เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, November 25, 2008
"ณัฐวุฒิ"เชียร์ตัวโก่ง"แม้ว"หวนการเมืองอ้างมีประโยชน์
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อวันที่ 25 พ.ย. กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งว่า การที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับเล่นการเมืองหรือไม่นั้น ไม่มีผลกับการเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังสื่อสารว่า อำนาจทางการเมืองต้องเป็นไปตามความพอใจของกลุ่มพันธมิตรฯ เท่านั้น และเมื่อถอดรหัสความหมายออกมาเช่นนี้ การตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเป็นเพียงข้ออ้างระหว่างทางเท่านั้น ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วใน 2-3 นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ และมีผลงานให้กับประเทศไทยมากมาย การตัดสินใจกลับสู่เส้นทางการเมืองย่อมมีประโยชน์แน่นอน เพียงแต่สถานะในวันนี้ยังมีปัจจัยทางด้านการเมืองต่างๆ ที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องแก้ไขอยู่หลายจุด หากหลุดพันธนาการต่างๆแล้วก็ถือว่าเป็นประโยชน์มาก “การที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าจะต้องให้พ.ต.ท.ทักษิณ รับโทษก่อน 2 ปีแล้วจึงค่อยขอพระราชทานอภัยโทษเพื่อกลับมาทำงานการเมืองนั้นเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์หวังว่าระยะเวลา 2 ปีที่พ.ต.ท.ทักษิณ รับโทษอยู่นั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาเล่นการเมืองโดยไม่ได้รับโทษนั้นนายอภิสิทธิ์จะไม่มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ผ่านจุดเสียวจนชินชา
ดึงเกมวัดใจจนนาทีสุดท้าย แล้วนายชัย ชิดชอบ ประธานสภารัฐสภา ก็ประกาศผ่านวิทยุรัฐสภา สั่งเลื่อนการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 24 พฤศจิกายนออกไป จนกว่าเหตุการณ์จะปกติ
ยืนยันจะไม่ให้เกิดความรุนแรง หรือมีเลือดออกแม้แต่หยดเดียว
รั้งเชือกชักเย่อให้ตึงแล้วปล่อยมือดื้อๆ
และก็เป็นม็อบพันธมิตรฯที่เทเค้าหมดหน้าตัก กวักมือเรียกกองหนุนมาจากทั่วสารทิศ ตั้งท่าลุยแบบม้วนเดียวจบ เมื่อฝ่ายรัฐบาลถอย รัฐสภางดประชุม ปลดล็อกเงื่อนไขร้อนๆเฉพาะหน้า
ชักฟืนออกจากกองไฟ
อย่างน้อยๆ 5 วันจากนี้ไป ตามโปรแกรมที่แกนนำม็อบพันธมิตรฯประกาศจะปักหลักปิดเกมรัฐบาลให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ โดยความจำเป็นทั้งในเรื่องของเสบียง ค่าใช้จ่ายต่อหัวรวมแล้ววันละหลายล้านบาท
สปอนเซอร์คิดหนักเลยก็แล้วกัน
และโดยเกมเล่นซ่อนหา ในขณะที่ม็อบพันธมิตรฯเปิดยุทธศาสตร์ดาวกระจายไปปิดล้อมอาคารสถานที่สำคัญที่รัฐบาลจะใช้ประชุม ไม่เว้นแม้แต่ทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง เพื่อขัดขวางการทำงานของฝ่ายบริหารทุกวิถีทาง
งัดมุกอารยะขัดขืนและข่มขืน
แต่ก็ต้อนอีกฝ่ายให้เข้ามุมอับไม่ได้อยู่ดี โดยที่นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แบะท่า ขณะนี้ยังพอมีเวลาจนถึงวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน เพราะยังไม่ปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ โดยทางออกมี 2 ทาง คือ ย้ายที่ประชุม หรือเปิดสมัยประชุมวิสามัญ
หากต้องย้ายสถานที่ประชุม ก็มีหอประชุมของกองทัพไว้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ
ยังมีแต้มให้เล่นอีกหลายช็อต
ที่แน่ๆ โดยการอ่านเกมแล้ว มั่นใจว่าเอาอยู่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้ส่ง เสียงข้ามทวีปจากเวทีประชุมเอเปคที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยยืนยันหนักแน่นว่า ไม่
มีความคิดจะลาออกแต่อย่างใด
โดยย้ำเสียงดังฟังชัดต่อหน้านักข่าวนานาชาติ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อเข้ามาทำหน้าที่แล้ว จะออกตามระบอบตามประชาธิปไตยเท่านั้น และหากรัฐบาลจะต้องถูกขับไล่ ก็ควรมาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา หรือจากการลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน
อาศัยเวทีสากล ป่าวร้องหลักการเข้มๆผ่านหูฝรั่งต่างชาติมาเลย
พร้อมกับแสดงความมั่นใจเชิงดักคอ ทหารจะไม่ทำการยึดอำนาจ เพราะทางกองทัพเองก็ได้ออกมายืนยันหลายครั้งแล้วว่า จะไม่มีการทำรัฐประหารอีก
“สมชาย” นิ่ง ไม่ลนลานแต่อย่างใด
โดยอาการตั้งรับอย่างมีเชิงของฝ่ายรัฐบาล ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ได้ผ่านจุดเสียวสุดๆมาแล้วในเหตุนองเลือดวันที่ 7 ตุลาคม
อารมณ์ชินชากับมุก “รบครั้งสุดท้าย”
ที่แน่ๆ “สมชาย” ยังมีไพ่ให้เล่นอีกใบ ชิงจังหวะยุบสภาได้ ในนาทีเป็นนาทีตาย
เอาเป็นว่า ถ้าไม่มี “คิวแทรก” ด่วน วาระเหนือความคาดหมายประเภทเผาที่นั่นเผาที่นี่ โดยมุกอารยะขัดขืนและข่มขืนของม็อบพันธมิตรฯ ปั่นกระแส “รบครั้งสุดท้าย”
ไม่ระคายผิวรัฐบาลที่ด้านชาไปแล้ว
และโดยอาการที่แสดงให้เห็นว่า ไม่ยี่หระอีกต่อไป ล่าสุดเว็บไซต์ http://www.arabianbusiness.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษออกที่ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ พิเศษของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฉบับที่จะตีพิมพ์ ในวันอาทิตย์หน้า
ยืนยันว่า จะกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน
และมั่นใจว่า สามารถนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ประเทศได้ โดยเงื่อนไขที่คนยากจนในชนบทกำลังมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงต้องกลับเข้าสู่เวทีการเมือง
แต่ก็ยังไม่วายติดติ่งทิ้งท้าย การจะกลับได้หรือไม่นั้น เขาต้องขอพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน
ส่งสัญญาณกระตุ้นกองเชียร์ให้ฮึกเหิม
“ทักษิณ” พร้อมกลับมาประจำการเอง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
นองเลือด..แล้วยังไงต่อ
ผมเขียนเรื่อง “อภัยทาน” ไปสองตอน ด้วยหวังว่าจะเห็นคนไทยรู้จักการยอมกันเสียบ้าง เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคม เพราะนั่นคือ ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของคนไทยและประเทศไทย จะหวังได้หรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ก็ได้แต่หวังว่าที่รัฐสภาเมื่อวาน คงไม่ถึงกับนองเลือดอย่างที่พูดกัน นองเลือดเมื่อไรบ้านเมืองพังยับเยินยิ่งกว่านี้แน่นอน
ผมเห็นด้วยกับ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วที่ออกมาเตือนสติว่า เวลานี้บ้านเมืองเกิดวิกฤติทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ประชาชนแตกแยก เราต้องทำตัวเหมือนขึ้นภูดูเขารบกัน อย่าลงไปรบกับเขาด้วยดีที่สุด
ส่วนที่พันธมิตรฯบอกว่าเป็นการรบครั้งสุดท้าย พระพยอม บอกว่า ต้องเตือนสติเขา ถ้าชนะแล้วใครได้ดี เพราะถ้าชนะแล้วอีกฝ่ายยับเยิน คนที่ยับเยินไม่ใช่คนไทยหรอกหรือ ดังนั้น คำว่าชนะครั้งนี้ไม่ใช่ประเทศชาติชนะ เป็นเพียงคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้อยากชนะ แต่ประเทศชาติประชาชนพัง
ทุกคนอ้างประชาชนเป็นใหญ่ จะทำความสุขให้กับประชาชนหรือสร้างความทุกข์ให้กับประชาชน ก็ใคร่ครวญดูด้วย
ผมฟัง พระพยอม ท่านเทศน์แล้วก็นำมาใคร่ครวญดู
ใคร่ครวญแล้วก็เห็นจริงอย่างที่พระท่านเตือนสติ คนไทยรบกันเองจนเลือดนองแผ่นดิน ไม่ว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะ บ้านเมืองก็พังยับเยิน คนที่จะเดือดร้อนมากที่สุดก็คือประชาชนนั่นเอง
หลังจากนองเลือดแล้ว คนไทยก็ต้องถามตัวเองต่อว่า...แล้ว ยังไงต่อไป
เป็นคำถามที่คนไทยทุกคนจะต้องหันมาถามตัวเอง และต้องตอบเอง ในฐานะที่ท่านก็เป็นเจ้าของประเทศและหุ้นส่วนประเทศไทยคนหนึ่ง
ท่านต้องการให้ประเทศของท่านเดินไปทางไหนต่อ เช่น ต้องการให้ “ทหารปฏิวัติ” เพื่อล้มรัฐบาลชุดปัจจุบัน แล้ว “เขียนรัฐธรรมนูญใหม่” เพื่อสร้างการเมืองใหม่ หรือต้องการให้รัฐบาลชุดปัจจุบัน “ยุบสภา” เพื่อเลือกตั้งใหม่จนกว่าจะเกิดความพอใจทุกฝ่าย
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าจะยุติปัญหาที่มีอยู่ลงได้
ตราบใดที่ “คนมีอำนาจ” และ “นักการเมือง” ไม่มีการพัฒนา “จิตสำนึก” ในเรื่อง “ความซื่อสัตย์สุจริต” เรื่อง “คุณธรรมจริยธรรม” ให้เกิดขึ้นในมโนสำนึก การเมืองไทยก็ยังวกวนอยู่ในอ่างนํ้าครําที่เน่าเหม็นเหมือนเดิม
“ประชาชน” เป็นเพียงตัว “เบี้ย” ที่นักการเมืองทุกคนใช้เป็นฐานอำนาจในการเดินหมากเท่านั้น โดยอาศัยความซื่อสัตย์ของประชาชน และอาศัยนโยบายประชานิยมซื้อใจประชาชนระดับรากหญ้าที่ยากจน
แต่ ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง นั้น ไม่มีทางลัด ตัวอย่างประชาธิปไตยในประเทศแม่แบบของไทยอย่าง สหรัฐฯ และ อังกฤษ ก็มีให้เห็น กว่าจะแข็งแรงได้อย่างที่เห็นในทุกวันนี้ ก็ผ่านการพัฒนามากว่าสองร้อยปี
พัฒนาทั้ง “ตัวนักการเมือง” และ “ประชาชน” ควบคู่กันไป โดยมี “กระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น” เจาะลึกลงไปถึง “พฤติกรรมส่วนตัว” และ “ชีวิตครอบครัว” นักการเมือง เพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนในชาติอย่างที่เห็นในสหรัฐฯ ไม่ถือเป็น “เรื่องส่วนตัว” เหมือนในเมืองไทย
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งผมนำมาเล่าไว้ตรงนี้หลายครั้ง ก็เพื่อให้เห็นว่า “การเมืองภาคประชาชน” ในสหรัฐฯ เป็นอย่างไร การเมืองระดับพรรค ก็ต้อง ขึ้นอยู่กับเสียงของสมาชิกพรรค และ การเมืองระดับชาติ ก็ต้อง ขึ้นอยู่กับเสียงของคนทั้งชาติ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับ “นายทุนพรรค” หรือ “หัวหน้าพรรค” เพียง “คนเดียว” เป็นผู้สั่งการซ้ายหันขวาหันอย่างที่เป็นอยู่ในเมืองไทย
เมื่อ “การเมืองในพรรค” ยังเป็น “ระบบเผด็จการ” แล้ว “การ เมืองระดับชาติ” จะเป็น “ประชาธิปไตย” ไปได้อย่างไร เป็น “การบ้าน” ที่คนไทยทุกคนต้องไปคิดหาคำตอบเอาเอง ไม่ใช่นองเลือดเสร็จแล้วก็จบกัน.
“ลม เปลี่ยนทิศ”

พลิกวิกฤติเจอวิกฤติ
มักจะพูดกันเสมอว่า ในวิกฤติย่อมมีโอกาส แต่ผมว่าวิกฤติบ้านเมืองครั้งนี้ มีแต่วิกฤติที่ซ้ำซ้อน โหมกระหน่ำกันเข้ามาเป็นระลอก ความผันผวนทางเศรษฐกิจ จะกระทบไปถึงธุรกิจทุกภาคส่วน เพราะการมุ่งผลกำไรทางเศรษฐกิจมากเกินไปจนลืมที่จะคำนึงถึงผลด้านลบที่จะตามมานั่นเอง
ยกตัวอย่างวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐฯ ความจริงน่าจะเตรียมตัวรับมือได้ตั้งแต่ต้นปีเพราะส่งสัญญาณมาตั้งแต่ เรื่องของการเก็งกำไรค่าเงิน ทองคำ มาจนถึงน้ำมัน ไม่เฉพาะที่มีการซื้อขายกันล่วงหน้าเท่านั้น แต่รวมไปถึงการซื้อขายกันในกระดาษ เป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ด้วย
เพราะฉะนั้นราคาของสินค้าจึง ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดอย่างตรงไปตรงมา แต่มีปัจจัยอื่นๆนอกจากดีมานด์และซัพพลาย
เข้ามาเกี่ยวข้อง แทนที่ราคาน้ำมันตามความเป็นจริงจะอยู่ที่ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็สูงขึ้น 2-3 เท่าตัวในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนเป็นต้น
เมื่อราคาของสินค้าถูกกลไกนอกตลาดเข้ามาแทรกแซง ก็พลอยผันผวนไปตามวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง เดิมทีคิดกันว่า วิกฤติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ที่ก่อให้เกิดหนี้เน่าของสหรัฐฯหรือซัปไพร์มจะกระทบ กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับธุรกิจวัสดุก่อสร้างเท่านั้น แต่ปั่นป่วนไปถึงเรื่องการเงิน สินเชื่อ การบริโภคของประชาชน แล้วก็ไปสู่ภาคการ ผลิต ทุกประเภทอุตสาหกรรม
บานตะไท
จนบัดนี้ยังคำนวณไม่ได้ว่า ความเสียหายของวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากวิกฤติการเงินของสหรัฐฯครั้งนี้มีเป็นจำนวนเท่าไหร่ และจะสร้างความเสียหายอีกมากน้อยแค่ไหน ในเบื้องต้นคาดกันว่ามูลค่าของทรัพย์สินทั่วโลกจะหดหายไปเป็นจำนวนไม่น้อย
กลายเป็นวิกฤติส่งผลกระทบย้อนไปย้อนมาวนเวียนระหว่างตลาดทุน ภาคผลิตอุตสาหกรรม ภาคการเงิน ภาคแรงงานอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะหยุดวิกฤติได้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่และจะแก้กันอย่างไร
นอกจากจะต้องยอมรับความจริงถ้าจะต้องมีการเลิกจ้างมีการปิดกิจการ มีการล้มละลาย ของบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ แม้จะเกิดบริษัทใหม่ การลงทุนใหม่ตามมา ก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว อันเกิดจากความบอบช้ำทางด้านเศรษฐกิจซ้ำซากที่มีความรุนแรง และไม่มีมาตรการ ป้องกันความเสี่ยงเอาไว้รองรับ
มุ่งแต่เรื่องของผลประโยชน์ตอบแทน
ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจเริ่มจะ หันมาจับมือกันเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันเศรษฐกิจให้มากขึ้น หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือป้องกันที่จะเอาเปรียบทางด้านเศรษฐกิจกันมากเกินไป สังเกตได้ว่าจะมีองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเอเปค จี 20 หรืออาเซียนบวก 4 บวก 5 ไม่คำนึงว่าจะเป็นภูมิภาคใด เช่นเดียวกับเรื่องของจีดีพี หรือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะร้อยละ 3 หรือร้อยละ 5 ก็ไม่แปลกแต่ขึ้นอยู่กับว่าจะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพได้ อย่างไรมากกว่า.
หมัดเหล็ก

ผบ.ทบ.ปัดวิจารณ์ท่าทีพธม. ระบุสังคมจะเป็นผู้ตัดสินเอง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะสังคมจะเป็นผู้ตัดสินการกระทำของกลุ่มต่างๆ เอง และขอปฏิเสธข่าวเรื่องการปฏิวัติหรือการรัฐประหารด้วย
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวว่า ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ รวมถึงปลัดกระทรวงกลาโหมมีความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ยังอยู่ในขั้นการแสดงออกทางความคิดเห็น ซึ่งยังไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ทั้งนี้ จุดยืนทุกเหล่าทัพจะดูแลชาติบ้านเมือง สถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงประชาชนให้มีความสงบเรียบร้อย
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เตรียมยุติบทบาทสื่อศุกร์นี้ ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.
กรุงเทพฯ 24 พ.ย.- “ปลื้ม” เตรียมยุติบทบาทสื่อมวลชนคืนวันศุกร์นี้ เพื่อสมัครผู้ว่าฯ กทม. เผยครั้งนี้มั่นใจ 50:50 เพราะพรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ตัดสินใจผิดพลาด รูปแบบการหาเสียงจะแตกต่าง เน้นสื่อ อินเทอร์เน็ตและสื่อสิ่งพิมพ์
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือปลื้ม พิธีกรรายการข่าว ประกาศยุติบทบาทในวงการสื่อมวลชน เพื่อเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยความพร้อมการลงรับสมัครผู้ว่าฯ กทม.ว่า ขณะนี้มีความพร้อมร้อยละ 90 แล้ว การที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงสมัครนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่หาก ปชป.ส่งนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส. กทม.ลงสมัคร น่าจะทำให้ได้คะแนนมากกว่า และนับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตนเองลงสมัครครั้งนี้
“การที่ ปชป.ตัดสินใจเช่นนี้ จะทำให้มีความเป็นไปได้ที่คู่แข่งจะโค่น ปชป.ได้ หากประชาชนเลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ คือการเลือกอดีต แต่หากเลือก ม.ล.ณัฏฐกรณ์ คือการเลือกอนาคต ประชาชนต้องคิดแล้วตัดสินใจ” ม.ล.ณัฎฐกรณ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี ไม่ว่าพรรคพลังประชาชน (พปช.) จะส่งใครลงสมัครก็ตาม ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจลงสมัครของตนเอง ซึ่งก็ยังไม่สามารถบอกได้ ว่า พปช.จะหาคนมาลงสมัครในนามของพรรคได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องรอลุ้นว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ จะลงสมัครเลือกตั้งครั้งนี้อีกหรือไม่ เพราะหากนายชูวิทย์ ตัดสินใจไม่ลงสมัครแล้ว ก็จะมีผู้สมัคร 3 คน ที่น่าจับตามอง คือ ตนเอง, นายแก้วสรร อติโพธิ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ มั่นใจว่าความเป็นไปได้ที่จะได้คะแนนคือ 50:50
ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ยังกล่าวถึงงบประมาณในการหาเสียงว่า จะใช้ไปกับการหาเสียงทางอินเทอร์เน็ต และสื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนจะลงพื้นที่หรือพบกับสื่อมวลชนหรือไม่นั้น ยังบอกไม่ได้ แต่สื่อคงจะตามตัวได้ยาก เพราะ ตนเองมีรูปแบบการทำงานเป็นตัวเอง ไม่เหมือนกับผู้สมัครคนอื่น ๆ จึงไม่ต้องการให้มีการคาดหวังว่าจะเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ทำกัน ส่วนทีมงานยังไม่ขอเปิดเผย
ทั้งนี้ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ นัดแถลงข่าวอีกครั้ง หลังจากยุติบทบาททางสื่อมวลชนแล้วในบ่ายวันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายนนี้ ณ ที่พักส่วนตัว สุขุมวิทซอย 59.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-11-24 18:17:47

'เสธ.แดง' เหลืออดอาสาปราบม๊อบโกเต็กซ์
'ขัตติยะ' เสนอตัวอาสาตัวเข้าจัดการม๊อบ ขอนายกรัฐมนตรีตั้งเป็น ผช.ผอ.กอ.รมน. เผยเตรียมมาตรการขับไล่ "กบฎ"ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและดอนเมืองเอาไว้แล้ว ชี้ ทหารจำนวนมากอึดอัดพร้อมเข้าร่วม ทั้ง “เสธ.ป๊อด” และ “เสธ.ยาว” ระบุกองทัพนำกำลังทหารเข้าตรึงกรุงเทพ ข่มขู่รัฐบาลใช่หรือไม่
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เปิดเผย “ประชาทรรศน์ออนไลน์” เช้าวันนี้ว่า ขอเสนอตัวต่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ให้แต่งตั้งตนเป็น ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ ผช.ผอ.กอ.รมน. เพื่อนำนักรบ ที่ไม่ใช่นักกอล์ฟ เข้ามาทำการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกสถานที่ราชการ โดยตนอาสาที่จะเข้ารับผิดชอบสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้
“ผมขอให้ท่านนายกฯ รีบตัดสินใจแต่งตั้งให้ผมเป็น ผช.ผอ.กอ.รมน. โดยผมมีแผนที่จะดำเนินการจากเบาไปหาหนัก เริ่มต้นที่การเจรจา และหากยังไม่ฟัง จะดำเนินการขั้นต่อไปโดยนำมวลชนจาก กอ.รมน.เข้ามาเป็นแนวร่วมและเข้าสลายการชุมนุม ซึ่งผมมีนายทหาร ที่อึดอัดต่อสถานการณ์และพร้อมเข้าร่วมเป็นกำลังหลัก อาทิเช่น เสธป๊อด และ เสธยาว”พล.ต.ขัตติยะ กล่าว
เสธ.แดง กล่าวด้วยว่า หาก รอง ผอ.กอ.รมน. ซึ่งหมายถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไม่เห็นชอบกับการดำเนินการของตน นายกรัฐมนตรี มีสิทธิ์ที่จะสั่งปลดได้ทันที และ หากมีการทำปฎิวัติรัฐประหาร วันนั้นเขาจะต้องเจอศึกใหญ่กับคนเสื้อแดง นั่นคือ “สงครามประชาชน” อย่างแท้จริง
“ขณะนี้ผมทราบมาว่ามีการนำกำลังทหารเข้ามาในเขตพระนครจำนวนมาก แต่ไม่รู้เป็นแผนการของใครที่ให้ทำแบบนี้ การส่งกำลังทหารเข้ามาคุมพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เป็นการข่มขู่รัฐบาล หรือ ม๊อบ หรือใคร มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมการทำการปฏิวัติรัฐประหาร หรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะกระทำเลย เสียหายภาพพจน์ประเทศชาติหมด” พล.ต.ขัตติยะ กล่าวเตือน
'คนเสื้อแดง'สุดทน!สันดานโจรพันมาร!จ่อเคลื่อนพลบุกกรุง
ชมรมคนรักอุดรเหลืออด!พฤติกรรมม็อบถ่อยพันธมารใช้สันดานโจรบุกยึด-ตัดน้ำ-ไฟฟ้าสถานที่ราชการการ ลั่นพร้อมเคลื่อนพล'คนเสื้อแดง'เข้ากรุง เพราะมีแนวร่วมจากหลายจังหวัดเรียกร้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (25 พ.ย.) ที่สถานีวิทยุ ชมรมคนรักอุดร นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ได้ประกาศเรียกประชุมแกนนำสมาชิกชมรมคนรักอุดร เพื่อประเมินถึงสถานการณ์กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)บุกปิดล้อมและตัดน้ำ ตัดไฟฟ้าสถานที่ต่างฯ และแสดงจุดยืนในการที่จะนำมวลชนเข้ามายังกรุงเทพฯหรือไม่เพราะกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ตลอดถึงผู้รักประชาธิปไตยจากจังหวัดต่าง ๆ ได้โทรศัพท์มาปรึกษากับตนว่า จะแสดงจุดยืนอย่างไร ชมรมคนรักอุดร จะมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ เพราะรอสัญญาณจากอุดรธานีเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม นายขวัญชัย กล่าวอีกว่า ตนเองเข้าใจที่ทางตำรวจ ทหาร ไม่สามารถทำอะไรได้กับผู้กระทำความผิดกฎหมาย ซึ่งตนพร้อมที่จะเคลื่อนพลจากอุดรธานี ไปยังลง กทม.ทันที
ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ในขณะนี้ กลุ่มทหารเสือพระราชา ซึ่งเป็นแนวร่วมสนับสนุนพันธมิตรฯ ยังคงติดตามการเคลื่อนไหวของพันธมิตรส่วนกลางโดยการถ่ายทอดสดบรรยากาศผ่านสถานีวิทยุชุมชน และติดตั้งโปรเจกต์เตอร์ ถ่ายทอดสัญญาณ ASTV ให้กับผู้เข้าร่วม โดยทางกลุ่มได้ส่งข้อความผ่านเครือข่ายที่ 6 เรดิโอ ให้สมาชิกติดตามสถานการณ์และพร้อมระดมพลหากแกนนำพันธมิตรฯส่งสัญญาณ
ขณะที่ กลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 หรือ กลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นแนวร่วม นปช. ก็มีการติดตามการชุมนุมของพันธมิตรฯส่วนกลางเป็นระยะเช่นกัน โดยเปิดการถ่ายทอดสดสลับกับการปราศรัยโจมตีผ่านทางสถานีวิทยุชุมชน โดยในวันนี้ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวเดินสายไปยังสถานที่ราชการต่างๆ เพื่อป้องกันกลุ่มพันธมิตรฯในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้วิธีดาวกระจายไปชุมนุมกันแต่อย่างใด
ไม่สำนึก“หัวหน้าม็อบมือตบทีโอที”ขอโบนัสให้ลิ่วล้อ
ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ทีโอที ขออนุมัติเงินโบนัสประจำปี 51 อ้าง เป็นแรงใจให้พนักงาน ลืมแล้วหรือ! ม็อบมือตบไล่ผู้นำประเทศ 22 ตุลาคม ประชาชนยกเลิกการใช้บริการ กว่า 30,000 เลขหมาย
อ่านสารจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที (สรท.) จำกัด (มหาชน) ที่ร่อนถึงประธานกรรมการ บมจ. ทีโอที ที่ลงนามโดย นายพงษ์ฐิติ พงษ์ศิลามณี ประธานสรท.โดยมีหลักใหญ่ใจความว่า “ขออนุมัติเงินโบนัสประจำปี51” โดยอ้างเหตุผลว่า
“... พนักงานทีโอที ได้ทุ่มแทแรงกายแรงใจในการสร้างรายได้ให้ทีโอที จนกระทั่งเป็นที่แน่นอนว่าบริษัทจะมียอดรายได้เพิ่ม สรท.จึงเห็นว่าการขออนุมัติเงินในรอบแรกจะเป็นการตอบแทนความดี และเป็นแรงใจให้ร่วมฝ่าฝืนอุปสรรคต่อไปในภายภาคหน้า…”
เนื้อหาระบุให้มีการจัดสรรเงินโบนัสประจำปี 2551 ให้แก่พนักงานรอบ 1 และรอบ 2 โดยรอบแรกเป็นจำนวนเงิน 1 เท่าของเงินเดือน โดยเรียกร้องให้จ่ายพร้อมเงินเดือนในธันวาคมนี้ จากนั้นเมื่อ TRIS ได้ประเมินการดำเนินการของทีโอทีเสร็จสิ้นราวๆเดือนพฤษภาคม ปี2552 นั้นก็ให้มีการพิจารณาเงินโบนัสตามเกณฑ์ที่ขึ้นอยู่กับผลคะแนน TRIS ของพนักงานในรอบ2ต่อไป
อย่างที่ทราบกันดีว่า ทีโอที มีสภาพการเงินที่สุดจะง่อนแง่นเรื้อรัง ยืนแทบไม่อยู่ เรียกได้ว่าเข้าห้องไอซียูไปหลายหนหลายครั้ง ถึงขนาดต้อง “จำนองที่ดิน” เพื่อเลี้ยงคน.. เลี้ยงองค์กร
รายได้หด “หายหัว”ไปไหน??
มันมีหลายกรณี แต่ที่ชัดๆคือ ทีโอทีโดนฟ้องเรียกเงินมหาศาลจำนวนกว่า 2,649 ล้านบาท จากบมจ.สามารถ ไอ-โมบาย เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2550 ในกรณีการค้างชำระหนี้ในส่วนระบบ ลูกค้าสัมพันธ์และระบบบิลลิ่งกับ บริษัทสามารถ ไอ-โมบาย และในที่สุดกลางปี 2551 หลังจากขึ้นโรงขึ้นศาลเรียบร้อย ก็มีการตกลงประนีประนอมว่าจะชำระหนี้ตกลงจ่ายหนี้และดอกเบี้ยบางส่วนรวมเป็นเงิน1,476 ล้านบาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ......นี่คือหนึ่งแห่งอุปสรรคทางการเงินที่ทีโอทีต้องเผชิญ
รวมทั้งเรื่องไม่เป็นเรื่องจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา “มือตบทีโอที” แสดงพฤติกรรมเถื่อน ขว้างปารองเท้า ขวดน้ำ มือตบ ขับไล่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งมีสถานะเป็นถึงผู้นำประเทศ ขณะเดินทางไปตรวจงานที่ ทีโอที แจ้งวัฒนะ อันเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งการกระทำดังกล่าวปฎิเสธไม่ได้ว่า ทำให้ภาพพจน์ทีโอทีเสียหายเป็นอย่างมาก ประชาชนทั่วประเทศถึงกับยกเลิกการใช้บริการทีโอทีเกือบ 3 หมื่นเลขหมายภายในไม่กี่วัน ..รายได้หายวับไปเท่าไรคำนวณดู
นอกจากนี้รายละเอียดของการขออนุมัติจ่ายโบนัสยังระบุประโยคที่รู้ดีว่า “ทีโอที มีสภาพร่อแร่ขนาดไหน” แต่ก็ยังอ้างว่าการอนุมัติในครั้งนี้จะเป็นแรงกำลังสำคัญในการทำงานของพนักงานทั้งหมด ...
นี่ต้องให้เตือนอีกครั้งใช่หรือไม่ว่า รัฐวิสหกิจ เอกชน ทั้งหมดทั้งมวล เกิดสภาวะทางการเงินที่แย่ไปตามๆกัน ในปี2552 มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าลูกจ้างและพนักงานจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งอีกหลายหมื่นอัตรา ทั้งหมดคือผลกระทบจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ และความดันทุรังแบบงี่เง่าของกลุ่มพันธมารที่สร้างเงื่อนไขหลับหูหลับตาต่อต้านไม่ให้รัฐบาลบริหารประเทศ..
ทำอย่างนี้เท่ากับเป็นการกลั่นแกล้ง และซ้ำเติมองค์กรของตัวเอง เพราะ เป็นที่ชัดเจนว่าประธานสหภาพฯเองก็สนับสนุน จัดรถบริการรับ-ส่งให้พนักงานในทีโอทีไปร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล ขับไล่รัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร ฉะนั้นรัฐวิสาหกิจก็ต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปเช่นกัน
แล้วนี้ยังจะมีหน้ามาเรียกร้อง!!
เท่ากับว่าผู้ใดที่ฝักใฝ่คำปราศรัยของศาสดาม็อบโกเต็กซ์ ต้องมีพฤติกรรม “ทุกอย่างเป็นของกู” จนเมินหลักความเป็นจริง หลักทางกฎหมาย และหลักในการอยู่ร่วมกันสังคม ..เป็นพวกเห็นคนล้มแล้วต้องกระทืบซ้ำ
ประธานกรรมการ.. เห็นทีว่าควรจะต้องมีการพิจารณาประธานสหภาพฯทีโอทีคนใหม่ แทนการพิจารณาเงินโบนัสประจำปีให้กับพนักงานบางคนบางพวกที่มือไม่พาย ยังเอาเท้าราน้ำ โดยควรที่จะต้องคัดสรรประธานสหภาพฯ ที่มีจิตใจไม่ฝักใฝ่ซ้ำเติมความเดือดร้อนขององค์กร และของประเทศชาติ....