WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 26, 2008

'สมชาย'ลั่นไม่ไขก๊อกโต้ม็อบถ่อยคืนความสงบสุขให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรี เผย ประชุมโอเปคได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ยืนยันไม่ลาออก จวก พันธมารคืนสภาวะปกติให้ประเทศชาติ

นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าว ผ่านสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีทีเชียงใหม่ หลังเดินทางกลับ
จากการประชุมเอเปคที่เปรูว่า ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ และตนได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นสูง ส่วนกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรที่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกนั้นเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลเพราะรัฐบาลมาการจากเลือกตั้งที่ชอบธรรม จึงจำเป็นต้องรักษาไว้ และต้องให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะยังทำหน้าที่ให้ดีที่สุดต่อไป ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรคืนสภาวะปกติให้ประเทศชาติโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้อย่างเร่งด่วนและให้ข้าราชการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย


ผมคิดว่านี่เป็นการบลั๊ฟอีกครั้งหนึ่งของ พล.อ.อนุพงษ์ เพิ่มแรงบีบ แต่ไม่กล้าทำรัฐประหาร


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

คือหากเราวิเคราะห์สถานการณ์โดยภาพรวมในตอนนี้ กรณี ม็อบพันธมิตร ยึดสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว หากมีการทำรัฐประหารโดยใช้ข้ออ้างเพื่อสงบความวุ่นวายนั้น ผมเชื่อว่าการทำรัฐประหารในขณะนี้ โอกาสที่มันจะจบแบบสวยงามนั้นไม่มีเลย และอนุพงษ์ก็รู้ว่าหากเล่นเกมนั้น ตัวเองจะแพ้หมดหน้าตัก ชีวิตไม่มีทางจบได้อย่างสงบสุขอย่างแน่นอน ข้อสำคัญคือ อนุพงษ์ก็ไม่ใช่เป็นคนโง่ คนฉลาดจะไม่สละชีวิตของตนเอง ตามความต้องการของคนอื่นอย่างแน่นอน

ผมคาดว่าอนุพงษ์คงโดนบีบอย่างหนักเหมือนกัน การที่จะอยู่เฉยๆ โดยไม่ขยับแต่อย่างใดเลยคงไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่อนุพงษ์จะทำได้ก็คือ การออกมาบีบนายกฯสมชายอีกครั้งหนึ่ง โดยบีบให้แรงกว่าเดิม หนักกว่าเดิม หากนายกฯสมชาย ทนแรงบีบไม่ไหว ไม่ทันเกม ยอมลาออก ก็ถือว่าอนุพงษ์รอดตัวไปไม่ต้องทำรัฐประหาร และก็จะชนะอย่างสวยงาม พวกอำมาตยาธิปไตยก็คงชนะชั่วคราว แต่หากนาายกฯสมชาย ก็รู้ว่านี่คือการบีบและเป็นการเกทับ หรือบลั๊ฟ เพื่อให้รัฐบาลยอมทำตาม หรือแม้แต่จะเป็นเรื่องจริงโดยมีการทำรัฐประหารจริงๆ ก็ตาม นายกฯสมชายก็ไม่กลัว และไม่ยอมลาออก จะทำรัฐประหารก็ให้ทำเลย มีการเตรียมพร้อมเพื่อต่อสู้หลังการทำรัฐประหารอยู่แล้ว


เมื่อเป็นการบลั๊ฟ และฝ่ายตรงข้าม ก็รู้ว่านี่เป็นการบลั๊ฟ เพราะหากมีการทำรัฐประหารจริงๆ ทหารก็คงทำไปแล้ว ไม่ต้องออกมาขู่ให้เสียเวลา การออกมาขู่ทางโทรทัศน์ มันก็เหมือนครั้งที่แล้ว คือแบไพ่ให้เห็นว่า ไม่มีอะไร ไม่กล้าทำรัฐประหาร ที่ออกมาก็หวังฟลุ๊ค และผ่อนคลายแรงบีบเท่านั้น

ถึงตอนนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ก็มีทางเลือกเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ ทำตามที่ขู่จริงๆ คือ ทำรัฐประหาร แล้วยอมรับผลที่จะตามมาคือ ชีวิตคงจบลงอย่างไม่สวยงามแน่และบ้านเมืองคงวุ่นวายต่อไปอีกไม่รู้จับ กับทางเลือกที่สองคือ หยุด ไม่ทำอะไร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เหมือนกับการออกทีวีครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ก็แสดงละครให้คนแก่ดูอีกเช่นกัน

ผมคิดว่า นายกฯสมชาย ก็รู้ปัญหาของอนุพงษ์ หากอนุพงษ์ถอย รัฐบาลก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนครั้งที่เล้ว ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น งานนี้ก็เจ๊ากันไป

ทั้งหลายทั้งปวง "ขึ้นกับอำนาจต่อรองของรัฐบาล" คือ "ม็อบเสื้อแดง" ครับ หากรัฐบาลมีคนเสื้อแดงในมือพร้อมที่จะต่อต้านรัฐประหารเต็มที่ การบลั๊ฟของอนุพงษ์ก็ไม่เป็นผล หรือแม้แต่ทำจริง ก็ไม่เป็นผลอีกเหมือนกัน



ตอนนี้อนุพงษ์แบไพ่ออกมาแล้ว โดยยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลยุบสภา หรือลาออก ซึ่งก็คงไม่มีใครทำตาม เพราะทันทีที่มีการแถลงออกทางโทรทัศน์ ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการที่ถูกเรียกให้ไปประชุม โทรทัศน์ TPBS ก็สัมภาษณ์คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ทันทีว่าคิดว่าอย่างไร ซึ่งจากน้ำเสียงของคุณจตุพรคือ รัฐบาลคงไม่ทำตามข้อเสนอของ พล.อ.อนุพงษ์ ส่วนนายสุริยะใส ตักกะศิลา หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ก็ให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า ไม่เห็นด้วย รัฐบาลต้องลาออกเท่านั้น ดังนั้น ข้อเสนอของอนุพงษ์จึงเป็นง่อยไปทันที หลังจากมีการแถลงการณ์จบ คือ ไม่มีใครยอมทำตามนั่นเอง

ทีแรกผมฟังการแถลงการณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ ผมคิดว่า รัฐบาลควรปลด พลงอ.อนุพงษ์ ได้แล้ว เพราะกระทำการเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลังจากหายโมโห ผมก็คิดได้ว่า การปลดอนุพงษ์นั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เพราะฝ่ายรัฐบาลได้แต่ความสะใจเท่านั้น ต่อให้ตั้งทหารคนใหม่มา ปัญหาก็ยังคงไม่จบอีกเหมือนเดิม สู้ปล่อยให้ พล.อ.อนุพงษ์ กลายเป็นเป็ดง่อย เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ อิหลักอิเหรื่ออยู่อย่างนี้ ให้เป็นที่น่าทุเรศดีกว่า เพราะถึงอย่างไรเราก็ไม่กลัวทหารทำรัฐประหาร ปล่อยให้ทหารกลายเป็นอาวุธสิ้นสภาพ ไร้น้ำยาอยู่อย่างนี้ เป็นผลดีต่อรัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า อย่างน้อยก็พอประกันได้ระดับหนึ่งว่า อนุพงษ์ลังเล และไม่กล้าทำรัฐประหารจริงๆ จังๆ ได้แต่ขู่เด้งไปเด้งมา เพื่อหลบแรงบีบเท่านั้นเอง

สำหรับม็อบพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น เราคงแก้ปํญหาแบบเด็ดขาดไม่ได้ เพราะทหารและตำรวจไม่ยอมทำตามคำสั่งรัฐบาลเรื่องสลายม็อบ เราคงไม่มีทางแก้ปัญหาโดยไม่มีความเสียหายได้ ก็คงต้องปล่อยให้เสียหายต่อไป ปล่อยให้พังกันทุกฝ่าย หากนายทุนที่หนุนหลัง ม็อบพันธมิตรยังไม่เลิก ก็ปล่อยให้พังกันทุกฝ่ายนั่นแหละ ปล่อยให้ชุมนุมปิดสนามบินอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะโดนด่าจากผู้เดือดร้อนจนแห้งตายไปเอง

ส่วนเครื่องบินต่างๆ ที่ขึ้นลงไม่ได้ คงต้องย้ายมาเปิดบริการที่ดอนเมืองไปพลางๆ ก่อน แก้ปัญหาเท่าที่ทำได้ เพราะทุกคนก็รู้ว่าม็อบนี้เป็นของใคร ใหญ่แค่ไหน เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็คงไม่ต้องทำอะไรดีกว่า ความเสียหายคงมีมากมายมหาศาลแน่นอน แต่จะทำอย่างไรได้

ผมเชื่อแน่ว่า คงมีมือที่สามถล่มอาวุธเข้าใส่ม็อบในยามวิกาลเป็นแน่ และคาดว่าจะใช้อาวุธหนักอย่างแน่นอน หากม็อบพันธมิตร โดนระเบิดตายไปสัก 10-20 คน ม็อบที่เหลือคงเสียขวัญและหาทางเอาตัวรอดอย่างแน่นอน เมื่อมีคนมาสร้างความกลัวให้กับคนในม็อบ จำนวนคนก็จะลดน้อยลงไปเอง แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง

จาก thaifreenews

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรแห่งไทยแลนด์!!!!!!!!


ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรแห่งไทยแลนด์!!!!!!!!


โดย : ป้าพลอย

วันพุธที่ 26 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551

เห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อสองวันก่อนในทีวีต่างประเทศแล้วจึงต้องลุกขึ้นมาเขียนต่อ ทั้งที่หมอสั่งให้พักผ่อนเนื่องจากเครียดลงกะเพาะ เมื่อวันอาทิตย์อาการหนักเกือบต้องส่งโรงพยาบาล หลังจากหมอให้ยามากิน อาการเพลียลุกแทบไม่ขึ้นเมื่อวานทั้งวัน มาวันนี้อาการทุเลาลงจับคีบอร์ดได้เหมือนเดิมจำเป็นต้องสู้ต่อ เห็นภาพในทีวีแล้วทุเรศมากๆ “พวกผู้ก่อการร้ายพันธมิตร” ตอนนี้ศัพท์ทางต่างประเทศเรียกชื่อนี้

เห็นภาพพวกผู้ก่อการร้ายถ่อยพันธมิตรที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ชาวต่างชาติต่างประณามกันให้ขรม เพราะช่วงนี้เป็นช่วงวินเตอร์และเป็นเทศกาลคริต์มาสมีวันหยุดเยอะ ทัวร์รีสที่บุ๊คจะมาประเทศไทยต้องยกเลิกอีกแล้วสะใจจริงๆกับอ้ายพวกสวะทำลายชาติ ไม่มีใครอยากมาประเทศไทยแล้ว ยิ่งไปปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิยิ่งเสียชื่อใหญ่เลย แถมผู้ก่อการร้ายพันธมิตรนำภาพโชว์บนรถกะบะในการก่อการร้ายจะให้ต่างประเทศเขาเข้าใจอย่างไร? คนต่างประเทศต่างร้องอ๋อแบบนี้เองผู้ก่อการร้ายถึงได้โอหังเหนือกฏหมายไม่มีใครกล้าจับกุม

คราวนี้ต่างประเทศหายข้อสงสัยแล้วมันแดงแจ๋อีกหนหนึ่งหลังจากที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่หนนี้เชื่อเต็มร้อย หนังสือพิมพ์โทรทัศน์ทุกๆช่องในต่างประเทศประนามความถ่อยและระบุถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขัดแย้งครั้งนี้ คนที่สนับสนุนผู้ก่อการร้ายพันธมิตรแห่งประเทศไทยคงพอใจเป็นอย่างมากที่เห็นบ้านเมืองตัวเองเละละเอียดโชว์ชาวโลกให้เขาประนามความชั่วช้าของผู้ที่สนับสนุนทำลายประเทศตัวเอง ต่อไปไม่มีใครคบกับประเทศไทยอีกแล้ว พวกคุณทำลายศักดิ์ศรีคนไทยทั้งประเทศ พวกคุณทำลายความเชื่อมั่นในต่างประเทศจนหมดสิ้น

ต่อจากนี้พวกคุณไม่เหลืออะไรใว้ให้คนไทยร่วมชาติแม้แต่ชื่อเสียง พวกคุณได้ทำลายทุกสิ่งอย่างแม้แต่พวกคุณเองก็ยังทำลายชื่อเสียงตัวเองมันฉลาดหรือโง่กันแน่? การเผาบ้านตัวเองในชาวโลกดูมันทุเรศ หากยังอาศัยบ้านหลังนี้อยู่แล้วโง่เผาบ้านตัวเองทำไม? ความชั่วช้าที่ปรากฏออกไปสู่สายตาชาวโลกขณะนี้

เรื่องที่เกิดขึ้นได้สร้างความสั่นสะเทือนเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะไม่มีประเทศไหนจะมาลงทุนกับประเทศที่ไร้ขื่อไร้แปลไร้กฏหมายคุ้มครองบ้านป่าเมืองเถื่อนผู้ก่อการร้ายเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ยกขบวนไล่ล่าฆ่าฟันผู้คนบนท้องถนน ต่างประเทศเห็นแล้วสยองไม่มีใครมาไทยแลนด์แล้วเพราะเป็นเมืองอันธพาล สนุกกันแน่อนาคตประเทศไทย ไม่จมลงก้นเหวคราวนี้จะจมเอาตอนไหน ต่างประเทศเบื้อนหน้าหนีจะไม่ทำการค้าและไม่มาท่องเที่ยวเมืองอันธพาลอีกต่อไป หากทำการปฏิบัติในคืนนี้

เห็นข่าวออกมาว่าทหารจะทำการปฏิวัติ เอาเลยทำไปเลยพ่อคุณประเทศไทยจะได้พังเร็วเข้า ครั้งที่แล้วยังไม่พอ เอาเลย ทำให้มันพอใจสมใจอยากซะ แต่โทษทีหลังจากทำสำเร็จแล้วบ้านเมืองจะอยู่ในสภาพใหน? ในเมื่อมันแตกแยกออกไปหลายแยกเช่นนี้ มันไม่มีวันหลอมเป็นชิ้นเดียวกันได้อีกแล้ว เพราะพวกคุณเป็นคนแยกมัน ฉะนั้นอย่าหวังเลยว่าหลังจากปฏิวัติบ้านเมืองจะสงบลงได้ ขอทายใว้เลยว่าไม่มีทาง กงกรรมกงเกวียนใครที่ทำกรรมใว้ให้ใครกรรมนั้นมันต้องจองกันไม่มีที่สิ้นสุดแน่ๆ รอรับกรรมที่ก่อก็แล้วกัน

ตอนนี้ฮึกเหิมลำพองตนทำไปเลย จะเผาประเทศให้ชาวโลกนั่งหัวเราะความโง่ก็เชิญเผาและทุบหม้อข้าวตัวเองไม่มีใครว่า เดี๋ยวจะหอบเสื่อมานั่งดูทางจอทีวี ในต่างประเทศเขาออกทุกๆชั่วโมงมาช่วยเชียร์ด้วย เผาแล้วอย่าให้เหลืออะไรเลยน๊ะ ดีจะได้ล้างบ้านที่มันสกปรกออก เร็วมาช่วยกันเผาบ้านอ้ายตัวเสนียดจังไรแผ่นดินซะที ตรงไหนที่มันมีตัวเสนียดอยู่ก็เผาต้นตอตรงนั้นมันจะได้สูญพันธุ์ไม่มาทำให้บ้านเมืองสกปรกอีกต่อไป เพราะในเมื่อคิดเผาบ้านแล้วจะต้องเผามันให้หมดใช่มั๊ย?

ป้าพลอย

ปล. ขณะนี้ตามเว็บไซค์ต่างประเทศลงภาพผู้ก่อการร้ายพันธมิตรไทยที่ปิดสนามบินสุวรรณภูมิไปทั่วงามหน้าแล้วประเทศไทย

จาก thaifreenews

สงครามครั้งสุดท้าย ? ที่น่าสงสาร ไม่นำไปสู่อะไรเลย


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

เมื่อ พธม. ประกาศสงครามทำครั้งสุดท้าย และประกาศจะบุกยึดรัฐสภาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยให้น้ำหนักเท่าไหร่ เพราะผมคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า แม้จะยึดรัฐสภาได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักต่อ "สงครามกลางเมืองระหว่างอำมาตย์กับฝ่ายประชาธิปไตย" ครั้งนี้ ก็แค่ยึดได้ตึกอีกตึกหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น

ทันทีที่ผมดูข่าวช่วงเช้าของ NBT เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับยุทธการสงครามเก้าทัพของ พธม. เห็นจำนวนคนที่กำลังเดินไปลานพระรูปฯ ผมหมดความสนใจ กับม็อบเหล่านี้ทันที เพราะผมรู้ได้จากการคำนวณคนคร่าวๆ ว่า อยู่ในระดับหลักพัน เท่านั้น คนแค่นี้ เทียบไม่ได้กับคนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมที่วัดสวนแก้วเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งยังประมาณแค่ 30,000-40,000 คนเท่านั้น และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับการชุมนุมที่สนามรัชมังคลา ในวันที่ 1 พย. ที่ผ่านมา



ดังนั้นม็อบ พธม. เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน เลยกลายเป็นม็อบแค่หยิบมือเดียว ผลในทางสงครามก็คือทำให้กุนซือของกองทัพฝ่ายประชาธิปไตยสามารถฟันธงได้ทันทีว่า ม็อบพันธมิตร หมดสภาพและไร้น้ำยาโดยสิ้นเชิงแล้ว กองทัพแบบนี้รอวันพ่ายแพ้หรือโดนบดขยี้ให้สิ้นซากเท่านั้น

ยุทธการสงคราม 9 ทัพของ พธม. ครั้งนี้จึงไร้น้ำยาและไร้ความหมายไปโดยสินเชิง ไม่ส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใด การทำให้สภาเลื่อนการประชุมออกไป ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเมืองทั้งนั้น เพราะสภาสามารถเปิดประชุมใหม่ได้อีกในวันใดก็ได้ ซึ่งหากม็อบพันธมิตร จะขัดขวางก็ต้องระดมคนออกมาอีก และอาจเจอกลศึก ลับ ลวง พราง จากฝ่ายรัฐบาลได้อีกเช่นกัน แต่การเกณฑ์คนมาของ พธม. ย่อมสิ้นเปลืองทรัพยากร รวมทั้งการต่อสู้ที่ไร้จุดหมาย ย่อมบั่นทอนขวัญและกำลังใจของประชาชนที่เข้าร่วมกับม็อบ รวมทั้งผู้สนับสนุนทางด้านเงินทองเป็นอย่างมาก

การทำศึกของ กลุ่มพันธมิตรครั้งนี้จึงไม่ได้นำไปสู่อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวม แม้ว่าจะมีการยกกำลังเข้าไปยึดที่ทำการรัฐบาลใหม่ที่สนามบินดอนเมือง รัฐบาลก็สามารถย้ายที่ประชุม ครม.ไปที่ ห้องประชุมของกองบัญชาการกองทัพไทยได้ หรืออาจเป็นที่อื่นๆ ก็ได้ ซึ่งหากพันธมิตรจะดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ ก็ต้องเกณฑ์คนวิ่งวุ่นไปทั้งเมือง โดยหามรรคผลอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็คว้าได้แต่น้ำเหลว ท่ามกลางความเบื่อหน่ายของประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกระแสของ พธม. ที่ตกลงอย่างมาก แม้ตอนนี้ ม็อบพันธมิตรจะบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และก่อสงครามไล่ยิงฝ่ายเสื้อแดง ที่ถนนวิภาวดีซอยสาม ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นแค่อันธพาลกวนเมือง ที่ไม่มีใครกล้าปราบ เพราะม็อบพวกนี้ มีแบ็คหนุนหลังที่ดีและมีอิทธิพลมาก จนใครในประเทศนี้ก็ไม่กล้าแตะต้อง

ผมสังเกตว่า สงครามครั้งนี้ของ พธม. สังคมไทยไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก สื่อต่างๆ ก็เสนอข่าวธรรมดาเท่านั้น ประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็ไม่ได้สนใจติดตามข่าวใกล้ชิดแต่อย่างใด

ที่จริง พันธมิตรอยากยึดอะไรก็ยึดไป รัฐบาลและประชาชนคงทำอะไรไม่ได้ เพราะพันธมิตรมี "เส้น" และมี "แบ็คหนุนหลัง" ชั้นดี แต่ยิงสร้างความวุ่นวาย คนที่หนุนหลังและให้ท้ายม็อบพันธมิตร ก็ยิ่งเสื่อมเสียเกียรติยศและบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาชนต่างๆ ในประเทศ รวมทั้งสื่อต่างประเทศ ต่างก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร สื่อไทยนั้นถึงแม้จะทราบ ก็แกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่ทราบ ซึ่งก็คงไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกัน

สงครามกวนเมืองครั้งนี้ของม็อบพันธมิตร แม้จะไม่สร้างผลเสียต่อฝ่ายประชาธิปไตยในการต่อสู้ทางการเมือง แต่ก็ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเครื่องบินไม่สามารถขึ้นลงได้ และทหารตำรวจก็ไม่กล้าปราบหรือจัดการแต่อย่างใด ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์และความเชื่อมั่นของ “รัฐไทย” ต่อสายตาต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลก็คือทำให้ “รัฐไทย” กลายสภาพเป็นเป็ดง่อย ที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำอะไรได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างรุนแรง และคนไทยทุกคนก็จะเป็นผู้เสีย


แต่ผู้มีบารมีที่อยู่เบื้องหลังม็อบ พธม. เป็นเจ้าของม็อบ พธม. ตัวจริง อย่าได้คิดง่ายๆ ว่า ประชาชนจะหันไปโทษรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ แต่ประชาชนจะยิ่งตาสว่างมากขึ้นว่า “รัฐบาลกำลังเจออะไร” ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการได้ คนก็เห็นใจรัฐบาล และโยนความผิดและบาปทั้งหมดไปยัง “เจ้าของม็อบ” มากกว่าจะโทษรัฐบาล สุดท้ายก็ล้มรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี

ทหารก็ไม่กล้าทำรัฐประหาร และถึงแม้จะกล้าทำก็ไม่มีใครกลัว และ “คนเสื้อแดง” ทั้งหลายที่จุดติดแล้วทั่วประเทศ ก็พร้อมที่จะออกมาสู้กับทหารทันทีหากมีการทำรัฐประหาร

เมื่อทหารทำรัฐประหารไม่ได้ การเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตร ก็ไม่มีผลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ก็เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เช่นการยึดทำเนียบ หรือการก่อจลาจลในวันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้น

การทำสงครามที่ไร้ประโยชน์ และไม่มีจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ว่าจะมุ่งไปสู่อะไร ก็มีสภาพไม่ต่างจากกองทัพโง่ๆ มีแม้ทัพโง่ๆ ที่สนุกสนานกับการก่อความวุ่นวายเท่านั้น

สำหรับ “คนเสื้อแดงทั้งหลายนั้น ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดทั้งสิ้นที่จะไปปะทะกับม็อบพันธมิตร เพราะหากเราจะพูดเปรียบเปรยอย่างหยาบๆ แล้ว ม็อบพันธมิตร เปรียบเสมือนควายที่เจ้าของปล่อยไปกินข้าวในนาของชาวบ้าน ซึ่งเราก็รู้ว่า ควายที่กำลังกินข้าวของชาวบ้านอยู่นี้เป็นควายของใคร ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปไล่ตีกับควาย แต่เราควรระวังเจ้าของควายมากกว่า ว่าจะมาไม้ไหนอีก

สู้เราออมกำลังเอาไว้รบกับเจ้าของควายดีกว่า หากเขาจะส่ง เด็กเลี้ยงควาย มายึดไร่ยึดนาเรา


จาก thaifreenews

เหลว!อนุพงษ์กดดันรัฐบาลยุบสภา วอนพธม.สลายม็อบ หากไร้ผลจะอารยะขัดขืน ไม่มีฝ่ายไหนเล่นด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2551

อนุพงษ์เสนอผ่าทางตันวิกฤตการเมือง รัฐบาลต้องยุบสภาคืนอำนาจประชาชน ส่วนพันธมิตรต้องยุติยึดสนามบินและทำเนียบ หากรัฐบาลไม่ยอมจะเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนไม่เชื่อฟังรัฐบาล น่าสังเกตว่า"สุรพล"อธิการมธ.มีบทบาทชี้นำในข้อเสนอนี้ แต่คาดทั้งรัฐบาล-พธม.ไม่เล่นด้วย เหตุฝ่ายรัฐบาลก็อยากให้จัดการพันธมิตรเด็ดขาดตามกฎหมายไม่ใช่มากดดันให้ยุบสภา ส่วนฝ่ายพันธมิตรก็ยืนกรานนายกฯสมชายต้องออกสถานเดียว ไม่ใช่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผลการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ อธิการบดีมหาสิทยาลัย และสมาคมเอกชนว่า มีมติร่วมกันแก้ไขปัญหา ดังนี้


1.ต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
2.ไม่แก้ไขด้วยความรุนแรง
3.จะเสนอรัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่
4.เสนอให้พันธมิตรยุติการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสถานที่ต่างๆให้ไวที่สุด

โดยจะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐบาล และพันธมิตร


เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากพล.อ.อนุพงษ์แล้ว ก็มีนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมประชุมมีบทบาทสำคัญในการร่วมแถลง และอาจเป็นผู้มีบทบาทในการเสนอทางออกนี้ด้วย

นายสุรพลนั้นมีบทบาทหนุนฝ่ายทหาร และต่อต้านประชาธิปไตยเรื่อยมาในช่วงตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร19กันยายนเป็นต้นมา และเคยได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

"ในที่ประชุมนั้นเราพูดถึงขั้นว่าหากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภาตามข้อเสนอ ก็อาจเดินหน้าต่อไปด้วยการทำCivil disobidience หรือทำอารยะขัดขืน"นายสุรพลกล่าว

ก่อนหน้านั้นพล.อ.อนุพงษ์เคยกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหา แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าให้ลาออกหรือยุบสภา แต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่ปฏิบัติตาม

คาดว่าข้อเสนอดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะว่า
1.ฝ่ายรัฐบาลจะจี้ให้ผบ.ทบ.ทำตามกฎหมาย คือจัดการกับกลุ่มพันธมิตรที่ยึดสนามบิน และยึดสถานที่ราชการอยู่ ไม่ใช่มากดดันให้รัฐบาลยุบสภา
2.ฝ่ายพันธมิตรก็ยังยืนกรานข้อเสนอของตนเองให้นายสมชายลาออก ไม่ใช่การยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภา แต่จะแต่งตั้งให้จัดการพันธมิตรตามพรก.ฉุกเฉิน หากไม่ยอมก็จะปลดพล.อ.อนุพงษ์ แล้วหาคนอื่นมาเป็นแทน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า วิธีการรุนแรงแก้ไขปัญหาไม่ได้ และจะไม่ปฏิวัติ เพราะปัญหาไม่จบ จะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมาก

"ที่ว่าจะปลดผมนั้นมันไม่เป็นตรรกะครับ เพราะไม่เช่นนั้นผมก็ทำปฏิวัติไปแล้ว ผมจะได้ใหญ่ที่สุด แต่ปฏิวัติแล้วมันแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็เลยเสนอให้รัฐบาลยุบสภา และพันธมิตรก็ต้องเลิกการชุมนุมทันที"

สรุปแล้วไม่มีฝ่ายไหนเอาด้วย
หลังจากพล.อ.อนุพงษ์แถลงข่าว ปรากฎว่า ทั้ง2ฝ่ายได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับพล.อ.อนุพงษ์ โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ต่างก็ออกมากล่าวตามที่คาดไว้ คือฝ่ายโฆษกรัฐบาลบอกว่าพล.อ.อนุพงษ์ทำผิดบทบาทหน้าที่ แทนที่จะไปจัดการกับม็อบที่ก่อความเสียหายให้บ้านเมือง ก็กลับมากดดันรัฐบาล

ส่วนโฆษกพันธมิตรบอกว่า ข้อเรียกร้องคือให้นายสมชายลาออก ไม่ใช่ให้ยุบสภา ดังนั้นจะยึดสนามบินสุวรรณภูมิประท้วงต่อไป

จาก thaienews

24มิถุนาเตือน"สนธิ-เตือนใจ"ระวังบ้านเหลือแต่เสา

เครือข่ายกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กว่า 50 คน ร่วมกันสวมเสื้อแดงนำตีนตบและป้ายผ้าข้อความ "เขตปลอดพันธมิตร" ไปปักหลักชุมนุมที่บริเวณปากทางเข้าท่าอากาศยานสากลเชียงราย ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่ออารักขานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่อาจจะเดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่ท่าอากาศยานเชียงราย พร้อมกันนี้ได้ปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรที่ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ


น.ส.จีระนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาเชียงราย และประธานเครือข่ายเสื้อแดงอีสาน-ล้านนา กล่าวว่า การชุมชุนของกลุ่มพันธมิตรที่กรุงเทพฯ มีกระแสข่าวว่า นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เชียงราย และนายผ้าง พลชัย เจ้าของวิทยุชุมชนห้วยไคร้ ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ จ.เชียงราย ไปร่วมด้วย หากเป็นจริงขอให้ทั้งสองคนหยุดการเคลื่อนไหวด้วย


"หากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ซึ่งมีบ้านอยู่ ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย และนางเตือนใจ มีบ้านอยู่ที่บ้านขัวแคร่ ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวบ้านก็อาจจะเหลือแต่เสา ขณะที่บางคนแจ้งว่ากำลังสืบหาที่อยู่ของชาวเชียงรายที่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรที่กรุงเทพฯ หากกลับมาก็จะต้องโดนดีแน่นอน" น.ส.จีระนันท์กล่าว

"สมชาย" เมินป.ป.ช.เรียกรับทราบข้อหาคดีพระวิหาร

นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 1 ใน 28 รัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่ออนุกรรมการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน กรณีกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จากการร่วมออกมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 สนับสนุนกัมพูชา ขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา โดยนายสุวิทย์อ้างกับอนุ ป.ป.ช.ว่าได้คัดค้านเรื่องนี้ในที่ประชุม ครม.แล้ว ป.ป.ช.จึงให้นำพยานมายืนยัน


น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีประสาทพระวิหาร กล่าวว่า นัดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมารับทราบข้อหาในวันเดียวกันนี้ แต่นายสมชายไม่เข้าพบ จึงจะทำหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้ง หากยังไม่มารับทราบข้อหา ถือว่าไม่ติดใจที่จะชี้แจง

คตร.มีมติให้รัฐบาลยุบสภาฯ

กองทัพบก 26 พ.ย. - ที่ประชุม คตร. มีมติร่วมกัน 4 ข้อ ยืนยันไม่ได้กดดัน แต่เป็นข้อเสนอแนะที่หวังว่าฝ่ายบริหารจะเห็นแก่ประโยชน์โดยรวมของชาติ เรียกร้องประชาชนส่วนใหญ่ช่วยกันผลักดันมติ ขณะที่ “พล.อ.อนุพงษ์” ยอมรับหากถูกปลด

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) แถลงผลการประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาทุกแง่มุมของปัญหาขณะนี้ที่ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคงและประชาชนโดยรวม จึงมีมติร่วมกัน 4 ข้อ คือ 1. จะแก้ไขปัญหาโดยใช้กรอบของหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2. จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา 3. จะเสนอนายกรัฐมนตรียุบสภาฯ และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด และ 4. ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่

พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันถึงอำนาจในการสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วนของสังคมในครั้งนี้ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ที่นายกรัฐมนตรีให้อำนาจไว้ ในฐานะประธานกรรมการฯ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวสามารถเชิญคณะบุคคลมาให้คำปรึกษา หรือเสนอแนะการดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เพื่อเสนอต่อไปยังรัฐบาลได้

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า คณะกรรมการฯ จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเสนอต่อรัฐบาล ภายในวันนี้ (26 พ.ย.) และมีกำหนดเวลาให้รัฐบาลต้องตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ สำหรับในส่วนของพันธมิตรฯ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยเผยแพร่ไปยังพันธมิตรฯ ขอให้พันธมิตรฯ ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการเข้าปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินการไปได้

“การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เราไม่ได้กดดันรัฐบาล แต่เป็นการเสนอแนะทางออกของประเทศชาติ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ประชาชนสบายใจ และทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อสู้วิกฤติที่จะมาถึงในอนาคตร่วมกัน เราพูดกันหลายมิติว่า รัฐบาลน่าจะให้โอกาสประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตด้วยการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ประชุมพร้อมร่วมกันรับผิดชอบกับมตินี้” ผู้บัญชาการทหารบก กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่า การดำเนินการในวันนี้ไม่ใช่การยึดอำนาจเงียบหรือปฏิวัติเงียบ เพราะรัฐบาลยังมีอำนาจทุกอย่าง รัฐธรรมนูญยังบังคับใช้ และการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านวิกฤติ และยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ เรามีเหตุผลในการเสนอเช่นนี้ เพราะการใช้ความรุนแรงจะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินนั้นดีที่สุดแล้ว ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นได้ยาก ทุกคนต้องยอมรับตามมตินี้ และขอร้องสื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจต่อคนไทย ให้เห็นว่าแนวทางนี้แก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ขณะที่ต่างชาติกำลังมองการแก้ไขปัญหาของประเทศ ขอเพียงให้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย แนวทางดังกล่าวจึงเป็นภาพที่ต่างชาติต้องการเห็นอยู่แล้ว

“ในบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก ถ้าปฏิวัติได้แล้วทำให้มันจบได้ก็จะทำ แต่ย้ำว่าทำแล้วมันไม่จบ มันจะเกิดปัญหามาก ทั้งมิติของต่างชาติและเศรษฐกิจ มิติของสังคมก็จะเกิดความแตกแยก เปลี่ยนจากชุดเหลืองมาเป็นชุดแดง ทำอย่างนี้อีก มันแก้ปัญหาไม่ได้ การแก้ไขปัญหาชาติจะให้มาอยู่ที่ผมคนเดียวไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะปัญหามันซับซ้อนหลายมิติ แนวทางนี้จะเป็นหนทางให้ประเทศรอดได้” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอะไรเสียหาย น่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์ชาติและประชาชนโดยรวม หากดำเนินการดังกล่าว พรรคที่เป็นความนิยมของประชาชนอาจจะกลับมาได้ ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็เช่นเดียวกัน ขอให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่จะได้ร่วมกันแสดงออกทุกวิถีทางที่จะให้ข้อเสนอของเราเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลนำไปใคร่ครวญและทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชนส่วนใหญ่น่าจะช่วยกันผลักดันให้การแก้ปัญหานี้เป็นไปในทางที่ดีที่สุด โดยประเทศชาติไม่บอบช้ำมากกว่านี้ เรามั่นใจว่าปัญหาจะคลี่คลาย และเราจะช่วยกันสร้างความเข้าใจอันดีในสังคมค่อย ๆ ผ่านวิกฤตินี้ได้

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุว่า หากคณะกรรมการฯ กดดันรัฐบาลให้ลาออกหรือยุบสภาฯ จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่การกดดันรัฐบาล เพราะไม่เห็นหนทางอื่นที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้เลย ถ้าตราบใดที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่หาทางออก ข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นความบริสุทธิ์ใจ หากจะมีการดำเนินการอย่างไร ก็พร้อมที่จะน้อมรับในส่วนนั้น

“ถ้าผมกลัวถูกปลด ผมปฏิวัติก็ได้ และผมจะใหญ่ที่สุดเลยในประเทศนี้ และสั่งการได้ทุกอย่างเลย แต่เราเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้น เพราะถ้าผมกลัว ผมไม่ต้องเสนออย่างนี้ ผมปฏิวัติเลย อย่าเข้าใจผิดว่ากลัวจะเสียตำแหน่งหรือไม่เสียตำแหน่ง เพราะที่เสนอนี่ก็อาจจะเสียก็ได้ ผมไม่แน่ใจ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ต่อข้อถามถึงต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีความพยายามเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ จะดำเนินการอย่างไรที่มากกว่ามติดังกล่าวที่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาและถูกอายัดทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย จึงไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ก็ยังมีโทษที่ต้องเป็นไปตามหลักของกฎหมาย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมาต่อสู้คดี และต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในชาติว่า ถ้าเรายังยึดติดกับอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ ทุกคนจะได้รับผลกระทบโดยรวม

ด้านนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการฯ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ใจของคนที่รับผิดชอบหลักต่อประเทศอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่าเป็นมาตรการเดียวที่จะทำได้ เรามีความเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน ประเด็นความชอบธรรมการชุมนุมเรียกร้องขณะที่ประชาชนได้ใช้ดุลพินิจตัดสินใจเลือกผู้ปกครองใหม่จะหมดไป และยังเชื่อว่า สิ่งที่เราเรียกว่าความชอบธรรมทางสังคม เป็นประเด็นที่พันธมิตรฯ ต้องตอบ หากรัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อเสนอแล้ว ขณะเดียวกัน มีความหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้ดุลพินิจไตร่ตรองดำเนินการตามข้อเสนอ เพื่อยุติความรุนแรง

“หากรัฐบาลไม่เสนอแนวทางอื่นในการจัดการกับปัญหา ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง และยังพยายามใช้กำลัง โดยปล่อยให้สถานการณ์ร้ายแรงคุกคามประเทศชาติเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็อาจจะไปถึงขั้นต้องปฏิเสธความชอบธรรมในการบริหารราชการของรัฐบาลต่อไป วิธีการไม่เคารพเชื่อฟังรัฐบาล เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะดำเนินการกับรัฐบาลที่ไม่สามารถดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบสุขในประเทศได้” นายสุรพล กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-26 20:34:33

"สมชาย"ลงเครื่องบอกยังงง หลับๆตื่นๆ ถูกบีบให้ยุบสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เดินทางกลับจากประเทศเปรู มาถึง จ.เชียงใหม่ ได้มีนักข่าวถามถึงกรณีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ มีมติให้นายกฯ ยุบสภา และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ โดยนายสมชาย กล่าวว่า "ยังไม่รู้เลย ยังไม่ตัดสินใจ ก็ยังงงๆ อยู่ ว่ามีด้วยหรือ ยังหลับๆ ตื่นๆ"

สถุน"กู้ชาติ"เหยียบขยี้กม.แผ่นดิน


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านการทำรัฐประหาร ฉบับวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรรายงานข่าวด้วยใจหดหู่กับกฎหมายไทยถูกกลุ่มคนที่เรียกกันว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันย่ำยีจนบ้านนี้เมืองนี้เหมือนไม่มีขื่อมีแป เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ยกกำลังกองทัพเถื่อนจากทำเนียบรัฐบาล บุกยึดสถานที่ราชการอย่างง่ายดาย เพราะตำรวจหวาดผวากับข้อกล่าวหา เข่นฆ่าประชาชน ไม่กล้าที่จะทำอะไร เพื่อรักษาสถานที่ราชการที่ถูกขบวนการทำลายชาติบุกยึด เพราะในการปฏิบัติงานรักษาความสงบเรียบร้อย ควบคุมฝูงชน ตำรวจมีเพียงโล่กับชีวิตที่ไร้วิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพราะถูกจำกัดขอบเขตให้ปฏิบัติ

00 วันแรกของสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย เห็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทย อยากจะบอกว่า คงไม่สายเกินไปหรอกครับที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะออกคำสั่งใหม่ ให้ตำรวจพกผ้าขาวคนละหนึ่งผืน เป็นอุปกรณ์ในการควบคุมฝูงชน เมื่อประจันหน้ากับม็อบ จะได้ปูผ้าขาว ก้มลงกราบงามๆ บ้านเมืองจะได้สมานฉันท์ตามนโยบายของรัฐบาล ตำรวจไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว

00 แค่อุ่นเครื่องอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ บอกอย่างฮึกเหิม ประชาชนคนไทย ก็ เห็นกันชัดแล้วพฤติกรรมถ่อยสถุลของไอ้และอีที่มีผ้าพันคอผ้าโพกศีรษะเขียนคำว่า “กู้ชาติ” แต่การกระทำตรงกันข้าม รุมทำร้ายตำรวจบาดเจ็บ เพราะถูก ศาสดาโกตั๊บ ณ โกเต๊กซ์ เป่ากระหม่อมฝังหัวไว้ “ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน” ทำให้เกิดสำนึกในส่วนลึก ตำรวจทุกคนคือศัตรูคนสำคัญที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารจะต้องเปิดศึกรุมทำร้ายเมื่อได้โอกาส “หมาหมู่”

00 เอกฉัตร สงสารลูกเมียของ พ.ต.อ.พัชระ บุญสิทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ที่ได้ดูทีวีเห็นภาพพ่อสามีถูก ไอ้อีถ่มน้ำลาย ขว้างปาสิ่งของใส่และถีบจนล้มลงแล้วรุมกันกระทืบซ้ำ ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเข้ามาปกป้องช่วยเหลือดึงตัวออกไปจากวงล้อมของ “หมาหมู่” รอดตายหวุดหวิด เช่นเดียวกับกรณีของ จ.ส.ต.รณกรณ์ ถาวรสิน ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับจากปฏิบัติหน้าที่ ถูกหมาหมู่ดักกัดระหว่างทาง ร่างกายเจ็บไม่มากแต่ใจใครก็รู้ว่าเจ็บลึก ศักดิ์ศรีของตำรวจวันนี้หายไปไหน บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยตอบที หรือจะให้ประชาชนต้องรวมตัวกันทวงศักดิ์ศรีให้ตำรวจ

00 มีอย่างที่ไหน เกิดมาเพิ่งเจอ กลุ่มพันธมิตรพันธมารปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล อ้างเหตุเข่นฆ่าประชาชน และรู้เห็นเป็นใจกับคนร้ายที่ขว้างระเบิดใส่ทำเนียบ ตัดน้ำตัดไฟ ขังตำรวจไว้ในที่ตั้งนานครึ่งค่อนวัน และประกาศให้ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกมามอบตัว ดีนะที่ตำรวจใหญ่ทั้งสองท่านไม่บ้าจี้ตามคำขู่ มิฉะนั้น เอกฉัตร อาจจะต้องวิ่งหาหลักทรัพย์ประกันตัวทั้งสองคน ในฐานะที่เคารพนับถือกันเสมือนพี่

00 ใช่...ทุกคนเห็นด้วยและดีใจที่ไทยไม่ต้องฆ่าไทย ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ และเข้าใจตำรวจที่ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดและการจับตามองของพวกจ้องถล่มทำลาย จึงปล่อยเลยตามเลย กลายเป็นว่า สงครามสุดท้ายของสุดท้ายวันแรก เป็นการเปิดสงครามข้างเดียว ไม่มีแรงต้าน ทำให้ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในห้าแกนนำประกาศชัยชนะอย่างภาคภูมิใจ แต่การปล่อยเลยตามเลยให้กลุ่มคนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ปฏิบัติการเหิมเกริม บุกยึดสถานที่ราชการ ประกาศชัยชนะได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ทำเนียบชั่วคราว ดอนเมือง กลุ่มพันธมิตรพันธมารบุกเข้าไปปราศจากการขัดขวาง ประชาชนคนไทย ก็ทำใจลำบากเหมือนกันกับพฤติกรรมถ่อยสถุลย่ำยีกฎหมาย งัดห้องทำงานห้องประชุมของคณะรัฐมนตรี ไปนั่งเท่ถ่ายรูปกันสนุกสนานเหมือนเที่ยวงานวันเด็ก ไหนละที่บอกว่าชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ แต่สิ่งที่ไอ้อีพวกนี้พกขึ้นไปปล้นรถเมล์ เป็นอุปกรณ์กีฬาอย่างนั้นหรือ

00 รัฐบาลยึดมั่นกับคำว่าสมานฉันท์ ตำรวจทหารยึดมั่นใช้การเจรจา แต่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรพันธมาร พูดชัดหลังจากยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวได้สำเร็จ ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกัน ปฏิเสธที่จะเจรจากับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายให้วางแผนชิงทำเนียบชั่วคราวคืน

00 ไม่ได้ประมาทฝีมือของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านศึกสู้รบผ่านงาน บู๊มากกว่างานบุ๋น แต่ถ้า รัฐบาลยึดมั่นสมานฉันท์ ตำรวจยึดมั่นการเจรจา กลุ่มพันธมิตรพันธมารยึดมั่นสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย ม้วนเดียวจบ เปิดยุทธการดาวกระจายบุกยึดสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้ทุกสถานที่ที่ต้องการจะไป แต่ประเทศไทยจะต้องมีรัฐบาลทำงาน บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้การทำงานของคณะรัฐมนตรีต่อเนื่อง ข้าราชการประจำไม่ต้องหอบเอกสารหนีม็อบ คณะรัฐมนตรีไม่ต้องมุดรั้วโหนบันไดลิงหนีม็อบ ให้เกิดภาพทุเรศแพร่ไปทั่วโลก ประจานประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

00 เอกฉัตร มีข้อเสนอโดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ ให้รัฐบาลตั้งงบซื้อตู้เสบียงรถไฟ ดัดแปลงตบแต่งเป็นทำเนียบรัฐบาลเคลื่อนที่ หนึ่งตู้เสบียงรถไฟ สามารถประชุมคณะรัฐมนตรีได้ 36 คน ได้อย่างสบายๆ กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดยุทธการดาวกระจาย รัฐบาลก็เปิดยุทธการดาวกระจุย ไม่ต้องปะทะให้เสียเลือดเสียเนื้อ ตู้เสบียงทำเนียบเคลื่อนที่สามารถพาคณะรัฐมนตรีหนีม็อบได้สบายๆ หากม็อบยังตามราวีไปทุกพื้นที่ในประเทศไทย ก็ยังขับเคลื่อนหนีไปถึงป่าหิมพานต์ยังได้ แน่นอน สัตว์ในเขาดินไม่ต้องเดือดร้อน นักเรียนไม่ต้องหยุดเรียน ในเมื่อคิดจะหลีกเลี่ยงการปะทะ วิธีการนี้จะดีที่สุดอย่างน้อยทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เบาใจ จะได้พูด “เรียบร้อยดี” ได้เต็มปากเต็มคำ ส่วนที่ประชุมสภา คงลำบากหน่อยนะครับ ปู่ชัย ชิดชอบ ประธานสภา เพราะจำนวนคนเยอะ ไม่มียานพาหนะใดที่จะดัดแปลงเป็นสภาเคลื่อนที่