WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 25, 2008

ไม่สำนึก“หัวหน้าม็อบมือตบทีโอที”ขอโบนัสให้ลิ่วล้อ

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทีโอที ขออนุมัติเงินโบนัสประจำปี 51 อ้าง เป็นแรงใจให้พนักงาน ลืมแล้วหรือ! ม็อบมือตบไล่ผู้นำประเทศ 22 ตุลาคม ประชาชนยกเลิกการใช้บริการ กว่า 30,000 เลขหมาย

อ่านสารจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที (สรท.) จำกัด (มหาชน) ที่ร่อนถึงประธานกรรมการ บมจ. ทีโอที ที่ลงนามโดย นายพงษ์ฐิติ พงษ์ศิลามณี ประธานสรท.โดยมีหลักใหญ่ใจความว่า “ขออนุมัติเงินโบนัสประจำปี51” โดยอ้างเหตุผลว่า

“... พนักงานทีโอที ได้ทุ่มแทแรงกายแรงใจในการสร้างรายได้ให้ทีโอที จนกระทั่งเป็นที่แน่นอนว่าบริษัทจะมียอดรายได้เพิ่ม สรท.จึงเห็นว่าการขออนุมัติเงินในรอบแรกจะเป็นการตอบแทนความดี และเป็นแรงใจให้ร่วมฝ่าฝืนอุปสรรคต่อไปในภายภาคหน้า…”

เนื้อหาระบุให้มีการจัดสรรเงินโบนัสประจำปี 2551 ให้แก่พนักงานรอบ 1 และรอบ 2 โดยรอบแรกเป็นจำนวนเงิน 1 เท่าของเงินเดือน โดยเรียกร้องให้จ่ายพร้อมเงินเดือนในธันวาคมนี้ จากนั้นเมื่อ TRIS ได้ประเมินการดำเนินการของทีโอทีเสร็จสิ้นราวๆเดือนพฤษภาคม ปี2552 นั้นก็ให้มีการพิจารณาเงินโบนัสตามเกณฑ์ที่ขึ้นอยู่กับผลคะแนน TRIS ของพนักงานในรอบ2ต่อไป

อย่างที่ทราบกันดีว่า ทีโอที มีสภาพการเงินที่สุดจะง่อนแง่นเรื้อรัง ยืนแทบไม่อยู่ เรียกได้ว่าเข้าห้องไอซียูไปหลายหนหลายครั้ง ถึงขนาดต้อง “จำนองที่ดิน” เพื่อเลี้ยงคน.. เลี้ยงองค์กร

รายได้หด “หายหัว”ไปไหน??

มันมีหลายกรณี แต่ที่ชัดๆคือ ทีโอทีโดนฟ้องเรียกเงินมหาศาลจำนวนกว่า 2,649 ล้านบาท จากบมจ.สามารถ ไอ-โมบาย เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2550 ในกรณีการค้างชำระหนี้ในส่วนระบบ ลูกค้าสัมพันธ์และระบบบิลลิ่งกับ บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย และในที่สุดกลางปี 2551 หลังจากขึ้นโรงขึ้นศาลเรียบร้อย ก็มีการตกลงประนีประนอมว่าจะชำระหนี้ตกลงจ่ายหนี้และดอกเบี้ยบางส่วนรวมเป็นเงิน1,476 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ......นี่คือหนึ่งแห่งอุปสรรคทางการเงินที่ทีโอทีต้องเผชิญ

รวมทั้งเรื่องไม่เป็นเรื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา “มือตบทีโอที” แสดงพฤติกรรมเถื่อน ขว้างปารองเท้า ขวดน้ำ มือตบ ขับไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งมีสถานะเป็นถึงผู้นำประเทศ ขณะเดินทางไปตรวจงานที่ ทีโอที แจ้งวัฒนะ อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งการกระทำดังกล่าวปฎิเสธไม่ได้ว่า ทำให้ภาพพจน์ทีโอทีเสียหายเป็นอย่างมาก ประชาชนทั่วประเทศถึงกับยกเลิกการใช้บริการทีโอทีเกือบ 3 หมื่นเลขหมายภายในไม่กี่วัน ..รายได้หายวับไปเท่าไรคำนวณดู

นอกจากนี้รายละเอียดของการขออนุมัติจ่ายโบนัสยังระบุประโยคที่รู้ดีว่า “ทีโอที มีสภาพร่อแร่ขนาดไหน” แต่ก็ยังอ้างว่าการอนุมัติในครั้งนี้จะเป็นแรงกำลังสำคัญในการทำงานของพนักงานทั้งหมด ...

นี่ต้องให้เตือนอีกครั้งใช่หรือไม่ว่า รัฐวิสหกิจ เอกชน ทั้งหมดทั้งมวล เกิดสภาวะทางการเงินที่แย่ไปตามๆกัน ในปี2552 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าลูกจ้างและพนักงานจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งอีกหลายหมื่นอัตรา ทั้งหมดคือผลกระทบจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ และความดันทุรังแบบงี่เง่าของกลุ่มพันธมารที่สร้างเงื่อนไขหลับหูหลับตาต่อต้านไม่ให้รัฐบาลบริหารประเทศ..

ทำอย่างนี้เท่ากับเป็นการกลั่นแกล้ง และซ้ำเติมองค์กรของตัวเอง เพราะ เป็นที่ชัดเจนว่าประธานสหภาพฯเองก็สนับสนุน จัดรถบริการรับ-ส่งให้พนักงานในทีโอทีไปร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ขับไล่รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ฉะนั้นรัฐวิสาหกิจก็ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปเช่นกัน

แล้วนี้ยังจะมีหน้ามาเรียกร้อง!!

เท่ากับว่าผู้ใดที่ฝักใฝ่คำปราศรัยของศาสดาม็อบโกเต็กซ์ ต้องมีพฤติกรรม “ทุกอย่างเป็นของกู” จนเมินหลักความเป็นจริง หลักทางกฎหมาย และหลักในการอยู่ร่วมกันสังคม ..เป็นพวกเห็นคนล้มแล้วต้องกระทืบซ้ำ

ประธานกรรมการ.. เห็นทีว่าควรจะต้องมีการพิจารณาประธานสหภาพฯทีโอทีคนใหม่ แทนการพิจารณาเงินโบนัสประจำปีให้กับพนักงานบางคนบางพวกที่มือไม่พาย ยังเอาเท้าราน้ำ โดยควรที่จะต้องคัดสรรประธานสหภาพฯ ที่มีจิตใจไม่ฝักใฝ่ซ้ำเติมความเดือดร้อนขององค์กร และของประเทศชาติ....



'สมชาย'สับแหลก'ม็อบหมาบ้า'ล้อมกัด!

นายกฯกรีด 'ม็อบโกเต็กซ์' คิดล้มล้างรัฐบาลมีโทษฐาน 'กบฏ' ย้ำไม่เคยคิดลาออกเพราะมีที่มาตาม รธน.เผด็จการ ชี้ประชาชนคือหนึ่งเดียวที่ตัดสินชี้ขาด ยันกลับไทยแน่นอน ไม่หวั่นแม้ 'ม็อบหมาบ้า' จะล้อมกัด เชื่อ ตร.ดูแลสถานการณ์ได้

วันนี้(25 พ.ย.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า ตนไม่ทราบจุดประสงค์ที่แท้จริงของการบุกยึดดอนเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไทย ซึ่งการบุกยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวดอนเมืองซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนการกระทำดังกล่าวจะเป็นการบีบบังคับให้ตนเองลาออกหรือไม่นั้นนั้น ตนขอยืนยันว่าคนที่จะตัดสินให้ออกจากตำแหน่งได้คือประชาชน เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มีระบุไว้ว่าหากใครต่อต้านหรือล้มล้างรัฐบาล ถือเป็นกบฏ

นอกจากนี้การที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะไปปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิในวันพุธที่จะถึงนี้ นายสมชายกล่าวว่า การปิดล้อมสนามบินจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ คำนึงถึงส่วนรวม และหากเสียหายใครจะรับผิดชอบ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับถึงประเทศไทย ตามกำหนดการและเวลาเดิม หากจะถูกปิดล้อมจากพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตามเมื่อเดินทางกลับถึงประเทศไทย ก็จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ ซึ่งหากจะมีการตัดสินใจใดๆ ตนเองจะไม่ตัดสินใจโดยลำพัง แต่ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่รายงานให้ทราบว่ายังสามารถดูแลสถานการณ์ทั้งหมดได้



เครื่องบิน"สมชาย"ขัดข้อง กลับไทยช้ากว่ากำหนด

เว็บไซต์ข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า นายศักดิ์สิทธิ์ ประดับศิลป์ ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานว่า คณะของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมประชุมกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิค (เอเปค) ครั้งที่ 16 ประเทศเปรู จะเดินทางถึงกรุงเทพมหานครช้ากว่ากำหนด เนื่องจากรถลากจูงที่ใช้ระบบไฮโดรลิกล็อคล้อเครื่องบิน เพื่อที่จะออกไปยังรันเวย์ เกิดเหตุขัดข้อง ระบบไม่ยอมคลายล็อคล้อเครื่องบินออก ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่

พันธมิตรฯ ประกาศแต่งตั้งหน่วยไล่ล่า"เสธ.แดง"

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศบนเวทีปราศรัย ยืนยันจะปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมืองต่อไป เพื่อสกัดกั้นไม่ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่หากเปลี่ยนสถานที่ประชุม ไม่ว่าที่ใด ก็พร้อมจะไปปิดล้อม นอกจากนี้ ได้เรียกร้อง กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ออกมาแสดงความชัดเจนว่าจะอยู่ข้างใคร หากทหารจะนำรถถังออกมาก็พร้อมจะต่อสู้ตามยุทธศาสตร์ม้วนเดียวจบ


อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ตั้งหน่วยไล่ล่า พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่คาดว่าภายใน 3-7 วันนี้ จะมีเหตุเกิดขึ้นอีกด้วย

สิ่งที่ภาคประชาชนน่าทำเพื่อตอบโต้พวกถ่อยป่วนเมือง

บทความ โดย Bugbunny

ผมอยากเสนอความคิดเห็นนี้ให้คนรักประชาธิปไตยในบอร์ดนี้ลองพิจารณาดูนะครับ

๑. การเคลื่อนไหวไปที่โน่นที่นี่ของพันธมิตรตอนนี้ น่าจะเป็นการรอกำลังจากส่วนภาคใต้เข้ามาร่วมให้มากขึ้น เพราะข้อมูลก็คือส่วนใหญ่พวกที่มาร่วมตอนนี้มากจากภาคตะวันออก เนื่องจากอยู่ใกล้และเดินทางสะดวก

๒. เป้าหมายการเคลื่อนไปที่โน่นที่นี่ครั้งนี้ คือการสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายใน กทม.และหัวเมืองสำคัญเป็นหลัก เพื่อให้ทหารกลุ่มของพวกเขาออกมายึดอำนาจ เพราะมีข่าวสะพัดไปทั่วว่า กลุ่มทหารที่ได้มีการวางกำลังหลักไว้ตามที่ต่าง ๆ นั้นร่วมกับเปรม ประยุทธ และ ตท 12 จะเข้ายึดอำนาจ อ้างสาเหตุ การที่รัฐควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ แต่มีข่าวสะพัดไปทั่วเป็นการดักคอ จึงยังสองจิตสองใจกันอยู่

๓. อาจจะมีการยั่วยุถึงขั้นเข้ายึดสถานที่สำคัญเพิ่มเติมเพื่อให้ตำรวจทำการปราบปรามผลักดัน แล้วก็จะก่อวินาศกรรม ซึ่งเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมานี้ มีระเบิดเกิดขึ้นหลายจุด และเชื่อว่าคืนนี้พวกม็อบเดรัจฉานก็คงจัดเผาหรือระเบิดให้ได้ในคืนนี้อีกหลายจุด

๔. คงจะมีการเข้ายึดอำนาจเป็นการปิดเกมให้ได้ เพียงแต่ทหารจะคุมพวกนอกรีตในกองทัพที่รับคำสั่งคุณผู้เอาแต่ใจตัวเองได้ขนาดไหนเท่านั้น

ข้อเสนอของผมก็คือ

๑. ปล่อยให้พวกมันกระจายกันบ้าไป แค่คอยจับตัวลงมือทำ การจับการ์ดพันธมิตรที่ยึดรถเมล์พร้อมอาวุธรวมทั้งปืนและเครื่องกระสุนเข้าจี้รถเมล์ในวันนี้ได้หลายคน แสดงว่าเอาเข้าจริงตำรวจจะจับก็จับได้เลย ถ้าหลักฐานพร้อม และพวกการ์ดก็ไม่ได้ต่อสู้อะไรมาก

๒. ผู้รักษากฎหมายควรตอบโต้ทุกวิถีทางทันทีที่พวกนี้ละเมิดกฎหมายด้วยการยึดสถานที่ราชการ ก่อวินาศกรรม หรือเผาบ้านเผาเมือง

๓. อาจมีบางคนอยากจะออกไปชุมนุมให้กำลังใจตำรวจที่จัดการกับม็อบโกเต๊กซ์ก็เป็นเอกสิทธิ์ แต่ผมว่าไม่น่าทำตอนนี้ เพราะเปรียบเทียบ แล้วถ้ารัฐบาลจับหรือสลายพวกมันแล้วเราแสดงอาการชื่นชมก็จะเข้าทางทหารเผด็จการและคนเอาแต่ใจตัวเองที่จะยึดอำนาจ ขั้นตอนชุมนุมตอนนี้น่าจะไม่เหมาะสมทางการเมือง เพราะเมื่อพวกนี้สร้างความปั่นป่วนแล้วเราไปเต้นตามมันก็จะเข้าทางพวกมันที่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายแล้วทำรัฐประหาร การชุมนุมแสดงความสนับสนุนรัฐบาลกลุ่มย่อย ๆ อย่างเป็นธรรมชาติเป็นเอกสิทธิ

๔. แต่ถ้าพวกมันยึดอำนาจ ชาวเสื้อแดงต้องออกมาทันที ที่สนามหลวงสำหรับ กทม.และที่ศาลากลางทุกแห่งและที่อื่น ๆ ที่เห็นสมควรในแต่ละชุน

๕. ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นทันทีที่พวกมันยึดอำนาจในประเทศใดประเทศหนึ่ง

เสนอความเห็นมาให้พิจารณากันครับ

จาก
thaifreenews

Monday, November 24, 2008

พธม.ฯถ่มน้ำลายรดหัว"รองผกน.4"จนชุ่ม แถมกระทืบซ้ำ

คลิ๊กเพื่อรับชมวีดีโอ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมอยู่บริเวณหน้าลิฟท์ ชั้น 1 ที่อาคารห้องรับรองพิเศษ ซึ่งเป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี ปรากฎว่า พ.ต.อ.พัชระ บุญสิทธิ์ รองผบก.บก.น.4 เดินออกจากโรงอาหาร และผ่านกลุ่มผู้ชุมนุม ได้มีผู้ชุมนุมบางส่วนไปกระพือมือตบ และโห่ไล่ พร้อมทั้งตะโกนด่าว่า "ไอ้ฆาตกร" ซึ่งพ.ต.อ.พัชระได้ยกมือขอร้อง และพยายามเดินหนีผู้ชุมนุม แต่มีผู้ชุมนุมบางส่วนกลับบ้วนน้ำลายใส่ศรีษะของ พ.ต.อ.พัชระ จนชุ่มไปทั้งศรีษะ พร้อมกับปาขวดน้ำ ไข่ไก่ต้มสุก และผลส้มใส่ จน พ.ต.อ.พัชระต้องรีบวิ่งหนี โดยมีการ์ดพันธมิตรฯบางส่วนเข้ามาห้ามปราม แต่ไม่สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้


เมื่อ พ.ต.อ.พัชระวิ่งมาถึงบริเวณทางเข้าตึกอาคารรับรองพิเศษต่างประเทศ ได้มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งวิ่งมากระโดดถีบพ.ต.อ.พัชระจนล้มลง จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมก็รุมกันเข้ามาเหยียบจนตำรวจที่ยืนรักษาความปลอดภัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ต้องเข้ามาช่วยกันดึง พ.ต.อ.พัชระออกมาจากที่เกิดเหตุและรีบพาเข้าไปในตัวอาคารทันที โดยที่บริเวณศรีษะและคิ้วมีรอยบวมปูดอย่างเนได้ชัด


ระหว่างนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในอารมณ์เดือดได้พากันขว้างปาขวดน้ำ ขวดแก้วเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนรักษาความปลอดภัย และสื่อมวลชนที่อยู่หน้าตึก จนต้องกระโดดหลบกันจ้าละหวั่น ก่อนที่การ์ดพันมิตรฯ จะเข้ามาควบคุมสถาการณ์ไว้ได้


หลังจากนั้น นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า กลุ่มพันธมิตรฯทราบข่าวว่ามีนักการเมืองติดอยู่ในลิฟต์ เมื่อเปิดลิฟต์ออกมา พบว่านายตำรวจคนดังกล่าวเดินออกจากลิฟต์ พร้อมกับพูดจากไม่เหมาะสม ท้าทายกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด จนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมได้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวได้วิ่งหนี และมาชนรั้วล้มลงไปเอง ซึ่งยอมรับว่า ควบคุมสถานการณ์ลำบาก




เสื้อแดงต้องอดทน


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับ “พัน-ทมิฬ” ยังไม่ปฏิบัติการปิดล้อมรัฐสภา จึงยังไม่รู้ล่วงหน้าว่าสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้ายๆๆ นั้นมันลงเอยที่ “ใครตาย” และ “ใครเจ๊ง”

ถามใจ...ไม่อยากเห็นใครต้องตายแม้แต่คนเดียว แต่ที่อยากเห็น “เจ๊ง” คงไม่พ้นคนที่ทำธุรกิจเจ๊งไปล่วงหน้าแล้วคนนั้น ลำพังลูกน้องตัวเองยังพาไปไม่รอดแล้วยังหาเรื่องประกาศ “กู้ชาติ” ทั้งที่ชาติก็อยู่ปกติธรรมดา ประชาชนใช่วัวใช่ควายที่ต้องรอให้หมอนี่มาป้อนหญ้าลากจูงเสียเมื่อไร...เฮ้อ เห็นแล้วมันเศร้าใจ

เศร้าหนักที่ใครต่อใครที่รู้จัก การศึกษาก็ดี ดูจากหน้าตาก็น่าจะมีสมอง แต่ก็ยังจะออกไปชุมนุมล้อมรัฐสภากับเขา ประทานโทษ...พอมีใครเจ็บหรือตายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ก็โทษว่าเป็นความผิดของรัฐบาลและตำรวจเพียงฝ่ายเดียว ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกดูบ้างเลยว่าตัวเอง “ทำผิดกฎหมาย” เพราะอยู่ร่วมในการชุมนุมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและมีอาวุธอย่างโจ่งแจ้ง...หลักฐานก็มีให้เห็นตลอดมาว่าหาใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธอย่างที่พูดให้ควายฟัง ซึ่งก็ยังไม่เชื่อแต่อย่างใด

เหตุผลแบบนี้พูดไป...คนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่มีวันเข้าใจ บางคนอาการหนักถึงขนาดเชื่อว่าถ้าเคลื่อนไหวในนาม “ประชาชน” เสียแล้วจะทำอะไรก็ไม่มีวันผิด จะพกอาวุธนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ผิด จะเอาหอกเอามีดแทงตำรวจก็ไม่ผิด เพราะประชาชนคือประชาชน แต่ตำรวจคือตำรวจ ตำรวจถูกฝึกมาให้รับมือโดยเฉพาะอยู่แล้ว อุทธรณ์ไม่ได้ ตอบโต้ไม่ได้ คนพวกนี้จึงเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ถึงขั้นปิดล้อมบุกยึดที่ทำการรัฐสภาหรือทำเนียบนั้น มันเป็นสิทธิอันชอบธรรมของ “ประชาชน” ต่อให้ยกพลปีนป่ายเข้าไปถึงข้างในก็ยังไม่ผิด จะไล่ตีไล่ต่อยนักการเมืองจนหนีหัวซุกหัวซุน เผลอๆ ก็ยังไม่ผิด เพราะเขาคือ “ประชาชน”...ที่สำคัญ รัฐและตำรวจลองตอบโต้ดูเข้าสิ จะมีแนวร่วมเพื่อสิทธิมนุษยชนมากมายหลายองค์กรออกมาประณามรัฐและตำรวจทันที แล้วอย่างนี้จะต้องกลัวอะไร ม็อบเถื่อนที่ไหนก็ได้ใจในการกระทำรุนแรงทั้งนั้นนั่นแหละ

อย่าถามว่า แล้วจะให้ทำอย่างไรเพราะตอบไม่ได้ ถึงตอบได้ก็ไม่อยากตอบ (จะให้ตอบได้อย่างไรว่าโปรดจัดการขั้นเด็ดขาดกับม็อบที่ทำผิดกฎหมายร้ายแรงซ้ำๆ ซากๆ อย่างนั้นสักที...พูดไม่ได้หรอก ประเดี๋ยวเขาหาว่าเราไม่รู้จักสันติวิธี) บางทีก็อยากจะปิดหูปิดตาไม่อยากดูข่าวอ่านหนังสือพิมพ์ เพราะไม่อยากโกรธแค้นว่าทำไมประชาชนอีกหลายสิบล้านถูกกระทำย่ำยีต่างๆ นานามาโดยตลอดจนต้องยอมให้ม็อบเถื่อนๆ ไม่กี่หมื่นคน เพียงเพราะพวกมัน “บ้า” พอจะก่อกวน แล้วประชาชนที่รักสงบจะต้องถูกกระทำไปอีกถึงเมื่อไร...

อยู่กับบ้านภาวนาส่งกำลังใจให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่าเพิ่งออกไปปะทะกับ “พวกมัน” ที่ไหน...เพราะ “เสื้อสีแดง” ควรเป็นสีแห่งชัย ไม่ควรเป็นสีเลือดของใครสักคน


ยกประเทศให้ “ประชาธิปไตย”


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

สภาพบ้านเมืองเราที่กำลังย่ำแย่แบบนี้ได้อ่านข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าจะกลับสู่การเมืองไทย และพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งก็ทำให้มีความหวังขึ้นบ้าง

จากที่เคยหวังอยู่ไกลๆ เพราะอุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่วันนี้ก็มีสัญญาณที่ดี เพราะต้องบอกกันตรงๆ เลยว่า ม็อบพันธมิตรฯ ปลุกไม่ขึ้นจริงๆ แม้จะแหกปากตะโกนระดมคนอย่างสุดเสียงแล้วก็ตาม

ขนาดสื่อมวลชนไทย ที่เอนเอียงไปเข้าข้างพันธมิตรฯ ช่วยกันปลุกระดมแค่ไหน ยังรายงานว่ามีคนเพียงแค่ไม่กี่พันคน

แม้กระทั่งสื่อเทศ ซีเอ็นเอ็น และสำนักข่าวเอพี รายงานว่าจำนวนผู้ชุมนุมมี 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 3 จากที่แกนนำพันธมิตรฯ เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะเป็นการชุมนุมที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

แล้วเป็นไง... ไม่มีใครเข้าร่วมเหมือนกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ มั่นใจหนักหนาว่างานนี้ต้องได้ประกาศชัยชนะแน่นอน

ระดมคนทั้งวันทั้งคืน ชนิดที่ “มหาจำลอง” ประกาศผ่านเอเอสทีวีถึงคนต่างจังหวัดที่จะนั่งรถว่า “เต็มออก เต็มออก” แต่ก็ได้เพียงแค่นี้

รวมทั้งในเว็บไซค์ผู้จัดการออนไลน์ ที่ปลุกระดมคนไม่ขึ้น ก็ออกอาการซวนเซอย่างที่เห็น แถมยังตำหนิพวกเดียวกันที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ว่าไม่รักชาติอีก

บางคนก็ด่าทอพวกเดียวกันที่โพสต์ข้อความในกระทู้ว่าทำไมไม่ออกไปร่วมกู้ชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพันธมิตรฯ ไร้อุดมการณ์รักชาติอย่างแท้จริง

จำนวนคนเข้าชุมนุมแค่นี้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ก็น่าจะสบายใจได้เปาะหนึ่ง แต่ก็ภาวนาว่าอย่ามี “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเลย เพราะบ้านเมืองจะได้สงบเสียที

เวลานี้หลายคนพุ่งเป้าไปที่แกนนำ เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ถือว่าอยู่ในห้วงเวลาที่ลำบากยิ่งนัก

ประชาชนทั้งประเทศรุมสาปแช่งที่ก่อความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองมา 3 ปี ถึงวันนี้ต้องรับเวรรับกรรมกันได้แล้ว
และต้องทำตามสัญญาที่ได้ประกาศไว้คือ “สงครามครั้งสุดท้าย- ม้วนเดียวจบ” ซึ่งครั้งนี้สุดท้ายจริงๆ ไม่มีวันจะกลับไปตั้งม็อบอีกแล้ว

ประชาชนได้ยินแบบนี้ก็สบายใจ เพราะจะได้เดินหน้า “ทำมาหากิน” อย่างเต็มที่เสียที
ผมยังจำได้ดีว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เคยประกาศว่า การชุมนุมในครั้งนี้ จะไม่ยืดเยื้อ หากแพ้ก็คงจะต้องยอมยกประเทศให้กับทรราชครอบครอง ซึ่งถือว่าประชาชนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว
แต่มาวันนี้ พล.ต.จำลอง ต้องรักษาคำพูด เพราะหากแพ้ สมควรที่จะยกประเทศให้ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ซึ่งไม่ใช่ ทรราช

คนเสื้อแดงวันนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมจะแสดงพลังในวันเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จำไว้ว่า “ประชาธิปไตย” ไม่มีวันแพ้ เพราะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ!


เผาทำเนียบ ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ


ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเลย กับการดิ้นประกาศสงครามครั้งสุดท้ายของพันธมิตรพันธมาร ซึ่ง “จำลอง ศรีเมือง” ยืนยันว่า ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ถ้าไม่ชนะก็บ้านใครบ้านมัน เหตุผลคือไม่อาจดื้อด้านอยู่ในสภาพตายซากต่อไปได้ เพราะสังคมได้รู้เช่นเห็นชาติว่า คนพวกนี้มีเจตนาอย่างไร ทำเพื่อใคร

เมื่อต้องหาทางลง ก็ต้องเลือกวิธีการที่ดูว่าไม่โหลยโท่ยจนเกินไปนัก เพราะจะถูกตราหน้าว่า พ่ายแพ้ราบคาบ อย่างไม่มีราคาเหตุผลสำคัญมี 2 ประการ คือ

ประการแรก มองย้อนไปในอดีต วันนี้กรรมที่ก่อไว้ กำลังส่งผลตามสนองอย่างสาสม จากการกระทำในสิ่งที่มิบังควร จนถูกถล่มอย่างไม่มีชิ้นดี

ประการที่สอง เมื่อมองไปข้างหน้า จะมีงานรัฐพีธีสำคัญรออยู่ การดื้อดึงขัดขวางก็เป็นสิ่งที่ไม่บังควรอีกเช่นกัน
ระยะเวลา 6 เดือนที่บุกรุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล แต่ผลงานของ “ม็อบโกเต๊กซ์” ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่าง นอกจากการทำนา คนพวกนี้ก็เริ่มถอดใจ

ทั้งพวกที่กระโดดโลดเต้นอยู่ข้างหน้า และที่ซุ่มซ่อนหนุนหลังชักใยอยู่เบื้องหลัง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ท่อน้ำเลี้ยง” ก็ตีบตันลงทุกที เงินบริจาคก็มีปัญหา ทำให้เกิดการกินแหนงแคลงใจกันในบรรดาแกนนำด้วยกันเอง

เมื่อสถานการณ์บีบบังคับเช่นนี้ “ม็อบโกเต๊กซ์” จึงไม่อาจหดหัวอยู่ในทำเนียบรัฐบาลได้
การรุกครั้งนี้ถือเป็นทิ้งไพ่ตาย ด้วยการไปตายเอาดาบหน้า แม้ว่าข้ออ้างจะไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย แต่ก็ต้องทำ เผื่อจะฟื้นคืนศรัทธากลับมาได้บ้าง

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า จะอ้างอย่างไร เพื่อระดมคนให้มาร่วมให้มากที่สุด
เพราะการไปปิดล้อมรัฐสภา โดยอ้างว่าจะมีการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับซากเดนทรราช แต่ปฏิเสธจากประธานรัฐสภา และถูกสำทับตอกย้ำว่า เป็นการประชุม เพื่อให้การรับรองรัฐบาลในการไปทำงานเพื่อประเทศชาติ ให้สมกับเป็นเจ้าภาพของการประชุมและเป็นผู้นำอาเซียนอย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี

เมื่อจนตรอกก็ยกเอาเรื่องขับไล่รัฐบาล มาเป็นข้ออ้าง เข้าทำนองหมาป่ากับลูกแกะ ตามประสาคนพาลสันดานชั่ว
เพราะทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องยุ่งเหยิงกับม็อบพันธมิตรพันธมาร นั้น มีเป้าหมายที่หมายของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งแตกต่างกันไป

บางคนมาเพื่อสร้างราคาให้ตัวเอง เพื่อหวังผลทางการเมืองในการเมืองใหม่ ที่คนพวกนี้
พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น

รวมทั้งนักวิชาการที่ออกมาเพื่อแสดงภูมิอวดรู้ แต่เมื่อถลำตัวมาแล้วก็ต้องเลยตามเลย
แม้จะถูกคนถ่อยสมาชิกกองโจร ลบหลู่ดูแคลนให้เสียศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของนักวิชาการผู้รอบรู้ ก็ต้องจำยอม
ที่สำคัญการที่แกนนำพูดจาด่าทอ เพราะไม่พอใจที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขามูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นข้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรณีที่แสดงออกว่าต้องการให้เกิดความปรองดอง อยากถามว่าเป็นสิ่งที่ควรแล้วหรือไม่
แต่ “ม็อบโกเต๊กซ์”สามารถทำได้อย่างไม่สะทกสะท้าน หรือ ตะขิดตะขวงใจใดๆ เลย

เหตุการณ์วันที่ 24 พฤศจิกายน มีการทำผิดกฎหมายชัดเจน มีการละเมิดสิทธิ์โดยการปิดถนน ปิดล้อมรัฐสภา บช.น ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่ดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ของกองทัพอากาศ การยึดรถเมล์โดยกลุ่มโจรที่มีอาวุธครบมือ เป็นเรื่องที่คนดีๆ รับไม่ได้

มีโทรศัพท์เข้ามาที่กองบรรณาธิการ ว่าทนไม่ได้กับการกระทำของคนกลุ่มนี้ ทำไมเจ้าหน้าที่จึงยังไม่ทำอะไรบ้าง เพื่อเป็นการปราม ไม่ให้เกิดการเหิมเกริมไปมากกว่านี้

บางคนถึงกับพูดว่า ถ้ามันยิ่งใหญ่คับบ้านเมือง ก็ยกประเทศให้มันไปเลย จะได้รู้แล้วรู้รอด ว่าบ้านนี้เมืองนี้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย คนดีถูกคนชั่วทำร้ายทำลาย

คนที่รักษากฎหมาย ไม่อาจทำอะไรกับพวกที่สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนในบ้านเมืองได้แล้วหรือ

บางคนก็แสดงความเห็นว่า ในเมื่อผู้ชุมนุมยึดทำเนียบ ปิดล้อมรัฐสภา ก็น่ามายึดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยึดกระทรวงมหาดไทย กับ กระทรวงกลาโหมไปเลย
เขาถามว่า “ม็อบพันธมิตรฯ” จะกล้าไหม
ทุกสายที่ต่อเข้ามา มีอารมณ์กันทั้งนั้นครับ อันนี้เข้าใจได้ครับ
ก็ได้แต่บอกว่าให้ตั้งสติ ใจเย็นๆ เรื่องนี้จะใช้อารมณ์ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเปิดทางให้สิ่งที่เราไม่ต้องการหวนกลับมาอีก
จะเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติให้สาหัสไปมากกว่านี้

ก็ได้แต่บอกไปว่า คิดว่าทางฝ่ายที่รักษากฎหมาย ฝ่ายที่รักษาบ้านเมืองคงจะคิดทำอะไรอยู่เหมือนกัน ขอให้รอดูจะดีกว่า ก็ทำได้เท่านี้จริงๆ ครับ

อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรพันธมารเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล นอกจากชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศต้องเสียหายย่อยยับแล้ว ตัวอาคารสถานที่ ห้องหับต่างๆ ถูกงัด เอกสารสำคัญ ของที่ระลึกที่หาค่ามิได้แต่มีค่าทางด้านจิตใจและศักดิ์ศรีการยอมรับอารยประเทศ รวมทั้งอาวุธปืนเครื่องกระสุนหายไปเพียบ

ผลสุดท้ายก็จะต้องมีการทำลายหลักฐาน ถ้าใครยังจำการเผากองทะเบียนได้ ก็คงนึกออก
ยางรถยนต์ที่มากองสุมกันเป็นกองพะเนิน อ้างว่าเป็นเครื่องกีดขวางป้องกันการมีคนมาทำร้ายผู้มาชุมนุมประท้วง นั่นจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี

คนเราเมื่อจนตรอก ผมเชื่อว่า อะไรก็ทำได้ทั้งนั้นครับ ยิ่งในช่วงที่พยายามเบนความสนใจของผู้คนให้ออกไปจากทำเนียบรัฐบาล
ในช่วงที่ทำเนียบรัฐบาลปลอดจากผู้คนที่สอดรู้สอดเห็น อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น

การที่นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกมาเปรยว่า จะต้องหาสถานที่ก่อสร้างทำเนียบรัฐบาลแห่งใหม่ ดูเหมือนว่าท่านจะรู้ระแคะระคายว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับทำเนียบรัฐบาล หรือเปล่า

เพราะฉะนั้น เรื่องทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้น ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตาย จะจบลงง่ายๆ ห้วนๆ อย่างที่ “จำลอง ศรีเมือง” ปลุกระดมว่า ถ้าไม่ชนะก็บ้านใครบ้านมันนั้น
เห็นจะไม่ได้หรอกครับ

จะต้องเอาตัวคนผิดมาลงโทษ ต้องมีการถอนรากถอนโคน กวาดล้างพวกเสี้ยนหนามแผ่นดินให้สิ้นซาก ไม่เช่นนั้น “เชื้อร้าย” นี้อาจจะหวนกลับมาทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อีก
เอาไว้ไม่ได้จริงๆ ครับ

เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไรเลย เพราะรู้ตัวรู้ตน ได้เห็นพฤติกรรมพฤติการณ์กันมานานแสนนานแล้ว ทั้งที่เป็นตัวหลักในกรุงเทพฯ และที่เป็นตัวป่วนในต่างจังหวัด
ไม่เช่นนั้นความอุบาทว์จัญไรจะฟื้นคืนมาอีกแน่นอน



พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย เอกฉัตร

“ทุกคนทราบดีว่าพันธมิตรฯ ชุมนุมมา 6 เดือน และใช้เสรีภาพอย่างผิดกฎหมาย ทุกคนก็ทราบดีว่าม็อบนี้เป็นม็อบมีเส้น เพราะหากเป็นม็อบธรรมดาเรื่องจบไปนานแล้ว”

เป็นคำพูดของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ชัดถ้อย ชัดคำ ชัดเจน ในการตอบกระทู้สดในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เจ้าของกระทู้สด ออกอาการดี๊ด๊า ดีใจออกนอกหน้า เปิดเกมรุกไล่ขยายผลให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ระบุว่า ใครคือเส้นที่อยู่เบื้องหลังม็อบ ทำให้ม็อบมีเส้น

ดูอาการที่ดีใจจนเนื้อเต้นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คงจะคิดว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นหมูในอวย เป็นเหยื่อน้ำลายอย่างแน่นอน

แต่คำตอบคือ ม็อบมีเส้น คือ แนวร่วมพันธมิตรฯ ทั้งหมด ใครช่วยพันธมิตรฯ ก็เป็นแนวร่วมทั้งนั้นชัดเจนไม่ต้องขยายความขยายผลกันต่อไป

ซึ่งก็ทราบกันดีแล้วมิใช่หรือ หลังเวทีพันธมิตรพันธมารในทำเนียบรัฐบาล แนวร่วมพันธมิตรฯ มีทั้งหัวหงอก หัวดำ หัวเกรียน ทั้งราษฎรเต็มขั้น และข้าราชการทหารตำรวจที่ยังรับราชการและเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังหวังจะได้รับบำเหน็จหากการทำสงครามสุดท้ายของพันธมิตรพันธมารประสบความสำเร็จตามที่ฝันกันไว้

จนถึงวันนี้ ผมยอมรับว่าในชีวิตทำข่าวอาชญากรรม ผมเสียดายที่ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นเพื่อนรักร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 22 กับ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งผมสนิทสนมเคารพนับถือกันมานาน ตั้งแต่ยังเป็นนักข่าวตระเวน จนถึงปัจจุบัน

เหตุที่ผมไม่ได้รู้จักกับ พล.ต.อ.โกวิท อาจจะเป็นเพราะท่านเติบโตมาจากสายตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งตามปกติก็ไม่ค่อยได้สัมพันธ์กับนักข่าว ต่อมาเมื่อท่านขยับขึ้นมาเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ และเปลี่ยนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผมก็ไม่ได้เป็นนักข่าวตระเวน และนักข่าวกรมตำรวจ หรือนักข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้ผมไม่ได้รู้จัก พล.ต.อ.โกวิท เป็นการส่วนตัว และทำให้ผมเสียดายโอกาสอย่างที่กล่าว

ยิ่งได้ฟังคำตอบกระทู้ในสภากล่าวถึงม็อบพันธมิตรฯ ว่าเป็นม็อบมีเส้น ยิ่งทำให้ผมเสียดายมากขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ
ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้จักกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นการส่วนตัว แต่ได้รู้ประวัติการทำงานของท่านมากพอสมควร จากการอ่านข่าวและคำบอกเล่าของเพื่อนรักเพื่อนซี้ของท่านที่ชื่อ พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์

เป็นที่รับรู้กันดีในแวดวงข้าราชการตำรวจว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นนายตำรวจที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน ทำงานรับใช้เบื้องยุคลบาทมาตลอด ไม่มีใครสามารถจะกล่าวหาบิดเบือนเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากบนเวทีพันธมิตรพันธมาร ที่สามารถกล่าวหาทุกคนที่ไม่ใช่พวก เป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

ส่วนความซื่อสัตย์ สุจริต ซึ่งเป็นเรื่องแสลงของตำรวจไทย แต่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้กับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ โดยไม่ต้องป่าวประกาศให้ใครสรรเสริฐเยินยอ ไม่เคยยกตนข่มท่าน คนอื่นเลวหมด ข้าดีคนเดียว ไม่เคยออกจากปากของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น ก็ก้าวขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผย ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทราบกันดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามจะผลักดัน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ซึ่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อาวุโสน้อยกว่า พล.ต.อ.โกวิท ให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

แต่ไม่สามารถจะผลักดันได้สำเร็จ เพราะ พล.ต.อ.โกวิท ไม่มีจุดด้อยให้หยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 4 เหนือความคาดหมายของคนในแวดวงสีกากี และเหนือความคาดหมายเหมือนกันที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งปลด พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทั้งๆ ที่ พล.ต.อ.โกวิท ก็เป็นหนึ่งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ที่ถูก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 6 เชิญมาเป็นคนสุดท้าย หลังจากทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองเรียบร้อยแล้ว

แต่การปลด พล.ต.อ.โกวิท ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด ไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกสบาย เมื่อถูก พล.ต.อ.โกวิท ฟ้องศาลปกครอง ทำให้ พล.ต.อ.โกวิท ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจนถึงวันเกษียณ แม้ไม่ได้ทำงานในหน้าที่จนถึงวันเกษียณอายุราชการก็ตาม เพราะ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ขึ้นมารักษาการแทนตามคำสั่งของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

วันนี้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำงานมากกว่าพูด เพราะพูดออกมาแต่ละครั้งไม่ดังไม่ใช่ อย่างที่พูดคำว่า “ม็อบมีเส้น” เข้ากับสถานการณ์ที่ม็อบพันธมิตรพันธมารเปิดสงครามครั้งสุดท้าย ออกจากฐานที่มั่นในทำเนียบรัฐบาล อาละวาดไปยังหน่วยงานต่างๆ อย่างเหิมเกริม โดยที่ตำรวจและทหารทำหน้าที่ได้เต็มที่แค่ยืนทำปริบๆ เพราะตำรวจมีเฉพาะโล่ไว้ป้องกันตัวเอง จะไปทำอะไรมากไม่ได้ ผมจึงเสนอให้ตำรวจพก “ผ้าขาว” เป็นอาวุธประจำกายไว้กราบไหว้ “ม็อบมีเส้น” ขอร้องอย่าบุกเผาสถานที่ราชการเลยพ่อคู้ณ