
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, November 24, 2008
แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 ระบุ จะปิดล้อมดอนเมืองอย่างน้อย 3 วัน 3 คืน

กองทัพยังเชื่อสถานการณ์จะคลี่คลายในทางที่ดี
กองบัญชาการกองทัพไทย 24 พ.ย.- โฆษกกองทัพไทย เชื่อสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายในทางที่ดี แต่ต้องใช้เวลา ย้ำจุดยืนกองทัพไม่ใช้กำลัง ไม่ทำร้ายประชาชน
พล.ต.วิศณุ ศรียะพันธ์ โฆษกกองทัพไทย กล่าวระหว่างแถลงข่าวสถานการณ์รอบประเทศ เกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไปที่บริเวณรัฐสภา ว่า แม้คนไทยจะมีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมือง แต่ก็มีความรักในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนกัน จึงเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง
“บ้านเมืองเราคงอยู่ในสภาพนี้ไม่นานนัก สถานการณ์คงดีขึ้น เพียงแต่ต้องหันหน้าเข้าหากัน ต้องยอมกันบ้าง ถอยบ้าง หยุดบ้าง และอีกไม่นานก็จะถึงวันสำคัญ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เราต้องร่วมกันเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่รักสูงสุดของคนไทยทุกคน” โฆษกกองทัพไทย กล่าว
พล.ต.วิศณุ กล่าวด้วยว่า กองทัพไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทำงานในกรอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) อยู่แล้ว โดยในส่วนของทหารที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน พร้อมยืนยันจุดยืนกองทัพ ไม่ใช้กำลังและไม่ทำร้ายประชาชน.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-11-24 15:39:44

ครม.หาแนวทางชี้แจงผลกระทบที่ไม่สามารถประชุมร่วมสองสภาได้
กรุงเทพฯ 24 พ.ย.- “วุฒิพงศ์ ฉายแสง” เผย ครม.หารือแนวทางประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจถึงผลกระทบที่สมาชิกรัฐสภาไม่สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ขณะที่เลขาธิการ ครม.ระบุรัฐมนตรีมาหารือเท่านั้นไม่ได้ประชุม ครม.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 13.15 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปชุมนุมปิดล้อมที่กระทรวงการคลัง ได้ดาวกระจายต่อมายังท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 3 คันรถบัส หลังจากทราบว่ามีการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มประชุมไปตั้งแต่เวลา 10.30 น. เมื่อพันธมิตรฯ เดินทางมาถึงได้เขย่ามือตบ พร้อมเสียงโห่ร้อง โดยมีตำรวจยืนอยู่หลังแผงเหล็กกั้นทางเข้าด้านหน้าห้องรับรองพิเศษเดิม
นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดจากการที่ไม่สามารถประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับความร่วมมือในกรอบอาเซียน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความเป็นผู้นำอาเซียน อย่างไรก็ตาม คงต้องมีการหารือระหว่างรัฐบาล ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ต่อไป
นายวุฒิพงศ์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า เวลา 15.30 น.วันนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ จะแถลงข่าวร่วมกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า จากการสอบถามนายทหารคนสนิทผู้บัญชาการทหารบกยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่องนี้
นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ไม่ได้เป็นการประชุมคณะรัฐมนตรี เพียงแต่มาพบเพื่อหารือกันเท่านั้น.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-11-24 15:31:39

จะจบแบบไหน?
ขณะที่การเมืองสนามใหญ่กำลังเดินไปสู่สงครามครั้งสุดท้าย อย่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายประกาศไว้ ก็ต้องดูวันนี้แหละครับ...ว่าพันธมิตรฯจะมีเกมกดดันอย่างไร เป็นกลยุทธ์อย่างที่เชื่อมั่นว่าชนะแน่และไม่ยืดเยื้อ หรือว่าจะจอดไม่ต้องแจว
แต่การเมืองสนามเล็กก็ดูท่าจะเข้มข้นไม่น้อย ล่าสุดพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัวผู้สมัครแล้วจากมติของกรรมการบริหาร
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.
หลังจากที่มีการให้ผู้ต้องการลงสมัครแสดงวิสัยทัศน์ซึ่งมีทั้งคนนอกและคนใน ปรากฏว่าคณะกรรมการได้พิจารณาเหลือเพียงแค่ 4 คน คือนายกรณ์ จาติกวณิช นายกษิต ภิรมย์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และนายแก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเป็นคนนอก
ปรากฏว่านายกรณ์ได้ขอถอนตัวอ้างว่าจะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมเนื่องจากเป็น ส.ส.เขต ทำให้รัฐต้องเสียงบประมาณ กรรมการบริหารจึงพิจารณาจากบุคคล 3 คน และตัดสินใจเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์
จริงๆแล้วนายกรณ์นั้นดูจะเหมาะสมที่สุด แต่ก็มีปัญหาอย่างที่เจ้าตัวต้องยอมรับ เพราะหากลาออกจาก ส.ส.ลงสมัคร อาจจะถูกโจมตีจากคู่แข่งได้ นัยนี้ก็ไม่ต่างจากที่ประชาธิปัตย์ส่งนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.รอบที่ 2
ทั้งที่รู้ดีว่าเรื่องรถดับเพลิงยังเป็นชนักติดหลังอยู่ สุดท้ายก็ต้องมาเลือกตั้งกันใหม่
อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากการที่นายกรณ์เป็นนักการเมืองมีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ จึงควรจะอยู่ในการเมืองสนามใหญ่มากกว่า หากจับพลัดจับผลูประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล และตรงนี้เหมือนกันที่ทำให้หลายคนสนใจสมัครผู้ว่าฯ กทม. เพราะยังไม่รู้ว่าพรรคนี้จะได้เป็นรัฐบาลอีกเมื่อใด
ประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมั่นใจว่าคนกรุงเทพฯจะสนับสนุนคนของพรรค ให้ได้รับการเลือกตั้งไม่ว่าจะส่งใครก็ตามในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองอย่างนี้
แน่นอนว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ คงจะต่างจากครั้งที่ผ่านมา ที่นายอภิรักษ์ชนะขาดลอยแบบไม่ต้องลุ้น แต่นั่นเพราะคู่แข่งยังไม่เต็มที่ หรือที่สู้เต็มพิกัดบางคนก็ได้คะแนนเสียงระดับหนึ่งเท่านี้ โดยเฉพาะผู้สมัครจากพลังประชาชนนั้นแม้จะเวลาน้อยแต่คะแนนที่ได้กว่า 5 แสนคะแนน ก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน
ยิ่งคราวนี้ต้องการชนะเลือกตั้งก็คงจะทุ่มเทเต็มที่แน่ เพียงแต่ ตอนนี้ยังหาผู้สมัครไม่ได้ เนื่องจากนายประภัสร์ จงสงวน ปฏิเสธที่จะลงสมัครอีกครั้ง อ้างว่าภรรยาไม่ต้องการให้เล่นการเมือง ซึ่งนั่นเป็นประเด็นหนึ่ง แต่อีกประเด็นก็คงเป็นเพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา พลังประชาชนไม่เอาจริง
และต้องควักเนื้อตัวเองไปพอสมควร
จริงๆแล้วพลังประชาชนนั้นต้องการให้นายประภัสร์ลงสมัคร เพราะเห็นพื้นฐานคะแนนแล้วน่าจะสู้ได้ หากพรรคช่วยเต็มที่ในทุกรูปแบบ
แต่เมื่อนายประภัสร์ไม่ลงสมัครก็ต้องหาคนอื่นมาแทน มีการพูดถึงนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกฯ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์
อย่างไรก็ตาม การที่ประชาธิปัตย์ประกาศตัวก่อนทำให้พลังประชาชนรู้ว่าใครเป็นใคร ดังนั้น การหาคนมาสู้จึงง่ายเข้า ว่าควรจะใช้คนแบบไหน จึงจะชนะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้
นอกจากนั้น ยังมีข่าวกำลังมีความพยายามที่จะสร้างแนวร่วม ในการต่อสู้ด้วยการจะจับมือกับนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่มีฐานเสียงพอสมควร รวมถึงผู้สมัครอิสระคนอื่นๆ เพื่อร่วมทีมกันสู้กับประชาธิปัตย์ เพราะคะแนนจะได้ทิ้งมาที่ผู้สมัครคนเดียว
ทำให้มีโอกาสชนะประชาธิปัตย์ได้
ส่วนผู้สมัครอิสระก็จะให้นั่งเก้าอี้รองผู้ว่าฯ คือใครมีความสามารถด้านไหนก็รับผิดชอบงานด้านนั้น ข้อสำคัญคือทุกคนชนะ
และต้องลุ้นการเมืองสนามใหญ่ด้วยว่าจะจบแบบไหน?
“สายล่อฟ้า”

คนเสื้อแดงแน่นวัดสวนแก้ว ‘วีระ’ขอ5ล้านเสียงถวายฎีกา
“พระพยอม” ยัน ไม่เลือกข้าง แต่ “ความจริงวันนี้” พาชาวพุทธเข้าวัดได้ถึง 3 หมื่น พร้อมเงินผ้าป่า ถ้าไม่เอาคงต้องฉันหญ้าแทนข้าว ย้ำมีแต่วัวควายที่แสลงสีแดง ประกาศพร้อมเปิดวัดให้พันธมิตรฯ จัดชุมนุม ด้าน "วีระ มุสิกพงศ์" เตรียมขอเสียงกลุ่มคนเสื้อแดงเขียนไปรษณียบัตรคนละใบ ตั้งเป้าให้ได้ 5 ล้านฉบับ ถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ พร้อมชวนคลื่นมหาชน ร่วมชุมนุมอีกครั้ง 13 ธ.ค.นี้ ที่สนามศุภฯ
รายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นภายในวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย โดยบรรยากาศในช่วงเช้าเวลาประมาณ 08.00 น. ก่อนเวลาเริ่มงานตามกำหนดการ 4 ชั่วโมง ได้มีประชาชนสวมเสื้อแดงเดินทางเข้ามาร่วมฟังรายการความจริงวันนี้สัญจรครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเวลา 11.00 น. ชาวเสื้อแดงทยอยร่วมงานความจริงวันนี้สัญจรกันอย่างคึกคัก มีจำนวนมากจนทำให้พื้นที่วัดสวนแก้วแน่นขนัด
จราจรหน้าวัดติดขัดหนัก
ขณะที่การสัญจรของประชาชนนั้น บางส่วนได้เดินทางมาวัดสวนแก้วโดยรถส่วนตัว และรถแท็กซี่ เป็นจำนวนมาก ทำให้การจราจรบริเวณถนนทางเข้าวัดสวนแก้ว ติดขัดอย่างหนัก และที่จอดรถไม่เพียงพอ ชาวบ้านต้องนำรถยนต์ส่วนตัวจอดตามริมถนนทางเข้าภายในวัด
รวมทั้งการจราจรบริเวณ ถ.บางกรวย-ไทรน้อย จากแยกบางโพธิ์ มุ่งหน้าวัดสวนแก้ว ก็ติดขัดเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากตำรวจภูธรภาค 1 เข้ามาอำนวยความสะดวกด้านความปลอดภัยและการจราจร โดยทางเข้าภายในวัดเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจเข้มอาวุธ โดยมีการตั้งเครื่องสแกนตรวจหาวัตถุต้องสงสัยแก่ผู้เข้าร่วมฟังการปราศรัยอย่างเข้มงวด
ส่วนบรรยากาศบริเวณทางเข้าวัดสวนแก้วบรรดากลุ่มผู้ค้าต่างนำสินค้ามาจำหน่ายเป็นที่ระลึกให้กับประชาชนที่มาร่วมงาน อาทิ เท้าตบ หัวใจตบ เสื้อสีแดง พร้อมกันนี้ได้มีการแจกหนังสือภาพและวีซีดีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยก่อนจะเริ่มรายการทีมงานได้เปิดเพลงประจำรายการเพื่อปลุกใจให้เกิดความคึกคักด้วย
ปราศรัยด้วยความเรียบร้อย
สำหรับจุดเด่นของรายการความจริงวันนี้สัญจร ที่วัดสวนแก้ว คือการแสดงธรรมของพระพิศาลธรรมพาที หรือพระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ส่วนแขกรับเชิญคนอื่นๆ ก็ยังเป็นแขกรับเชิญที่เข้ามารายการทุกครั้ง เช่น นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ส่วนนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเข้าใจว่าอาการป่วยอาจจะหนัก และไม่สามารถที่จะโฟนอินผ่านรายการได้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ หนึ่งในพิธีกร กล่าวว่า เนื้อหาสาระไม่ต่างจากการจัดรายการทุกครั้ง ที่จะพูดแสดงจุดยืนการรักษาระบอบประชาธิปไตย โดยยืนยันว่าได้ตกลงกับทางพระพยอมแล้วว่าจะไม่พูดปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง และจะไม่มีการปลุกระดมคนเสื้อแดงไปชุมนุมเพื่อป้องกันการปิดล้อมรัฐสภาอย่างแน่นอน โดยจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร รวมทั้งวิงวอนไม่ให้ผู้สนับสนุนไปที่หน้าอาคารรัฐสภา เพราะเป็นเงื่อนไขที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรง และอาจจะนำไปสู่การรัฐประหาร
อีกทั้งยังเรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรย้ายสถานที่การประชุม หรือเลื่อนการประชุม เพราะจะทำให้เสียศักดิ์ศรีของประเทศ ซึ่งถ้าไม่สามารถประชุมได้จริงก็จะทำให้เห็นว่าพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายทำให้เกิดความเสียหาย
พาชาวพุทธเข้าวัดถึง 30,000 คน
การดำเนินรายการความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3 ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลา 13.00 น. โดยมีพระพยอม แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องธรรมะสัจจะ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ระบุว่า ที่มาวันนี้ไม่เสียเกียรติ ไม่เสียชื่อ ที่ผ่านมามีจดหมายมาต่อว่าอาตมาเป็นจำนวนมากว่า เปิดวัดรับโจรและอันธพาล วันนี้ขอร้องไม่ให้มีทั้งมือและเท้าตบ มือกับเท้าให้เอาไว้เกาให้หายคัน อย่านำมาใช้ตบตีกัน เพราะมีการระบุว่าพระพยอมเลือกข้าง เป็นเครื่องมือนักการเมือง จึงขอให้ญาติโยมให้สังเกตที่จมูกอาตมาว่าถูกเจาะร้อยเชือกหรือยัง อาตมาอยู่มาป่านนี้รับใช้ธรรมะและพระพุทธเจ้ามาตลอด คงไม่ทำตัวหลุดขอบ
ทั้งนี้ ขอให้คนทั่วไปเข้าใจเสียใหม่ คนที่เข้าวัดมาฟังพระไม่ใช่โจร วันนี้ผู้จัดนำเงินมาถวายไม่ได้มาปล้นพระ และยังพาชาวพุทธเข้าวัดถึง 30,000 คน ถ้าพระไล่ชาวพุทธแสดงว่าเจ้าอาวาสปัญญาอ่อน วัดอื่นลงทุนจัดโคโยตี้มาเต้นในวัดคนยังไม่เยอะเท่านี้ แต่วัดนี้ลงทุนจัดแค่เวทีได้ทั้งคนมาฟังเทศน์และเงินผ้าป่า ถ้าไม่เอาก็โง่และไม่ควรบิณฑบาตต้องไปฉันหญ้าคาแทน สำหรับสีแดงก็มีแต่ควายกับวัวเท่านั้นที่แสลง
พร้อมให้โอกาสพันธมิตรฯ
พระพยอม กล่าวว่า อาตมามั่นใจว่าการจัดงานวันนี้จะได้ถึง 3 เด้ง ได้ทั้งพวกสีแดง พวกกลางๆที่ไม่ไปข้างไหนก็มาวัด และยังมีพวกสีเหลืองที่แอบปะปนเข้ามา จึงขอให้เป็นสุขเป็นสุขกันทุกฝ่าย และอยากให้พวกกลางๆ ควรทำตัวขึ้นภูดูเขารบกัน เพื่อให้เกิดประสาทแห่งปัญญา ถ้าเข้าไปคลุกกับข้างใดข้างหนึ่งจะมองไม่เห็นอะไร บางคนเปิดฟังแถบหนึ่งก็จะซึมซับความรุนแรง คิดแต่ว่าพวกตัวเองถูก จึงอยากให้พวกกลางๆมีสติ ถ้ามีคนเจ็บก็พาส่งโรงพยาบาล ถ้าตายก็พาไปวัด จึงหวังว่าคนที่มาวัดในวันนี้จะได้สติ และขอให้เชื่อว่าอาตมาจะไม่เปลี่ยนสี หากใครไม่เชื่อก็ให้มาดูว่าพระวัดสวนแก้วห่มจีวรสีอะไร
นอกจากนี้ขอรับรองว่าจะไม่มีใครมายึดวัดสวนแก้วยาวนานเหมือนยึดทำเนียบรัฐบาล เพราะรายการความจริงวันนี้ใช้เวลาในวัดแค่ 3 ชั่วโมง หลังงานวันนี้อยากให้พันธมิตรฯ เข้ามาจัดงานที่วัดบ้าง
“สำหรับคนที่ชอบประท้วงขออย่าได้ใช้ขาเดิน เพราะทำให้ประเทศเสียหาย รัฐบาลได้อำนาจแต่ไม่มีทำเนียบทำงาน ส่วนคนอีกพวกไม่มีอำนาจแต่ได้ทำเนียบสุดท้ายสั่งการใครไม่ได้ อย่างนี้ประเทศจะเดินอย่างไร จึงอยากแนะนำให้คนที่ชอบประท้วงใช้วิธีประท้วงด้วยการทำถุงกล้วยแขกโฉนดที่ดิน เช่นเดียวกับอาตมาที่เป็นพระเซ่อ ผิดที่ไปซื้อที่ดิน หมดเงินไป 2 ล้านบาท ซึ่งการประท้วงของอาตมาจะเป็นอมตะไป 100 ปี ส่วนการประท้วงแบบหนังม้วนเดียวจบไม่มี”
วอนเสื้อแดงอย่าเฉียดรัฐสภา
หลังจากช่วงของการสนทนาธรรมกับพระพยอม นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. กล่าวปราศรัยว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่จับคู่คนเสื้อแดงและเหลืองสองคู่นี้ให้เป็นคู่วิวาทเขาบอกว่าการชุมนุมที่ทำเนียบเป็นของคนเสื้อเหลืองและวัดสวนแก้วเป็นของเสื้อแดงและบ้านเมืองจะวิกฤติซึ่งจะวิกฤติได้อย่างไรเราสันติ ซึงไม่มีทางเป็นไปได้ มาจับคู่อย่างนี้ได้อย่างไร แต่ฝั่งโน้นเขาจะชุมนุมใหญ่และจะไปปิดล้อมรัฐสภา ทำให้คนวิตกว่าคนแหลืองเสื้อแดงจะปะทะกัน ซึ่งยืนยันว่าไม่มี เพราะพวกเราจะไม่ไปที่ไหนและขอร้องเลยว่าพี่น้องเสื้อแดงทั้งหลายอย่าเฉียดเข้าไปใกล้ให้เขาแสดงให้ชัดเจนว่าใครอยู่ในสันติ คนเสื้อแดงให้อยู่กับบ้าน
ขณะที่พระพยอม กล่าวเสริมว่า นี่ก็ใกล้จะสงบแล้วใช่หรือไม่ เราต้องเอาความจริงเอาชนะสิ่งไม่ดีแต่ถ้าเขาอยากมาเขาเราอยากไปมันก็จะปะทะกันทั้งคู่ ถ้าเราใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ วันนี้อยากฝากว่าประชาชนเป็นใหญ่ ให้ประชาชนได้ทำมาหากินสู่เศรษฐกิจ โยมอย่าหลงประเด็นกันนัก ศัตรูที่เล่นงานเราไม่ใช่จีน เขมร เสื้อแดง เสื้อเหลือง แต่เป็นเศรษฐกิจประเทศจะจบลงเร็วที่สุดถ้าพันธมิตรฯฟัง ขอให้พันธมิตรฯออมแรงไปสู้เศรษฐกิจ พวกที่พักงานมาหลายเดือนไม่กลับบ้านจะหมดแรงไม่มีแรงสู้กับศัตรูตัวจริง
จวกศาสดาโกเต๊กซ์สำคัญผิด
จากนั้นจะเป็นการปราศรัยของแกนนำแต่ละคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตแกนนำของนปช. และอดีตนักการเมืองบ้านเลขที่111 ซึ่งประกอบด้วยนายมานิตย์จิตต์ จันทร์กลับ นายจักรภพ เพ็ญแข นายอดิศร เพียงเกษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา
นายอดิศร กล่าวว่าเหตุการณ์บ้านเมืองวันนี้มีฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม ฝ่ายอธรรมไม่อยากเอ่ยชื่อให้เสนียดปากนำโดย ศาสดาสนธิ โกเต๊กซ์ สำคัญผิดว่าตัวเองเป็นศาสดา เอาน้ำมนต์ไปพรม แต่ไม่ใช่น้ำมนต์มันเป็นน้ำกาม หากมีการยุบสภาในวันนี้หรือพรุ่งนี้พวกตนก็ชนะอีก แต่จะยุบทำไมเพราะต้องมาใช้รัฐธรรมนูญเดิม ใครเข้าเป็นรัฐบาลก็ถูกไล่ เพราะกติกาเป็นเผด็จการ
นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ส.ว.ในสภาที่มีปัญหาส่วนใหญ่เป็น ส.ว.จากการสรรหา จากกลุ่ม 40 คน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังให้การเชื่อถือข้าราชการมากกว่านักการเมือง และตนคิดว่าในส่วนของตุลาการขอเสนอให้กวาดบ้านตัวเองให้สะอาดเสียก่อน โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญากับผู้พิพากษาและเลขานุการศาลที่เกี่ยวข้องกับคดีจำคุกกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วค่อยออกมาจัดระเบียบภายนอกโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้ตุลาการอยู่ลำบากเพราะจะวางตัวเป็นกลางได้ยาก
แฉเบื้องหลังอังกฤษถอนวีซ่า
ด้าน นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวว่า ตนเดินทางไป จ.ร้อยเอ็ด เพื่อร่วมงานบุญที่วัดแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังในการแสดงออกทางประชาธิปไตยของคณะสงฆ์ในภาคอีสาน ชาวบ้านและพระสงฆ์สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ว่าเรื่องถูกเพิกถอนวีซ่าและการหย่าร้างกับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งตนขอเปิดเผยเบื้องหลังว่า การถอนวีซ่า พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เป็นอำนาจของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นการแหวกประเพณีนับร้อยปีของอังกฤษ เบื้องลึกเกิดจากการเจรจาระหว่างไทยกับอังกฤษ โดยมีอดีตรมว.ต่างประเทศของไทยคนหนึ่งรับปากจะดูแลผลประโยชน์ที่ดินใน จ.ภูเก็ตให้
กรณีวีซ่าวันหนึ่งเราจะแก้ปัญหาได้ และขอให้มั่นใจว่าปัญหาจะไม่ลามไปสู่การเพิกถอนวีซ่าในประเทศอื่น โดยยืนยันว่าขณะนี้มีหลายประเทศต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ เพื่อประกาศยุติความยากจนให้กับประเทศนั้นๆ และพร้อมจะจัดบ้านพัก และรถประจำตำแหน่งให้อย่างสมเกียรติ
5 ล.เสียง ถวายฎีกาอภัยโทษ
ช่วงสุดท้าย นายวีระ กล่าวทิ้งท้ายว่า วันที่ 24 พ.ย. กลุ่ม นปช. จะไม่บุกไปที่หน้าอาคารรัฐสภาอย่างแน่นอน พร้อมกับมีการเสนอแนวคิดอยากให้คนไทยช่วยกันเขียนไปรษณียบัตรให้ได้ 5 ล้านฉบับ เพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดาฯ ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่พระองค์ท่าน
อย่างไรก็ตาม นายวีระ ได้นัดแนะกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกันอีกครั้งในการจัดรายการ ความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้
กรรมการสิทธิฯ รับคำร้องตรวจสอบพันธมิตรฯ ละเมิดสิทธิเข้าที่ประชุมชุดใหญ่
คอลัมน์ : สิทธิประชาชน
ที่มา : ประชาไท
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน กลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทยเข้าพบคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อติดตามผลและให้คำร้องเพิ่มหลังจากได้ยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่องขอเสนอให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งลงนามโดยประชาชน 220 คน เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551
โดยข้อเรียกร้องของกลุ่มดังกล่าวมี 2 ประเด็นหลัก คือให้ทางคณะกรรมการสิทธิฯ ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรงจากการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา ไม่เพียงแต่การละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ต้องรวมถึงการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยตามหลักการกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติและมีความเอนเอียงทางการเมือง เนื่องจากมีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่เช่นกัน
อีกประการคือ เรียกร้องให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกลุ่มพันธมิตรฯ นอกเหนือกรณีการสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม อย่างน้อย 3 กรณี ได้แก่ การปะทะกันในวันที่ 2 กันยายน 2551 ระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเฉพาะกรณีการเสียชีวิตของ นายณรงศักดิ์ กรอบไธสง และการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งสองฝ่าย
อีกกรณีหนึ่งคือ การกล่าวปราศรัยและใช้พื้นที่สื่อในเครือผู้จัดการบิดเบือนข้อมูล โจมตี ทำลายชื่อเสียง และสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นต่อนักกิจกรรม นักวิชาการ นักสหภาพแรงงาน ที่มีความเห็นและ/หรือข้อเสนอแตกต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯ อันเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และบางกรณีมีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงต่อคนเหล่านั้นด้วย ส่วนกรณีสุดท้าย คือกรณีการบุกยึดสถานีโทรทัศน์ NBT การปิดล้อมรัฐสภา ตลอดจนการมีอาวุธในครอบครอง
นอกจากนี้ ทางกลุ่มประชาชนผู้ห่วงใยประเทศไทยยังได้ให้คำร้องเพิ่มใน 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่เว็บไซต์ผู้จัดการเปิดให้มีการแสดงข้อความ ความเห็นเชิงปลุกระดม ให้เกิดความเกลียดชังต่อผู้ที่เห็นต่างจากแนวทางพันธมิตรฯ โดยใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจนเป็นเหตุให้นายจ้างเลิกจ้างผู้ถูกกล่าวหา
อีกกรณีหนึ่งเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนผ่านการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ และทางเว็บไซต์ผู้จัดการ รวมทั้งเรียกร้องให้ปิดเว็บไซต์ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และกรณีสุดท้ายคือการคุกคามต่อปัจเจกบุคคลผ่านการยั่วยุบนเวทีพันธมิตรฯ หรือการใช้พื้นที่ในเว็บไซต์ผู้จัดการในการปลุกระดมยั่วยุให้ไปทำร้ายปัจเจกบุคคลที่เห็นต่างจากพันธมิตรฯ ด้วยข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ด้าน นางสุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทางคณะกรรมการจึงกำลังทำการตรวจสอบทุกฝ่ายและใช้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณา นอกจากนี้ ยังกล่าวด้วยว่า กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษที่คณะกรรมการชุดใหญ่มีโอกาสได้รับฟังและแลกเปลี่ยนในที่ประชุม ทั้งนี้คณะกรรมการสิทธิฯ มีการตรวจสอบบ้างแล้วและการทำงานยังไม่ยุติ โดยในกรณี 7 ตุลาคม 2551 ได้ลงไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บและเจ้าหน้าที่แล้ว
ส่วนกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากพันธมิตรฯ เป็นประเด็นที่ต้องแยกออกไปอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งกรรมการจะรับฟังข้อเท็จจริงวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาด้วย ทางกรรมการจะทำการแยกแยะเพราะประเด็นมีความซับซ้อน
“อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด!”
คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ
โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
หนังสือ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้านดักดาน) จัดพิมพ์แล้วเสร็จ จัดส่งให้ผู้สั่งจองตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ส่วนท่านที่ต้องการส่งเป็นของขวัญปีใหม่ รีบสั่งซื้อได้ทาง vattavan.com ด่วน ชักช้าต้องรอต้นปีหน้า เพราะสินค้าหมดก่อน!!!..
เย็นวันศุกร์ที่แล้ว ได้ยินเสียงเพลงจากข้างบ้านดังแว่วมาด้วยการขับขานของนักร้องสตรี ซึ่งร้องเป็นภาษาสเปนว่า Que Sera Sera สลับกับภาษาอังกฤษว่า Whatever will be will be ซึ่งให้ความหมายเดียวกัน และเสียงผู้ร้องเพลงนี้ฟังสดใสอ่อนหวานนัก
ผมรู้จักเพลงนี้ดี เพราะตอนเป็นเด็กอยู่โรงเรียนประจำได้ดูหนังทุกวันเสาร์ และเรื่องที่ไม่เคยลืมชื่อ The Man Who Knew Too Much (1956) โดยมีราชาหนังสยองขวัญของโลก อัลเฟรด ฮิชค๊อก (Alfred Hitchcock) เป็นผู้สร้าง นำแสดงโดย เจมส์ สจ๊วต (James Stewart) โดยมีดาราสาว ซึ่งใน พ.ศ. นั้นเธอยังหวานทั้งหน้าและเสียง โลกรู้จักเธอในนาม ดอริส เดย์ (Doris Day) เป็นนางเอกของเรื่อง และเป็นผู้ร้องเพลงนี้เอง
เพลง Que Sera Sera หรือ Whatever will be will be นี้ โดนใจทั้งผมและเพื่อนๆ เพราะหลังจากนั้นนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ที่ผมอยู่ ก็ร้องเพลงนี้เป็นแทบจะทั้งโรงเรียน
เดิมเพลงเอกในหนังเป็นภาษาสเปน ชื่อ Que Sera Sera แต่เป็นภาษาต่างด้าว เกรงว่าคนอเมริกันจะไม่คุ้น และเป็นเหตุให้เพลงจะไม่ติดหูคนฟัง เลยเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นคำแปลจากชื่อเดิมว่า Whatever will be will be
ผู้ที่ร้องเพลงนำคือ ดอริส เดย์ นางเอก ซึ่งในตอนนั้นเป็นนักร้องเพลงแจ๊สที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ว่ากันว่า พอเธอได้ยินชื่อเพลงและเห็นเนื้อร้อง ถึงกับเบ้หน้า คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กับ คุณรวงทอง ทองลั่นธม ที่ยิ่งกว่านั้นคือ ร้องไห้ไม่ยอมร้องเพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” ที่ขึ้นว่า “เจ้าทุยอยู่ไหน ได้ยินเสียงใครมากู่ๆ เรียกหาเจ้าอยู่ๆ หนใดรีบมา” คุณรวงทองให้เหตุผลว่า “คนอะไรไปรักกับควาย...เพี้ยนหรือเปล่า เพลงอย่างนี้หนูไม่ร้อง!?” แต่ในที่สุดเธอก็ถูกเกลี้ยกล่อมจนยอมร้องอัดแผ่นเสียง
ไม่น่าเชื่อว่าเพลงอย่างนี้แหละครับที่ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ชื่อ “ทองก้อน” และเปลี่ยนใหม่เป็น “รวงทอง” ทำลายสถิติประเทศไทย เพราะเพลงออกมาโดนใจผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง ส่งยอดขายแผ่นเสียงสปีด 78 ของเพลง “ขวัญใจเจ้าทุย” ขายได้ถึง 5 หมื่นแผ่น และเป็นสถิติต่อเนื่องไปอีกหลายปี เพราะเพลงฮิตแสนฮิตในยุคนั้นได้แค่ 5 พันแผ่นก็เหลือกินแล้ว
ดอริส เดย์ ยอดนักร้องที่โด่งดังของคนอเมริกันยุคหลังสงคราม ก็มาตะเภาเดียวกับคุณรวงทอง พอเห็นชื่อเพลงซึ่งพอจะแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด” เธอถึงกับส่ายหน้าบอกว่า “เนื้อร้องบ้าบอคอแตกอะไรกันเนี่ย!?” แต่เพลงนี้กลับดังทะลุฟ้า ได้เข้าชิงออสการ์ด้วย และกลายเป็นเพลงประจำตัวของดอริสในรายการโทรทัศน์ของเธอเองไปในที่สุด
ท่านผู้อ่านอาจถามว่า เพลงไทยที่ให้ความหมายเดียวกันเช่นนี้มีหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าเพลงไทยสากลนั้นยังนึกไม่ออก แต่ถ้าเป็นลูกทุ่งแล้ว มีเพลงที่ให้ความหมายเดียวกัน และเพลงนี้ดังมากด้วย ลองฟังดูนะครับว่า
ไม่ต้องมีดนตรี ใช้ตีกะละมัง
ร้องเพลงดังๆ ให้หนวกหูบ้านใกล้
เขาร้อง สุขสันต์วันวิวาห์
ฉันไม่น้อยหน้านะคนหลายใจ
เอ๊ย...ช่างมันเถิด อะไรจะเกิด ก็ปล่อยมันไป
ฉันไม่ได้อิจฉาใคร แค่แปลกใจที่น้ำไหลออกตา
เพลงนี้สอนให้ฝ่ายหญิงรู้จัก “ทำใจ” เมื่ออกหักคนรักหนีไปแต่งงาน คุณหนู คัทลียา มารศรี ขับร้องเอาไว้นานแล้ว เธอเป็นลูกทุ่งหญิงที่ผมเห็นว่าเก่งมากๆ คนหนึ่งในวงการ ได้รางวัลนับไม่ถ้วน เช่น รางวัลพระพิฆเนศทองคำพระราชทาน ในฐานะนักร้องหญิงลูกทุ่งยอดเยี่ยม รางวัลการเวกทองคำ ประเภทลูกทุ่งหญิงขับร้องยอดเยี่ยมของกรมประชาสัมพันธ์ด้วย
เพลงนี้ชื่อ “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” ทำให้คัทลียาได้รับรางวัลมาลัยทองคำ เมื่อปี พ.ศ.2545 ฟังแล้วถูกใจผมนัก
ทำไมจึงกล่าวว่า “ถูกใจ”?
ความจริงแล้ววลีเพลงอย่าง “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด” หรือ “อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด” นั้น คนที่เป็นผู้บังคับหน่วยกำลังอย่างหัวหน้าสถานีตำรวจ หรือผู้บังคับหน่วยรบ จะพูดจนติดปาก เพราะมักจะใช้เป็นวลีปลอบขวัญ และปลุกใจผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ให้หวั่นหวาดกับภยันตรายทั้งหลายที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยและคนของตนเมื่อจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ ไม่ว่าเป็นการรบ หรือเข้าปะทะกับเสี้ยนหนามแผ่นดิน หรือโจรผู้ร้ายใจอำมหิตหน้าไหน เราก็จะไม่หวาดหวั่น
วลีที่เข้าใจง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ ทำให้หน่วยรบสามารถก้าวสู้สมรภูมิ หรือประจันหน้าข้าศึกได้อย่างไม่พรั่นพรึง!
มาถึงวันนี้ สมรภูมิหลักก็อยู่ที่บ้านเรา โดยเฉพาะปัญหาทางภาคใต้ แต่บัดนี้สถานการณ์ก็เริ่มเย็นลง กองกำลังตำรวจ ทหาร พลเรือน ก็ร่วมมือร่วมใจคืนสันติสุขให้ภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งจุดหมายปลายทางของวันแห่งความสงบ...ก็ฉายแสงแห่งความหวัง ให้เห็นรำไร
แต่ปัญหาที่หนักหนาสาหัส กลับกลายเป็นอยู่ที่กรุงเทพฯ นี้เอง เมื่อผู้ฝ่าฝืนกฎหมายได้เข้ายึดสถานที่ราชการที่สำคัญ คือ ทำเนียบรัฐบาล มานานแรมเดือน เข้ารุมทึ้ง หยิบฉวยขโมยของหลวง เงินสด ของมีค่า รวมทั้งอาวุธไปเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่กลับไม่กล้าทำอะไร!ไม่รู้ว่าฝรั่งมังค่ารู้กันหรือเปล่าว่า หน่วยราชการสำคัญที่ถูกยึดไปด้วยหน่วยหนึ่งคือ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ”
น่าอายขนาดหนัก...ก็ขนาดสภาความมั่นคงแห่งชาติยังโดนยึด ใครอย่าสะเออะมาให้คำมั่นกับผู้คนว่า จะดูแลความมั่นคงแห่งชาติเป็นอย่างดี เหม็นขี้ฟันเปล่าๆ!ผู้กระทำผิดกฎหมายยังกระทำอัปรีย์ ซึ่งสำหรับผมแล้วถือว่าเป็นการหลู่
พระเกียรติยศ ด้วยการปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินมายาวนาน จนแม้กระทั่งพระราชพิธีสำคัญที่ทางราชการและประชาชนร่วมใจน้อมกันจัด เพื่อถวายพระเกียรติยศแด่สมเด็จกรมหลวงฯ ซึ่งมีพระเมตตาต่อปวงชนชาวไทยมาตลอดไอ้คนพวกนี้มันก็ไม่ได้ไยดี!
ที่น่าสะเทือนใจที่สุดก็คือ เมื่อมีข่าวสารแพร่ออกมาถึงพสกนิกรผู้จงรักภักดีว่า...พล.ต.จำลอง อนุญาตให้กองทหารรักษาพระองค์ใช้พื้นที่ซ้อมพิธีสวนสนามได้ โดยระบุว่า ให้ทหารจัดกำลังทำการรื้อถอนเต็นท์ พธม. เอง และเมื่อพิธีซ้อมเสร็จแล้วให้ทหารทำการติดตั้งเต็นท์ และคืนทรัพย์สินของ พธม. ให้ครบถ้วน อย่าให้เสียหาย...
ทั้งนี้ พล.ต.จำลอง ระบุว่า จะอนุญาตให้ใช้พื้นที่เฉพาะวันอาทิตย์ตามที่ทหารร้องขอ จนกว่าจะถึงวันพระราชพิธีสวนสนาม... ไม่น่าเชื่อว่า...หน่วยทหารที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการถวายความอารักขาต่อองค์พระมหากษัตริย์เจ้าชาวไทย กลับแสดงอาการศิโรราบต่อคำสั่งของผู้นำการกบฏเกียรติศักดิ์รักของข้าฯ มอบไว้แก่ตัว...นั้น...อยู่ที่ไหนกัน!
เมื่อเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ ทำให้ผมคิดย้อนไปในอดีตว่า ทหารรักษาพระองค์นั้นเพิ่งปรากฏมีเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง แต่ท่านผู้อ่านเชื่อผมไหมครับว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันจะต้องเสด็จฯ นิราศจากเมืองไทยไปนั้น กลับไม่มีทหารรักษาพระองค์ติดตามไปส่งเสด็จที่สถานีรถไฟจิตรลดา ทั้งๆ ที่พระองค์ยังทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่น่าเชื่อว่า... แถวที่ไปส่งเสด็จนั้น มีเพียงแถวนักเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งชื่อเดิมคือ โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ
ม.จ.พิริยดิศ ดิศกุล ซึ่งยังเป็นนักเรียน และไปส่งเสด็จ ท่านได้เขียนบรรยายในหนังสือวชิราวุธานุสาส์น ถึงสายพระเนตรที่หม่นหมองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จฯ ตรวจแถวนักเรียน ก่อนจะขึ้นประทับรถไฟ ลูกวชิราวุธทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเล่าเหตุการณ์ได้สอดคล้องกันหมด
วันหน้าผมจะขออนุญาตธิดาของท่าน คือ ม.ร.ว.รมณียฉัตร แก้วกิริยา (คุณหญิงเป็นนักเรียนชั้นเดียวกันผม เรียนห้องเดียวกันที่โรงเรียนราชินีมาหลายปี) นำเอาข้อเขียนบางส่วนของท่านชายพิริยดิศมาลง รับรองว่าท่านผู้อ่านจะอึ้ง!
นี่เองที่พระราชพิธีสำคัญจึงมีนักเรียนของวชิราวุธวิทยาลัย ที่มีร่างกายกำยำแข็งแรง ได้รับโอกาสสำคัญของชีวิต เชิญพระราชศาสตราในริ้วขบวนพระบรมศพของสมเด็จกรมหลวงฯ ที่เพิ่งผ่านสายตาผู้คนไปไม่กี่วันนี้พวกเขาถูกปลูกฝังให้หนักแน่นในความจงรักภักดีมาตั้งแต่ยังเด็ก!จึงอยากจะตะโกนกู่ก้องไปถึงขุนทหารทั้งหลายว่า
บัดนี้ ฝ่ายตำรวจนั้นเขาได้ออกประกาศอย่างแข็งแรง และจิตใจมุ่งมั่นที่จะป้องกันรัฐสภา อันเป็นเขตพระราชฐานไว้ด้วยชีวิต
อะไรจะเกิด...ก็ให้มันเกิด!!!
ผู้เขียนขอให้คนไทย ทำใจ ให้เหมือนอย่างที่หนู คัทลียา มารศรี เธอร้องเอาไว้ ถ้าเรื่องร้ายจะเกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นเคราะห์กรรมของบ้านเมืองเราคนไทยทุกคนต้องก้มหน้ารับร่วมกัน!
ทหารจะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติงานของตำรวจหรือไม่อย่างไรนั้น ผมไม่แน่ใจ เพราะทุกวันนี้แม้แต่สถานีวิทยุของ บก.สูงสุด ที่เปลี่ยนเป็นกองบัญชาการกองทัพไทยนั้น ที่ดำเนินการโดย ไอ้.เอน.เอน. ที่ถูกสื่อด้วยกันกล่าวหาว่าเป็น “โคตรเต้าข่าว” การดำเนินรายการของพวกเขา ใครฟังก็รู้ว่า แสดงตนเป็นแนวร่วมสำคัญของพันธมาร โดยสื่อความเคลื่อนไหวของคนพวกนี้อย่างถี่ยิบ ทั้งโจมตีรัฐบาลต่อเนื่องยาวนาน
คนที่พอมีสติปัญญาก็ต้องคิดว่า เจ้าของสถานีที่เป็นทหารอยู่เบื้องหลัง จริงหรือไม่จริงล่ะ!?!
ก็ทำกันอย่างนี้ ทำให้ผมต้องเขียนถึงนายพลบุญสร้าง เจ้านายเก่าของหน่วยงานนี้ สมัยที่เขายังดำรงตำแหน่งอยู่ ซึ่งมักออกมาให้สัมภาษณ์สวนทางกับรัฐบาลเป็นประจำ โดยได้เขียนคอลัมน์ลงประชาทรรศน์สองวันติด ชื่อคอลัมน์ว่า
“บุญสร้าง อย่าเป็นบุญเสี้ยม! คนอ่านทั้งประชาทรรศน์และเว็บไซต์ต่างๆ วิพากษ์วิจารณ์กันตรึม...บุญเสี้ยมค่อยหายซ่าไปหน่อย!! อยากจะบอกว่า การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วไม่ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด จนต้องยกเลิกพระราชกำหนดนี้กันไปในที่สุด ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่คิดว่าทหารพอจะช่วยบ้านเมืองได้บ้าง ก็หมดความไว้วางใจในกองทัพไปเลย!
ยิ่งพอตำรวจรักษาสภาอันเป็นเขตพระราชฐานไม่ให้ถูกยึดครอง มีการบาดเจ็บล้มตายกัน ทหารยังออกมาพูดตำหนิปฏิบัติการของตำรวจ ทั้งยังออกโทรทัศน์พูดเชิงข่มขู่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเสียอีก...
ทหารเลยยิ่งตกต่ำในสายตาผู้คน โดนวิพากษ์วิจารณ์เสียๆ หายๆ ขนาดหนัก หรือทหารจะลืมไปว่าเมื่อเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” นั้น ทหารเดินแถวตึงๆๆ เข้าถนนราชดำเนินแบบไม่มีกลยุทธ์อะไรเลย...
...ผู้บังคับหน่วยสั่งบรรจุ แล้วยิงด้วยกระสุนจริงเปรี้ยงๆๆๆ เข้าให้ ผู้ชุมนุมลงไปด่าวดิ้นสิ้นชีพไป...จริงหรือเปล่าล่ะ!?!
มาถึง พ.ศ. นี้...หนอยแน่...ทำเป็นลืม ด่าคนโน้น ตำหนิคนนี้ ช่างไม่ดูตัวเองบ้างเลย!
วันนี้ ต้องขอพูดตรงๆ เพราะผมไม่รู้ว่าขุนทหารจะนำเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาถวายสัตย์ปฏิญาณในวันสำคัญที่ใกล้จะถึงนี้ได้อย่างเต็มความภาคภูมิใจหรือไม่ อย่างไรนั้น...ผมไม่ทราบ ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนนั้นอดคิดไม่ได้ว่า
ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรวจพลสวนสนามอยู่นั้น ถ้าหากพระองค์ทรงทอดพระเนตรไปไม่ไกลนัก ก็จะทรงเห็นสะพานมัฆวานฯ และทำเนียบรัฐบาลซึ่งถูกยึดอยู่โดยกลุ่มกบฏ ทั้งๆ ที่มีหน่วยทหารสำคัญหลายหน่วยตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน
กองกำลังนอกกฎหมายได้เข้าควบคุมสถานที่ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดิน และปล้นสะดมทำลายเอาจนย่อยยับ แถมยังวางก้ามสั่งห้ามผู้คนผ่าน
แม้หน่วยทหารรักษาพระองค์จะฝึกซ้อมสวนสนามในพระราชพิธีสำคัญ ยังต้องซมซานไปขออนุญาตพวกมัน...
มันเป็นไปได้อย่างไรกัน...ประเทศนี้!?
ที่ทำร้ายจิตใจคนไทยมากที่สุดคือ
แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินของประเทศนี้
ยังไม่อาจทรงใช้ได้เส้นทางเสด็จพระราชดำเนินประจำได้!
ถึงตรงนี้ น้ำตากลบ เขียนต่อไม่ไหวแล้ว...อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด!!
โกตั๊บปลุกเร้า“ความรุนแรง”
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับ ประจำวันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ประเทศไทยจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่ พันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย จะก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเกิดเมืองนอน ของพวกเรา แต่เพียงฝ่ายเดียวจริงๆ หรือ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ที่มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองและแผ่นดิน ท่านจะนิ่งดูดายให้ประชาชนล้มตาย บ้านเมืองล่มจม ไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ
* ประเทศไทยตกอยู่ ภายใต้อิทธิพลคำขู่ และอาณาจักรแห่งความกลัวที่ สนธิ ลิ้มทองกุล กับ จำลอง ศรีเมือง สองศาสดามารศาสานานอกรีต สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แล้วเหตุใดประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เห็นแตกต่างกับ โกตั๊บ กับ โกหก สองจอมมารล้างผลาญประเทศ จึงต้องรู้สึกครั่นคร้ามไปตามคำขู่ด้วย
* สถานการณ์ของคนไทยในวันนี้มิได้แตกต่างไปจากชาวบ้านร้านตลาด นอนอยู่กับบ้านดีๆ มี พวกเมากาว เมายา มาร้องตะโกนอยู่หน้าบ้าน มึงไม่ออกมาจากบ้าน ไม่ยอมให้กูเข้าอยู่แทน กูจะเผาบ้านมึงให้วอดวาย เชื่อก็โง่ กลัวก็บ้า ทางที่ดี เอาน้ำร้อนสาดให้สร่างหายจากอาการเมากาว เมายา ก็สิ้นเรื่อง ชาวพาราจะได้นอนตาหลับกันเสียที
* อ่านแต่ละคำ นำมาคิดแต่ละประโยค ชัดยิ่งกว่าชัด โกตั๊บ กับ โกหก เป็นพวกนิยมความรุนแรง และบ้าเลือด จึงได้แต่พร่ำเพรียกเรียกหาสงคราม และสถานการณ์นองเลือด ปลุกระดมเร่งเร้า “ไทยฆ่าไทย” เพราะเชื่อหัวปักหัวปำ หาก “ไทยไม่ฆ่าไทย” ใครๆ ก็จะรุมฆ่ากู... 6 เดือนที่ผ่านมาสร้างศัตรูไว้ทั่วแผ่นดิน มีแต่สร้างเหตุให้ “ไทยฆ่าไทย” จะได้ไม่เหลือใครมารุมฆ่ากู
* คำก็นองเลือด สองคำก็นองเลือด ขึ้นต้นก็สงคราม ลงท้ายก็สงคราม เหล่าแกนนำจิตทรามเห็นความเสื่อมโทรมของประเทศ เป็นความสำเร็จของตนเอง กลายเป็นพวกบ้าเลือด ไปตั้งแต่เมื่อไร ไหนบอกว่าชุมนุมโดยสันติ ใครบอกว่าผู้นำต้องรับผิดชอบชีวิตผู้ชุมนุม แล้วไยวันนี้ ผลักชีวิตผู้ชุมนุมเข้าสู่สงคราม และสถานการณ์นองเลือด โดยปราศจากความรับผิดชอบ
* ใครยิง และ ยิงทำไม ยังเป็นปริศนาดำมืดอยู่จนทุกวันนี้ แต่ความจริงวันนี้ที่ต้องยอมรับก็คือ เวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ใกล้เป็นเวทีร้าง ผู้นำ กับ ผู้จัดการเวที และการ์ดติดอาวุธ รวมกันแล้วมีมากกว่าผู้ชุมนุม หากไม่สร้างเรื่อง ไม่หาเหตุให้คนสมเพชและสงสาร แล้วโยนผิดใส่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อปลุกระดมศรัทธาที่เหลืออยู่น้อยนิดให้จุดติดเป็นเชื้อไฟ เวทีที่ใกล้ร้างก็จะร้างในเร็ววัน
* หลังจากระเบิดลงเป็นรายวัน ทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นหมู่บ้านกระสุนตก ทั้งๆ ที่การ์ดพันธมิตรฯ ควบคุมพื้นที่แน่นหนา เพราะ มีทหารชั้นแม่ทัพเป็นผู้วางยุทธการการรุกและการรับด้วยตนเอง ก็มีเหตุให้ปลุกระดมสาวกผู้ศรัทธาอย่างบ้าคลั่ง หลั่งไหลมายัดทะนานหน้าเวที เพื่อก่อกวนความสงบของบ้านเมืองอีกครั้ง วิญญูชนจึงพึงตรองดูว่า การตายของสาวกพันธมิตรฯ ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ แล้วเหตุใดแกนนำพันธมิตรฯ จึงต้อง ใช้ศพผู้ศรัทธาเป็นเชื้อชนวนต่อไฟให้ไหลลามตาม มาอีกหลายศพ
* หากมั่นใจว่าการใช้ศพจะปลุกระดมประชาชนออกมาโค่นล้มรัฐบาล และกดดันทหารให้ก่อการรัฐประหารได้จริง ทำไม ไม่ลองสละศพแกนนำเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้สักศพล่ะ...ที่เคยบอกว่า เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย วันนี้ก็เจ๊งไปแล้ว วันหน้าเห็นทีได้ตายแน่ๆ โกตั๊บผู้เป็นเจ้าของเหล่าสาวก ช่างมีวาจาสิทธิ์ ดีแท้หนอ
* ตำรวจ–ทหาร ทั้งใหญ่และน้อยทุกระดับ หากท่านไม่จับ ไม่หยุดยั้งพวกบ้าคลั่ง พลังแผ่นดินของประเทศไทยจะลดลงและเสื่อมถอยอย่างแน่นอน หากพวกมันจุดชนวนติด พวกท่านจะนั่งไม่ติด บ้านเมืองจะร้อนดั่งเพลิงประลัยกัลป์เผาผลาญจนหมดสิ้น เพราะลิ้นสามนิ้วของโกตั๊บ กับ โกหก ที่หลอกลวงผู้คนให้มาก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเมืองของตนเอง
* จงรัก ภักดีราช สงสารก็แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความเศร้าโศกเสียพระทัยในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังดำรงคงอยู่ไม่จางหาย พระเมรุยังไม่รื้อถอน ความอาวรณ์ของประชาชนยังอบอวลทั่วท้องทุ่งพระเมรุ กลับต้องมาพบกับสถานการณ์ที่ทำให้ไม่สบายพระทัยอีกครั้ง เพราะ คนไทยถูกปลุกเร้าออกมาฆ่ากัน ห้ำหั่นกันเอง อีกครา ทหารของพระราชาทั้ง 3 เหล่าทัพ ท่าน จะทำสิ่งใดถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสบายพระทัย ก็เร่งมือเข้าเถิด
* ประธานรัฐสภา ชัย ชิดชอบ ประกาศครั้งแล้วครั้งเล่า ย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ไม่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีแต่วาระการ พิจารณาสนธิสัญญาที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่แกนนำพันธมิตรฯ ก็ยังอ้างเหตุต้องยึดรัฐสภา เพื่อสกัดกั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แบบนี้ต้องเรียกว่าอยู่ในสภาพ จิตหลอน ยกเหตุปกป้องรัฐธรรมนูญโจร หลอกสาวกออกมาชุมนุม จนตัวเองอยู่ในสภาพจิตหลอน เปิดสภาเมื่อไร ก็ผวารัฐธรรมนูญโจรจะถูกแก้เมื่อนั้น...ประสาทแดกเสียแล้วม้าง
* ไม่รู้ว่าสมาชิกรัฐสภาแต่ละคน แต่ละท่าน ที่เห็นดีเห็นงาม และเห็นชอบให้ย้ายที่ประชุมรัฐสภา จะคิดอย่างไร หากมีคนบ้ามาไล่ท่านให้ออกจากบ้านตัวเอง เพราะพวกมันจะยกแก๊งเข้ามาอาละวาด รื้อข้าวของในบ้านท่าน ท่านจะรีบเก็บข้าวของออกไป หรือจะช่วยกันปกป้องบ้านของท่าน ...ฤๅว่า รัฐสภาอันทรงเกียรติที่พวกท่านพร่ำพูดกันจนติดปาก และทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อจะมาเป็นสมาชิก มีคุณค่าน้อยกว่าน้อย จึงไม่ต้องคอยรักษา ปล่อยให้พวกคนบ้าบุกยึดตามใจชอบ
* ยินดีต้อนรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เข้าสู่สนามนักสู้ผู้ว่าฯ กทม. ตามมติพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า “หม่อม” เป็นผู้ที่ได้รับการคัดสรรแล้ว ว่ามีฝีไม้ลายมือมากพอที่จะมาสานต่องานของอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ ว่าแต่ว่าที่ตั้งใจจะมาสานงานต่อนั้น เป็นงานใด กรุณาแจ้งให้ชัด ประชาชนอย่างผมจะได้ตัดสินใจถูก
* แต่ก่อนจะสานงานต่อ ก่องานใหม่ กรุณาช่วยสะสางและแก้ไขงานเก่าของอภิรักษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกชี้มูลว่า กระทำทุจริตคิดมิชอบ จนเป็นเหตุให้รัฐต้องเสียหายหลายพันล้านบาท และต้องเสียงบประมาณมาเลือกตั้งกันใหม่อีกกว่า 150 ล้านบาท
* ถ้าวันนั้น อภิรักษ์ ไม่เซ็นเปิดแอลซี ซึ่ง เปรียบเสมือนเปิดประตูให้โจรปล้นบ้าน และพรรคประชาธิปัตย์ไม่หน้าด้านส่งอภิรักษ์ลงสนาม เพื่อหวังใช้คะแนนคน กทม. ฟอกตัว แล้วละก็ วันนี้เราก็คงไม่ต้องเสียเงินหลายพันล้านบาทไปฟรีๆ และไม่ต้องเปลืองงบประมาณเลือกตั้งใหม่...จริงไหมครับ “หม่อม”
* ไหนๆ ก็ไหนๆ จงรัก ภักดีราช ขอประกาศตรงนี้เลยว่า อยากเห็นการรื้อพรมห้องอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ จะได้ประจักษ์แก่ใจไปเลยว่า มีขยะถูกกวาดเก็บซุกซ่อนอยู่ใต้พรมกี่เรื่อง กี่กอง ฉะนั้นแล้ว หากใครเห็นด้วยกับ การรื้อขยะใต้พรมในห้องผู้ว่าฯ กทม. ขออย่าได้กระทำผิดซ้ำสอง ซ้ำสาม อีกเลย ...แค่นี้ก็ไม่รู้ว่าหลักฐานถูกทำลายไปเท่าไรแล้ว
บทพิสูจน์ ‘เสื้อแดง’ รักสันติ!
คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
โดย ขันติโรจน์
รายการความจริงวันนี้สัญจร 3 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งเมืองทองธานี สนามราชมังคลากีฬาสถาน และที่วัดสวนแก้ว เป็นบทพิสูจน์ว่านักประชาธิปไตย เป็นคนรักสันติภาพ รักความสงบ และตั้งตัวอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างแท้จริง
รายการความจริงวันนี้สัญจรที่วัดสวนแก้วเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ได้ยุติลงในเวลา 17.00 น. หลังเสร็จการปราศรัยของแกนนำผู้จัดรายการ ทั้งนาย วีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รวมถึง นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
การชุมนุมครั้งนี้หลายฝ่ายกังวลว่าจะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น รวมทั้งมีเสียงด่าทอ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ อย่างมากมาย
กระทั่ง พระพยอม ออกแถลงการณ์ 23 พฤศจิกายน ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า "ตามที่มีประชาชนบางส่วนมองว่า อาตมาค่อนข้างเลือกข้างโดยอนุญาตให้รายการความจริงวันนี้ เข้ามาจัดชุมนุมที่วัด ขอแจ้งว่าอาตมาเคยจัดงานเสริมธรรมเสริมปัญญา โดยเชิญ หน่วยงานรวมถึงนักการเมืองเข้ามาอภิปรายไม่รู้กี่ครั้ง
เหตุผลคือ วัดเป็นสถานที่ที่ศาสนิกชนเข้ามารับฟังธรรมอันเป็นความจริง ไม่ว่ากลุ่มคนเสื้อเหลือง แดง ขาว มาขอจัดงานภายในวัด โดยมีเงื่อนไขภายใต้ความสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธและการปลุกระดมให้เกิดเหตุความรุนแรงหรือความวุ่นวายในบ้านเมืองย่อมทำได้
ข้อดีของการจัดชุมนุมภายในวัด ผู้อภิปราย จะระมัดระวังคำพูดหลีกเลี่ยงคำหยาบ มุ่งเน้นให้เนื้อหาสาระความรู้ มากกว่าผู้สนุกเพื่อปลุกใจมวลชน คนเสื้อแดงคิดอย่างไรมีเหตุผลอะไรก็พูดอภิปราย คนเสื้อเหลืองก็เช่นเดียวกัน อาตมาขอ ฝากข้อคิดคำคมไว้ว่า คมอาวุธทำลายชีวิต คมความคิดทำลายกิเลส ขอให้อย่าใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม
ขออย่าใช้อาวุธประหัตประหารกัน อาตมาขอให้ผู้ชุมนุมทุกฝ่ายทุกคนสดับตรับฟังด้วยสติเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ คนที่เข้าใจว่าอาตมาเป็นเครื่องมือนักการเมือง อาตมาอยากบอกว่ากลับเป็นเรื่องตรงข้าม เพราะอาตมาจะเอานักการเมืองมาเป็นเครื่องมือของธรรมมะ"
หลังจากช่วงของการสนทนาธรรมกับพระพยอม นายวีระ มุกสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ลุกขึ้นปราศรัยระบุว่า สื่อมวลชนส่วนใหญ่จับคู่คนเสื้อแดงและเหลืองสองคู่นี้ให้เป็นคู่วิวาทเขาบอกว่าการชุมนุมที่ทำเนียบเป็นของคนเสื้อเหลืองและวัดสวนแก้วเป็นของเสื้อแดงและบ้านเมืองจะวิกฤติซึ่งจะวิกฤติได้อย่างไรเราสันติ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ มาจับคู่อย่างนี้ได้อย่างไร
นายวีระบอกว่า ฝั่งโน้นเขาจะชุมนุมใหญ่และจะไปปิดล้อมรัฐสภา ทำให้คนวิตกว่าคนแหลืองเสื้อแดงจะปะทะกัน ซึ่งยืนยันว่าไม่มี เพราะพวกเราจะไม่ไปที่ไหนและขอร้องเลยว่าพี่น้องเสื้อแดงทั้งหลายอย่าเฉียดเข้าไปไกล้ ให้เขาแสดงให้ชัดเจนว่าใครอยู่ในสันติ คนเสื้อแดงให้อยู่กับบ้าน
ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมปราศรัย ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้ขึ้นเวทีอีกครั้ง โดยกล่าวสรุปเรียกร้องให้แฟนคลับ และสมาชิกแนวร่วม นปช. ว่า ไม่ควรนิ่งเฉย รอความตาย ถ้าคน 5 ล้านคน ร่วมกันเขียนไปรษณียบัตรถวายฎีกา ส่วนที่เหลือก็แล้วแต่พระราชวินิจฉัย
ส่วนพระสงฆ์ทั่วประเทศขอไตร่ตรองว่า ศาสนาพุทธได้สูญหายไปจากประเทศอินเดียเพราะเหตุใด หลายวัดสั่งจานเอเอสทีวี ไปติดตั้งให้พระลูกวัดดูกันเพลิดเพลิน แต่พระท่านไม่รู้เลยหรือว่า แกนนำคือ สันติอโศก ซึ่งศาสดาของพวกนี้คือ พระเทวทัตไม่ใช่ พระพุทธเจ้า
นอกจากนี้ นายวีระ ได้นัดแนะกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกันอีกครั้งในการจัดรายการ ความจริงวันนี้สัญจร ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ด้วย
ขณะที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ระบุว่า หัวหน้าใหญ่ของพันธมิตรฯ ประกาศว่า ให้เอาของมาด้วย แล้วก็บอกว่าจะนองเลือดนองแผ่นดินก็ให้มันนองไปเลย นั่นหรือเป็นการพูดของคนที่ยึดหลักสันติอหิงสา ซึ่งคำว่า อหิงสา ความจริงหลักนี้มีมาแล้ว 800 ปีก่อนพุทธกาล ซึ่งต่างจากพันธมิตรฯ ที่บอกว่าชุมนุมแบบอหิงสา เป็นคนละเรื่อง
ทั้งนี้ คำว่าอหิงสาเขาแปลว่าต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง ต้องไม่บาดเจ็บ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น แต่พันธมิตรจะเรียกอหิงสาได้อย่างไร
โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ.2550 ได้กำหนด “เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม” มาตรา 63 ไว้ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
รายการความจริงวันนี้สัญจร 3 ครั้งที่ผ่านมานั้น ยึดหลักสันติความสงบ ไม่ต้องการทะเลาะกับใคร ชุมนุมเสร็จแล้วก็กลับบ้านก็ไม่มีความรุนแรงอะไร
แต่พันธมิตรฯ ที่ประกาศจะบุกรัฐสภาในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ประชาชนต้องเฝ้าจับตาว่า ใครกันแน่ที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรง !
ม้วนเดียวจอด!
คอลัมน์ : ละครชีวิต
โดย ลวดหนาม
เกมการเมืองระหว่าง “ฝ่ายเผด็จการ” กับ “ฝ่ายประชาธิปไตย” กำลังเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวันนี้ ( 24 พ.ย.) ที่พันธมิตรฯ ประกาศว่า “ม้วนเดียวจบ”
หลายคนประเมินสถานการณ์ว่าจะรุนแรงกว่าวันที่ 7 ตุลาคม แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงช่วงบ่ายวันที่ 23 พฤศจิกายน ปรากฏว่า แผนการปลุกระดมมวลชนของพันธมิตรฯ ไม่เป็นไปตามที่วางไว้
ม็อบพันธมิตรฯ ปลุกไม่ขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจาก เงินไม่พอจ้างคนมาชุมนุม หรือ คนไม่กล้าเดินทางมาร่วมเพราะกลัวอันตราย
กระทั่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาแถลงข่าวว่า “มั่นใจว่าการชุมนุมวันที่ 24 พฤศจิกายน จะเป็นแบบม้วนเดียวจบ ไม่มีการอยู่เป็นแรมเดือน สาเหตุที่มั่นใจเพราะเชื่อในความเข้มแข็งของประชาชน และสถานการณ์ก็สุกงอมแล้ว ถ้าประชาชนมามากก็ม้วนเดียวจบทันที แต่ถ้าคนมาน้อยก็จบเหมือนกัน แล้วยกบ้านยกเมืองให้คนชั่วไป”
นอกจากนี้ พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การเคลื่อนไหวในวันที่ 24 พฤศจิกายน จะเคลื่อนไปยังรัฐสภา และอาจจะเคลื่อนไปที่อื่นๆ ด้วย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ส่วนที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ระบุว่าจะไม่มีการเปลี่ยนสถานที่การประชุมรัฐสภาฯ แต่อาจจะเลื่อนการประชุมออกไป นั้น พล.ต.จำลอง กล่าวว่า เป็นคำพูดกลับไปกลับมาเชื่อถือไม่ได้ เพราะถ้ารัฐบาลจริงใจไม่แก้ไขรัฐธรรมนุญก็ต้องประกาศมาก่อนหน้านี้ โดยไม่บรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร.เข้าในวาระการประชุม ฉะนั้น คำพูดของรัฐบาลที่กลับไปกลับมา รัฐบาลจะไม่เชื่ออีกต่อไป
ฟังจากท่าทีของ พล.ต.จำลอง แล้ว คาดว่า พันธมิตรฯ ต้องการจะให้เกิดความรุนแรง โดยจะมีการบุกไปสถานที่อื่นๆ
ที่สำคัญคือ งานนี้นอกจากพันธมิตรฯ จะประกาศแตกหักกับรัฐบาลแล้วยังต้องการจะท้าทายกองทัพบก และ กองทัพเรือ ยกเว้นกองทัพอากาศ
สถานที่แรกที่จะบุกไปก่อความวุ่นวาย คือ “กองบัญชากองทัพบก” ที่ที่ 2 คือ กองบัญชาการแม่ทัพภาค 1 ที่ที่ 3 คือ กองบัญชาตำรวจนครบาล และ ที่ที่ 4 ที่ซึ่งทหารจะไม่ยอมเด็ดขาด
แหล่งข่าวระบุว่า 24 พฤศจิกายนนี้ ไม่ได้เป็นสงครามเฉพาะ รัฐบาล กับ พันธมิตรฯ แต่เป็นเกม การเมืองระหว่าง ผบ.ทบ. กับ พันธมิตรฯ
นี่คือ เป้าใหม่เพื่อที่จะกดดันให้ทหารออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ โดยอ้างเหตุผล “ความรุนแรง”
แกนนำพันธมิตรฯ จะกระตุ้นให้ผู้ชุมนุมลุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้อาวุธที่เตรียมมาก่อเหตุคล้ายๆ วันที่ 7 ตุลาคม
อาวุธที่ใช้ก็คือ “ระเบิด” ซึ่งจะทำให้ผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ผมได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกอเนจอนาถใจอย่างยิ่ง ซึ่งถ้า แกนนำพันธมิตรฯ ยังมีจิตสำนึก ควรรู้ด้วยว่า ชีวิตคนนั้นเกิดมายาก แต่ไปทำให้เขาตายง่าย มันคือ การทำบาป ผิดศีลธรรม และจะต้องชดใช้ไปอีกหลายชาติ
อย่างไรก็ตาม หากเกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ ใน 1-2 วันนี้ “คนเสื้อแดง” ที่รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครยอมอยู่เฉยเหมือน 19 กันยายน 2549 แน่ๆ
ต้องเตือนสติพี่น้องคนรักประชาธิปไตยว่า หากมีการปฏิวัติ ต้องไปรวมพลกันที่สนามหลวงโดยทันที!