ที่มา thaifreenews
บทความ โดย Bugbunny
ผมอ่านแล้วตีความได้แบบนี้นะครับ กลุ่มหญิงเฒ่าชายชราและสาวกในขบวนพันธมิตรที่พยายามโฆษณานโยบาย "สามัคคีศักดินาที่ก้าวหน้าโค่นล้มทุนนิยมสามานย์" อ่านจบก็ควรล้างตากันได้แล้ว ผมไม่ได้เข้าป่า แต่ติดตาม พคท มาตลอด ถือเป็นคนนอกที่สนใจขบวนการปฏิวัติเท่านั้น จึงนับตัวเองเป็นออบเซิร์ฟเวอร์หรือคนนอกเท่านั้นครับ
ถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรค
ครบรอบ 66 ปี
1 ธันวาคม 2551
สวัสดีครับ
เนื่องในโอกาสก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ผมขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรมายังมิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งหลาย ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่และการงานของตน มีพลังกายพลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมจะต่อสู้เพื่อภารกิจก้าวหน้าเป็นธรรม ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนแบกรับอยู่ให้ก้าวหน้าไปตามความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์ในปัจจุบัน
ผมในนามเลขาธิการใหญ่ของพรรค ซึ่งบัดนี้เหลือแต่ชื่อ แต่ในทางเป็นจริงไม่ได้ดำรงสถานภาพนี้อยู่อีกต่อไปแล้ว ดังที่ทราบกันดี นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปี 2526 เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางภววิสัยและอัตวิสัย โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัย คณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุดของพรรคมาจนบัดนี้ เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง
ปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศเราเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่ากำลังอยู่ในสภาวการณ์ที่สับสน แตกแยกกันอย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สภาพเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อขบวนของเราอย่างมาก กล่าวสำหรับมวลชนที่ก้าวหน้าและสหายเราที่ยังยึดมั่นในภารกิจที่ก้าวหน้าเป็นธรรมต่างเรียกร้องให้ฝ่ายนำของเรามีบทบาทที่เป็นจริงในการชี้นำทางความคิด ผลักดันสถานการณ์ให้เป็นผลดีต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ก้าวรุดหน้าตามทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจอย่างมากที่องค์การนำของเราไม่สามารถมีบทบาทตามความเรียกร้องต้องการของสหายและมวลชนได้ด้วยสาเหตุที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมจึงจำต้องใช้ฐานะส่วนตัวแจ้งให้มิตรสหายทราบถึงแนวความคิดและทิศทางที่ควรจะเป็นของเราต่อไป จะผิดถูกอย่างไรให้ถือเป็นภาระหน้าที่ร่วมกัน วิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่
ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันครั้งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ กล่าวโดยสรุปก็สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ขอเรียกสั้นๆ ว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) กับกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม) ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ จึงปะทุออกมาในรูปแบบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549
แม้กลุ่มทุนเก่าจะได้เปรียบ เนื่องจากเป็นฝ่ายที่มีอำนาจอิทธิพลเหนือรัฐสืบเนื่องมายาวนาน โดยเฉพาะคือสามารถมีอำนาจเหนือข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และตุลาการได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่เนื่องจากรูปแบบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เมื่อกลุ่มทุนเก่าสามารถตั้งรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารได้ซึ่งก็คือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธฺ จุลลานนท์ โดยที่พวกเขาพยายามใช้เวลาหนึ่งปีกว่ามาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่บิดเบี้ยว คือ รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย และกฎหมายอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อลิดรอนทำลายอำนาจอธิปไตยของประชาชนในรูปแบบที่แอบแฝงแนบเนียน โดยคาดหวังว่าเมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปี พ.ศ.2550 พวกเขาจะได้รับชัยชนะ สามารถกุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กล่าวคือพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในสภาฯ และสามารถตั้งรัฐบาลใหม่กลับเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ของพวกเขา เมื่อไม่สามารถยับยั้งคู่ปรปักษ์ได้ จึงต้องใช้อิทธิพลที่มีอยู่มาระดมลูกน้องลูกสมุนมาก่อกวนขัดขวางรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะคือการใช้อิทธิพลครอบงำสื่อต่างๆ มาปลุกปั่นสร้างกระแสบิดเบือน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนจนไม่สามารถจำแนกแยกแยะความเท็จความจริงและความถูกผิดได้
ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ แม้จะมีนักวิชาการออกมามาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันต่างๆ นานา มีความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในความหลากหลายเหล่านั้น เราก็สามารถใช้ทัศนะวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาจำแนกแยกแยะได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วก็คือการต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของศักดินานั่นเอง
มาจนถึงจุดนี้ก็มีมิตรสหายบางคนเสนอแง่คิดว่า ในเมื่อมันเป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกับนักประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับเราที่เป็นประชาชนคนธรรมดา และยังมีมิตรสหายอีกบางคนให้แง่คิดว่า เราไม่ควรเพ้อฝันมากนักกับประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ซึ่งมีแต่การซื้อเสียงขายเสียง คอรัปชั่นโกงกินอย่างชั่วช้าสามานย์
แน่นอน นักต่อสู้ของประชาชนเรา จะต้องไม่นั่งงอมืองอเท้ารอคอยสถานการณ์ไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยอย่างเด็ดขาด หากจะต้องใช้สถานการณ์ให้การศึกษามวลชนในรูปแบบเงื่อนไขต่างๆ อย่างทรหดอดทนไปยกระดับความสำนึกตื่นตัวของมวลชนให้สูงขึ้น จนสามารถผลักดันให้พวกเขาสามัคคีรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็งไปช่วงชิงผลประโยชน์ที่เป็นจริงของพวกเขาเอง
ส่วนเรื่องที่ว่าประชาชนเราสมควรจะสนับสนุนรัฐสภาของชนชั้นนายทุนหรือไม่นั้น ก็มิใช่ว่าเรารักชอบระบอบทุนนิยมหรือไม่ชอบ แต่อยู่ที่ว่าการวิวัฒนาการของสังคมมนุษยชาติปัจจุบันได้ก้าวถึงขั้นตอนที่เป็นยุคสมัยของทุนนิยมแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งประเทศไทยก็ได้พัฒนาก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม แม้ว่าโครงสร้างสังคมบางส่วนยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยมแล้ว สำหรับปัญหาความรับรู้ของเราที่มีต่อระบบทุนนิยมดีหรือเลวอย่างไรนั้น ปรมาจารย์ลัทธิมาร์กซ์คือ ท่านคาลมาร์กซ์ก็ได้ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเรานักลัทธิมาร์กซ์ได้เรียนรู้ ประยุกต์ใช้กับความเป็นจริงของเราอย่างไรต่างหาก ด้วยเหตุนี้ท่าทีของเราต่อทุนนิยมจึงมิใช่รับหรือปฏิเสธอย่างเดียว เพราะแม้เราจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่การดำรงอยู่ของทุนนิยมก็เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นเมื่อรับรู้ต่อกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยิ่งเรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครอง และฝ่ายประชาชนเรา จากนี้ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจังหวะก้าวและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางใหญ่ที่จะต้องเป็นไป
อย่างไรก็ดี เพื่อทำความกระจ่างต่อข้อสงสัยของเพื่อนบางท่าน ที่มีต่อระบอบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน จึงใคร่ยกเอาคำสอนของปรมาจารย์ท่านหนึ่งคือท่านเลนิน ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ โรคไร้เดียงสา “ฝ่ายซ้าย” ในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยท่านชี้ว่า “เรายังไม่มีกำลังพอจะโค่นล้มรัฐสภาชนชั้นนายทุนได้ เรายังต้องเข้าร่วมการต่อสู้บนเวทีรัฐสภาชนชั้นนายทุน จุดมุ่งหมายก็อยู่ที่ให้การศึกษาแก่ชนชั้นที่ล้าหลังในชนชั้นของตนนั่นแหละ อยู่ที่ปลุกและให้การศึกษาแก่มวลชนในชนบทที่การศึกษายังไม่เจริญ ถูกปิดหูปิดตาและขาดความรู้นั่นแหละ ขณะที่พวกท่านยังไม่มีกำลังพอที่จะยุบรัฐสภาชนชั้นนายทุนและองค์กรปฏิกิริยาประเภทอื่นๆ นั้น พวกท่านจะต้องทำงานภายในองค์กรเหล่านี้” (จากบทที่ 7 “จะเข้าร่วมรัฐสภาชนชั้นนายทุนหรือไม่” ในหนังสือ โรคไร้เดียงสา “ฝ่ายซ้าย” ในขบวนการคอมมิวนิสต์)
จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ภาระหน้าที่ของพวกเราคือจะต้องยืนหยัดต่อสู้ คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบรัฐธรรมนูญ สนับสนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยให้เข้มแข็งสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่เช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้เราสามารถผลักดันให้สังคมก้าวรุดหน้าต่อไปได้ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
ธง แจ่มศรี
ลองพิจารณากันดูนะครับ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 1, 2008
ธง แจ่มศรี แถลงไม่เอารัฐประหารและปฏิเสธแนวทางอนาธิปไตย จากประชาไทหน้าแรก
ความเหมือนที่แตกต่าง.....โดย : เนื้อทราย
ที่มา thaifreenews
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551 10:10 น.
วันนี้เป็นเช้าที่สดใสแต่เมื่อมองลอดหน้าต่างออกไปเบื้องหน้ากลับรู้สึกหดหู่หม่นหมอง เหตุบ้านการเมืองวันนี้ยุ่งเหยิงจนทำให้ชาติย่อยยับแหลกละเอียดอย่างหาชิ้นดีไม่ได้เลย อำนาจเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีสองหน้า หน้าหนึ่งสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างอลังการ ส่วนอีกหน้าหนึ่งกลับสามารถทำลายได้อย่างร้ายกาจ ชาติจะมีผลลัพธ์อย่างไรนั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันขึ้นอยู่กับผู้กุมอำนาจในขณะนั้น
ผมเฝ้าดูสถานการณ์อย่างเกาะติดแต่ไม่ใช่ใกล้ชิด สื่อของทั้ง 2 ฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กันตลอดเวลา แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกครั้งที่มีการปะทะกันฝ่ายที่ต้องล่าถอยทุกครั้งไปทั้งๆที่มีเครื่องทุ่นแรงที่เหนือกว่าคือฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแต่กลับถูกด่าว่าประณามอย่างเสียหาย ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งทั้งฟาดทั้งตีทั้งยิงทั้งแทงกลับลอยนวลด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นเป็นการป้องกันตัวตามสมควร ถ้าเปรียบเป็นคู่มวยชิงแชมป์โลกอาจเรียกได้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาขัดตากรรมการ
ในขณะที่ผมก็เป็นปกติชนคนหนึ่งแต่กลับไม่แน่ใจว่าตรรกะที่ผมใช้พิจารณาเหตุผลจะยังคงเป็นตรรกะเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ของคนไทยหรือไม่ เพราะกระแสที่ถูกปลุกเร้ามันกลับกลายเป็นว่าพันธมิตรทำในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้ว
ทำไม ? ตรรกะของผมจึงไม่ตรงกับของพันธมิตร หรือเพราะจิตของผมวิปริตผิดเพี้ยนไปเสียสิ้นแล้ว แล้วถ้าหากจิตของผมยังคงปกติสมบูรณ์ด้วยสัมปชัญญะนั่นหมายถึงจิตของพันธมิตรทั้งมวลล้วนวิปริตผิดเพี้ยนกระนั้นหรือ ? แน่นอนคำตอบคือไม่ใช่
ความรักน่าจะเป็นคำตอบเกือบทั้งหมดที่ส่งผลผลักดันให้คนทั้งสองกลุ่มกระทำในสิ่งตรงข้ามในความรู้สึกของแต่ละฝ่าย ความวุ่นวายในบ้านเมืองตอนนี้น่ากล่าวได้ว่าอุบัติขึ้นเพราะความรัก ต่างกันที่ต่างฝ่ายต่างรักในคนละอย่างกัน แต่จะมีความรักใดจะยิ่งใหญ่เท่ารักชาติรักแผ่นดิน ฉะนั้นฝ่ายไหนรักชาติรักแผ่นดิน ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ทำให้ข้าวยากหมากแพง ผมยินดีที่จะสนับสนุนฝ่ายนั้น รักชาติกับรักคนเพียงไม่กี่คนมันเทียบเคียงกันไม่ได้ในตรรกะของผม ผมจึงพร้อมแล้วที่จะสู้ สู้เพื่อไทยไม่ใช่เพื่อบ้านใดบ้านหนึ่ง....
จาก
.::เนื้อทราย::.
ปฏิวัติล้มรัฐบาลไม่หมู! นานาชาติออกโรงกดดัน"เจ้าของม็อบ"

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2551
พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเอง และการทำเพื่อชาตินั้น เป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
-แถลงการณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
นานาชาติซึ่งรวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้ออกโรงกดดันพันธมิตรฯ ซึ่งนานาชาติเห็นว่ายึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษให้ยุติการยึดสนามบิน เพราะทำให้ผู้โดยสารต่างประเทศตกค้างอยู่กว่า100,000คน โดยEUได้เตือนว่าเรื่องนี้จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่คณะกรรมการสิทธิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องให้ทั้งโลกโดยเฉพาะUNแทรกแซงไทยเพื่อปกป้องประชาธิปไตยเอาไว้จากเผด็จการฟาสซิสต์พันธมิตร
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของนานาชาติเป็นไปในท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากกองทัพไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล นักวิชาการส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้ท้าย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่คอยแต่ห้ามว่าไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม และห้ามรัฐบาลสั่งให้พันธมิตรสลายการชุมนุม(คลิ้กดูข่าวนี้ที่นี่) รวมไปถึงชนชั้นนำของประเทศ ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น"เจ้าของม็อบพันธมิตร"ซี่งสื่อต่างประเทศรายงานโดยไม่ปิดบังว่าหมายถึงใคร แต่สื่อไทยจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องนี้อย่างระแวดระวัง
สหรัฐเรียกร้องให้ยุติการปิดสนามบินประท้วง
รายงานข่าวสำนักข่าวต่างประเทศจากซินหัว (28 พ.ย.) แจ้งว่า รัฐบาลสหรัฐฯได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการปิดสนามบิน
"เราเคารพสิทธิในการแสดงความเห็น แต่การปิดสนามบินไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการประท้วง" นาย Gordon Duguid รองโฆษกรัฐบาลสหรัฐฯกล่าว
เขาได้เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรออกจากสนามบินอย่างสันติ และเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง และทำภายใต้หลักแห่งกฏหมาย
ทูตอียูวอนพันธมิตรฯ เคลื่อนย้ายออกจากสนามบิน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (29 พ.ย.) ว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมประท้วงในประเทศไทย ออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างสงบ และว่าการชุมนุมประท้วง ซึ่งทำให้มีผู้โดยสารตกค้างถึงกว่า 100,000 คน กำลังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายอย่างมาก
แถลงการณ์จากเอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทยยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไทยอย่างสันติ เคารพในกฎหมาย และสถาบันประชาธิปไตยของประเทศ และว่าอียูเคารพสิทธิในการประท้วง และปราศจากการแทรกแซงปัญหาการเมืองภายในของไทย แต่เห็นว่าการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงในเวลานี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาประเทศ
เอกอัครราชทูตอียูเรียกร้องให้กลุ่มผู้ประท้วงออกไปจากท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง อย่างสันติและโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย (ลิงก์ - ไทยรัฐ)
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชียจี้UNแทรกแซงไทย ปกป้องประชาธิปไตยจากเผด็จการฟาสซิสต์พธม.
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่26พ.ย.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงเอเชียออกแถลงการณ์ชี้ว่า ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของพันธมิตรฯ จะมากมหาศาลกว่าความเสียหายใดๆ ก็ตามที่เกิดจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มไป และจะสามารถสร้างหายนะได้มากกว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียยังได้ เรียกร้องให้ทั้งโลกให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินมาหลายเดือนโดยแทบไม่มีปฏิกริยาใดๆ จากองค์กรระหว่างประเทศเลย โดยเฉพาะสหประชาชาติ หลังจากลังเลกับการรัฐประหาร 19 กันยามาแล้ว คราวนี้ประชาคมโลกไม่สามารถปล่อยเลยตามเลยโดยปราศจากการแทรกแซงได้อีกแล้ว
"พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเองและการทำเพื่อชาตินั้นเป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน
"คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่ง
สันติบาลแฉ‘พลโท ว.’ศิษย์พี่พรั่ง!สั่ง‘ทหารรบพิเศษ’จี้จับนายกฯ
ข่าวกรองสันติบาลระบุ ‘พลโท ว.’ ทหารม้า ตท.12 คนใกล้ชิด ‘สพรั่ง’ สนธิกำลัง ‘ทหารรบพิเศษ’ แฝงตัวจี้จับนายกรัฐมนตรีที่เชียงใหม่ ขณะที่ทีมคุ้มกันนายกฯไหวตัวทัน ปูด!หัวหน้าการ์ดพันธมาร ที่แท้ไอ้โอ๊บ ‘แบเร่ต์แดง’ ลอบฝึกการ์ดอาสา-ติดอาวุธกองกำลังโจรกบฏ พร้อมปล้นยุทโธปกรณ์ทหารวางแนวป้องกันม็อบโกเต็กซ์ ฟันธง!ตำรวจไม่สลายม็อบ หวั่นถูกเด้งฟ้าผ่า รอฟังคำตัดสินคดียุบพรรค ก่อนลงมือ
มีรายงานจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ระบุว่า ได้มีการตรวจสอบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยเฉพาะการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของการ์ดพันธมิตรฯ พบว่ามีการจัดเตรียมกำลังและวางมาตรการเป็นอย่างดี โดยหัวหน้าการ์ดบางส่วนที่สวมชุดดำคลุมหน้า เป็นเจ้าหน้าที่ทหารรบพิเศษ ที่เดินทางมาจากจังหวัดลพบุรี
โดยคนกลุ่มนี้จะเข้ามาวางระบบในการทำงานด้านรักษาความปลอดภัย และเป็นผู้ฝึกการใช้อาวุธให้กับการ์ดอาสา รวมทั้งอุปกรณ์ในการวางแนวป้องกันของกลุ่มพันธมิตร บางส่วนเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นอุปกรณ์ทางทหาร อาทิ ลวดหนามหีบเพลง ที่ทางทหารจะใช้ในการวางแนวป้องกันในฐาน นอกจากนี้กลุ่มทหารเหล่านี้ยังเป็น รปภ.กลุ่มแกนนำพันธมิตรอีกด้วย
รายงานจากตำรวจสันติบาล ยังระบุอีกว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มทหารบางส่วนที่ต้องการจับตัวนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการนำกำลังจากหน่วยลาดตระเวนไกล 12 ชุด จำนวน 72 นาย พร้อมอาวุธครบมือ นำโดยนายทหารระดับนายพลโท (ตท.12) ชื่อย่อ ว. ซึ่งเคยคุมกำลังทหารม้าหน่วยหนึ่ง และขณะนี้อยู่ในสังกัดกองทัพภาค 3
ทั้งนี้สำหรับ พลโท ว. ซึ่งเป็นผู้สั่งการและวางแผนจับกุมตัวนายกรัฐมนตรี ได้มีรายงานแจ้งว่า เป็นนายทหารคนใกล้ชิดของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)
โดยมีการสั่งทหารรบพิเศษให้แฝงตัวเพื่อไปควบคุมตัวนายสมชาย แต่ชุดคุ้มกันนายกรัฐมนตรีทราบข่าวจึงไม่ให้นายสมชายอาศัยอยู่ที่บ้านพัก แต่ให้ไปนอนที่เซฟเฮ้าส์แทน จากนั้นได้พาตัวนายสมชายออกจากเชียงใหม่ เดินทางไปในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่มวลชนสำคัญ ที่ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชาชน (พปช.) โดยให้พลังมวลชนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ช่วยสอดส่องและป้องกันในเรื่องความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม สำหรับการสลายการชุมนุมที่ สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง คงไม่ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะว่าจากการหารือของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจและทหาร ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดสนามบิน ไม่เป็นประเด็นสำคัญในการหารือ
ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจและทหาร ไม่เห็นความสำคัญ และไม่มีผลกระทบต่อเงินเดือนของตนเอง แต่หากมีการสั่งกำลังสลาย อาจะเกิดแรงต้านจากสังคม ทำให้ผู้สั่งการหลุดจากตำแน่งได้ ในที่ประชุมจึงสรุปให้รอจนถึงวันที่ 2 ธ.ค.2551 ที่เป็นวันตัดสินคดียุบพรรค และช่วงนี้ให้เน้นที่การเจรจาแทน ซึ่งที่ประชุมก็ทราบดีว่าไม่มีผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน
แหกวงล้อมหนีตาย!
นี่คือรายการเชือดไก่ให้ลิงดู
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งด่วน เด้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ไปแขวนประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ เป็นผู้รักษาราชการแทน
โทษฐานใส่เกียร์ว่าง ไม่เด็ดขาดกับม็อบ
แต่โดยนัยที่ลึกไปกว่านั้น รายการนี้เป็นสัญญาณที่ส่งกระทบชิ่งไปถึง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก
หัวแถวผู้นำกองทัพ กระทำการอารยะขัดขืน
ดื้อคำสั่งรัฐบาล
ทหารเฉย บิ๊กตำรวจไม่กล้า “สมชาย” ก็ต้องมีปฏิกิริยา เล่นบทดุชิ่งฉายา “รัฐบาลชายกระโปรง” ที่เก่งแต่ตีกรรเชียงเอาตัวรอดไปวันๆ
ที่แน่ๆเป็นที่รู้กัน นายกฯสมชายส่งมุกพร้อมหักดิบกับม็อบพันธมิตรฯ
สั่งตั้งแถวตำรวจ “หน่วยกล้าตาย” รอคำสั่งลุยยึดคืนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง
ตั้งท่าลุ้นเกมได้เสีย
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องรับศึกประชิดสองด้านพร้อมๆกัน
ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญนัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย และพรรคพลังประ�ชาชน แถลงปิดคดียุบพรรคด้วยวาจาในวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 09.30 น.
รวดเร็วและช็อก
แต่อย่างไรก็ตาม โดยรูปการณ์ที่เตรียมการแก้เกมไว้ล่วงหน้าด้วยการให้รัฐมนตรี และ ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคพลังประชาชนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพื่อเปิดทางให้เลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน รักษาจำนวนที่นั่งในสภาฯให้ได้ มากที่สุด
เพื่อความชัวร์ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
กับชื่อแถวสามที่สำรองไว้ไล่ตั้งแต่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ มือบริหารยังเหลือพอทำยา หรือนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ที่ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ดันสุดตัว
และก็เป็นไปได้ในสถานการณ์เปิดหน้ารบต้องใช้บริการพวก ฮาร์ดคอร์กล้าได้กล้าเสีย หวยอาจออกที่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข
ไหนๆก็ไหนๆ วัดดวงกันไปเลย
แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่เบื้องต้นหากนายกฯสมชายและคณะรัฐมนตรีต้องมีอันเป็นไปจากคดี ยุบพรรค นาทีแรกก็ต้องเป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมหกรรมล้มโต๊ะนักเลือกตั้ง
ถูกวางตัวให้คุมเกมแลกหมัดกับม็อบพันธมิตรฯ
ถือดาบคุมเชิงแนวต้านรัฐบาล
ยื้อไม่ให้สถานการณ์ไหลเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เข้าทางเกมของอำมาตย์ที่วางกับดักไว้
รอให้สภาฯไม่มี ส.ส.เหลือแค่วุฒิสภา ส่งซิกบีบคณะกรรม-การการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออก จัดเลือกตั้งไม่ได้
ต้องใช้บริการ “รัฐบาลพิเศษ”
ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชื่อนำหน้าด้วย “พ”
และนั่นก็คือจุดจบที่แสนยาวนานของเหล่านักเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเครือข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ”
โดยเกมยื้อเดิมพันอนาคต แก้หมากกันแบบช็อตต่อช็อต เบื้องต้นนายกฯสมชายต้องเดินแต้ม ประคองสถานการณ์เพื่อให้ฝ่ายยุทธศาสตร์ของ “นายใหญ่” ได้มีเวลาอพยพลูกข่ายพรรคพลังประชาชนไปรวมตัวกันที่ค่ายใหม่พรรคเพื่อไทย
พร้อมสำหรับการลงสนามที่หวังผลล่วงหน้าได้
เลือกตั้งเมื่อไหร่คะแนนภาคเหนือกับภาคอีสาน และฐานเสียงรากหญ้าพร้อมเทแต้มให้ยี่ห้อ “ทักษิณ”
มันคือหนทางเดียว ที่จะยื้อเดิมพันอำนาจไว้ได้.
ที่มา ไทยรัฐ
Sunday, November 30, 2008
อำนาจเถื่อนกำลังมาเยือนไทยแลนด์!!!
อำนาจเถื่อนกำลังมาเยือนไทยแลนด์!!!
โดย : ป้าพลอย
วันอาทิตย์ที่ 30 เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2551
ทั่วโลกสวดยับไทยแลนด์คราวนี้ไม่เหลืออะไรต่อไปอีกแล้ว เป็นไงเจ้าของม๊อบชื่อเสียงถูกทั่วโลกยำซะเละป่นปี้สมใจอยากแล้วใช่มั๊ย? ที่อยากให้ประเทศพังพินาศล่มจมแล้วตัวเองก็ต้องล่มจมด้วย หลังจากนี้ไปประเทศชาติจะไม่มีวันสุขสงบแน่ ถึงแม้พวกคุณจะชนะแต่ชนะบนคราบน้ำตาของประชาชน ชนะที่สร้างความสูญเสียเดือดร้อนให้ประชาชน พวกเราไม่มีทางยอมรับและจะไม่ยอมก้มหัวให้อีกต่อไป
ในเมื่อพวกคุณไม่ได้เห็นหัวพวกเรา แล้วพวกเราจะไปเห็นหัวพวกคุณให้เสียเวลาทำไม พวกคุณทำร้ายเราได้ แล้วพวกเราจะทำร้ายตอบพวกคุณไม่ได้กระนั้นหรือ เกลือต้องจิ้มด้วยเกลือ ต่อจากนี้ความเดือดเนื้อร้อนใจของพวกคุณคงจะไม่มีวันสิ้นสุดเพราะพวกคุณได้สร้างศัตรูให้ตัวเองไปทั่วประเทศและทำตัวเองให้ประชาชนเกลียดชัง ความเกลียดชังที่ประชาชนมีต่อพวกคุณจะทำให้พวกคุณไม่สามารถอยู่ได้ แม้จะมีสารพัดองค์กรคอยช่วยเหลือหักดิบสิทธิของประชาชน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำได้ตลอดไป สักวันหนึ่งก็ต้องเป็นโอกาสของประชาชนที่จะเอาคืน
ความสุขที่อยู่บนคราบน้ำตาของคนไทยทั้ง 65 ล้านคนไม่มีทางอยู่ได้นาน ชัยชนะที่อยู่บนความล้มละลายของผู้คนจำนวนมากที่สูญเสียทรัพย์สินไปเพราะการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในครั้งนี้ทำให้พวกคุณสะใจ แต่ประชาชนที่ทำมาหากินด้วยความบริสุทธิ์ต้องมารับเคราะห์แทนทั้งๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พวกคุณก่อเลย พวกคุณสนับสนุนคนไทยบางกลุ่มให้เป็นมหาโจรปล้นประเทศตัวเอง พวกคุณสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้โกหกหลอกลวงล้างสมองประชาชนไปวันๆ พวกคุณสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้ทำชั่ว พวกคุณสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมของไทยให้เอนเอียง ทุกอย่างพวกคุณเข้าแทรกแซงไปหมดทุกองค์กรของประเทศ แล้วเมื่อเป็นอย่างนี้จะให้ประชาชนยอมรับข้อเสนอ 70/30 หรือรัฐบาลแห่งชาติที่พวกคุณกำลังจะยัดเหยียดให้ได้อย่างไร
ความเกลียดชังของประชาชนที่โดนพวกคุณทำร้ายในขณะนี้คงไม่มีใครยอมแน่ คิดว่าประชาชนคงต้องสู้หัวชนฝาไม่ยอมตกเป็นทาสมหาอำนาจเถื่อนนี้แน่นอน ฉะนั้นประชาชนคนไทยทุกคนต้องลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจเถื่อนที่กำลังจะครอบครองประเทศไทยเมื่อประชาธิปไตยพลาดท่าเสียทีให้พวกอำนาจเถื่อนในวันสองวันนี้ พี่น้องคนไทยต้องไม่ยอม ตอนนี้ทุกๆคนในประเทศไทยกำลังเอือมละอากับพวกแนวหน้าก่อการร้ายที่ทำเพื่อสนองนโยบายเถื่อนของคนบางกลุ่ม หากไม่ร่วมมือกันชาติและอำนาจต้องตกเป็นของคนกลุ่มนี้ไปอีกนาน แล้วพวกเราจะให้เขามาข่มเหงเราอยู่อย่างเช่นในปัจจุบันนี้หรือ? ฉะนั้นขอวิงวอนให้พี่น้องคนไทยลุกขึ้นสู้ สู้เพื่อที่จะเอาความสงบสุขมาสู่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งอย่าปล่อยให้อันธพาลทำลายชื่อเสียงประเทศไทย อย่าปล่อยให้อันธพาลไปยึดสถานที่ราชการ อย่าปล่อยให้อันธพาลเดินขบวนไปทำร้ายคนอื่น คนร้ายมีอาวุธได้เราต้องมีอาวุธได้มันจึงจะยุติธรรม
ในเมื่อพวกมันไดรับอนุญาตให้พกอาวุธได้แล้วทำไมฝ่ายเราจะพกบ้างไม่ได้? ไม่ใช่สนับสนุนให้ฆ่ากันแต่ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งมีอาวุธเพียบ แต่ฝ่ายเราให้มือเปล่าเหมือนที่สั่งห้ามตำรวจพกอาวุธ ตำรวจต่างประเทศบอกว่าทุเรศจะจับผู้ร้ายแต่สั่งไม่ให้ถืออาวุธฮ่วย ส่วนผู้ร้ายมีทังปืนมีทั้งระเบิดปิงปองและมีดท่อนเหล็กทั้งตีทั้งยิงตำรวจ อยากรู้ว่าคนที่สั่งไม่ให้ตำรวจพกอาวุธสะใจไหมที่เห็นลูกน้องบาดเจ็บ พวกผู้ร้ายมันรู้จักคำว่าพอซะที่ไหน? ยิ่งเดินมือเปล่าเข้าหาพวกมันยิ่งสนุกมือตีไม่ยั้งกระทืบหวังให้ตายลากเอาไปในเพื่อนๆกระทืบต่อ พวกนี้จิตใจมันไม่ใช่มนุษย์เห็นหน้าการ์ทพันธมิตร แต่ละคนเหมือนเป็นโจรใต้ที่ปล้นฆ่าพี่น้องชาวใต้ตายวันละหลายๆศพ ดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดา คนพวกนี้ใครเป็นคนเอามาต้องสอบถามต้นตอ แล้วหากมันไม่กลับไปทางใต้เมื่อเสร็จงานครั้งนี้ความเดือดร้อนของคนไทยจะไม่มีวันสิ้นสุดแน่ มันต้องเกิดกรรมพันธุ์ก่อตัวขยายไปทั่วในกรุงเทพฯและที่อื่นๆขอทายไว้เลย พวกมันคงไม่กลับใต้แน่เพราะที่ใหม่ดีกว่าและอาจมีคนสนับสนุนเบื้องหลังต่อคอยดูพฤติการณ์ให้ดี นี่แหละคบโจร โจรหักหลังเมื่อใดโจรมันจะต้องเข้าปล้นบ้านตัวเองเพราะสันดานของพวกมันไม่เชื่อคอยดูต่อไป
ป้าพลอย
ที่มา http://www.thaifreenews.com/?name=politics&file=readpolitics&id=494
กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยเจ้า เผาสันติอโศก ช่วยสุวรรณภูมิ
สถานการณ์การบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิอย่างอุกอาจ เยี่ยงผู้ก่อการร้ายของกลุ่มพันธมิตรครั้งนี้ ผมคิดว่าประชาชนต้องช่วยกันหาวิธีสลายม็อบพันธมิตรแล้วครับ จะรอเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตำรวจ หรือทหาร คงไม่ได้แล้ว เพราะม็อบพันธมิตรนี้เส้นใหญ่ จนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าที่จะทำอะไรกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายนี้ได้ เนื่องจากเกรงอกเกรงใจ เจ้าของม็อบนี้เป็นอย่างยิ่ง
การช่วยกันสลายม็อบของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โดยการส่งกำลังเข้าไปปะทะกับม็อบ พธม. แบบม็อบตีม็อบ นั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดทั้งสิ้น รังแต่จะเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ครั้นจะรอให้รัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปรามและสลายม็อบพันธมิตร ก็จะถูกโจมตีว่าใช้ความรุนแรง และพวกผู้มีบารมีทั้งหลายก็จะล็อบบี้ทหารตำรวจ และมีโทรศัพท์ลึกลับ จนสุดท้ายรัฐบาลก็สั่งการอะไรไม่ได้เต็มที่อีก
ถ้าใครติดตามสถานการณ์ของม็อบจะรู้ว่า องค์ประประกอบของม็อบพันธมิตรนั้นจะมีหลายส่วนด้วยกัน ม็อบที่เป็นแกนหลัก และอยู่ได้นานคือ พลพรรคสันติอโศกของมหาจำลอง และโพธิรักษ์ทั้งหลาย พวกนี้เข้ามากินนอนประจำ อาศัยที่กินน้อยใช้น้อย และไม่ต้องทำงาน ก็เลยอยู่ได้นาน เป็นมวลชนที่เป็นแกนหลักของม็อบพันธมิตร คนกลุ่มนี้มีประมาณ 5,000 คน
ส่วนม็อบที่เพิ่มเติมเข้ามา ก็มีพวกพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งคนที่นักการเมืองสายประชาธิปัตย์ขนเข้ามาช่วยเป็นครั้งๆ ไป ม็อบที่ Walk in เข้ามา จากคนใน กทม. ก็มีส่วนหนึ่ง แต่ม็อบพวกหลังนี้ ไม่ได้อยู่คงทนอะไร แต่ม็อบที่คงทนจริงๆ คือ สันติอโศก
องค์ประกอบที่สองคือ ASTV ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฐานบัญชาการ หรือเมืองหลวงอยู่ที่บ้านพระอาทิตย์
องค์ประกอบที่สาม คือ แหล่งทุนที่สนับสนุนทั้งหลาย เช่น ที่รู้ๆ กันคือ ธนาคารชื่อดังเก่าแก่ หรือ เสี่ยเจ้าของบะหมี่สำเร็จรูปเป็นต้น
หากจะทำให้ม็อบเหล่านี้ ถอนตัวกลับ การใช้กำลังเข้าสลาย หรือขนม็อบไปชนม็อบนั้น จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะม็อบ พธม. กำลังฮึกเหิม อยากเข้าปะทะ เพื่อสร้างสถานการณ์นำไปสู่ส่งความกลางเมือง เพื่อจะได้มีข้ออ้างทำรัฐประหารนั่นเอง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีกลยุทธ์ในการต่อสู้กับม็อบพันธมิตรเลย
หากใครเคยอ่านตำราพิชัยสงคราม 36 กลยุทธ์พิชิตศึก มีกลยุทธ์หนึ่งที่ปรับมาใช้กับการต่อสู้กับม็อบครั้งนี้ได้คือ กลยุทธ์ที่ 2 ที่เรียกว่า “กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยเจ้า”
กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยเจ้า นั้นมีประวัติคือ ในสมัยจ้านกว้อของจีนสมัยโบราณ (ก่อนจิ๋นซีฮ่องเต้) ประเทศจีนแตกออกเป็นหลายแคว้น มีการรบพุ่งแย่งความเป็นใหญ่กันอยู่ประจำ แคว้นเว่ยนั้น เป็นศัตรูกับแคว้นเจ้า และได้ส่งกองทัพเข้ามาล้อมนครหานตาน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเจ้า แคว้นเจ้ามีกำลังไม่พอ ก็เลยส่งทูตไปขอความช่วยเหลือจากแคว้นฉี ซึ่งแคว้นฉีก็ตกลงที่จะส่งทหารไปช่วยเหลือ แต่กุนซือของแคว้นฉี (คือซุนปินผู้เขียนตำราพิชัยสงครามซุนหวู) แนะนำว่า หากส่งกองทัพไปช่วยรบที่เมืองหลวงของแคว้นเจ้า ก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะต้องไปปะทะกับกองทัพแคว้นเว่ย แพ้ชนะก็ยังไม่รู้ แต่จะเสียทหารไปโดยใช่เหตุ สู้ส่งกองทัพไปตีเมืองหลวงของแคว้นเว่ยดีกว่า เพราะเมื่อกองทัพแคว้นเว่ยที่ล้อมเมืองหลวงของแคว้นเจ้าอยู่ได้ทราบข่าว ก็ต้องถอนกำลังกลับมาช่วยป้องกันเมืองหลวงของตน
อ๋องของแคว้นฉีเห็นด้วย ส่งกองทัพเข้าไปตีเมืองหลวงแคว้นเว่ย กองทัพเว่ยที่ล้อมเมืองหานตานอยู่ ก็ต้องยกทัพกลับมาช่วยแคว้นของตน แคว้นเจ้าก็พ้นภัยสงครามไป
ต่อมาอีก 20 ปี แคว้นเว่ยก็ไปล้อมแคว้นเจ้าอีก แคว้นฉีก็ช่วยโดยยกทัพไปตีเมืองหลวงของเว่ยอีก แคว้นเว่ยก็ต้องยกทัพกลับมาอีก แม้ว่าแม่ทัพเว่ยจะรู้ว่าเป็นกลศึกของซุนปิน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เพราะไม่ยกทัพกลับก็ไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นเมืองหลวงของตนก็จะเสียแก่ข้าศึก นี่เป็นหมากบังคับ
การนำกลยุทธ์ ล้อมเว่ยล้อมเจ้ามาสลายม็อบพันธมิตร นั้นจึงเป็นวิธีการเดียวที่จะสลายม็อบทำลายบ้านเมืองกลุ่มนี้ แต่ปัญหาคือ “เมืองหลวงของม็อบพันธมิตร” อยู่ที่ใด หากไม่ทราบว่าเมืองหลวงของม็อบอยู่ที่ใด เราก็ไม่อาจส่งกองทัพไปล้อมได้
ก็อย่างที่ผมวิเคราะห์ไว้แต่ต้น องค์ประกอบของม็อบพันธมิตร มี 3 ส่วน ดังกล่าว ที่เป็นส่วนสำคัญคือ สันติอโศก ASTV/บ้านพระอาทิตย์ และกลุ่มทุนที่สนับสนุนทั้งหลายเช่น แบ็งบางแห่ง/เสี่ยบะหมี่ หากจะตีเมืองหลวงก็ต้องตีตามองค์ประกอบนี้
1. สำหรับสันติอโศก มีฐานใหญ่อยู่ที่กลุ่มชุมชนสันติอโศก เช่น ชุมชนปฐมอโศก สาลีอโศก และ ศรีษะอโศก เป็นต้น หากมีการส่งม็อบไปล้อมชุมชนเหล่านี้ เช่น ศรีษะอโศก จังหวัดศรีษะเกษ หรือเข้าตีชุมชุนเหล่านี้ ทำทั่วประเทศ ผมว่าสันติอโศกที่เป็น “แกนหลักของม็อบพันธมิตร” ก็อยู่ไม่ได้ครับ
ทำไมเราปล่อยให้คนเหล่านื้ทำลายพวกเราอยู่ได้โดยให้พวกเขามีชีวิตอย่างสุขสงบในพื้นที่ของเขา ส่งกำลังบำรุงให้ม็อบใน กทม.อยู่ได้ ทำไมไม่โจมตีเมืองต่างๆ ของพวกเขาเหล่านี้ สั่งสอนให้คนพวกนี้รู้ว่า หากยังไม่หยุด พวกเขาก็จะอยู่อย่างสงบในประเทศไทยไม่ได้ เช่นกัน
การสงครามย่อมไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นแล้ว
2. สำหรับ ASTV ที่เหมือนเป็นกระบอกเสียงของ ม็อบพันธมิตรนั้น สามารถออกอากาศได้อย่างปกติสุข ทำลายประเทศอยู่ได้ ทำไมไม่มีใครไปล้อมบ้านพระอาทิตย์ บุก ASTV เหมือนที่ พวกเขาบุกวิทยุแท็กซี่บ้าง ทำไมไม่เผา ASTV บ้าง หรือยึดบ้านพระอาทิตย์บ้าง
3. สำหรับนายทุนที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้พวกพันธมิตร เช่น แบ็งค์หรือเสี่ยบะหมี่สำเร็จรูป เราต้องร่วมกันรณรงค์ให้ “คนเสื้อแดง” ทั้งหลายช่วยกันบอยคอตธุรกิจของคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาทำลายชีวิตของคนจำนวนมากในประเทศนี้ ทำไมเราไม่บอยคอตธุรกิจของคนกลุ่มนี้ กระแส “ปิดบัญชีค๊ะ..” ที่กำลังระบาดอยู่ในโลกไซเบอร์จนแบ็งค์ดังกล่าวต้องออกมาแก้ตัว แสดงว่าพวกเขาหวาดกลัวการบอยคอตค่อนข้างมาก
หากเราใช้กลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยเจ้า โดยให้คนเสื้อแดงต่างๆ เข้าช่วยเหลือ เช่น ชุมชนสันติอโศก ในพื้นที่อีสาน ชมรมคนรักอุดร ควรช่วยกันขับไล่ให้ออกไปจากภาคอีสานเสีย ต้องตอบโต้กันแบบนี้ให้พวกสันติอโศกทราบว่า หากพวกเขายังทำลายชาติต่อไปไม่จบสิ้น ฐานที่มั่นของพวกเขาก็จะถูกทำลายเช่นกัน
หากดำเนินการตามกลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยเจ้านี้ ผมว่าในที่สุดม็อบพันธมิตร ก็ต้องสลายตัวไปแน่นอน
ไม่จำเป็นต้องให้รัฐบาลใช้กำลังปราบม็อบ จนกลายเป็นเงื่อนไขให้พวกอำมาตย์ใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจได้
ที่มา http://www.thaifreenews.com/?name=politics&file=readpolitics&id=493
ถึงเวลาใช้บังคับหลักนิติรัฐ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาใช้บังคับหลักนิติรัฐ ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551
............ถึงวันนี้ ต้องถือว่า ประเทศไทยจบเห่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ...
• หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเวลาใช้บังคับหลักนิติรัฐ ฉบับนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2551 ............
• ถึงวันนี้ ต้องถือว่า ประเทศไทยจบเห่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ล้วนพินาศย่อยยับไม่มีเหลือ ต่อให้ทหารปฏิวัติอีกร้อยครั้งพันครั้ง ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ เพราะการยึดอำนาจเป็นการแก้ปัญหาที่ ปลายเหตุ ไม่ใช่ ต้นเหตุ เหมือนที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ย้ำนักย้ำหนามา ตลอดนั่นแหละว่า ปฏิวัติแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะบทเรียนมีให้เห็นอยู่โทนโท่ ใครขืนไปบังคับให้ทหารเดินย่ำซ้ำรอยเดิม ก็เท่ากับสั่งให้กองทัพต้องทำในสิ่งที่ ล้มเหลว และ ไร้ศักดิ์ศรี นั่นเอง!!!............
• “เห่าไฟ” เห็นด้วยกับการแสดงบทบาท ของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่เข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤติ แม้จะทำให้ รัฐบาลขุ่นข้องหมองใจไปบ้าง แต่หากเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะเข้าใจ พล.อ.อนุพงษ์ ได้ไม่ยาก สิ่งที่ผู้บัญชาการทหารบกคนนี้ได้ทำลงไป ถือว่าดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าใครหากโดน กดดันรอบด้าน เพื่อให้นำรถถังออกมาปฏิวัติ แต่กลับยืนกรานปฏิเสธมาตลอดว่า ไม่ทำ คนอย่างนี้ถือว่า มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมากทีเดียว!!!............
• ส่วนเหตุผลที่หลายฝ่ายมองว่า การปฏิวัติไม่ใช่ทางออก ก็เพราะที่ผ่านมา การปฏิวัติได้นำพาประเทศชาติเข้าสู่ เขาวงกต ต้องเดินวนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้าย ผลลัพธ์ก็ออกมาเหมือนเดิม ตรงกันข้าม หากมาไล่ดู ปมปัญหา เพื่อใช้ กฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทยเข้าไปแก้ไขปัญหาทีละเปลาะ กำหนดความหนักเบาในการใช้ให้เหมาะสม “เห่าไฟ” เชื่อว่า วิธีนี้จะสามารถ คลี่คลายวิกฤตการณ์ลงได้อย่างแน่นอน!!! ............
• โดยเฉพาะขอให้ทบทวนกันดูอีกครั้ง หลักนิติรัฐ ไม่ได้เสื่อมสลายหายไปไหน เพียงแต่ผู้บริหารบ้านเมืองในแต่ละระดับไม่นำมาบังคับใช้อย่างจริงจังต่างหาก ยกตัวอย่างกรณี ม็อบบุกยึดทำเนียบ เมื่อได้ดำเนินการไปตามกระบวนการกฎหมายทุกอย่าง ตุลาการสั่งมาอย่างไร ก็ว่าไปตามนั้น ไม่มีปัญหา!!!............
• แต่ กรณีการบุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญ เป็นหัวใจหลักของชาติ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร อาจทำให้ชาติล่มสลายได้ เรื่องนี้ รัฐบาลจำเป็นต้อง บังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยไม่มีการประนีประนอมใดๆทั้งสิ้น!!!............
• สำหรับ ความพินาศฉิบหาย ที่ประเทศไทยได้รับจากการปิดสนามบิน ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พูดเอาไว้ชัดว่า หากสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลายภายในเดือน ธ.ค. ม็อบยังมีการชุมนุม ต่อเนื่องและปิดสนามบินอยู่จะสร้าง ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ถึง 134,000�215,000 ล้านบาท แบ่ง เป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 76,120 ล้านบาท การส่งออก 25,000-40,000 ล้านบาท การลงทุน 12,000-40,000 ล้านบาท และการบริโภค 21,000-30,000 ล้านบาท!!!............
• ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนก็คือ ค้นหาบุคลากรที่เป็น มือปฏิบัติ เจ๋งๆ มาทำให้ กฎหมายบ้านเมืองศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากข้าราชการหลายคน เกรงกลัวบางสิ่งบางอย่าง จนไม่กล้าทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย รัฐบาลจึงต้อง สับเปลี่ยน ข้าราชการเหล่านั้นออกไป แล้วนำ มือดีๆ เข้ามาทดแทนเพื่อ บังคับใช้กฎหมาย!!!...........
• จริงๆแล้ว เรื่องการบังคับใช้กฎหมายต้อง แยกแยะ ให้ถูกต้อง หากม็อบจัดชุมนุมด่ารัฐบาลรุนแรง กรณีนี้ต้อง ส่งเสริมสนับสนุน เพราะเป็นไปตาม หลักการประชาธิปไตย ใครโดนด่าเสียหายก็ ฟ้องร้อง กันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่หากม็อบไป ยึดสถานที่ราชการด่ารัฐบาล ก็ต้องเปิดเจรจา ใช้มาตรการอ่อนไปหาแข็ง นั่นก็คือ ถ้าพูดกันดีๆไม่รู้เรื่อง ก็ต้อง สลายการชุมนุมที่ผิดกฎหมายทันที!!!............
• เท่าที่สังเกตเห็น ยังมีข้าราชการอีกหลายคนที่เป็น มือปฏิบัติตามกฎหมายชั้นยอด พร้อมเข้ามาทำงานสร้างความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หากรู้จักใช้ทรัพยากรบุคคลเหล่านี้ให้ถูกต้องเหมาะสม ก็จะเกิด กลไกที่มีประสิทธิภาพ ในการบริหารบ้านเมือง สามารถนำ ความสงบ กลับคืนสู่สังคมไทย ได้อย่างแน่นอน!!!............
• สำหรับตำรวจ หากยังไม่มีการ ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ไม่รู้จักปรับระดับความหนักเบาในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะ ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ส่วนรวมได้ ก็ต้อง โยกย้าย เอาตำรวจที่ไร้ประ�สิทธิภาพเหล่านั้นออกไปให้หมด แล้วเอาตำรวจที่รู้จักการ ปรับระดับบังคับใช้กฎหมาย ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์เข้ามาทำงานแทนโดยด่วน!!! ............
• นับจากนี้ไป ไม่ว่าใครหน้าไหน ก็อย่าได้มาแสดงความเป็น ผู้มีอภิสิทธิ์ชนในประเทศนี้อีก เพราะหากทุกคนไม่มี ความเสมอภาคกันทางกฎหมายบ้านเมืองก็คงต้อง ล่มจม และก็คงถึงเวลาแล้วที่จะต้อง เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อนำ หลักนิติรัฐ มาบังคับใช้กับทุกคนอย่าง เท่าเทียมกัน!!!............
ที่มา ไทยรัฐ
ภาพ (ข้อเท็จจริง) ที่คุณอาจไม่เคยเห็น
ภาพต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่คุณอาจจะยังไม่เคยเห็น
เห็นแล้วสงสาร คุณตำรวจ(ดี ๆ) จับใจ
แฟ้มภาพจาก ร.ต.อ. ทวยเทพ เดวิด วิบุลศิลป์
จาก coffeecartel.hi5.com
ขออนุญาตนำรูปและคำบรรยายบางส่วนมาเผยแพร่
ข้อเท็จจริง... ที่ไม่เคยได้ปรากฎต่อสาธารณะ
"ภาพต้องสงสัย ที่ใครต่อใครว่าเป็นตำรวจปลอมตัวมา"

"เอาใหม่ครับ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ ลองดูใหม่"

"คนเดียวกันหรือเปล่าครับ เป็นป้ายการ์ดนะครับ พิจารณากันเองนะครับ"


“ปรี่เข้าชนซ้ำ แล้วซ้ำอีกสองสามรอบ และชนตำรวจอีกสองสามคนที่มาช่วยเพื่อนด้วย”

“โธ๋...พี่หมวด... ลูกของพี่ทั้งสองคนอายุยังไม่ถึงสิบขวบเลย”

“อาชีพที่ต้องคำสาป....”

“โธ่... พี่....”

“น้องคนนี้ ไม่อาจเดินได้อีกแล้ว... ตลอดชีวิต... เพื่ออะไรครับ...เพื่อให้บางคนได้อำนาจ และเพื่อให้บางคนเสียอำนาจ... อย่างนั้นหรือ”

“ชน แล้วถอยทับ... แล้วชนทับ... แล้วถอยทับ ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า”

“อโหสิ อหิงสา... แน่หรือ”

ชมภาพและข้อเท็จเพิ่มเติมได้ที่ hi5 ผู้กองเดวิด
เป็นกำลังใจให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อชาติของเรา

