WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 24, 2008

กรรมการสิทธิฯ รับคำร้องตรวจสอบพันธมิตรฯ ละเมิดสิทธิเข้าที่ประชุมชุดใหญ่

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

ที่มา : ประชาไท

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทยเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อติดตามผลและให้คำร้องเพิ่มหลังจากได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องขอเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งลงนามโดยประชาชน 220 คน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551

โดยข้อเรียกร้องของกลุ่มดังกล่าวมี 2 ประเด็นหลัก คือให้ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา ไม่เพียงแต่การละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ต้องรวมถึงการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยตามหลักการกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีความเอนเอียงทางการเมือง เนื่องจากมีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่เช่นกัน

อีกประการคือ เรียกร้องให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพันธมิตรฯ นอกเหนือกรณีการสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม อย่างน้อย 3 กรณี ได้แก่ การปะทะกันในวันที่ 2 กันยายน 2551 ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเฉพาะกรณีการเสียชีวิตของ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง และการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสองฝ่าย

อีกกรณีหนึ่งคือ การกล่าวปราศรัยและใช้พื้นที่สื่อในเครือผู้จัดการบิดเบือนข้อมูล โจมตี ทำลายชื่อเสียง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อนักกิจกรรม นักวิชาการ นักสหภาพแรงงาน ที่มีความเห็นและ/หรือข้อเสนอแตกต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ อันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และบางกรณีมีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นด้วย ส่วนกรณีสุดท้าย คือกรณีการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT การปิดล้อมรัฐสภา ตลอดจนการมีอาวุธในครอบครอง

นอกจากนี้ ทางกลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทยยังได้ให้คำร้องเพิ่มใน 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่เว็บไซต์ผู้จัดการเปิดให้มีการแสดงข้อความ ความเห็นเชิงปลุกระดม ให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ที่เห็นต่างจากแนวทางพันธมิตรฯ โดยใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจนเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างผู้ถูกกล่าวหา

อีกกรณีหนึ่งเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนผ่านการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ และทางเว็บไซต์ผู้จัดการ รวมทั้งเรียกร้องให้ปิดเว็บไซต์ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกรณีสุดท้ายคือการคุกคามต่อปัจเจกบุคคลผ่านการยั่วยุบนเวทีพันธมิตรฯ หรือการใช้พื้นที่ในเว็บไซต์ผู้จัดการในการปลุกระดมยั่วยุให้ไปทำร้ายปัจเจกบุคคลที่เห็นต่างจากพันธมิตรฯ ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ด้าน นางสุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทางคณะกรรมการจึงกำลังทำการตรวจสอบทุกฝ่ายและใช้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา นอกจากนี้ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษที่คณะกรรมการชุดใหญ่มีโอกาสได้รับฟังและแลกเปลี่ยนในที่ประชุม ทั้งนี้คณะกรรมการสิทธิฯ มีการตรวจสอบบ้างแล้วและการทำงานยังไม่ยุติ โดยในกรณี 7 ตุลาคม 2551 ได้ลงไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บและเจ้าหน้าที่แล้ว

ส่วนกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากพันธมิตรฯ เป็นประเด็นที่ต้องแยกออกไปอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกรรมการจะรับฟังข้อเท็จจริงวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาด้วย ทางกรรมการจะทำการแยกแยะเพราะประเด็นมีความซับซ้อน



“อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!”


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช


หนังสือ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้านดักดาน) จัดพิมพ์แล้วเสร็จ จัดส่งให้ผู้สั่งจองตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ส่วนท่านที่ต้องการส่งเป็นของขวัญปีใหม่ รีบสั่งซื้อได้ทาง vattavan.com ด่วน ชักช้าต้องรอต้นปีหน้า เพราะสินค้าหมดก่อน!!!..

เย็นวันศุกร์ที่แล้ว ได้ยินเสียงเพลงจากข้างบ้านดังแว่วมาด้วยการขับขานของนักร้องสตรี ซึ่งร้องเป็นภาษาสเปนว่า Que Sera Sera สลับกับภาษาอังกฤษว่า Whatever will be will be ซึ่งให้ความหมายเดียวกัน และเสียงผู้ร้องเพลงนี้ฟังสดใสอ่อนหวานนัก

ผมรู้จักเพลงนี้ดี เพราะตอนเป็นเด็กอยู่โรงเรียนประจำได้ดูหนังทุกวันเสาร์ และเรื่องที่ไม่เคยลืมชื่อ The Man Who Knew Too Much (1956) โดยมีราชาหนังสยองขวัญของโลก อัลเฟรด ฮิชค๊อก (Alfred Hitchcock) เป็นผู้สร้าง นำแสดงโดย เจมส์ สจ๊วต (James Stewart) โดยมีดาราสาว ซึ่งใน พ.ศ. นั้นเธอยังหวานทั้งหน้าและเสียง โลกรู้จักเธอในนาม ดอริส เดย์ (Doris Day) เป็นนางเอกของเรื่อง และเป็นผู้ร้องเพลงนี้เอง

เพลง Que Sera Sera หรือ Whatever will be will be นี้ โดนใจทั้งผมและเพื่อนๆ เพราะหลังจากนั้นนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ที่ผมอยู่ ก็ร้องเพลงนี้เป็นแทบจะทั้งโรงเรียน

เดิมเพลงเอกในหนังเป็นภาษาสเปน ชื่อ Que Sera Sera แต่เป็นภาษาต่างด้าว เกรงว่าคนอเมริกันจะไม่คุ้น และเป็นเหตุให้เพลงจะไม่ติดหูคนฟัง เลยเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคำแปลจากชื่อเดิมว่า Whatever will be will be

ผู้ที่ร้องเพลงนำคือ ดอริส เดย์ นางเอก ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักร้องเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ว่ากันว่า พอเธอได้ยินชื่อเพลงและเห็นเนื้อร้อง ถึงกับเบ้หน้า คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กับ คุณรวงทอง ทองลั่นธม ที่ยิ่งกว่านั้นคือ ร้องไห้ไม่ยอมร้องเพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” ที่ขึ้นว่า “เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินเสียงใครมากู่ๆ เรียกหาเจ้าอยู่ๆ หนใดรีบมา” คุณรวงทองให้เหตุผลว่า “คนอะไรไปรักกับควาย...เพี้ยนหรือเปล่า เพลงอย่างนี้หนูไม่ร้อง!?” แต่ในที่สุดเธอก็ถูกเกลี้ยกล่อมจนยอมร้องอัดแผ่นเสียง

ไม่น่าเชื่อว่าเพลงอย่างนี้แหละครับที่ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ชื่อ “ทองก้อน” และเปลี่ยนใหม่เป็น “รวงทอง” ทำลายสถิติประเทศไทย เพราะเพลงออกมาโดนใจผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง ส่งยอดขายแผ่นเสียงสปีด 78 ของเพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” ขายได้ถึง 5 หมื่นแผ่น และเป็นสถิติต่อเนื่องไปอีกหลายปี เพราะเพลงฮิตแสนฮิตในยุคนั้นได้แค่ 5 พันแผ่นก็เหลือกินแล้ว

ดอริส เดย์ ยอดนักร้องที่โด่งดังของคนอเมริกันยุคหลังสงคราม ก็มาตะเภาเดียวกับคุณรวงทอง พอเห็นชื่อเพลงซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด” เธอถึงกับส่ายหน้าบอกว่า “เนื้อร้องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย!?” แต่เพลงนี้กลับดังทะลุฟ้า ได้เข้าชิงออสการ์ด้วย และกลายเป็นเพลงประจำตัวของดอริสในรายการโทรทัศน์ของเธอเองไปในที่สุด

ท่านผู้อ่านอาจถามว่า เพลงไทยที่ให้ความหมายเดียวกันเช่นนี้มีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเพลงไทยสากลนั้นยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นลูกทุ่งแล้ว มีเพลงที่ให้ความหมายเดียวกัน และเพลงนี้ดังมากด้วย ลองฟังดูนะครับว่า
ไม่ต้องมีดนตรี ใช้ตีกะละมัง
ร้องเพลงดังๆ ให้หนวกหูบ้านใกล้
เขาร้อง สุขสันต์วันวิวาห์
ฉันไม่น้อยหน้านะคนหลายใจ
เอ๊ย...ช่างมันเถิด อะไรจะเกิด ก็ปล่อยมันไป
ฉันไม่ได้อิจฉาใคร แค่แปลกใจที่น้ำไหลออกตา

เพลงนี้สอนให้ฝ่ายหญิงรู้จัก “ทำใจ” เมื่ออกหักคนรักหนีไปแต่งงาน คุณหนู คัทลียา มารศรี ขับร้องเอาไว้นานแล้ว เธอเป็นลูกทุ่งหญิงที่ผมเห็นว่าเก่งมากๆ คนหนึ่งในวงการ ได้รางวัลนับไม่ถ้วน เช่น รางวัลพระพิฆเนศทองคำพระราชทาน ในฐานะนักร้องหญิงลูกทุ่งยอดเยี่ยม รางวัลการเวกทองคำ ประเภทลูกทุ่งหญิงขับร้องยอดเยี่ยมของกรมประชาสัมพันธ์ด้วย

เพลงนี้ชื่อ “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” ทำให้คัทลียาได้รับรางวัลมาลัยทองคำ เมื่อปี พ.ศ.2545 ฟังแล้วถูกใจผมนัก
ทำไมจึงกล่าวว่า “ถูกใจ”?

ความจริงแล้ววลีเพลงอย่าง “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด” หรือ “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” นั้น คนที่เป็นผู้บังคับหน่วยกำลังอย่างหัวหน้าสถานีตำรวจ หรือผู้บังคับหน่วยรบ จะพูดจนติดปาก เพราะมักจะใช้เป็นวลีปลอบขวัญ และปลุกใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้หวั่นหวาดกับภยันตรายทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยและคนของตนเมื่อจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ ไม่ว่าเป็นการรบ หรือเข้าปะทะกับเสี้ยนหนามแผ่นดิน หรือโจรผู้ร้ายใจอำมหิตหน้าไหน เราก็จะไม่หวาดหวั่น

วลีที่เข้าใจง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ ทำให้หน่วยรบสามารถก้าวสู้สมรภูมิ หรือประจันหน้าข้าศึกได้อย่างไม่พรั่นพรึง!
มาถึงวันนี้ สมรภูมิหลักก็อยู่ที่บ้านเรา โดยเฉพาะปัญหาทางภาคใต้ แต่บัดนี้สถานการณ์ก็เริ่มเย็นลง กองกำลังตำรวจ ทหาร พลเรือน ก็ร่วมมือร่วมใจคืนสันติสุขให้ภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งจุดหมายปลายทางของวันแห่งความสงบ...ก็ฉายแสงแห่งความหวัง ให้เห็นรำไร

แต่ปัญหาที่หนักหนาสาหัส กลับกลายเป็นอยู่ที่กรุงเทพฯ นี้เอง เมื่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้เข้ายึดสถานที่ราชการที่สำคัญ คือ ทำเนียบรัฐบาล มานานแรมเดือน เข้ารุมทึ้ง หยิบฉวยขโมยของหลวง เงินสด ของมีค่า รวมทั้งอาวุธไปเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่กลับไม่กล้าทำอะไร!ไม่รู้ว่าฝรั่งมังค่ารู้กันหรือเปล่าว่า หน่วยราชการสำคัญที่ถูกยึดไปด้วยหน่วยหนึ่งคือ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ”

น่าอายขนาดหนัก...ก็ขนาดสภาความมั่นคงแห่งชาติยังโดนยึด ใครอย่าสะเออะมาให้คำมั่นกับผู้คนว่า จะดูแลความมั่นคงแห่งชาติเป็นอย่างดี เหม็นขี้ฟันเปล่าๆ!ผู้กระทำผิดกฎหมายยังกระทำอัปรีย์ ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นการหลู่
พระเกียรติยศ ด้วยการปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินมายาวนาน จนแม้กระทั่งพระราชพิธีสำคัญที่ทางราชการและประชาชนร่วมใจน้อมกันจัด เพื่อถวายพระเกียรติยศแด่สมเด็จกรมหลวงฯ ซึ่งมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยมาตลอดไอ้คนพวกนี้มันก็ไม่ได้ไยดี!

ที่น่าสะเทือนใจที่สุดก็คือ เมื่อมีข่าวสารแพร่ออกมาถึงพสกนิกรผู้จงรักภักดีว่า...พล.ต.จำลอง อนุญาตให้กองทหารรักษาพระองค์ใช้พื้นที่ซ้อมพิธีสวนสนามได้ โดยระบุว่า ให้ทหารจัดกำลังทำการรื้อถอนเต็นท์ พธม. เอง และเมื่อพิธีซ้อมเสร็จแล้วให้ทหารทำการติดตั้งเต็นท์ และคืนทรัพย์สินของ พธม. ให้ครบถ้วน อย่าให้เสียหาย...

ทั้งนี้ พล.ต.จำลอง ระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้พื้นที่เฉพาะวันอาทิตย์ตามที่ทหารร้องขอ จนกว่าจะถึงวันพระราชพิธีสวนสนาม... ไม่น่าเชื่อว่า...หน่วยทหารที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการถวายความอารักขาต่อองค์พระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทย กลับแสดงอาการศิโรราบต่อคำสั่งของผู้นำการกบฏเกียรติศักดิ์รักของข้าฯ มอบไว้แก่ตัว...นั้น...อยู่ที่ไหนกัน!

เมื่อเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ ทำให้ผมคิดย้อนไปในอดีตว่า ทหารรักษาพระองค์นั้นเพิ่งปรากฏมีเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง แต่ท่านผู้อ่านเชื่อผมไหมครับว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันจะต้องเสด็จฯ นิราศจากเมืองไทยไปนั้น กลับไม่มีทหารรักษาพระองค์ติดตามไปส่งเสด็จที่สถานีรถไฟจิตรลดา ทั้งๆ ที่พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่น่าเชื่อว่า... แถวที่ไปส่งเสด็จนั้น มีเพียงแถวนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งชื่อเดิมคือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ
ม.จ.พิริยดิศ ดิศกุล ซึ่งยังเป็นนักเรียน และไปส่งเสด็จ ท่านได้เขียนบรรยายในหนังสือวชิราวุธานุสาส์น ถึงสายพระเนตรที่หม่นหมองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จฯ ตรวจแถวนักเรียน ก่อนจะขึ้นประทับรถไฟ ลูกวชิราวุธทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเล่าเหตุการณ์ได้สอดคล้องกันหมด

วันหน้าผมจะขออนุญาตธิดาของท่าน คือ ม.ร.ว.รมณียฉัตร แก้วกิริยา (คุณหญิงเป็นนักเรียนชั้นเดียวกันผม เรียนห้องเดียวกันที่โรงเรียนราชินีมาหลายปี) นำเอาข้อเขียนบางส่วนของท่านชายพิริยดิศมาลง รับรองว่าท่านผู้อ่านจะอึ้ง!

นี่เองที่พระราชพิธีสำคัญจึงมีนักเรียนของวชิราวุธวิทยาลัย ที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง ได้รับโอกาสสำคัญของชีวิต เชิญพระราชศาสตราในริ้วขบวนพระบรมศพของสมเด็จกรมหลวงฯ ที่เพิ่งผ่านสายตาผู้คนไปไม่กี่วันนี้พวกเขาถูกปลูกฝังให้หนักแน่นในความจงรักภักดีมาตั้งแต่ยังเด็ก!จึงอยากจะตะโกนกู่ก้องไปถึงขุนทหารทั้งหลายว่า

บัดนี้ ฝ่ายตำรวจนั้นเขาได้ออกประกาศอย่างแข็งแรง และจิตใจมุ่งมั่นที่จะป้องกันรัฐสภา อันเป็นเขตพระราชฐานไว้ด้วยชีวิต

อะไรจะเกิด...ก็ให้มันเกิด!!!

ผู้เขียนขอให้คนไทย ทำใจ ให้เหมือนอย่างที่หนู คัทลียา มารศรี เธอร้องเอาไว้ ถ้าเรื่องร้ายจะเกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของบ้านเมืองเราคนไทยทุกคนต้องก้มหน้ารับร่วมกัน!

ทหารจะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของตำรวจหรือไม่อย่างไรนั้น ผมไม่แน่ใจ เพราะทุกวันนี้แม้แต่สถานีวิทยุของ บก.สูงสุด ที่เปลี่ยนเป็นกองบัญชาการกองทัพไทยนั้น ที่ดำเนินการโดย ไอ้.เอน.เอน. ที่ถูกสื่อด้วยกันกล่าวหาว่าเป็น “โคตรเต้าข่าว” การดำเนินรายการของพวกเขา ใครฟังก็รู้ว่า แสดงตนเป็นแนวร่วมสำคัญของพันธมาร โดยสื่อความเคลื่อนไหวของคนพวกนี้อย่างถี่ยิบ ทั้งโจมตีรัฐบาลต่อเนื่องยาวนาน

คนที่พอมีสติปัญญาก็ต้องคิดว่า เจ้าของสถานีที่เป็นทหารอยู่เบื้องหลัง จริงหรือไม่จริงล่ะ!?!

ก็ทำกันอย่างนี้ ทำให้ผมต้องเขียนถึงนายพลบุญสร้าง เจ้านายเก่าของหน่วยงานนี้ สมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งอยู่ ซึ่งมักออกมาให้สัมภาษณ์สวนทางกับรัฐบาลเป็นประจำ โดยได้เขียนคอลัมน์ลงประชาทรรศน์สองวันติด ชื่อคอลัมน์ว่า
“บุญสร้าง อย่าเป็นบุญเสี้ยม! คนอ่านทั้งประชาทรรศน์และเว็บไซต์ต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์กันตรึม...บุญเสี้ยมค่อยหายซ่าไปหน่อย!! อยากจะบอกว่า การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด จนต้องยกเลิกพระราชกำหนดนี้กันไปในที่สุด ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่คิดว่าทหารพอจะช่วยบ้านเมืองได้บ้าง ก็หมดความไว้วางใจในกองทัพไปเลย!

ยิ่งพอตำรวจรักษาสภาอันเป็นเขตพระราชฐานไม่ให้ถูกยึดครอง มีการบาดเจ็บล้มตายกัน ทหารยังออกมาพูดตำหนิปฏิบัติการของตำรวจ ทั้งยังออกโทรทัศน์พูดเชิงข่มขู่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเสียอีก...
ทหารเลยยิ่งตกต่ำในสายตาผู้คน โดนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ขนาดหนัก หรือทหารจะลืมไปว่าเมื่อเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นั้น ทหารเดินแถวตึงๆๆ เข้าถนนราชดำเนินแบบไม่มีกลยุทธ์อะไรเลย...

...ผู้บังคับหน่วยสั่งบรรจุ แล้วยิงด้วยกระสุนจริงเปรี้ยงๆๆๆ เข้าให้ ผู้ชุมนุมลงไปด่าวดิ้นสิ้นชีพไป...จริงหรือเปล่าล่ะ!?!
มาถึง พ.ศ. นี้...หนอยแน่...ทำเป็นลืม ด่าคนโน้น ตำหนิคนนี้ ช่างไม่ดูตัวเองบ้างเลย!

วันนี้ ต้องขอพูดตรงๆ เพราะผมไม่รู้ว่าขุนทหารจะนำเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาถวายสัตย์ปฏิญาณในวันสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจหรือไม่ อย่างไรนั้น...ผมไม่ทราบ ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนนั้นอดคิดไม่ได้ว่า
ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจพลสวนสนามอยู่นั้น ถ้าหากพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปไม่ไกลนัก ก็จะทรงเห็นสะพานมัฆวานฯ และทำเนียบรัฐบาลซึ่งถูกยึดอยู่โดยกลุ่มกบฏ ทั้งๆ ที่มีหน่วยทหารสำคัญหลายหน่วยตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน

กองกำลังนอกกฎหมายได้เข้าควบคุมสถานที่ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดิน และปล้นสะดมทำลายเอาจนย่อยยับ แถมยังวางก้ามสั่งห้ามผู้คนผ่าน

แม้หน่วยทหารรักษาพระองค์จะฝึกซ้อมสวนสนามในพระราชพิธีสำคัญ ยังต้องซมซานไปขออนุญาตพวกมัน...
มันเป็นไปได้อย่างไรกัน...ประเทศนี้!?
ที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมากที่สุดคือ
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนี้
ยังไม่อาจทรงใช้ได้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินประจำได้!
ถึงตรงนี้ น้ำตากลบ เขียนต่อไม่ไหวแล้ว...อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด!!


โกตั๊บปลุกเร้า“ความรุนแรง”

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับ ประจำวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ประเทศไทยจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่ พันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย จะก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเกิดเมืองนอน ของพวกเรา แต่เพียงฝ่ายเดียวจริงๆ หรือ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองและแผ่นดิน ท่านจะนิ่งดูดายให้ประชาชนล้มตาย บ้านเมืองล่มจม ไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ

* ประเทศไทยตกอยู่ ภายใต้อิทธิพลคำขู่ และอาณาจักรแห่งความกลัวที่ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ จำลอง ศรีเมือง สองศาสดามารศาสานานอกรีต สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แล้วเหตุใดประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เห็นแตกต่างกับ โกตั๊บ กับ โกหก สองจอมมารล้างผลาญประเทศ จึงต้องรู้สึกครั่นคร้ามไปตามคำขู่ด้วย

* สถานการณ์ของคนไทยในวันนี้มิได้แตกต่างไปจากชาวบ้านร้านตลาด นอนอยู่กับบ้านดีๆ มี พวกเมากาว เมายา มาร้องตะโกนอยู่หน้าบ้าน มึงไม่ออกมาจากบ้าน ไม่ยอมให้กูเข้าอยู่แทน กูจะเผาบ้านมึงให้วอดวาย เชื่อก็โง่ กลัวก็บ้า ทางที่ดี เอาน้ำร้อนสาดให้สร่างหายจากอาการเมากาว เมายา ก็สิ้นเรื่อง ชาวพาราจะได้นอนตาหลับกันเสียที

* อ่านแต่ละคำ นำมาคิดแต่ละประโยค ชัดยิ่งกว่าชัด โกตั๊บ กับ โกหก เป็นพวกนิยมความรุนแรง และบ้าเลือด จึงได้แต่พร่ำเพรียกเรียกหาสงคราม และสถานการณ์นองเลือด ปลุกระดมเร่งเร้า “ไทยฆ่าไทย” เพราะเชื่อหัวปักหัวปำ หาก “ไทยไม่ฆ่าไทย” ใครๆ ก็จะรุมฆ่ากู... 6 เดือนที่ผ่านมาสร้างศัตรูไว้ทั่วแผ่นดิน มีแต่สร้างเหตุให้ “ไทยฆ่าไทย” จะได้ไม่เหลือใครมารุมฆ่ากู

* คำก็นองเลือด สองคำก็นองเลือด ขึ้นต้นก็สงคราม ลงท้ายก็สงคราม เหล่าแกนนำจิตทรามเห็นความเสื่อมโทรมของประเทศ เป็นความสำเร็จของตนเอง กลายเป็นพวกบ้าเลือด ไปตั้งแต่เมื่อไร ไหนบอกว่าชุมนุมโดยสันติ ใครบอกว่าผู้นำต้องรับผิดชอบชีวิตผู้ชุมนุม แล้วไยวันนี้ ผลักชีวิตผู้ชุมนุมเข้าสู่สงคราม และสถานการณ์นองเลือด โดยปราศจากความรับผิดชอบ

* ใครยิง และ ยิงทำไม ยังเป็นปริศนาดำมืดอยู่จนทุกวันนี้ แต่ความจริงวันนี้ที่ต้องยอมรับก็คือ เวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ใกล้เป็นเวทีร้าง ผู้นำ กับ ผู้จัดการเวที และการ์ดติดอาวุธ รวมกันแล้วมีมากกว่าผู้ชุมนุม หากไม่สร้างเรื่อง ไม่หาเหตุให้คนสมเพชและสงสาร แล้วโยนผิดใส่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อปลุกระดมศรัทธาที่เหลืออยู่น้อยนิดให้จุดติดเป็นเชื้อไฟ เวทีที่ใกล้ร้างก็จะร้างในเร็ววัน

* หลังจากระเบิดลงเป็นรายวัน ทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ทั้งๆ ที่การ์ดพันธมิตรฯ ควบคุมพื้นที่แน่นหนา เพราะ มีทหารชั้นแม่ทัพเป็นผู้วางยุทธการการรุกและการรับด้วยตนเอง ก็มีเหตุให้ปลุกระดมสาวกผู้ศรัทธาอย่างบ้าคลั่ง หลั่งไหลมายัดทะนานหน้าเวที เพื่อก่อกวนความสงบของบ้านเมืองอีกครั้ง วิญญูชนจึงพึงตรองดูว่า การตายของสาวกพันธมิตรฯ ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ แล้วเหตุใดแกนนำพันธมิตรฯ จึงต้อง ใช้ศพผู้ศรัทธาเป็นเชื้อชนวนต่อไฟให้ไหลลามตาม มาอีกหลายศพ

* หากมั่นใจว่าการใช้ศพจะปลุกระดมประชาชนออกมาโค่นล้มรัฐบาล และกดดันทหารให้ก่อการรัฐประหารได้จริง ทำไม ไม่ลองสละศพแกนนำเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้สักศพล่ะ...ที่เคยบอกว่า เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย วันนี้ก็เจ๊งไปแล้ว วันหน้าเห็นทีได้ตายแน่ๆ โกตั๊บผู้เป็นเจ้าของเหล่าสาวก ช่างมีวาจาสิทธิ์ ดีแท้หนอ

* ตำรวจ–ทหาร ทั้งใหญ่และน้อยทุกระดับ หากท่านไม่จับ ไม่หยุดยั้งพวกบ้าคลั่ง พลังแผ่นดินของประเทศไทยจะลดลงและเสื่อมถอยอย่างแน่นอน หากพวกมันจุดชนวนติด พวกท่านจะนั่งไม่ติด บ้านเมืองจะร้อนดั่งเพลิงประลัยกัลป์เผาผลาญจนหมดสิ้น เพราะลิ้นสามนิ้วของโกตั๊บ กับ โกหก ที่หลอกลวงผู้คนให้มาก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเมืองของตนเอง

* จงรัก ภักดีราช สงสารก็แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความเศร้าโศกเสียพระทัยในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังดำรงคงอยู่ไม่จางหาย พระเมรุยังไม่รื้อถอน ความอาวรณ์ของประชาชนยังอบอวลทั่วท้องทุ่งพระเมรุ กลับต้องมาพบกับสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายพระทัยอีกครั้ง เพราะ คนไทยถูกปลุกเร้าออกมาฆ่ากัน ห้ำหั่นกันเอง อีกครา ทหารของพระราชาทั้ง 3 เหล่าทัพ ท่าน จะทำสิ่งใดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสบายพระทัย ก็เร่งมือเข้าเถิด

* ประธานรัฐสภา ชัย ชิดชอบ ประกาศครั้งแล้วครั้งเล่า ย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ไม่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีแต่วาระการ พิจารณาสนธิสัญญาที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่แกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังอ้างเหตุต้องยึดรัฐสภา เพื่อสกัดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบนี้ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาพ จิตหลอน ยกเหตุปกป้องรัฐธรรมนูญโจร หลอกสาวกออกมาชุมนุม จนตัวเองอยู่ในสภาพจิตหลอน เปิดสภาเมื่อไร ก็ผวารัฐธรรมนูญโจรจะถูกแก้เมื่อนั้น...ประสาทแดกเสียแล้วม้าง

* ไม่รู้ว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละคน แต่ละท่าน ที่เห็นดีเห็นงาม และเห็นชอบให้ย้ายที่ประชุมรัฐสภา จะคิดอย่างไร หากมีคนบ้ามาไล่ท่านให้ออกจากบ้านตัวเอง เพราะพวกมันจะยกแก๊งเข้ามาอาละวาด รื้อข้าวของในบ้านท่าน ท่านจะรีบเก็บข้าวของออกไป หรือจะช่วยกันปกป้องบ้านของท่าน ...ฤๅว่า รัฐสภาอันทรงเกียรติที่พวกท่านพร่ำพูดกันจนติดปาก และทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อจะมาเป็นสมาชิก มีคุณค่าน้อยกว่าน้อย จึงไม่ต้องคอยรักษา ปล่อยให้พวกคนบ้าบุกยึดตามใจชอบ

* ยินดีต้อนรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เข้าสู่สนามนักสู้ผู้ว่าฯ กทม. ตามมติพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า “หม่อม” เป็นผู้ที่ได้รับการคัดสรรแล้ว ว่ามีฝีไม้ลายมือมากพอที่จะมาสานต่องานของอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ ว่าแต่ว่าที่ตั้งใจจะมาสานงานต่อนั้น เป็นงานใด กรุณาแจ้งให้ชัด ประชาชนอย่างผมจะได้ตัดสินใจถูก

* แต่ก่อนจะสานงานต่อ ก่องานใหม่ กรุณาช่วยสะสางและแก้ไขงานเก่าของอภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกชี้มูลว่า กระทำทุจริตคิดมิชอบ จนเป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหายหลายพันล้านบาท และต้องเสียงบประมาณมาเลือกตั้งกันใหม่อีกกว่า 150 ล้านบาท

* ถ้าวันนั้น อภิรักษ์ ไม่เซ็นเปิดแอลซี ซึ่ง เปรียบเสมือนเปิดประตูให้โจรปล้นบ้าน และพรรคประชาธิปัตย์ไม่หน้าด้านส่งอภิรักษ์ลงสนาม เพื่อหวังใช้คะแนนคน กทม. ฟอกตัว แล้วละก็ วันนี้เราก็คงไม่ต้องเสียเงินหลายพันล้านบาทไปฟรีๆ และไม่ต้องเปลืองงบประมาณเลือกตั้งใหม่...จริงไหมครับ “หม่อม”

* ไหนๆ ก็ไหนๆ จงรัก ภักดีราช ขอประกาศตรงนี้เลยว่า อยากเห็นการรื้อพรมห้องอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ จะได้ประจักษ์แก่ใจไปเลยว่า มีขยะถูกกวาดเก็บซุกซ่อนอยู่ใต้พรมกี่เรื่อง กี่กอง ฉะนั้นแล้ว หากใครเห็นด้วยกับ การรื้อขยะใต้พรมในห้องผู้ว่าฯ กทม. ขออย่าได้กระทำผิดซ้ำสอง ซ้ำสาม อีกเลย ...แค่นี้ก็ไม่รู้ว่าหลักฐานถูกทำลายไปเท่าไรแล้ว



บทพิสูจน์ ‘เสื้อแดง’ รักสันติ!


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ขันติโรจน์

รายการความจริงวันนี้สัญจร 3 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งเมืองทองธานี สนามราชมังคลากีฬาสถาน และที่วัดสวนแก้ว เป็นบทพิสูจน์ว่านักประชาธิปไตย เป็นคนรักสันติภาพ รักความสงบ และตั้งตัวอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างแท้จริง

รายการความจริงวันนี้สัญจรที่วัดสวนแก้วเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ได้ยุติลงในเวลา 17.00 น. หลังเสร็จการปราศรัยของแกนนำผู้จัดรายการ ทั้งนาย วีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รวมถึง นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

การชุมนุมครั้งนี้หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น รวมทั้งมีเสียงด่าทอ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ อย่างมากมาย

กระทั่ง พระพยอม ออกแถลงการณ์ 23 พฤศจิกายน ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า "ตามที่มีประชาชนบางส่วนมองว่า อาตมาค่อนข้างเลือกข้างโดยอนุญาตให้รายการความจริงวันนี้ เข้ามาจัดชุมนุมที่วัด ขอแจ้งว่าอาตมาเคยจัดงานเสริมธรรมเสริมปัญญา โดยเชิญ หน่วยงานรวมถึงนักการเมืองเข้ามาอภิปรายไม่รู้กี่ครั้ง

เหตุผลคือ วัดเป็นสถานที่ที่ศาสนิกชนเข้ามารับฟังธรรมอันเป็นความจริง ไม่ว่ากลุ่มคนเสื้อเหลือง แดง ขาว มาขอจัดงานภายในวัด โดยมีเงื่อนไขภายใต้ความสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธและการปลุกระดมให้เกิดเหตุความรุนแรงหรือความวุ่นวายในบ้านเมืองย่อมทำได้

ข้อดีของการจัดชุมนุมภายในวัด ผู้อภิปราย จะระมัดระวังคำพูดหลีกเลี่ยงคำหยาบ มุ่งเน้นให้เนื้อหาสาระความรู้ มากกว่าผู้สนุกเพื่อปลุกใจมวลชน คนเสื้อแดงคิดอย่างไรมีเหตุผลอะไรก็พูดอภิปราย คนเสื้อเหลืองก็เช่นเดียวกัน อาตมาขอ ฝากข้อคิดคำคมไว้ว่า คมอาวุธทำลายชีวิต คมความคิดทำลายกิเลส ขอให้อย่าใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

ขออย่าใช้อาวุธประหัตประหารกัน อาตมาขอให้ผู้ชุมนุมทุกฝ่ายทุกคนสดับตรับฟังด้วยสติเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ คนที่เข้าใจว่าอาตมาเป็นเครื่องมือนักการเมือง อาตมาอยากบอกว่ากลับเป็นเรื่องตรงข้าม เพราะอาตมาจะเอานักการเมืองมาเป็นเครื่องมือของธรรมมะ"

หลังจากช่วงของการสนทนาธรรมกับพระพยอม นายวีระ มุกสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ลุกขึ้นปราศรัยระบุว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่จับคู่คนเสื้อแดงและเหลืองสองคู่นี้ให้เป็นคู่วิวาทเขาบอกว่าการชุมนุมที่ทำเนียบเป็นของคนเสื้อเหลืองและวัดสวนแก้วเป็นของเสื้อแดงและบ้านเมืองจะวิกฤติซึ่งจะวิกฤติได้อย่างไรเราสันติ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ มาจับคู่อย่างนี้ได้อย่างไร

นายวีระบอกว่า ฝั่งโน้นเขาจะชุมนุมใหญ่และจะไปปิดล้อมรัฐสภา ทำให้คนวิตกว่าคนแหลืองเสื้อแดงจะปะทะกัน ซึ่งยืนยันว่าไม่มี เพราะพวกเราจะไม่ไปที่ไหนและขอร้องเลยว่าพี่น้องเสื้อแดงทั้งหลายอย่าเฉียดเข้าไปไกล้ ให้เขาแสดงให้ชัดเจนว่าใครอยู่ในสันติ คนเสื้อแดงให้อยู่กับบ้าน

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมปราศรัย ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้ขึ้นเวทีอีกครั้ง โดยกล่าวสรุปเรียกร้องให้แฟนคลับ และสมาชิกแนวร่วม นปช. ว่า ไม่ควรนิ่งเฉย รอความตาย ถ้าคน 5 ล้านคน ร่วมกันเขียนไปรษณียบัตรถวายฎีกา ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่พระราชวินิจฉัย

ส่วนพระสงฆ์ทั่วประเทศขอไตร่ตรองว่า ศาสนาพุทธได้สูญหายไปจากประเทศอินเดียเพราะเหตุใด หลายวัดสั่งจานเอเอสทีวี ไปติดตั้งให้พระลูกวัดดูกันเพลิดเพลิน แต่พระท่านไม่รู้เลยหรือว่า แกนนำคือ สันติอโศก ซึ่งศาสดาของพวกนี้คือ พระเทวทัตไม่ใช่ พระพุทธเจ้า

นอกจากนี้ นายวีระ ได้นัดแนะกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกันอีกครั้งในการจัดรายการ ความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ด้วย

ขณะที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุว่า หัวหน้าใหญ่ของพันธมิตรฯ ประกาศว่า ให้เอาของมาด้วย แล้วก็บอกว่าจะนองเลือดนองแผ่นดินก็ให้มันนองไปเลย นั่นหรือเป็นการพูดของคนที่ยึดหลักสันติอหิงสา ซึ่งคำว่า อหิงสา ความจริงหลักนี้มีมาแล้ว 800 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งต่างจากพันธมิตรฯ ที่บอกว่าชุมนุมแบบอหิงสา เป็นคนละเรื่อง

ทั้งนี้ คำว่าอหิงสาเขาแปลว่าต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง ต้องไม่บาดเจ็บ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่พันธมิตรจะเรียกอหิงสาได้อย่างไร

โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2550 ได้กำหนด “เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม” มาตรา 63 ไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”

รายการความจริงวันนี้สัญจร 3 ครั้งที่ผ่านมานั้น ยึดหลักสันติความสงบ ไม่ต้องการทะเลาะกับใคร ชุมนุมเสร็จแล้วก็กลับบ้านก็ไม่มีความรุนแรงอะไร

แต่พันธมิตรฯ ที่ประกาศจะบุกรัฐสภาในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ประชาชนต้องเฝ้าจับตาว่า ใครกันแน่ที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง !

ม้วนเดียวจอด!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


เกมการเมืองระหว่าง “ฝ่ายเผด็จการ” กับ “ฝ่ายประชาธิปไตย” กำลังเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวันนี้ ( 24 พ.ย.) ที่พันธมิตรฯ ประกาศว่า “ม้วนเดียวจบ”

หลายคนประเมินสถานการณ์ว่าจะรุนแรงกว่าวันที่ 7 ตุลาคม แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงบ่ายวันที่ 23 พฤศจิกายน ปรากฏว่า แผนการปลุกระดมมวลชนของพันธมิตรฯ ไม่เป็นไปตามที่วางไว้

ม็อบพันธมิตรฯ ปลุกไม่ขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก เงินไม่พอจ้างคนมาชุมนุม หรือ คนไม่กล้าเดินทางมาร่วมเพราะกลัวอันตราย

กระทั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาแถลงข่าวว่า “มั่นใจว่าการชุมนุมวันที่ 24 พฤศจิกายน จะเป็นแบบม้วนเดียวจบ ไม่มีการอยู่เป็นแรมเดือน สาเหตุที่มั่นใจเพราะเชื่อในความเข้มแข็งของประชาชน และสถานการณ์ก็สุกงอมแล้ว ถ้าประชาชนมามากก็ม้วนเดียวจบทันที แต่ถ้าคนมาน้อยก็จบเหมือนกัน แล้วยกบ้านยกเมืองให้คนชั่วไป”

นอกจากนี้ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การเคลื่อนไหวในวันที่ 24 พฤศจิกายน จะเคลื่อนไปยังรัฐสภา และอาจจะเคลื่อนไปที่อื่นๆ ด้วย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ส่วนที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนสถานที่การประชุมรัฐสภาฯ แต่อาจจะเลื่อนการประชุมออกไป นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เป็นคำพูดกลับไปกลับมาเชื่อถือไม่ได้ เพราะถ้ารัฐบาลจริงใจไม่แก้ไขรัฐธรรมนุญก็ต้องประกาศมาก่อนหน้านี้ โดยไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร.เข้าในวาระการประชุม ฉะนั้น คำพูดของรัฐบาลที่กลับไปกลับมา รัฐบาลจะไม่เชื่ออีกต่อไป

ฟังจากท่าทีของ พล.ต.จำลอง แล้ว คาดว่า พันธมิตรฯ ต้องการจะให้เกิดความรุนแรง โดยจะมีการบุกไปสถานที่อื่นๆ

ที่สำคัญคือ งานนี้นอกจากพันธมิตรฯ จะประกาศแตกหักกับรัฐบาลแล้วยังต้องการจะท้าทายกองทัพบก และ กองทัพเรือ ยกเว้นกองทัพอากาศ

สถานที่แรกที่จะบุกไปก่อความวุ่นวาย คือ “กองบัญชากองทัพบก” ที่ที่ 2 คือ กองบัญชาการแม่ทัพภาค 1 ที่ที่ 3 คือ กองบัญชาตำรวจนครบาล และ ที่ที่ 4 ที่ซึ่งทหารจะไม่ยอมเด็ดขาด

แหล่งข่าวระบุว่า 24 พฤศจิกายนนี้ ไม่ได้เป็นสงครามเฉพาะ รัฐบาล กับ พันธมิตรฯ แต่เป็นเกม การเมืองระหว่าง ผบ.ทบ. กับ พันธมิตรฯ

นี่คือ เป้าใหม่เพื่อที่จะกดดันให้ทหารออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ โดยอ้างเหตุผล “ความรุนแรง”
แกนนำพันธมิตรฯ จะกระตุ้นให้ผู้ชุมนุมลุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้อาวุธที่เตรียมมาก่อเหตุคล้ายๆ วันที่ 7 ตุลาคม
อาวุธที่ใช้ก็คือ “ระเบิด” ซึ่งจะทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ผมได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกอเนจอนาถใจอย่างยิ่ง ซึ่งถ้า แกนนำพันธมิตรฯ ยังมีจิตสำนึก ควรรู้ด้วยว่า ชีวิตคนนั้นเกิดมายาก แต่ไปทำให้เขาตายง่าย มันคือ การทำบาป ผิดศีลธรรม และจะต้องชดใช้ไปอีกหลายชาติ

อย่างไรก็ตาม หากเกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ ใน 1-2 วันนี้ “คนเสื้อแดง” ที่รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครยอมอยู่เฉยเหมือน 19 กันยายน 2549 แน่ๆ

ต้องเตือนสติพี่น้องคนรักประชาธิปไตยว่า หากมีการปฏิวัติ ต้องไปรวมพลกันที่สนามหลวงโดยทันที!



ปลด ‘บิ๊กป๊อก’!!

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ประกาศเหยงๆ เร่งระดมพลแสนยานุภาพอันเกรียงไกร เพื่อทำสงครามเผาประเทศ แบบ “ม้วนเดียวจบ” ...แต่ดูแล้ว ไร้ความศักดิ์สิทธิ์ และ สิ้นมนต์ขลังเอามากทีเดียวเชียว!!
เพราะตลอดเวลา ที่ “นายพลเลี้ยงหมา” ก่อม็อบยึดทำเนียบเป็น “โจรกบฏ” ได้สร้างความเสียหายให้กับชาติ อย่างเหลือคณานับ ยับเยิน ประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้...

ด้วยศักยภาพ ที่เป็นคน “ลวงชาติ” แบบขาดสติ...จึงมีคนเห็นธาตุแท้ว่า “มนุษย์พันธุ์กินผัก” เป็น“ตัวเสี้ยม” และ “ตัวชน” ที่อยากเห็นประชาชน ออกมาฆ่ากัน “ตายคาถนน” เพื่อสนองตัณหา ความผิดเพี้ยนในเซลล์สมองที่ขยายพันธุ์แห่งความชั่วมากขึ้นทุกวัน??

“กะพรุนไฟ” สดับตรับฟังข่าว ช่วงเวลา 8 โมงกว่า วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน อันเป็นฤกษ์ยกพล “เข้าล้อมรัฐสภา”.....

มีเพียงแค่ “สาวก” กระจิบกระจ้อย?... มาร่วมชุมนุมพล สร้างความปั่นป่วน นำชาติไปสู่ “กลียุค” ให้ “คนไทยฆ่าคนไทย” ด้วยกันเอง เพราะถ้า “คนไทย” ไม่ห้ำหั่น ตีรันฟันแทง...เป็นใบเบิกควักมือนำร่อง เรียกทหารออกมา”ปฏิวัติรัฐประหาร” ในคราวนี้กันแล้ว“หัวโจกแกนนำม็อบ” ต้องหอบสังขารเหนียงยาน ติดคุกกันหัวโต!! ที่จะกลับบ้าน ไปนอนตีพุง กลางมุ้ง บอกได้เลยว่าไม่มี

“กะพรุนไฟ” ได้แต่ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ “พระสยามเทวาธิราช” ปกป้องคุ้มครองผองไทย อย่าให้แผนการ “กาลีบ้านกาลีเมือง” สำเร็จสมใจนึกบางลำพู ตามที่คีย์แมนตัวเอ้ ของม็อบพันธมิตรฯ เพื่อพาคนไทยไปตาย...อย่าได้ลุล่วงสำเร็จตามเป้า ด้วยนะเออ...

เพราะถ้างานนี้ จุดไฟวิบัติ โชติช่วงชัชวาลสำเร็จแล้วล่ะก็? พี่น้องคนไทย “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ต้องฆ่ากันตายเป็นเบือ ยิ่งกว่าใบไม้ร่วงในประวัติศาสตร์ ที่เมืองไทยเคยบันทึกมาก็แล้วกัน!!

อย่างไรก็ตาม เห็นความขมีขมัน ขยันตัวเป็นเกลียว ของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และสะเดิ๊บเปิ่บขาถ่าง นั่งเก้าอี้ “รอง ผอ. กอ.รมน.” อีกหนึ่งตำแหน่ง ก็อุ่นใจเบาแรงไปโขได้ระดับหนึ่ง!!

เมื่อท่านขี้ม้าบักจอน มุดเข้าถ้ำไปปรึกษาสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน กับ “ซูเปอร์ป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และ รัฐบุรุษ เอกบุรุษที่ทุกฝ่าย ให้ความยำเกรงกันอยู่หลายกิโลขีด เชื่อว่าถึง “ป๋าเปรม” จะไม่อยากเข้ามาร่วมแจมด้วย??

แต่เมื่อสถานการณ์บีบบังคับ หน้านิ่วคิ้วขมวด เข้ามาสู่จุดสุดยอดแห่งความวิกฤติ ณ คาบเวลานี้“ป๋าเปรม” น่าจะปิ๊งไอเดีย ฝากการบ้านให้ “บิ๊กป๊อก” มาทำ ไม่มากก็น้อย

แต่ที่ “กะพรุนไฟ” สงสัย หงุดหงิดหัวใจเป็นอันมาก (ส์)...เพราะในฐานะที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั่งอะร้าอร่าม เป็น “รอง ผอ.กอ.รมน.” ต้องรายงานสายตรง ส่งความจริงไปยัง “หน่วยเหนือ” มิใช่หรือ ท่านสารวัตร

กล่าวได้ว่า ความตึงเครียด เผชิญหน้า ไปสู่จุดแตกหัก ทะลุปรอทเดือด... “บิ๊กป๊อก” ต้องรายงาน ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ไปยัง “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ผู้สวมหมวกอีกหนึ่งใบ เป็น “ผอ.กอ.รมน.” ซึ่งกุมดาบอาญาสิทธิ์ “กฎหมายความมั่นคงภายใน” หรือ “พ.ร.บ.ฉุกเฉิน”... แต่ทำไม?...ท่านถึงได้ตะลอน ย้อนศร เอาเรื่องไปปรึกษา กับคน “นอกวัฏจักร” ด้วยเล่า...

ไม่มีหน้าที่? ไม่มีอำนาจสั่งการ? ทำหยั่งงี้ ระบบราชการป่วน รวนเร โดยไม่ต้องบอก??

แต่อย่างไรก็ตาม “กะพรุนไฟ” เชื่อในความปรารถนาดีอันแรงกล้า ของ “บิ๊กป๊อก” ที่จะหยุดชนวนเลือด ไม่ให้ไหลนองติ๋งๆ ลงในแผ่นดิน ท่านทำการใด ที่ทำให้ประเทศไทยสงบสุข ไร้ร่องรอยแห่งความแตกแยก ทำไปเหอะ!!
แต่ทางที่ดี ข้อระเบียบราชการไทย ต้องยึดให้มั่น ปฏิบัติให้ “ตรงเป๊ะ” อย่าลืมเชียวนะ จะมาแหกโค้ง ใช้วิธีการอื่น นอกระบบ จะเสียรังวัด โดยไม่รู้ตัว!!

เพราะ ตรงนี้และที่นี่ ยังเชื่อว่า “กฎหมาย” ยังมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นบรรทัดฐานแห่งครรลอง ปกครองชาติ ได้อย่างเที่ยงธรรม ไม่มีบุบสลาย ถึงพันธมิตรฯ จะแหกด่านมะขามเตี้ย...ใช้ระบบ “เอี้ย ๆ” นอกเส้นทางกฎหมาย ทำผิดเสียจนเคยตัว

แต่ท้ายที่สุด ไม่มีใครลอยชาย หนีกฎหมาย ต้องชดใช้ ชะตากรรมในคุก อย่างไม่มีทางเลี่ยง เมื่อกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ผดุงคุณธรรมเยี่ยงนี้ ในฐานะที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คัดท้ายเป็น รอง ผอ. กอ.รมน. ควร “ลิงก์” รายงานความเป็นจริง ไปยัง “ผอ.กอ.รมน.” ที่มี “นายกฯ สมชาย” นั่งคอนโทรลอยู่

เพราะตามขั้นตอนของ “กอ.รมน.” มีกฎหมายทุกระดับชั้น...ที่จะหยุดสถานการณ์ ไม่ให้เลวร้าย ไร้กฎกติกา หากมีการรายงาน ขั้นตอนมาตามระเบียบปฏิบัติ และ“กะพรุนไฟ”ทราบมาว่า ตลอดเวลาที่ “ม็อบกบฏ” ก่อเหตุขยายวงกว้างบานทะโร่ไปทุกหย่อมหญ้า ทาง “รอง ผอ.กอ.รมน.” ที่มี “บิ๊กป๊อก” นั่งโยงเฝ้าแท่น ยึดสัมปทานโควตาอยู่นิ่งเป็นพระอิฐพระปูน ถึงขั้นนั้นเลย จริงหรือไม่??

วงจรงานราชการ เขามีมาตรฐาน ใคร “ละเลย” หรือ “บกพร่อง” เขาก็ผ่าทางตัน...คือต้อง “เจี๋ยน” หรือ “ปลดออกจากตำแหน่ง” ไปเสีย !!!จะมาให้นั่งทำงานงุดๆ หลังขดหลังแข็งอยู่... ดูจะเสียต่อ “ระบบราชการ” ไม่น้อยเลยนะงานเนี่ย ???



จาก..ปีศาจคาบคัมภีร์สู่..ปีศาจคาบโกเต๊กซ์


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

การปลุกระดมผู้คนให้เข้ามาถล่มเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร โดยแกนนำ 5-6 คน ที่โกหกพกลมผู้คนไปทั่ว ปากอ้างเรื่อง จริยธรรม คุณธรรม ธรรมาภิบาล ทำตัวเป็นผู้ผูกขาดความ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไว้เพียงกลุ่มเดียว ทั้งที่แกนนำเหล่านี้ ต้องคดีความต่างๆ มากมาย เปรียบเสมือน “ปีศาจคาบคัมภีร์” การปลุกระดมผู้คนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วาจา กิริยา ท่าทาง อย่างขึงขัง
... สงครามครั้งสุดท้าย !!!
... ทุบหม้อข้าวเข้าตีเมือง !!!
... สงคราม 9 ทัพ !!!
... ม้วนเดียวจบ !!!

ทุกถ้อยความส่อไปในการใช้ความรุนแรง เป่ามนต์ให้ผู้ชุมนุมอย่ามามือเปล่า ใครมี “ของ” ให้นำติดกายมาให้หมด
“ของ” ดังว่า จึงหมายถึงอะไรไปไม่ได้ เพราะหากดูบริบทของรูปการณ์ ในการปลุกระดม เขาต้องการใช้ความรุนแรง ดังนั้น “ของ” ที่ว่านั่นคือ “อาวุธ” ซึ่งคงไม่ใช่เพียงแค่ “มีด ไม้ ปืน หนังสติ๊ก ไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล” เพราะของเหล่านี้มีเต็มทำเนียบ ดังนั้น “ของ” ดังว่า จึงหมายความเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจาก “ปืน” !!! และ “วัตถุระเบิด” !!! ไม่ว่าจะเป็น ระเบิดขวด ระเบิดปิงปอง ระเบิดลูกเกลี้ยง ระเบิดน้อยหน่า !!! นั่นเอง คำพูดปลุกระดมต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “เลือดนองแผ่นดิน” หรือ “ใครกลัวตายไม่ต้องมา” เป็นต้น

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า แกนนำม็อบ หิวกระหายในเลือดเนื้อชีวิตของคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาเป็น “ปีศาจ” อย่างชัดเจนต่อสาธารณชนแล้ว

ปีศาจ เหล่านี้ยกข้ออ้างต่อต้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่ง ภาคประชาชนโดย คปพร. ภายใต้การนำของ อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย และ นพ.เหวง โตจิราการ เป็นแกนนำล่าชื่อคนเสนอกฎหมาย เข้าตามตรอกออกตามประตูทุกประการ

ขณะที่ “การเมืองใหม่” ของพวกตัวเองปรากฏชัดเจนว่าเอาไว้ใช้เป็น “ฉากบังหน้า” เพราะเพิ่งจะเป็นเพียง “วุ้น” จนถึงวันนี้ยังไม่มีตัวร่างเสนอเข้ามาเปรียบเทียบ เพราะยังไม่ตกผลึกในหมู่ของตนด้วยซ้ำไป อย่าไปคิดถึงการล่ารายชื่อเสนอกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญกำหนด

“ฝูงปีศาจ” ตระเตรียมแผนการเคลื่อนขบวน ให้ส่วนหน้าประกอบไปด้วย นักรบภาคใต้ คนเมืองเพชร และคนชลบุรี

ทำไมจึงเลือกหยิบคนเป็นการ์ดจากพื้นที่ที่เขากำลังปรับสภาพปรับจิตใจให้มีความรักสงบขึ้นมาอีก มี “นัยสำคัญ” รู้ๆ กันดีอยู่แล้ว แกนนำเขาบอกว่า “เด็ก-สตรี อยู่ด้านท้าย” และ “แกนนำ จะตามมาทีหลัง” เพราะติดธุระส่วนตัว

คนพวกนี้ไม่เคยอยู่ด้านหน้า หากจะรบทัพจับศึก เลียนแบบ “สงคราม 9 ทัพ” ที่ “พม่า” มันเข้ามาตีกรุงรัตนโกสินทร์ ย้ำว่าเป็นพวก “พม่า” หรือ เลียนแบบ “พระเจ้าตากสินมหาราช” ทุบหม้อข้าวเข้าตี ผู้นำทัพจะต้องขึ้นมาด้านหน้า แต่ “แกนนำ” เหล่านี้...ขี้ขลาด

เล่นของต่ำ เล่นไสยดำ มนต์ดำ เอาของต่ำ!!! อย่าง ผ้าอนามัยสุภาพสตรี หรือ “โกเต๊กซ์” ไปแตะฐานพระบรมรูปเสด็จพ่อ ร.5 ของปวงชนชาวไทย

ตามหลักควรจะเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่าเป็น “ปีศาจคาบคัมภีร์” แต่... หลายคนบอกว่าต้องเปลี่ยนใหม่ เปรียบเทียบอย่างนั้นมันไม่เข้าสถานการณ์ เปลี่ยนเป็น “ปีศาจคาบโกเต๊กซ์” จึงจะเหมาะสมกว่าไหม? แล้วใครจะไปร่วมให้คิดหน้าคิดหลังให้ดี เพราะที่พวกเขาซ่องสุมเต็มไปด้วยอาวุธสงคราม ที่อยู่ในมือของคนไม่ชำนาญการ พลาดพลั้งจะบาดเจ็บล้มตายไป...ฟรี...ฟรี..


'สมเกียรติ'เลอะเทอะขู่ยึดสนามบินห้ามนายกฯกลับบ้าน

สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กระทำการอุกอาบุกล้อมปิดทางเข้า-ออกที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมือง โดยมีแกนนำเข้ามาร่วมสมทบคือ นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พร้อมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ได้ทยอยเดินทางมาร่วมชุมนุมเรื่อยๆ ทั้งนี้นานศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯรุ่น 2 และประธาสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กล่าวประกาศบนรถปราศรัยว่า หากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์นายกรัฐมตรี เดินทางกลับจากการประชุมสุยอดผู้นำเอเปคเมื่อมด กลุ่มพันธมิตรฯจะเดินทางไปปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิทันที เพื่อไม่ให้นายกรัฐมนตรีสามารถเดินทางกลับบ้านได้

'สมชาย'ย้ำสื่อนอก!ปัดไขก๊อก'สร.1'ชี้มีที่มาถูกต้อง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ ในกรุงลิมา หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค โดยกล่าวยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มาตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ยังได้กล่าวปฏิเสธว่ากองทัพจะไม่ทำการรัฐประหาร โดยอ้างว่ากองทัพกองทัพได้ทำการยืนยันว่าจะไม่ทำการรัฐประหาร

“เราเข้ามาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นผมจึงไม่ได้คิดถึงการลาออกแต่อย่างใด ผมจะอดทนจนถึงที่สุด เราต้องเจรจา และพยายามหาทางปรองดอง” เขากล่าว โดยเสริมว่า เขาไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการแข็งกร้าว เพื่อปราบกลุ่มพันธมิตรฯ หากรัฐบาลจะต้องถูกขับไล่ ก็ควรมาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา หรือจากการลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน"นายสมชายกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับประเทศไทยยิ่งไปกว่านั้นคือ วิกฤตการเงินทั่วโลก ที่เป็นประเด็นหลักในการประชุมเอเชีย แปซิฟิกครั้งนี้ โดยยำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในตอนนี้มีเรื่อที่เล็กมากที่สุดเพียงจุดเดียวในกรุงเทพฯ และระบุว่าสิ่งนี้ยังไม่ได้ทำลายระบบซานเศราฐกิจมากนักเท่าทาควร



'กุเทพ'ชำแหละม็อบขายชาติยั่วยุให้เกิดนองเลือด!หวังนำไปสู่ปฎิวัติ

ที่พรรคพลังประชาชนวันนี้ (24 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวภายหลังจากที่ ส.ส.ได้รับแจ้งจากนายชัย ชิดชอบประธานสภาผู้แทนราษฏร ว่าไม่มีการประชุมสภาฯ เนื่องจากถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกปิดล้อม ซึ่งสส.ในพรรคมีท่าทีตรงกันและเข้าใจว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นการยั่วยุ ให้เกิดการนองเลือดและนำไปสู่การรัฐประหาร ซึ่งถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของกลุ่มพันธมิตรฯ ส่

ร.ท..กุเทพ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประธานสภา ได้เลื่อนการประชุมออกไปนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว และสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้า ทั้งนี้ตนขอประณามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำให้ประเทศ และประชาชนเสียโอกาสเพราะการประชุมรัฐสภาวันนี้มีร่างข้อตกลงที่สำคัญที่จำนำไปประชุมผู้นำอาเซียนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและประธาน เป็นเหตุให้การประชุมสะดุด

รักษาการโฆษกพปช. กล่าวต่อว่า การที่กลุ่มพันธิตรฯ มาปิดล้อมรัฐสภาและอ้างว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วได้มีการชี้แจงไปแล้วว่าไม่มีการนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาประชุม แสดงว่ากลุ่มพันธิตรฯ เอาแต่ใจไม่เลื่อมใส และศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่ออกกล่าวว่า ครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย เป็นการต่อสู้แบบพระเจ้าตาก และทุบหม้อข้าวตัวเอง อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่พันธมิตรฯ ประกาศความชัดเจนเป็นครั้งแรกตั้งแต่การชุมนุมมาว่า และการระดมคนมาครั้งนี้ยังไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อีก ก็ขอให้รักษาคำพูด และขอให้ยุติการชุมนุม ปล่อยประชาชนกลับที่ตั้ง หากไม่กระทำตามถือว่าผิดคำพูดและไร้สัจจะ

ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพรรคพลังประชาชนก็ยังยืนยันสนับสนุนแนวทางการทำงานของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ซึ่งก็สามารถพิสูจน์ธาตุแท้ของพันธมิตรฯ ได้ตามลำดับ และคิดว่าการประชุมสภาฯ หากเปิดไม่ได้ภายใน 2-3 วันนี้ก็ไม่เกิดปัญหา และเห็นด้วยกับทุกทางที่จะไม่มีการเผชิญหน้า

ทั้งนี้ร.ท.กุเทพ ได้เรียกร้องไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ที่สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ มาเป็นระยะ ได้รักษาระบอบประชาธิปไตย และระบบรัฐสภา ซึ่งวันนี้ตนก็ยังดีใจที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมการประชุม ทั้งๆ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทำการปิดล้อมรัฐสภาเรียบร้อย แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้รับการต้อนรับจากพันธมิตรฯ เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงความสันพันธ์อันดีระหว่างพันธมิตรฯ กับพรรคประชาธิปัตย์ และขอร้องว่าอย่าตีสองหน้า

นอกจากนี้รักษาการโฆษกพปช. ยังกล่าวอีกด้วยว่า พรรคพลังประชาชนจะรอดูสถานการณ์หลังจากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค. 2551 ที่รัฐบาลได้ทำการสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะหลีกเลี่ยง จะคอยดูว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร ซึ่งตนคาดว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ก็คงจะประกาศชัยชนะ แต่อยากถามว่าชัยชนะที่ได้รับ แลกกับโอกาสที่เสียไปของประชาชน และใครได้รับประโยชน์ ยังมีความภูมิใจอยู่หรือ