WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 27, 2008

กระหึ่มเว็บทหารเตรียมปฎิวัติ!'วีระ'ฮึ่มส่งสัญญาณ'คนเสื้อแดง'ลุย


โชยกลิ่นปฏิวัติ! เสียงเซ็งแซ่กระหึ่มเว็บ กองทัพเตรียมยึดอำนาจ นปช.ปลุกคนเสื้อแดงค้านเผด็จการทหาร เล็งใช้ พรก.ฉุกเฉินเช็กบิลพันธมาร "จตุพร"จวก"บิ๊กป๊อก"นั่งบนภูเสี้ยมให้บ้านเมืองแตกแยก หวังหยิบชิ้นปลามัน เคลื่อนพลรวบอำนาจ

วันนี้ (27 พ.ย.) นายวีระ มุสิกพงษ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ให้สัมภาษณ์ถึงมติของที่ประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) วานนี้ (26 พ.ย.) ว่า คณะดังกล่าวอยู่ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อติดตามสถานการณ์และวางแผนงานในการแกเปัญหารวมถึงเสนอมาตรการและแนวทางต่อนายฯ ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า คตร.มีหน้าที่เสนอแนวทางต่อนายกฯ แต่เมื่อวานนี้มีการออกแถลงการณ์ก่อนก่อนเสนอแนวทางต่อนายกฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีการเปิดโอกาสให้นายกฯตัดสินใจ แต่ในขณะที่แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ก็ออกมาปฎิเสธของเสนอของคณะคตร.กรณีให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ย้ายออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่ และนายกฯ เองก็ประกาศไม่ยุบสภาและไม่ลาออก ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อเสนอของ คตร.ก็เป็นหมันไปแล้ว 2 ข้อ

นายวีระ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากที่ประชุม คตร.ว่า มติดังกล่าวไม่ได้เป็นมติของที่ประชุมอย่างแท้จริง แต่เป็นการรวบรัดโดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้เสนอ ทั้งนี้ หวังว่า ครม.หรือรัฐบาลจะได้เป็นผู้จัดการแก้ปัญหาความไม่สงบในขณะนี้ โดยใช้ พรก.ฉุกเฉินฯอีกครั้ง เพื่อจัดการให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ทั้งนี้ แนวร่วม นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ มีการเตรียมร้อมอยู่แล้วหากเกิดเหตุกาสรณ์ไม่ชอบมาพากล

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าทุกคนก็มีความรักชาติ รักแผ่นดินเพราะฉะนั้นคงไปห้ามกันไม่ได้

ด้าน นายนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า หากมีการบีบนายกฯ หรือทำรัฐประหารเงียบ จะต้องมีการเคลื่อนไหวแน่นนอนโดยจะปิดล้อมกองบัญชาการกองทัพบก กองบัญชากองทัพไทย และสนามบินสุวรรณภูมิ และยืนยันว่าจะไม่มีการเผชิญหน้า

นอกจากนี้ นายจตุพร ยังกล่าวถึงกรณีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินว่า หากไม่ประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ ตนอยากถามว่าใครมีอำนาจที่จะจัดการให้กลุ่มพันธมิตรฯออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจก็คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แต่หากใช้หลักการเดิมกรณีเอาหมายศาลไปติดอย่างที่ทำเนียบ ก็ไม่ทำให้เกิดประโยชน์อะไร ตนจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.โดยตนมองว่า เมื่อวานนี้ไม่ใช่เป็นการประชุม คตร.แต่เป็นการประชุมคณะวงการร่วม ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าพันธมิตรฯ ที่เข้าไปยึดกองบินนั้นมีคนในรู้เห็นเป็นใจย่างแน่นอน จึงอยากเรียกร้องให้ท่าอากาศยานและการบินไทยเร่งจัดการเรื่องนี้

นายจตุพร ยังกล่าวอีกว่า ในฐานะนักการเมืองตนไม่กลัวที่จะมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ และขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังเรียกร้องให้มีการเมืองประชาภิวัฒน์เกิดขึ้น ซึ่งตนมองว่าเป็นการปิดประตูการเจรจาอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ สถานภาพ ผบ.ทบ.อยู่ในสภาพลอยตัวทำตัวเป็นผู้ดีอยู่บนภู ด้วยการพัฒนาความเสียหายของประเทศชาติ สุดท้ายก็ทำรัฐประหาร ซึ่งตนคิดว่านายกฯ มีอำนาจที่จะปลด ผบ.ทบ.และ ผบ.ตร.ได้ หากไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้มีการระดมกระแสการรัฐประหารอีกครั้งภายในเว็บไซต์ประชาไทย ดอทคอม และเว็บไซต์พันธทิพย์ ดอทคอม มีบทความเกี่ยวกับความน่าจะเป็นไปได้ในการที่กองทัพกำลังเตรียมการรัฐประหารรัฐบาลชุดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมกันนี้ ยังมีรายงานข่าวระดับสูงในกองทัพบกแจ้งว่า ห้วงเวลา ขณะนี้มีการส่งสัญญาณให้ทหารทุกหน่วยเตรียมความพร้อมที่จะปฏิบัติการยึดอำนาจ โดยให้พร้อมเคลื่อนกำลังพลได้ทุกเมื่อ


ลือหึ่ง


ลือหึ่ง 'ม็อบมาร'เตรียมถล่มวิทยุคนแท็กซี่วันนี้ พร้อมอาวุธครบมือ 'ชินวัตร'ย้ำชัดตายเป็นตายขอรักษาสถานีไว้ กราดไอ้พวกบ้าไม่ฟังศาลสูง ชี้รัฐธรรมนูญกำหนดการชุมนุมเถื่อนไว้หรือ??

นายชินวัตร หาบุญพาด ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม92.75 และ105.00 เมกะเฮริต์ กล่าวเปิดเผยว่าขณะนี้มีรายงานข่าวกรองที่น่าเชื่อถือแจ้งเข้ามาว่าภายในวันนี้( 27 พ.ย.) จะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือ จะทำการเข้าปิดล้อมสถานีวิทยุชุมชนอันเนื่องมาจากมีความไม่พอใจที่สถานีวิทยุของตนจัดรายการวิทยุโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทราบเวลาการเคลื่อนตัวของกลุ่มพันธมิตรฯที่แน่ชัด โดยในเบื้องต้นนั้นตนได้ประชาสัมพันธ์ผสานกำลังไปยังแนวร่วมเพื่อให้มารวมตัวกันที่สถานีวิทยุ โดยคาดว่าจะมีกำลังเสริมพร้อมการ์ดป้องกันจำนวนร่วม 1000 คน พร้อมกันนี้ยังได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ให้ช่วยนำกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งขณะนี้เริ่มมีเจ้าหน้าที่ตำรวตทยอยมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้นายชินวัตร กล่าวเสริมถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯเตรียมส่งทนายความยื่นอุทธรณ์คุ้มครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งศาลแพ่งที่คุ้มครองท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยระบุว่ากลุ่มพันธมิตรฯเป็นกลุ่มคนเสียสติ ที่ไม่สนใจผู้อื่น โดยยังคงทำการชุมนุมที่ไม่ยึดตามระบอบรัฐธรรมนูญอย่างที่ได้กล่าวอ้าง และการที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ทำตามคำสั่งของศาลซึ่งถือเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ก็เท่ากับว่าเป็นการถ่อยร่นความชอบธรรมของตนเอง

" มันเป็นคนบ้าและหมดความชอบธรรมไปนานแล้ว เพราะเที่ยวปิดล้อมทั่ว พกอาวุธไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รัฐะรรมนูญยอมให้มีการปิดล้อมหรือถามหน่อย นี่คือคนที่ไม่ฟังอะไรแล้วขนาดองค์กรหรือหน่วยงานยุติธรรมก็ยังไม่เชื่อถือ และเป็นคนนอกกฎหมายไปนานแล้ว นี่มันก็จะมาล้อมเราเพราะเรายื่นคนละข้างเป็นเส้นขนานเป็นศัตรูกันมานาน และก็ยังโจมตีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมีการสูญเสียขึ้นก็เป็นเรื่องที่จำเป็ที่จะต้องรักษาสถานีของเราไว้" นายชินวัตรกล่าว

เมื่อถามว่าในบ่ายวันนี้มีข่าวว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เตรียทจะเดินทางไปให้กำลังใจพร้อมกับจะขอใช้สถานที่เพื่อหารือถึงการกำหนดท่าทีในวันนี้ นายชินวัตรกล่าวว่า ในขณะนี้ตนยังไม่ได้รับการประสานง่นจากแนวร่วมท่านใด แต่ก็ยินดี และพร้อมจะให้ใช้สถานที่ในการชุมนุม


พันธมิตรฯดื้อแพ่งยื้อปิดสุวรรณภูมิตร.ล้อมทำเนียบห้ามเข้า-ออก


ม๊อบโกเต็กซ์ ยังคงดื้อแพ่ง ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิต่อไปอีก หลังจากที่ศาลแพ่ง มีคำสั่งคุ้มครองไปเมื่อคืนนี้ โดยอ้างว่าจะให้ทนายความไปยื่นคัดค้านการตัดสิน ขณะที่ ตำรวจ จำนวนมาก ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ห้ามเข้าออก ฝ่ายลิ่วล้อ ปลุกระดมล้อมตำรวจอีกชั้น คาดวันนี้ปะทะเดือด!!!

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ ว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังคงปัดหลักชุมนุมปิดสนามบินต่อไปเป็นวันที่ 3 แล้ว โดยแกนนำต่างสลับสับเปลี่ยนกันปลุกระดมยั่วยุประชาชนต่อไป โดยอ้างว่า ให้ทนายความไปยื่นคัดค้านคำสั่งคุ้มครองสนามบินสุวรรณภูมิ ตามที่ศาลแพ่งได้ตัดสินไปเมื่อคืนนี้ โดยการร้องขอของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) และศาลได้มีคำสั่งให้พันธมิตรฯออกจากสนามบินสุวรรณภูมิทันที เพราะชุมนุมโดยไม่สงบและเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด

มีรายงานข่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยคน เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล ไว้ทุกด้านแล้ว ประกาศห้ามคนเข้าออกในพื้นที่นี้อย่างเด็ดขาด และ บรรดาแกนนำพันธมิตรฯ ต่างปลุกระดมประชาชนให้มาล้อมตำรวจอีกชั้นหนึ่ง

ขณะที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยกมาปิดล้อมพันธมิตรฯ ตามสี่แยกรอบทำเนียบฯ เป็นจำนวนมาก ดังนั้นขอให้การ์ดพันธมิตรฯ และผู้ชุมนุมช่วยดูแลกันและกัน และวางแนวป้องกันให้เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อาจจะจู่โจมเข้ามาใช้กำลังสลายการชุมนุม

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานกระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ยืนยันเจ้าหน้าที่ยังอยู่ในความสงบไม่มีการกระจายกำลังไปปิดป้อมบริเวณรอบทำเนียบแต่อย่างใด เชื่อกลุ่มพันธมิตรฯปล่อยข่าว เพื่อต้องการหลอกให้ประชาชนเดินทางมาเข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้น


นักกม.ออกแถลงการณ์ต้านรัฐประหารหนุนโจรกฎบ

กลุ่มนักกฎหมายสยาม สุดจะทน 'บิ๊กป๊อก'ออกแถลงการณ์โต้ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอรัฐประหาร บีบนายกฯยุบสภา จ้วงสับ'สุรพล' ตัวดีดันหลังกฎบพันธมารสันดานโจร

แถลงการณ์ของกลุ่มนักกฎหมายทนายสยาม ฉบับที่ 4 ออกเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 เรื่องโต้แย้งและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแนะที่ให้ยุบสภาของผู้บัญชาการทหารบกและศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณะผู้สังเกตการณ์ ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย

ตามที่ผู้บัญชาการทหารบกและศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมคณะผู้สังเกตการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เสนอแนะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎรในเย็นวันนี้นั้น โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่เลวร้ายไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้ เห็นมีเพียงทางออกหนทางเดียว คือ ให้นายกยุบสภาผู้แทนราษฎร และให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หยุดการเคลื่อนไหวที่สนามบินสุวรรณภูมิ

พวกเรา กลุ่มนักกฎหมายทนายสยาม ขอแสดงจุดยืนว่าไม่มีความเห็นด้วย และโต้แย้งข้อเสนอแนะดังกล่าวโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้เพราะ ข้อเสนอแนะดังกล่าวของผู้บัญชาการทหารบก และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติเงียบของ ผบ.ทบ.และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ โดยมีผู้อยู่เบื้องหลังคือ พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่ออกมาตอบรับและเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะดังกล่าวทันที ทั้งนี้เพราะ ผบ.ทบ.และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ตลอดจนพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มๆ ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า ตลอดระยะเวลาที่เกิดสถานการณ์ไม่สงบขึ้นภายในบ้านเมืองจากกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประท้วง เดินขบวน โดยไม่สงบและมีอาวุธ ตลอดจนก่อการกบฏ ด้วยวิธีการ

1.เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม อันเป็นที่ทำการของ “ฝ่ายบริหาร” ตลอดจน สถานีโทรทัศน์ NBT เพื่อจุดมุ่งหมายไม่ให้ฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลสามารถปฏิบัติราชการของแผ่นดินได้ ซึ่งฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลนี้ถือเป็นอำนาจหนึ่งใน 3 อำนาจ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย

2.ต่อมากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังได้บังอาจบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา อันเป็นที่ทำการของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” โดยมีจุดมุ่งหมายอันสำคัญที่จะไม่ให้รัฐสภาสามารถเปิดประชุมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จากจุดเริ่มต้นครั้งแรกในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 จนในที่สุดรัฐสภาไม่อาจประชุมเพื่อมอบอำนาจให้รัฐบาลไปดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมอาเชี่ยนซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำในขณะนี้ได้

3.ในที่สุด กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นเหตุให้เครื่องบินทุกชนิด ทุกประเทศไม่อาจขึ้นลงที่สนามบินตามปกติได้ ในกรณีเช่นนี้จัดได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากลอันเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยและนานาอารยประเทศทั่วโลก ทั้งนี้เพราะการกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อสายการบินทั่วโลก โดยทำให้ไม่อาจบินขึ้นและลงได้ตามปกติที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนเป็นเหตุต่อเนื่องทำให้ประชาชนของประเทศต่างต้องติดค้างอยู่ที่สนามบิน

การกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง 3 ข้อ ดังกล่าว จัดเป็นการกระทำความผิดฐานกบฏภายในราชอาณาจักรไทยและเป็นผู้ก่อการร้ายนานาชาติอีกด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวทั้งหมดข้างต้นของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กระทำการลงไปในขณะที่ประเทศไทย ยังคงปกครองอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายรัฐบาล มีประธานรัฐสภาเป็นหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ ตลอดจนมีประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นหัวหน้าฝ่ายตุลาการของแต่ละศาล ซึ่งในขณะเดียวกันนั้น พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอยู่ในขณะนั้นตราบจนปัจจุบันนี้ พวกเรากลุ่มนักกฎหมายทนายสยามเห็นว่า ไม่มีใครสักคน ไม่มีองค์กรใดตามรัฐธรรมนูญแม้แต่องค์กรเดียว ที่จะดำเนินการเอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เลย กล่าวคือ เจ้าพนักงานตำรวจเรียกตัวแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแจ้งข้อกล่าวหา หลังจากนั้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็กลับไปกระทำความผิดเหมือนเดิมอีก และที่เดิมอีกด้วย ไม่เห็นมีใครไปเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทุกวันและในทุกชั่วโมงที่มีการกระทำความผิดขึ้นในทุกๆ ครั้ง แถมกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืนสถานที่ คือ ถนนให้แก่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ทันใดนั้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ออกมาประกาศจะปลดศาลออกจากตำแหน่ง แต่ครั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรี ตลอดจนศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาคดี ชิมไปบ่นไป แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาตอบรับในเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่าเป็นเลิศทันที เช่นนี้ ถูกแล้วหรือ ขอถาม พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะผู้สังเกตการณ์ฯ ว่าขณะบ้านเมืองปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีอำนาจในการปกครองอยู่ในมือเต็มๆ ยังไม่เห็นมีใครทำอะไรกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เลย

นอกจากนี้ เมื่อครั้งที่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อนายสมัคร สุนทรเวช ท่านได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานครขึ้น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2551 โดยใช้อำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อันเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29, 32, 33, 34, 36, 38, 41, 43, 45 และ 63 บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย โดย พ.ร.ก.ดังกล่าวมีประกาศห้ามชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำอันยุยง ขัดต่อความสงบ ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวจนกระทบความมั่นคงของรัฐ และความสงบทั่วราชอาณาจักร ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ยานพาหนะตามที่กำหนดห้ามใช้ ฯลฯ เป็นต้น นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 194/2551 แต่งตั้งให้ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว ในกรณีนี้ก็เช่นกัน ท่านมีอำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ รัฐบาลและข้าราชการทั้งหลายทั้งปวงมีอำนาจอยู่ในมือ ก็ยังไม่อาจกระทำการใดๆ กับผู้กระทำความผิดฐานกบฏและก่อการร้ายนานาชาติได้เลยแม้แต่น้อย

แต่มาในเย็นวันนี้ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะผู้สังเกตการณ์ฯ กลับออกแถลงการณ์แถมยังประกาศว่า จะทำเป็นหนังสือเพื่อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรีและแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อที่จะให้นายกรัฐมนตรียุบสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นเหตุทำให้ “อำนาจบริหาร” และอำนาจ “นิติบัญญัติ” ต้องสิ้นสุดลง จริงอยู่แม้อำนาจของฝ่ายบริหารจะยังคงรักษาการณ์อยู่ แต่ขอเรียนด้วยความจริงว่า ขนาดอำนาจบริหารที่สมบูรณ์แบบยังไม่อาจจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองนี้ได้เลย แล้วเมื่ออำนาจบริหารกลับกลายสภาพเป็นตกอยู่ภายใต้อำนาจเพียงรักษาการณ์แล้วท่านคิดว่าจะสามารถ ทำให้เหตุการณ์ต่างๆ สงบลงได้จริงหรือ และหากทุกอย่างเป็นไปตามเกมของท่านแล้ว ฝ่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับเหิมเกริมได้คืบเอาศอก บอกจะบริหารบ้านเมืองเสียเองโดยให้ท่านและคณะพร้อมพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกับพวกพ้องของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าบริหารประเทศแล้ว ท่านจะว่าอย่างไร

ขอถามว่า หรือท่านพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ และคณะผู้สังเกตการณ์ฯ พร้อมทั้งพรรคการเมืองพรรคนั้น มีความต้องการให้เป็นไปดังที่ว่านั้น

กรณีนี้เขาเรียกว่า “ปฏิวัติเงียบ” หรือ “การปฏิวัติในรูปแบบใหม่อันเป็นการแหกตาชาวโลก ว่านี่ไม่ใช่การปฏิวัติ”ใช่หรือไม่

กลุ่มนักกฎหมายทนายสยาม
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2551



The Terminal : ภาคผู้มาเยือนร่ำไห้ หากออกนอกประเทศไทยไปได้จะไม่ขอกลับมาอีกเลย

ภาพ และ เนื้อหา จาก คุณ Sky http://www.pantip.com

เสียงจากชาวต่างชาติ "We want to go home"

การ ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ เมื่อคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทั้งบวกและลบจากชาวต่างประเทศ อย่างไรก็ดี กลุ่มพันธมิตรที่พูดภาษาอังกฤษได้จะอธิบายเหตุผลเมื่อถูกนักท่องเที่ยวซัก ถาม นอกจากนี้ยังนำอาหาร ของว่าง นมกล่อง และน้ำ ใส่รถเข็นมาแจกนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง และใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่หาได้มารองนอน เนื่องจากพื้นสนามบินเย็นมาก บางส่วนนอนบนพรมและรางเลื่อนกระเป๋าของเคาน์เตอร์สายการบินที่ปิดตัวลง

นัก ท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสประมาณ 10 คน นำกล่องกระดาษใส่อาหารที่พันธมิตรแจกจ่าย มาเขียนข้อความว่า We want to go home France นักท่องเที่ยวบางคนที่หงุดหงิดถึงกับไม่ยอมรับข้าวและน้ำดื่มที่
พันธมิตรนำ มาแจกจ่าย


จีน แมคคาร์ทัน นักท่องเที่ยววัยเกษียณชาวอังกฤษจากสกอตแลนด์ เล่าว่า มาเที่ยวประเทศไทยเพราะรักประเทศไทย แต่เหตุการณ์ยึดสนามบินทำให้เสียความรู้สึกมากๆ ไม่มีใครบอกได้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เชื่อว่าผู้โดยสารทุกคนโกรธมากเรื่องนี้

นักท่องเที่ยวชาว อิตาเลียนผู้หนึ่งซึ่งกำลังจะกลับกรุงโรม กล่าวว่า หากเรื่องนี้กระจายออกไปทั่วโลกคิดว่าคงไม่มีใครกล้าเดินทางมาไทยอย่างแน่ นอน อีกรายบ่นว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องประท้วง เพราะรัฐบาลก็มาจากการเลือกตั้ง และไม่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว













รูปและเนื้อหาข่าวเพิ่มเติม ติดตาม ที่นี่ pantip

พันธมิตรฯ สุวรรณภูมิประกาศปักหลักชุมนุมต่อ

สุวรรณภูมิ 27 พ.ย. - แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันปักหลักชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิต่อ หลังจากนายกรัฐมนตรีแถลงเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า จะไม่ลาออกและไม่ยุบสภา

โดยแกนนำพันธมิตรฯ ถือว่าเป็นการไม่ตอบรับข้อเสนอซึ่งได้ยื่นคำขาดว่าจะมีการเจรจาก็ต่อเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศลาออกเท่านั้น.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-27 07:21:44

ไทยมุสลิมจี้พธม.เลิกปิดสุวรรณภูมิ เปิดทางไปพิธีฮัจญ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 27 พ.ย. การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงปักหลักชุมนุมตามเดิม แม้ว่าศาลแพ่งจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากพื้นที่ก็ตาม ทั้งนี้ ตลอดทั้งคืนไม่มีเหตุวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น


ด้านผู้แสวงบุญชาวไทยมุสลิม ซึ่งต้องการเดินทางประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยมีกำหนดการเดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ยังไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เนื่องจากเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่สนามบิน ทำให้กลุ่มผู้แสวงบุญกว่า 200 คน ซึ่งติดค้างที่ท่าอากาศยานหาดใหญ่ ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อเปิดทางให้สามารถเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ได้ และเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยุติการชุมนุม ที่สร้างอุปสรรคต่อการปฏิบัติศาสนกิจ รวมทั้งขอให้บริษัทการบินไทยรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้แสวงบุญ ซึ่งไม่สามารถเดินทางไปประเทศซาอุดีอาระเบียได้


ผู้แสวงบุญต้องนอนค้างที่โรงแรมหาดใหญ่พาราไดส์ แอนด์ รีสอร์ท และวันที่ 27 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น. มีกำหนดการเข้าร่วมกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา ยื่นหนังสือถึงบริษัทการบินไทย สาขาหาดใหญ่ เพื่อขอความชัดเจนสำหรับกำหนดวันและเวลาเดินทาง

คำวิงวอนก่อนเราจะหยุดไม่ได้


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา : ประชาไท


ระเบิดลูกแล้วลูกเล่าที่ลงไปในบริเวณทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมายเมื่อสัปดาห์ก่อน นำความเจ็บช้ำเสียใจและคับแค้นให้กับทุกฝ่าย

แต่ความน่าประหวั่นพรั่นพรึงซึ่งจะนำความคับแค้นยิ่งกว่ามาสู่สังคมไทยคือ สถานการณ์การปะทะกันกลางถนนวิภาวดีระหว่างการ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับกลุ่มแท็กซี่

นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการสูญเสียชีวิตมนุษย์และเพื่อนร่วมโลกซึ่งมีหัวจิตหัวใจเท่านั้น แต่ยังเป็นความคับแค้นร่วมของทุกฝ่ายทุกสี เป็นความคับแค้น เพราะต่างก็รู้หรืออย่างน้อยก็คาดเดาได้ว่านี่คือสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น แต่กลับป้องกันและหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นเดียวกับการเคลื่อนขบวนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปฏิบัติการ “ม้วนเดียวจบ” ซึ่งเริ่มต้นด้วยการปิดสภา ยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว และที่รุกสู่จุดที่อ่อนไหวที่สุดของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แกนนำพันธมิตรฯ กำลังต้องการอะไร ซึ่งไม่ว่าอะไรจะอยู่เบื้องหลังความคิด แต่ความวุ่นวายคือทางที่เลือกแล้วของแกนนำพันธมิตรฯ แม้ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ชัยชนะก็ตาม และแม้มันจะเป็นแค่เพียงโอกาสเล็กๆ เพื่อชัยชนะเล็กๆ ของคนหลังพิงฝาเท่านั้นก็ตาม

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เราจะมองเป็นอื่นไปได้ไหมว่า สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯ กำลังทำ คือการกดดันและบังคับให้รัฐต้องปราบมวลชนของตัวเอง เราจะมองเป็นอื่นไปได้ไหมว่า แกนนำพันธมิตรฯ กำลังใช้ชีวิตและความปลอดภัยมวลชนที่เข้าร่วมอย่างบริสุทธิ์เป็นเครื่องสังเวยเพื่อโอกาสแห่งชัยชนะอันเล็กน้อยของแกนนำ ผู้ชี้นำไม่กี่คน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ที่สุดแล้วรัฐบาลในฐานะผู้รับผิดชอบต่อสถานการณ์จะทำอะไร

กระนั้นเราขอวิงวอนต่อรัฐบาล ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น สร้างเครื่องมือสื่อสารกับผู้ชุมนุม และทำการแจ้งเตือนอย่างรีบด่วนด้วยความจริงใจและจริงจัง และหากจำเป็นต้องปฏิบัติการรักษาความสงบอันเป็นหน้าที่ของรัฐ ก็จะต้องทำอย่างที่ประเทศอารยะปฏิบัติกัน โดยจะต้องแยกแยะว่าผู้ชุมนุมมีหลายระดับ ตั้งแต่ป้า เด็กน้อย หนุ่มสาวถือมือตบ การ์ดผู้ยึดมั่นในหลักอหิงสา และการ์ดผู้พกพาอาวุธ

และไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องทำด้วยความตระหนักว่า ผู้ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ คือประชาชนเจ้าของประเทศและเป็นนายเหนือรัฐด้วยกันทั้งสิ้น

และสำหรับผู้ให้ท้ายพันธมิตรฯ ทั้งหลาย หากท่านเลิกให้ท้ายแล้ว ท่านควรจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศเหตุผลแห่งการถอนตัวและถอนใจนั้น เพื่อให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมได้ใช้เป็นข้อมูล

สำหรับผู้ให้ท้ายพันธมิตรฯ หรือยังแอบให้ท้าย ไม่ว่าท่านจะนั่งเสวยสุขอยู่ในสภา ในองค์กรอิสระ ปล่อยให้มวลชนของพันธมิตรฯ ไปสู้แบบไร้จุดหมาย หรือไม่ว่าท่านจะมีตำแหน่งแห่งหนใด ได้โปรดทำในสิ่งที่ท่านไม่เคยทำ นั่นคือ การเรียกร้องให้พันธมิตรฯ สลายตัวและเลิกชุมนุมทันที

ได้โปรดคิดใคร่ครวญและตระหนักว่า โลกแห่งความเป็นจริงเราไม่อาจไม่มีรัฐ เราต้องให้รัฐได้ทำหน้าที่ของตนเอง เพราะหากท่านไม่อนุญาตให้รัฐได้ทำหน้าที่รักษาความสงบ ก็เท่ากับท่านกำลังยุยงส่งเสริมให้ “ประชาชนจัดการกันเอง” เหมือนที่ได้เห็นสงครามย่อยๆ บนถนนวิภาวดี ระหว่างกลุ่มแท็กซี่และการ์ดพันธมิตรฯ ขอบอกว่า นี่คือการเริ่มต้นของสัญญาณสงครามกลางเมืองแล้ว

ขอย้ำและย้ำตลอดไปว่า นี่เป็นเรื่องที่ท่านต้องรับผิดชอบโดยตรง

สำหรับกลุ่มแท็กซี่และผู้ต่อต้านพันธมิตรฯ ทั้งหลาย พึงตรวจสอบตัวเองและไต่ถามตัวเองให้จงหนัก เมื่อท่านอดทนอดกลั้นมานานหลายปี ทำไมท่านจึงอดทนอดกลั้นต่อไปไม่ได้

การอดทนอดกลั้นที่ผ่านมา คือปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ของพันธมิตรฯ อยู่ในสภาพไร้ความชอบธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ

ขอวิงวอนไปถึงพวกท่านว่า จงใช้วิกฤติและความคับแค้นในความรู้สึกของท่านนี้สร้างมันเป็นโอกาส และแปรเปลี่ยนเป็นปฏิบัติการที่ต้อง “อหิงสา” กว่าฝ่ายที่ท่านต่อต้านให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้น เรากำลังจะเป็นผู้นำประเทศเข้าสู่สงคราม

สงครามที่เจ็บปวดกว่าสงครามใดๆ เพราะมันเป็นสงครามที่รบกันเอง

สำหรับทั้งหมดและทุกคน เรายังมีความจำเป็นที่ต้องมีความหวังว่าจะไปให้พ้นจากสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้น แม้ความหวังนั้นจะอยู่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุด ได้โปรดอย่าชินชากับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เพราะมันคือการยกระดับความรุนแรงอย่างสถิตย์และถาวร

เรายังหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้ จะหลีกเลี่ยงได้ และต้องหลีกเลี่ยงให้ได้

/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ข้อเสนอต่อฝ่ายผู้รักประชาธิปไตย

ประชาทรรศน์ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ส่งต่อกันมา เป็นจดหมายที่ส่งเวียนกันเผยแพร่ในแวดวงนักวิชาการ และกลุ่มผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ควรได้รับการเผยแพร่ดังนี้

จากสถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อเหตุร้ายทั้งปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ยิงกราดใส่ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจนบาดเจ็บไม่น้อยกว่า 10 คนนั้น ขอเสนอต่อฝ่ายประชาธิปไตย และประชาชาติไทยดังต่อไปนี้
1.ฝ่ายประชาธิปไตย ต้องงดและอดกลั้นไม่ออกไปปะทะกับพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังหรืออาวุธ เพราะเรื่องนี้เป็นการเอาแพ้-ชนะกันทางการเมือง ใครก่อความรุนแรง คนนั้นแพ้ และหากก่อความรุนแรงพร้อมกันจะเป็นเงื่อนไขให้กองทัพทำรัฐประหาร

2.กลไกรัฐ ทั้งทหาร ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ต้องดำเนินคดีต่อแกนนำพันธมิตรฯ และผู้กระทำผิด เมื่อเห็นว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะตอนนี้สะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธ ใช้ความรุนแรง และยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง ยึดสนามบินนานาชาติ ก่อผลเสียหายต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของชาติ

หากไม่มีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ ผู้เกี่ยวข้อง เช่น รัฐมนตรีมหาดไทย ผบ.ทบ. ผบ.ตร. สมควรลาออก หรือถูกดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

3.อย่าแก้ปัญหาผิดจุด เช่น ทำรัฐประหาร หรือกดดันให้รัฐบาลลาออก เพราะที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า ไม่ว่าอดีตนายกฯ ทักษิณจะโดนปฏิวัติ อดีตนายกฯ สมัครจะโดนออก เพราะคำตัดสินของศาล แต่พันธมิตรฯ ไม่เคยหยุดก่อความเสียหายต่อประเทศ กลับกำเริบเสิบสานมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประเทศไทยไม่มีหลักนิติรัฐ และขาดหลักนิติธรรม ดังนั้น ทุกฝ่ายที่มีอำนาจชี้นำสังคม ประกอบด้วย ชนชั้นนำ กองทัพ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน กลุ่มพลังกดดันทางการเมือง ต้องแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด คือจุดไหนร้าย เป็นตัวปัญหา ทำผิดกฎหมายก็ต้องจัดการตรงนั้น ต้องจัดการดับทุกข์ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ

4.ผู้มีอำนาจ และมีเสียงดังในสังคมต้องหยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ ชนชั้นนำ กองทัพ นักวิชาการ สื่อสารมวลชน กลุ่มพลังกดดันทางการเมือง นักเขียน ศิลปิน แพทย์ เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน ต้องหยุดให้ท้ายพันธมิตรฯ หรือกลุ่มพลังที่กระทำนอกกฎหมาย ทั้งที่กระทำผิดหลายกรณีอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับไปประณามผู้บังคับใช้กฎหมาย หาไม่แล้วท่านก็ควรประกาศตัวไปเลยว่าท่านเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรฯ

5.ต้องสนับสนุนทางออกที่สมานฉันท์ด้วยการเจรจาหรือสานเสวนา เพราะหากเดินหน้าเพื่อเอาชนะคะคานกันแบบให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ อีกฝ่ายชนะ จะไม่เกิดประโยชน์กับประเทศทั้งระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง ระยะยาว มีแต่จะแตกแยก บานปลายไปเป็นสงครามกลางเมือง จึงควรสนับสนุนกระบวนการเจรจาปรองดองภายในชาติ หรือกระบวนการสานเสวนาที่ดำเนินการโดยฝ่ายที่เป็นกลาง และคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติ


มากกว่าทักษิณ (1)


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


ไม่ปฏิเสธหรอกว่าคนจำนวนมากที่เลือกสนับสนุนรัฐบาล เลือกปกป้องอำนาจชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่คือคนที่นิยมชมชอบในตัว พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนเดิม ทุกครั้งที่มีสัญญาณความเคลื่อนไหวจากอดีตนายกฯ คนนี้ จึงมักเห็นลักษณะอาการนั่งไม่ติดเก้าอี้ที่เป็นกันถ้วนหน้าตั้งแต่ฝ่ายค้านยัน ส.ว. บางกลุ่ม นั่นก็เพราะตระหนักดีว่าแม้จะถูก “สอย” ลงจากอำนาจด้วยการรัฐประหาร แต่ “มหาชน” ก็ยังศรัทธาและให้การสนับสนุนอดีตนายกฯ อย่างหนักแน่นไม่สั่นไหว

แต่การจะบอกว่าประชาชนที่ออกมาอยู่ตรงข้ามการรัฐประหาร อยู่ตรงข้ามการกระทำและเป้าประสงค์สกปรกของพันธมิตรฯ เป็นการกระทำเพื่อ “ทักษิณ” เพียงคนเดียวย่อมไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง เพราะความจริงคือที่มาและที่ถูกทำให้ไปของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองแบบไทยๆ” เป็นการเมืองที่ใครบางคนทุ่มหมดหน้าตักเพื่อ “อนุรักษ์” ขนบเก่าเอาไว้และใครอีกหลายล้านคนก็สู้หัวชนฝา เพื่อให้พัฒนาการของมันเดินหน้าไปพร้อมกับจังหวะก้าวของโลกอย่างที่ควรจะเป็น

พ.ต.ท.ทักษิณ คือนายกฯ คนแรกที่ประชาชนเลือกตั้งโดยตรง (อย่างน้อยก็ตรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา) คือคนแรกที่ทำให้ชาวบ้านเลือกผู้แทนด้วยเหตุผลว่าเขาจะเข้าไป “ทำอะไร”มากกว่า “เป็นคนดีหรือไม่” (ซึ่งจับต้องพิสูจน์ไม่ได้) เป็นการเมืองแบบที่ชาวบ้านมีอำนาจโดยตรงผ่านสายสะดือที่ต่ออยู่กับผู้แทนฯ ไม่ต้องผ่านระบบราชการอันยืดยาดและริบหรี่ และการเมืองในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นการเมืองที่นักการเมืองมีเวลาทำงานมากกว่ามาชิงไหวชิงพริบกันเองเพราะสถาบันพรรคเข้มแข็ง ไม่ต้องพะวงกับเกมตุกติกประเภทกระตุกขาเก้าอี้กันอย่างที่เราเห็นอยู่

หากใครสักคนจะเลือกสนับสนุนทักษิณ ก็คงด้วยเหตุผลเหล่านี้ แต่แน่นอนที่สุดเป็นเพราะว่านี่คือการสนับสนุนและยืนยันว่าเราจะเอาระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งโดยประชาชน ไม่ใช่การเมืองใหม่ที่มีการลากตั้งโดยอภิสิทธิ์ชนอย่างที่พันธมิตรฯ เสนอ

แต่สิ่งที่ฝ่ายไม่เอาประชาธิปไตยหรือเกลียดทักษิณพยายามทำมาตลอด ก็คือการ “ลดทอนคุณค่า” ของฝ่าย “เสื้อแดง” ให้เป็นเพียงแค่ลัทธิชื่นชมบูชาตัวบุคคล ลดคุณค่าเป็นเพียงการปกป้องคนๆ เดียวคืออดีตนายกฯ โดยไม่มีวันเข้าใจได้ว่าคนที่ปกป้องประชาธิปไตยโดยไม่ยึดติดที่ตัวบุคคลจะมีอยู่จริง กล่าวคือไม่เชื่อว่าจะมีใครยอมใส่เสื้อแดง หากไม่คลั่งทักษิณ (หรือรับเงินทักษิณ)

หากไม่ใช่ความจงใจบิดเบือนอย่างเลวทรามที่สุด ก็คงเป็นความเคยชินของพวกพันธมิตรฯ ที่บัดนี้มีสภาพเหมือนสาวกศาสดาลิ้ม ตอบคำถามทุกอย่างเหมือนที่ศาสดาบอก โดยไม่รู้และไม่เข้าใจว่ามันมีที่มาที่ไปหรือจะนำไปสู่สิ่งที่ “ฉิบหาย” สักแค่ไหน...


“หมาลอบกัด”

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านกับภารกิจ “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” พบกันอีกเช่นเคยเป็นฉบับที่ 292 วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2551 วันนี้ แทง แทนไท เข้าประจำสมรภูมิรบที่ดุเดือด ชาวบ้านร้านตลาดบ่นกันฮึม...เมืองไทยกำลังจะกลายเป็นสังเวียน “เลือดล้างด้วยเลือด” เป็นเช่นนี้เพราะ “ม็อบโกเต๊กซ์” ทำตัวเป็นหมาลอบกัด อับจนหนทาง อับจนปัญญา หันมาเล่นของหนัก...นึกว่ามีอยู่ฝ่ายเดียวหรือยังไง?

** ขอให้กำลังใจกับประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย ที่ต่างออกมาช่วยกันปกป้อง “สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่” ใช้สองมือเปล่า ต่อกรกับ สัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ ใช้ อาวุธสงคราม!!! เข้าทำร้ายอย่างไม่เลือกว่าจะเป็นหญิงหรือชาย จนบาดเจ็บไปหลายราย ไอ้มือปืนที่ยิงไล่ทุบตีผู้หญิงมือเปล่า มันสมควรจะเรียกเป็น “ผู้ชาย” อีกต่อไปได้หรือ เพราะพฤติกรรมดังว่านี่ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉาน “หมาลอบกัด” พวกตัวเองโดนแก๊สน้ำตา ทำเป็นเอะอะโวยวายจะเป็นจะตายให้ได้

** วันนี้เอา อาวุธสงคราม ออกมาควง เล่นกันเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมือง อย่านึกว่ามีแค่พวกเดียวนะ จะบอกให้ เพราะ แทง แทนไท ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า มีคนจองกฐินกันเยอะไปหมดแล้ว เพราะเขาทนเห็นพฤติกรรม สุดสามานย์ สุดถ่อย สุดสถุล ไร้สกุลรุนชาติ ทั้ง ทุบตำรวจ เตะตำรวจ ถ่มน้ำลายใส่ตำรวจ และกระทืบตำรวจ มีเจตนาฆ่าคนราวผักปลาอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแกนนำ ไม่ว่าจะเป็นผู้สนับสนุน หรือพรรคการเมืองที่ให้การหนุนหลัง ถามจริงๆ เถอะ คนแบบนี้น่ะหรือ ที่จะให้เขาขึ้นมาครองอำนาจ แค่คิดก็ผิดแล้ว

** วันนี้จะดูคนที่รูปร่างหน้าตา หล่อเหลาเอาการ อย่างเดียวคงไม่ได้ !!! ต้องดูพฤติกรรมใครบ้างไปสนับสนุน ไปเชียร์ ไปให้ท้าย ไปเข้าข้างเข้าฝ่าย “ม็อบโกเต๊กซ์” ปล่อยให้ “ทุบตี เข่นฆ่า คนไทย” ด้วยกันเอง ไม่มีการออกมาห้ามปราบแม้แต่น้อย แบบนี้หรือที่จะให้ไปเป็นชนชั้นปกครองได้ มันขึ้นมามีอำนาจบาตรใหญ่เมื่อไร...ประเทศชาติฉิบหายเมื่อนั้น!!! เพราะมันคงมีพฤติกรรมเดียวกัน...ไล่ฆ่าประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ขนาดม็อบชาวนายังเอาหมามากัด…

** อดีต ส.ว. ปากเน่า ที่ทำเรื่องสิทธิมนุษยชน และ กรรมการสิทธิมนุษยชน หายหัวไปไหนหมด??? ทีพีบีเอส เอาภาพมาให้ดูจะจะ...รถติดโลโก้ มือปืนคลุมหน้าด้วยผ้าสีเหลือง มือมีด มือไม้ เต็มถนนวิภาวดีรังสิต แบบนี้หรือที่เรียกว่าชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา? แบบนี้หรือที่เรียกว่า ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น? แบบนี้หรือที่เรียกว่าการชุมนุมที่ชอบธรรม? มิน่าสถานการณ์ถึงไม่จบเสียที อย่าให้คนเขาด่าว่าประเทศไทยมี “กรรมการสิทธิที่เฮงซวย” มี “อดีต ส.ว. เฮงซวย” หรืออย่าให้คนตั้งคำถามว่า ประเทศไทยไม่เจริญเพราะ 2 มาตรฐาน เลี้ยงคนแบบนี้ไว้เปลืองข้าวสุก เปลืองภาษีอากร ใช่ไหมเนี่ย?

** ขอปรบมือให้กำลังใจกับผู้พิทักษ์สันติราฎร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องผจญ “พญามาร” ศาสดา “โกเต๊กซ์” และ “ลูกสมุน” ด้วยความอดทน อดกลั้น ขอให้ท่านทำหน้าที่ให้เข้มแข็ง และกล้าผจญกับความอยุติธรรม วันนี้จะเป็นบทพิสูจน์ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะกล้าหาญได้แบบ “จั่นเจา” หรือ “หวังเฉา-หม่าฮั่น-จางหลง-จ้าวหู่” ในภาพยนตร์เรื่อง “เปาปุ้นจิ้น” หรือไม่ ไม่ต้องเห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม!!! ยึดกฎหมายอย่างเคร่งครัด จับคนกระทำความผิดคิดร้ายต่อบ้านเมืองไปเข้าเครื่องประหารเสียให้หมด เพื่อให้บ้านเมือง อยู่รอด...พ้นภัย...พ้นหายนะ...

** บรรทัดนี้ แทง แทนไท อยากจะ เอามืออันเรียวงาม ตบเข้าที่ปากของผู้อวดอ้างตัวเป็นสภาอาจารย์ มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียจริงๆ ที่มันดันทะลึ่งเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร ความคิดสุดริ...ยำ!!! แบบนี้ เลี้ยงเอาไว้เสียข้าวสุก...ผู้รักชาติและประชาธิปไตย อยู่แห่งหนตำบลใด ให้คว้าเอาหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับ ทื่อ เบลอ ตื้นอยู่ในเครือข่ายม็อบโกเต๊กซ์ ไปแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที ในกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 ต้องโทษประหารชีวิต แรงกว่าที่ “แทง แทนไท” จะไปตบปากมัน

** พฤติกรรม เอะอะก็เรียกร้องทหารให้ปฏิวัติรัฐประหาร แบบนี้หรือที่เรียกว่าสังคมอุดมปัญญา ขายขี้หน้านิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่ม “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก” เขายังมีความรู้ มีคุณธรรมสูงส่งกว่าบรรดาสภาอาจารย์อะไรพวกนี้เสียอีก ไปเรียกร้องอำนาจนอกระบบ เพียงเพราะคนกลุ่มเดียว หยิบมือเดียวได้อย่างไร หรือที่แท้เป็นพวกเดียวกัน นิสิต คนใดเข้าไปเรียนด้วยโปรดระวังตัว เพราะแบบนี้คาดได้เลยว่า “ไอ้อาจารย์เฮงซวย” คนนี้มันพร้อมจะใช้ความรุนแรง พร้อมจะใช้ระบอบ “อำมาตยาธิปไตย อนาธิปไตย และ อภิชนาธิปไตย” ในรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นของผู้คนที่อุดมปัญญา ไม่ได้อุดมกำลัง หรือ อุดมความรุนแรง เป็นครูบาอาจารย์ยังกล้าพูดกล้าเสนอแบบนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “เชื้อชั่วจอมเผด็จการยังไม่จากหายไปจากสังคมไทย ฝังรากลึกอยู่ในสังคมอุดมปัญญานี่เอง”

** วงการสื่อเทศในเมืองไทย “สุทิน วรรณบวร” สำนักข่าวเอพี-รอยเตอร์ส กระโดดเหย็งขึ้นเวทีม็อบโกเต๊กซ์กับเขาด้วย ประกาศลั่นขอลาออกจากอาชีพนักข่าว เพื่อมาเป็นแนวร่วมขึ้นเวที มีนักข่าวไทยในสำนักข่าวต่างประเทศ คนเขานินทาจริงหรือไม่ ? ขอให้บอกมา เป็นการกระโดดขึ้นเวทีครั้งนี้เพื่อปูอนาคต เป็น นักการเมืองหน้าใหม่ในภาคใต้ เพราะ “เอพี-รอยเตอร์ส” มีนโยบายปลดนักข่าว ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลงนั่นเอง และแน่นอนว่านักข่าวที่เอนเอียง “ถามหาเรื่อง ไม่ใช่ถามหาข่าว ไม่รู้จักมารยาท” เขาไม่ปล่อยเอาไว้แน่ !!! มันก็แค่นั้น...เลยต้องหาอาชีพในภายภาคหน้ารองรับเอาไว้ ฮา...