วยการแฉรสนิยมมักมากทางเพศและคลั่งไคล้การมีเพศสัมพันธ์กับดารา-นางแบบของเจ้าของสื่อรายหนึ่ง รวมไปถึงพฤติกรรมวิตถาร แบบซาดิสต์หน่อยๆ พร้อมถ้อยคำแปลกๆ ยามทำกิจกรรมวาบหวิวของสื่อจอมรีดไถ

จนเป็นที่ได้รับความสนใจไปทั่วทั้งแวดวงการเมือง วงการบันเทิง ไม่เว้นแม้แต่การชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล ทั้งยังมีการยืนยันและขยายข้อมูลกันเป็นที่สนุกสนาน นั้น

ล่าสุดยังมีข้อมูลทีเด็ดจากผู้ปรารถนาดีระบุว่าในบรรดาผู้ที่ตกเป็นของเล่นของสื่อหื่นกามรายนี้ มีดาราบางคนที่เฮียแกติดใจจนถึงขั้นส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ 2-3 รายด้วยกัน

บางรายก็ได้ดิบได้ดีมีร้านอาหาร มีรายการโทรทัศน์เป็นของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันเวลาผ่านไป เฮียแกมีของใหม่ก็เลิกร้างจากกันไปโดยปริยาย

แต่ว่ามีดาราสาวอยู่อีกคนหนึ่งที่แม้ว่าจะอายุปาเข้าไปเลข 3 นำหน้า แต่ว่าจะยังเจอหน้าเจอตา มีนัดหมายส่วนตัวกันเป็นระยะ ชนิดที่อาจจะไม่ถึงขั้นเรียกว่า “เมียน้อย” แต่ถ้าเรียกเป็น “คู่ขา” ก็คงจะไม่ผิด

ดาราสาวคนนี้ว่ากันว่าเฮียแกอุปถัมภ์ค้ำชูและทุ่มเงินก้อนให้ตั้งแต่ครั้งยังเป็นสาวรุ่นและไปได้รางวัลนางงามจากเมืองนอกมาหมาดๆ

ผ่านมานับสิบปีความสัมพันธ์ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าฝ่ายหญิงจะไปมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่หลายคน ทั้งหนุ่มตี๋ หนุ่มไทย แต่ก็ยังพร้อมเทกาย เทใจให้เฮียเสมอ แบบวัวเคยค้าม้าเคยขี่

จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่ไม่ว่างเว้น แถมยังซื้อบ้าน ซื้อรถให้ด้วยความเสน่หา หรือจะด้วยติดใจในรสชาติ หรือลีลาอย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะสาวคนนี้ทั้งขาวทั้งอวบ ช่างพูดช่างเอาใจ จนหนีไปไหนไม่พ้น

สาวคนนี้แต่ก่อนต้องอาศัยพาไปรูดปื๊ดที่เซฟเฮาส์กลางกรุงอยู่บ่อยๆ แต่ตอนนี้พอซื้อบ้านให้เป็นเรื่องเป็นราว ก็ยิ่งสะดวกสบาย แข็งขันขึ้นมาเมื่อไร ให้คนขับรถไปแค่อึดใจก็ได้ระบายของอุ่น

ว่ากันว่าดารา-นางแบบที่ถูกส่งมาปรนเปรอเฮียแก ได้รับการดูแลโดยอดีตคอลัมนิสต์บันเทิง ที่ชอบกินอาหารและใฝ่เรื่องพรรค์อย่างว่าเหมือนๆ กัน

แถมบางครั้งเฮียแกอัดอั้นจนทนไม่ไหวในรถตู้คู่ใจแกก็พร้อมจะทำกิจกรรมได้ทุกเมื่อ และแม้ว่าอายุจะมากแล้วก็ตามที แต่แกก็ยังมี 4-5 ยกสบายๆ แถมพร้อมสู้ศึกได้วันละหลายๆ คนทีเดียว

ทั้งนี้นอกจากจะมีรถตู้เป็นพาหนะไปสู่สวรรค์ชั้น 7 แล้ว เฮียแกก็ยังมีเซฟเฮาส์ ใจกลางกรุง บนถนนชื่อเดียวกับโรงแรมย่านสาทรที่เฮียแกชอบไป

เซฟเฮาส์ที่นี่ไม่มีเรื่องการเมืองให้รกสมอง มีแต่เรื่อง “ของพี่” กับ “ของน้อง” เท่านั้น และยังว่ากันว่ามีอุปกรณ์ของเล่นไว้บำรุงบำเรอ อย่างครบครันอีกด้วย

ที่สำคัญยังมีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ นักการเมือง แวะเวียนไปขอใช้สถานที่กันไม่ได้ขาด ไม่ว่าจะเป็นคู่เขยของเฮียแก หรือจะเป็นอดีต รมต. ที่ชอบเลี้ยงนกเป็นชีวิตจิตใจ รวมไปถึงรมต.ที่มีลูกชายเป็นนายแบบโถส้วม