WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 27, 2008

คำวิงวอนก่อนเราจะหยุดไม่ได้


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา : ประชาไท


ระเบิดลูกแล้วลูกเล่าที่ลงไปในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมายเมื่อสัปดาห์ก่อน นำความเจ็บช้ำเสียใจและคับแค้นให้กับทุกฝ่าย

แต่ความน่าประหวั่นพรั่นพรึงซึ่งจะนำความคับแค้นยิ่งกว่ามาสู่สังคมไทยคือ สถานการณ์การปะทะกันกลางถนนวิภาวดีระหว่างการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับกลุ่มแท็กซี่

นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการสูญเสียชีวิตมนุษย์และเพื่อนร่วมโลกซึ่งมีหัวจิตหัวใจเท่านั้น แต่ยังเป็นความคับแค้นร่วมของทุกฝ่ายทุกสี เป็นความคับแค้น เพราะต่างก็รู้หรืออย่างน้อยก็คาดเดาได้ว่านี่คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น แต่กลับป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับการเคลื่อนขบวนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปฏิบัติการ “ม้วนเดียวจบ” ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปิดสภา ยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว และที่รุกสู่จุดที่อ่อนไหวที่สุดของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แกนนำพันธมิตรฯ กำลังต้องการอะไร ซึ่งไม่ว่าอะไรจะอยู่เบื้องหลังความคิด แต่ความวุ่นวายคือทางที่เลือกแล้วของแกนนำพันธมิตรฯ แม้ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ชัยชนะก็ตาม และแม้มันจะเป็นแค่เพียงโอกาสเล็กๆ เพื่อชัยชนะเล็กๆ ของคนหลังพิงฝาเท่านั้นก็ตาม

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราจะมองเป็นอื่นไปได้ไหมว่า สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ กำลังทำ คือการกดดันและบังคับให้รัฐต้องปราบมวลชนของตัวเอง เราจะมองเป็นอื่นไปได้ไหมว่า แกนนำพันธมิตรฯ กำลังใช้ชีวิตและความปลอดภัยมวลชนที่เข้าร่วมอย่างบริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวยเพื่อโอกาสแห่งชัยชนะอันเล็กน้อยของแกนนำ ผู้ชี้นำไม่กี่คน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ที่สุดแล้วรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบต่อสถานการณ์จะทำอะไร

กระนั้นเราขอวิงวอนต่อรัฐบาล ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น สร้างเครื่องมือสื่อสารกับผู้ชุมนุม และทำการแจ้งเตือนอย่างรีบด่วนด้วยความจริงใจและจริงจัง และหากจำเป็นต้องปฏิบัติการรักษาความสงบอันเป็นหน้าที่ของรัฐ ก็จะต้องทำอย่างที่ประเทศอารยะปฏิบัติกัน โดยจะต้องแยกแยะว่าผู้ชุมนุมมีหลายระดับ ตั้งแต่ป้า เด็กน้อย หนุ่มสาวถือมือตบ การ์ดผู้ยึดมั่นในหลักอหิงสา และการ์ดผู้พกพาอาวุธ

และไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องทำด้วยความตระหนักว่า ผู้ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ คือประชาชนเจ้าของประเทศและเป็นนายเหนือรัฐด้วยกันทั้งสิ้น

และสำหรับผู้ให้ท้ายพันธมิตรฯ ทั้งหลาย หากท่านเลิกให้ท้ายแล้ว ท่านควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศเหตุผลแห่งการถอนตัวและถอนใจนั้น เพื่อให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ใช้เป็นข้อมูล

สำหรับผู้ให้ท้ายพันธมิตรฯ หรือยังแอบให้ท้าย ไม่ว่าท่านจะนั่งเสวยสุขอยู่ในสภา ในองค์กรอิสระ ปล่อยให้มวลชนของพันธมิตรฯ ไปสู้แบบไร้จุดหมาย หรือไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งแห่งหนใด ได้โปรดทำในสิ่งที่ท่านไม่เคยทำ นั่นคือ การเรียกร้องให้พันธมิตรฯ สลายตัวและเลิกชุมนุมทันที

ได้โปรดคิดใคร่ครวญและตระหนักว่า โลกแห่งความเป็นจริงเราไม่อาจไม่มีรัฐ เราต้องให้รัฐได้ทำหน้าที่ของตนเอง เพราะหากท่านไม่อนุญาตให้รัฐได้ทำหน้าที่รักษาความสงบ ก็เท่ากับท่านกำลังยุยงส่งเสริมให้ “ประชาชนจัดการกันเอง” เหมือนที่ได้เห็นสงครามย่อยๆ บนถนนวิภาวดี ระหว่างกลุ่มแท็กซี่และการ์ดพันธมิตรฯ ขอบอกว่า นี่คือการเริ่มต้นของสัญญาณสงครามกลางเมืองแล้ว

ขอย้ำและย้ำตลอดไปว่า นี่เป็นเรื่องที่ท่านต้องรับผิดชอบโดยตรง

สำหรับกลุ่มแท็กซี่และผู้ต่อต้านพันธมิตรฯ ทั้งหลาย พึงตรวจสอบตัวเองและไต่ถามตัวเองให้จงหนัก เมื่อท่านอดทนอดกลั้นมานานหลายปี ทำไมท่านจึงอดทนอดกลั้นต่อไปไม่ได้

การอดทนอดกลั้นที่ผ่านมา คือปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ของพันธมิตรฯ อยู่ในสภาพไร้ความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ

ขอวิงวอนไปถึงพวกท่านว่า จงใช้วิกฤติและความคับแค้นในความรู้สึกของท่านนี้สร้างมันเป็นโอกาส และแปรเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการที่ต้อง “อหิงสา” กว่าฝ่ายที่ท่านต่อต้านให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้น เรากำลังจะเป็นผู้นำประเทศเข้าสู่สงคราม

สงครามที่เจ็บปวดกว่าสงครามใดๆ เพราะมันเป็นสงครามที่รบกันเอง

สำหรับทั้งหมดและทุกคน เรายังมีความจำเป็นที่ต้องมีความหวังว่าจะไปให้พ้นจากสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น แม้ความหวังนั้นจะอยู่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุด ได้โปรดอย่าชินชากับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะมันคือการยกระดับความรุนแรงอย่างสถิตย์และถาวร

เรายังหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้ จะหลีกเลี่ยงได้ และต้องหลีกเลี่ยงให้ได้

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ข้อเสนอต่อฝ่ายผู้รักประชาธิปไตย

ประชาทรรศน์ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งต่อกันมา เป็นจดหมายที่ส่งเวียนกันเผยแพร่ในแวดวงนักวิชาการ และกลุ่มผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ควรได้รับการเผยแพร่ดังนี้

จากสถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อเหตุร้ายทั้งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ยิงกราดใส่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจนบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 10 คนนั้น ขอเสนอต่อฝ่ายประชาธิปไตย และประชาชาติไทยดังต่อไปนี้
1.ฝ่ายประชาธิปไตย ต้องงดและอดกลั้นไม่ออกไปปะทะกับพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังหรืออาวุธ เพราะเรื่องนี้เป็นการเอาแพ้-ชนะกันทางการเมือง ใครก่อความรุนแรง คนนั้นแพ้ และหากก่อความรุนแรงพร้อมกันจะเป็นเงื่อนไขให้กองทัพทำรัฐประหาร

2.กลไกรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ต้องดำเนินคดีต่อแกนนำพันธมิตรฯ และผู้กระทำผิด เมื่อเห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธ ใช้ความรุนแรง และยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ยึดสนามบินนานาชาติ ก่อผลเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของชาติ

หากไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผู้เกี่ยวข้อง เช่น รัฐมนตรีมหาดไทย ผบ.ทบ. ผบ.ตร. สมควรลาออก หรือถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

3.อย่าแก้ปัญหาผิดจุด เช่น ทำรัฐประหาร หรือกดดันให้รัฐบาลลาออก เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะโดนปฏิวัติ อดีตนายกฯ สมัครจะโดนออก เพราะคำตัดสินของศาล แต่พันธมิตรฯ ไม่เคยหยุดก่อความเสียหายต่อประเทศ กลับกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยไม่มีหลักนิติรัฐ และขาดหลักนิติธรรม ดังนั้น ทุกฝ่ายที่มีอำนาจชี้นำสังคม ประกอบด้วย ชนชั้นนำ กองทัพ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน กลุ่มพลังกดดันทางการเมือง ต้องแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด คือจุดไหนร้าย เป็นตัวปัญหา ทำผิดกฎหมายก็ต้องจัดการตรงนั้น ต้องจัดการดับทุกข์ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ

4.ผู้มีอำนาจ และมีเสียงดังในสังคมต้องหยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ ชนชั้นนำ กองทัพ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน กลุ่มพลังกดดันทางการเมือง นักเขียน ศิลปิน แพทย์ เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ต้องหยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ หรือกลุ่มพลังที่กระทำนอกกฎหมาย ทั้งที่กระทำผิดหลายกรณีอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับไปประณามผู้บังคับใช้กฎหมาย หาไม่แล้วท่านก็ควรประกาศตัวไปเลยว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรฯ

5.ต้องสนับสนุนทางออกที่สมานฉันท์ด้วยการเจรจาหรือสานเสวนา เพราะหากเดินหน้าเพื่อเอาชนะคะคานกันแบบให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ อีกฝ่ายชนะ จะไม่เกิดประโยชน์กับประเทศทั้งระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว มีแต่จะแตกแยก บานปลายไปเป็นสงครามกลางเมือง จึงควรสนับสนุนกระบวนการเจรจาปรองดองภายในชาติ หรือกระบวนการสานเสวนาที่ดำเนินการโดยฝ่ายที่เป็นกลาง และคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ


มากกว่าทักษิณ (1)


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


ไม่ปฏิเสธหรอกว่าคนจำนวนมากที่เลือกสนับสนุนรัฐบาล เลือกปกป้องอำนาจชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่คือคนที่นิยมชมชอบในตัว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนเดิม ทุกครั้งที่มีสัญญาณความเคลื่อนไหวจากอดีตนายกฯ คนนี้ จึงมักเห็นลักษณะอาการนั่งไม่ติดเก้าอี้ที่เป็นกันถ้วนหน้าตั้งแต่ฝ่ายค้านยัน ส.ว. บางกลุ่ม นั่นก็เพราะตระหนักดีว่าแม้จะถูก “สอย” ลงจากอำนาจด้วยการรัฐประหาร แต่ “มหาชน” ก็ยังศรัทธาและให้การสนับสนุนอดีตนายกฯ อย่างหนักแน่นไม่สั่นไหว

แต่การจะบอกว่าประชาชนที่ออกมาอยู่ตรงข้ามการรัฐประหาร อยู่ตรงข้ามการกระทำและเป้าประสงค์สกปรกของพันธมิตรฯ เป็นการกระทำเพื่อ “ทักษิณ” เพียงคนเดียวย่อมไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง เพราะความจริงคือที่มาและที่ถูกทำให้ไปของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองแบบไทยๆ” เป็นการเมืองที่ใครบางคนทุ่มหมดหน้าตักเพื่อ “อนุรักษ์” ขนบเก่าเอาไว้และใครอีกหลายล้านคนก็สู้หัวชนฝา เพื่อให้พัฒนาการของมันเดินหน้าไปพร้อมกับจังหวะก้าวของโลกอย่างที่ควรจะเป็น

พ.ต.ท.ทักษิณ คือนายกฯ คนแรกที่ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง (อย่างน้อยก็ตรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา) คือคนแรกที่ทำให้ชาวบ้านเลือกผู้แทนด้วยเหตุผลว่าเขาจะเข้าไป “ทำอะไร”มากกว่า “เป็นคนดีหรือไม่” (ซึ่งจับต้องพิสูจน์ไม่ได้) เป็นการเมืองแบบที่ชาวบ้านมีอำนาจโดยตรงผ่านสายสะดือที่ต่ออยู่กับผู้แทนฯ ไม่ต้องผ่านระบบราชการอันยืดยาดและริบหรี่ และการเมืองในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นการเมืองที่นักการเมืองมีเวลาทำงานมากกว่ามาชิงไหวชิงพริบกันเองเพราะสถาบันพรรคเข้มแข็ง ไม่ต้องพะวงกับเกมตุกติกประเภทกระตุกขาเก้าอี้กันอย่างที่เราเห็นอยู่

หากใครสักคนจะเลือกสนับสนุนทักษิณ ก็คงด้วยเหตุผลเหล่านี้ แต่แน่นอนที่สุดเป็นเพราะว่านี่คือการสนับสนุนและยืนยันว่าเราจะเอาระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งโดยประชาชน ไม่ใช่การเมืองใหม่ที่มีการลากตั้งโดยอภิสิทธิ์ชนอย่างที่พันธมิตรฯ เสนอ

แต่สิ่งที่ฝ่ายไม่เอาประชาธิปไตยหรือเกลียดทักษิณพยายามทำมาตลอด ก็คือการ “ลดทอนคุณค่า” ของฝ่าย “เสื้อแดง” ให้เป็นเพียงแค่ลัทธิชื่นชมบูชาตัวบุคคล ลดคุณค่าเป็นเพียงการปกป้องคนๆ เดียวคืออดีตนายกฯ โดยไม่มีวันเข้าใจได้ว่าคนที่ปกป้องประชาธิปไตยโดยไม่ยึดติดที่ตัวบุคคลจะมีอยู่จริง กล่าวคือไม่เชื่อว่าจะมีใครยอมใส่เสื้อแดง หากไม่คลั่งทักษิณ (หรือรับเงินทักษิณ)

หากไม่ใช่ความจงใจบิดเบือนอย่างเลวทรามที่สุด ก็คงเป็นความเคยชินของพวกพันธมิตรฯ ที่บัดนี้มีสภาพเหมือนสาวกศาสดาลิ้ม ตอบคำถามทุกอย่างเหมือนที่ศาสดาบอก โดยไม่รู้และไม่เข้าใจว่ามันมีที่มาที่ไปหรือจะนำไปสู่สิ่งที่ “ฉิบหาย” สักแค่ไหน...


“หมาลอบกัด”

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านกับภารกิจ “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” พบกันอีกเช่นเคยเป็นฉบับที่ 292 วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2551 วันนี้ แทง แทนไท เข้าประจำสมรภูมิรบที่ดุเดือด ชาวบ้านร้านตลาดบ่นกันฮึม...เมืองไทยกำลังจะกลายเป็นสังเวียน “เลือดล้างด้วยเลือด” เป็นเช่นนี้เพราะ “ม็อบโกเต๊กซ์” ทำตัวเป็นหมาลอบกัด อับจนหนทาง อับจนปัญญา หันมาเล่นของหนัก...นึกว่ามีอยู่ฝ่ายเดียวหรือยังไง?

** ขอให้กำลังใจกับประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่ต่างออกมาช่วยกันปกป้อง “สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่” ใช้สองมือเปล่า ต่อกรกับ สัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ ใช้ อาวุธสงคราม!!! เข้าทำร้ายอย่างไม่เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย จนบาดเจ็บไปหลายราย ไอ้มือปืนที่ยิงไล่ทุบตีผู้หญิงมือเปล่า มันสมควรจะเรียกเป็น “ผู้ชาย” อีกต่อไปได้หรือ เพราะพฤติกรรมดังว่านี่ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉาน “หมาลอบกัด” พวกตัวเองโดนแก๊สน้ำตา ทำเป็นเอะอะโวยวายจะเป็นจะตายให้ได้

** วันนี้เอา อาวุธสงคราม ออกมาควง เล่นกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง อย่านึกว่ามีแค่พวกเดียวนะ จะบอกให้ เพราะ แทง แทนไท ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า มีคนจองกฐินกันเยอะไปหมดแล้ว เพราะเขาทนเห็นพฤติกรรม สุดสามานย์ สุดถ่อย สุดสถุล ไร้สกุลรุนชาติ ทั้ง ทุบตำรวจ เตะตำรวจ ถ่มน้ำลายใส่ตำรวจ และกระทืบตำรวจ มีเจตนาฆ่าคนราวผักปลาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแกนนำ ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุน หรือพรรคการเมืองที่ให้การหนุนหลัง ถามจริงๆ เถอะ คนแบบนี้น่ะหรือ ที่จะให้เขาขึ้นมาครองอำนาจ แค่คิดก็ผิดแล้ว

** วันนี้จะดูคนที่รูปร่างหน้าตา หล่อเหลาเอาการ อย่างเดียวคงไม่ได้ !!! ต้องดูพฤติกรรมใครบ้างไปสนับสนุน ไปเชียร์ ไปให้ท้าย ไปเข้าข้างเข้าฝ่าย “ม็อบโกเต๊กซ์” ปล่อยให้ “ทุบตี เข่นฆ่า คนไทย” ด้วยกันเอง ไม่มีการออกมาห้ามปราบแม้แต่น้อย แบบนี้หรือที่จะให้ไปเป็นชนชั้นปกครองได้ มันขึ้นมามีอำนาจบาตรใหญ่เมื่อไร...ประเทศชาติฉิบหายเมื่อนั้น!!! เพราะมันคงมีพฤติกรรมเดียวกัน...ไล่ฆ่าประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ขนาดม็อบชาวนายังเอาหมามากัด…

** อดีต ส.ว. ปากเน่า ที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน และ กรรมการสิทธิมนุษยชน หายหัวไปไหนหมด??? ทีพีบีเอส เอาภาพมาให้ดูจะจะ...รถติดโลโก้ มือปืนคลุมหน้าด้วยผ้าสีเหลือง มือมีด มือไม้ เต็มถนนวิภาวดีรังสิต แบบนี้หรือที่เรียกว่าชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา? แบบนี้หรือที่เรียกว่า ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น? แบบนี้หรือที่เรียกว่าการชุมนุมที่ชอบธรรม? มิน่าสถานการณ์ถึงไม่จบเสียที อย่าให้คนเขาด่าว่าประเทศไทยมี “กรรมการสิทธิที่เฮงซวย” มี “อดีต ส.ว. เฮงซวย” หรืออย่าให้คนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยไม่เจริญเพราะ 2 มาตรฐาน เลี้ยงคนแบบนี้ไว้เปลืองข้าวสุก เปลืองภาษีอากร ใช่ไหมเนี่ย?

** ขอปรบมือให้กำลังใจกับผู้พิทักษ์สันติราฎร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องผจญ “พญามาร” ศาสดา “โกเต๊กซ์” และ “ลูกสมุน” ด้วยความอดทน อดกลั้น ขอให้ท่านทำหน้าที่ให้เข้มแข็ง และกล้าผจญกับความอยุติธรรม วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะกล้าหาญได้แบบ “จั่นเจา” หรือ “หวังเฉา-หม่าฮั่น-จางหลง-จ้าวหู่” ในภาพยนตร์เรื่อง “เปาปุ้นจิ้น” หรือไม่ ไม่ต้องเห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม!!! ยึดกฎหมายอย่างเคร่งครัด จับคนกระทำความผิดคิดร้ายต่อบ้านเมืองไปเข้าเครื่องประหารเสียให้หมด เพื่อให้บ้านเมือง อยู่รอด...พ้นภัย...พ้นหายนะ...

** บรรทัดนี้ แทง แทนไท อยากจะ เอามืออันเรียวงาม ตบเข้าที่ปากของผู้อวดอ้างตัวเป็นสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียจริงๆ ที่มันดันทะลึ่งเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร ความคิดสุดริ...ยำ!!! แบบนี้ เลี้ยงเอาไว้เสียข้าวสุก...ผู้รักชาติและประชาธิปไตย อยู่แห่งหนตำบลใด ให้คว้าเอาหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับ ทื่อ เบลอ ตื้นอยู่ในเครือข่ายม็อบโกเต๊กซ์ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที ในกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 ต้องโทษประหารชีวิต แรงกว่าที่ “แทง แทนไท” จะไปตบปากมัน

** พฤติกรรม เอะอะก็เรียกร้องทหารให้ปฏิวัติรัฐประหาร แบบนี้หรือที่เรียกว่าสังคมอุดมปัญญา ขายขี้หน้านิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่ม “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก” เขายังมีความรู้ มีคุณธรรมสูงส่งกว่าบรรดาสภาอาจารย์อะไรพวกนี้เสียอีก ไปเรียกร้องอำนาจนอกระบบ เพียงเพราะคนกลุ่มเดียว หยิบมือเดียวได้อย่างไร หรือที่แท้เป็นพวกเดียวกัน นิสิต คนใดเข้าไปเรียนด้วยโปรดระวังตัว เพราะแบบนี้คาดได้เลยว่า “ไอ้อาจารย์เฮงซวย” คนนี้มันพร้อมจะใช้ความรุนแรง พร้อมจะใช้ระบอบ “อำมาตยาธิปไตย อนาธิปไตย และ อภิชนาธิปไตย” ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นของผู้คนที่อุดมปัญญา ไม่ได้อุดมกำลัง หรือ อุดมความรุนแรง เป็นครูบาอาจารย์ยังกล้าพูดกล้าเสนอแบบนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “เชื้อชั่วจอมเผด็จการยังไม่จากหายไปจากสังคมไทย ฝังรากลึกอยู่ในสังคมอุดมปัญญานี่เอง”

** วงการสื่อเทศในเมืองไทย “สุทิน วรรณบวร” สำนักข่าวเอพี-รอยเตอร์ส กระโดดเหย็งขึ้นเวทีม็อบโกเต๊กซ์กับเขาด้วย ประกาศลั่นขอลาออกจากอาชีพนักข่าว เพื่อมาเป็นแนวร่วมขึ้นเวที มีนักข่าวไทยในสำนักข่าวต่างประเทศ คนเขานินทาจริงหรือไม่ ? ขอให้บอกมา เป็นการกระโดดขึ้นเวทีครั้งนี้เพื่อปูอนาคต เป็น นักการเมืองหน้าใหม่ในภาคใต้ เพราะ “เอพี-รอยเตอร์ส” มีนโยบายปลดนักข่าว ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลงนั่นเอง และแน่นอนว่านักข่าวที่เอนเอียง “ถามหาเรื่อง ไม่ใช่ถามหาข่าว ไม่รู้จักมารยาท” เขาไม่ปล่อยเอาไว้แน่ !!! มันก็แค่นั้น...เลยต้องหาอาชีพในภายภาคหน้ารองรับเอาไว้ ฮา...



พันธมิตรฯ แพ้แล้ว !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

ยิ่งนานวัน คนก็เริ่มหมั่นไส้ม็อบพันธมิตรฯ ที่ออกมาประกาศ “สงครามครั้งสุดท้าย” แบบม้วนเดียวจบ นี่ก็ปาไป 3-4 วันแล้ว ยังไม่จบเลย

ป่วนชาติมาเกือบ 3 ปี ประกาศชัยชนะอยู่เรื่อยๆ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ “เลือกข้าง” ชัดเจนแล้วว่าอยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย”

ล่าสุดกับปฏิบัติการ “ม้วนเดียวจบ” ที่ดาวกระจายไปปิดล้อมสถานที่ราชการ จนชาวบ้านเดือดร้อนกันเป็นแถวก็เสียรังวัดไปไม่ใช่น้อย

หรือเหตุการณ์พันธมิตรฯ ปะทะ กลุ่มชุมชนคนแท็กซี่ ที่ถนนวิภาวดี ซอย 3 ที่ภาพประจานไปทั่วโลก ว่าพันธมิตรฯ ทำร้ายคนเสื้อแดง

กระทั่งนักวิชาการ อย่าง ดร.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ยังบอกเลยว่าตอนนี้กระแสตีกลับเพราะภาพของพันธมิตรฯ มันออกมากลายเป็น “ผู้รุกราน”

อย่างการปิดล้อมที่ทำเนียบชั่วคราวที่ดอนเมือง ถือว่าหมิ่นเหม่มากในสายตาของคนทั่วไป โดยเฉพาะ “คนเป็นกลาง” ที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ก็หันไปเข้าข้างรัฐบาลกันมากขึ้น

แต่นาทีนี้หลายคนเป็นห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เพราะประเมินจากสถานการณ์แล้วดูรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นจึงต้องเตือนสติ และรำลึกถึงบทเรียน การทำปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ถ้าเราพูดถึงทางออกประเทศไทยขณะนี้ หรือ ชั่วโมงนี้ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะพูดถึงด้วยความรู้สึกที่ “หดหู่ใจ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนาทีนี้ ที่บ้านเมืองกำลังถึง “ทางตัน” หลายฝ่ายเรียนร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร
ในอดีตประเทศไทยเผชิญกับ “การปฏิวัติ” ที่ซ้ำซาก การปฏิวัติเกือบทุกครั้งอยู่ภายใต้วงจรอุบาทว์
หากประเทศไทยไม่สามารถหลุดออกจากกับดักของวงจรอุบาทว์นี้ ประเทศก็จะไม่มี “เสถียรภาพ” เมื่อไม่มีเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นก็จะไม่เกิด

เมื่อขาดความเชื่อมั่น โอกาสที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การพัฒนา ก็เป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย
พวกเราไม่ค่อยใส่ใจอย่างจริงจังในความพยายามที่จะตัดวงจรอุบาทว์นี้ บางคนกลับมองว่าวงจรอุบาทว์นี้เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการเมืองไทยด้วยซ้ำไป

นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ระบุว่า ตลอดช่วงอายุกว่า 60 ปี ผ่านเหตุการณ์การรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีการรัฐประหารครั้งใดที่สร้างความเสียหายให้มากเท่า 19 กันยายน 2549

เพราะเป็นการทำลายกระบวนการสร้างการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของประชาชนทุกอย่างลงอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น วิกฤติการเมืองครั้งนี้จะเป็นแบบทดสอบประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดีว่าผู้มีอำนาจจะเลือกการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีใด

หากเลือกการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศไทย คงได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกว่าเป็นประเทศที่เผด็จการที่สุด

ดังนั้น ผู้รักประชาธิปไตยต้องช่วยกันรักษาประชาธิปไตย และให้กำลังใจรัฐบาลต่อสู้กับอันธพาลด้วยความอดทน !


2 บาทช่วยชาติ 5 ล้านชื่อ เพื่อ “ทักษิณ”


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย อัฐศิริ

มิคสัญญีกลางกรุง เกมนี้ต้องจบครับ แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ ตั้งหน้าตั้งตาขับไล่ให้ “ออกไป” แต่อีกฝ่ายรัฐบาลก็สวนกลับทันควันว่า “ไม่ออก” ก็ต้องอยู่ที่เหตุผลและพฤติกรรมพฤติการณ์ที่ผ่านว่าฝ่ายไหนได้ทำอะไร อย่างไร เพื่อส่วนรวม เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองบ้าง

เกมนี้จะออกหัวหรือออกก้อยอย่างไรต้องคอยดู

ฝ่ายพันธมิตรฯ ชัดเจนว่า ต้องการล้มล้างรัฐบาล โดยทำมาตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช จนมาถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถ้าใครมาเป็นต่อ แต่ยังอยู่ในสายของ “นายก ทักษิณ ชินวัตร” คนเหล่านี้ก็จะขับไล่ไสส่ง โดยไม่ฟังเหตุผลและไม่ยอมรับรู้ถึงผลกระทบที่ประเทศชาติบ้านเมืองต้องได้รับ

ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐบาลก็ต้องเจอปัญหานี้ คือ ทำงานไม่ได้ จึงทำให้ปัญหาความเดือดร้อนต่างๆ ที่รอการแก้ไข ต้องสะดุดลง และหมักหมมทวีความรุนแรงขึ้น ส่วนเรื่องใหม่ๆ ที่จะมาพัฒนาประเทศชาติก็ทำไม่ได้

อีกหน่อยคงได้อายเขมร อายลาวกันบ้าง

ยืนยันว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศนี้ก็มีปัญหาครับ นอกจากพรรคพวกตัวเอง ซึ่งจะไม่พ้น “พรรคประชาธิปัตย์” ที่พอกล้อมแกล้มไปได้ จาก “เงาของประชาธิปไตย” ที่พาดผ่าน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่าทำเป็นเล่นไป เรื่องนี้อย่าเผลอเชียว ขนาดวิ่งราวตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” กลางสภา พรรคการเมืองนี้ ยังประพฤติปฏิบัติมาแล้ว

มาดูทางฝ่ายรัฐบาลที่ยืนยันจุดยืนว่า “ไม่ออก” บอกว่าจะทำงานต่อ เพราะมีงานต้องทำ ซึ่งเป็นงานใหญ่ที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเสียด้วย

ในเดือนธันวาคมปลายปีนี้ มีงานใหญ่ที่เป็นความภูมิใจของคนไทยอย่างน้อย 2 งานคือ
งานเฉลิมฉลองในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 81 พรรษา

กับงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลก การประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 3 และการประชุมอาเซียนกับโลก ที่มีผู้นำอาเซียนร่วมประชุมกับเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำสถาบันการเงินสำคัญของโลกและเอเชีย ปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่เชียงใหม่

งานนี้เป็นที่จับตาของประชาคมโลก เพราะเป็นเรื่องที่พูดถึงถึงเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีปัญหาอยู่ในขณะนี้
ต้องถามว่า เหตุผลแค่นี้พอไหมที่จะให้รัฐบาลอยู่ทำงานต่อไป เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำย่ำแย่อยู่ทุกวันนี้ จะต้องได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาให้ก้าวหน้า

คนไทยยังเชื่อมั่นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้นที่จะมาจัดการกับเรื่องหนักหนาสาหัสนี้ได้ และนานาประเทศก็มองอย่างนี้ด้วยความเชื่อมือเชื่อมั่น เพราะเศรษฐกิจนั้นถ้าดียกพวง ถ้าร่วงก็มีผลกระทบกันไปถ้วนหน้า ประเทศเล็กประเทศใหญ่ไม่มีข้อยกเว้น

ที่สำคัญ ต่างชาติยอมรับในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยคนนี้ เพราะมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทำให้คนยากคนจนได้ลืมตาอ้าปาก เศรษฐกิจของประเทศฉลุยไปโลด ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศมีรายได้เข้ามาอย่างเป็นกอบเป็นกำ

ไปยืนบนเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี เพราะมีปัญญาและทำงานเป็น
ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมมารับงานนี้

เพราะฉะนั้น ประเด็นอยู่ที่ว่า ที่มีการจุดประกายเสนอขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จาก นายวีระ มุสิกพงศ์ ในรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 3” ที่วัดสวนแก้ว ของ พระอาจารย์พยอม กัลยาโณ โดยให้ “คนเสื้อแดง” ส่งไปรษณียบัตร 5 ล้านชื่อนั้น สำหรับคนเสื้อแดง คนรักทักษิณ คนรักประชาธิปไตย คนที่ต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร รวมทั้งคนที่อยากจะเห็นความสงบสุขเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ แม้กระทั่ง “พลังเงียบ” ด้วยแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเหลือเกินครับ

ที่พูดอย่างนี้ เพราะมีที่มาที่ไป มีความเป็นไปได้สูงมาก ระหว่างเรื่องของประเทศชาติกับไปรษณียบัตรแผ่นละ 2 บาท ต้องเรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ

จากข้อเขียน ในหัวข้อ “ทวงคืนความยุติธรรมให้ทักษิณ” ปรากฏว่ามีท่านผู้อ่านที่เป็นแฟน “ประชาทรรศน์” แสดงความคิดเห็นมาจำนวนหนึ่ง แต่มีอยู่ท่านหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินว่า คนไทยทั้งประเทศต่างก็เห็นพ้องต้องกันกับท่านนี้ และมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน ท่านเขียนมาว่า...
แม้สิ้นสิทธิ์เสรีสิ้นศรีศักดิ์
ก็ไม่สิ้นคนรักหรอกทักษิณ
แม้เหยียบย่ำซ้ำถมให้จมดิน
ก็ไม่สิ้นชีวีมีลมปราณ
อยู่อย่างไรอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้
ร่อนเร่ไปเหมือนเจ้าไม่มีศาล
แต่ความดีมีผลอยู่ทนนาน
ใครล้างผลาญไม่ตายวายชีวัน
การโฟนอินเข้ามาหาเพื่อนพ้อง
เพื่อเรียกร้องสู้ไปใฝ่สร้างสรรค์
เพื่อประชาธิปไตยเป็นสำคัญ
เพื่อคงมั่นสิทธิ์เสรีที่เชิดชู
ปฏิวัติรัฐประหารอันโสมม
จะต้องล่มจมไปด้วยใจสู้
เผด็จการอย่าหาญมาพาลขู่
บอกให้รู้ว่า “กูไม่กลัวมึง”
ครับ...พวกกูก็ไม่กลัวมึงจริงๆ เพราะพวกมึงไม่มีอะไรดีหลงเหลืออยู่เลย มีแต่สร้างความอัปยศอดสู ไม่หยุดไม่หย่อน

เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาประจานตัวเองว่า ไม่ใช่ “คน”
พันธมิตรฯ จึงต้องดิ้นรน ประกาศทำสงครามครั้งสุดท้าย แต่กลับกลายเป็นการตอกย้ำความชั่วช้าสามานย์ ความเถื่อนถ่อยให้ปรากฏมากขึ้น เด่นชัดขึ้น ซึ่งผิดกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่พูดออกมาชัดเจนว่า...
“ถ้าผมได้บริหารประเทศ ผมจะนำความมั่นใจกลับสู่ไทย”
จะเลือก “ทักษิณ” หรือจะไล่ส่งล้างบาง “พันธมิตรฯ” รีบคิดรีบตัดสินใจเสียแต่เดี๋ยวนี้ครับ


ประณามม็อบถ่อย

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ประชาชนคนไทยเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับการกระทำของคนบางกลุ่ม บางพวก เขาเริ่มทนไม่ได้ที่มีการชุมนุมนอกกรอบกฎหมายที่กำหนดให้ไว้ สร้างความเดือดร้อนปั่นป่วน ทั่วบ้าน ทั่วเมือง การทำมาค้าขาย สะดุดหยุดลง เพียงเพราะคนเพียงแค่หยิบมือเดียว เดินไปเดินมาจะต่างอะไรกับฝูงวัว ฝูงควาย ที่ถูกไล่ต้อนไปตามผู้คุม ไม่ได้ใช้สติปัญญาคิดและไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมชาติ ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตย

ความกดดันนี้กำลังจะก่อเกิดและแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและชิงชัง ให้กับกลุ่มคนที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับประเทศชาติบ้านเมือง และพร้อมจะออกมาปกป้องพิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ของพวกเขาเอง เพื่อให้สังคมกลับคืนมาสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

วันนี้ ประเทศไทย อยู่ในสภาวะไม่แตกต่างอะไรกับความเป็น บ้านป่าเมืองเถื่อน!!! คนกลุ่มหนึ่งได้อภิสิทธิ์ จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของส่วนรวม เจ้าหน้าที่ไม่สามารถใช้กระบวนการยุติธรรมเข้าจัดการได้
มีการชุมนุมปิดล้อมบุกรุกสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สนามบินนานาชาติ ทั้ง 2 แห่ง กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย

มีการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย มีการกระทำที่เรียกได้ว่าเป็น การดูหมิ่นซึ่งหน้า ทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การแก้ไขสถานการณ์ จากเบาไปหาหนัก ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้?

กระบวนการการเจรจา กับกลุ่มคนพวกนี้ดูจะไร้ผล เพราะเปลี่ยนข้อเรียกร้องไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไม่มีข้อยุติ เริ่มต้นจากการ คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ บานปลายไปเป็นการไล่รัฐบาล ซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลแม้แต่น้อย

การจัดการขั้นเด็ดขาด ซึ่งเป็นกระบวนการสากลน่าจะเป็นทางออกเดียวที่หลงเหลืออยู่ในขณะนี้ แต่ไม่มีใครกล้าตัดสินใจ หรือแม้จะมีคนกล้าตัดสินใจแต่ในการข่าวทางลึก ซึ่งทุกคนในประเทศรู้กันดีว่ามักจะถูก “มือที่มองไม่เห็น” สั่งเบรกเอาไว้ ประชาชนไทยในภาวะกดดันแบบนี้จะทำอย่างไร?

การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ไม่เป็นผล คนไทยผู้รักชาติและรักความเป็นธรรมย่อมได้รับความกดดัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จะเอาแค่ใจคนกลุ่มเดียวโดยไม่ฟังคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคม ทั้งที่เป็นมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกัน เมื่อมีการกระทำอันไม่ชอบธรรม เกินขีดเส้นแห่งความคั่งแค้น เมื่อนั้น ประชาชนเหล่านี้พร้อมระเบิดขึ้นมาได้ทุกที่ ทุกเวลา ทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งการลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้ห้ำหั่น ทวงความเป็นธรรม ดังที่เห็นใน ประวัติศาสตร์ประเทศน้อยใหญ่ในโลกน้อยๆ ใบนี้

กองบรรณาธิการ ประชาทรรศน์ ขอประณาม แกนนำและผู้ร่วมเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง ตลอดไปจนถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุม สมคบคิดกันวางแผนใช้อาวุธสงคราม ที่ขโมยของส่วนราชการมาใช้ก่อเหตุ ในการปลุกระดมสร้างความปั่นป่วนหวังให้เกิดความรุนแรงในชาติไทยของเรา ส่งผลให้มีผู้ได้รับผลกระทบวงกว้างมากมายมหาศาลทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชน ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

เราเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด กับคนเหล่านี้โดยพลัน ไม่ต้องไว้หน้าแม้ว่าคนเหล่านี้จะเป็นใคร ก่อนที่เหตุการณ์ความไม่สงบนี้จะบานปลายขยายตัวไปในมิติทั้งวงกว้าง และลึก มากกว่าปัจจุบัน



ปิดเอเอสทีวี!!


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ไม่สิ้นหวัง แล้วล่ะท่านผู้ชม...ต่อไปนี้ ใครที่เคยปรามาส ตราหน้า ว่า “กฎหมายไทย” ไร้ความศักดิ์สิทธิ์... อ่อนปวกเปียกนุ่มและอ่อนยวบ เป็น “ขนมเปียกปูน” ไม่ได้เหมือนเก่า กันอีกแล้ว

บัดนี้ มีผู้ที่ลุกขึ้นมาจุดประกายไฟ เพื่อทำให้ “กฎหมาย” เป็น “กฎหมาย”...ไม่ใช่เป็น “ไม้หลักปักขี้เลน”
ที่ใครจะกระทืบซ้ำ เหยียบย่ำ ตามอำเภอน้ำใจ กันต่อไป ไม่ได้แล้วนะ!!

เพราะการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ด้วยคนหมู่มาก.. เป็นชนวน “มหาภัย” ทำให้คนไทย ถึงกาล ที่จะทำ“สงครามกลางเมือง” เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ให้ “สิ้นสูญ” ...ดับและตาย วอดวาย หายนะ กันไปข้างหนึ่ง เมื่อ, “ท่านพีรพล ไตรทศาวิทย์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งซิก เป่านกหวีด ไปถึงผู้ว่าราชการ ที่อยู่ใต้อาณัติ การคอนโทรล ของกระทรวงมหาดไทย ทุกหัวเมือง ให้ดำเนินการ ใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ อย่างอ้อยอิ่ง เป็นลิงป่วยเชียวนะเออ

ว่าด้วย ในขณะนี้, มีคณะบุคคล ปรักปรำ ใส่ไคล้ ให้ร้ายเผยแพร่ข้อความ และแนวคิด ผ่านสถานีวิทยุชุมชน ระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งเอกสารแผ่นปลิว อีกทั้ง มีการสร้างกระแสในแง่ลบ จงใจพาดพิง หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์!!

เป็นความฮึกเหิม อันไม่บังควร..อีกทั้งผิดเต็มเป้า ในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน!!
ดังนั้น, เป็นหน้าที่ อันชอบธรรม ที่ “พ่อเมือง” ที่ได้รับการอวยยศ อวยชัย ต้องดำเนินการจับกุม “วิทยุชุมชน” และ “เว็ปไซด์”
นอกรีต นอกรอย นอกเทือกเถาเหล่าก่อ อันเป็นคนไทยที่ดี??
เพราะความเป็นคนไทยนั้น....
มีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างเปี่ยมล้นเสมอมา
ใคร? ที่บังอาจก้าวล่วงละเมิด เราต้องใช้กฎหมายกำราบ ปราบ อย่างไม่รอช้า

การที่, ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย “คุณพีรพล ไตรทศาวิทย์” มีคำสั่ง ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ให้กวาดล้าง และ เช็คบิล “สถานีวิทยุชุมชน” และ “เวปไซด์” นอกแถว!!
เป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง และ ต้องรวดเร็วยกกำลังสอง อีกเสียด้วย
โดยเฉพาะ, ความผิดเกี่ยวกับ “ความมั่นคงภายใน” เป็นข้อหารุนแรง ร้ายแรงเป็นอันมาก
ดังนั้น, “วิทยุชุมชน” และ “เว็ปไซด์” นอกคอก..น่าเลิกทำตัวเป็น “หัวหอก”นอกรีตเสียที
ขณะเดียวกัน, อยากเห็น “ท่านปลัดพีรพล ไตรทศาวิทย์” ข้าราชราชการเบอร์หนึ่ง เกณฑ์หนึ่ง แห่งกระทรวงคลองหลอด....

ช่วยชะเง้อแล แชร์สายตา มองดู พฤติการณ์ สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”กระบอกเสียง กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำตัวเป็นอันธพาล ยึดทำเนียบ มายาวนาน กว่า ๑๖๐ วันเข้าไปแล้ว
เขาแพร่ภาพ กระจายเสียง... รับใช้คนบางคน ที่สรรหาคำพูด “สุดถ่อย” มาประดิดประดอยได้ทุกวัน??
และแต่ละถ้อยคำ ล้วนโกหกหน้าตาย ฉีกประเทศไทย แบ่งเป็นฝั่งฝ่าย ริ้วปลาแห้งเลยล่ะ
จนบัดนี้ “สยามเมืองยิ้ม” ที่อิ่มและพิมพ์ใจ ได้กลายเป็น “ไทยเหนือ”และ “ไทยใต้”?
พร้อมที่จะลุกมา “ฆ่าฟัน” กันเองได้ทุกเมื่อ!!

ที่เป็นเช่นนั้น สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี” เป็นต้นกำเนิด...ให้คนไทยเกิดการแบ่งขั้ว กันซะเสร็จสรรพ
ด้วยการกระทำ อันโจ่งแจ้ง ทั้งยุ ทั้งเสี้ยม ทั้งจูงจมูก ขาดไร้ซึ่งเหตุและผล บนสมุฏฐานแห่งความเป็นจริง

ฉะนั้น, เพื่อดับต้นเหตุแห่งชนวน, กระทรวงมหาดไทย อย่าได้มองข้าม เลยช็อต ต่อการกระทำ ของ “เอเอสทีวี” ที่ได้สร้างมลพิษ แห่งการเลือกข้าง แบ่งฝ่าย กันเชียวนะ??

เพราะถ้า “เอเอสทีวี”ไม่ ได้ก่อหวอด...สร้างจุดบอด ให้คนไทย “ขาดความสามัคคี” กันแล้วไซร้??
“ไทยต่อไทย” จะมีกินเลือด กินเนื้อ หาวิมานกันทำไม!!
ตรงนี้, น่าเป็นหน้าที่ ของ “กระทรวงมหาดไทย” เพื่อแจงจารนัย ไปถึง “ศาลปกครอง” ที่คุ้มครอง “เอเอสทีวี” มาหลายปีดีดัก
ควรเลิกคุ้มครอง เป็นไข่ในหินได้แล้ว
นั่น, ขึ้นอยู่ว่า “กระทรวงมหาดไทย” จะรวบรวม “ความเป็นจริงวันนี้” ไปชี้ให้ “ศาลปกครอง” เห็นข้อเท็จจริง ได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้ายนี้, เมื่อวิเคราะห์เจาะประเด็นกันดูแล้ว “สถานีวิทยุชมชุม” และ “เวปไซด์” ที่กล่าวและพาดพิงสถาบันฯ ...คนไทยที่ล้วนแล้วมีจิตใจ ที่ “จงรัก-ภักดี” ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”ที่ดูประหนึ่ง เป็นบ่อน้ำทิพย์ ในการหยิบ ข้อเท็จจริงด้านเดียว ให้หมู่มวลสมาชิกสาวกพันธมิตรฟัง

ก็มีความร้ายกาจ ต้องกำจัดจุดนี้ไปเหมือนกัน??
เพราะการถ่ายทอด และ แพร่ภาพ ด้วยการให้ความจริงครึ่งเดียว “เป็นยาพิษ”กลาย..กลาย
ฉะนั้น, ต้องหามาตรการ สั่งปิด “เอเอสทีวี”..ควบคู่กับ “วิทยุชุมชน”และ “เวปไซด์”
ปิด “เอเอสทีวี” เมื่อไหร่...ประเทศไทยก็ผ่องแผ้ว!!
“ความสามัคคี” จะกลับมาแจ่มแจ๋ว...เลยล่ะจะบอกให้???

โดย “กะพรุนไฟ”


ม็อบโกเต๊กซ์ทำลายชาติยึด”สุวรรณภูมิ”-นปช.ฮือปิดบัญชีกรุงเทพ-กสิกร


จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เคลื่อนกำลังเข้าบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ประเทศชาติสูญเสียรายได้และชื่อเสียง ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551 นานาชาติต่างประกาศเตือนนักท่องเที่ยวห้ามเข้าประเทศไทย ส่วนสถานการณ์ทั่วไปภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงเต็มไปด้วยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ จำนวนหลายพันคน และยังมีกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางจากทำเนียบรัฐบาลเข้ามาสมทบอีกจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าการชุมนุมคงจะยืดเยื้อ เพราะต้องการจะยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ไปจนกว่าจะได้มีการเจรจากับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เท่านั้น หรือมิเช่นนั้น ก็ต้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งจึงจะยอมสลายการชุมนุม นอกจากนี้ เมื่อช่วงเวลา 13.40 น. ได้มีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่งกายชุดดำ จำนวน 10 กว่าคน ได้เข้าบุกยึดหอบังคับการบินไว้ได้แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ศูนย์ปฏิบัติการข่าวกองบัญชาการตำรวจสันติบาลได้รายงานว่า มีข่าวสารลวงให้กลุ่ม นปช. ว่า ทางกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ได้มีการนัดรวมพลเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยให้รวมพลกันที่บริเวณท้องสนามหลวง เวลา 14.00 น. นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่า นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานกลุ่มชมรมคนรักอุดร ได้ประกาศให้สมาชิกกลุ่มที่มีเงินฝากกับธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรไทย ร่วมกันปิดบัญชีเงินฝาก โดยขณะนี้ที่ จ.อุดรธานี ได้มีการปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพไปแล้วกว่า 100 บัญชี และประสานร่วมกับเครือข่ายในภาคอีสานเพื่อปิดบัญชีต่อไปเพื่อเป็นการตอบโต้

และเมื่อเวลา 14.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.ก. ระดมข้าราชการตำรวจฝ่ายธุรการในสังกัดหน่วยขึ้นตรง ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 487 นาย แบ่งเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 30 นาย ชั้นประทวนจำนวน 457 นาย เพื่อเข้ารับการฝึกซ้อมแผนเผชิญและยุทธวิธีควบคุมฝูงชน โดยมี พ.ต.ท.ยศวีร์ พรพีรพาน รอง ผกก.กก.ปพ.บก.ป. พร้อมกำลัง ตำรวจคอมมานโดจำนวน 1 หมู่ ทำหน้าที่ควบคุมการฝึก

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับการเรียกระดมข้าราชการตำรวจฝ่ายธุรการครั้งนี้ เนื่องจากกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร จำนวน 2 กองร้อย ที่ถูกส่งมาปฏิบัติหน้าที่รักษาความเรียบร้อยภายในบริเวณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 23 ที่ผ่านมา ต้องถอนกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ยังหน่วยงานราชการอื่น ที่อาจตกเป็นเป้าหมายในการเคลื่อนพลดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรฯ 8 จุด อีกทั้งกำลังตำรวจหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่ควบคุมฝูงชนทั้งของ ผบช.น. ผบช.ก. ผบช.ภ. ต่างก็ถูกระดมไปปฏิบัติหน้าที่ตามสถานที่ต่างๆ ทำให้ในขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีกำลังพลไม่เพียงพอ จึงต้องมีการเรียกระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายธุรการเข้ารับการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมรับสถานการณ์การชุมนุม

นักกฎหมายจี้จับอาจารย์จุฬาฯยุทหารปฏิวัติเข้าข่ายเป็นกบฏ

“นักกฎหมาย” ดาหน้าเสนอปลด ผบ.ทบ. ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้สถานการณ์บานปลายมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมทั้งจ่อแจ้งความดำเนินคดี กลุ่มอาจารย์-นักศึกษา จุฬาฯที่ออกมาเรียกร้องทหารปฏิวัติ เข้าข่ายกบฏชัดเจน พร้อมจี้มหาวิทยาลัยพิจารณาความผิดด้วย

จากกรณีที่เครือข่ายปัญญาชนสยามนำโดยผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พอพันธ์ วัชจิตพันธ์ พร้อมด้วยนิสิตจุฬาลงกรณ์วิทยาลัย 100 คน เข้ายื่นหนังสือขอ ผบ.ทบ. พลเอกอนุพงศ์ เผ่าจินดา ออกมายุติความรุนแรงต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งไฟเขียวให้ทหารปฏิวัตินั้น

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายคารม พลทะกลาง เลขาธิการชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน เปิดเผยว่า รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การกระทำการใดๆ ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่ถูกต้อง

ทหารมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ซึ่งการดำเนินการของทหารผิดพลาดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในช่วงเวลานั้นที่ได้มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และให้ทาง ผบ.ทบ.เขามาดูแลเรื่องดังกล่าว แต่เท่าที่สังเกตกลับเห็นว่าทาง ผบ.ทบ.ไม่ได้ปฏิบัติในภารกิจที่ได้รับมอบหมายเลย ทหารจึงดูเหมือนว่าหมดมนต์ขลังไป

“ถ้าทางรัฐบาลมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ น่าจะดำเนินการปลด ผบ.ทบ. ในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายคารมกล่าว

นายคารมกล่าวไปว่า การออกมาเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติ ไม่เป็นไปตามหนทางและวิธีการของระบอบประชาธิปไตย ถ้าทหารออกมาทำการปฏิวัติตามคำเรียกร้องดังกล่าว เชื่อว่าจะต้องมีประชาชนที่ออกมาคัดค้านและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ส่วนการกระทำของนักวิชาการกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกบฏ เพราะถือว่าออกมาเรียกร้องให้กระทำการปฏิวัติโดยไม่เป็นไปตามระบอบกฎหมายในรัฐธรรมนูญ

“การออกมายื่นจดหมายอาจจะตีความตามเจตนารมณ์ตามพฤติกรรมหรือเนื้อความของจดหมายที่ต้องการออกมาเรียกร้องการทำปฏิวัติ ถือว่ากลุ่มนักวิชาการดังกล่าวไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะว่าออกมาเรียกร้องให้สนับสนุนคนทำผิด แทนที่จะออกมาเรียกร้องให้ไปปราบปรามกลุ่มคนดังกล่าว ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยน่าจะตรวจสอบตัวบุคคลดังกล่าว เพราะว่าไปสอนคนอื่นอาจจะนำความรู้ที่ผิดๆ ไปสอนได้”

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นของการออกมาป่วนเมืองของกลุ่มพันธมิตรนายคารมกล่าวว่า ตนไม่อาจเดาได้ว่าสถานการณ์ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร แต่เชื่ออย่างหนึ่งว่าประชาชนเริ่มจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตร และรู้สึกเห็นใจรัฐบาลที่มีอำนาจแต่ไม่สามารสั่งการอะไรได้ อยากเห็นรัฐบาลมีความเด็ดขาดใครที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้รับมอบหมายก็ควรพิจารณาปลดออกให้คนอื่นที่มีความสามารถได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้ารัฐบาลยังอยู่นิ่งเฉยไม่จัดการอะไรสักอย่าง ก็จะเป็นอย่างที่นายวีระ มุสิกพงษ์ที่กล่าวในรายการความจริงวันนี้ ว่าถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ประชาชนก็จะไม่เอารัฐบาลเหมือนกัน

“หากเรามองย้อนไปก่อนหน้านี้ มักมีคนบอกว่าที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้เพราะอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวท่านอาจจะมีส่วนทำให้บ้านเมืองเสียหาย 10 % แต่ภายหลังจากเหตุการณ์ของวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้บ้านเมืองไม่รู้ว่าเสียหายไปมากเท่าไร ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม เสียหายกว่ากันมากไม่รู้เท่าไร”

นายคารมกล่าวต่ออีกว่า ทางพันธมิตรอย่าคิดว่าประชาชนโง่ ไม่มีความคิด คิดว่าจะเป่าหูอย่างไรก็เชื่อ ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช้ว่าเขาจะรับข่าวสารเพียงด้านเดียว เขารับข่าวสารจากด้านอื่นด้วย

“ผมเชื่อว่าการออกมาเรียกร้องหรือกระทำการใดๆ ก็ตามเพื่อต้องการให้ทหารออกมาทำการปฏิวัติจะไม่เป็นผล เพราะผมยังเชื่อว่าทหารไม่กล้าออกมากระทำการดังกล่าว หรืออยู่ในช่วงของการตัดสินใจว่าจะอย่างไรดี ไม่ว่าทหารจะอ้างว่ามาจากไหนหรือจะปกป้องใครก็แล้วแต่ ประชาชนเขารู้หมดทุกอย่าง เพียงแต่ว่าหากจะกระทำการใดๆ ทหารไม่ปกป้องประชาชนหรือ”

ส่วนประเด็นเรื่องที่ทางนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์ทำจดหมายเปิดผนึกถึง ผู้บัญชาการทหารบกเรียกร้องให้ออกมาทำการปฏิวัติ โดยช่วงบ่าย วันที่ 27 พ.ย. ตนจะมีการศึกษาข้อกฎหมายและร่างหนังสือเพื่อยื่นทำเนินคดีกับนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว โดยเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายเป็นกบฏผิดประมวลกฎหมายอาญาในมาตรา 113 และ 114
ทางด้านนายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า การกระทำของนักวิชาการกลุ่มดังกล่าวที่ออกมาทำหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารบก เพื่อให้ทหารออกมาทำการปฏิวัตินั้น เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการเป็นกบฏ เพราะว่าบ้านเมืองอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้าข่ายผิดกฎหมายประมวลอาญาในมาตรา 113 ที่ว่า"ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฎ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต"



ม็อบเล่นสกปรกขนเสื้อแดงใส่รถมุ่งก่อเหตุใส่ร้าย

โจรพันธมิตรฯ ก่อเหตุอีก ยิงถล่มชุมชนคนแท็กซี่ระลอกสอง บาดเจ็บไปอีก 11 คน แถมพบหลักฐานยืนยันแผนร้าย ขนเสื้อแดงมาเต็มรถจ่อปลอมตัวสร้างสถานการณ์ป้ายสีให้ร้าย “ชินวัตร หาบุญพาด” จี้ตำรวจเร่งจัดการตามกฎหมาย เพราะนับวันจะยิ่งมีพฤติกรรมเหิมเกริมไม่เคารพกติกาบ้านเมือง ขณะที่ “เสธ.แดง” แนะยุทธศาสตร์รับมือม็อบชั่ว พร้อมประกาศถ้าไม่เลิก “ถ่อย"”มีหวังถูกจองกฐินไม่เลิกรา

หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรได้ปฏิบัติการอุกอาจยิงถล่มคนเสื้อแดงกลางวันแสกๆ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บไปหลายรายและยังเผารถจักรยานยนต์ นำอาวุธมีดและปืนออกมาข่มขู่อย่างเปิดเผย โดยเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมพบอาวุธปืนอูซี่ และอาวุธอีกหลายรายการ นั้น

ขณะเดียวกันในเวบไซต์ต่างๆ ก็มการนำเสนอภาพการก่อเหตุร่ายของพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะมีการยิงปืน การใช้อาวุธรูปแบบต่างๆ รวมทั้งภาพที่ยืนยันข่าวลือก่อนหน้านี้ว่าพันธมิตรฯ จะปลอมตัวเป็นคนเสื้อแดง สร้างสถานการณ์ก่อเหตุ โดยพบว่าบนรถของพันธมิตรฯ มีเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก

นายชินวัตร หาบุญพาด ผู้อำนวยการสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2
6 พฤศจิกายนที่ผห่านมา ว่าเมื่อช่วงเช้ามืด คนร้ายไม่ทราบจำนวนโยนระเบิดไม่ทราบชนิดมาจากถนนวิภาวดี และกราดปืน ใส่กลุ่ม แท็กซี่คนเสื้อแดงบริเวณปากซอยวิภาวดี ซอย 3 ทางเข้าสถานี 'วิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75' เบื้องต้นทราบชื่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ คือ นายพลพัตร ทูลในตา อายุ 28 ปี ได้รับบาดเจ็บที่หน้าผาก และ นายเอ็ม ภักดี อายุ 22 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า

จาการตรวจสอบเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางซื่อแจ้งว่า วัตถุที่โยนใส่กลุ่มแท็กซี่เสื้อแดงดังกล่าวเป็นประทัดชนิดกระจับ 3 เหลี่ยม จำนวน 2 ลูก

นายชินวัตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมารักษาความปลอดภัยให้กับกลุ่มของตน โดยยืนยันว่าจะไม่เคลื่อนย้ายไปไหน และตอนนี้ได้ประสานกับกลุ่มแท็กซี่อยู่ตลอดเวลา ส่วนเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มีผู้บริจาคให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยตลอดทั้งวันมีประชาชนที่เป็นแฟนรายการเข้ายื่นความจำนงบริจาคเงินช่วยเหลือมาอย่างมากมายและต้องมาให้กำลังใจพี่น้องที่เสียสละปกป้องประชาธิปไตยแต่ต่อต้านพันธมิตรฯ
อีกทั้งทางโรงพยาบาลตำรวจได้ติดต่อขอรับผู้บาดเจ็บไปดูแลต่อ ซึ่งค่ารักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บในเบื้องต้นตอนนี้ประมาณ 380,000 บาท โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 11 คน ต้องทำการรักษาที่โรงพยาบาล 6 คน เข้ารับการผ่าตัด 3 คน และต้องรอดูอาการในห้อง ICU 1 คน

สำหรับบรรยากาศที่สถานีวิทยุชุมชม มีการอารักขาดูแลจากชาวบ้านและอาสาสมัครแท็กซี่กว่า 300 คน ค่อยตรวจเฝ้าระวังเหตุร้ายที่อาจมีพันธมิตรฯแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุ

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธฯแดง มาที่สถานีวิทยุชุมชนนั้น ก็เพื่อต้องการมาให้กำลังใจ อีกทั้งแนะนำวิธีการรับมือการก่อเหตุร้ายของพันธมิตรฯให้กับการ์ดอาสาสมัครของ วิทยุชุมชน ทั้งนี้ ตนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาดทางกฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เพราะขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ส่วนกรณีที่มีข่าวลือปล่อยออกมาว่าให้พี่น้อง นปช.ร่วมตัวที่สนามหลวง เพื่อไปเคลื่อนไหวกดดันพันธมิตรฯและยึดทำเนียบคืนนั้น

นายชินวัตร กล่าวว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการปล่อยข่าวของทางนายวีระ สมความคิดที่ปราศรัยบนเวทีเพื่อมุ่งหวังสร้างสถานการณ์ให้สาวกออกมาร่วมตัวสมทบ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ความศรัทธาของสาวกเริ่มเสื่อมเนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติการ ม้วนเดียวจบได้ตามที่อ้างเอาไว้

โดยหากว่า นปช.จะมีการเคลื่อนไหวจริง ๆ นั้นเป็นที่รู้กันว่าแกนนำนปช.ได้ยกให้นายวีระ มุกสิกพงษ์ เป็นหัวขบวนสั่งเคลื่อนไหว ดังนั้นขอให้ฟังแต่นายวีระ มุสิกพงษ์ เท่านั้นจึงจะเป็นเรื่องจริง

ซึ่งตนได้ทราบว่า เหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พ.ย.บริเวณหน้าทางเข้าสถานีวิทยุนั้น มีผู้ถ่ายภาพรถหกล้อ ที่ขนพันธมิตรฯมาบุกถล่ม ซึ่งปรากฏว่ามีกองเสื้อแดงที่ยังไม่ใช่อยู่บนรถคันดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนมาก ตนจึงเชื่อได้ว่าน่าจะมีความพยายามเล่นสกปรก ก่อเหตุร้ายตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใส่ความ นปช.เพื่อหวังเรียกคนมาสมทบเพิ่มก็เป็นได้

ทางด้านพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า ตามที่ตนได้มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าประชาชนเริ่มทนไม่ได้ และมีหลายกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับคนกลุ่มนี้ และคงจะโดนกฐินหลวงไปอีกนาน จนกว่าคนกลุ่มคนนี้จะออกไป

ส่วนหลังจากเหตุการณ์เมื่อวันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน ได้มีการยิงเข้าโจมตีทางชุมนุมแท็กซี่บริเวณถนนวิภาวดี โดยทางพต.ต.ขัตติยะได้เข้าเยี่ยมบริเวณสถานที่เกิดเหตุ ทางพล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์สงบแล้ว และไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าเป็นห่วง ตนเข้าไปตรวจดูพื้นที่และให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

ทั้งนี้พล.ต.ขัตติยะได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ถ้าทางกลุ่มพันธมิตรยังไม่หยุดเห็นที่ว่าคงจะโดนกฐินหลวงไปอีกนาน เพราะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทางทหารไม่สามารถเข้ามาดำเนินการหรือจัดการอะไรได้เลย