WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 21, 2008

ปลัดกทม. เตรียมถก"โกวิท"หารือทางออกรถดับเพลิง

นายพงษ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะรักษาการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ถึงกรณี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมการทำงานของ กทม.ในวันที่ 3 ธ.ค. ว่า ตนจะเตรียมหารือแนวทางออกเรื่องรถดับเพลิงด้วย ซึ่งขณะนี้ยังรอรายละเอียดคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะส่งมาให้อย่างเป็นทางการ


ปลัด กทม. กล่าวต่อว่า ได้เตรียมสรุปแนวทางการทำงานของ กทม. ให้กระทรวงมหาดไทยรับทราบ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องประสานความร่วมมือกับรัฐบาล อย่างเช่นการแก้ไขปัญหาการจราจร

ไขปม ทำไม“เครือผู้จัดการ” ล้มละลาย ไม่เกี่ยวต้าน"แม้ว" อะไรจะเกิดขึ้นกับหนี้ก้อนโต 4,726 ล้านบาท

การมีหนี้สินล้นพ้นตัวของ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จึงไม่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตรงกันข้ามนายสนธิกลับนำบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย ไปสนิทสนมใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ถึงขั้นออกมาเขียนปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้งหลายหน

หลังจากศาลล้มละลายกลาง พิจารณาเห็นสมควร ให้ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือบริษัทเครือผู้จัดการ เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ผู้จัดการรายสัปดาห์ และนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ล้มละลาย จึงมีคำสั่งเมื่อบ่ายวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 ให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด บริษัทดังกล่าว

ผลที่ตามมาทันที นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ตัวจริง ไม่สามารถออกหนังสือพิมพ์ในชื่อ ผู้จัดการ รายวัน ได้ต่อไป เพราะ หัวหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ เป็นทรัพย์สินของ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไปแล้ว

ดังนั้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 นายสนธิ จึงสั่งให้ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันออกหนังสือพิมพ์ในชื่อ ผู้จัดการ 2551 เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่า นำทรัพย์สิน (ชื่อหนังสือพิมพ์) ของผู้อื่นมาใช้

อย่างไรก็ตาม การใช้ชื่อหนังสือพิมพ์ว่า ผู้จัดการ 2551 อาจเป็นการลอกเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นได้

ประกอบกับกระบวนการจดแจ้ง ก่อตั้งหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใหม่ ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550 ยังไม่เสร็จสิ้น ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ทีมงานผู้จัดการจึงออกหนังสือพิมพ์ในชื่อ "สารจาก ASTV โดยทีมงาน ผู้จัดการ "

ขณะที่พนักงานของบริษัทว่า 500 ชีวิตนั้น ได้รับการชี้แจงจากฝ่ายบริหาร บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จะต้องเลิกจ้าง(เนื่องจากถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเพื่อเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย) แต่จะให้ไปสมัครงานใหม่กับ บริษัท เอเอสทีวี จำกัดของ นายสนธิ โดยพนักงานจะทำงานในตำแหน่งเดิม และเงินเดิมเท่าเดิมทุกอย่าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนทั่วไปที่มิได้อยู่ในวงการธุรกิจแล้ว อาจสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไม บริษัทบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จึงล้มละลาย

แต่สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางด้านธุรกิจ และผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนรู้ดีกว่า บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ประสบปัญหาทางด้านธุรกิจมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 และ มีหนี้สินหลายพันล้านบาทหรือที่เรียกกันว่า หนี้สินล้นพ้นตัว จนต้องการสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ตั้งแต่ปี 2541

การมีหนี้สินล้นพ้นตัวของ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จึงไม่เกี่ยวกับการต่อสู้หรือต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ตรงกันข้าม ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจตั้งแต่ต้น ปี 2544 นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับนำบริษัทในเครือ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปไปสนิทสนมใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ถึงขั้นออกมาเขียนปกป้องพ.ต.ท.ทักษิณ หลายครั้งหลายหน โดยเฉพาะในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญกับ คดีซุกหุ้นภาคแรก จนศาลรัฐธรรมนูญให้ พ.ต.ท.ทักษิณรอดคดีหวุดหวิดด้วยเสียง 8 ต่อ 7

ในช่วงดังกล่าวบริษัทในเครือแมเนเจอร์ฯเฟืองฟูอย่างมาก มีเม็ดเงินโฆษณาจากหน่วยงานของ รัฐและรัฐวิสาหกิจเข้ามาเป็นจำนวนมาก

เมื่อมี หนี้สินล้นพ้นตัว การที่จะทำให้บริษัทอยู่รอดต่อไปได้ก็คือการนำบริษัทเข้าสู้กระบวนการฟื้นฟูกิจการซึ่งมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ

1.ฟื้นฟูกิจการของบริษัท ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติที่เรียกกันว่า การออกจากแผนฟื้นฟูกิจการหรือยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

2.สามารถหาเงินมาชำระคืน ให้แก่เจ้าหนี้ที่ยื่นขอชำระหนี้ ในการฟื้นฟูกิจการดังกล่าว

อย่างไรก็ตามในกรณีของบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป เมื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการแล้ว แม้จะมีการแก้ไขแผนฟื้นฟูกิจการหลายครั้ง แต่ไม่สามารถทำสำเร็จได้ตามแผนทั้งๆที่เวลาผ่านมาเกือบ 10 ปี ยังคงอยู่ในขั้นตอนที่ 1 ของกระบวนการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น เมื่อศาลพิจารณาจากรายงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และพยานหลักฐานต่างๆ จึงเห็นควรให้บริษัทล้มละลาย จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดดังกล่าว

การมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ก็เพื่อมิให้ทรัพย์สินของบริษัทบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ปที่เหลืออยู่ เสื่อมค่าลงไปอีก ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีโดยกฎหมายล้มละลาย และนำทรัพย์สินที่เหลืออยู่ดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ที่ยื่นขอชำระหนี้ไว้แล้วตั้งแต่การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างการฟื้นฟูกิจการซึ่งเจ้าหนี้เหล่านั้นต้องมายื่นขอชำระหนี้ใหม่ในคดีล้มละลายภายในเวลา 2 เดือนนับแต่วันประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดสำหรับเจ้าหนี้ภายในประเทศไทย และ 4 เดือนสำหรับลูกหนี้นอกประเทศไทย

ในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป มีหนี้สินอยู่เท่าไหร่ แต่จากข้อมูลการยื่นขอชำระหนี้ไว้ตั้งแต่การยื่นขอฟื้นฟูกิจการแล้ว ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ 359 ราย เป็นจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ 4,726,097,449.67 บาท

แต่เมื่อนำทรัพย์สินที่เหลืออยู่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ มาขายทอดตลาดแล้ว จะเหลือทรัพย์สินเฉลี่ยคืนให้แก่เจ้าหนี้ตามสัดส่วนคนละกี่บาท

สำหรับพนักงานบริษัทนั้นมีโอกาสที่จะได้รับการชำระหนี้ในอันดับต้นๆพร้อมกับค่าภาษีที่ต้องชำระภายใน 6 เดือน หลังจากชำระค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ค่าธรรมเนียมของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์และค่าทนาย ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 257 บัญญัติว่า

บุริมสิทธิในเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้ซึ่งเป็นนายจ้างนั้น ให้ใช้สำหรับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ และเงินอื่นใดที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเพื่อการงานที่ได้ทำให้ นับถอยหลังขึ้นไปสี่เดือน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อลูกจ้างคนหนึ่ง

เพื่อให้เห็นภาพว่า บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป มาถึงจุดจบ จึงขอนำขั้นตอนกระบวนการฟื้นฟูกิจการมานำเสนอดังนี้

ผู้ร้องขอต่อศาลให้เข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการประกอบด้วย

ธนาคาร ทหารไทย จำกัด(มหาชน) ที่ 1

ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ 2

บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ลูกหนี้ ที่ 3

ผู้บริหารแผน น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์

ทุนทรัพย์ 2,737,587,388.35 บาท

วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอ 9 ตุลาคม 2541

ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ 6 พฤศจิกายน 2541

มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ 359 ราย เป็นจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ 4,726,097,449.67 บาท

ที่ประชุมมีมติพิเศษยอมรับแผน และมีมติตั้งคณะกรรมการเจ้าหนี้รวม 7 รายคือ

1. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รายที่ 125

2. นายสุวิทย์ จินดาสงวน รายที่ 200

3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รายที่ 216

4. บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ) รายที่ 262

5. บริษัทโรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด รายที่ 61

6. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) รายที่ 44

7. บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอสจีสินเอเชีย จำกัด รายที่ 208

วันที่ 3 สิงหาคม 2542 ศาลแพ่งมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/58 วรรค 1 โดยมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้บริหารแผน

ศาลมีคำสั่งเมื่อ วันที่ 29 พฤษภาคม 2543 ตั้ง น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ เป็นผู้บริหารแผนคนใหม่

กำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน วันที่ 29 ธันวาคม 2546 เวลา 9.30. ห้องประชุม 1105 ชั้น 11 อาคารกรุงเทพประกันภัย

กำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547 เวลา 9.30. ห้องประชุม 1105 ชั้น 11 อาคารกรุงเทพประกันภัย

ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผนของผู้บริหารแผน วันที่ 23 พฤษภาคม 2547

นัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาข้อเสนอขอแก้ไขแผน วันที่ 13 มีนาคม 2550 เวลา 09.30 น. ห้องประชุม 1105

คำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน ของผู้บริหารแผน วันที่ 28 มิถุนายน 2550

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารแผน ซึ่งก็คือมือขวาของ นายสนธิไม่สามารถบริหารแผนให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ จึงยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายระยะเวลาซึ่งศาลนัดพิจารณาไปเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2551 แต่มีการเลื่อนพิจารณามาวันที่ 18 พฤศจิกายน จนศาลมีคำสั่งให้ บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ล้มละลายในที่สุด


เลขาฯก.พ.จวกพันธมารใส่ความยิงระเบิด

วันนี้ (21 พ.ย.) นายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้สัมภาษณ์กรณีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุมีการยิงระเบิดมาจากตึกสำนักงานก.พ.ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บว่า เมื่อช่วงเช้าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่บริเวณสำนักงานก.พ. ซึ่งหากจะยิงระเบิดไปตกที่ทำเนียบรัฐบาลได้นั้น วิถีการยิงต้องไกลกว่านี้ดังนั้นจึงไม่น่าจะยิงมาจากสำนักงาน ก.พ.

นายปรีชากล่าวเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้สำนักงานก.พ.ก็ยังโดนระเบิดจนหลังคาแตกได้รับความเสียหายมาแล้ว ยืนยันว่าตึกสำนักงานก.พ.ไม่ใช่จุดยิงระเบิดแน่นอน เพราะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด โดยได้สั่งเจ้าหน้าที่ทุกคนออกจากตึกกลับบ้านตั้งแต่เวลา 19.00 น.และนำกุญแจมาล็อคประตูทุกตึก รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยืนเฝ้าอยู่บริเวณนอกตึกตลอด 24 ชม. ในช่วงนี้ได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากขึ้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะแอบขึ้นไปได้ พร้อมกันนี้เส้นทางที่จะเข้ามายังสำนักงานก.พ.ทั้งทางฝั่งวัดเบญจมบพิตร หรือถนนพิษณุโลกก็มีการ์ดของกลุ่มพันธมิตรฯเฝ้ายามอยู่อย่างหน่าแน่นทุกวัน จึงเป็นไปได้ยาก หากใครจะนำอาวุธระเบิดเข้ามายังสำนักงานก.พ.เพื่อก่อเหตุความรุนแรง


‘ม็อบมาร’เหิมเกริม!ติดอาวุธ-สวมเสื้อเกราะ‘โหรขัตติยะ’เตือน!บึ้มซ้ำ23พ.ย.


กองกำลังติดอาวุธ พธม.เหิมเกริม! ปล้นยุทธปัจจัยกองทัพ ใส่เสื้อเกราะ-พกปืนเดินแกว่งรอบทำเนียบฯ ‘เสธ.แดง' เตือน!พันธมารให้หดหัวอยู่ในรู เชื่อมีเหตุบึ้มซ้ำ 23 พ.ย.นี้ ชำเรา!มารศาสนา ‘สันติอโศก’ สับแหลก!ไอ้ฆราวาสหัวเกรียนนุ่งจีวร ทำศาสนาวิบัติ

จากกรณีการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่วางกำลังรักษาการณ์โดยรอบพื้นที่ชุมนุม ได้สวมเสื่อเกราะสีดำ พร้อมพรางหน้าด้วยไหมพรม เดินตรวจตราความปลอดภัยภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเสื้อเกราะถือว่าเป็นยุทธปัจจัยของกองทัพ ที่คนทั่วไปไม่สามารถใช้ได้หากไม่ได้รับอนุญาต ยกเว้นแต่กองทัพโจรที่ทำตัวเป็นกฎหมายเสียเอง โดยมีการตั้ง สน.พันธมิตรฯขึ้นมา แล้วให้การ์ดแต่ละคนพกอาวุธและใส่เสื้อเกราะ

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ระบุว่า เรื่องนี้เป็นอย่างที่ทราบกันดีว่าผิดกฎหมายในการนำยุทธปัจจัยของกองทัพมาใช้ นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบอาวุธปืนและกระสุนปืนจำนวนหลายรายการ หายไปจากทำเนียบรัฐบาลหลังจากที่กลุ่มพันธมิตรฯเข้าบุกยึดทำเนียบ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะต้องเร่งดำเนินการ

“เรื่องนี้มันผิด และมันก็หายไปเยอะด้วย แสดงว่ามันมีการลักลอบเอาไป เรื่องนี้ตำรวจต้องรีบจัดการ ตนได้โทรศัพท์ไปบอกตำรวจแล้ว แจ้งไปแล้วว่าต้องจัดการ เพราะมันผิดกฎหมาย” พล.ต.ขัตติยะ กล่าวย้ำ

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพันธมิตรฯ ต่อจากนี้ไปจะรุนแรงอย่างที่เคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้จริงหรือไม่ พล.ต.ขัตติยะกล่าวว่า ครั้งล่าสุดที่เกิดเรื่อง ตนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งที่ได้ทำการเตือนไปแล้ว ให้ทำบังเกอร์เพื่อป้องกัน แต่กลับเมินเฉยและออกมาเต้นรำทำเพลงกัน ก็เจ็บตายเป็นเบือกันขนาดนี้

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นคนกระทำหรืออยู่เบื้องหลัง ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าพวกพันธมิตรฯโดน “ของจริง” เข้าให้แล้ว และในวันที่ 23 พ.ย.นี้ก็เช่นกัน อาจจะเกิดความสูญเสีย เพราะมีคนอีกจำนวนมากที่เกลียดชังกลุ่มพันธมิตรฯ

“ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ บอกได้คำเดียว มีลูกเตือนลูก มีปู่ย่าตายายและพ่อแม่ด้วย เรียกกลับบ้านให้หมด อย่ามากัน ถ้าแห่กันมาก็บอกคำเดียวจองวัดได้เลย ถ้าใครมาเดินเตร่อยู่ ก็ขอเตือนไว้ คนเขาจองกันเยอะ ทีนี้ก็จะเหลือแต่สันติอโศก ซึ่งไอ้มารศาสนาพวกนี้ก็ต้องจัดการให้หมดไปจากประเทศด้วย เพราะมันไม่ใช่พระ ทำให้ศาสนาวิบัติ” พล.ต.ขัตติยะ ระบุชัด


'ม็อบโกเต็กซ์'เต้าข่าว!แต่งนิยายตุ๋นผู้ชุมนุม

ก่อนหน้านี้ พล.ต.ขัตติยะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ระเบิดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บกว่า 20 ราย ซึ่งพันธมิตรฯ ได้กล่าวหาว่ามีนายพลคนดังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่รู้สึกตกใจ หรือตื่นเต้นกับข้อมูลที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเปิดเผยว่ามีนายพลคนดังไปร่วมวางแผนที่ห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ก่อนที่จะนำอาวุธสงคราม เอ็ม 79 มายิงถล่มใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งทั้ง “จ่าหลิม” และ “จ่าเทพ” คือ ลูกน้องของตนที่ทำงานร่วมกับตน เป็นคนขับรถให้ ซึ่งทั้งคู่ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร

“จ่าหลิมเป็นนักดื่มเหล้า ซึ่งจะมีอาการเมาทั้งวันทั้งคืน และจ่าหลิมก็อายุมากแล้ว ตอนนี้ก็นับวันที่จะเกษียณอายุราชการ จะเอาแรงที่ไปถืออาวุธสงครามมายิง ส่วนจ่าเทพก็ได้ลาออกจากราชการไปแล้ว ซึ่งตัวของจ่าเทพก็มีน้ำหนักเป็น 100 กิโลกรัม เดินเหินก็ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นข้อมูลที่กลุ่มพันธมิตรฯ มาเปิดเผยล้วนแต่มั่วสิ้นดี” พล.ต.ขัตติยะ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างแหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรองทหารบก ว่ามีการวางแผนก่อนที่จะนำอาวุธสงครามมาถล่มกลุ่มผุ้ชุมนุมนั้น พล.ต.ขัตติยะ ชี้ว่า มันอ้างไปเรื่อยๆ ตอนนี้มันพยายามดิ้น จึงได้กุเรื่องต่างๆขึ้นมา ทั้งๆที่ข้อมูลที่ได้มาไม่ได้มาจากหน่วยข่าวกรองทหารบก แต่เป็นการแต่งขึ้นมาเอง และตนก็ไม่เคยไปห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ทั้งนี้จ่าหลิมและจ่าเทพ ใครๆ ก็รู้จักทั้งสองคนเป็นอย่างดี รวมถึง 5 นายพลที่ร่วมขึ้นเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็รู้จักดีกันเป็นอย่างดีแทบทั้งสิ้น

"ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขาถึงได้มาอ้าง เพราะรู้ๆกันอยู่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หมดความชอบธรรมไปตั้งนานแล้ว ก็พยายามหาเรื่องมาผูกโยงเพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนให้ร่วมสังคกรรมขณะนี้ประชาชนเขาเบื่อหน่าย และรู้พฤติกรรมของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอย่างดี" พล.ต.ขัตติยะ กล่าว


‘สุขุมพงษ์’ซัด‘พันธมาร’ซ่องสุม!‘องคมนตรี’ชำแหละพธม.ป่วนโครงการพระราชดำริ

‘สุขุมพงศ์’ ทุบโต๊ะ! ซัด ‘ม็อบโกเต็กซ์’ ก่อความวุ่นวาย ย้ำสิทธิการชุมนุมต้องไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ‘องคมนตรี’ สุดทน! ‘ม็อบพันธมาร’ เหิมเกริมยึดทำเนียบฯเป็นที่ซ่องสุม ชี้โครงการพระราชดำริทำยาก-เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ หลังสำนักงาน กปร.ถูกปิดตาย ห้ามขนย้ายเอกสารสำคัญ

จากกรณีที่นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี ออกมาระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีสถานที่ทำงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาล แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่หลายร้อยชีวิตไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ และอุปกรณ์สำคัญหลายอย่างก็ยังอยู่ในทำเนียบรัฐบาล จะเข้าไปก็ต้องทำหนังสือขออนุญาตกลุ่มพันธมิตรก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้แต่จะเข้าไปของออกมาแค่ชิ้น 2 ชิ้น ก็จะมีคนมาคุมตลอดเวลา หากเอาอย่างอื่นก็เอาไม่ได้ ทำให้การทำงานของ กปร.มีปัญหามาก ทำให้โครงการพระราชดำริทำงานยาก อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทำงานไม่สามารถทำงานได้ จนต้องไปขออาศัยมูลนิธิชัยพัฒนาที่อัดกันแน่นนั่งทำงานในห้องเล็กๆ เหมือนตลาดสด

“ขณะนี้ทาง กปร.กำลังหาสถานที่ทำงานใหม่ ซึ่งจะต้องไปเช่าเขา เพราะที่ของตัวเองโดนยึดไปแล้ว” นายอำพล ระบุ

ต่อเรื่องดังกล่าว นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากหน่วยงานราชการใดที่มีสถานที่ทำงานในทำเนียบรัฐบาล แล้วไม่สามารถเข้าไปทำงานได้ หากจำเป็นต้องการเช่าสถานที่ทำงาน ต้องทำหนังสือมาที่คณะรัฐมนตรี ว่าจะเช่าที่ไหน ราคาเท่าไหร่ เพื่อที่จะนำเข้าเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้หากไม่มีงบประมาณเพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ทางรัฐบาลก็ต้องออกงบให้ เพื่อจะได้ทำงานได้สะดวก

นายสุขุมพงษ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาประกาศว่าในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ เวลา 14.00 น. จะมีการเผด็จศึกนั้น เรื่องดังกล่าวทางรัฐบาลต้องรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว เนื่องจากการรักษาความสงบอยู่ในนโยบายของรัฐบาล ต้องมีหน้าที่ระงับเหตุการณ์หากมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ทั้งนี้สิทธิการชุมนุมต้องเป็นไปตามกฎหมาย การชุมนุมทุกฝ่ายทำได้ แต่ต้องไม่ทำให้ใครหรือว่าบ้านเมืองเดือดร้อน ไม่มีความสงบสุข



'ชัยสิทธิ์'เล่นการเมือง!ยันไม่กลัวกระแสต้าน

อดีตผบ.สส.ประกาศลงเล่นการเมืองเต็มตัว อุบชื่อพรรคสังกัด ยันไม่หวั่นกระแสต้านนอมินี'ทักษิณ' ท้าแกนนำพันธมารลงสู้ศึกเลือกตั้งตามระบอบปชต. เล็งจับเข่าคุย'บิ๊กป็อก'กู้วิกฤตชาติ

วันนี้ (21 พ.ย.) พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านพักแถลงข่าวประกาศพร้อมลงสู่สนามการเมือง ไม่หวั่นกระแสต่อต้านและถูกมองเป็นนอมินีของอดีตนายกรัฐมนตรี หลังได้รับการทาบทามจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน(พปช.) ให้มานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

อดีตผบ.สส. กล่าวถึงสาเหตุที่ออกมาแถลงข่าวในวันนี้ว่า เนื่องจากมีสมาชิกพรรคพลังประชาชนบางคนออกมาให้ข่าวว่าตนเองไม่พร้อมที่จะลงเล่นการเมือง ยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะยินดีที่จะกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติ และตนมองว่าการลงสู่สนามการเมืองเป็นแนวทางที่ดีที่สุดตามวิถีประชาธิปไตย จึงอยากเรียกร้องให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) มาลงสู้ศึกเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยดีกว่าที่จะไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล

พล.อ.ชัยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า หากได้สังกัดอยู่ในพรรคการเมืองใหญ่ก็จะทำให้สามารถทำงานได้มากกว่าพรรคเล็ก แต่ยืนยันว่าการประกาศลงสู่สนามการเมืองในครั้งนี้ไม่ได้ปรึกษากับ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมถึงคนในตระกูลชินวัตร ส่วนการจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับมติพรรค

อย่างไรก็ตาม อดีต ผบ.สส.ยังกล่าวอีกด้วยว่า อยากหาโอกาสจับเข่าคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)เพื่อหารือปัญหาบ้านเมืองในฐานะที่เคยเป็น ผบ.ทบ.เหมือนกัน ซึ่งได้ประสานไปหลายครั้งแล้วแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับกลับมา เพราะส่วนตัวแล้วเชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์ ก็คงอึดอัดใจต่อสถานการณ์ในขณะนี้ไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งตนก็ไม่เห็นด้วยถ้าหากจะหันหน้าไปแก้ปัญหาด้วยการทำรัฐประหาร



เปิดตัว‘น้องจูน’มือนวดหลังเวที


"ประชาทรรศน์" ประจานต่อ หลังบก.ข่าวคนใกล้ชิดหลุดปากตอนเมา จัดสาวสังเวย ศาสดาโกเต็กซ์ แถมเม้าท์สนั่นหลัง 2 พิธีกร บนเวที เปลี่ยนสรรพนามมาเรียก "พี่" เปิดตัวล่าสุด 'น้องจูน'มือนวดหลังนวดไหล่ ไม่สนแม้สาวปันใจผู้ประสานงานคนดัง

* บก.ข่าวเมาหลุดพาเอ๊าะๆ เซ่นกามโกเต๊กซ์

ฉาวไม่จบไม่สิ้น! ล่าสุดแฉอีกจะจะ “ศาสดาโกเต๊กซ์” ไม่เคยยอมให้หญิงห่างกาย แม้แต่ยามปฏิบัตภารกิจหลอกแม่ยก ลงถึงหลังเวทีขายความเท็จปุ๊บยังต้องมี “น้องจูน” คอยนวดหลังนวดไหล่ใกล้ชิด แม้ว่าสาวทำท่าจะปันใจให้ผู้ประสานงานคนดัง แถม 2 สาวพิธีกรที่เปล่ยนสรรพนามมาเรียก “พี่” ก็ยังถูกเมาท์ว่าทำท่าจะเกิดการ “กินไก่วัด” ขณะเดียวกัน บก.ข่าวคนใกล้ชิด หลุดปากตอนเมาจัดสาวมาสังเวยทุกรูปแบบทั้งดารา-นักศึกษา ตั้งแต่ไซด์ไลน์ไปจนถึงแบบสดๆ ซิงๆ แบบเดียวกับคอลัมน์ที่ชอนไชไปถึงในมุ้งดารา ที่แท้ก็ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือสนองตัณหาตัวเอง

* ‘โกเต๊กซ์’ส่อกินไก่วัด2พิธีกรสาวเวทีกบฏ

ข่าวคราวฉาวโฉ่ของศาสดาโกเต๊กซ์จาระไนอย่างไรก็ไม่หมดไม่สิ้นได้ง่ายๆ เพราะไม่เพียง
แค่ชอบมั่วดารา คว้านางแบบสาวไปกก ตามด้วยการเสพสุขกับสาวไซด์ไลน์ ที่ทุ่มจ่ายไม่อั้นเท่านั้น
แต่คนใกล้ชิดยืนยันว่าแม้แต่คนกันเองก็ยังไม่เว้นวรรค เหมือนอย่าง 2 สาวฝีปากดี บนเวทีขายความเท็จ ก็ยังเปลี่ยนสรรพนามจากที่เคยเรียก “นาย” มาเรียก “พี่” ไปเรียบร้อย จนชาวบ้านชาวช่องเขาเมาท์กันให้แซด ว่าสรรพนามเปลี่ยนไป ตามความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลง

แบบเดียวกับ “น้องจูน” ที่ตำแหน่งแห่งที่แท้จริงเป็นอย่างไรไม่ปรากฏ แต่ภารกิจยามอยู่หลังเวทีก็คือการปรนนิบัติพัดวี คอยนวดหลังนวดไหล่ศาสดา และต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ไม่ให้ห่าง เพราะดันเกิดมาน่ารักน่าชังและอวบอั๋นตามสเป็ก

ส่วนสาวเจ้าจะเต็มอกเต็มใจ หรือตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าก็อมไว้ หรือเปล่า อันนี้ไม่มีใครยืนยัน เพราะมีคนใกล้ชิดบอกว่าน้องจูนคนนี้แอบไปปิ๊งปั๊ง กับผู้ประสานงานผิวเข้ม ที่มีพฤติกรรมฉาวแฉะไม่แพ้นายใหญ่

ขณะที่พฤติกรรมคาวๆ ของศาสดาโกเต๊กซ์ ก็ยังเคยถูกแฉจากบก.ข่าว คนใกล้ตัวในยามกรึ่มแอลกอฮอล์ ต่อหน้านักข่าวระดับหัวหน้าและบรรณาธิการหลายคน ที่ร้านชื่อเหมือนยาพิษในยุคที่โสเครติส ใช้ฆ่าตัวตาย ใกล้ๆ ร้านกิน ดื่ม

ในวันที่น้อยอกน้อยใจว่าศาสดาไม่เห็นความสำคัญจนต้องหนีออกมาซบค่ายตึกช้างเป็นการชั่วคราว โดยเอาแต่บ่นพึมพำว่าอยากได้อะไรก็จัดหาให้ไม่เคยขาดแต่กลับไม่เห็นความดี ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา สาวออฟฟิศ หรือแม้กระทั่งสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องก็ยังจัดให้มาแล้ว พร้อมๆ กันก็ยังเล่าถึงพฤติกามวิจิตรพิสดาร ที่เกินกว่าจะบรรยาย

แต่หลังจากนั้นเมื่อค่ายตึกช้างทำท่าจะไปไม่รอด บก.ข่าวนายนี้ ก็กระโดดกลับไปหาศาสดาโกเต๊กซ์ตั้งหน้าตั้งตารับใช้เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่หนหลัง

ช่วยดูแลทั้งกิจการ และกิจกาม จนได้ดิบได้ดี และมีโอกาสได้ชูคอเป็นผู้ทรงเกียรติอยู่จนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่สื่อในมือศาสดาโกเต๊กซ์ เปิดคอลัมน์เขียนถึงกิจกรรมแบบส่วนตั๊ว ส่วนตัวของคนดังและดารา-นางแบบสาว ราวกับตัวเองไปร่วมนัวเนียอยู่กับเขาด้วยนั้น

ว่ากันว่าแท้ที่จริงแล้วก็มาจากประสบกามของศาสดาโกเต๊กซ์ที่ไปเจอมากับตัว หรือไม่ก็ไปเก็บข้อมูลแบบใกล้ชิดสนิทสนมมาด้วยตัวเอง

หรือบางทีก็ยังใช้สื่อในมือเป็นเครื่องต่อรองแบบเอา “ข่าว” แลก “ไข่”

แล้วคนเขียนคอลัมน์นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทีแรกนึกว่าเป็นนักเขียนบันเทิงรุ่นใหญ่ ชอบชิมอาหาร จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เป็นนักวิจารณ์บันเทิงฝีปากจัดรุ่นหลัง ที่เคยทำข่าวกีฬาแต่ไม่รุ่ง

แต่จะเป็นใครก็ช่างเพราะได้รับการยืนยันว่าทั้งคู่เป็นแผนกจัดหา ที่เก๋าหน่อยก็ดูแลเรื่องดารา-นักร้อง-นางแบบไป ส่วนรุ่นเด็กกว่าถนัดแนวนักศึกษาไซด์ไลน์ก็ว่ากันไปตามถนัด เพราะว่ากันว่าศาสดาแกใช้บริการได้มากกว่าวันละ 1 คน โดยไม่สนสังขารและคำเตือนข้างขวด


จำลอง เผย สนธิ หมดตัว..ประกาศสู้ตายสงครามครั้งสุดท้าย



"จำลอง" เผย "สนธิ" หมดตัวประกาศสงครามครั้งสุดท้าย ชื่นชมสูญเสียทรัพย์สินมากมาย
แต่ยังเสี่ยงเพื่อหน้าที่ "สนธิ" ไม่สนศาลฟ้องล้มละลาย
ลั่นถ้ายังไม่ตาย มีลมหายใจก็ต้องสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่




เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนว่า หลังจากที่ศาลลัมละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด(มหาชน)เจ้าของหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ล้มละลายเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 นั้น ทางทีมกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผุ้จัดการได้เปลี่ยนหัวหนังสือพิมพ์
ที่ออกจำหน่ายวันที่ 20 พฤศจิกายน เป็น "สารจาก ASTV โดยทีมงานผู้จัดการ"




"จำลอง"ชี้"สนธิ"หมดตัวจึงประกาศสงครามครั้งสุดท้าย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อคืนวันที่ 19 พฤศจิกายนถึงกรณีศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป ล้มละลาย ทำให้นสพ.ผู้จัดการ ออกจำหน่ายในวันที่ 19 พ.ย.เปลี่ยนหัวจาก "ผู้จัดการ" เป็น "ผู้จัดการ 2551" ชั่วคราว จนกว่าจะจดหัวใหม่เสร็จในนามของบริษัท "เอเอสทีวี" ว่า พันธมิตรฯ มีเป็นแสนๆล้านคน แต่คนที่เสี่ยงการสูญสิ้นทรัพย์สินมากที่สุดคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ทั้งที่ไม่มีใครมาบังคับไม่มีใครมาขอร้องแต่เห็นว่าเป็นหน้าที่ที่ตัวเองเข้ามาเสี่ยง คงไม่แปลกใจทำไม นายสนธิบอกว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายเพราะเสี่ยงจนหมดแล้วจะมีครั้งหน้าเหลือที่จะไปสู้ได้อย่างไร



"สนธิ" ดิ้นต่อไม่สนศาลฟ้องล้มละลาย
นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวบนเวทีพันธมิตรฯ เมื่อเวลา 20.00 น. ว่า

"แม้ว่าหนังสือพิมพ์ผู้จัดการไม่สำคัญเท่ากับ "เอเอสทีวี" ถ้ายังไม่ตายมีลมหายใจต้องคลานเข้าไปและต้องสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฉะนั้นพรุ่งนี้หนังสือพิมพ์ผู้จัดการจะออกเหมือนเดิมแต่เราออกเป็นฉบับพิเศษ เขียนตัวเล็กๆว่า "รายงานข่าวการชุมนุมของพันธมิตรผ่านเอเอสทีวีโดยทีมงาน"เขียน"ผู้จัดการ" ตัวใหญ่ๆ"

นายสนธิ กล่าวว่า "ขณะนี้มีรายได้จากค่าโฆษณาประมาณหลายสิบล้านบาทจะหมุนเข้ามาในอีก 30-60 วันข้างหน้า แต่วันนี้เก็บไม่ได้แม้แต่บาทเดียวต้องเริ่มจากศูนย์ "ทุกคนมีเลือดนักสู้เข้มข้นไม่มีใครยอมแพ้แม้แต่คนเดียว ผมโดนอาวุธทุกรูปแบบ เลือดมันไหลอยู่ข้างในอมเลือดไว้ตลอด ยังไงเราต้องออก ภายใต้หัวหนังสือใหม่ ต้องไปกราบกรานเจ้าของโรงพิมพ์กระดาษ ติดหนี้ติดสินก็ต้องยอม เจ๊งเป็นเจ๊งตายเป็นตาย เคยเห็นไหมว่าล้มละลายโดยที่เจ้าหนี้ไม่ได้ฟ้อง เรายื่นคำร้องขอให้พิจารณาขยายแผนฟื้นฟู หรือไม่ก็ออกจากแผนฟื้นฟูเป็นเรื่องลูกหนี้เจ้าหนี้คุยกัน วันนี้เจ้าหนี้หมดไม่เหลือแม้แต่บาทเดียว ทนายความของแบงก์เออกันหมดไม่เข้าใจ " นายสนธิกล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า "คิดในใจจะมีอีกมั้ยให้มาเรื่อยๆ ไม่มีอะไรจะห้ามเลือดทุกหยดที่จะเสียสละให้สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่อยากจะทวงบุญคุณว่าการต่อสู้พวกเรายากเย็นแสนสาหัสแค่ไหน และว่า

"ยังไงก็ต้องสู้จะกัดก้อนเกลือกินก็ต้องสู้ ผมไม่ได้ท้อใจไม่ท้อแต่มันยิ่งทำให้ฮึกเหิมทำให้รู้ว่าชัยชนะใกล้เข้ามาแล้ว
ไม่ต้องกลัวถ้าตราบใดที่พี่น้องยังให้ใจกับ พันธมิตรมันจะเป็นอะไรไปกับแค่ความลำบากแค่นี้ และจะเห็นเองว่าบีบกันแค่ไหนจุดยืนของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันรายสัปดาห์ รายเดือน เอเอสทีวี จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด ล้มละลายแล้วยังไงไม่ล้มละลายแล้วยังไงขอให้ชาติอยู่" นายสนธิกล่าว


ที่มา ผู้จัดการ

จาก thaifreenews

วิเคราะห์ข่าวจากหนังสือพิมพ์\"โกวิท\"

รมว.มหาดไทย ตอบกระทู้สดส.ส.ประชาธิปัตย์ ระบุนายกฯไม่เกี่ยวกับระเบิดพันธมิตร ฉุนกราดกลางสภา"ม็อบเล่นเส้น"เป็นอภิสิทธิ์ชน รัฐจัดการเด็ดขาดไม่ได้ ด้าน"นิพิฏฐ์"แฉ พล.ต.อักษรย่อ ด.สั่งการโยนระเบิด-ยิงปืนเอ็ม79



ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสด ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบมีการใช้ปืนเอ็ม 79 ยิงเข้าไปในทำเนียบทำให้มีคนบาดเจ็บ 20 คนเสียชีวิต 1 คนและที่ผ่านมาความรุนแรงในกทม.ก็ดำเนินการการอย่างต่อเนื่อง จึงอยากถามนายกฯว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้นายกฯมีส่วนเกี่ยวข้องให้อาชญากรรมนี้เกิดขึ้นหรือไม่ เพราะเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา นายกฯให้สัมภาษณ์ว่ามีการขนอาวุธระเบิดเข้าสู่กทม. และบอกว่าหลังวันที่ 16 พ.ย.จะมีเหตุเกิดขึ้นในกทม.แสดงว่านายกฯรู้ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น แล้วก็บอกว่าให้หน่วยข่าวกรองตำรวจติดตามใกล้ชิด



นอกจากนี้ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ก็ให้สัมภาษณ์ว่าจะเกิดเหตุร้ายเกิดขึ้นในวันที่ 19 พ.ย.แล้วบอกว่าเวลาดี คือเวลา 03.00 น. ซึ่งบอกว่าหากพันธมิตรฯไม่ออกจากทำเนียบ ก็ให้เตรียมโรงพยาบาลไว้เลย แบบนี้จะไม่ให้ตนหวาดระแวงนายกฯคงจะไม่ได้





พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่านายกฯไมได้เกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น นายกฯได้เตือนทุกฝ่ายให้เข้าไปดูแล แก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นก็จะโยนว่าเราทำ ทุกคนทราบดีว่าพันธมิตรชุมนุมมา 6 เดือน และใช้เสรีภาพอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อมีการเข้าไปตรวจตามเต็นท์ก็เจอระเบิดอาวุธอยู่ตลอด ซึ่งหลายฝ่ายก็เป็นห่วง เพราะเกิดอะไรขึ้นก็ลำบาก ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่าม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น หากม็อบธรรมดาเรื่องจบไปนานแล้ว หากทุกคนช่วยกันไม่ให้เส้น อันไหนผิดกฎหมายก็ผิดกฎหมายเรื่องจบนานแล้ว ซึ่งการทำงานของตำรวจก็ยากลำบากมาก ซึ่งเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอเข้าไปตรวจที่เกิดเหตุก็ไม่ยอมเพิ่งให้เข้าไปดูตอนเที่ยง ซึ่งจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับความร่วมมือ เป็นอภิสิทธิ์ชนตลอด รัฐทำอะไรเด็ดขาดไม่ได้ รัฐใช้วิธีนุ่มนวลตลอด ตำรวจโดนทุกอย่าง รัฐบาลโดนกล่าวหาตลอด แม้ไม่ได้ทำอะไรเลย


นายนิพิฏฐ์ ถามต่อว่า เมื่อรัฐบาลเป็นคู่กรณีกับม็อบไม่มีทางที่จะไม่ทำผิดกฎหมาย ม็อบที่ไหนก็ต้องทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่รัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมายจะทำผิดไม่ได้ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่รู้จะแก้ปัญหาได้อย่างไร ม็อบนปก.ก็ผิดเหมือนกัน ที่ไปบุกบ้านพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี แต่รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรกลุ่มผู้ชุมนุมได้ ที่บอกว่า"ม็อบมีเส้น" ตนอยากถามแบบผู้ชายถามผู้ชายว่าเส้นจากไหนท่านกล้าพูดออกมาก็ต้องกล้าตอบ ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริง แล้วคนฆ่าประชาชนมีเส้นไหม คนฆ่าประชาชนเมื่อคืนมีเส้นใหญ่มาก ฆ่าคนจับไม่ได้แบบนี้เส้นใหญ่มากไหม แล้วใครหล่ะที่ฆ่าประชาชน เส้นใหญ่มากหรือ ถ้าจะประชุมลับก็บอกมา

นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ผู้นำรัฐบาลรู้หลายครั้งว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เหตุที่เกิดขึ้นเป็นปฎิบัติการของพล.ต.คนหนึ่งชื่อย่อ ด. แล้วยังมีฝ่ายที่คุมอาวุธสังกัดม.พัน 4 ใบหน้ามีรอยบากสามารถจำได้ง่าย ทำงานรับจ้างคุมร้านสองสลึงอยู่ย่านทองหล่อ ในรถมีระเบิดอาร์พีจี เก็บไว้ในรถถังที่ม.พัน 4 นอกจากนี้ยังมีชุดหน่วยยิงเอ็ม 79 ซึ่งเป็นชุดติดตามพล.ต.อักษรย่อ ด. สังกัดม.พัน 3 อายุ 30 ต้น ๆ อยู่ที่จันทบุรี อยากถามว่าข่าวทั้งหมดที่ได้มาตรงกับข่าวกรองของท่านหรือไม่ ทหารนอกรีตนี้พอถึงสิ้นเดือนก็ไปเบิกเงินจากหยาดเหยื่อแรงงานของประชาชน แล้วจะปล่อยให้ทหารนอกรีดเหล่านี้มาข่มขู่ประชาชนรายวันแบบนี้หรือ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อถึงตรงนี้ทำให้ นายสุนัยได้ลุกขึ้นประท้วงอีกครั้งว่า การพูดแบบนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายทหาร และเป็นความขัดแย้งของสถาบัน เหมือนที่ท่านพูดเรื่องว่าม็อบมีเส้น


รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า ที่นายกฯพูดเตือนก็เป็นเรื่องธรรมดามีข่าวสารเกิดเหตุร้ายก็ต้องเตือน เป็นหน้าที่ของท่านถือว่าเป็นเรื่องปกติ ส่วนข้อมูลผู้เกี่ยวข้องว่าน่าเป็นคนร้ายนั้น ก็ขอขอบคุณมาก ซึ่งทางตำรวจก็จะดำเนินการต่อไป ไปตรวจสอบว่าข้อมูลของท่านว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนเรื่องม็อบมีเส้นคือแนวร่วมพันธมิตรฯทั้งหมดใครช่วยก็ถือว่าเป็นเส้น



นายนิพิฏฐ์ ถามว่า การที่ท่านบอกว่าใครที่เป็นผู้ช่วยเหลือพันธมิตรฯ ถือว่าเป็นแนวร่วมเป็นเส้นทั้งนั้น แบบนี้เด็กอนุบาลสองก็ตอบได้ แต่ขอถามอีกว่าคนที่ฆ่าประชาชนเป็นเส้นใคร ตนตอบให้ได้ว่าคนที่ฆ่าประชาชนเส้นรัฐบาล และขอถามว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนายกฯทำนายไว้หมดว่าเกิดเหตุร้ายแล้วเกิดขึ้นทั้งหมดแล้วรัฐบาลจะทำอย่างไร จะทายอีกไหมว่าจะเกิดขึ้นวันที่ 21 พ.ย.แล้วท่านจะรับผิดชอบอย่างไรหากเกิดเหตุร้ายเกิดขึ้นอีก ซึ่งหากนายกฯยังอยู่ตนจะบอกนายกฯว่าก่อนที่จะไปประเทศเปรู ให้นายกฯไปนอนคิดว่าถ้าคิดจะหย่าอย่าตอนนี้อย่าไปหย่าที่เมืองนอก

พล.ต.อ.โกวิท ชี้แจงว่า รัฐบาลพยามดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่ และทำให้เกิดความสงบสุขอย่างถึงที่สุด รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว


ที่มาข่าว กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

จาก thaifreenews

Thursday, November 20, 2008

เด็กพปช.ปูดจับตา "แม้ว-อ้อ" กลับไทย เชื่ออดีตนายกฯกล้านอนคุก ปลัด กห. วอนงดโฟนอิน ย้ำไร้ประโยชน์

ส.ส.พปช.แย้มจับตาฤกษ์ดี วันที่ 25 "พ.ย.-ธ.ค." ทักษิณ-หญิงอ้อ" กลับไทย โอ่สนามบินสุวรรณภูมิไม่มีที่ยืน เชื่อนายกล้านอนคุก ให้รอฟังโฟนอิน13ธ.ค. "อ๋อย"ยังไม่ตัดสินใจขึ้นเวทีความจริงฯ อ้างยังไม่รู้ประเด็น หลังเปลี่ยนปมแก้รธน. ปลัดกห.วอนงดโฟนอิน เตือนไร้ประโยชน์ ปชป.ไล่บี้กลางสภาจี้เลิกพาสปอร์ต-ถอดยศ"พ.ต.ท."เลขาฯนายกฯแนะ กม.ปรองดองรอฟังสังคมก่อน

ส.ส.พปช.แย้ม25"พ.ย.-ธ.ค."ฤกษ์ดี

ส.ส.พลังประชาชน (พปช.) เผยความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกและยังหลบหนีคำพิพากษาอยู่ต่างประเทศอาจเดินทางกลับไทยในเร็วๆนี้ โดยนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พปช. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ว่า ขอให้จับตาดูทั้งวันที่ 25 พฤศจิกายน และวันที่ 25 ธันวาคมซึ่งเป็นวันดีทั้งสองวัน โดยวันที่ 25 ธันวาคมจะมีคนเดินทางมาจากสนามบินฮ่องกงสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 09.45 น. ด้วยเครื่องของการบินไทย และวันที่ 25 พฤศจิกายน จะเห็นได้ว่า 1 บวก 1 เป็น 2 หญิงหนึ่งชายหนึ่ง ซึ่งจะมีหญิงหรือชายมาหรือไม่ขอให้รอการโฟนอินวันที่ 13 ธันวาคม แต่ก็ต้องติดตามดูว่าจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์วันนี้มีทางออกให้ 2 ทาง คือ ถ้าไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมก็จะต้องเกิดการนองเลือด เกิดปัญหาการจลาจลทั้งในเมืองและปริมณฑล เพราะโดนคดีการเมือง ทางออกที่เหมาะสมคือทุกคนต้องถอยกลับไปยืน และให้ประเทศชนะ เพราะหลักนิติรัฐไม่สามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองได้

"ทักษิณ-อ้อ""อาจกลับเมืองไทย
นายประชา กล่าวอีกว่า ดินแดนนี้เป็นของคนไทยที่ทุกคนมีสิทธิ วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันดี เป็นวันขึ้นปีใหม่ของฝรั่ง ซึ่งเหมือนกับวันขึ้นปีใหม่ของไทยจึงอยากให้จับตาดูให้ดี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)ยังขู่มาปิดล้อมสภาได้ ทำไมพ.ต.ท.ทักษิณ จะมาประเทศไทยวันที่ 25 ธันวาคมไม่ได้ สนามบินสุวรรณภูมิจะมีที่ให้ยืนหรือไม่ ยืนยันว่าการกลับมาของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เป็นการยั่วยุ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณถึงเมืองไทยจะถูกดำเนินคดีทันทีเป็นเงื่อนไขให้มวลชนมากดดันหรือไม่ นายประชากล่าวว่า เมื่อมาถึงตำรวจต้องจับกุมคุมตัวทันที แต่ขนาดอยู่ต่างประเทศยังนอนเต็นท์ มาประเทศไทยทำไมจะนอนคุกไม่ได้ แต่การถูกจับกุมจะห้ามไม่ให้คนที่สนับสนุนมาคงไม่ได้ ดังนั้นก่อนที่จะเกิดเหตุควรหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน ให้ดูวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ด้วยที่จะมีการจัดรายกการความจริงวันนี้สัญจร ที่วัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี หากคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ไปนั่งฟังอยู่ด้วยจะเกิดอะไรขึ้น"นายประชากล่าว

อ่านรายละเอียดต่อ Matichon Online