WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 24, 2008

พธม.ฯถ่มน้ำลายรดหัว"รองผกน.4"จนชุ่ม แถมกระทืบซ้ำ

คลิ๊กเพื่อรับชมวีดีโอ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมอยู่บริเวณหน้าลิฟท์ ชั้น 1 ที่อาคารห้องรับรองพิเศษ ซึ่งเป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี ปรากฎว่า พ.ต.อ.พัชระ บุญสิทธิ์ รองผบก.บก.น.4 เดินออกจากโรงอาหาร และผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม ได้มีผู้ชุมนุมบางส่วนไปกระพือมือตบ และโห่ไล่ พร้อมทั้งตะโกนด่าว่า "ไอ้ฆาตกร" ซึ่งพ.ต.อ.พัชระได้ยกมือขอร้อง และพยายามเดินหนีผู้ชุมนุม แต่มีผู้ชุมนุมบางส่วนกลับบ้วนน้ำลายใส่ศรีษะของ พ.ต.อ.พัชระ จนชุ่มไปทั้งศรีษะ พร้อมกับปาขวดน้ำ ไข่ไก่ต้มสุก และผลส้มใส่ จน พ.ต.อ.พัชระต้องรีบวิ่งหนี โดยมีการ์ดพันธมิตรฯบางส่วนเข้ามาห้ามปราม แต่ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้


เมื่อ พ.ต.อ.พัชระวิ่งมาถึงบริเวณทางเข้าตึกอาคารรับรองพิเศษต่างประเทศ ได้มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งวิ่งมากระโดดถีบพ.ต.อ.พัชระจนล้มลง จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมก็รุมกันเข้ามาเหยียบจนตำรวจที่ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ต้องเข้ามาช่วยกันดึง พ.ต.อ.พัชระออกมาจากที่เกิดเหตุและรีบพาเข้าไปในตัวอาคารทันที โดยที่บริเวณศรีษะและคิ้วมีรอยบวมปูดอย่างเนได้ชัด


ระหว่างนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในอารมณ์เดือดได้พากันขว้างปาขวดน้ำ ขวดแก้วเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนรักษาความปลอดภัย และสื่อมวลชนที่อยู่หน้าตึก จนต้องกระโดดหลบกันจ้าละหวั่น ก่อนที่การ์ดพันมิตรฯ จะเข้ามาควบคุมสถาการณ์ไว้ได้


หลังจากนั้น นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า กลุ่มพันธมิตรฯทราบข่าวว่ามีนักการเมืองติดอยู่ในลิฟต์ เมื่อเปิดลิฟต์ออกมา พบว่านายตำรวจคนดังกล่าวเดินออกจากลิฟต์ พร้อมกับพูดจากไม่เหมาะสม ท้าทายกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด จนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวได้วิ่งหนี และมาชนรั้วล้มลงไปเอง ซึ่งยอมรับว่า ควบคุมสถานการณ์ลำบาก




เสื้อแดงต้องอดทน


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับ “พัน-ทมิฬ” ยังไม่ปฏิบัติการปิดล้อมรัฐสภา จึงยังไม่รู้ล่วงหน้าว่าสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้ายๆๆ นั้นมันลงเอยที่ “ใครตาย” และ “ใครเจ๊ง”

ถามใจ...ไม่อยากเห็นใครต้องตายแม้แต่คนเดียว แต่ที่อยากเห็น “เจ๊ง” คงไม่พ้นคนที่ทำธุรกิจเจ๊งไปล่วงหน้าแล้วคนนั้น ลำพังลูกน้องตัวเองยังพาไปไม่รอดแล้วยังหาเรื่องประกาศ “กู้ชาติ” ทั้งที่ชาติก็อยู่ปกติธรรมดา ประชาชนใช่วัวใช่ควายที่ต้องรอให้หมอนี่มาป้อนหญ้าลากจูงเสียเมื่อไร...เฮ้อ เห็นแล้วมันเศร้าใจ

เศร้าหนักที่ใครต่อใครที่รู้จัก การศึกษาก็ดี ดูจากหน้าตาก็น่าจะมีสมอง แต่ก็ยังจะออกไปชุมนุมล้อมรัฐสภากับเขา ประทานโทษ...พอมีใครเจ็บหรือตายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็โทษว่าเป็นความผิดของรัฐบาลและตำรวจเพียงฝ่ายเดียว ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกดูบ้างเลยว่าตัวเอง “ทำผิดกฎหมาย” เพราะอยู่ร่วมในการชุมนุมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและมีอาวุธอย่างโจ่งแจ้ง...หลักฐานก็มีให้เห็นตลอดมาว่าหาใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธอย่างที่พูดให้ควายฟัง ซึ่งก็ยังไม่เชื่อแต่อย่างใด

เหตุผลแบบนี้พูดไป...คนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่มีวันเข้าใจ บางคนอาการหนักถึงขนาดเชื่อว่าถ้าเคลื่อนไหวในนาม “ประชาชน” เสียแล้วจะทำอะไรก็ไม่มีวันผิด จะพกอาวุธนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ผิด จะเอาหอกเอามีดแทงตำรวจก็ไม่ผิด เพราะประชาชนคือประชาชน แต่ตำรวจคือตำรวจ ตำรวจถูกฝึกมาให้รับมือโดยเฉพาะอยู่แล้ว อุทธรณ์ไม่ได้ ตอบโต้ไม่ได้ คนพวกนี้จึงเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ถึงขั้นปิดล้อมบุกยึดที่ทำการรัฐสภาหรือทำเนียบนั้น มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของ “ประชาชน” ต่อให้ยกพลปีนป่ายเข้าไปถึงข้างในก็ยังไม่ผิด จะไล่ตีไล่ต่อยนักการเมืองจนหนีหัวซุกหัวซุน เผลอๆ ก็ยังไม่ผิด เพราะเขาคือ “ประชาชน”...ที่สำคัญ รัฐและตำรวจลองตอบโต้ดูเข้าสิ จะมีแนวร่วมเพื่อสิทธิมนุษยชนมากมายหลายองค์กรออกมาประณามรัฐและตำรวจทันที แล้วอย่างนี้จะต้องกลัวอะไร ม็อบเถื่อนที่ไหนก็ได้ใจในการกระทำรุนแรงทั้งนั้นนั่นแหละ

อย่าถามว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรเพราะตอบไม่ได้ ถึงตอบได้ก็ไม่อยากตอบ (จะให้ตอบได้อย่างไรว่าโปรดจัดการขั้นเด็ดขาดกับม็อบที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงซ้ำๆ ซากๆ อย่างนั้นสักที...พูดไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวเขาหาว่าเราไม่รู้จักสันติวิธี) บางทีก็อยากจะปิดหูปิดตาไม่อยากดูข่าวอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะไม่อยากโกรธแค้นว่าทำไมประชาชนอีกหลายสิบล้านถูกกระทำย่ำยีต่างๆ นานามาโดยตลอดจนต้องยอมให้ม็อบเถื่อนๆ ไม่กี่หมื่นคน เพียงเพราะพวกมัน “บ้า” พอจะก่อกวน แล้วประชาชนที่รักสงบจะต้องถูกกระทำไปอีกถึงเมื่อไร...

อยู่กับบ้านภาวนาส่งกำลังใจให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับ “พวกมัน” ที่ไหน...เพราะ “เสื้อสีแดง” ควรเป็นสีแห่งชัย ไม่ควรเป็นสีเลือดของใครสักคน


ยกประเทศให้ “ประชาธิปไตย”


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

สภาพบ้านเมืองเราที่กำลังย่ำแย่แบบนี้ได้อ่านข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะกลับสู่การเมืองไทย และพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งก็ทำให้มีความหวังขึ้นบ้าง

จากที่เคยหวังอยู่ไกลๆ เพราะอุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่วันนี้ก็มีสัญญาณที่ดี เพราะต้องบอกกันตรงๆ เลยว่า ม็อบพันธมิตรฯ ปลุกไม่ขึ้นจริงๆ แม้จะแหกปากตะโกนระดมคนอย่างสุดเสียงแล้วก็ตาม

ขนาดสื่อมวลชนไทย ที่เอนเอียงไปเข้าข้างพันธมิตรฯ ช่วยกันปลุกระดมแค่ไหน ยังรายงานว่ามีคนเพียงแค่ไม่กี่พันคน

แม้กระทั่งสื่อเทศ ซีเอ็นเอ็น และสำนักข่าวเอพี รายงานว่าจำนวนผู้ชุมนุมมี 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 3 จากที่แกนนำพันธมิตรฯ เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะเป็นการชุมนุมที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

แล้วเป็นไง... ไม่มีใครเข้าร่วมเหมือนกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ มั่นใจหนักหนาว่างานนี้ต้องได้ประกาศชัยชนะแน่นอน

ระดมคนทั้งวันทั้งคืน ชนิดที่ “มหาจำลอง” ประกาศผ่านเอเอสทีวีถึงคนต่างจังหวัดที่จะนั่งรถว่า “เต็มออก เต็มออก” แต่ก็ได้เพียงแค่นี้

รวมทั้งในเว็บไซค์ผู้จัดการออนไลน์ ที่ปลุกระดมคนไม่ขึ้น ก็ออกอาการซวนเซอย่างที่เห็น แถมยังตำหนิพวกเดียวกันที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ว่าไม่รักชาติอีก

บางคนก็ด่าทอพวกเดียวกันที่โพสต์ข้อความในกระทู้ว่าทำไมไม่ออกไปร่วมกู้ชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรฯ ไร้อุดมการณ์รักชาติอย่างแท้จริง

จำนวนคนเข้าชุมนุมแค่นี้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ก็น่าจะสบายใจได้เปาะหนึ่ง แต่ก็ภาวนาว่าอย่ามี “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเลย เพราะบ้านเมืองจะได้สงบเสียที

เวลานี้หลายคนพุ่งเป้าไปที่แกนนำ เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ถือว่าอยู่ในห้วงเวลาที่ลำบากยิ่งนัก

ประชาชนทั้งประเทศรุมสาปแช่งที่ก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองมา 3 ปี ถึงวันนี้ต้องรับเวรรับกรรมกันได้แล้ว
และต้องทำตามสัญญาที่ได้ประกาศไว้คือ “สงครามครั้งสุดท้าย- ม้วนเดียวจบ” ซึ่งครั้งนี้สุดท้ายจริงๆ ไม่มีวันจะกลับไปตั้งม็อบอีกแล้ว

ประชาชนได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ เพราะจะได้เดินหน้า “ทำมาหากิน” อย่างเต็มที่เสียที
ผมยังจำได้ดีว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เคยประกาศว่า การชุมนุมในครั้งนี้ จะไม่ยืดเยื้อ หากแพ้ก็คงจะต้องยอมยกประเทศให้กับทรราชครอบครอง ซึ่งถือว่าประชาชนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว
แต่มาวันนี้ พล.ต.จำลอง ต้องรักษาคำพูด เพราะหากแพ้ สมควรที่จะยกประเทศให้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ซึ่งไม่ใช่ ทรราช

คนเสื้อแดงวันนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมจะแสดงพลังในวันเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จำไว้ว่า “ประชาธิปไตย” ไม่มีวันแพ้ เพราะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ!


เผาทำเนียบ ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเลย กับการดิ้นประกาศสงครามครั้งสุดท้ายของพันธมิตรพันธมาร ซึ่ง “จำลอง ศรีเมือง” ยืนยันว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ถ้าไม่ชนะก็บ้านใครบ้านมัน เหตุผลคือไม่อาจดื้อด้านอยู่ในสภาพตายซากต่อไปได้ เพราะสังคมได้รู้เช่นเห็นชาติว่า คนพวกนี้มีเจตนาอย่างไร ทำเพื่อใคร

เมื่อต้องหาทางลง ก็ต้องเลือกวิธีการที่ดูว่าไม่โหลยโท่ยจนเกินไปนัก เพราะจะถูกตราหน้าว่า พ่ายแพ้ราบคาบ อย่างไม่มีราคาเหตุผลสำคัญมี 2 ประการ คือ

ประการแรก มองย้อนไปในอดีต วันนี้กรรมที่ก่อไว้ กำลังส่งผลตามสนองอย่างสาสม จากการกระทำในสิ่งที่มิบังควร จนถูกถล่มอย่างไม่มีชิ้นดี

ประการที่สอง เมื่อมองไปข้างหน้า จะมีงานรัฐพีธีสำคัญรออยู่ การดื้อดึงขัดขวางก็เป็นสิ่งที่ไม่บังควรอีกเช่นกัน
ระยะเวลา 6 เดือนที่บุกรุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ผลงานของ “ม็อบโกเต๊กซ์” ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง นอกจากการทำนา คนพวกนี้ก็เริ่มถอดใจ

ทั้งพวกที่กระโดดโลดเต้นอยู่ข้างหน้า และที่ซุ่มซ่อนหนุนหลังชักใยอยู่เบื้องหลัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ท่อน้ำเลี้ยง” ก็ตีบตันลงทุกที เงินบริจาคก็มีปัญหา ทำให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกันในบรรดาแกนนำด้วยกันเอง

เมื่อสถานการณ์บีบบังคับเช่นนี้ “ม็อบโกเต๊กซ์” จึงไม่อาจหดหัวอยู่ในทำเนียบรัฐบาลได้
การรุกครั้งนี้ถือเป็นทิ้งไพ่ตาย ด้วยการไปตายเอาดาบหน้า แม้ว่าข้ออ้างจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่ก็ต้องทำ เผื่อจะฟื้นคืนศรัทธากลับมาได้บ้าง

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะอ้างอย่างไร เพื่อระดมคนให้มาร่วมให้มากที่สุด
เพราะการไปปิดล้อมรัฐสภา โดยอ้างว่าจะมีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับซากเดนทรราช แต่ปฏิเสธจากประธานรัฐสภา และถูกสำทับตอกย้ำว่า เป็นการประชุม เพื่อให้การรับรองรัฐบาลในการไปทำงานเพื่อประเทศชาติ ให้สมกับเป็นเจ้าภาพของการประชุมและเป็นผู้นำอาเซียนอย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี

เมื่อจนตรอกก็ยกเอาเรื่องขับไล่รัฐบาล มาเป็นข้ออ้าง เข้าทำนองหมาป่ากับลูกแกะ ตามประสาคนพาลสันดานชั่ว
เพราะทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องยุ่งเหยิงกับม็อบพันธมิตรพันธมาร นั้น มีเป้าหมายที่หมายของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างกันไป

บางคนมาเพื่อสร้างราคาให้ตัวเอง เพื่อหวังผลทางการเมืองในการเมืองใหม่ ที่คนพวกนี้
พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น

รวมทั้งนักวิชาการที่ออกมาเพื่อแสดงภูมิอวดรู้ แต่เมื่อถลำตัวมาแล้วก็ต้องเลยตามเลย
แม้จะถูกคนถ่อยสมาชิกกองโจร ลบหลู่ดูแคลนให้เสียศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของนักวิชาการผู้รอบรู้ ก็ต้องจำยอม
ที่สำคัญการที่แกนนำพูดจาด่าทอ เพราะไม่พอใจที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขามูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีที่แสดงออกว่าต้องการให้เกิดความปรองดอง อยากถามว่าเป็นสิ่งที่ควรแล้วหรือไม่
แต่ “ม็อบโกเต๊กซ์”สามารถทำได้อย่างไม่สะทกสะท้าน หรือ ตะขิดตะขวงใจใดๆ เลย

เหตุการณ์วันที่ 24 พฤศจิกายน มีการทำผิดกฎหมายชัดเจน มีการละเมิดสิทธิ์โดยการปิดถนน ปิดล้อมรัฐสภา บช.น ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่ดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพอากาศ การยึดรถเมล์โดยกลุ่มโจรที่มีอาวุธครบมือ เป็นเรื่องที่คนดีๆ รับไม่ได้

มีโทรศัพท์เข้ามาที่กองบรรณาธิการ ว่าทนไม่ได้กับการกระทำของคนกลุ่มนี้ ทำไมเจ้าหน้าที่จึงยังไม่ทำอะไรบ้าง เพื่อเป็นการปราม ไม่ให้เกิดการเหิมเกริมไปมากกว่านี้

บางคนถึงกับพูดว่า ถ้ามันยิ่งใหญ่คับบ้านเมือง ก็ยกประเทศให้มันไปเลย จะได้รู้แล้วรู้รอด ว่าบ้านนี้เมืองนี้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย คนดีถูกคนชั่วทำร้ายทำลาย

คนที่รักษากฎหมาย ไม่อาจทำอะไรกับพวกที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในบ้านเมืองได้แล้วหรือ

บางคนก็แสดงความเห็นว่า ในเมื่อผู้ชุมนุมยึดทำเนียบ ปิดล้อมรัฐสภา ก็น่ามายึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยึดกระทรวงมหาดไทย กับ กระทรวงกลาโหมไปเลย
เขาถามว่า “ม็อบพันธมิตรฯ” จะกล้าไหม
ทุกสายที่ต่อเข้ามา มีอารมณ์กันทั้งนั้นครับ อันนี้เข้าใจได้ครับ
ก็ได้แต่บอกว่าให้ตั้งสติ ใจเย็นๆ เรื่องนี้จะใช้อารมณ์ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเปิดทางให้สิ่งที่เราไม่ต้องการหวนกลับมาอีก
จะเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติให้สาหัสไปมากกว่านี้

ก็ได้แต่บอกไปว่า คิดว่าทางฝ่ายที่รักษากฎหมาย ฝ่ายที่รักษาบ้านเมืองคงจะคิดทำอะไรอยู่เหมือนกัน ขอให้รอดูจะดีกว่า ก็ทำได้เท่านี้จริงๆ ครับ

อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรพันธมารเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล นอกจากชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศต้องเสียหายย่อยยับแล้ว ตัวอาคารสถานที่ ห้องหับต่างๆ ถูกงัด เอกสารสำคัญ ของที่ระลึกที่หาค่ามิได้แต่มีค่าทางด้านจิตใจและศักดิ์ศรีการยอมรับอารยประเทศ รวมทั้งอาวุธปืนเครื่องกระสุนหายไปเพียบ

ผลสุดท้ายก็จะต้องมีการทำลายหลักฐาน ถ้าใครยังจำการเผากองทะเบียนได้ ก็คงนึกออก
ยางรถยนต์ที่มากองสุมกันเป็นกองพะเนิน อ้างว่าเป็นเครื่องกีดขวางป้องกันการมีคนมาทำร้ายผู้มาชุมนุมประท้วง นั่นจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

คนเราเมื่อจนตรอก ผมเชื่อว่า อะไรก็ทำได้ทั้งนั้นครับ ยิ่งในช่วงที่พยายามเบนความสนใจของผู้คนให้ออกไปจากทำเนียบรัฐบาล
ในช่วงที่ทำเนียบรัฐบาลปลอดจากผู้คนที่สอดรู้สอดเห็น อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

การที่นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกมาเปรยว่า จะต้องหาสถานที่ก่อสร้างทำเนียบรัฐบาลแห่งใหม่ ดูเหมือนว่าท่านจะรู้ระแคะระคายว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับทำเนียบรัฐบาล หรือเปล่า

เพราะฉะนั้น เรื่องทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตาย จะจบลงง่ายๆ ห้วนๆ อย่างที่ “จำลอง ศรีเมือง” ปลุกระดมว่า ถ้าไม่ชนะก็บ้านใครบ้านมันนั้น
เห็นจะไม่ได้หรอกครับ

จะต้องเอาตัวคนผิดมาลงโทษ ต้องมีการถอนรากถอนโคน กวาดล้างพวกเสี้ยนหนามแผ่นดินให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้น “เชื้อร้าย” นี้อาจจะหวนกลับมาทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อีก
เอาไว้ไม่ได้จริงๆ ครับ

เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไรเลย เพราะรู้ตัวรู้ตน ได้เห็นพฤติกรรมพฤติการณ์กันมานานแสนนานแล้ว ทั้งที่เป็นตัวหลักในกรุงเทพฯ และที่เป็นตัวป่วนในต่างจังหวัด
ไม่เช่นนั้นความอุบาทว์จัญไรจะฟื้นคืนมาอีกแน่นอน



พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร

“ทุกคนทราบดีว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมมา 6 เดือน และใช้เสรีภาพอย่างผิดกฎหมาย ทุกคนก็ทราบดีว่าม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น เพราะหากเป็นม็อบธรรมดาเรื่องจบไปนานแล้ว”

เป็นคำพูดของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ชัดถ้อย ชัดคำ ชัดเจน ในการตอบกระทู้สดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของกระทู้สด ออกอาการดี๊ด๊า ดีใจออกนอกหน้า เปิดเกมรุกไล่ขยายผลให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ระบุว่า ใครคือเส้นที่อยู่เบื้องหลังม็อบ ทำให้ม็อบมีเส้น

ดูอาการที่ดีใจจนเนื้อเต้นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คงจะคิดว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นหมูในอวย เป็นเหยื่อน้ำลายอย่างแน่นอน

แต่คำตอบคือ ม็อบมีเส้น คือ แนวร่วมพันธมิตรฯ ทั้งหมด ใครช่วยพันธมิตรฯ ก็เป็นแนวร่วมทั้งนั้นชัดเจนไม่ต้องขยายความขยายผลกันต่อไป

ซึ่งก็ทราบกันดีแล้วมิใช่หรือ หลังเวทีพันธมิตรพันธมารในทำเนียบรัฐบาล แนวร่วมพันธมิตรฯ มีทั้งหัวหงอก หัวดำ หัวเกรียน ทั้งราษฎรเต็มขั้น และข้าราชการทหารตำรวจที่ยังรับราชการและเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังหวังจะได้รับบำเหน็จหากการทำสงครามสุดท้ายของพันธมิตรพันธมารประสบความสำเร็จตามที่ฝันกันไว้

จนถึงวันนี้ ผมยอมรับว่าในชีวิตทำข่าวอาชญากรรม ผมเสียดายที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นเพื่อนรักร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 22 กับ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งผมสนิทสนมเคารพนับถือกันมานาน ตั้งแต่ยังเป็นนักข่าวตระเวน จนถึงปัจจุบัน

เหตุที่ผมไม่ได้รู้จักกับ พล.ต.อ.โกวิท อาจจะเป็นเพราะท่านเติบโตมาจากสายตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งตามปกติก็ไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับนักข่าว ต่อมาเมื่อท่านขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และเปลี่ยนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผมก็ไม่ได้เป็นนักข่าวตระเวน และนักข่าวกรมตำรวจ หรือนักข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ผมไม่ได้รู้จัก พล.ต.อ.โกวิท เป็นการส่วนตัว และทำให้ผมเสียดายโอกาสอย่างที่กล่าว

ยิ่งได้ฟังคำตอบกระทู้ในสภากล่าวถึงม็อบพันธมิตรฯ ว่าเป็นม็อบมีเส้น ยิ่งทำให้ผมเสียดายมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ
ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้จักกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นการส่วนตัว แต่ได้รู้ประวัติการทำงานของท่านมากพอสมควร จากการอ่านข่าวและคำบอกเล่าของเพื่อนรักเพื่อนซี้ของท่านที่ชื่อ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์

เป็นที่รับรู้กันดีในแวดวงข้าราชการตำรวจว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นนายตำรวจที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ทำงานรับใช้เบื้องยุคลบาทมาตลอด ไม่มีใครสามารถจะกล่าวหาบิดเบือนเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากบนเวทีพันธมิตรพันธมาร ที่สามารถกล่าวหาทุกคนที่ไม่ใช่พวก เป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

ส่วนความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งเป็นเรื่องแสลงของตำรวจไทย แต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้กับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ โดยไม่ต้องป่าวประกาศให้ใครสรรเสริฐเยินยอ ไม่เคยยกตนข่มท่าน คนอื่นเลวหมด ข้าดีคนเดียว ไม่เคยออกจากปากของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น ก็ก้าวขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผย ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทราบกันดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามจะผลักดัน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสน้อยกว่า พล.ต.อ.โกวิท ให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่ไม่สามารถจะผลักดันได้สำเร็จ เพราะ พล.ต.อ.โกวิท ไม่มีจุดด้อยให้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 4 เหนือความคาดหมายของคนในแวดวงสีกากี และเหนือความคาดหมายเหมือนกันที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งปลด พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งๆ ที่ พล.ต.อ.โกวิท ก็เป็นหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ที่ถูก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 เชิญมาเป็นคนสุดท้าย หลังจากทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเรียบร้อยแล้ว

แต่การปลด พล.ต.อ.โกวิท ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อถูก พล.ต.อ.โกวิท ฟ้องศาลปกครอง ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจนถึงวันเกษียณ แม้ไม่ได้ทำงานในหน้าที่จนถึงวันเกษียณอายุราชการก็ตาม เพราะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นมารักษาการแทนตามคำสั่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

วันนี้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำงานมากกว่าพูด เพราะพูดออกมาแต่ละครั้งไม่ดังไม่ใช่ อย่างที่พูดคำว่า “ม็อบมีเส้น” เข้ากับสถานการณ์ที่ม็อบพันธมิตรพันธมารเปิดสงครามครั้งสุดท้าย ออกจากฐานที่มั่นในทำเนียบรัฐบาล อาละวาดไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างเหิมเกริม โดยที่ตำรวจและทหารทำหน้าที่ได้เต็มที่แค่ยืนทำปริบๆ เพราะตำรวจมีเฉพาะโล่ไว้ป้องกันตัวเอง จะไปทำอะไรมากไม่ได้ ผมจึงเสนอให้ตำรวจพก “ผ้าขาว” เป็นอาวุธประจำกายไว้กราบไหว้ “ม็อบมีเส้น” ขอร้องอย่าบุกเผาสถานที่ราชการเลยพ่อคู้ณ


ม็อบถ่อย : ม็อบสถุลยิ่งประจานตัวเอง!!!

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไม่มาตามนัด... !!! สำหรับ “ม็อบโกเต๊กซ์” ป่วนบ้าน-ป่วนเมือง ผู้คนกลัวด้วยการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ทันที ด้วยการ ระเบิดหม้อแปลงไฟฟ้าทรัพย์สินของแผ่นดิน !!! เป็นยกแรก...ตามมาด้วยอีกหลายๆ เหตุการณ์ซึ่งส่อแสดงให้เห็นถึงความรุนแรง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ประเทศไทย ของปวงชนชาวไทย 63 ล้านคน อยู่ด้วยกันมาอย่างสงบสุข ไม่เคยมีความแตกแยก แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย จากคนในชาติ เท่ายุคนี้อีกแล้ว พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ด้วยกันดีดี มาวันนี้กลับพูดคุยเรื่องการเมืองไม่ได้

ปัญหาเศรษฐกิจ ที่เกิดผลกระทบจากต่างประเทศ และกำลังจะส่งผลมาถึงประเทศไทย ประชาชนคนไทย ที่จะต้องตกระกำลำบาก แรงงานถูกปลดหลายพันหลายหมื่นคน และ ปีหน้าจะตกงานเป็นแสนๆ คน ซึ่งจะเป็นแรงกระแทกเข้าสู่สังคม

โชคยังดีอยู่บ้าง ที่คนบางพวกบางฝ่ายหูตาเริ่มสว่างแล้ว เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่หลายคนบอกว่า “ความจริงปรากฏ” ที่สงสัยกันนักกันหนาว่าคนกลุ่มนี้เป็นอะไร อย่างไร มีที่มาที่ไป ตามที่ร่ำลือกันมาก่อนหน้านี้ การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองนั้นจริงหรือไม่?

การเคลื่อนไหว ที่เขาเรียกกันว่า “สงคราม 9 ทัพ” หรือ “สงครามทุบหม้อข้าว” แม้แต่ “ม้วนเดียวจบ” ซึ่งเป็นภาษาที่ชวนให้นึกไปว่า จะมีการใช้ “ความรุนแรง” แกนนำปลุกระดมว่า ให้เอา “ของ” มากันให้เต็มที่
ประชาชน หูตาเริ่มสว่าง ... ใครกันแน่เป็นกลุ่มที่ต้องการก่อให้เกิดความรุนแรงจนถึงขั้นการปะทะจนเกิดเหตุการณ์ “นองเลือด”

ประชาชน หูตาเริ่มสว่าง ... ใครกันแน่ เป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์เพื่อให้ทหารเข้ามากระทำการปฏิวัติรัฐประหาร

ประชาชน หูตาเริ่มสว่าง ... ใครกันแน่ เป็นฝ่ายทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ดังนั้นบรรดา “ม็อบโกเต๊กซ์” ยิ่งดิ้นรน ทุรนทุราย ทำความวุ่นวายให้ชาติบ้านเมืองเท่าไร ประชาชน คนต่างๆ ทั่วโลก ยิ่งหูตาสว่างมากเท่านั้น เพราะยิ่งเขาทำความรุนแรงจะยิ่งเป็นการประจานตัวเอง !!! ต่อสาธารณชนคนไทยทั้งชาติ 63 ล้านคน และ คนทั่วโลก

ยิ่งประจานตัวเอง แนวร่วม จะหดหาย “กระแสจะตีกลับ” ไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมปัญญาชน แนวร่วมชนชั้นนำ และ แนวร่วมชนชั้นกลางหากรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุม

ความหวังในการใช้ความรุนแรง เพื่อมุ่งหวังในการปฏิวัติรัฐประหาร คงไม่บังเกิดผล
เมื่อไม่เกิดสิ่งใดๆ ในการสนองตอบการยั่วยุต่างๆ “ม็อบโกเต๊กซ์” แห้ว!!! รับประทาน สงคราม 9 ทัพ ที่เตรียมกันมา ที่ว่าจะเกิดจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะไม่มีคู่ต่อสู้

จากนั้นใช้ “กระบวนการยุติธรรม” ไม่ใช่ “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” เข้ามาดำเนินการ จัดการ แก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เอาตัวคนปลุกระดมก่อความวุ่นวายภายในชาติบ้านเมือง
นอกจาก เขาจะ “ใจถึง” ใช้วิธีการ “อภิมหาโจรกบฏ” เผาบ้านเผาเมือง ...



ความหมายของสิทธิพลเมือง (1)

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย


คงต้องยอมรับว่า สิทธิพลเมืองที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Civil right มีสิทธิอะไรบ้าง ทำไมสิทธิเหล่านั้นเป็นสิทธิพลเมือง เป็นปัญหาค่อนข้างยาก เพราะในทางทฤษฎี สิทธิมนุษยชนแบ่งแยกมิได้ หรือจะเอาสิทธิหนึ่งไปปฏิเสธอีกสิทธิหนึ่งก็ไม่ได้ ส่วนในทางประวัติศาสตร์ บรรดาเอกสารสิทธิมนุษยชนก็มิได้ระบุว่า สิทธิพลเมืองมีสิทธิอะไรบ้าง เช่น ในคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมืองของฝรั่งเศส ค.ศ.1789 สิทธิพลเมืองจะประกอบด้วยสิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน และการพิมพ์ ความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ได้รับศักดิ์ศรี ความเชื่อทางศาสนา สิทธิเข้าทำงานสาธารณะตามความสามารถ สิทธิการตรวจสอบการบริหารและการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐ สิทธิร้องทุกข์1 แม้แต่ในปฏิญญา กติกาและอนุสัญญาระหว่างประเทศของสหประชาชาติ ตั้งแต่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ค.ศ.1966 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ ค.ศ.1965 อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ ค.ศ.1979 รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 ก็มิได้ระบุว่าอะไรเป็นสิทธิพลเมือง

แต่หากพิจารณาจากสิทธิของประชาชนจากแง่มุมที่สัมพันธ์กับรัฐ ฐานะทางเชื้อชาติและกลุ่มชนภายในรัฐ ก็พอจะพูดได้ว่าสิทธิพลเมืองประกอบด้วยสิทธิของบุคคลที่จะได้รับการยอมรับเป็นบุคคลตามกฎหมายและเสมอภาคกัน สิทธิมีสัญชาติ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิในครอบครัว เกียรติยศชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่ภายในรัฐ เสรีภาพในการสื่อสารถึงกัน เสรีภาพทางความคิด มโนธรรม ความเชื่อ และนับถือศาสนา และการแสดงออกของความคิดดังกล่าว เสรีภาพในประกอบอาชีพ เสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคม สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิได้รับการศึกษา สิทธิสมัครเป็นข้าราชการ สิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐ สิทธิมีส่วนร่วมในการบริหารรัฐกิจ สิทธิได้รับบริการสาธารณะจากรัฐ และสิทธิร้องทุกข์และฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ บุคคลผู้เป็นชนกลุ่มน้อยมีสิทธิในอันที่จะมีวัฒนธรรม นับถือประเพณีและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของตนเอง

สิทธิพลเมืองเหล่านี้ ในประเทศไทยได้รับการรับรอง คุ้มครอง และค้ำประกันจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะที่บัญญัติในหมวด 3 ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตั้งแต่มาตรา 30 บุคคลเสมอภาคกันในกฎหมาย ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน มาตรา 32 สิทธิในชีวิตและร่างกาย มาตรา 33 เสรีภาพในเคหสถาน มาตรา 34 เสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ มาตรา 35 สิทธิในครอบครัว ชื่อเสียง และความเป็นอยู่ส่วนตัว มาตรา 36 เสรีภาพในการสื่อสาร มาตรา 37 เสรีภาพในการนับถือศาสนา มาตรา 39 สิทธิบุคคลในกระบวนการยุติธรรม มาตรา 41 สิทธิในทรัพย์สิน มาตรา 43 เสรีภาพในการประกอบอาชีพ มาตรา 45 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา มาตรา 49 -55 เสรีภาพในการศึกษา และรับการบริการทางสาธารณสุข สิทธิเด็ก คนชรา และคนพิการ สิทธิผู้ไร้ที่อยู่อาศัย มาตรา 56-62 สิทธิรับทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐ สิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางการปกครอง สิทธิผู้บริโภค สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์และฟ้องส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 63 เสรีภาพในการชุมนุม มาตรา 65 เสรีภาพรวมตัวเป็นสมาคม สหภาพ สหกรณ์ กลุ่ม องค์การเอกชน พรรคการเมือง และในหมวด 10 สิทธิในการปกครองท้องถิ่น

....ฉบับหน้าจะพูดถึงปัญหาการมีและการใช้สิทธิพลเมือง



การไม่ให้ความสำคัญต่อ “เกณฑ์” เเละ “ข้อเท็จจริง” บางประการของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการทำเเถลงการณ์ร่วม


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


บทนำ


กรณีปราสาทเขาพระวิหารที่ทำท่าดูเหมือนจะจางหายไปแล้วกลับตามมาหลอกหลอนรัฐบาลอีกครั้ง เมื่อ ป.ป.ช. กำลังชี้มูลว่ารัฐบาลจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ) เนื่องจากมีมติ ครม. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปลงนามโดยที่มิได้ให้สภาให้ความเห็นชอบ เนื่องจากแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าเป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย1 และเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง ผมเคยวิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ไปแล้ว2 แต่เร็วๆ นี้ผมเพิ่งได้รับเอกสารสำคัญและเพิ่งได้อ่านคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละท่านจึงขอเพื่อเติมในบางประเด็นดังนี้

1. ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาหรือให้ความสำคัญเเก่ “เจตนา” ของรัฐทั้งสอง

หนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณาว่าแถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ คือ ทางปฎิบัติภายหลังของรัฐของคู่สัญญา (Subsequent practice) ว่ามี “เจตนา” ที่จะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ในทางระหว่างประเทศ เกณฑ์เรื่องเจตนา (Intention test) มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายของแถลงการณ์ร่วมว่าเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ Intention Test นี้ได้ถูกเสนอโดยท่าน Sir Hersch Lauterpacht ในฐานะที่ท่านเป็นหนึ่งในผู้เสนอรายงานเกี่ยวกับการจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา โดยท่านได้อ้าง the Communique of the Moscow Conference 1945 ซึ่งท่านเห็นว่ารัฐคู่เจรจาไม่มีเจตนาที่จะให้เเถลงการณ์ดังกล่าวสร้างความผูกพันทางกฎหมาย3

อย่างไรก็ดี การค้นหาหรือหยั่งทราบ (ascertain) เจตนาว่ารัฐคู่เจรจามีเจตนาที่จะให้เเถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นสนธิสัญญาหรือไม่นั้น มิใช่เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยง่าย4 โดยปกติแล้ว เกณฑ์ที่ใช้พิจารณานั้นจะดูที่ภาษา การใช้ถ้อยคำ บริบทขณะที่มีการทำเเถลงการณ์ร่วม รวมถึงทางปฎิบัติภายหลังจากที่ทำเเถลงการณ์ร่วม

เมื่ออ่านคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตลอดทั้งหมดเเล้ว ยังมีข้อสงสัยว่าศาลรัฐธรรมนูญได้คำนึงถึง “เกณฑ์” ที่กล่าวมาข้างต้นมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้มีหนังสือแจ้งไปยังทางกัมพูชาเพื่อขอระงับการใช้แถลงการณ์ร่วม กรณีนี้ไม่ทราบว่าทางกัมพูชาได้มีหนังสือโต้ตอบทางการทูตหรือไม่ และหากหนังสือโต้ตอบทางการทูตจากกัมพูชามีเนื้อหาสาระฟังได้ว่ารัฐบาลกัมพูชาไม่มีเจตนาที่จะให้แถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นสนธิสัญญา (พูดง่ายๆ ก็คือต่างฝ่ายต่างมีเจตนาตรงกันที่จะให้แถลงการณ์ร่วมก่อให้เกิดความผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่) ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเกณฑ์เรื่องทางปฏิบัติของรัฐภายหลังจากที่มีการทำแถลงการณ์มากน้อยเพียงใด

ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ หลังจากที่มีการแถลงการณ์ร่วมแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคือ ท่านเตช บุนนาค ได้มีหนังสือไปถึงท่าน ฮอร์ นัมฮง (Hor Numhong) รองนายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา โดยข้อความตอนหนึ่งในหนังสือฉบับนี้กล่าวว่า

“ I have the honour to refer to the remark made by Your Excellency during our working lunch at the First Thai-Cambodian Foreign Ministers Meeting in Siem Reap on 28 July 2008 that the Joint Communique between Thailand and Cambodia dated 18 June 2008 is not considered by the Kingdom of Cambodia as a treaty under international law.

I wish to take this opportunity to express my appreciation for your understanding that performance of the terms of the said Joint Communique is not required...”5

หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้มีหนังสือแจ้งไปยังกับพูชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาได้มีหนังสือตอบกลับมา ลงวันที่ 1 กันยายน 2551 โดยข้อความตอนหนึ่งของหนังสือนี้กล่าวว่า

“In this regard, I would like to recall that during our working lunch in Siem Reap on 28 July 2008, talking about the said Joint Communique, I said that “It is not an international treaty”, thus its value is worth what it is.”

กล่าวโดยสรุป เอกสารโต้ตอบทางการทูตทั้งสองฉบับนี้ได้เเสดงว่าทั้งประเทศไทยเเละประเทศกัมพูชาต่างก็มีเจตนาตรงกันที่จะไม่ถือว่า “เเถลงการณ์ร่วม” นี้มีสถานะเป็น “สนธิสัญญา” ที่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ เเต่เป็นเพียง Political Commitment เท่านั้น

อนึ่ง สมควรตั้งข้อสังเกตอีกด้วยว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาทางปฎิบัติของรัฐหลังจากที่มีการทำเเถลงการณ์ร่วมว่ารัฐทั้งสองคือไทยเเละกัมพูชาเคยถือหรือมีเจตนาที่จะให้เเถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ ซึ่งในอดีตศาลรัฐธรรมนูญเคยฟังข้อเท็จจริงอื่นๆ ประกอบการวินิจฉัยเพื่อหยั่งทราบเจตนาที่แท้จริง ดังเช่นคดีหนังสือแจ้งความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการและการเงิน (Letter of Intent: LOI) ของรัฐบาลไทยต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ โดยคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญต่อหนังสือชี้เเจงของฝ่ายกฎหมายของกองทุนฯ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า แผนการให้ความช่วยเหลือ (Stand-by Arrangement) ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างประเทศ จึงหมายความว่า ทั้งรัฐบาลไทยเเละกองทุนฯ ต่างก็ไม่ถือว่าหนังสือแจ้งความจำนงเป็นสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศกับกองทุนฯ6

ดังนั้น หนังสือโต้ตอบทางการทูตลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชาที่มีมายังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยจึงเป็นเอกสารที่มีน้ำหนักยิ่งที่แสดงว่าประเทศกัมพูชาไม่ถือว่าแถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญของคำวินิจฉัยนี้มิได้อยู่ที่ว่าแถลงการณ์ร่วมมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาหรือไม่ แต่อยู่ที่ “เหตุผล” หรือ “เกณฑ์” (Criteria) ที่ศาลรัฐรรมนูญใช้ในการวินิจฉัยว่า เกณฑ์ที่ใช้ในการให้เหตุผลนั้นมีความรัดกุมหรือสอดคล้องกับทางปฏิบัติของนานาประเทศหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานของการทำแถลงการณ์ร่วมของส่วนราชการการต่อไปโดยที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศของฝ่ายบริหาร

2. การมิได้กล่าวถึงหนังสือชี้เเจงของกรมเเผนที่ทหารเเละข้อ 5 เเถลงการณ์ร่วม

ในคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญไม่ปรากฏว่ามีคำชี้แจงจากกรมแผนที่ทหารแต่อย่างใด ในด้านของฝ่ายบริหาร ศาลรัฐธรรมนูญได้ฟังคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอธิบดีกรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศเท่านั้น ประเด็นเรื่องเขตแดนและแผนที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางเทคนิคที่ต้องรับฟังจากพยานผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมายหรือนักรัฐศาสตร์ย่อมไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเขตแดนและแผนที่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับมิได้เรียกกรมแผนที่ทหาร (ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขตแดนและแผนที่) มาชี้แจงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี ทางกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอเอกสารประกอบคำชี้แจงมากมาย ซึ่งรวมถึงหนังสือจากเจ้ากรมแผนที่ทหารลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 ว่า “ได้ดำเนินการตรวจสอบแนวเขตขอบเขตรอบตัวปราสาทเขาพระวิหารที่ปรากฏแผนที่ทหาร ฉบับที่กัมพูชาเสนอให้ฝ่ายไทยพิจารณาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 แล้วปรากฏว่า ไม่มีขอบเขตส่วนใดล้ำเข้ามาในเขตแดนประเทศไทยที่ยึดถือตามหลักฐานการกำหนดแนวเส้นเขตแเดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร”

ที่น่าสังเกตก็คือ ในคำวินิจฉัยส่วนตนมีเพียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงท่านเดียวที่กล่าวถึงหนังสือของเจ้ากรมแผนที่ทหาร7 ส่วนตุลาการท่านอื่นมิได้กล่าวถึง (อย่าว่าแต่จะให้ความสำคัญ) ประเด็นนี้แต่อย่างใด ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญประกอบการพิจารณาโดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือไม่

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็มิได้กล่าวถึง (อย่าว่าเเต่จะให้ความสำคัญ) กับข้อ 5 ของเเถลงการณ์ร่วมที่กล่าวว่า “การขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทยในการปักปันเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ”8
บทส่งท้าย

นับเเต่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นต้นมา ดูเหมือนว่ากระบวนการตุลาการภิวัตน์กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ แต่ขณะเดียวกัน ท่ามกลางกระบวนการตุลาการภิวัตน์นี้เอง ดูเหมือนว่า“คำวินิจฉัย” ของศาล (ศาลรัฐธรรมนูญ) หรือ “คำพิพากษา” ของศาล (ยุติธรรม) หรือ “คำสั่ง” ของศาล (ปกครอง) ที่ผ่านมา จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากเกี่ยวกับการให้ความสำคัญเเก่ข้อเท็จจริง การพิเคราะห์ให้เหตุผล การใช้เเละการตีความกฎหมาย ผมชักไม่เเน่ใจว่าเเนวทางที่สังคมไทยกำลังใช้ตุลาการภิวัตน์เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่ทับถมอยู่ในขณะนี้จะเป็นหนทางที่เหมาะสมหรือไม่

อนึ่ง มีข้อควรระลึกว่า คำพิพากษาของศาลไม่อาจเเก้ไขปัญหาหรือข้อพิพาทได้ทุกเรื่อง หลายเรื่องข้อพิพาทได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าอำนาจของตุลาการเเล้ว เช่น ความขัดเเย้งระหว่างฝ่ายอำมาตย์กับประชาชนคนธรรมดาที่สนับสนุนประชาธิปไตย หรือปัญหาความเลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของประชาชน ปัญหาความไม่เสมอภาคต่อกฎหมาย เป็นต้น การนำตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากไปรังเเต่จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี หากยังคิดว่าคำพิพากษาของศาลจะเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้งทางการเมืองโดยไม่สนใจถึง “เหตุผลทางกฎหมาย” เเล้ว เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนเห็นว่า คำพิพากษานั้นไม่ยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัด เมื่อนั้นความเชื่อถือของศาลอาจพังครืนได้ ข้อห่วงใยนี้จะเป็นจริงหรือไม่อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

1 ในตัวบทมาตราม 190 วรรคสองไม่มีคำว่า “อาจ” เเต่ประการใด เเต่เป็นถ้อยคำที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมเข้ามา

2 โปรดดู “ข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีสถานะทางกฎหมายของคำเเถลงการณ์ร่วม”

3 See Yearbook of the International Law Commission, 1951,vol. I pp.93

4 โปรดดู Kelvin Widdows, What Is An Agreement In International Law, British Yearbook of International Law (1979), หน้า 137 ข้อสังเกตในประเด็นนี้ก็ได้ถูกกล่าวถึงเหมือนกันใน Restatement (Second) Foreign Relations Law of the United States ซึ่งมีการกล่าวถึงประเด็นการเเยกความเเตกต่างระหว่างตราสารระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย (legal binding force) กับตราสารระหว่างประเทศที่ไม่ก่อให้ผลผูกพันทางกฎหมาย (non legal binding force) ว่าเป็นเรื่องที่บางครั้งยังขาดความชัดเจน โปรดดู Marian Nash, International Acts not Constituting Agreements, 88 American Journal of International Law 515, (1994)

5 โปรดดูหนังสือที่ 0803/636 วันที่ 25 สิงหาคม 2551

6 โปรดดูคำวินิจฉัยที่ ๑๑/๒๕๔๒

7 โปรดดู ความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตน ของ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หน้า 43

8 อีกครั้งเช่นกันที่มีตุลาการเพียงท่านเดียวที่ให้ความสำคัญกับแถลงการณ์ร่วมข้อ 5 และด้วยการพิจารณาจากข้อ 5 นี้เองที่เป็นเหตุผลให้ท่านเห็นว่า แถลงการณ์ร่วมไม่เข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยจึงไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โปรดดู ความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตน ของ นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หน้า 43??


ลับ..ลวง..พรางตัวต่อตัว ณ บ้านสี่เสาฯ

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ 290 วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2551 พบกันอีกครั้งกับ “แทง แทนไท” อยู่ร่วมกับท่านผู้อ่านในหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ มาเนิ่นนานปีกว่าๆ ไม่ทราบว่าผู้อ่าน ผู้มีอุปการะคุณ เบื่อ!!! หรือยัง ในภารกิจ “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ขุดโค่นอำมาตยาธิปไตย อนาธิปไตย และอภิชนาธิปไตย ให้หายไปจากบ้านเมืองไทย ในยุคที่ฝรั่งเขาเรียกว่า คศ.2000

** เรื่องลึกๆ ลับๆ เราเอามาเปิดเผยเสียให้หมด... เมื่อสัปดาห์ก่อน มีการประชุมร่วมกองอำนวยการปกป้องม็อบโกเต๊กซ์ หรืออย่างไรไม่ทราบได้ เห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. โดนเสยคางเข้าเต็มเปา !!! นี่คือสาเหตุที่ต้องหลบเข้าบ้าน สี่เสาเทเวศน์ มันมีเรื่องลึกๆ ลับๆ ที่ต้องเอามาเปิดเผยกัน อันเนื่องจากที่ประชุมร่วมฝ่ายทหาร ดันไปเสนอเอกสารต่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้ออกมาตรการให้ตำรวจใช้เพียงโล่และรถน้ำ ในการเข้าควบคุมฝูงชนเท่านั้น !!! ทั้งที่ผู้ชุมนุมมีทั้งอาวุธปืน ระเบิดปิงปอง และอาวุธสงครามไม่ทราบชนิด โดยแกนนำป่าวประกาศให้พก “ของ” มาเต็มอัตราศึก !!! พร้อมๆ กับการปลุกระดม “สงครามทุบหม้อข้าว” และ “ทำสงคราม 9 ทัพ”

** พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องออกโรงมาปกป้องลูกน้อง” “หมายความว่าจะให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภาเลยใช่หรือไม่?” เพราะการที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ใช้อาวุธอื่นในการเข้าปราบปรามฝูงชนตามแบบอย่างของนานาอารยะประเทศ เท่ากับจำยอมต้องเปิดทางให้ “ม็อบโกเต๊กซ์” เมื่อสถานการณ์ของตำรวจเปรียบเสมือน “เสือไร้เขี้ยว” ดังนี้ คำตอบจากฝ่ายทหารน่าตกใจไหม? ฝ่ายทหารเขาบอกว่า ...“ใช่”.... ให้ ม็อบโกเต๊กซ์ บุกเข้าไปยึดอาคารรัฐสภาได้เลย

** สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้จะทำอย่างไร ฝ่ายตำรวจ อยากจะปราบปรามการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างลูกหลานไทยในภายภาคหน้า แต่ทำไม่ได้ เนื่องเพราะทหารเสนอมาตรการอ่อนปวกเปียก ดังนั้น จึงต้องขอกำลังทหารเข้ามาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ทหารไปผจญ “ม็อบโกเต๊กซ์” ด้วยตัวเองเสียบ้าง จะได้รู้ซึ้ง ดังนั้น ตำรวจ จึงเสนอ นายกรัฐมนตรี ลงนามตั้ง “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เข้าดูแลสถานการณ์ พร้อม ๆ กับแทงคำสั่งกำชับว่า “ห้ามใช้ความรุนแรง”!!! ไม่รู้ว่าจะเป็นการดูแลเหตุการณ์ในลักษณะใด แทง แทนไท ได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นการ คุ้มกัน และ เปิดทาง “ม็อบโกเต๊กซ์” บุกยึดอาคารรัฐสภา ตามอำเภอใจ ถ้าเป็นแบบนั้น แทง แทนไท ปลงอนิจจัง ประเทศไทย...โอ้เวรกรรม...โอ้เวรกรรม...

** รู้หรือยังว่า เหตุใด “ผบ.ทบ.” จึงต้องเข้าถ้ำ “สี่เสาเทเวศน์” ไปสนทนากันแบบ “ตัวต่อตัว” และมีจิ้งจกตุ๊กแกออกมาให้ข่าวว่าเป็นการหารือเรื่องโฟนอินของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิน ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเกิดในวันที่ 13 ธันวาคม 2551 บิดเบือนสารไปเสียฉิบ ทั้งที่ใครก็ดูออกว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เข้าถ้ำเสือครั้งนี้มีจุดประสงค์ 2 ประการที่น่าจับตา 1.ขอร้องให้เปลี่ยนบทบาทจาก “หนุนหลัง” เป็น “ตัวกลาง” ให้สถานการณ์คืนปกติ 2.หากไม่สำเร็จอาจจะคิดสั้นทำปฏิวัติ ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ฮาราคีรี” ตัวเอง เพราะคุณจะเจอกับอานุภาพของ “พลังเสื้อแดงแรงฤทธิ์” แบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน!!!

** พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะพูดหรือไม่พูด เรื่อง “ศัตรูทางการเมือง” คือใคร...ในวันนี้คนเขาดูออกกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว คนรอบข้าง “ลูกกระเป๋ง” บ้านสี่เสาเทเวศน์ จะห่วง!!! จะกลัว!!! อะไรอีกล่ะ ชายชาติทหาร ลูกผู้ชาย “กล้าทำต้องกล้ารับ” ท่านจะหวั่นเกรงใดๆ อีก สงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลกเรานี้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็น สงครามร้อน สุดจะต้อง “เปิดหน้าไพ่” ออกมาเล่นกัน วันนี้ถึงที่สุด ปลุกระดมกันจนได้ที่แล้ว มีเท่านี้เอง??? น้อยกว่าคนเสื้อแดงหลายเท่าตัว!!! ใครเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ดังนั้น ตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย ใครกระทำล่วงล้ำก้ำเกิน ขีดเส้นที่กติกาแบ่งเอาไว้ให้ จะต้องรับโทษทัณฑ์อะไรก็ว่ากันไป....ใช่ ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้อง

** อ้าง “การเมืองใหม่ 70:30” อ้างต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมี “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” ของ “คปพร.” ที่นำ “รัฐธรรมนูญปี 2540” กลับมาบังคับใช้นั้น เป็นเพียงวาระซ่อนเร้น ต่างกันราวฟ้ากับเหว เพราะ ร่างการเมืองใหม่ ยังไม่มีการเสนอต่อสาธารณชนและรัฐสภา ขณะที่ร่างของ คปพร. นำเสนอต่อประชาชนได้รับการตอบรับ มีประชาชนเข้าร่วมลงชื่อ 2.1 แสนรายชื่อ ตรวจสอบไป 7 หมื่นรายชื่อ นำเสนอเข้าสู่ญัตติของรัฐสภา ทำถูกต้องตามช่องทาง แต่กลับถูกพวก ยังไม่เป็นวุ้น เพราะมัวยุ่งกับ “โกเต๊กซ์” มาขัดขวางกระบวนการ แบบนี้มันถูกแล้วหรือ? ใครถูกหลอกโปรดพิจารณา

** เก็บตกบรรยากาศ “วัดสวนแก้ว” เห็นหลายคนใส่เสื้อสีแดง และสกรีนข้อความกันเอง พ่อค้า แม่ค้าทำไม่ถึงอกถึงใจหรืออย่างไรไม่ทราบได้ หลากหลายข้อความที่น่าแปลกตาแปลกใจ แต่ที่สะดุดตา แทง แทนไท มากที่สุด เห็นจะเป็น No Justice – No Peace เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในเวลานี้มากที่สุด ฝ่ายหนึ่งนึกจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิดกฎหมาย ได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว อีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในกรอบแท้ๆ กลับโดนสารพัดจะโดน แบบนี้บ้านเมืองไทยจะไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร

** เรื่องเมาท์ในวงสนุกสนาน ให้รู้ไว้เป็นข้อมูล “บักใส” สุริยะใส กตะศิลา เวลานี้เพื่อนฝูงฝั่งฝาประชาธิปไตยหายหดหมดเกลี้ยง ขนาดการ์ดร่างยักษ์ ที่มาจาก คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ยังไม่เล่นด้วย เพราะถลำลึกไปเข้าฝั่งฝา อำมาตยาธิปไตย แนวร่วมเป็นกรรมการบ่นอึดอัดเป็นแถว เพราะหาคำตอบไม่ได้ว่า ประชาธิปไตย คืออะไรในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่อง การเมืองใหม่ 70:30 ที่หยิบยกมา “แหกตา” “ไฮโซ ไฮซ้อ อาเจ็ก อาแปะ” อย่างไม่ลืมหูลืมตา จนถึงวันนี้ร่างที่เสนอจึงยังเป็นแค่ “วุ้น” เท่านั้นเอง หาความจริงใจใดๆ ได้ไม่...


ม็อบน้ำกามถ่อย!ยึดสะพานลอยเกี้ยวสาวดอนเมือง

ประชาชนในพื้นที่เขตดอนเมือง ต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้าบุกยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมืองในวันนี้ โดยขณะนี้ไม่มีรถโดยสารประจำทางของสายใดกล้าที่จะวิ่งผ่านถนนเส้นที่มุ่งหน้าไปยังดอนเมือง-รังสิต หรือ เส้นตรงมายังรังสิต-ดอนเมือง เนื่องจากเกรงว่าจะถูกปล้นจี้จากกลุ่มผู้ชุมนุมที่ยืนดักรอบริเวณป้ายหยุดรถประจำทางฝั่งตรงข้ามกับท่าอากาศยานดอนเมือง จึงต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถทุกสาย

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าประชาชนที่มีความจำเป็นต้องเดินข้ามสะพานลอยบริเวณดังกล่าวต้องพบกับภาพผู้ชุมนุมและการ์ดพันธมิตรฯบางส่วนยืนทั่วตลอดแนวพร้อมกับมีการพูดจาเกี้ยวเด็กสาวที่ต้องใช้เส้นทางดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังประชนชนที่ต้องสัญจรไปมาในเส้นทางนี้ ต่างได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า กลุ่มพันธมิตรฯได้สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ด้านน.ส.ปรัศนี จันทร์ฝาก อายุ 22 ปี พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งกล่าวว่า ตนอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตดอนเมืองมาตั้งแต่เกิด ซึ่งต้องใช้เส้นทางบริเวณที่มีการปิดล้อมเพื่อเดินทางเป็นประจำทุกวัน ซึ่งตนยอมรับว่าการบุกยึดและปิดล้อมท่าอากาศยานดอนเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นความเดือดร้อนอย่างหนึ่ง แม้ตนจะเข้าใจการเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็ไม่ควรสร้างกระแสและสร้างเงื่อนไขให้กับประชาชนคนอื่นให้ต้องได้รับผลกระทบอันไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ พร้อมเรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมเร่งยุติการชุมนุมโดยเร็ว