WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 24, 2008

ม็อบถ่อย : ม็อบสถุลยิ่งประจานตัวเอง!!!

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไม่มาตามนัด... !!! สำหรับ “ม็อบโกเต๊กซ์” ป่วนบ้าน-ป่วนเมือง ผู้คนกลัวด้วยการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทันที ด้วยการ ระเบิดหม้อแปลงไฟฟ้าทรัพย์สินของแผ่นดิน !!! เป็นยกแรก...ตามมาด้วยอีกหลายๆ เหตุการณ์ซึ่งส่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ประเทศไทย ของปวงชนชาวไทย 63 ล้านคน อยู่ด้วยกันมาอย่างสงบสุข ไม่เคยมีความแตกแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย จากคนในชาติ เท่ายุคนี้อีกแล้ว พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ด้วยกันดีดี มาวันนี้กลับพูดคุยเรื่องการเมืองไม่ได้

ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกิดผลกระทบจากต่างประเทศ และกำลังจะส่งผลมาถึงประเทศไทย ประชาชนคนไทย ที่จะต้องตกระกำลำบาก แรงงานถูกปลดหลายพันหลายหมื่นคน และ ปีหน้าจะตกงานเป็นแสนๆ คน ซึ่งจะเป็นแรงกระแทกเข้าสู่สังคม

โชคยังดีอยู่บ้าง ที่คนบางพวกบางฝ่ายหูตาเริ่มสว่างแล้ว เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หลายคนบอกว่า “ความจริงปรากฏ” ที่สงสัยกันนักกันหนาว่าคนกลุ่มนี้เป็นอะไร อย่างไร มีที่มาที่ไป ตามที่ร่ำลือกันมาก่อนหน้านี้ การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองนั้นจริงหรือไม่?

การเคลื่อนไหว ที่เขาเรียกกันว่า “สงคราม 9 ทัพ” หรือ “สงครามทุบหม้อข้าว” แม้แต่ “ม้วนเดียวจบ” ซึ่งเป็นภาษาที่ชวนให้นึกไปว่า จะมีการใช้ “ความรุนแรง” แกนนำปลุกระดมว่า ให้เอา “ของ” มากันให้เต็มที่
ประชาชน หูตาเริ่มสว่าง ... ใครกันแน่เป็นกลุ่มที่ต้องการก่อให้เกิดความรุนแรงจนถึงขั้นการปะทะจนเกิดเหตุการณ์ “นองเลือด”

ประชาชน หูตาเริ่มสว่าง ... ใครกันแน่ เป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ทหารเข้ามากระทำการปฏิวัติรัฐประหาร

ประชาชน หูตาเริ่มสว่าง ... ใครกันแน่ เป็นฝ่ายทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ดังนั้นบรรดา “ม็อบโกเต๊กซ์” ยิ่งดิ้นรน ทุรนทุราย ทำความวุ่นวายให้ชาติบ้านเมืองเท่าไร ประชาชน คนต่างๆ ทั่วโลก ยิ่งหูตาสว่างมากเท่านั้น เพราะยิ่งเขาทำความรุนแรงจะยิ่งเป็นการประจานตัวเอง !!! ต่อสาธารณชนคนไทยทั้งชาติ 63 ล้านคน และ คนทั่วโลก

ยิ่งประจานตัวเอง แนวร่วม จะหดหาย “กระแสจะตีกลับ” ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมปัญญาชน แนวร่วมชนชั้นนำ และ แนวร่วมชนชั้นกลางหากรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุม

ความหวังในการใช้ความรุนแรง เพื่อมุ่งหวังในการปฏิวัติรัฐประหาร คงไม่บังเกิดผล
เมื่อไม่เกิดสิ่งใดๆ ในการสนองตอบการยั่วยุต่างๆ “ม็อบโกเต๊กซ์” แห้ว!!! รับประทาน สงคราม 9 ทัพ ที่เตรียมกันมา ที่ว่าจะเกิดจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะไม่มีคู่ต่อสู้

จากนั้นใช้ “กระบวนการยุติธรรม” ไม่ใช่ “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” เข้ามาดำเนินการ จัดการ แก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เอาตัวคนปลุกระดมก่อความวุ่นวายภายในชาติบ้านเมือง
นอกจาก เขาจะ “ใจถึง” ใช้วิธีการ “อภิมหาโจรกบฏ” เผาบ้านเผาเมือง ...



ความหมายของสิทธิพลเมือง (1)

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย


คงต้องยอมรับว่า สิทธิพลเมืองที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Civil right มีสิทธิอะไรบ้าง ทำไมสิทธิเหล่านั้นเป็นสิทธิพลเมือง เป็นปัญหาค่อนข้างยาก เพราะในทางทฤษฎี สิทธิมนุษยชนแบ่งแยกมิได้ หรือจะเอาสิทธิหนึ่งไปปฏิเสธอีกสิทธิหนึ่งก็ไม่ได้ ส่วนในทางประวัติศาสตร์ บรรดาเอกสารสิทธิมนุษยชนก็มิได้ระบุว่า สิทธิพลเมืองมีสิทธิอะไรบ้าง เช่น ในคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมืองของฝรั่งเศส ค.ศ.1789 สิทธิพลเมืองจะประกอบด้วยสิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน และการพิมพ์ ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ได้รับศักดิ์ศรี ความเชื่อทางศาสนา สิทธิเข้าทำงานสาธารณะตามความสามารถ สิทธิการตรวจสอบการบริหารและการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐ สิทธิร้องทุกข์1 แม้แต่ในปฏิญญา กติกาและอนุสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ตั้งแต่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ค.ศ.1966 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ค.ศ.1965 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ค.ศ.1979 รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 ก็มิได้ระบุว่าอะไรเป็นสิทธิพลเมือง

แต่หากพิจารณาจากสิทธิของประชาชนจากแง่มุมที่สัมพันธ์กับรัฐ ฐานะทางเชื้อชาติและกลุ่มชนภายในรัฐ ก็พอจะพูดได้ว่าสิทธิพลเมืองประกอบด้วยสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการยอมรับเป็นบุคคลตามกฎหมายและเสมอภาคกัน สิทธิมีสัญชาติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ภายในรัฐ เสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม ความเชื่อ และนับถือศาสนา และการแสดงออกของความคิดดังกล่าว เสรีภาพในประกอบอาชีพ เสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิได้รับการศึกษา สิทธิสมัครเป็นข้าราชการ สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐ สิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐกิจ สิทธิได้รับบริการสาธารณะจากรัฐ และสิทธิร้องทุกข์และฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ บุคคลผู้เป็นชนกลุ่มน้อยมีสิทธิในอันที่จะมีวัฒนธรรม นับถือประเพณีและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตนเอง

สิทธิพลเมืองเหล่านี้ ในประเทศไทยได้รับการรับรอง คุ้มครอง และค้ำประกันจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะที่บัญญัติในหมวด 3 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตั้งแต่มาตรา 30 บุคคลเสมอภาคกันในกฎหมาย ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน มาตรา 32 สิทธิในชีวิตและร่างกาย มาตรา 33 เสรีภาพในเคหสถาน มาตรา 34 เสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ มาตรา 35 สิทธิในครอบครัว ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัว มาตรา 36 เสรีภาพในการสื่อสาร มาตรา 37 เสรีภาพในการนับถือศาสนา มาตรา 39 สิทธิบุคคลในกระบวนการยุติธรรม มาตรา 41 สิทธิในทรัพย์สิน มาตรา 43 เสรีภาพในการประกอบอาชีพ มาตรา 45 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา มาตรา 49 -55 เสรีภาพในการศึกษา และรับการบริการทางสาธารณสุข สิทธิเด็ก คนชรา และคนพิการ สิทธิผู้ไร้ที่อยู่อาศัย มาตรา 56-62 สิทธิรับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐ สิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางการปกครอง สิทธิผู้บริโภค สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และฟ้องส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 63 เสรีภาพในการชุมนุม มาตรา 65 เสรีภาพรวมตัวเป็นสมาคม สหภาพ สหกรณ์ กลุ่ม องค์การเอกชน พรรคการเมือง และในหมวด 10 สิทธิในการปกครองท้องถิ่น

....ฉบับหน้าจะพูดถึงปัญหาการมีและการใช้สิทธิพลเมือง



การไม่ให้ความสำคัญต่อ “เกณฑ์” เเละ “ข้อเท็จจริง” บางประการของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการทำเเถลงการณ์ร่วม


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


บทนำ


กรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ทำท่าดูเหมือนจะจางหายไปแล้วกลับตามมาหลอกหลอนรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อ ป.ป.ช. กำลังชี้มูลว่ารัฐบาลจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ) เนื่องจากมีมติ ครม. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปลงนามโดยที่มิได้ให้สภาให้ความเห็นชอบ เนื่องจากแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย1 และเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ผมเคยวิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ไปแล้ว2 แต่เร็วๆ นี้ผมเพิ่งได้รับเอกสารสำคัญและเพิ่งได้อ่านคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละท่านจึงขอเพื่อเติมในบางประเด็นดังนี้

1. ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาหรือให้ความสำคัญเเก่ “เจตนา” ของรัฐทั้งสอง

หนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณาว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ คือ ทางปฎิบัติภายหลังของรัฐของคู่สัญญา (Subsequent practice) ว่ามี “เจตนา” ที่จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ในทางระหว่างประเทศ เกณฑ์เรื่องเจตนา (Intention test) มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของแถลงการณ์ร่วมว่าเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ Intention Test นี้ได้ถูกเสนอโดยท่าน Sir Hersch Lauterpacht ในฐานะที่ท่านเป็นหนึ่งในผู้เสนอรายงานเกี่ยวกับการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา โดยท่านได้อ้าง the Communique of the Moscow Conference 1945 ซึ่งท่านเห็นว่ารัฐคู่เจรจาไม่มีเจตนาที่จะให้เเถลงการณ์ดังกล่าวสร้างความผูกพันทางกฎหมาย3

อย่างไรก็ดี การค้นหาหรือหยั่งทราบ (ascertain) เจตนาว่ารัฐคู่เจรจามีเจตนาที่จะให้เเถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นสนธิสัญญาหรือไม่นั้น มิใช่เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยง่าย4 โดยปกติแล้ว เกณฑ์ที่ใช้พิจารณานั้นจะดูที่ภาษา การใช้ถ้อยคำ บริบทขณะที่มีการทำเเถลงการณ์ร่วม รวมถึงทางปฎิบัติภายหลังจากที่ทำเเถลงการณ์ร่วม

เมื่ออ่านคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตลอดทั้งหมดเเล้ว ยังมีข้อสงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้คำนึงถึง “เกณฑ์” ที่กล่าวมาข้างต้นมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้มีหนังสือแจ้งไปยังทางกัมพูชาเพื่อขอระงับการใช้แถลงการณ์ร่วม กรณีนี้ไม่ทราบว่าทางกัมพูชาได้มีหนังสือโต้ตอบทางการทูตหรือไม่ และหากหนังสือโต้ตอบทางการทูตจากกัมพูชามีเนื้อหาสาระฟังได้ว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่มีเจตนาที่จะให้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นสนธิสัญญา (พูดง่ายๆ ก็คือต่างฝ่ายต่างมีเจตนาตรงกันที่จะให้แถลงการณ์ร่วมก่อให้เกิดความผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเกณฑ์เรื่องทางปฏิบัติของรัฐภายหลังจากที่มีการทำแถลงการณ์มากน้อยเพียงใด

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ หลังจากที่มีการแถลงการณ์ร่วมแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคือ ท่านเตช บุนนาค ได้มีหนังสือไปถึงท่าน ฮอร์ นัมฮง (Hor Numhong) รองนายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา โดยข้อความตอนหนึ่งในหนังสือฉบับนี้กล่าวว่า

“ I have the honour to refer to the remark made by Your Excellency during our working lunch at the First Thai-Cambodian Foreign Ministers Meeting in Siem Reap on 28 July 2008 that the Joint Communique between Thailand and Cambodia dated 18 June 2008 is not considered by the Kingdom of Cambodia as a treaty under international law.

I wish to take this opportunity to express my appreciation for your understanding that performance of the terms of the said Joint Communique is not required...”5

หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้มีหนังสือแจ้งไปยังกับพูชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้มีหนังสือตอบกลับมา ลงวันที่ 1 กันยายน 2551 โดยข้อความตอนหนึ่งของหนังสือนี้กล่าวว่า

“In this regard, I would like to recall that during our working lunch in Siem Reap on 28 July 2008, talking about the said Joint Communique, I said that “It is not an international treaty”, thus its value is worth what it is.”

กล่าวโดยสรุป เอกสารโต้ตอบทางการทูตทั้งสองฉบับนี้ได้เเสดงว่าทั้งประเทศไทยเเละประเทศกัมพูชาต่างก็มีเจตนาตรงกันที่จะไม่ถือว่า “เเถลงการณ์ร่วม” นี้มีสถานะเป็น “สนธิสัญญา” ที่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ เเต่เป็นเพียง Political Commitment เท่านั้น

อนึ่ง สมควรตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาทางปฎิบัติของรัฐหลังจากที่มีการทำเเถลงการณ์ร่วมว่ารัฐทั้งสองคือไทยเเละกัมพูชาเคยถือหรือมีเจตนาที่จะให้เเถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งในอดีตศาลรัฐธรรมนูญเคยฟังข้อเท็จจริงอื่นๆ ประกอบการวินิจฉัยเพื่อหยั่งทราบเจตนาที่แท้จริง ดังเช่นคดีหนังสือแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงิน (Letter of Intent: LOI) ของรัฐบาลไทยต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญต่อหนังสือชี้เเจงของฝ่ายกฎหมายของกองทุนฯ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า แผนการให้ความช่วยเหลือ (Stand-by Arrangement) ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างประเทศ จึงหมายความว่า ทั้งรัฐบาลไทยเเละกองทุนฯ ต่างก็ไม่ถือว่าหนังสือแจ้งความจำนงเป็นสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศกับกองทุนฯ6

ดังนั้น หนังสือโต้ตอบทางการทูตลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาที่มีมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจึงเป็นเอกสารที่มีน้ำหนักยิ่งที่แสดงว่าประเทศกัมพูชาไม่ถือว่าแถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยนี้มิได้อยู่ที่ว่าแถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาหรือไม่ แต่อยู่ที่ “เหตุผล” หรือ “เกณฑ์” (Criteria) ที่ศาลรัฐรรมนูญใช้ในการวินิจฉัยว่า เกณฑ์ที่ใช้ในการให้เหตุผลนั้นมีความรัดกุมหรือสอดคล้องกับทางปฏิบัติของนานาประเทศหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานของการทำแถลงการณ์ร่วมของส่วนราชการการต่อไปโดยที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของฝ่ายบริหาร

2. การมิได้กล่าวถึงหนังสือชี้เเจงของกรมเเผนที่ทหารเเละข้อ 5 เเถลงการณ์ร่วม

ในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญไม่ปรากฏว่ามีคำชี้แจงจากกรมแผนที่ทหารแต่อย่างใด ในด้านของฝ่ายบริหาร ศาลรัฐธรรมนูญได้ฟังคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอธิบดีกรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ประเด็นเรื่องเขตแดนและแผนที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางเทคนิคที่ต้องรับฟังจากพยานผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายหรือนักรัฐศาสตร์ย่อมไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเขตแดนและแผนที่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับมิได้เรียกกรมแผนที่ทหาร (ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขตแดนและแผนที่) มาชี้แจงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอเอกสารประกอบคำชี้แจงมากมาย ซึ่งรวมถึงหนังสือจากเจ้ากรมแผนที่ทหารลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ว่า “ได้ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตขอบเขตรอบตัวปราสาทเขาพระวิหารที่ปรากฏแผนที่ทหาร ฉบับที่กัมพูชาเสนอให้ฝ่ายไทยพิจารณาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 แล้วปรากฏว่า ไม่มีขอบเขตส่วนใดล้ำเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยที่ยึดถือตามหลักฐานการกำหนดแนวเส้นเขตแเดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร”

ที่น่าสังเกตก็คือ ในคำวินิจฉัยส่วนตนมีเพียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงท่านเดียวที่กล่าวถึงหนังสือของเจ้ากรมแผนที่ทหาร7 ส่วนตุลาการท่านอื่นมิได้กล่าวถึง (อย่าว่าแต่จะให้ความสำคัญ) ประเด็นนี้แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญประกอบการพิจารณาโดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือไม่

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็มิได้กล่าวถึง (อย่าว่าเเต่จะให้ความสำคัญ) กับข้อ 5 ของเเถลงการณ์ร่วมที่กล่าวว่า “การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยในการปักปันเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ”8
บทส่งท้าย

นับเเต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นต้นมา ดูเหมือนว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกัน ท่ามกลางกระบวนการตุลาการภิวัตน์นี้เอง ดูเหมือนว่า“คำวินิจฉัย” ของศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ) หรือ “คำพิพากษา” ของศาล (ยุติธรรม) หรือ “คำสั่ง” ของศาล (ปกครอง) ที่ผ่านมา จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเกี่ยวกับการให้ความสำคัญเเก่ข้อเท็จจริง การพิเคราะห์ให้เหตุผล การใช้เเละการตีความกฎหมาย ผมชักไม่เเน่ใจว่าเเนวทางที่สังคมไทยกำลังใช้ตุลาการภิวัตน์เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ทับถมอยู่ในขณะนี้จะเป็นหนทางที่เหมาะสมหรือไม่

อนึ่ง มีข้อควรระลึกว่า คำพิพากษาของศาลไม่อาจเเก้ไขปัญหาหรือข้อพิพาทได้ทุกเรื่อง หลายเรื่องข้อพิพาทได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าอำนาจของตุลาการเเล้ว เช่น ความขัดเเย้งระหว่างฝ่ายอำมาตย์กับประชาชนคนธรรมดาที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือปัญหาความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชน ปัญหาความไม่เสมอภาคต่อกฎหมาย เป็นต้น การนำตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากไปรังเเต่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี หากยังคิดว่าคำพิพากษาของศาลจะเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้งทางการเมืองโดยไม่สนใจถึง “เหตุผลทางกฎหมาย” เเล้ว เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเห็นว่า คำพิพากษานั้นไม่ยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนั้นความเชื่อถือของศาลอาจพังครืนได้ ข้อห่วงใยนี้จะเป็นจริงหรือไม่อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

1 ในตัวบทมาตราม 190 วรรคสองไม่มีคำว่า “อาจ” เเต่ประการใด เเต่เป็นถ้อยคำที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเข้ามา

2 โปรดดู “ข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีสถานะทางกฎหมายของคำเเถลงการณ์ร่วม”

3 See Yearbook of the International Law Commission, 1951,vol. I pp.93

4 โปรดดู Kelvin Widdows, What Is An Agreement In International Law, British Yearbook of International Law (1979), หน้า 137 ข้อสังเกตในประเด็นนี้ก็ได้ถูกกล่าวถึงเหมือนกันใน Restatement (Second) Foreign Relations Law of the United States ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นการเเยกความเเตกต่างระหว่างตราสารระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย (legal binding force) กับตราสารระหว่างประเทศที่ไม่ก่อให้ผลผูกพันทางกฎหมาย (non legal binding force) ว่าเป็นเรื่องที่บางครั้งยังขาดความชัดเจน โปรดดู Marian Nash, International Acts not Constituting Agreements, 88 American Journal of International Law 515, (1994)

5 โปรดดูหนังสือที่ 0803/636 วันที่ 25 สิงหาคม 2551

6 โปรดดูคำวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๔๒

7 โปรดดู ความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตน ของ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หน้า 43

8 อีกครั้งเช่นกันที่มีตุลาการเพียงท่านเดียวที่ให้ความสำคัญกับแถลงการณ์ร่วมข้อ 5 และด้วยการพิจารณาจากข้อ 5 นี้เองที่เป็นเหตุผลให้ท่านเห็นว่า แถลงการณ์ร่วมไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยจึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โปรดดู ความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตน ของ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หน้า 43??


ลับ..ลวง..พรางตัวต่อตัว ณ บ้านสี่เสาฯ

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ 290 วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2551 พบกันอีกครั้งกับ “แทง แทนไท” อยู่ร่วมกับท่านผู้อ่านในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ มาเนิ่นนานปีกว่าๆ ไม่ทราบว่าผู้อ่าน ผู้มีอุปการะคุณ เบื่อ!!! หรือยัง ในภารกิจ “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ขุดโค่นอำมาตยาธิปไตย อนาธิปไตย และอภิชนาธิปไตย ให้หายไปจากบ้านเมืองไทย ในยุคที่ฝรั่งเขาเรียกว่า คศ.2000

** เรื่องลึกๆ ลับๆ เราเอามาเปิดเผยเสียให้หมด... เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการประชุมร่วมกองอำนวยการปกป้องม็อบโกเต๊กซ์ หรืออย่างไรไม่ทราบได้ เห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. โดนเสยคางเข้าเต็มเปา !!! นี่คือสาเหตุที่ต้องหลบเข้าบ้าน สี่เสาเทเวศน์ มันมีเรื่องลึกๆ ลับๆ ที่ต้องเอามาเปิดเผยกัน อันเนื่องจากที่ประชุมร่วมฝ่ายทหาร ดันไปเสนอเอกสารต่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ออกมาตรการให้ตำรวจใช้เพียงโล่และรถน้ำ ในการเข้าควบคุมฝูงชนเท่านั้น !!! ทั้งที่ผู้ชุมนุมมีทั้งอาวุธปืน ระเบิดปิงปอง และอาวุธสงครามไม่ทราบชนิด โดยแกนนำป่าวประกาศให้พก “ของ” มาเต็มอัตราศึก !!! พร้อมๆ กับการปลุกระดม “สงครามทุบหม้อข้าว” และ “ทำสงคราม 9 ทัพ”

** พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องออกโรงมาปกป้องลูกน้อง” “หมายความว่าจะให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภาเลยใช่หรือไม่?” เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้อาวุธอื่นในการเข้าปราบปรามฝูงชนตามแบบอย่างของนานาอารยะประเทศ เท่ากับจำยอมต้องเปิดทางให้ “ม็อบโกเต๊กซ์” เมื่อสถานการณ์ของตำรวจเปรียบเสมือน “เสือไร้เขี้ยว” ดังนี้ คำตอบจากฝ่ายทหารน่าตกใจไหม? ฝ่ายทหารเขาบอกว่า ...“ใช่”.... ให้ ม็อบโกเต๊กซ์ บุกเข้าไปยึดอาคารรัฐสภาได้เลย

** สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้จะทำอย่างไร ฝ่ายตำรวจ อยากจะปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างลูกหลานไทยในภายภาคหน้า แต่ทำไม่ได้ เนื่องเพราะทหารเสนอมาตรการอ่อนปวกเปียก ดังนั้น จึงต้องขอกำลังทหารเข้ามาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ทหารไปผจญ “ม็อบโกเต๊กซ์” ด้วยตัวเองเสียบ้าง จะได้รู้ซึ้ง ดังนั้น ตำรวจ จึงเสนอ นายกรัฐมนตรี ลงนามตั้ง “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เข้าดูแลสถานการณ์ พร้อม ๆ กับแทงคำสั่งกำชับว่า “ห้ามใช้ความรุนแรง”!!! ไม่รู้ว่าจะเป็นการดูแลเหตุการณ์ในลักษณะใด แทง แทนไท ได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นการ คุ้มกัน และ เปิดทาง “ม็อบโกเต๊กซ์” บุกยึดอาคารรัฐสภา ตามอำเภอใจ ถ้าเป็นแบบนั้น แทง แทนไท ปลงอนิจจัง ประเทศไทย...โอ้เวรกรรม...โอ้เวรกรรม...

** รู้หรือยังว่า เหตุใด “ผบ.ทบ.” จึงต้องเข้าถ้ำ “สี่เสาเทเวศน์” ไปสนทนากันแบบ “ตัวต่อตัว” และมีจิ้งจกตุ๊กแกออกมาให้ข่าวว่าเป็นการหารือเรื่องโฟนอินของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิน ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเกิดในวันที่ 13 ธันวาคม 2551 บิดเบือนสารไปเสียฉิบ ทั้งที่ใครก็ดูออกว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้าถ้ำเสือครั้งนี้มีจุดประสงค์ 2 ประการที่น่าจับตา 1.ขอร้องให้เปลี่ยนบทบาทจาก “หนุนหลัง” เป็น “ตัวกลาง” ให้สถานการณ์คืนปกติ 2.หากไม่สำเร็จอาจจะคิดสั้นทำปฏิวัติ ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ฮาราคีรี” ตัวเอง เพราะคุณจะเจอกับอานุภาพของ “พลังเสื้อแดงแรงฤทธิ์” แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน!!!

** พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะพูดหรือไม่พูด เรื่อง “ศัตรูทางการเมือง” คือใคร...ในวันนี้คนเขาดูออกกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว คนรอบข้าง “ลูกกระเป๋ง” บ้านสี่เสาเทเวศน์ จะห่วง!!! จะกลัว!!! อะไรอีกล่ะ ชายชาติทหาร ลูกผู้ชาย “กล้าทำต้องกล้ารับ” ท่านจะหวั่นเกรงใดๆ อีก สงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกเรานี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็น สงครามร้อน สุดจะต้อง “เปิดหน้าไพ่” ออกมาเล่นกัน วันนี้ถึงที่สุด ปลุกระดมกันจนได้ที่แล้ว มีเท่านี้เอง??? น้อยกว่าคนเสื้อแดงหลายเท่าตัว!!! ใครเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น ตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย ใครกระทำล่วงล้ำก้ำเกิน ขีดเส้นที่กติกาแบ่งเอาไว้ให้ จะต้องรับโทษทัณฑ์อะไรก็ว่ากันไป....ใช่ ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้อง

** อ้าง “การเมืองใหม่ 70:30” อ้างต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมี “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” ของ “คปพร.” ที่นำ “รัฐธรรมนูญปี 2540” กลับมาบังคับใช้นั้น เป็นเพียงวาระซ่อนเร้น ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะ ร่างการเมืองใหม่ ยังไม่มีการเสนอต่อสาธารณชนและรัฐสภา ขณะที่ร่างของ คปพร. นำเสนอต่อประชาชนได้รับการตอบรับ มีประชาชนเข้าร่วมลงชื่อ 2.1 แสนรายชื่อ ตรวจสอบไป 7 หมื่นรายชื่อ นำเสนอเข้าสู่ญัตติของรัฐสภา ทำถูกต้องตามช่องทาง แต่กลับถูกพวก ยังไม่เป็นวุ้น เพราะมัวยุ่งกับ “โกเต๊กซ์” มาขัดขวางกระบวนการ แบบนี้มันถูกแล้วหรือ? ใครถูกหลอกโปรดพิจารณา

** เก็บตกบรรยากาศ “วัดสวนแก้ว” เห็นหลายคนใส่เสื้อสีแดง และสกรีนข้อความกันเอง พ่อค้า แม่ค้าทำไม่ถึงอกถึงใจหรืออย่างไรไม่ทราบได้ หลากหลายข้อความที่น่าแปลกตาแปลกใจ แต่ที่สะดุดตา แทง แทนไท มากที่สุด เห็นจะเป็น No Justice – No Peace เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในเวลานี้มากที่สุด ฝ่ายหนึ่งนึกจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิดกฎหมาย ได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในกรอบแท้ๆ กลับโดนสารพัดจะโดน แบบนี้บ้านเมืองไทยจะไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร

** เรื่องเมาท์ในวงสนุกสนาน ให้รู้ไว้เป็นข้อมูล “บักใส” สุริยะใส กตะศิลา เวลานี้เพื่อนฝูงฝั่งฝาประชาธิปไตยหายหดหมดเกลี้ยง ขนาดการ์ดร่างยักษ์ ที่มาจาก คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ยังไม่เล่นด้วย เพราะถลำลึกไปเข้าฝั่งฝา อำมาตยาธิปไตย แนวร่วมเป็นกรรมการบ่นอึดอัดเป็นแถว เพราะหาคำตอบไม่ได้ว่า ประชาธิปไตย คืออะไรในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่อง การเมืองใหม่ 70:30 ที่หยิบยกมา “แหกตา” “ไฮโซ ไฮซ้อ อาเจ็ก อาแปะ” อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนถึงวันนี้ร่างที่เสนอจึงยังเป็นแค่ “วุ้น” เท่านั้นเอง หาความจริงใจใดๆ ได้ไม่...


ม็อบน้ำกามถ่อย!ยึดสะพานลอยเกี้ยวสาวดอนเมือง

ประชาชนในพื้นที่เขตดอนเมือง ต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมืองในวันนี้ โดยขณะนี้ไม่มีรถโดยสารประจำทางของสายใดกล้าที่จะวิ่งผ่านถนนเส้นที่มุ่งหน้าไปยังดอนเมือง-รังสิต หรือ เส้นตรงมายังรังสิต-ดอนเมือง เนื่องจากเกรงว่าจะถูกปล้นจี้จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยืนดักรอบริเวณป้ายหยุดรถประจำทางฝั่งตรงข้ามกับท่าอากาศยานดอนเมือง จึงต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถทุกสาย

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินข้ามสะพานลอยบริเวณดังกล่าวต้องพบกับภาพผู้ชุมนุมและการ์ดพันธมิตรฯบางส่วนยืนทั่วตลอดแนวพร้อมกับมีการพูดจาเกี้ยวเด็กสาวที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังประชนชนที่ต้องสัญจรไปมาในเส้นทางนี้ ต่างได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ่มพันธมิตรฯได้สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ด้านน.ส.ปรัศนี จันทร์ฝาก อายุ 22 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตดอนเมืองมาตั้งแต่เกิด ซึ่งต้องใช้เส้นทางบริเวณที่มีการปิดล้อมเพื่อเดินทางเป็นประจำทุกวัน ซึ่งตนยอมรับว่าการบุกยึดและปิดล้อมท่าอากาศยานดอนเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นความเดือดร้อนอย่างหนึ่ง แม้ตนจะเข้าใจการเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็ไม่ควรสร้างกระแสและสร้างเงื่อนไขให้กับประชาชนคนอื่นให้ต้องได้รับผลกระทบอันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมเร่งยุติการชุมนุมโดยเร็ว



สัมพะเวสี!บุกรื้อทำเนียบดอนเมือง'มหาเถื่อน'ลั่นดีเดย์เช้ามืด

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กล่าวกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า การชุมนุมในวันนี้ถือเป็นความสำเร็จในการยึดท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งใช้เป็นทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวได้ โดยในวันพรุ่งนี้(25 พ.ย.) การชุมนุมจะเข้มข้นขึ้น ซึ่งได้เตรียมมาตรการไว้แล้วว่าในช่วงเช้ามืดจะทำให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ลาออกให้ได้ ส่วนรายละเอียดของการพักค้างคืนที่ดอนเมืองนั้น ขอให้สอบถามจากนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ซึ่งอยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนยังคงลุกฮือบุกรุกเข้าไปในอาคาร 1 ผู้โดยสารระหว่างประเทศ โดยอ้างว่ามีนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา อยู่ด้านใน ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วไม่พบว่าเป็นอย่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวอ้าง



'โหรขัตติยะ'ฟันธงบึ้ม!ASTVคืนนี้


"เสธ.แดง"ท้าม็อบพันธมารบุกมาร ลั่นถ้ากล้ามาก็พร้อมรับ พร้อมปัดข่าวโดนรวบตับ ซัดม็อบโกเต็กซ์โกหกคำโต เหน็บ"บิ๊กสีกากี-บิ๊กกองทัพ"ไร้ความเด็ดขาดส่งผลให้เสื้อเหลืองได้ใจ พร้อมเตือนภัยบึ้มเอเอสทีวี

วันนี้ (24 พ.ย.) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง"ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภา และ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ว่า สาเหตุที่ทำให้พันธมิตรฯเคลื่อนไหวตามอำเภอใจ เนื่องจากระบบราชการเราอ่อนแอไม่สามารถจัดการอะไรให้เด็ดขาดได้ ทหารก็เช่นเดียวกันปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชาวิพากษ์วิจารณ์อยู่อย่างนั้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ขณะที่ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนตัวไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ที่สนามบินดอนเมือง ก็ต้องรอดูกันอีกทีว่าทหารอากาศจะมีวิธีจัดการอย่างไร

นอกจากนี้ พล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ อ้างจะบุกล้อมบ้านตนเองนั้นว่า ตนไม่ได้ห้ามกล้ามาก็มา อย่าหลับหูหลับตาปล่อยข่าวมั่วๆ เมื่อคืนก็ปล่อยข่าวว่าตนถูกจับบ้าง หนีหัวซุกหัวซุนบ้าง โดนระเบิดทีไรก็อ้างว่าตนมีส่วนรู้เห็นคราวหน้าถ้ามีระเบิดอีกก็อย่ามาอ้างแบบเดิมละกัน ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯบอกเองว่าตนเองโดนจับไปแล้ว

อย่างไรก็ตามพล.ต.ขัตติยะ ยังได้ฝากเตือนมายังพนักงานของ ASTV ว่า มีกระแสข่าวแจ้งมาว่า คืนนี้จะมีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เตรียมใช้ ค. 60 ใส่กระสุนเจาะเกาะ ถล่มตึก ASTV จึงขอให้พนักงานออกมาจากบริเวณดังกล่าว เนื่องจากระเบิด 2 ลูกหลังสถานีโทรทัศน์ ASTV เมื่อคืนเป็นแค่การทดสอบระยะเท่านั้น


"พันธมาร"แพแตก สะพัด! "เจ๊กลิ้ม-มหาเถื่อน"หัวหดหนีไปนอก


พันธมารส่อแพแตก เด็ก พปช.ปูด "เจ๊กลิ้ม-มหาเถื่อน"หัวหดจ้องทิ้งม็อบ ชิ่งออกนอกประเทศหนีความผิด หลังการชุมนุมจุดไม่ติด

วันนี้ (24 พ.ย.) นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน(พปช.) เปิดเผยว่า ทราบข่าวมาว่าขณะนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เตรียมตัวหลบหนีออกนอกประเทศแล้ว หากเกิดกรณีที่พลาดพลั้งจากการเคลื่อนไหวต่อสู้

ขณะที่ นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา ให้สัมภาษณ์กรณีเสนอให้นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาย้ายสถานที่ประชุมว่า อาจใช้สโมสรทหารบกถ.วิภาวดีแทน โดยอยากให้คำนึงถึงความเสียหายของประเทศ มากกว่าเกียรติยศของสภา หากกลุ่มพันธมิตรฯยังชุมนุมปิดล้อมแล้วสมาชิกรัฐสภายังยืนยันเข้าประชุม ก็อาจเกิดการปะทะหรือมีการปลุกเร้าผู้ชุมนุมให้ฮึกเหิมเผารัฐสภา หรือส.ส. ส.ว.ถูกฆ่าตาย จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ด่างพร้อย ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องระเบียบข้อบังคับการประชุมคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาไม่น่าจะแตกต่างกัน เมื่อมีเหตุจำเป็นคงย้ายสถานที่ประชุมได้ เพราะครม.ยังจัดประชมสัญจรได้

ภาพสด โจรปิดดอนเมือง

>>>>ภาพด่วน....ม๊อบเสื้อเหลืองปิดล้อมดอนเมือง<<<<

ผู้ค้าน้ำมันในประเทศ ปรับลดราคาน้ำมันทุกชนิดลง 60-80 สตางค์ต่อลิตรพรุ่งนี้



ผู้ค้าน้ำมันในประเทศ ปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินลง 80 สตางค์ต่อลิตร และกลุ่มดีเซลลง 60 สตางค์ต่อลิตร วันพรุ่งนี้
ผู้ค้าน้ำมันในประเทศ ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง 80 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 และกลุ่มดีเซลลง 60 สตางค์ต่อลิตร มีผลพรุ่งนี้ (25 พ.ย.51) เวลา 05.00 น. ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล วันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ น้ำมันเบนซิน 91 อยู่ที่ 22.99 บาทต่อลิตร , เบนซิน 95 อยู่ที่ 27.19 บาทต่อลิตร , แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 18.29 บาทต่อลิตร , แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 17.49 บาทต่อลิตร , แก๊สโซฮอล์ อี20 อยู่ที่ 16.99 บาทต่อลิตร , ดีเซล บี2 อยู่ที่ 21.04 บาทต่อลิตร และดีเซล บี5 อยู่ที่ 19.54 บาทต่อลิตร