WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 27, 2008

ฉิบหาย!ศก.พังยับ-ท่องเที่ยวสูญแสนล้าน


เศรษฐกิจชาติพังย่อยยับ นักธุรกิจท่องเที่ยวโอด พันธมิตรฯ ทำการท่องเที่ยววอดนับแสนล้าน ขณะที่ ผอ.สุวรรณภูมิ ยันหากยังมีการชุมนุมยืดเยื้อจะเกิดความเสียหายอย่างน้อยวันละ 500 ล้านบาท ไม่รวมผลกระทบที่เกิดกับแต่ละสายการบิน หวังขออำนาจศาลปกครองคุ้มครอง ขณะเดียวกันขายขี้หน้าไปทั่วโลก ต่างชาติดาหน้าประกาศเตือนภัยเมืองไทย

กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เย็นวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประกอบกับกลุ่มพันธมิตรฯจำนวน 30คน เข้ายึดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ เป็นเหตุให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจำเป็นต้องประกาศงดเที่ยวบิน ทั้งหมด 402 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาเข้าจำนวน 204 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออก 198 เที่ยวบิน ทั้งสาย การบินระหว่างและในประเทศ และได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวโดยรวมของไทย รวมถึงความไม่มั่นใจในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างมหาศาล

โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ผู้โดยสารหลายพันคนติดค้างภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และหลายคนได้ให้สัมภาษณ์แสดงความโกรธแค้น และบอกว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีเจ้าหน้าที่บอกสาเหตุใดๆเลย ขณะที่ผู้โดยสารที่ทราบว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินก็รีบเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิทันที เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

ขณะเดียวกันประเทศต่างๆได้ออกมาเตือนประชาชนถึงการเดินทางมาประเทศไทย และที่อยู่ในประเทศไทยให้ระมัดระวังตัว โดยออสเตรเลีย แจ้งประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยให้อยู่ห่างจากสถานที่ เสี่ยงต่ออันตราย และสถานทูตสหรัฐเตือนชาวอเมริกันให้อยู่ห่างจากสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ประกาศงดเที่ยวบินทุกเที่ยวตั้งแต่เวลา 04.00 น. วานนี้ จึงได้สั่งการให้ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. ทั้งหมด คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานเชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ เตรียมพร้อมรองรับเที่ยวบินที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงมาลงที่ท่าอากาศยานดังกล่าว

อย่างไรก็ตามได้มีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 402 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาเข้าจำนวน 204 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออก 198 เที่ยวบิน จากปกติมีเครื่องบินขึ้นลงประมาณวันละ 700 เที่ยว ซึ่งได้ประเมินความเสียหายจากค่าธรรมเนียมลงจอด และค่าธรรมเนียมหลุมจอด พบว่าทอท.สูญเสียรายได้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายในส่วนของสายการบินที่ต้องระงับไป

ขณะที่รายงานข่าวจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า บริษัทประกาศยกเลิกเที่ยวบินที่ออกเดินทางจากและเดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับเส้นทางบินในประเทศและเส้นทางบินระหว่างประเทศทุกเส้นทางบิน รวมจำนวน 106 เที่ยวบิน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุได้สั่งการให้นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องศาลแพ่ง เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขะพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักเลขานุการบริษัทฯ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย ประเมินว่า หากยังไม่สามารถเปิดทำการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ก็จะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ถึงวันละประมาณ 500 ล้านบาท ทั้งรายได้หลักจากตั๋วโดยสาร บริการคาร์โก้ และ ครัวการบิน

ทั้งนี้แม้จะมีการย้ายเที่ยวบินส่วนใหญ่ไปใช้ที่สนามบินดอนเมือง แทนสนามบินสุวรรณภูมิ แต่สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศยังคงต้องเลื่อนไฟล์ทไปก่อน เพราะยุ่งยากในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์

นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า หุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับผลกระทบเต็มๆจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิโดยเฉพาะทอท.ซึ่งจะถูกกระทบอย่างหนัก รวมถึงจะกระทบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวเต็มๆ

“นอกเหนือจากตัวธุรกิจสายการบินแล้วจะกระทบในส่วนของธุรกิจโรงแรม จากการที่ผลเสียหายครั้งนี้ยังไม่สามารถจะประเมินค่าได้ อย่างทอท. การที่ไม่มีไฟล์บินเข้ามา เพราะจะเก็บค่าธรรมเนียมก็จะมีรายได้ต่อวันประมาณ 50 ล้านบาทต่อวัน แต่ก็จะมีอีกหลายส่วน เกี่ยวกับเรื่องของความเสียหายที่ผู้โดยสารยังตกค้างไม่สามารถจะบินได้คิดว่าจะกระทบต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ของทอท.ที่ไม่มีมาตรการอะไรเข้ามาสกัดกั้นตรงจุดนี้คงจะมีผลอย่างแน่นอน”

ด้านนายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)ระบุว่า กรณีกลุ่มพันธมิตรฯบุกปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิได้ผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยเฉพาะระยะนี้ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว ซึ่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิมีผลกระทบมากกว่าการปิดสนามบินทางภาคใต้ที่ผ่านมา

อีกทั้งในช่วงฤดูท่องเที่ยวโดยปกติแล้วไทย จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุดของปี ในช่วงเดือนพ.ย.- ก.พ. หรือคิดเป็น 40% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด หรือประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท แต่เมื่อเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่ารายได้น่าจะหายไปครึ่งหนึ่ง หรือราวแสนล้านบาท

นายเฉลิมชาติ นครังกุล รองประธานหอการค้า จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนการท่องเที่ยว และจะส่งผลให้ผู้นำประเทศต่างๆ ที่จะเดินทางมาประชุมอาเวียนซัมมิทที่ จ.เชียงใหม่ ต้นเดือนหน้าขาดความเชื่อมั่น ขณะที่หอการค้า จ.สงขลา และหอการค้า จ.นครราชสีมา เห็นตรงกันว่า การชุมนุมปิดสนามบินกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน และทำให้นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจในความปลอดภัย

นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวว่า การปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของกลุ่มดังกล่าว ได่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และจากการชุมนุมที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน และมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของประเทศสูญเสียรายได้ไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนสุดท้าย ระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว

เช่นเดียวกับนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ภาคธุรกิจได้รับผกระทบหลายด้านทั้งด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการเข้า-ออกประเทศไทยผลกระทบด้านขนส่งสินค้าทางอากาศ ส่งผลเสียต่อการนำเข้าและส่งออก ซึ่งหากส่งออกไปนอกประเทศไม่ได้เศรษฐกิจภาพรวมกระทบแน่ และหากสถานการณ์เลวร้ายการปิดสนามบินยืดเยื้อออกไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนคู่ค้าอาจถึงขั้นยกเลิกการทำธุรกรรมกับประเทศไทย เพราะกลัวการส่งมอบสินค้าไม่ได้ ทั้งนี้อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจใหม่จากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากกรมศุลกากร เปิดเผยว่า คลังสินค้าที่บริเวณสุวรรณภูมิเป็นอีกจุดหนึ่งทีได้รับความเสียหาย เนื่องจากในแต่ละวันจะมีสินค้าเข้าออกทางอากาศที่สนามบินสุวรณภูมิ และรอการดำเนินการพิธีการศุลกากรวันละกว่า 12,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าขาเข้า 5,000 ล้านบาท และสินค้าขาเข้า 5,000 ล้านบาท

“การที่ไม่มีสายการบินมาลงได้ นอกจากกระทบต่อการท่องเที่ยวแล้ว ยังกระทบเรื่องการส่งสินค้าอีกด้วย เพราะปกติ สุวรรณภูมิ คือ จุดที่มีสินค้ามาลงจุดใหญ่ที่สุดในประเทศ และการขนส่งสินค้าทางอากาศเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งการปิดเส้นทางการบินอาจจะกระทบกับออร์เดอร์ส่งออก ที่ไปไม่ตรงตามเวลาที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งอาจจะกระทบกับภาพรวมของการส่งออกในอนาคต”

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเข้าบุกยึดและปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประเทศเสียหายอย่างมาก เพราะเป็นประตูแรกในการเดินทางเข้าประเทศของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบินเข้าประเทศ จึงขอวิงวอนกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เลิกกระทำการดังกล่าว

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวที่จะยิ่งชะลอตัวลงไปอีก ขณะที่นักลงทุนจะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ทำให้ขณะนี้มั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ไม่ถึงร้อยละ 5 ตามที่คาดหมายไว้

‘คนเสื้อแดง’ฮึ่ม!ต้านปฏิวัติเงียบ


* ทุกฝ่ายเมิน‘ป๊อก เชิญยิ้ม’กดดันยุบสภา

ท่ามกลางการก่อความไม่สงบของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เกิดกระแสข่าวลืออย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง โดยมีแหล่งข่าวนายทหารระดับสูงระบุด้วยว่าทหารมีการพูดจากันเรื่องดังกล่าวจริง แต่ว่ามีเสียงแตกและความคิดต่างกันภายในกองทัพ โดยข่าวอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ซึ่งเคยชี้นิ้วขึ้นฟ้าต่อหน้าผู้สื่อข่าวพร้อมทั้งกล่าวว่า “ทหารไม่ได้มีแค่ ผบ.ทบ. คนเดียว” คิดที่จะทำการปฏิวัติ แต่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่ทหาร ม.พัน 4 มีการเตรียมพร้อมเพื่อปฏิวัติตามคำสั่งใน 24 ชั่วโมง

“อนุพงษ์”ไม่กดดันแต่ต้องยุบสภา

อย่างไรก็ดีหลังจากการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานความมั่นคง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เป็นประธาน

พล.อ.อนุพงษ์ ได้ออกมาแถลงมติที่ประชุมว่า จะไม่แก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งจะเสนอนายกฯยุบสภา และมีมติร่วมกันให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุม โดยจะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเป็นลายลักษณ์อักษร

พร้อมกันนี้ยังมีนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตสนช. ที่ถูกกล่าวหามาตลอดว่ารับใช้เผด็จการและเป็นพวกเดียวกันกับพันธมิตรฯ ร่วมแถลงข่าวก็ระบุว่าหากนายกฯ ไม่ตัดสินใจตามที่แนะนำก็จะนำไปสู่การไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

ในขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ ได้สำทับในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งระบุว่าไม่กลัวหากจะต้องถูกปลดกลางอากาศ ส่วนการจัดการกลับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ผบ.ทบ. กลับอ้ำอึ้ง และไม่มีหลักประกันว่าหากมีการยุบสภาแล้วไม่ยุติการชุมนุมจะดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงไม่สามารถตอบคำถามของผู้สื่อข่าวได้ถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำผิดพร่ำเพรื่อ

คนเสื้อแดงพร้อมเคลื่อนพล

จากกรณีดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสคัดค้านพร้อมทั้งใกห้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ทำงานต่อไปอย่างกว้างขวาง
กลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ออกมาให้สัมภาษ์ก่อนการแถลงของผบ.ทบ. โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. ระบุว่าแนวร่วม นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ มีการเตรียมร้อมอยู่แล้วหากเกิดเหตุกาสรณ์ไม่ชอบมาพากล

ขณะที่นายนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวล่วงหน้าว่าหากมีการบีบนายกฯ หรือทำรัฐประหารเงียบ จะต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นนอนโดยจะปิดล้อมกองบัญชาการกองทัพบก กองบัญชากองทัพไทย และสนามบินสุวรรณภูมิ และยืนยันว่าจะไม่มีการเผชิญหน้า

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทุกคนก็มีความรักชาติ รักแผ่นดินเพราะฉะนั้นคงไปห้ามกันไม่ได้

รออยู่บ้านก่อนยังไม่ต้องมากทม.

ทั้งนี้หลังจากได้รับฟังการแถลงของพล.อ.อนุพงษ์ ที่อ้างแนวทางแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย ที่ออกมาราวกับแกะพิมพ์มาจากข่อเสนอของพันธมิตรฯ กลุ่มผู้จัดรายการความจริงวันนี้และอดีตแกนนำ นปก. นำโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ร่วมแถลงท่าทีของคนเสื้อแดงต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ

นายวีระ กล่าวว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมามีคนเสื้อแดงโทรศัพท์มายังพวกตนจำนวนมาก เรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมแสดงพลังกดดันหรืออย่างน้อยที่สุดก็เพื่อถ่วงดุลคนที่ก่อความเสียหายให้ประเทศ แต่พวกตนเห็นว่าคนเสื้อแดงต้องอดทนต่อไป โดยขอเรียกร้องไปยังคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ให้สวมเสื้อแดงแสดงพลังอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเคลื่อนเข้ามาที่กทม.และสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนคนเสื้อแดงในกทม.และที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ตั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นขอให้เตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อรับการชุมนุม เพราะพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯสร้างความเสียหายอย่างมาก มีการกักกันผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ เหมือนเป็นตัวประกันนั้นเข้าข่ายการก่อการร้ายสากลซึ่งมีโทษมหันต์

แนะนายกฯใช้พรก.ฉุกเฉิน

นายวีระ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมอยู่ภายในสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งโดยเร็ว โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้มีความอุ่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจไม่มีกำลังใจทำงานและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ถูกกดดันว่าจะยื่นถอดถอนและถูกฟ้องร้องต่างๆนานา จึงจะเห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯยึดบ้านเมืองสร้างความเสียหายได้อย่างง่ายดาย จึงจำเป็นต้องอาศัยกฎหมายพิเศษให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่เต็มที่ ถ้าให้เวลาแล้วยังไม่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้แล้วข้าราชการไม่ปฏิบัติงาน ยังปล่อยให้สถานการณ์เลวร้าย ให้พันธมิตรฯปิดสนามบินสุวรรณภูมิและทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวต่อไป เราคงขอนัดชุมนุมคนเสื้อแดง และถ้ามีใครฉกฉวยโอกาสนี้ทำรัฐประหาร เราจะออกมาต่อต้านทันที แต่ยังไม่เปิดเผยสถานที่เพราะถ้าแจ้งวันนี้จะมีการตีความว่านัดหมายแล้วให้มาเลย ก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาให้เจ้าหน้าที่มากขึ้น ส่วนการนัดหมายชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่สนามหลวงวันที่ 29 พ.ย.นั้นเป็นคนละส่วนกัน

ผบ.ทบ.เข้าข่ายข่มขู่ขรก.ประจำ

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คณะบุคคลที่เข้าร่วมประชุมเป็นข้าราชการฝ่ายประจำ หรืออย่างที่เราเข้าใจกันง่ายๆ ว่ากลุ่มอำมาตยาธิปไตย ที่คิดว่าตนเองมีอำนาจการจะทำการหรือสั่งการอะไรก็ได้
“ผมถือว่าการออกมากรำทำการดังกล่าวของคนกลุ่มนี้ถือว่าทำผิดหน้าที่ รัฐบาลจะดี จะชั่ว ก็เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน นี่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการออกมาแถลงมติที่ประชุมของทางผู้บัญชาการทหารบกเป็นการข่มขู่จากข้าราชการประจำโดยที่ไม่คำนึงว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และอำนาจเป็นของปวงชน และดูเหมือนว่าแนวทางจะเหมือนกับอพวกผู้ก่อการร้ายในขณะนี้”

นายศุภชัยได้กล่าวต่อว่า ทางสภาไปทำความผิดอะไร ถึงได้มาเสนอให้ยุบสภา ผู้บัญชาการทหารบกออกมาข่มขู่ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ผมอยากเรียกร้องให้ทางรัฐบาลดำเนินการครั้งเด็ดขาดตามกฎหมายกับคนกลุ่มคนดังกล่าว ถ้าใครที่ไม่ทำตามคำสั่งก็ขอให้ปลดอกไปเลย ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเข้มแข็ง

แดกผบ.ทบ.แน่จริงปฏิวัติไปเลย

ทางด้านรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนาพาณิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ทหารไม่มีอำนาจที่จะมาสั่งให้รัฐบาลยุบสภาได้ เนื่องจากทหารเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา การออกมาแถลงการณ์ดังกล่าวของทางผู้บัญชาการทหารบกเป็นเหมือนการรัฐประหารเงียบ

“ถ้าการออกมาแสดงท่าทีดังกล่าวของทางผู้บัญชาการทหารบก เป็นต่างประเทศคงถูกปลดออกไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าทางรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี กลัวอะไรอยู่ ถึงไม่มีการออกมาตอบโต้อะไร นอกจากการตั้งรับอย่างเดียว”

รศ.ประสิทธิ์ เสนอว่าตนไม่เห็นด้วย และไม่มีความจำเป็นที่ทางนายกรัฐมนตรีจะต้องลาออก หรือยุบสภาตามที่ทางผู้บัญชาการทหารบกเสนอ เพราะว่าถ้าเขาแน่จริงก็ให้ทำการรัฐประหารไปเลย ถึงแม้ว่าตนจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

“ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเข้มแข็ง ไม่ต้องลาออก เพราะว่าถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเราแพ้ ทั้งๆ ที่เราเองก็มีที่มาจากกการเลือกตั้ง มากอำนาจของประชาชนที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ายุบสภาก็จะเข้าตำราเดิมของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่พร้อมจะเสนอรัฐบาลสมานฉันท์อย่างแน่นอน”

'จาตุรนต์' ให้กำลฃังใจนายกฯ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์เสนอข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า การรัฐประหารไม่ใช่ทางออก เพราะว่าอาจทำให้สงบได้ชั่วคราว พันธมิตรไชโยโห่ร้อง แต่หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นความไม่สงบและจะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น เพราะการทำรัฐประหารเป็นการทำผิดกฎหมาย

คิดว่ารัฐบาลต้องหนักแน่น นายกฯจะลาออกไม่ได้ เพราะหากนายกฯลาออกเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหา และปัญหาความไม่สงบก็ไม่จบสิ้น เพราะว่าหากนายกฯลาออกแล้วต้องมีการเลือกนายกฯคนใหม่และพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องเสนอคนในพรรคพลังประชาชนขึ้นมาอีกและกลุ่มพันธมิตรฯก็ยังไม่เลิกยึดสนามบินสุวรรภูมิและสถานที่ราชการ จึงไม่ใช่ทางออก ซึ่งหากคิดเอาอนายกรัฐมนตรีคนนอกก็เท่ากับการฉีกรัฐธรรมนูญและเป็นการทำรัฐประหารนั่นเอง

สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยในการแก้ปัญหาคือผู้นำกองทัพ ต้องยืนยันให้หนักแน่นว่าจะไม่ทำรัฐประหารและผบ.เหล่าทัพต้องมีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาการกระทำผิดกฎหมาย การสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองในขณะนี้

ซัดผบ.ทบ.ทีหน้าที่ตัวเองไม่ทำ

ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลกว่า 30 คน นำโดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคพลังประชาชน นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย ร่วมกันแถลงข่าวโจมตีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ออกมาเสนอให้รัฐบาลยุบสภาและให้พันธมิตรฯยุติการชุมนุม โดยนายวิทยา กล่าวว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรับข้อเสนอของคตร.ได้ เนื่องจากเป็นบุคคลพวกตนยอมไม่สามารถยอมรับความเป็นกลางได้ อาทิ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งที่พวกเรามาตามระบอบประชาธิปไตย มีอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พล.อ.อนุพงษ์ แถลงละเมิดสิทธิของพวกเรา อยากให้ไปตรวจสอบข้อกฎหมายว่าผู้ที่มีอำนาจในการยุบสภาเป็นใคร และทำได้โดยวิธีใดบ้าง ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ มีอำนาจในส่วนที่ทำได้แต่กลับไม่ทำ แต่กลับมาเสนอให้ยุบสภาทั้งที่ไม่ใช่อำนาจของท่าน

ด้านนายเอกพจน์ กล่าวว่า ผบ.ทบ.ต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ของตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ พรรคร่วมรัฐบาลขอฝากให้นายกฯไปพิจารณาในฐานะผู้บังคับบัญชาของพล.อ.อนุพงษ์ ดเวยและ ขอถามพล.อ.อนุพงษ์ว่า คนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปิดล้อมสภา สนามบิน ทหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร ทั้งๆ ที่ควรสกัดกั้นไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่กลับปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นมาแล้วยังเสนอให้ยุบสภาอีก พรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีความเป็นกลาง ไม่สามารถชี้ชะตาประเทศได้

จ่อเสนอนายกฯ ปลดผบ.ทบ.

เช่นเดียวกับกลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชาชน นำโดย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.สงเชียงใหม่ได้แถลงตอบโต้ พล.อ.อนุพงษ์ ทันทีว่า หาก ผบ.ทบ.ไม่สามารถทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบได้ จะเสนอให้ นายกฯปลด ผบ.ทบ.พ้นจากตำแหน่ง ขณะนี้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อส.ส.ทั้งหมดในพรรคเพื่อยื่นให้ ปปช.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 157ให้พิจารณาลงโทษผบ.ทบ.ฐานละเลยปฎิบัติหน้าที่พร้อมจะยื่นหนังสือถึงนายกฯโดยเร็วที่สุด

ส่วนนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาแถลงข่าวร่วมกับ พล.อ.อนุพงษ์นั้นก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเป็นฝ่ายพันธมิตร 100 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ข้อเสนอของผบ.ทบ.สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายทหารไม่เข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยถูกนักวิชาการหลอก ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวเปรียบเหมือนกับการปฎิวัติเงียบโดยกลุ่มอมาตยาธิปไตย ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีทำตามข้อเสนอนี้ระบบประชาธิปไตยก็จะล่มสลายทันที นอกจากนี้เท่าที่ตนทราบนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีม.ธรรมศาสตร์ ยังได้เสนอให้ใช้มาตรา 7 เพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งด้วย รวมทั้งนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ยังเป็นคนแรกๆที่เสนอให้ยุบสภา ซึ่งข้อเสนอของทั้ง 2 นักวิชาการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นพวกเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯ

“กุเทพ”บอกถึงเวลาของเสื้อแดง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน พร้อม ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนได้ลงมาแถลงข่าวอีกชุดหนึ่งว่า การประชุมของ ผบ.ทบ.ที่เรียกข้าราชการมาเป็นการประชุมแบบสุมหัวกันเพราะคนที่มีอำนาจเรียกประชุมต้องเป็นระดับรองนายกฯเท่านั้นอีกทั้งข้อเสนอให้ยุบสภาเป็นข้อเสนอที่บ้องตื้นและขาดภาวะผู้นำ เพราะสภาไม่ได้ผิดอะไร เป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพียงรับฟังความเห็นจากอธิการบดีมหาวิยาลัยหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆที่ ผบ.ทบ.มีหน้าที่เอาผิดกับพันธมิตรที่ไปยึดปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ เหมือนเป็นการเอาประเทศ เป็นตัวประกัน

“ส.ส.พรรคพลังประชาชน เห็นว่านายกฯจะปฎิบัติตามข้อเสนอของ ผบ.ทบ.ไม่ได้เป็นอันเด็ดขาดโดยขอฝากไปยังกลุ่มเสื้อแดงว่าให้ออกมาต่อต้านข้อเสนอของ ผบ.ทบ.ไม่ว่าจะแสดงออกหรือจะรวมตัวอย่างไรก็สามารถทำได้แล้วแต่จะดำเนินการเพราะรัฐบาลจะยืนหยัดไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ซึ่งวันนี้เห็นชัดเจนว่า ผบ.ทบ.ที่ประชาชนฝากความหวังว่าจะเข้ามาจัดการกับกลุ่มที่สร้างปัญหาให้แก่ประเทศกลับลอยตัว ไม่กล้าตัดสินใจอะไรแต่มาสุมหัวกับข้าราชการประจำที่แข็งข้อ ประชุมลับๆเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาทั้งๆที่ข้าราชการต้องฟังฝ่ายบริหาร”ร.ท.กุเทพ กล่าว

"บรรหาร" เมินข้อเสนอยุบสภา

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีทีมีการแถลงข้อเสนอของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุม นายบรรหาร ย้อนถามว่า ผบ.ทบ.สั่งพันธมิตรฯ ให้หยุดการชุมนุมได้หรือไม่ และถ้ารัฐบาลยุบสภาไปแล้ว คงไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วผบ.ทบ.รับประกันหรือรับผิดชอบได้หรือไม่ว่าพันธมิตรฯจะหยุดการชุมนุม ซึ่งตนเห็นว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของ ผบ.ทบ.มากกว่า อย่างไรก็ตามพรรคร่วมรัฐบาลคงต้องหารือกัน แต่การจะให้นายกฯยุบสภา ต้องไปถามนายกฯ พรรคชาติไทยเป็นพรรคเล็กนิดเดียว

ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้นายอภิสิทธิ์ ผู้นำฝ่ายค้านไปเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรฯ นั้น นายบรรหาร กล่าวว่า การที่ผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นผู้ไปเจรจาถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะไปช่วยกัน เพราะในเดือน ธ.ค.จะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ จ.เชียงใหม่ ถ้าประชุมไม่ได้ก็อายไปทั่วโลก ประเทศไทยสร้างชื่อเสียงและดำเนินการประชุมมากว่า 10 ปี ไม่เคยมีปัญหา เมื่อถามถึงกระแสข่าวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก นายบรรหาร ไม่ตอบคำถามได้แต่อมยิ้มก่อนจะโบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบาย

ควรจะคิดปราบพธม.มากกว่า

ขณะที่ อ.วรพล พรหมิกบุตร คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่าทีของผบ.ทบ. เพราะประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากนายกรัฐมนตรียอมทำตามข้อเสนอของ ผบ.ทบ.โดยการประกาศยุบสภาก็จะเท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยยอมแพ้กับให้กับระบอบอนาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะในอนาคตประเทศไทยก็จะมีบรรทัดฐานผิดๆ แบบนี้ไปอีกยาวนาน

ทั้งนี้ ตนอยากเสนอแนะวิธีการแก้ไขที่ดีกว่าคือให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการทั้งหมดปรึกษาหารือกันเพื่อดำเนินการจัดการกับพันธมิตรฯ อย่างจริงจัง แม้ว่าการจัดการกับพันธมิตรฯ ที่อาจจะต้องใช้ความรุนแรงบ้าง แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำเพราะพันธมิตรฯ ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง แต่มีอาวุธสงครามอยู่ในครอบครอง

ปชป.กระโดดงับข้อเสนอผบ.ทบ.

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รีบออกมาแสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยระบุว่าถือเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในบ้านเมือง เพราะทางออกของการแก้ไขปัญหามีเพียง 2 ทางเท่านั้น คือยุบสภา หรือ นายกฯลาออก ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณา
แต่หากรัฐบาลไม่เห็นด้วยใครก็บังคับไม่ได้ ทั้งนี้การออกมาเคลื่อนไหวของ ผบ.ทบ.ในครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการปฏิวัติเงียบ เพราะทหารไม่ได้ใช้อาจ แต่เป็นการใช้ปัญญาในการหาทางออกให้กับบ้านเมือง

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองทวีความรุนแรง หลัง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ออกมาขู่จะเคลื่อนไหว หาก ผบ.ทบ.กดดันนายกฯ

ยุบสภาเป็นแค่ทางออกระยะสั้น

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การที่ผู้บัญชาการทหารบกออกมาแถลงเสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเพื่อหาทางออกในสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้นั้นเป็นทางออกในระยะสั้น ซึ่งต้องดูว่าทางออกดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้หรือไม่และนายกรัฐมนตรีจะคิดเห็นอย่างไร อีกทั้งเห็นว่าการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ควรอยู่ในกรอบที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ซึ่งขณะนี้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเห็นว่าเหตุการณ์การปิดสนามบินเป็นการทำลายภาพพจน์ของประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศที่อบอุ่นและเป็นมิตรหายไปหมดแล้ว และทำให้การพบปะทางธุรกิจต้องยกเลิกออกไป

อย่างไรก็ตามนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เห็นว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในการหาทางออกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศ ขณะที่ภาคธุรกิจะต้องพยายามประคับประคองตนเองเพราะปีหน้าปัญหาเศรษฐกิจจะรุนแรงมากขึ้น


ด่วน! ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองสุวรรณภูมิ สมชาย ออกทีวี.พูล ยึดคืน







นายกรัฐมนตรี ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจขึงขัง ไม่ยอมยุบสภา ลาออก ตามที่ ผบ.ทบ.และพรรคพวกลิ่วล้อพันธมิตรฯ เรียกร้อง ระบุทำงานให้ประชาชนมากมายหลายเรื่องและจะทำงานต่อไป จี้ ขรก.ให้ทำตามกฎหมาย แก้ไขปัญหาผู้ชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยด่วน ขณะที่ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองสุวรรณภูมิแล้ว ยืนระบุพันธมิตรฯทำผิดรธน.50 ให้ออกจากสนามบินทันที

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.) เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเรียกร้องให้ข้าราชการทุกส่วนราชการดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่

“ผมไปราชการต่างประเทศ และทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การที่พันธมิตรฯ ดำเนินการปิดสนามบินมีความเสียหายกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งผมได้ตัดสินใจเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ และ ขอให้ข้าราชการทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมช่วยกันทำการแก้ไขสถานการณ์ตามกฏหมายกำหนด”นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ให้ตนลาออกหรือยุบสภา นั้น รัฐบาลชุดนี้มาตามครรลองในวิถีทางประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา และได้สร้างผลงานกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เรื่องเอสเอ็มแอล เรื่องการปรับปรุงบริการในการรักษาทุกโรคฟรี และ เรื่องรถไฟฟ้าในกทม.ซึ่งเดือนหน้าที่เริ่มดำเนินการพร้อมกันหลายจุด ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

ขณะที่มีรายงานข่าวจากศาลแพ่ง ได้อ่านคำพิพากษากรณีที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ได้ร้องขอความคุ้มครองฉุกเฉิน ซึ่งศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาให้คุ้มครองสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระบุว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จึงมีคำสั่งให้พันธมิตรฯเลิกชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิในทันที


พันธมิตรเป็นกลุ่มก่อการร้ายหรือยัง?!


ที่มา ศูนย์ศึกษาการก่อการร้าย (Terrorism Studies Center)

ก.การก่อการร้ายสากล
-ความหมายของคำว่าการก่อการร้ายสากล


ในการประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติ เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๑๕ คณะกรรมการร่างกฎหมายองค์การสหประชาชาติกำหนดว่า “การก่อการร้ายสากล” เป็นการกระทำที่

๑) มุ่งกระทำต่อบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ผู้นำของรัฐ หรือนักการทูต

๒) เป็นสลัดอากาศกระทำต่อเครื่องบินโดยสารพลเรือน

๓) ส่งผู้ก่อการร้ายไปปฏิบัติการนอกประเทศ

๔) ใช้ชีวิตมนุษย์ผู้บริสุทธิ์เป็นเครื่องมือของการก่อการร้าย

รัฐบาลไทยกำหนดนิยามคำว่าการก่อการร้ายสากลไว้ในนโยบายการแก้ปัญหาการก่อการร้ายสากล ว่า เป็นการปฏิบัติการคุกคาม หรือใช้ความรุนแรงของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มุ่งหวังผลตามเงื่อนไขข้อเรียกร้องทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่วนใหญ่จะปฏิบัติการล่วงล้ำเขตแดนหรือเกี่ยวพันกับชาติอื่น การกระทำนั้นอาจเป็นไปโดยเอกเทศปราศจากการสนับสนุนจากรัฐใด หรือมีรัฐใดรัฐหนึ่งสนับสนุนรู้เห็นก็ได้ เมื่อเกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของชาติ พันธกรณีระหว่างประเทศ นโยบายของชาติด้านการเมือง การป้องกันประเทศ เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติ

ข.ลักษณะพิเศษของการก่อการร้ายสากล



๑) ผู้ก่อการร้ายอาจไม่เคยมีความบาดหมางและไม่เคยมีความสัมพันธ์มาก่อนกับฝ่ายปราบปรามหรือรัฐที่ทำการปราบปราม แต่ต้องการให้รัฐนั้นปฏิบัติตามหรือจัดให้มีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตนต้องการ เงื่อนไขดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐนั้นหรือความสัมพันธ์กับรัฐอื่น หรือทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของชาติเสียหาย

๒) การก่อการร้ายจะทำให้เกิดการตื่นตระหนกจนควบคุมสถานการณ์ได้ยาก อาจมีการใช้เด็กและผู้หญิงเป็นตัวประกัน ถ้าไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้องอาจเกิดอันตรายแก่ตัวประกัน แต่ถ้ายอมทำตามข้อเรียกร้องอาจขัดต่อนโยบายของชาติ และกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การใช้กำลังเข้าปราบปรามอาจเกิดความผิดพลาด ทำให้เสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ สื่อมวลชนจะประโคมข่าวโจมตีปฏิบัติการปราบปราม จนอาจทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปราบปรามต้องโทษถูกจำคุก

๓) ผู้ก่อการร้ายจะกระทำต่อเป้าหมายด้วยวิธีการที่ตนต้องการโดยไม่คำนึงว่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นชนชาติใดและทรัพย์สินเป็นของชาติใด เช่น การปล้นยึดอากาศยานจะมีหลายชาติเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือ ผู้โดยสาร เครื่องบิน สนามบินที่แวะเติมเชื้อเพลิง สนามบินที่จี้ไปลง ฯลฯ ประชาชนผู้บริสุทธิ์มีความผิดเพียงสถานเดียวคืออยู่ผิดสถานที่และเวลา

๔) การแก้ไขสถานการณ์การก่อการร้ายสากลมีกฎหมายเข้าเกี่ยวข้องมากมาย ตั้งแต่กฎหมายภายในประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ ความตกลงทวิภาคี ไปจนถึงความตกลงพหุภาคี การแก้ไขวิกฤตการณ์จึงต้องให้หัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจสั่งการ

๕) ในวิกฤตการณ์การก่อการร้ายสากลจะมีสื่อมวลชนจำนวนมากและทุกแขนงมาชุมนุมกันทำข่าว และจะหาวิธีเข้าไปใกล้เหตุการณ์ให้มากที่สุด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปราบปราม และในทางตรงกันข้ามจะเกื้อกูลต่อฝ่ายผู้ก่อการร้าย โดยผู้ก่อการร้ายสามารถสดับตรับฟังความเคลื่อนไหวและเห็นภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งผู้ก่อการร้ายย่อมปรารถนาจะให้สื่อมวลชนกระจายข่าวการกระทำ ข้อเรียกร้องและอุดมการณ์ของกลุ่มไปสู่ชาวโลก

๖) การแก้ไขวิกฤตการณ์การก่อการร้ายสากลต้องการความมีเอกภาพในการตัดสินใจและสั่งการเป็นที่สุด ผู้รับผิดชอบแก้ไขการณ์จะต้องมีเสรีในการตัดสินใจโดยไม่ถูกแทรกแซงจากผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่น มิฉะนั้นจะเกิดการลังเลใจ การเสียเวลา และการพลาดจังหวะจัดการขั้นเด็ดขาดเมื่อโอกาสมาถึง


ค. วัตถุประสงค์การก่อการร้าย

ค.๑ วัตถุประสงค์ในระยะสั้น (Immediate goals)

ค.๑.๑ สร้างการยอมรับของการกระทำในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ หรือนานาชาติ

ค.๑.๒ สร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลตอบโต้ กระทำรุนแรงเกินเหตุ และกำหนดข้อจำกัดต่าง ๆ

ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่พอใจของสาธารณชน

ค.๑.๓ รบกวน ทำให้อ่อนกำลังหรือสร้างความอับอายให้รัฐบาล กำลังทหารหรือหน่วยรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ

ค.๑.๔ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการปกป้องพลเมือง นักการทูตหรือชาวต่างชาติ

ค.๑.๕ รวบรวมเงินทุนและยุทโธปกรณ์

ค.๑.๖ ขัดขวางและทำลายระบบสื่อสารคมนาคม

ค.๑.๗ แสดงพลังและภัยคุกคามที่น่ากลัว

ค.๑.๘ ขัดขวาง หรือก่อให้เสียเวลาในการตัดสินใจในระดับรัฐบาล ระดับชาติ

ค.๑.๙ ก่อให้เกิดการนัดหยุดงาน หรือทำงานให้ช้าลง

ค.๑.๑๐ ทำให้การลงทุนหรือการช่วยเหลือจากต่างชาติหยุดชงัก

ค.๑.๑๑ สร้างอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง

ค.๑.๑๒ ปลดปล่อยนักโทษ

ค.๑.๑๓ สนองแรงจูงใจในการแก้แค้น



ค.๒ วัตถุประสงค์ระยะยาว (Long-range goals)

ค.๒.๑ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในระดับรัฐบาล เช่นการปฏิวัติ สงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างชาติ

ค.๒.๒ ให้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระหว่างชาติ ในการตัดสินใจนโยบายสำคัญ ๆ และประชามติ

ค.๒.๓ ให้ได้รับการยอมรับในทางการเมือง ในฐานะผู้แทนที่ชอบธรรมของกลุ่มชนของชาติหรือกลุ่มการเมือง


ง.ขั้นตอนของการก่อการร้ายสากล

การก่อการร้ายสากลส่วนใหญ่ มักจะเป็นการกระทำ เพื่อบีบบังคับรัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งให้ปฏิบัติตามความต้องการของตนโดย พฤติการณ์ ต่างๆ เช่น การจี้เครื่องบิน, การก่อวินาศกรรม, การลอบสังหาร และการลักพาตัว เป็นต้น แต่สิ่งที่ผู้ก่อการร้ายจะต้องกำหนดไว้ในขั้นต้น คือ เป้าหมายของการก่อการร้ายซึ่งจะเป็นเครื่องบังคับหรือต่อรองให้ได้ผลมากที่สุด



จ.เป้าหมายในการก่อการร้าย อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. เป้าหมายที่ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบรุนแรง อาทิ สถานที่ราชการ, บุคคลที่สำคัญของรัฐ และบุคคลสำคัญต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศหรือเดินทางผ่าน

2.เป้าหมายที่ดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบเล็กน้อยแต่มีผลทำให้มวลชนเสื่อมศรัทธาต่อรัฐที่ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้ อาทิ สถานีตำรวจ, กิจการขนส่งมวลชน, คลังสินค้า เป็นต้น


ฉ. เป้าหมายผู้ก่อการร้าย

๑. เป้าหมายทางทหาร ได้แก่ ทหาร, ที่ตั้งทางทหาร, อาวุธ, กระสุน/วัตถุระเบิด, ศูนย์เครือข่ายคอมพิวเตอร์, สถานที่พักผ่อน รถโรงเรียน เป็นต้น

๒. เป้าหมายทางพลเรือน ได้แก่ ระบบพลังงานและวิศวกรรม (เขื่อน, โรงไฟฟ้า, บ่อขุดเจาะน้ำมัน, ท่อส่งน้ำมัน/ก๊าซ, โรงน้ำมัน ฯลฯ) ระบบคมนาคม (เส้นทางรถไฟ, ท่ารถ, ท่าเรือ, สนามบิน ฯลฯ) ระบบการติดต่อสื่อสาร (เครื่องมือ/อุปกรณ์การติดต่อสื่อสาร, ศูนย์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ) และบุคคลสำคัญ (จนท.รัฐ/สถานทูต, ตำรวจ, จนท.ติดต่อประสานงาน ฯลฯ)


ช. เครื่องมือต่อต้านลัทธิการก่อการร้าย

การโจมตีทางทหารนับเป็นมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีความศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และเป็นวิธีที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเอาชนะผู้ก่อการร้ายมากที่สุด

จาก Thai E-News

Wednesday, November 26, 2008

'สมชาย'ลั่นไม่ไขก๊อกโต้ม็อบถ่อยคืนความสงบสุขให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรี เผย ประชุมโอเปคได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ยืนยันไม่ลาออก จวก พันธมารคืนสภาวะปกติให้ประเทศชาติ

นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าว ผ่านสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีทีเชียงใหม่ หลังเดินทางกลับ
จากการประชุมเอเปคที่เปรูว่า ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ และตนได้รับเครื่องราชอิศริยาภรณ์ชั้นสูง ส่วนกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรที่ก่อให้เกิดความเสียหายโดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกนั้นเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลเพราะรัฐบาลมาการจากเลือกตั้งที่ชอบธรรม จึงจำเป็นต้องรักษาไว้ และต้องให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลจะยังทำหน้าที่ให้ดีที่สุดต่อไป ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรคืนสภาวะปกติให้ประเทศชาติโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้อย่างเร่งด่วนและให้ข้าราชการปฎิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย


ผมคิดว่านี่เป็นการบลั๊ฟอีกครั้งหนึ่งของ พล.อ.อนุพงษ์ เพิ่มแรงบีบ แต่ไม่กล้าทำรัฐประหาร


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

คือหากเราวิเคราะห์สถานการณ์โดยภาพรวมในตอนนี้ กรณี ม็อบพันธมิตร ยึดสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว หากมีการทำรัฐประหารโดยใช้ข้ออ้างเพื่อสงบความวุ่นวายนั้น ผมเชื่อว่าการทำรัฐประหารในขณะนี้ โอกาสที่มันจะจบแบบสวยงามนั้นไม่มีเลย และอนุพงษ์ก็รู้ว่าหากเล่นเกมนั้น ตัวเองจะแพ้หมดหน้าตัก ชีวิตไม่มีทางจบได้อย่างสงบสุขอย่างแน่นอน ข้อสำคัญคือ อนุพงษ์ก็ไม่ใช่เป็นคนโง่ คนฉลาดจะไม่สละชีวิตของตนเอง ตามความต้องการของคนอื่นอย่างแน่นอน

ผมคาดว่าอนุพงษ์คงโดนบีบอย่างหนักเหมือนกัน การที่จะอยู่เฉยๆ โดยไม่ขยับแต่อย่างใดเลยคงไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่อนุพงษ์จะทำได้ก็คือ การออกมาบีบนายกฯสมชายอีกครั้งหนึ่ง โดยบีบให้แรงกว่าเดิม หนักกว่าเดิม หากนายกฯสมชาย ทนแรงบีบไม่ไหว ไม่ทันเกม ยอมลาออก ก็ถือว่าอนุพงษ์รอดตัวไปไม่ต้องทำรัฐประหาร และก็จะชนะอย่างสวยงาม พวกอำมาตยาธิปไตยก็คงชนะชั่วคราว แต่หากนาายกฯสมชาย ก็รู้ว่านี่คือการบีบและเป็นการเกทับ หรือบลั๊ฟ เพื่อให้รัฐบาลยอมทำตาม หรือแม้แต่จะเป็นเรื่องจริงโดยมีการทำรัฐประหารจริงๆ ก็ตาม นายกฯสมชายก็ไม่กลัว และไม่ยอมลาออก จะทำรัฐประหารก็ให้ทำเลย มีการเตรียมพร้อมเพื่อต่อสู้หลังการทำรัฐประหารอยู่แล้ว


เมื่อเป็นการบลั๊ฟ และฝ่ายตรงข้าม ก็รู้ว่านี่เป็นการบลั๊ฟ เพราะหากมีการทำรัฐประหารจริงๆ ทหารก็คงทำไปแล้ว ไม่ต้องออกมาขู่ให้เสียเวลา การออกมาขู่ทางโทรทัศน์ มันก็เหมือนครั้งที่แล้ว คือแบไพ่ให้เห็นว่า ไม่มีอะไร ไม่กล้าทำรัฐประหาร ที่ออกมาก็หวังฟลุ๊ค และผ่อนคลายแรงบีบเท่านั้น

ถึงตอนนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ก็มีทางเลือกเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ ทำตามที่ขู่จริงๆ คือ ทำรัฐประหาร แล้วยอมรับผลที่จะตามมาคือ ชีวิตคงจบลงอย่างไม่สวยงามแน่และบ้านเมืองคงวุ่นวายต่อไปอีกไม่รู้จับ กับทางเลือกที่สองคือ หยุด ไม่ทำอะไร เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เหมือนกับการออกทีวีครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ก็แสดงละครให้คนแก่ดูอีกเช่นกัน

ผมคิดว่า นายกฯสมชาย ก็รู้ปัญหาของอนุพงษ์ หากอนุพงษ์ถอย รัฐบาลก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนครั้งที่เล้ว ทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น งานนี้ก็เจ๊ากันไป

ทั้งหลายทั้งปวง "ขึ้นกับอำนาจต่อรองของรัฐบาล" คือ "ม็อบเสื้อแดง" ครับ หากรัฐบาลมีคนเสื้อแดงในมือพร้อมที่จะต่อต้านรัฐประหารเต็มที่ การบลั๊ฟของอนุพงษ์ก็ไม่เป็นผล หรือแม้แต่ทำจริง ก็ไม่เป็นผลอีกเหมือนกัน



ตอนนี้อนุพงษ์แบไพ่ออกมาแล้ว โดยยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลยุบสภา หรือลาออก ซึ่งก็คงไม่มีใครทำตาม เพราะทันทีที่มีการแถลงออกทางโทรทัศน์ ท่ามกลางหัวหน้าส่วนราชการที่ถูกเรียกให้ไปประชุม โทรทัศน์ TPBS ก็สัมภาษณ์คุณจตุพร พรหมพันธุ์ ทันทีว่าคิดว่าอย่างไร ซึ่งจากน้ำเสียงของคุณจตุพรคือ รัฐบาลคงไม่ทำตามข้อเสนอของ พล.อ.อนุพงษ์ ส่วนนายสุริยะใส ตักกะศิลา หนึ่งในแกนนำพันธมิตร ก็ให้สัมภาษณ์เช่นกันว่า ไม่เห็นด้วย รัฐบาลต้องลาออกเท่านั้น ดังนั้น ข้อเสนอของอนุพงษ์จึงเป็นง่อยไปทันที หลังจากมีการแถลงการณ์จบ คือ ไม่มีใครยอมทำตามนั่นเอง

ทีแรกผมฟังการแถลงการณ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ ผมคิดว่า รัฐบาลควรปลด พลงอ.อนุพงษ์ ได้แล้ว เพราะกระทำการเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หลังจากหายโมโห ผมก็คิดได้ว่า การปลดอนุพงษ์นั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด เพราะฝ่ายรัฐบาลได้แต่ความสะใจเท่านั้น ต่อให้ตั้งทหารคนใหม่มา ปัญหาก็ยังคงไม่จบอีกเหมือนเดิม สู้ปล่อยให้ พล.อ.อนุพงษ์ กลายเป็นเป็ดง่อย เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ อิหลักอิเหรื่ออยู่อย่างนี้ ให้เป็นที่น่าทุเรศดีกว่า เพราะถึงอย่างไรเราก็ไม่กลัวทหารทำรัฐประหาร ปล่อยให้ทหารกลายเป็นอาวุธสิ้นสภาพ ไร้น้ำยาอยู่อย่างนี้ เป็นผลดีต่อรัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตยมากกว่า อย่างน้อยก็พอประกันได้ระดับหนึ่งว่า อนุพงษ์ลังเล และไม่กล้าทำรัฐประหารจริงๆ จังๆ ได้แต่ขู่เด้งไปเด้งมา เพื่อหลบแรงบีบเท่านั้นเอง

สำหรับม็อบพันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น เราคงแก้ปํญหาแบบเด็ดขาดไม่ได้ เพราะทหารและตำรวจไม่ยอมทำตามคำสั่งรัฐบาลเรื่องสลายม็อบ เราคงไม่มีทางแก้ปัญหาโดยไม่มีความเสียหายได้ ก็คงต้องปล่อยให้เสียหายต่อไป ปล่อยให้พังกันทุกฝ่าย หากนายทุนที่หนุนหลัง ม็อบพันธมิตรยังไม่เลิก ก็ปล่อยให้พังกันทุกฝ่ายนั่นแหละ ปล่อยให้ชุมนุมปิดสนามบินอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะโดนด่าจากผู้เดือดร้อนจนแห้งตายไปเอง

ส่วนเครื่องบินต่างๆ ที่ขึ้นลงไม่ได้ คงต้องย้ายมาเปิดบริการที่ดอนเมืองไปพลางๆ ก่อน แก้ปัญหาเท่าที่ทำได้ เพราะทุกคนก็รู้ว่าม็อบนี้เป็นของใคร ใหญ่แค่ไหน เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็คงไม่ต้องทำอะไรดีกว่า ความเสียหายคงมีมากมายมหาศาลแน่นอน แต่จะทำอย่างไรได้

ผมเชื่อแน่ว่า คงมีมือที่สามถล่มอาวุธเข้าใส่ม็อบในยามวิกาลเป็นแน่ และคาดว่าจะใช้อาวุธหนักอย่างแน่นอน หากม็อบพันธมิตร โดนระเบิดตายไปสัก 10-20 คน ม็อบที่เหลือคงเสียขวัญและหาทางเอาตัวรอดอย่างแน่นอน เมื่อมีคนมาสร้างความกลัวให้กับคนในม็อบ จำนวนคนก็จะลดน้อยลงไปเอง แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง

จาก thaifreenews

ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรแห่งไทยแลนด์!!!!!!!!


ผู้ก่อการร้ายพันธมิตรแห่งไทยแลนด์!!!!!!!!


โดย : ป้าพลอย

วันพุธที่ 26 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551

เห็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อสองวันก่อนในทีวีต่างประเทศแล้วจึงต้องลุกขึ้นมาเขียนต่อ ทั้งที่หมอสั่งให้พักผ่อนเนื่องจากเครียดลงกะเพาะ เมื่อวันอาทิตย์อาการหนักเกือบต้องส่งโรงพยาบาล หลังจากหมอให้ยามากิน อาการเพลียลุกแทบไม่ขึ้นเมื่อวานทั้งวัน มาวันนี้อาการทุเลาลงจับคีบอร์ดได้เหมือนเดิมจำเป็นต้องสู้ต่อ เห็นภาพในทีวีแล้วทุเรศมากๆ “พวกผู้ก่อการร้ายพันธมิตร” ตอนนี้ศัพท์ทางต่างประเทศเรียกชื่อนี้

เห็นภาพพวกผู้ก่อการร้ายถ่อยพันธมิตรที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ชาวต่างชาติต่างประณามกันให้ขรม เพราะช่วงนี้เป็นช่วงวินเตอร์และเป็นเทศกาลคริต์มาสมีวันหยุดเยอะ ทัวร์รีสที่บุ๊คจะมาประเทศไทยต้องยกเลิกอีกแล้วสะใจจริงๆกับอ้ายพวกสวะทำลายชาติ ไม่มีใครอยากมาประเทศไทยแล้ว ยิ่งไปปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิยิ่งเสียชื่อใหญ่เลย แถมผู้ก่อการร้ายพันธมิตรนำภาพโชว์บนรถกะบะในการก่อการร้ายจะให้ต่างประเทศเขาเข้าใจอย่างไร? คนต่างประเทศต่างร้องอ๋อแบบนี้เองผู้ก่อการร้ายถึงได้โอหังเหนือกฏหมายไม่มีใครกล้าจับกุม

คราวนี้ต่างประเทศหายข้อสงสัยแล้วมันแดงแจ๋อีกหนหนึ่งหลังจากที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่หนนี้เชื่อเต็มร้อย หนังสือพิมพ์โทรทัศน์ทุกๆช่องในต่างประเทศประนามความถ่อยและระบุถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการขัดแย้งครั้งนี้ คนที่สนับสนุนผู้ก่อการร้ายพันธมิตรแห่งประเทศไทยคงพอใจเป็นอย่างมากที่เห็นบ้านเมืองตัวเองเละละเอียดโชว์ชาวโลกให้เขาประนามความชั่วช้าของผู้ที่สนับสนุนทำลายประเทศตัวเอง ต่อไปไม่มีใครคบกับประเทศไทยอีกแล้ว พวกคุณทำลายศักดิ์ศรีคนไทยทั้งประเทศ พวกคุณทำลายความเชื่อมั่นในต่างประเทศจนหมดสิ้น

ต่อจากนี้พวกคุณไม่เหลืออะไรใว้ให้คนไทยร่วมชาติแม้แต่ชื่อเสียง พวกคุณได้ทำลายทุกสิ่งอย่างแม้แต่พวกคุณเองก็ยังทำลายชื่อเสียงตัวเองมันฉลาดหรือโง่กันแน่? การเผาบ้านตัวเองในชาวโลกดูมันทุเรศ หากยังอาศัยบ้านหลังนี้อยู่แล้วโง่เผาบ้านตัวเองทำไม? ความชั่วช้าที่ปรากฏออกไปสู่สายตาชาวโลกขณะนี้

เรื่องที่เกิดขึ้นได้สร้างความสั่นสะเทือนเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างแน่นอน เพราะไม่มีประเทศไหนจะมาลงทุนกับประเทศที่ไร้ขื่อไร้แปลไร้กฏหมายคุ้มครองบ้านป่าเมืองเถื่อนผู้ก่อการร้ายเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ยกขบวนไล่ล่าฆ่าฟันผู้คนบนท้องถนน ต่างประเทศเห็นแล้วสยองไม่มีใครมาไทยแลนด์แล้วเพราะเป็นเมืองอันธพาล สนุกกันแน่อนาคตประเทศไทย ไม่จมลงก้นเหวคราวนี้จะจมเอาตอนไหน ต่างประเทศเบื้อนหน้าหนีจะไม่ทำการค้าและไม่มาท่องเที่ยวเมืองอันธพาลอีกต่อไป หากทำการปฏิบัติในคืนนี้

เห็นข่าวออกมาว่าทหารจะทำการปฏิวัติ เอาเลยทำไปเลยพ่อคุณประเทศไทยจะได้พังเร็วเข้า ครั้งที่แล้วยังไม่พอ เอาเลย ทำให้มันพอใจสมใจอยากซะ แต่โทษทีหลังจากทำสำเร็จแล้วบ้านเมืองจะอยู่ในสภาพใหน? ในเมื่อมันแตกแยกออกไปหลายแยกเช่นนี้ มันไม่มีวันหลอมเป็นชิ้นเดียวกันได้อีกแล้ว เพราะพวกคุณเป็นคนแยกมัน ฉะนั้นอย่าหวังเลยว่าหลังจากปฏิวัติบ้านเมืองจะสงบลงได้ ขอทายใว้เลยว่าไม่มีทาง กงกรรมกงเกวียนใครที่ทำกรรมใว้ให้ใครกรรมนั้นมันต้องจองกันไม่มีที่สิ้นสุดแน่ๆ รอรับกรรมที่ก่อก็แล้วกัน

ตอนนี้ฮึกเหิมลำพองตนทำไปเลย จะเผาประเทศให้ชาวโลกนั่งหัวเราะความโง่ก็เชิญเผาและทุบหม้อข้าวตัวเองไม่มีใครว่า เดี๋ยวจะหอบเสื่อมานั่งดูทางจอทีวี ในต่างประเทศเขาออกทุกๆชั่วโมงมาช่วยเชียร์ด้วย เผาแล้วอย่าให้เหลืออะไรเลยน๊ะ ดีจะได้ล้างบ้านที่มันสกปรกออก เร็วมาช่วยกันเผาบ้านอ้ายตัวเสนียดจังไรแผ่นดินซะที ตรงไหนที่มันมีตัวเสนียดอยู่ก็เผาต้นตอตรงนั้นมันจะได้สูญพันธุ์ไม่มาทำให้บ้านเมืองสกปรกอีกต่อไป เพราะในเมื่อคิดเผาบ้านแล้วจะต้องเผามันให้หมดใช่มั๊ย?

ป้าพลอย

ปล. ขณะนี้ตามเว็บไซค์ต่างประเทศลงภาพผู้ก่อการร้ายพันธมิตรไทยที่ปิดสนามบินสุวรรณภูมิไปทั่วงามหน้าแล้วประเทศไทย

จาก thaifreenews

สงครามครั้งสุดท้าย ? ที่น่าสงสาร ไม่นำไปสู่อะไรเลย


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

เมื่อ พธม. ประกาศสงครามทำครั้งสุดท้าย และประกาศจะบุกยึดรัฐสภาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยให้น้ำหนักเท่าไหร่ เพราะผมคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า แม้จะยึดรัฐสภาได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักต่อ "สงครามกลางเมืองระหว่างอำมาตย์กับฝ่ายประชาธิปไตย" ครั้งนี้ ก็แค่ยึดได้ตึกอีกตึกหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น

ทันทีที่ผมดูข่าวช่วงเช้าของ NBT เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับยุทธการสงครามเก้าทัพของ พธม. เห็นจำนวนคนที่กำลังเดินไปลานพระรูปฯ ผมหมดความสนใจ กับม็อบเหล่านี้ทันที เพราะผมรู้ได้จากการคำนวณคนคร่าวๆ ว่า อยู่ในระดับหลักพัน เท่านั้น คนแค่นี้ เทียบไม่ได้กับคนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมที่วัดสวนแก้วเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งยังประมาณแค่ 30,000-40,000 คนเท่านั้น และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับการชุมนุมที่สนามรัชมังคลา ในวันที่ 1 พย. ที่ผ่านมา



ดังนั้นม็อบ พธม. เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน เลยกลายเป็นม็อบแค่หยิบมือเดียว ผลในทางสงครามก็คือทำให้กุนซือของกองทัพฝ่ายประชาธิปไตยสามารถฟันธงได้ทันทีว่า ม็อบพันธมิตร หมดสภาพและไร้น้ำยาโดยสิ้นเชิงแล้ว กองทัพแบบนี้รอวันพ่ายแพ้หรือโดนบดขยี้ให้สิ้นซากเท่านั้น

ยุทธการสงคราม 9 ทัพของ พธม. ครั้งนี้จึงไร้น้ำยาและไร้ความหมายไปโดยสินเชิง ไม่ส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใด การทำให้สภาเลื่อนการประชุมออกไป ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเมืองทั้งนั้น เพราะสภาสามารถเปิดประชุมใหม่ได้อีกในวันใดก็ได้ ซึ่งหากม็อบพันธมิตร จะขัดขวางก็ต้องระดมคนออกมาอีก และอาจเจอกลศึก ลับ ลวง พราง จากฝ่ายรัฐบาลได้อีกเช่นกัน แต่การเกณฑ์คนมาของ พธม. ย่อมสิ้นเปลืองทรัพยากร รวมทั้งการต่อสู้ที่ไร้จุดหมาย ย่อมบั่นทอนขวัญและกำลังใจของประชาชนที่เข้าร่วมกับม็อบ รวมทั้งผู้สนับสนุนทางด้านเงินทองเป็นอย่างมาก

การทำศึกของ กลุ่มพันธมิตรครั้งนี้จึงไม่ได้นำไปสู่อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวม แม้ว่าจะมีการยกกำลังเข้าไปยึดที่ทำการรัฐบาลใหม่ที่สนามบินดอนเมือง รัฐบาลก็สามารถย้ายที่ประชุม ครม.ไปที่ ห้องประชุมของกองบัญชาการกองทัพไทยได้ หรืออาจเป็นที่อื่นๆ ก็ได้ ซึ่งหากพันธมิตรจะดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ ก็ต้องเกณฑ์คนวิ่งวุ่นไปทั้งเมือง โดยหามรรคผลอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็คว้าได้แต่น้ำเหลว ท่ามกลางความเบื่อหน่ายของประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกระแสของ พธม. ที่ตกลงอย่างมาก แม้ตอนนี้ ม็อบพันธมิตรจะบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และก่อสงครามไล่ยิงฝ่ายเสื้อแดง ที่ถนนวิภาวดีซอยสาม ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นแค่อันธพาลกวนเมือง ที่ไม่มีใครกล้าปราบ เพราะม็อบพวกนี้ มีแบ็คหนุนหลังที่ดีและมีอิทธิพลมาก จนใครในประเทศนี้ก็ไม่กล้าแตะต้อง

ผมสังเกตว่า สงครามครั้งนี้ของ พธม. สังคมไทยไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก สื่อต่างๆ ก็เสนอข่าวธรรมดาเท่านั้น ประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็ไม่ได้สนใจติดตามข่าวใกล้ชิดแต่อย่างใด

ที่จริง พันธมิตรอยากยึดอะไรก็ยึดไป รัฐบาลและประชาชนคงทำอะไรไม่ได้ เพราะพันธมิตรมี "เส้น" และมี "แบ็คหนุนหลัง" ชั้นดี แต่ยิงสร้างความวุ่นวาย คนที่หนุนหลังและให้ท้ายม็อบพันธมิตร ก็ยิ่งเสื่อมเสียเกียรติยศและบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาชนต่างๆ ในประเทศ รวมทั้งสื่อต่างประเทศ ต่างก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร สื่อไทยนั้นถึงแม้จะทราบ ก็แกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่ทราบ ซึ่งก็คงไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกัน

สงครามกวนเมืองครั้งนี้ของม็อบพันธมิตร แม้จะไม่สร้างผลเสียต่อฝ่ายประชาธิปไตยในการต่อสู้ทางการเมือง แต่ก็ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเครื่องบินไม่สามารถขึ้นลงได้ และทหารตำรวจก็ไม่กล้าปราบหรือจัดการแต่อย่างใด ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์และความเชื่อมั่นของ “รัฐไทย” ต่อสายตาต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลก็คือทำให้ “รัฐไทย” กลายสภาพเป็นเป็ดง่อย ที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำอะไรได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างรุนแรง และคนไทยทุกคนก็จะเป็นผู้เสีย


แต่ผู้มีบารมีที่อยู่เบื้องหลังม็อบ พธม. เป็นเจ้าของม็อบ พธม. ตัวจริง อย่าได้คิดง่ายๆ ว่า ประชาชนจะหันไปโทษรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ แต่ประชาชนจะยิ่งตาสว่างมากขึ้นว่า “รัฐบาลกำลังเจออะไร” ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการได้ คนก็เห็นใจรัฐบาล และโยนความผิดและบาปทั้งหมดไปยัง “เจ้าของม็อบ” มากกว่าจะโทษรัฐบาล สุดท้ายก็ล้มรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี

ทหารก็ไม่กล้าทำรัฐประหาร และถึงแม้จะกล้าทำก็ไม่มีใครกลัว และ “คนเสื้อแดง” ทั้งหลายที่จุดติดแล้วทั่วประเทศ ก็พร้อมที่จะออกมาสู้กับทหารทันทีหากมีการทำรัฐประหาร

เมื่อทหารทำรัฐประหารไม่ได้ การเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตร ก็ไม่มีผลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ก็เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เช่นการยึดทำเนียบ หรือการก่อจลาจลในวันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้น

การทำสงครามที่ไร้ประโยชน์ และไม่มีจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ว่าจะมุ่งไปสู่อะไร ก็มีสภาพไม่ต่างจากกองทัพโง่ๆ มีแม้ทัพโง่ๆ ที่สนุกสนานกับการก่อความวุ่นวายเท่านั้น

สำหรับ “คนเสื้อแดงทั้งหลายนั้น ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดทั้งสิ้นที่จะไปปะทะกับม็อบพันธมิตร เพราะหากเราจะพูดเปรียบเปรยอย่างหยาบๆ แล้ว ม็อบพันธมิตร เปรียบเสมือนควายที่เจ้าของปล่อยไปกินข้าวในนาของชาวบ้าน ซึ่งเราก็รู้ว่า ควายที่กำลังกินข้าวของชาวบ้านอยู่นี้เป็นควายของใคร ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปไล่ตีกับควาย แต่เราควรระวังเจ้าของควายมากกว่า ว่าจะมาไม้ไหนอีก

สู้เราออมกำลังเอาไว้รบกับเจ้าของควายดีกว่า หากเขาจะส่ง เด็กเลี้ยงควาย มายึดไร่ยึดนาเรา


จาก thaifreenews

เหลว!อนุพงษ์กดดันรัฐบาลยุบสภา วอนพธม.สลายม็อบ หากไร้ผลจะอารยะขัดขืน ไม่มีฝ่ายไหนเล่นด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2551

อนุพงษ์เสนอผ่าทางตันวิกฤตการเมือง รัฐบาลต้องยุบสภาคืนอำนาจประชาชน ส่วนพันธมิตรต้องยุติยึดสนามบินและทำเนียบ หากรัฐบาลไม่ยอมจะเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนไม่เชื่อฟังรัฐบาล น่าสังเกตว่า"สุรพล"อธิการมธ.มีบทบาทชี้นำในข้อเสนอนี้ แต่คาดทั้งรัฐบาล-พธม.ไม่เล่นด้วย เหตุฝ่ายรัฐบาลก็อยากให้จัดการพันธมิตรเด็ดขาดตามกฎหมายไม่ใช่มากดดันให้ยุบสภา ส่วนฝ่ายพันธมิตรก็ยืนกรานนายกฯสมชายต้องออกสถานเดียว ไม่ใช่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผลการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ อธิการบดีมหาสิทยาลัย และสมาคมเอกชนว่า มีมติร่วมกันแก้ไขปัญหา ดังนี้


1.ต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
2.ไม่แก้ไขด้วยความรุนแรง
3.จะเสนอรัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่
4.เสนอให้พันธมิตรยุติการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสถานที่ต่างๆให้ไวที่สุด

โดยจะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐบาล และพันธมิตร


เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากพล.อ.อนุพงษ์แล้ว ก็มีนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมประชุมมีบทบาทสำคัญในการร่วมแถลง และอาจเป็นผู้มีบทบาทในการเสนอทางออกนี้ด้วย

นายสุรพลนั้นมีบทบาทหนุนฝ่ายทหาร และต่อต้านประชาธิปไตยเรื่อยมาในช่วงตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร19กันยายนเป็นต้นมา และเคยได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

"ในที่ประชุมนั้นเราพูดถึงขั้นว่าหากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภาตามข้อเสนอ ก็อาจเดินหน้าต่อไปด้วยการทำCivil disobidience หรือทำอารยะขัดขืน"นายสุรพลกล่าว

ก่อนหน้านั้นพล.อ.อนุพงษ์เคยกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหา แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าให้ลาออกหรือยุบสภา แต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่ปฏิบัติตาม

คาดว่าข้อเสนอดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะว่า
1.ฝ่ายรัฐบาลจะจี้ให้ผบ.ทบ.ทำตามกฎหมาย คือจัดการกับกลุ่มพันธมิตรที่ยึดสนามบิน และยึดสถานที่ราชการอยู่ ไม่ใช่มากดดันให้รัฐบาลยุบสภา
2.ฝ่ายพันธมิตรก็ยังยืนกรานข้อเสนอของตนเองให้นายสมชายลาออก ไม่ใช่การยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภา แต่จะแต่งตั้งให้จัดการพันธมิตรตามพรก.ฉุกเฉิน หากไม่ยอมก็จะปลดพล.อ.อนุพงษ์ แล้วหาคนอื่นมาเป็นแทน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า วิธีการรุนแรงแก้ไขปัญหาไม่ได้ และจะไม่ปฏิวัติ เพราะปัญหาไม่จบ จะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมาก

"ที่ว่าจะปลดผมนั้นมันไม่เป็นตรรกะครับ เพราะไม่เช่นนั้นผมก็ทำปฏิวัติไปแล้ว ผมจะได้ใหญ่ที่สุด แต่ปฏิวัติแล้วมันแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็เลยเสนอให้รัฐบาลยุบสภา และพันธมิตรก็ต้องเลิกการชุมนุมทันที"

สรุปแล้วไม่มีฝ่ายไหนเอาด้วย
หลังจากพล.อ.อนุพงษ์แถลงข่าว ปรากฎว่า ทั้ง2ฝ่ายได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับพล.อ.อนุพงษ์ โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ต่างก็ออกมากล่าวตามที่คาดไว้ คือฝ่ายโฆษกรัฐบาลบอกว่าพล.อ.อนุพงษ์ทำผิดบทบาทหน้าที่ แทนที่จะไปจัดการกับม็อบที่ก่อความเสียหายให้บ้านเมือง ก็กลับมากดดันรัฐบาล

ส่วนโฆษกพันธมิตรบอกว่า ข้อเรียกร้องคือให้นายสมชายลาออก ไม่ใช่ให้ยุบสภา ดังนั้นจะยึดสนามบินสุวรรณภูมิประท้วงต่อไป

จาก thaienews

24มิถุนาเตือน"สนธิ-เตือนใจ"ระวังบ้านเหลือแต่เสา

เครือข่ายกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กว่า 50 คน ร่วมกันสวมเสื้อแดงนำตีนตบและป้ายผ้าข้อความ "เขตปลอดพันธมิตร" ไปปักหลักชุมนุมที่บริเวณปากทางเข้าท่าอากาศยานสากลเชียงราย ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่ออารักขานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่อาจจะเดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่ท่าอากาศยานเชียงราย พร้อมกันนี้ได้ปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรที่ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ


น.ส.จีระนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาเชียงราย และประธานเครือข่ายเสื้อแดงอีสาน-ล้านนา กล่าวว่า การชุมชุนของกลุ่มพันธมิตรที่กรุงเทพฯ มีกระแสข่าวว่า นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เชียงราย และนายผ้าง พลชัย เจ้าของวิทยุชุมชนห้วยไคร้ ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ จ.เชียงราย ไปร่วมด้วย หากเป็นจริงขอให้ทั้งสองคนหยุดการเคลื่อนไหวด้วย


"หากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ซึ่งมีบ้านอยู่ ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย และนางเตือนใจ มีบ้านอยู่ที่บ้านขัวแคร่ ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวบ้านก็อาจจะเหลือแต่เสา ขณะที่บางคนแจ้งว่ากำลังสืบหาที่อยู่ของชาวเชียงรายที่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรที่กรุงเทพฯ หากกลับมาก็จะต้องโดนดีแน่นอน" น.ส.จีระนันท์กล่าว