WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 27, 2008

พันธมิตรฯ แพ้แล้ว !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

ยิ่งนานวัน คนก็เริ่มหมั่นไส้ม็อบพันธมิตรฯ ที่ออกมาประกาศ “สงครามครั้งสุดท้าย” แบบม้วนเดียวจบ นี่ก็ปาไป 3-4 วันแล้ว ยังไม่จบเลย

ป่วนชาติมาเกือบ 3 ปี ประกาศชัยชนะอยู่เรื่อยๆ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ “เลือกข้าง” ชัดเจนแล้วว่าอยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย”

ล่าสุดกับปฏิบัติการ “ม้วนเดียวจบ” ที่ดาวกระจายไปปิดล้อมสถานที่ราชการ จนชาวบ้านเดือดร้อนกันเป็นแถวก็เสียรังวัดไปไม่ใช่น้อย

หรือเหตุการณ์พันธมิตรฯ ปะทะ กลุ่มชุมชนคนแท็กซี่ ที่ถนนวิภาวดี ซอย 3 ที่ภาพประจานไปทั่วโลก ว่าพันธมิตรฯ ทำร้ายคนเสื้อแดง

กระทั่งนักวิชาการ อย่าง ดร.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ยังบอกเลยว่าตอนนี้กระแสตีกลับเพราะภาพของพันธมิตรฯ มันออกมากลายเป็น “ผู้รุกราน”

อย่างการปิดล้อมที่ทำเนียบชั่วคราวที่ดอนเมือง ถือว่าหมิ่นเหม่มากในสายตาของคนทั่วไป โดยเฉพาะ “คนเป็นกลาง” ที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ก็หันไปเข้าข้างรัฐบาลกันมากขึ้น

แต่นาทีนี้หลายคนเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เพราะประเมินจากสถานการณ์แล้วดูรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นจึงต้องเตือนสติ และรำลึกถึงบทเรียน การทำปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ถ้าเราพูดถึงทางออกประเทศไทยขณะนี้ หรือ ชั่วโมงนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะพูดถึงด้วยความรู้สึกที่ “หดหู่ใจ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนาทีนี้ ที่บ้านเมืองกำลังถึง “ทางตัน” หลายฝ่ายเรียนร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร
ในอดีตประเทศไทยเผชิญกับ “การปฏิวัติ” ที่ซ้ำซาก การปฏิวัติเกือบทุกครั้งอยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์
หากประเทศไทยไม่สามารถหลุดออกจากกับดักของวงจรอุบาทว์นี้ ประเทศก็จะไม่มี “เสถียรภาพ” เมื่อไม่มีเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นก็จะไม่เกิด

เมื่อขาดความเชื่อมั่น โอกาสที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนา ก็เป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย
พวกเราไม่ค่อยใส่ใจอย่างจริงจังในความพยายามที่จะตัดวงจรอุบาทว์นี้ บางคนกลับมองว่าวงจรอุบาทว์นี้เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการเมืองไทยด้วยซ้ำไป

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ระบุว่า ตลอดช่วงอายุกว่า 60 ปี ผ่านเหตุการณ์การรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีการรัฐประหารครั้งใดที่สร้างความเสียหายให้มากเท่า 19 กันยายน 2549

เพราะเป็นการทำลายกระบวนการสร้างการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของประชาชนทุกอย่างลงอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น วิกฤติการเมืองครั้งนี้จะเป็นแบบทดสอบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดีว่าผู้มีอำนาจจะเลือกการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใด

หากเลือกการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทย คงได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศที่เผด็จการที่สุด

ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยต้องช่วยกันรักษาประชาธิปไตย และให้กำลังใจรัฐบาลต่อสู้กับอันธพาลด้วยความอดทน !


2 บาทช่วยชาติ 5 ล้านชื่อ เพื่อ “ทักษิณ”


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ

มิคสัญญีกลางกรุง เกมนี้ต้องจบครับ แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่ให้ “ออกไป” แต่อีกฝ่ายรัฐบาลก็สวนกลับทันควันว่า “ไม่ออก” ก็ต้องอยู่ที่เหตุผลและพฤติกรรมพฤติการณ์ที่ผ่านว่าฝ่ายไหนได้ทำอะไร อย่างไร เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองบ้าง

เกมนี้จะออกหัวหรือออกก้อยอย่างไรต้องคอยดู

ฝ่ายพันธมิตรฯ ชัดเจนว่า ต้องการล้มล้างรัฐบาล โดยทำมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช จนมาถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถ้าใครมาเป็นต่อ แต่ยังอยู่ในสายของ “นายก ทักษิณ ชินวัตร” คนเหล่านี้ก็จะขับไล่ไสส่ง โดยไม่ฟังเหตุผลและไม่ยอมรับรู้ถึงผลกระทบที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องได้รับ

ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐบาลก็ต้องเจอปัญหานี้ คือ ทำงานไม่ได้ จึงทำให้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ที่รอการแก้ไข ต้องสะดุดลง และหมักหมมทวีความรุนแรงขึ้น ส่วนเรื่องใหม่ๆ ที่จะมาพัฒนาประเทศชาติก็ทำไม่ได้

อีกหน่อยคงได้อายเขมร อายลาวกันบ้าง

ยืนยันว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ก็มีปัญหาครับ นอกจากพรรคพวกตัวเอง ซึ่งจะไม่พ้น “พรรคประชาธิปัตย์” ที่พอกล้อมแกล้มไปได้ จาก “เงาของประชาธิปไตย” ที่พาดผ่าน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่าทำเป็นเล่นไป เรื่องนี้อย่าเผลอเชียว ขนาดวิ่งราวตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” กลางสภา พรรคการเมืองนี้ ยังประพฤติปฏิบัติมาแล้ว

มาดูทางฝ่ายรัฐบาลที่ยืนยันจุดยืนว่า “ไม่ออก” บอกว่าจะทำงานต่อ เพราะมีงานต้องทำ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเสียด้วย

ในเดือนธันวาคมปลายปีนี้ มีงานใหญ่ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยอย่างน้อย 2 งานคือ
งานเฉลิมฉลองในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 81 พรรษา

กับงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลก การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 3 และการประชุมอาเซียนกับโลก ที่มีผู้นำอาเซียนร่วมประชุมกับเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำสถาบันการเงินสำคัญของโลกและเอเชีย ปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่เชียงใหม่

งานนี้เป็นที่จับตาของประชาคมโลก เพราะเป็นเรื่องที่พูดถึงถึงเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีปัญหาอยู่ในขณะนี้
ต้องถามว่า เหตุผลแค่นี้พอไหมที่จะให้รัฐบาลอยู่ทำงานต่อไป เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำย่ำแย่อยู่ทุกวันนี้ จะต้องได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาให้ก้าวหน้า

คนไทยยังเชื่อมั่นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นที่จะมาจัดการกับเรื่องหนักหนาสาหัสนี้ได้ และนานาประเทศก็มองอย่างนี้ด้วยความเชื่อมือเชื่อมั่น เพราะเศรษฐกิจนั้นถ้าดียกพวง ถ้าร่วงก็มีผลกระทบกันไปถ้วนหน้า ประเทศเล็กประเทศใหญ่ไม่มีข้อยกเว้น

ที่สำคัญ ต่างชาติยอมรับในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ เพราะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทำให้คนยากคนจนได้ลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจของประเทศฉลุยไปโลด ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศมีรายได้เข้ามาอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ไปยืนบนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี เพราะมีปัญญาและทำงานเป็น
ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมมารับงานนี้

เพราะฉะนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่า ที่มีการจุดประกายเสนอขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก นายวีระ มุสิกพงศ์ ในรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3” ที่วัดสวนแก้ว ของ พระอาจารย์พยอม กัลยาโณ โดยให้ “คนเสื้อแดง” ส่งไปรษณียบัตร 5 ล้านชื่อนั้น สำหรับคนเสื้อแดง คนรักทักษิณ คนรักประชาธิปไตย คนที่ต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร รวมทั้งคนที่อยากจะเห็นความสงบสุขเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ แม้กระทั่ง “พลังเงียบ” ด้วยแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเหลือเกินครับ

ที่พูดอย่างนี้ เพราะมีที่มาที่ไป มีความเป็นไปได้สูงมาก ระหว่างเรื่องของประเทศชาติกับไปรษณียบัตรแผ่นละ 2 บาท ต้องเรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ

จากข้อเขียน ในหัวข้อ “ทวงคืนความยุติธรรมให้ทักษิณ” ปรากฏว่ามีท่านผู้อ่านที่เป็นแฟน “ประชาทรรศน์” แสดงความคิดเห็นมาจำนวนหนึ่ง แต่มีอยู่ท่านหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า คนไทยทั้งประเทศต่างก็เห็นพ้องต้องกันกับท่านนี้ และมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน ท่านเขียนมาว่า...
แม้สิ้นสิทธิ์เสรีสิ้นศรีศักดิ์
ก็ไม่สิ้นคนรักหรอกทักษิณ
แม้เหยียบย่ำซ้ำถมให้จมดิน
ก็ไม่สิ้นชีวีมีลมปราณ
อยู่อย่างไรอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้
ร่อนเร่ไปเหมือนเจ้าไม่มีศาล
แต่ความดีมีผลอยู่ทนนาน
ใครล้างผลาญไม่ตายวายชีวัน
การโฟนอินเข้ามาหาเพื่อนพ้อง
เพื่อเรียกร้องสู้ไปใฝ่สร้างสรรค์
เพื่อประชาธิปไตยเป็นสำคัญ
เพื่อคงมั่นสิทธิ์เสรีที่เชิดชู
ปฏิวัติรัฐประหารอันโสมม
จะต้องล่มจมไปด้วยใจสู้
เผด็จการอย่าหาญมาพาลขู่
บอกให้รู้ว่า “กูไม่กลัวมึง”
ครับ...พวกกูก็ไม่กลัวมึงจริงๆ เพราะพวกมึงไม่มีอะไรดีหลงเหลืออยู่เลย มีแต่สร้างความอัปยศอดสู ไม่หยุดไม่หย่อน

เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาประจานตัวเองว่า ไม่ใช่ “คน”
พันธมิตรฯ จึงต้องดิ้นรน ประกาศทำสงครามครั้งสุดท้าย แต่กลับกลายเป็นการตอกย้ำความชั่วช้าสามานย์ ความเถื่อนถ่อยให้ปรากฏมากขึ้น เด่นชัดขึ้น ซึ่งผิดกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่พูดออกมาชัดเจนว่า...
“ถ้าผมได้บริหารประเทศ ผมจะนำความมั่นใจกลับสู่ไทย”
จะเลือก “ทักษิณ” หรือจะไล่ส่งล้างบาง “พันธมิตรฯ” รีบคิดรีบตัดสินใจเสียแต่เดี๋ยวนี้ครับ


ประณามม็อบถ่อย

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ประชาชนคนไทยเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการกระทำของคนบางกลุ่ม บางพวก เขาเริ่มทนไม่ได้ที่มีการชุมนุมนอกกรอบกฎหมายที่กำหนดให้ไว้ สร้างความเดือดร้อนปั่นป่วน ทั่วบ้าน ทั่วเมือง การทำมาค้าขาย สะดุดหยุดลง เพียงเพราะคนเพียงแค่หยิบมือเดียว เดินไปเดินมาจะต่างอะไรกับฝูงวัว ฝูงควาย ที่ถูกไล่ต้อนไปตามผู้คุม ไม่ได้ใช้สติปัญญาคิดและไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมชาติ ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย

ความกดดันนี้กำลังจะก่อเกิดและแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและชิงชัง ให้กับกลุ่มคนที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับประเทศชาติบ้านเมือง และพร้อมจะออกมาปกป้องพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ของพวกเขาเอง เพื่อให้สังคมกลับคืนมาสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

วันนี้ ประเทศไทย อยู่ในสภาวะไม่แตกต่างอะไรกับความเป็น บ้านป่าเมืองเถื่อน!!! คนกลุ่มหนึ่งได้อภิสิทธิ์ จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของส่วนรวม เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเข้าจัดการได้
มีการชุมนุมปิดล้อมบุกรุกสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สนามบินนานาชาติ ทั้ง 2 แห่ง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย

มีการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีการกระทำที่เรียกได้ว่าเป็น การดูหมิ่นซึ่งหน้า ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การแก้ไขสถานการณ์ จากเบาไปหาหนัก ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้?

กระบวนการการเจรจา กับกลุ่มคนพวกนี้ดูจะไร้ผล เพราะเปลี่ยนข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไม่มีข้อยุติ เริ่มต้นจากการ คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บานปลายไปเป็นการไล่รัฐบาล ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลแม้แต่น้อย

การจัดการขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นกระบวนการสากลน่าจะเป็นทางออกเดียวที่หลงเหลืออยู่ในขณะนี้ แต่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ หรือแม้จะมีคนกล้าตัดสินใจแต่ในการข่าวทางลึก ซึ่งทุกคนในประเทศรู้กันดีว่ามักจะถูก “มือที่มองไม่เห็น” สั่งเบรกเอาไว้ ประชาชนไทยในภาวะกดดันแบบนี้จะทำอย่างไร?

การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ไม่เป็นผล คนไทยผู้รักชาติและรักความเป็นธรรมย่อมได้รับความกดดัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จะเอาแค่ใจคนกลุ่มเดียวโดยไม่ฟังคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม ทั้งที่เป็นมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกัน เมื่อมีการกระทำอันไม่ชอบธรรม เกินขีดเส้นแห่งความคั่งแค้น เมื่อนั้น ประชาชนเหล่านี้พร้อมระเบิดขึ้นมาได้ทุกที่ ทุกเวลา ทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งการลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้ห้ำหั่น ทวงความเป็นธรรม ดังที่เห็นใน ประวัติศาสตร์ประเทศน้อยใหญ่ในโลกน้อยๆ ใบนี้

กองบรรณาธิการ ประชาทรรศน์ ขอประณาม แกนนำและผู้ร่วมเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ตลอดไปจนถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุม สมคบคิดกันวางแผนใช้อาวุธสงคราม ที่ขโมยของส่วนราชการมาใช้ก่อเหตุ ในการปลุกระดมสร้างความปั่นป่วนหวังให้เกิดความรุนแรงในชาติไทยของเรา ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบวงกว้างมากมายมหาศาลทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เราเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กับคนเหล่านี้โดยพลัน ไม่ต้องไว้หน้าแม้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นใคร ก่อนที่เหตุการณ์ความไม่สงบนี้จะบานปลายขยายตัวไปในมิติทั้งวงกว้าง และลึก มากกว่าปัจจุบัน



ปิดเอเอสทีวี!!


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ไม่สิ้นหวัง แล้วล่ะท่านผู้ชม...ต่อไปนี้ ใครที่เคยปรามาส ตราหน้า ว่า “กฎหมายไทย” ไร้ความศักดิ์สิทธิ์... อ่อนปวกเปียกนุ่มและอ่อนยวบ เป็น “ขนมเปียกปูน” ไม่ได้เหมือนเก่า กันอีกแล้ว

บัดนี้ มีผู้ที่ลุกขึ้นมาจุดประกายไฟ เพื่อทำให้ “กฎหมาย” เป็น “กฎหมาย”...ไม่ใช่เป็น “ไม้หลักปักขี้เลน”
ที่ใครจะกระทืบซ้ำ เหยียบย่ำ ตามอำเภอน้ำใจ กันต่อไป ไม่ได้แล้วนะ!!

เพราะการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ด้วยคนหมู่มาก.. เป็นชนวน “มหาภัย” ทำให้คนไทย ถึงกาล ที่จะทำ“สงครามกลางเมือง” เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ให้ “สิ้นสูญ” ...ดับและตาย วอดวาย หายนะ กันไปข้างหนึ่ง เมื่อ, “ท่านพีรพล ไตรทศาวิทย์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งซิก เป่านกหวีด ไปถึงผู้ว่าราชการ ที่อยู่ใต้อาณัติ การคอนโทรล ของกระทรวงมหาดไทย ทุกหัวเมือง ให้ดำเนินการ ใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ อย่างอ้อยอิ่ง เป็นลิงป่วยเชียวนะเออ

ว่าด้วย ในขณะนี้, มีคณะบุคคล ปรักปรำ ใส่ไคล้ ให้ร้ายเผยแพร่ข้อความ และแนวคิด ผ่านสถานีวิทยุชุมชน ระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งเอกสารแผ่นปลิว อีกทั้ง มีการสร้างกระแสในแง่ลบ จงใจพาดพิง หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์!!

เป็นความฮึกเหิม อันไม่บังควร..อีกทั้งผิดเต็มเป้า ในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน!!
ดังนั้น, เป็นหน้าที่ อันชอบธรรม ที่ “พ่อเมือง” ที่ได้รับการอวยยศ อวยชัย ต้องดำเนินการจับกุม “วิทยุชุมชน” และ “เว็ปไซด์”
นอกรีต นอกรอย นอกเทือกเถาเหล่าก่อ อันเป็นคนไทยที่ดี??
เพราะความเป็นคนไทยนั้น....
มีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างเปี่ยมล้นเสมอมา
ใคร? ที่บังอาจก้าวล่วงละเมิด เราต้องใช้กฎหมายกำราบ ปราบ อย่างไม่รอช้า

การที่, ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย “คุณพีรพล ไตรทศาวิทย์” มีคำสั่ง ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ให้กวาดล้าง และ เช็คบิล “สถานีวิทยุชุมชน” และ “เวปไซด์” นอกแถว!!
เป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง และ ต้องรวดเร็วยกกำลังสอง อีกเสียด้วย
โดยเฉพาะ, ความผิดเกี่ยวกับ “ความมั่นคงภายใน” เป็นข้อหารุนแรง ร้ายแรงเป็นอันมาก
ดังนั้น, “วิทยุชุมชน” และ “เว็ปไซด์” นอกคอก..น่าเลิกทำตัวเป็น “หัวหอก”นอกรีตเสียที
ขณะเดียวกัน, อยากเห็น “ท่านปลัดพีรพล ไตรทศาวิทย์” ข้าราชราชการเบอร์หนึ่ง เกณฑ์หนึ่ง แห่งกระทรวงคลองหลอด....

ช่วยชะเง้อแล แชร์สายตา มองดู พฤติการณ์ สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”กระบอกเสียง กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำตัวเป็นอันธพาล ยึดทำเนียบ มายาวนาน กว่า ๑๖๐ วันเข้าไปแล้ว
เขาแพร่ภาพ กระจายเสียง... รับใช้คนบางคน ที่สรรหาคำพูด “สุดถ่อย” มาประดิดประดอยได้ทุกวัน??
และแต่ละถ้อยคำ ล้วนโกหกหน้าตาย ฉีกประเทศไทย แบ่งเป็นฝั่งฝ่าย ริ้วปลาแห้งเลยล่ะ
จนบัดนี้ “สยามเมืองยิ้ม” ที่อิ่มและพิมพ์ใจ ได้กลายเป็น “ไทยเหนือ”และ “ไทยใต้”?
พร้อมที่จะลุกมา “ฆ่าฟัน” กันเองได้ทุกเมื่อ!!

ที่เป็นเช่นนั้น สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี” เป็นต้นกำเนิด...ให้คนไทยเกิดการแบ่งขั้ว กันซะเสร็จสรรพ
ด้วยการกระทำ อันโจ่งแจ้ง ทั้งยุ ทั้งเสี้ยม ทั้งจูงจมูก ขาดไร้ซึ่งเหตุและผล บนสมุฏฐานแห่งความเป็นจริง

ฉะนั้น, เพื่อดับต้นเหตุแห่งชนวน, กระทรวงมหาดไทย อย่าได้มองข้าม เลยช็อต ต่อการกระทำ ของ “เอเอสทีวี” ที่ได้สร้างมลพิษ แห่งการเลือกข้าง แบ่งฝ่าย กันเชียวนะ??

เพราะถ้า “เอเอสทีวี”ไม่ ได้ก่อหวอด...สร้างจุดบอด ให้คนไทย “ขาดความสามัคคี” กันแล้วไซร้??
“ไทยต่อไทย” จะมีกินเลือด กินเนื้อ หาวิมานกันทำไม!!
ตรงนี้, น่าเป็นหน้าที่ ของ “กระทรวงมหาดไทย” เพื่อแจงจารนัย ไปถึง “ศาลปกครอง” ที่คุ้มครอง “เอเอสทีวี” มาหลายปีดีดัก
ควรเลิกคุ้มครอง เป็นไข่ในหินได้แล้ว
นั่น, ขึ้นอยู่ว่า “กระทรวงมหาดไทย” จะรวบรวม “ความเป็นจริงวันนี้” ไปชี้ให้ “ศาลปกครอง” เห็นข้อเท็จจริง ได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้ายนี้, เมื่อวิเคราะห์เจาะประเด็นกันดูแล้ว “สถานีวิทยุชมชุม” และ “เวปไซด์” ที่กล่าวและพาดพิงสถาบันฯ ...คนไทยที่ล้วนแล้วมีจิตใจ ที่ “จงรัก-ภักดี” ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”ที่ดูประหนึ่ง เป็นบ่อน้ำทิพย์ ในการหยิบ ข้อเท็จจริงด้านเดียว ให้หมู่มวลสมาชิกสาวกพันธมิตรฟัง

ก็มีความร้ายกาจ ต้องกำจัดจุดนี้ไปเหมือนกัน??
เพราะการถ่ายทอด และ แพร่ภาพ ด้วยการให้ความจริงครึ่งเดียว “เป็นยาพิษ”กลาย..กลาย
ฉะนั้น, ต้องหามาตรการ สั่งปิด “เอเอสทีวี”..ควบคู่กับ “วิทยุชุมชน”และ “เวปไซด์”
ปิด “เอเอสทีวี” เมื่อไหร่...ประเทศไทยก็ผ่องแผ้ว!!
“ความสามัคคี” จะกลับมาแจ่มแจ๋ว...เลยล่ะจะบอกให้???

โดย “กะพรุนไฟ”


ม็อบโกเต๊กซ์ทำลายชาติยึด”สุวรรณภูมิ”-นปช.ฮือปิดบัญชีกรุงเทพ-กสิกร


จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เคลื่อนกำลังเข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้และชื่อเสียง ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 นานาชาติต่างประกาศเตือนนักท่องเที่ยวห้ามเข้าประเทศไทย ส่วนสถานการณ์ทั่วไปภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงเต็มไปด้วยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ จำนวนหลายพันคน และยังมีกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางจากทำเนียบรัฐบาลเข้ามาสมทบอีกจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าการชุมนุมคงจะยืดเยื้อ เพราะต้องการจะยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ไปจนกว่าจะได้มีการเจรจากับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เท่านั้น หรือมิเช่นนั้น ก็ต้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งจึงจะยอมสลายการชุมนุม นอกจากนี้ เมื่อช่วงเวลา 13.40 น. ได้มีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่งกายชุดดำ จำนวน 10 กว่าคน ได้เข้าบุกยึดหอบังคับการบินไว้ได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ศูนย์ปฏิบัติการข่าวกองบัญชาการตำรวจสันติบาลได้รายงานว่า มีข่าวสารลวงให้กลุ่ม นปช. ว่า ทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ได้มีการนัดรวมพลเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้รวมพลกันที่บริเวณท้องสนามหลวง เวลา 14.00 น. นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานกลุ่มชมรมคนรักอุดร ได้ประกาศให้สมาชิกกลุ่มที่มีเงินฝากกับธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย ร่วมกันปิดบัญชีเงินฝาก โดยขณะนี้ที่ จ.อุดรธานี ได้มีการปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพไปแล้วกว่า 100 บัญชี และประสานร่วมกับเครือข่ายในภาคอีสานเพื่อปิดบัญชีต่อไปเพื่อเป็นการตอบโต้

และเมื่อเวลา 14.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก. ระดมข้าราชการตำรวจฝ่ายธุรการในสังกัดหน่วยขึ้นตรง ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 487 นาย แบ่งเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 30 นาย ชั้นประทวนจำนวน 457 นาย เพื่อเข้ารับการฝึกซ้อมแผนเผชิญและยุทธวิธีควบคุมฝูงชน โดยมี พ.ต.ท.ยศวีร์ พรพีรพาน รอง ผกก.กก.ปพ.บก.ป. พร้อมกำลัง ตำรวจคอมมานโดจำนวน 1 หมู่ ทำหน้าที่ควบคุมการฝึก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับการเรียกระดมข้าราชการตำรวจฝ่ายธุรการครั้งนี้ เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร จำนวน 2 กองร้อย ที่ถูกส่งมาปฏิบัติหน้าที่รักษาความเรียบร้อยภายในบริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 23 ที่ผ่านมา ต้องถอนกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ยังหน่วยงานราชการอื่น ที่อาจตกเป็นเป้าหมายในการเคลื่อนพลดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรฯ 8 จุด อีกทั้งกำลังตำรวจหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนทั้งของ ผบช.น. ผบช.ก. ผบช.ภ. ต่างก็ถูกระดมไปปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่ต่างๆ ทำให้ในขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกำลังพลไม่เพียงพอ จึงต้องมีการเรียกระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายธุรการเข้ารับการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การชุมนุม

นักกฎหมายจี้จับอาจารย์จุฬาฯยุทหารปฏิวัติเข้าข่ายเป็นกบฏ

“นักกฎหมาย” ดาหน้าเสนอปลด ผบ.ทบ. ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้สถานการณ์บานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมทั้งจ่อแจ้งความดำเนินคดี กลุ่มอาจารย์-นักศึกษา จุฬาฯที่ออกมาเรียกร้องทหารปฏิวัติ เข้าข่ายกบฏชัดเจน พร้อมจี้มหาวิทยาลัยพิจารณาความผิดด้วย

จากกรณีที่เครือข่ายปัญญาชนสยามนำโดยผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พอพันธ์ วัชจิตพันธ์ พร้อมด้วยนิสิตจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย 100 คน เข้ายื่นหนังสือขอ ผบ.ทบ. พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา ออกมายุติความรุนแรงต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งไฟเขียวให้ทหารปฏิวัตินั้น

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายคารม พลทะกลาง เลขาธิการชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน เปิดเผยว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำการใดๆ ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่ถูกต้อง

ทหารมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ซึ่งการดำเนินการของทหารผิดพลาดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานั้นที่ได้มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และให้ทาง ผบ.ทบ.เขามาดูแลเรื่องดังกล่าว แต่เท่าที่สังเกตกลับเห็นว่าทาง ผบ.ทบ.ไม่ได้ปฏิบัติในภารกิจที่ได้รับมอบหมายเลย ทหารจึงดูเหมือนว่าหมดมนต์ขลังไป

“ถ้าทางรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ น่าจะดำเนินการปลด ผบ.ทบ. ในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายคารมกล่าว

นายคารมกล่าวไปว่า การออกมาเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติ ไม่เป็นไปตามหนทางและวิธีการของระบอบประชาธิปไตย ถ้าทหารออกมาทำการปฏิวัติตามคำเรียกร้องดังกล่าว เชื่อว่าจะต้องมีประชาชนที่ออกมาคัดค้านและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ส่วนการกระทำของนักวิชาการกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกบฏ เพราะถือว่าออกมาเรียกร้องให้กระทำการปฏิวัติโดยไม่เป็นไปตามระบอบกฎหมายในรัฐธรรมนูญ

“การออกมายื่นจดหมายอาจจะตีความตามเจตนารมณ์ตามพฤติกรรมหรือเนื้อความของจดหมายที่ต้องการออกมาเรียกร้องการทำปฏิวัติ ถือว่ากลุ่มนักวิชาการดังกล่าวไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะว่าออกมาเรียกร้องให้สนับสนุนคนทำผิด แทนที่จะออกมาเรียกร้องให้ไปปราบปรามกลุ่มคนดังกล่าว ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยน่าจะตรวจสอบตัวบุคคลดังกล่าว เพราะว่าไปสอนคนอื่นอาจจะนำความรู้ที่ผิดๆ ไปสอนได้”

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของการออกมาป่วนเมืองของกลุ่มพันธมิตรนายคารมกล่าวว่า ตนไม่อาจเดาได้ว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร แต่เชื่ออย่างหนึ่งว่าประชาชนเริ่มจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตร และรู้สึกเห็นใจรัฐบาลที่มีอำนาจแต่ไม่สามารสั่งการอะไรได้ อยากเห็นรัฐบาลมีความเด็ดขาดใครที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายก็ควรพิจารณาปลดออกให้คนอื่นที่มีความสามารถได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้ารัฐบาลยังอยู่นิ่งเฉยไม่จัดการอะไรสักอย่าง ก็จะเป็นอย่างที่นายวีระ มุสิกพงษ์ที่กล่าวในรายการความจริงวันนี้ ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ประชาชนก็จะไม่เอารัฐบาลเหมือนกัน

“หากเรามองย้อนไปก่อนหน้านี้ มักมีคนบอกว่าที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้เพราะอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวท่านอาจจะมีส่วนทำให้บ้านเมืองเสียหาย 10 % แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ของวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้บ้านเมืองไม่รู้ว่าเสียหายไปมากเท่าไร ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เสียหายกว่ากันมากไม่รู้เท่าไร”

นายคารมกล่าวต่ออีกว่า ทางพันธมิตรอย่าคิดว่าประชาชนโง่ ไม่มีความคิด คิดว่าจะเป่าหูอย่างไรก็เชื่อ ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช้ว่าเขาจะรับข่าวสารเพียงด้านเดียว เขารับข่าวสารจากด้านอื่นด้วย

“ผมเชื่อว่าการออกมาเรียกร้องหรือกระทำการใดๆ ก็ตามเพื่อต้องการให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติจะไม่เป็นผล เพราะผมยังเชื่อว่าทหารไม่กล้าออกมากระทำการดังกล่าว หรืออยู่ในช่วงของการตัดสินใจว่าจะอย่างไรดี ไม่ว่าทหารจะอ้างว่ามาจากไหนหรือจะปกป้องใครก็แล้วแต่ ประชาชนเขารู้หมดทุกอย่าง เพียงแต่ว่าหากจะกระทำการใดๆ ทหารไม่ปกป้องประชาชนหรือ”

ส่วนประเด็นเรื่องที่ทางนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์ทำจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้บัญชาการทหารบกเรียกร้องให้ออกมาทำการปฏิวัติ โดยช่วงบ่าย วันที่ 27 พ.ย. ตนจะมีการศึกษาข้อกฎหมายและร่างหนังสือเพื่อยื่นทำเนินคดีกับนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นกบฏผิดประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 113 และ 114
ทางด้านนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การกระทำของนักวิชาการกลุ่มดังกล่าวที่ออกมาทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก เพื่อให้ทหารออกมาทำการปฏิวัตินั้น เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการเป็นกบฏ เพราะว่าบ้านเมืองอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้าข่ายผิดกฎหมายประมวลอาญาในมาตรา 113 ที่ว่า"ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฎ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต"



ม็อบเล่นสกปรกขนเสื้อแดงใส่รถมุ่งก่อเหตุใส่ร้าย

โจรพันธมิตรฯ ก่อเหตุอีก ยิงถล่มชุมชนคนแท็กซี่ระลอกสอง บาดเจ็บไปอีก 11 คน แถมพบหลักฐานยืนยันแผนร้าย ขนเสื้อแดงมาเต็มรถจ่อปลอมตัวสร้างสถานการณ์ป้ายสีให้ร้าย “ชินวัตร หาบุญพาด” จี้ตำรวจเร่งจัดการตามกฎหมาย เพราะนับวันจะยิ่งมีพฤติกรรมเหิมเกริมไม่เคารพกติกาบ้านเมือง ขณะที่ “เสธ.แดง” แนะยุทธศาสตร์รับมือม็อบชั่ว พร้อมประกาศถ้าไม่เลิก “ถ่อย"”มีหวังถูกจองกฐินไม่เลิกรา

หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรได้ปฏิบัติการอุกอาจยิงถล่มคนเสื้อแดงกลางวันแสกๆ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บไปหลายรายและยังเผารถจักรยานยนต์ นำอาวุธมีดและปืนออกมาข่มขู่อย่างเปิดเผย โดยเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมพบอาวุธปืนอูซี่ และอาวุธอีกหลายรายการ นั้น

ขณะเดียวกันในเวบไซต์ต่างๆ ก็มการนำเสนอภาพการก่อเหตุร่ายของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะมีการยิงปืน การใช้อาวุธรูปแบบต่างๆ รวมทั้งภาพที่ยืนยันข่าวลือก่อนหน้านี้ว่าพันธมิตรฯ จะปลอมตัวเป็นคนเสื้อแดง สร้างสถานการณ์ก่อเหตุ โดยพบว่าบนรถของพันธมิตรฯ มีเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก

นายชินวัตร หาบุญพาด ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2
6 พฤศจิกายนที่ผห่านมา ว่าเมื่อช่วงเช้ามืด คนร้ายไม่ทราบจำนวนโยนระเบิดไม่ทราบชนิดมาจากถนนวิภาวดี และกราดปืน ใส่กลุ่ม แท็กซี่คนเสื้อแดงบริเวณปากซอยวิภาวดี ซอย 3 ทางเข้าสถานี 'วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75' เบื้องต้นทราบชื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ คือ นายพลพัตร ทูลในตา อายุ 28 ปี ได้รับบาดเจ็บที่หน้าผาก และ นายเอ็ม ภักดี อายุ 22 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า

จาการตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อแจ้งว่า วัตถุที่โยนใส่กลุ่มแท็กซี่เสื้อแดงดังกล่าวเป็นประทัดชนิดกระจับ 3 เหลี่ยม จำนวน 2 ลูก

นายชินวัตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มของตน โดยยืนยันว่าจะไม่เคลื่อนย้ายไปไหน และตอนนี้ได้ประสานกับกลุ่มแท็กซี่อยู่ตลอดเวลา ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มีผู้บริจาคให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยตลอดทั้งวันมีประชาชนที่เป็นแฟนรายการเข้ายื่นความจำนงบริจาคเงินช่วยเหลือมาอย่างมากมายและต้องมาให้กำลังใจพี่น้องที่เสียสละปกป้องประชาธิปไตยแต่ต่อต้านพันธมิตรฯ
อีกทั้งทางโรงพยาบาลตำรวจได้ติดต่อขอรับผู้บาดเจ็บไปดูแลต่อ ซึ่งค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บในเบื้องต้นตอนนี้ประมาณ 380,000 บาท โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 11 คน ต้องทำการรักษาที่โรงพยาบาล 6 คน เข้ารับการผ่าตัด 3 คน และต้องรอดูอาการในห้อง ICU 1 คน

สำหรับบรรยากาศที่สถานีวิทยุชุมชม มีการอารักขาดูแลจากชาวบ้านและอาสาสมัครแท็กซี่กว่า 300 คน ค่อยตรวจเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจมีพันธมิตรฯแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุ

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธฯแดง มาที่สถานีวิทยุชุมชนนั้น ก็เพื่อต้องการมาให้กำลังใจ อีกทั้งแนะนำวิธีการรับมือการก่อเหตุร้ายของพันธมิตรฯให้กับการ์ดอาสาสมัครของ วิทยุชุมชน ทั้งนี้ ตนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เพราะขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ส่วนกรณีที่มีข่าวลือปล่อยออกมาว่าให้พี่น้อง นปช.ร่วมตัวที่สนามหลวง เพื่อไปเคลื่อนไหวกดดันพันธมิตรฯและยึดทำเนียบคืนนั้น

นายชินวัตร กล่าวว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการปล่อยข่าวของทางนายวีระ สมความคิดที่ปราศรัยบนเวทีเพื่อมุ่งหวังสร้างสถานการณ์ให้สาวกออกมาร่วมตัวสมทบ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ความศรัทธาของสาวกเริ่มเสื่อมเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติการ ม้วนเดียวจบได้ตามที่อ้างเอาไว้

โดยหากว่า นปช.จะมีการเคลื่อนไหวจริง ๆ นั้นเป็นที่รู้กันว่าแกนนำนปช.ได้ยกให้นายวีระ มุกสิกพงษ์ เป็นหัวขบวนสั่งเคลื่อนไหว ดังนั้นขอให้ฟังแต่นายวีระ มุสิกพงษ์ เท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องจริง

ซึ่งตนได้ทราบว่า เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ย.บริเวณหน้าทางเข้าสถานีวิทยุนั้น มีผู้ถ่ายภาพรถหกล้อ ที่ขนพันธมิตรฯมาบุกถล่ม ซึ่งปรากฏว่ามีกองเสื้อแดงที่ยังไม่ใช่อยู่บนรถคันดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนมาก ตนจึงเชื่อได้ว่าน่าจะมีความพยายามเล่นสกปรก ก่อเหตุร้ายตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใส่ความ นปช.เพื่อหวังเรียกคนมาสมทบเพิ่มก็เป็นได้

ทางด้านพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า ตามที่ตนได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าประชาชนเริ่มทนไม่ได้ และมีหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับคนกลุ่มนี้ และคงจะโดนกฐินหลวงไปอีกนาน จนกว่าคนกลุ่มคนนี้จะออกไป

ส่วนหลังจากเหตุการณ์เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน ได้มีการยิงเข้าโจมตีทางชุมนุมแท็กซี่บริเวณถนนวิภาวดี โดยทางพต.ต.ขัตติยะได้เข้าเยี่ยมบริเวณสถานที่เกิดเหตุ ทางพล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์สงบแล้ว และไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าเป็นห่วง ตนเข้าไปตรวจดูพื้นที่และให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

ทั้งนี้พล.ต.ขัตติยะได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ถ้าทางกลุ่มพันธมิตรยังไม่หยุดเห็นที่ว่าคงจะโดนกฐินหลวงไปอีกนาน เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทางทหารไม่สามารถเข้ามาดำเนินการหรือจัดการอะไรได้เลย



ฉิบหาย!ศก.พังยับ-ท่องเที่ยวสูญแสนล้าน


เศรษฐกิจชาติพังย่อยยับ นักธุรกิจท่องเที่ยวโอด พันธมิตรฯ ทำการท่องเที่ยววอดนับแสนล้าน ขณะที่ ผอ.สุวรรณภูมิ ยันหากยังมีการชุมนุมยืดเยื้อจะเกิดความเสียหายอย่างน้อยวันละ 500 ล้านบาท ไม่รวมผลกระทบที่เกิดกับแต่ละสายการบิน หวังขออำนาจศาลปกครองคุ้มครอง ขณะเดียวกันขายขี้หน้าไปทั่วโลก ต่างชาติดาหน้าประกาศเตือนภัยเมืองไทย

กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่เย็นวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประกอบกับกลุ่มพันธมิตรฯจำนวน 30คน เข้ายึดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ เป็นเหตุให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจำเป็นต้องประกาศงดเที่ยวบิน ทั้งหมด 402 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาเข้าจำนวน 204 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออก 198 เที่ยวบิน ทั้งสาย การบินระหว่างและในประเทศ และได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวโดยรวมของไทย รวมถึงความไม่มั่นใจในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติอย่างมหาศาล

โดยสำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า ผู้โดยสารหลายพันคนติดค้างภายในสนามบินสุวรรณภูมิ และหลายคนได้ให้สัมภาษณ์แสดงความโกรธแค้น และบอกว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ไม่มีเจ้าหน้าที่บอกสาเหตุใดๆเลย ขณะที่ผู้โดยสารที่ทราบว่า มีการยกเลิกเที่ยวบินก็รีบเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิทันที เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

ขณะเดียวกันประเทศต่างๆได้ออกมาเตือนประชาชนถึงการเดินทางมาประเทศไทย และที่อยู่ในประเทศไทยให้ระมัดระวังตัว โดยออสเตรเลีย แจ้งประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยให้อยู่ห่างจากสถานที่ เสี่ยงต่ออันตราย และสถานทูตสหรัฐเตือนชาวอเมริกันให้อยู่ห่างจากสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ

นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ตามที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ประกาศงดเที่ยวบินทุกเที่ยวตั้งแต่เวลา 04.00 น. วานนี้ จึงได้สั่งการให้ท่าอากาศยานในความรับผิดชอบของ ทอท. ทั้งหมด คือ ท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานเชียงราย ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ เตรียมพร้อมรองรับเที่ยวบินที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงมาลงที่ท่าอากาศยานดังกล่าว

อย่างไรก็ตามได้มีเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 402 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินขาเข้าจำนวน 204 เที่ยวบิน เที่ยวบินขาออก 198 เที่ยวบิน จากปกติมีเครื่องบินขึ้นลงประมาณวันละ 700 เที่ยว ซึ่งได้ประเมินความเสียหายจากค่าธรรมเนียมลงจอด และค่าธรรมเนียมหลุมจอด พบว่าทอท.สูญเสียรายได้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมความเสียหายในส่วนของสายการบินที่ต้องระงับไป

ขณะที่รายงานข่าวจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า บริษัทประกาศยกเลิกเที่ยวบินที่ออกเดินทางจากและเดินทางมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับเส้นทางบินในประเทศและเส้นทางบินระหว่างประเทศทุกเส้นทางบิน รวมจำนวน 106 เที่ยวบิน

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุได้สั่งการให้นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ฟ้องศาลแพ่ง เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขะพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักเลขานุการบริษัทฯ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย ประเมินว่า หากยังไม่สามารถเปิดทำการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ก็จะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ถึงวันละประมาณ 500 ล้านบาท ทั้งรายได้หลักจากตั๋วโดยสาร บริการคาร์โก้ และ ครัวการบิน

ทั้งนี้แม้จะมีการย้ายเที่ยวบินส่วนใหญ่ไปใช้ที่สนามบินดอนเมือง แทนสนามบินสุวรรณภูมิ แต่สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศยังคงต้องเลื่อนไฟล์ทไปก่อน เพราะยุ่งยากในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์

นายวีระชัย ครองสามสี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด กล่าวว่า หุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับผลกระทบเต็มๆจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิโดยเฉพาะทอท.ซึ่งจะถูกกระทบอย่างหนัก รวมถึงจะกระทบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวเต็มๆ

“นอกเหนือจากตัวธุรกิจสายการบินแล้วจะกระทบในส่วนของธุรกิจโรงแรม จากการที่ผลเสียหายครั้งนี้ยังไม่สามารถจะประเมินค่าได้ อย่างทอท. การที่ไม่มีไฟล์บินเข้ามา เพราะจะเก็บค่าธรรมเนียมก็จะมีรายได้ต่อวันประมาณ 50 ล้านบาทต่อวัน แต่ก็จะมีอีกหลายส่วน เกี่ยวกับเรื่องของความเสียหายที่ผู้โดยสารยังตกค้างไม่สามารถจะบินได้คิดว่าจะกระทบต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ของทอท.ที่ไม่มีมาตรการอะไรเข้ามาสกัดกั้นตรงจุดนี้คงจะมีผลอย่างแน่นอน”

ด้านนายกงกฤช หิรัญกิจ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)ระบุว่า กรณีกลุ่มพันธมิตรฯบุกปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิได้ผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยเฉพาะระยะนี้ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว ซึ่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิมีผลกระทบมากกว่าการปิดสนามบินทางภาคใต้ที่ผ่านมา

อีกทั้งในช่วงฤดูท่องเที่ยวโดยปกติแล้วไทย จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามามากที่สุดของปี ในช่วงเดือนพ.ย.- ก.พ. หรือคิดเป็น 40% ของรายได้ท่องเที่ยวทั้งหมด หรือประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท แต่เมื่อเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ คาดว่ารายได้น่าจะหายไปครึ่งหนึ่ง หรือราวแสนล้านบาท

นายเฉลิมชาติ นครังกุล รองประธานหอการค้า จ.เชียงใหม่ ระบุว่า ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการลงทุนการท่องเที่ยว และจะส่งผลให้ผู้นำประเทศต่างๆ ที่จะเดินทางมาประชุมอาเวียนซัมมิทที่ จ.เชียงใหม่ ต้นเดือนหน้าขาดความเชื่อมั่น ขณะที่หอการค้า จ.สงขลา และหอการค้า จ.นครราชสีมา เห็นตรงกันว่า การชุมนุมปิดสนามบินกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุน และทำให้นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจในความปลอดภัย

นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว(แอตต้า) กล่าวว่า การปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของกลุ่มดังกล่าว ได่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และจากการชุมนุมที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 เดือน และมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวของประเทศสูญเสียรายได้ไปแล้วกว่า 1 แสนล้านบาท โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนสุดท้าย ระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว

เช่นเดียวกับนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ภาคธุรกิจได้รับผกระทบหลายด้านทั้งด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดความไม่สะดวกในการเข้า-ออกประเทศไทยผลกระทบด้านขนส่งสินค้าทางอากาศ ส่งผลเสียต่อการนำเข้าและส่งออก ซึ่งหากส่งออกไปนอกประเทศไม่ได้เศรษฐกิจภาพรวมกระทบแน่ และหากสถานการณ์เลวร้ายการปิดสนามบินยืดเยื้อออกไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนคู่ค้าอาจถึงขั้นยกเลิกการทำธุรกรรมกับประเทศไทย เพราะกลัวการส่งมอบสินค้าไม่ได้ ทั้งนี้อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจใหม่จากเหตุการณ์ดังกล่าว

ด้านแหล่งข่าวจากกรมศุลกากร เปิดเผยว่า คลังสินค้าที่บริเวณสุวรรณภูมิเป็นอีกจุดหนึ่งทีได้รับความเสียหาย เนื่องจากในแต่ละวันจะมีสินค้าเข้าออกทางอากาศที่สนามบินสุวรณภูมิ และรอการดำเนินการพิธีการศุลกากรวันละกว่า 12,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าขาเข้า 5,000 ล้านบาท และสินค้าขาเข้า 5,000 ล้านบาท

“การที่ไม่มีสายการบินมาลงได้ นอกจากกระทบต่อการท่องเที่ยวแล้ว ยังกระทบเรื่องการส่งสินค้าอีกด้วย เพราะปกติ สุวรรณภูมิ คือ จุดที่มีสินค้ามาลงจุดใหญ่ที่สุดในประเทศ และการขนส่งสินค้าทางอากาศเป็นเส้นทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะระยะเวลาที่รวดเร็ว ซึ่งการปิดเส้นทางการบินอาจจะกระทบกับออร์เดอร์ส่งออก ที่ไปไม่ตรงตามเวลาที่ลูกค้าสั่ง ซึ่งอาจจะกระทบกับภาพรวมของการส่งออกในอนาคต”

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเข้าบุกยึดและปิดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์ของประเทศเสียหายอย่างมาก เพราะเป็นประตูแรกในการเดินทางเข้าประเทศของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จึงกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้จากการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกเที่ยวบินเข้าประเทศ จึงขอวิงวอนกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เลิกกระทำการดังกล่าว

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจการบริการและการท่องเที่ยวที่จะยิ่งชะลอตัวลงไปอีก ขณะที่นักลงทุนจะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ทำให้ขณะนี้มั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ไม่ถึงร้อยละ 5 ตามที่คาดหมายไว้

‘คนเสื้อแดง’ฮึ่ม!ต้านปฏิวัติเงียบ


* ทุกฝ่ายเมิน‘ป๊อก เชิญยิ้ม’กดดันยุบสภา

ท่ามกลางการก่อความไม่สงบของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เกิดกระแสข่าวลืออย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันที่ 26 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่าจะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง โดยมีแหล่งข่าวนายทหารระดับสูงระบุด้วยว่าทหารมีการพูดจากันเรื่องดังกล่าวจริง แต่ว่ามีเสียงแตกและความคิดต่างกันภายในกองทัพ โดยข่าวอ้างว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก และ พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ซึ่งเคยชี้นิ้วขึ้นฟ้าต่อหน้าผู้สื่อข่าวพร้อมทั้งกล่าวว่า “ทหารไม่ได้มีแค่ ผบ.ทบ. คนเดียว” คิดที่จะทำการปฏิวัติ แต่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไม่เห็นด้วย ทั้งๆ ที่ทหาร ม.พัน 4 มีการเตรียมพร้อมเพื่อปฏิวัติตามคำสั่งใน 24 ชั่วโมง

“อนุพงษ์”ไม่กดดันแต่ต้องยุบสภา

อย่างไรก็ดีหลังจากการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) ซึ่งประกอบไปด้วยหน่วยงานความมั่นคง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เป็นประธาน

พล.อ.อนุพงษ์ ได้ออกมาแถลงมติที่ประชุมว่า จะไม่แก้ปัญหาโดยใช้ความรุนแรง พร้อมทั้งจะเสนอนายกฯยุบสภา และมีมติร่วมกันให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุม โดยจะมีการทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเป็นลายลักษณ์อักษร

พร้อมกันนี้ยังมีนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตสนช. ที่ถูกกล่าวหามาตลอดว่ารับใช้เผด็จการและเป็นพวกเดียวกันกับพันธมิตรฯ ร่วมแถลงข่าวก็ระบุว่าหากนายกฯ ไม่ตัดสินใจตามที่แนะนำก็จะนำไปสู่การไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

ในขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ ได้สำทับในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมทั้งระบุว่าไม่กลัวหากจะต้องถูกปลดกลางอากาศ ส่วนการจัดการกลับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ผบ.ทบ. กลับอ้ำอึ้ง และไม่มีหลักประกันว่าหากมีการยุบสภาแล้วไม่ยุติการชุมนุมจะดำเนินการอย่างไร รวมไปถึงไม่สามารถตอบคำถามของผู้สื่อข่าวได้ถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำผิดพร่ำเพรื่อ

คนเสื้อแดงพร้อมเคลื่อนพล

จากกรณีดังกล่าวได้กลายเป็นกระแสคัดค้านพร้อมทั้งใกห้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ทำงานต่อไปอย่างกว้างขวาง
กลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ได้ออกมาให้สัมภาษ์ก่อนการแถลงของผบ.ทบ. โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำนปช. ระบุว่าแนวร่วม นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ มีการเตรียมร้อมอยู่แล้วหากเกิดเหตุกาสรณ์ไม่ชอบมาพากล

ขณะที่นายนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวล่วงหน้าว่าหากมีการบีบนายกฯ หรือทำรัฐประหารเงียบ จะต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นนอนโดยจะปิดล้อมกองบัญชาการกองทัพบก กองบัญชากองทัพไทย และสนามบินสุวรรณภูมิ และยืนยันว่าจะไม่มีการเผชิญหน้า

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทุกคนก็มีความรักชาติ รักแผ่นดินเพราะฉะนั้นคงไปห้ามกันไม่ได้

รออยู่บ้านก่อนยังไม่ต้องมากทม.

ทั้งนี้หลังจากได้รับฟังการแถลงของพล.อ.อนุพงษ์ ที่อ้างแนวทางแก้ปัญหาตามระบอบประชาธิปไตย ที่ออกมาราวกับแกะพิมพ์มาจากข่อเสนอของพันธมิตรฯ กลุ่มผู้จัดรายการความจริงวันนี้และอดีตแกนนำ นปก. นำโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ร่วมแถลงท่าทีของคนเสื้อแดงต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ

นายวีระ กล่าวว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมามีคนเสื้อแดงโทรศัพท์มายังพวกตนจำนวนมาก เรียกร้องให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมแสดงพลังกดดันหรืออย่างน้อยที่สุดก็เพื่อถ่วงดุลคนที่ก่อความเสียหายให้ประเทศ แต่พวกตนเห็นว่าคนเสื้อแดงต้องอดทนต่อไป โดยขอเรียกร้องไปยังคนเสื้อแดงในต่างจังหวัดทั่วประเทศ ให้สวมเสื้อแดงแสดงพลังอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเคลื่อนเข้ามาที่กทม.และสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนคนเสื้อแดงในกทม.และที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่ตั้งสนามบินสุวรรณภูมินั้นขอให้เตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อรับการชุมนุม เพราะพฤติกรรมของกลุ่มพันธมิตรฯสร้างความเสียหายอย่างมาก มีการกักกันผู้โดยสารทั้งชาวไทยและต่างชาติ เหมือนเป็นตัวประกันนั้นเข้าข่ายการก่อการร้ายสากลซึ่งมีโทษมหันต์

แนะนายกฯใช้พรก.ฉุกเฉิน

นายวีระ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมอยู่ภายในสถานที่ราชการสำคัญหลายแห่งโดยเร็ว โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้มีความอุ่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจไม่มีกำลังใจทำงานและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ถูกกดดันว่าจะยื่นถอดถอนและถูกฟ้องร้องต่างๆนานา จึงจะเห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯยึดบ้านเมืองสร้างความเสียหายได้อย่างง่ายดาย จึงจำเป็นต้องอาศัยกฎหมายพิเศษให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่เต็มที่ ถ้าให้เวลาแล้วยังไม่ประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้แล้วข้าราชการไม่ปฏิบัติงาน ยังปล่อยให้สถานการณ์เลวร้าย ให้พันธมิตรฯปิดสนามบินสุวรรณภูมิและทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวต่อไป เราคงขอนัดชุมนุมคนเสื้อแดง และถ้ามีใครฉกฉวยโอกาสนี้ทำรัฐประหาร เราจะออกมาต่อต้านทันที แต่ยังไม่เปิดเผยสถานที่เพราะถ้าแจ้งวันนี้จะมีการตีความว่านัดหมายแล้วให้มาเลย ก็จะยิ่งเพิ่มปัญหาให้เจ้าหน้าที่มากขึ้น ส่วนการนัดหมายชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่สนามหลวงวันที่ 29 พ.ย.นั้นเป็นคนละส่วนกัน

ผบ.ทบ.เข้าข่ายข่มขู่ขรก.ประจำ

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า คณะบุคคลที่เข้าร่วมประชุมเป็นข้าราชการฝ่ายประจำ หรืออย่างที่เราเข้าใจกันง่ายๆ ว่ากลุ่มอำมาตยาธิปไตย ที่คิดว่าตนเองมีอำนาจการจะทำการหรือสั่งการอะไรก็ได้
“ผมถือว่าการออกมากรำทำการดังกล่าวของคนกลุ่มนี้ถือว่าทำผิดหน้าที่ รัฐบาลจะดี จะชั่ว ก็เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน นี่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการออกมาแถลงมติที่ประชุมของทางผู้บัญชาการทหารบกเป็นการข่มขู่จากข้าราชการประจำโดยที่ไม่คำนึงว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และอำนาจเป็นของปวงชน และดูเหมือนว่าแนวทางจะเหมือนกับอพวกผู้ก่อการร้ายในขณะนี้”

นายศุภชัยได้กล่าวต่อว่า ทางสภาไปทำความผิดอะไร ถึงได้มาเสนอให้ยุบสภา ผู้บัญชาการทหารบกออกมาข่มขู่ให้นายกรัฐมนตรีลาออก ผมอยากเรียกร้องให้ทางรัฐบาลดำเนินการครั้งเด็ดขาดตามกฎหมายกับคนกลุ่มคนดังกล่าว ถ้าใครที่ไม่ทำตามคำสั่งก็ขอให้ปลดอกไปเลย ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเข้มแข็ง

แดกผบ.ทบ.แน่จริงปฏิวัติไปเลย

ทางด้านรศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนาพาณิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ทหารไม่มีอำนาจที่จะมาสั่งให้รัฐบาลยุบสภาได้ เนื่องจากทหารเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา การออกมาแถลงการณ์ดังกล่าวของทางผู้บัญชาการทหารบกเป็นเหมือนการรัฐประหารเงียบ

“ถ้าการออกมาแสดงท่าทีดังกล่าวของทางผู้บัญชาการทหารบก เป็นต่างประเทศคงถูกปลดออกไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าทางรัฐบาลหรือตัวนายกรัฐมนตรี กลัวอะไรอยู่ ถึงไม่มีการออกมาตอบโต้อะไร นอกจากการตั้งรับอย่างเดียว”

รศ.ประสิทธิ์ เสนอว่าตนไม่เห็นด้วย และไม่มีความจำเป็นที่ทางนายกรัฐมนตรีจะต้องลาออก หรือยุบสภาตามที่ทางผู้บัญชาการทหารบกเสนอ เพราะว่าถ้าเขาแน่จริงก็ให้ทำการรัฐประหารไปเลย ถึงแม้ว่าตนจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว

“ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีเข้มแข็ง ไม่ต้องลาออก เพราะว่าถ้าลาออกก็เท่ากับว่าเราแพ้ ทั้งๆ ที่เราเองก็มีที่มาจากกการเลือกตั้ง มากอำนาจของประชาชนที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ถ้ายุบสภาก็จะเข้าตำราเดิมของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยที่พร้อมจะเสนอรัฐบาลสมานฉันท์อย่างแน่นอน”

'จาตุรนต์' ให้กำลฃังใจนายกฯ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์เสนอข้อเรียกร้องต่อสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า การรัฐประหารไม่ใช่ทางออก เพราะว่าอาจทำให้สงบได้ชั่วคราว พันธมิตรไชโยโห่ร้อง แต่หลังจากนั้นก็จะกลายเป็นความไม่สงบและจะนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น เพราะการทำรัฐประหารเป็นการทำผิดกฎหมาย

คิดว่ารัฐบาลต้องหนักแน่น นายกฯจะลาออกไม่ได้ เพราะหากนายกฯลาออกเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหา และปัญหาความไม่สงบก็ไม่จบสิ้น เพราะว่าหากนายกฯลาออกแล้วต้องมีการเลือกนายกฯคนใหม่และพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องเสนอคนในพรรคพลังประชาชนขึ้นมาอีกและกลุ่มพันธมิตรฯก็ยังไม่เลิกยึดสนามบินสุวรรภูมิและสถานที่ราชการ จึงไม่ใช่ทางออก ซึ่งหากคิดเอาอนายกรัฐมนตรีคนนอกก็เท่ากับการฉีกรัฐธรรมนูญและเป็นการทำรัฐประหารนั่นเอง

สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยในการแก้ปัญหาคือผู้นำกองทัพ ต้องยืนยันให้หนักแน่นว่าจะไม่ทำรัฐประหารและผบ.เหล่าทัพต้องมีความจริงใจในการช่วยแก้ปัญหาการกระทำผิดกฎหมาย การสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองในขณะนี้

ซัดผบ.ทบ.ทีหน้าที่ตัวเองไม่ทำ

ขณะเดียวกัน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลกว่า 30 คน นำโดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.อยุธยา พรรคพลังประชาชน นายเอกพจน์ ปานแย้ม ส.ส.ปทุมธานี พรรคชาติไทย ร่วมกันแถลงข่าวโจมตีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ออกมาเสนอให้รัฐบาลยุบสภาและให้พันธมิตรฯยุติการชุมนุม โดยนายวิทยา กล่าวว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่สามารถรับข้อเสนอของคตร.ได้ เนื่องจากเป็นบุคคลพวกตนยอมไม่สามารถยอมรับความเป็นกลางได้ อาทิ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งที่พวกเรามาตามระบอบประชาธิปไตย มีอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติ แต่พล.อ.อนุพงษ์ แถลงละเมิดสิทธิของพวกเรา อยากให้ไปตรวจสอบข้อกฎหมายว่าผู้ที่มีอำนาจในการยุบสภาเป็นใคร และทำได้โดยวิธีใดบ้าง ขณะที่พล.อ.อนุพงษ์ มีอำนาจในส่วนที่ทำได้แต่กลับไม่ทำ แต่กลับมาเสนอให้ยุบสภาทั้งที่ไม่ใช่อำนาจของท่าน

ด้านนายเอกพจน์ กล่าวว่า ผบ.ทบ.ต้องทบทวนบทบาทหน้าที่ของตัวเองว่าเหมาะสมหรือไม่ พรรคร่วมรัฐบาลขอฝากให้นายกฯไปพิจารณาในฐานะผู้บังคับบัญชาของพล.อ.อนุพงษ์ ดเวยและ ขอถามพล.อ.อนุพงษ์ว่า คนที่ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการปิดล้อมสภา สนามบิน ทหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร ทั้งๆ ที่ควรสกัดกั้นไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย แต่กลับปล่อยให้เกิดปัญหาขึ้นมาแล้วยังเสนอให้ยุบสภาอีก พรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่มีความเป็นกลาง ไม่สามารถชี้ชะตาประเทศได้

จ่อเสนอนายกฯ ปลดผบ.ทบ.

เช่นเดียวกับกลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชาชน นำโดย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.สงเชียงใหม่ได้แถลงตอบโต้ พล.อ.อนุพงษ์ ทันทีว่า หาก ผบ.ทบ.ไม่สามารถทำหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบได้ จะเสนอให้ นายกฯปลด ผบ.ทบ.พ้นจากตำแหน่ง ขณะนี้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อส.ส.ทั้งหมดในพรรคเพื่อยื่นให้ ปปช.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 157ให้พิจารณาลงโทษผบ.ทบ.ฐานละเลยปฎิบัติหน้าที่พร้อมจะยื่นหนังสือถึงนายกฯโดยเร็วที่สุด

ส่วนนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ออกมาแถลงข่าวร่วมกับ พล.อ.อนุพงษ์นั้นก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะเป็นฝ่ายพันธมิตร 100 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งยังเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ข้อเสนอของผบ.ทบ.สะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายทหารไม่เข้าใจกระบวนการประชาธิปไตยถูกนักวิชาการหลอก ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวเปรียบเหมือนกับการปฎิวัติเงียบโดยกลุ่มอมาตยาธิปไตย ซึ่งถ้านายกรัฐมนตรีทำตามข้อเสนอนี้ระบบประชาธิปไตยก็จะล่มสลายทันที นอกจากนี้เท่าที่ตนทราบนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีม.ธรรมศาสตร์ ยังได้เสนอให้ใช้มาตรา 7 เพื่อให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งด้วย รวมทั้งนายสมบัติ ธำรงค์ธัญวงศ์ อธิการบดีนิด้า ยังเป็นคนแรกๆที่เสนอให้ยุบสภา ซึ่งข้อเสนอของทั้ง 2 นักวิชาการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นพวกเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯ

“กุเทพ”บอกถึงเวลาของเสื้อแดง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน พร้อม ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนได้ลงมาแถลงข่าวอีกชุดหนึ่งว่า การประชุมของ ผบ.ทบ.ที่เรียกข้าราชการมาเป็นการประชุมแบบสุมหัวกันเพราะคนที่มีอำนาจเรียกประชุมต้องเป็นระดับรองนายกฯเท่านั้นอีกทั้งข้อเสนอให้ยุบสภาเป็นข้อเสนอที่บ้องตื้นและขาดภาวะผู้นำ เพราะสภาไม่ได้ผิดอะไร เป็นข้อเสนอที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพียงรับฟังความเห็นจากอธิการบดีมหาวิยาลัยหนึ่งเท่านั้น ทั้งๆที่ ผบ.ทบ.มีหน้าที่เอาผิดกับพันธมิตรที่ไปยึดปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ เหมือนเป็นการเอาประเทศ เป็นตัวประกัน

“ส.ส.พรรคพลังประชาชน เห็นว่านายกฯจะปฎิบัติตามข้อเสนอของ ผบ.ทบ.ไม่ได้เป็นอันเด็ดขาดโดยขอฝากไปยังกลุ่มเสื้อแดงว่าให้ออกมาต่อต้านข้อเสนอของ ผบ.ทบ.ไม่ว่าจะแสดงออกหรือจะรวมตัวอย่างไรก็สามารถทำได้แล้วแต่จะดำเนินการเพราะรัฐบาลจะยืนหยัดไม่ยุบสภา ไม่ลาออก ซึ่งวันนี้เห็นชัดเจนว่า ผบ.ทบ.ที่ประชาชนฝากความหวังว่าจะเข้ามาจัดการกับกลุ่มที่สร้างปัญหาให้แก่ประเทศกลับลอยตัว ไม่กล้าตัดสินใจอะไรแต่มาสุมหัวกับข้าราชการประจำที่แข็งข้อ ประชุมลับๆเพื่อให้รัฐบาลยุบสภาทั้งๆที่ข้าราชการต้องฟังฝ่ายบริหาร”ร.ท.กุเทพ กล่าว

"บรรหาร" เมินข้อเสนอยุบสภา

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงกรณีทีมีการแถลงข้อเสนอของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ที่เสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยุติการชุมนุม นายบรรหาร ย้อนถามว่า ผบ.ทบ.สั่งพันธมิตรฯ ให้หยุดการชุมนุมได้หรือไม่ และถ้ารัฐบาลยุบสภาไปแล้ว คงไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วผบ.ทบ.รับประกันหรือรับผิดชอบได้หรือไม่ว่าพันธมิตรฯจะหยุดการชุมนุม ซึ่งตนเห็นว่าเป็นความเห็นส่วนตัวของ ผบ.ทบ.มากกว่า อย่างไรก็ตามพรรคร่วมรัฐบาลคงต้องหารือกัน แต่การจะให้นายกฯยุบสภา ต้องไปถามนายกฯ พรรคชาติไทยเป็นพรรคเล็กนิดเดียว

ส่วนกรณีที่มีข้อเสนอให้นายอภิสิทธิ์ ผู้นำฝ่ายค้านไปเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรฯ นั้น นายบรรหาร กล่าวว่า การที่ผู้นำฝ่ายค้านจะเป็นผู้ไปเจรจาถือเป็นเรื่องที่ดี ที่จะไปช่วยกัน เพราะในเดือน ธ.ค.จะมีการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่ จ.เชียงใหม่ ถ้าประชุมไม่ได้ก็อายไปทั่วโลก ประเทศไทยสร้างชื่อเสียงและดำเนินการประชุมมากว่า 10 ปี ไม่เคยมีปัญหา เมื่อถามถึงกระแสข่าวเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก นายบรรหาร ไม่ตอบคำถามได้แต่อมยิ้มก่อนจะโบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบาย

ควรจะคิดปราบพธม.มากกว่า

ขณะที่ อ.วรพล พรหมิกบุตร คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับท่าทีของผบ.ทบ. เพราะประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากนายกรัฐมนตรียอมทำตามข้อเสนอของ ผบ.ทบ.โดยการประกาศยุบสภาก็จะเท่ากับว่าระบอบประชาธิปไตยยอมแพ้กับให้กับระบอบอนาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะในอนาคตประเทศไทยก็จะมีบรรทัดฐานผิดๆ แบบนี้ไปอีกยาวนาน

ทั้งนี้ ตนอยากเสนอแนะวิธีการแก้ไขที่ดีกว่าคือให้รัฐบาลและหน่วยงานราชการทั้งหมดปรึกษาหารือกันเพื่อดำเนินการจัดการกับพันธมิตรฯ อย่างจริงจัง แม้ว่าการจัดการกับพันธมิตรฯ ที่อาจจะต้องใช้ความรุนแรงบ้าง แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องทำเพราะพันธมิตรฯ ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง แต่มีอาวุธสงครามอยู่ในครอบครอง

ปชป.กระโดดงับข้อเสนอผบ.ทบ.

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รีบออกมาแสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยระบุว่าถือเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในบ้านเมือง เพราะทางออกของการแก้ไขปัญหามีเพียง 2 ทางเท่านั้น คือยุบสภา หรือ นายกฯลาออก ซึ่งรัฐบาลจะต้องนำข้อเสนอนี้ไปพิจารณา
แต่หากรัฐบาลไม่เห็นด้วยใครก็บังคับไม่ได้ ทั้งนี้การออกมาเคลื่อนไหวของ ผบ.ทบ.ในครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการปฏิวัติเงียบ เพราะทหารไม่ได้ใช้อาจ แต่เป็นการใช้ปัญญาในการหาทางออกให้กับบ้านเมือง

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า รู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองทวีความรุนแรง หลัง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ออกมาขู่จะเคลื่อนไหว หาก ผบ.ทบ.กดดันนายกฯ

ยุบสภาเป็นแค่ทางออกระยะสั้น

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ นายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า การที่ผู้บัญชาการทหารบกออกมาแถลงเสนอให้นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาเพื่อหาทางออกในสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้นั้นเป็นทางออกในระยะสั้น ซึ่งต้องดูว่าทางออกดังกล่าวจะสามารถแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้หรือไม่และนายกรัฐมนตรีจะคิดเห็นอย่างไร อีกทั้งเห็นว่าการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ควรอยู่ในกรอบที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ซึ่งขณะนี้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเห็นว่าเหตุการณ์การปิดสนามบินเป็นการทำลายภาพพจน์ของประเทศไทยที่เคยเป็นประเทศที่อบอุ่นและเป็นมิตรหายไปหมดแล้ว และทำให้การพบปะทางธุรกิจต้องยกเลิกออกไป

อย่างไรก็ตามนายกสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์เห็นว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในการหาทางออกที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศ ขณะที่ภาคธุรกิจะต้องพยายามประคับประคองตนเองเพราะปีหน้าปัญหาเศรษฐกิจจะรุนแรงมากขึ้น


ด่วน! ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองสุวรรณภูมิ สมชาย ออกทีวี.พูล ยึดคืน







นายกรัฐมนตรี ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจขึงขัง ไม่ยอมยุบสภา ลาออก ตามที่ ผบ.ทบ.และพรรคพวกลิ่วล้อพันธมิตรฯ เรียกร้อง ระบุทำงานให้ประชาชนมากมายหลายเรื่องและจะทำงานต่อไป จี้ ขรก.ให้ทำตามกฎหมาย แก้ไขปัญหาผู้ชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยด่วน ขณะที่ศาลแพ่งสั่งคุ้มครองสุวรรณภูมิแล้ว ยืนระบุพันธมิตรฯทำผิดรธน.50 ให้ออกจากสนามบินทันที

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ (ทรท.) เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าจะดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเรียกร้องให้ข้าราชการทุกส่วนราชการดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่

“ผมไปราชการต่างประเทศ และทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย การที่พันธมิตรฯ ดำเนินการปิดสนามบินมีความเสียหายกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งผมได้ตัดสินใจเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ และ ขอให้ข้าราชการทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมช่วยกันทำการแก้ไขสถานการณ์ตามกฏหมายกำหนด”นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ให้ตนลาออกหรือยุบสภา นั้น รัฐบาลชุดนี้มาตามครรลองในวิถีทางประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา และได้สร้างผลงานกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติเรื่องกองทุนหมู่บ้าน เรื่องเอสเอ็มแอล เรื่องการปรับปรุงบริการในการรักษาทุกโรคฟรี และ เรื่องรถไฟฟ้าในกทม.ซึ่งเดือนหน้าที่เริ่มดำเนินการพร้อมกันหลายจุด ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะดำเนินการตามข้อเรียกร้อง

ขณะที่มีรายงานข่าวจากศาลแพ่ง ได้อ่านคำพิพากษากรณีที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ได้ร้องขอความคุ้มครองฉุกเฉิน ซึ่งศาลแพ่งได้อ่านคำพิพากษาให้คุ้มครองสนามบินสุวรรณภูมิ โดยระบุว่าการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 จึงมีคำสั่งให้พันธมิตรฯเลิกชุมนุมปิดสนามบินสุวรรณภูมิในทันที