WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 1, 2008

นักกม.เมืองผู้ดีแนะไทยฟ้องศาลโลกม็อบถ่อยย้ำยีชาติ

ที่มา ประชาทรรศน์

นักกฎหมายชาวอังกฤษ แนะเอาผิด 14 แกนนำพันธมารต้องล่าชื่อประชาชนฟ้องศาลโลก ชี้เอาผิดคนหนุนยากกว่า ด้าน'มหาเถื่อน'แอบยกธงขาว ดอดย่องเงียบขอทางลง ต่อรองเงื่อนไขสปน.เว้นความผิดทั้งแพ่ง-อาญากลุ่มม็อบหมาบ้าทำพิษ แลกการทิ้งทำเนียบถาวร 'ณัฐวุฒิ' โยนหินถามประชาชน 'เลยตามเลย'หรือไม่ ย้ำพรุ่งนี้ครม.หยิบถกในที่ประชุม

กรณีการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยกระดับเป็นผู้ก่อการร้ายสากลไปเรียบร้อยแล้วนั้น ที่มา เวบไซต์ thaifreenews ลงวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ระบุว่าการเอาผิดกับ 14 แกนนำนั้นคงไม่มีปัญหา แต่จะเอาผิดกับผู้สนับสนุนในไทยนั้น เป็นเรื่องยาก มร.สตีฟ มิลล์ จากสำนักงานกฎหมาย ฟูลไบรท์ แอนด์ ลอว์วอสกี้ แอล.พี.พี. (Steve Mille LLP, Fulbright & Laorski LLP) จากอังกฤษ ได้แนะนำว่า การเอาผิดผู้สนับสนุนขึ้นศาลโลกนั้นไม่ยาก เพียงแต่รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนหนึ่ง ยื่นสหประชาชาติ ยกเหตุผลว่า จะไม่ได้รับความยุติธรรม ถ้าดำเนินการในศาลของประเทศตนเอง

เมื่อสหประประชาชาติรับเรื่องแล้ว ทาง ฟูลไบรท์ฯ ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือรวบรวมหลักฐานให้อัยการ ส่งฟ้องศาลโลกที่กรุงเฮก สวิสเซอร์แลนด์ และ สหประชาชาติก็จะสั่งอายัดทรัพย์ในธนาคารสวิสเซอร์แลนด์ของผู้สนับสนุนทันที Fulbright & Laorski LLP เป็นสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่อยู่เบื้องหลังให้การช่วยเหลือประเทศต่างๆ นำนักการเมือง หรือผู้นำหลายประเทศ ที่เข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้ายสากล หรือ ผู้สนับสนุน จนก่อให้เกิดความเดือดร้อน เป็นภยันตรายกระทบกระเทือนมนุษยชาติ ขึ้นศาลโลก จนสำเร็จมาหลายรายแล้ว

'ณัฐวุฒิ'เผยจำลองย่องหาทางลง

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ติดต่อมาที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้ถอนแจ้งความบุกรุกทุกคดีที่ได้แจ้งความไว้ พร้อมกับขอให้ข้าราชการงดเว้นไม่เอาผิดในคดีแพ่งและคดีอาญากับกลุ่มผู้ชุมนุมกรณีการทำทรัพย์สินเสียหาย หากถอยออกจากทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ขอความเห็นใจจากข้าราชการ เพราะที่ทำไปก็เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ทั้งนี้ฝ่ายข้าราชการจะขอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันพรุ่งที่ 2ธ.ค. ถึงเงื่อนไข 2 ข้อที่พันธมิตรฯ เสนอมา โดยเชื่อว่าพรุ่งนี้ ภายในที่ประชุมน่าจะมีความเห็นในเรื่องดังกล่าว

"การยื่นเงื่อนไข 2 ข้อ อยากให้ประชาชนช่วยรัฐบาลพิจารณาว่ารัฐบาลควรสนองตอบข้อเรียกร้องของพันธมิตรอย่างไร แต่เรียนว่าที่ผ่านมาพันธมิตรฯ เคยบอกว่าหากไม่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลแล้วจะเรี่ยไรทรัพย์สินเงินทองของผู้ชุมนุมเพื่อมาใช้รับผิดชอบ และประกาศตลอดยินดีรับผิดชอบทางกฎหมายทุกกรณี จึงไม่แน่ใจว่าจุดยืนของพันธมิตรเป็นอย่างไร และต่อไปหากพันธมิตรถอนตัวออกจาก 2 สนามบิน ทางราชการก็ไม่สามารถดำเนินคดีใดๆ ที่พันธมิตรขออย่างนี้ได้หรือไม่" โฆษกรัฐบาล กล่าว

เล่นตัวปั่นราคาม็อบกลับลำไม่คืนทำเนียบ

ขณะที่ล่าสุดที่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ชี้แจงกับผู้ชุมนุมแล้วว่าจะมีการเคลื่อนกำลังผู้ชุมนุมจากทำเนียบรัฐบาลไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ซึ่งการลดจำนวนผู้ชุมนุมจะทยอยทำ และในวันนี้จะไม่ให้ผู้ชุมนุมค้างคืนที่ทำเนียบ เพราะได้ประเมินกันแล้วว่าอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้ ดังนั้น เราจะดูสถานการณ์อีกครั้ง ว่าจะมีการเคลื่อนไปสุวรรณภูมิหรือดอนเมืองก็ได้

ทั้งนี้เรายังจะไม่คืนทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมติของแกนนำ ระบุว่า จะต้องรออีกสักระยะหนึ่ง ส่วนในค่ำคืนนี้ ยังมีการ์ดของพันธมิตรฯดูแล รักษาความปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ตาม การที่ทยอยออกจากทำเนียบนั้นไม่ใช่ว่าเราถูกบีบ แต่เนื่องจากว่าเราต้องการเปิดพื้นที่ให้กับทหารเดินซ้อมสวนสนาม เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อแสดงความจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

อย่างไรก็ตามการถอนกำลังของผู้ชุมนุมในครั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับการเจรจากับ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลและทหาร เมื่อวานนี้ (30 พ.ย.) นอกจากนี้ ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) จะมีการเปลี่ยนการแถลงข่าวที่สนามบินสุวรรณภูมิ แทนทำเนียบรัฐบาล

'5องค์กรสื่อ'สุดทน!รุมประณามม็อบมารข่มขู่-คุกคามนักข่าว

ที่มา ประชาทรรศน์

'5องค์กรสื่อ'เหลืออด!ผนึกกำลังต้านความรุนแรง ประณามสันดานถ่อยม็อบพันธมารใช้อำนาจเผด็จการข่มขู่-คุกคาม ทำร้ายนักข่าว-ช่างภาพ ขณะฏิบัติหน้าที่ จวกยับ'เอเอสทีวี'ตัวจุดชนวน ยั่วยุให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ

วันนี้ (1 ธ.ค.) สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, สมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามและเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติใช้ความรุนแรงต่อนักข่าวและช่างภาพของสื่อมวลชนทุกแขนง รวมทั้งขอให้ “เอเอสทีวี-เอ็นบีที” ไม่ควรยอมตกเป็นเครื่องทางการเมือง

ทั้งนี้แถลงการณ์ของทั้ง 5 องค์กร ยังระบุว่า แนวโน้มวิกฤตความรุนแรงได้ทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายในหมู่ประชาชน โดยแต่ละฝ่ายพร้อมใช้อาวุธทำร้ายต่อกันและกัน ในสถานการณ์เช่นนี้สื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งจากหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ มีความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่า สื่อถูกคุกคามในรูปแบบต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน แต่ด้วยจิตวิญญาณความเป็นสื่อมวลชน ก็ยังคงมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง เพื่อให้เกิดความถูกต้องในบ้านเมือง

ดังนั้นในสถานการณ์วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อฯ จึงขอเรียกร้องดังนี้ 1.ขอประณามการกระทำความรุนแรงต่อนักข่าว ช่างภาพ ของสื่อมวลชนทุกแขนงในทุกกรณี อาทิการข่มขู่ทำร้ายช่างภาพที่บันทึกภาพการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนที่มีความขัดแย้งทางการเมือง ที่บริเวณ ซอยวิภาวดี 3 กทม. การข่มขู่คุกคามนักข่าวและช่างภาพที่จังหวัดเชียงใหม่ ขณะทำข่าวการทำร้ายชายชราคนหนึ่งจนเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม การปิดล้อมศูนย์ข่าวภาคเหนือของสถานีโทรทัศน์ไทยทีบีเอส การใช้อาวุธสงครามยิงถล่มสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี จนผู้ดำเนินรายการหวุดหวิดจะได้รับอันตราย การตรวจค้นและตรวจสอบข่าวหรือภาพข่าวของสื่อมวลชนโดยการ์ดพันธมิตรฯที่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืนยิงรถถ่ายทอดสัญญาณของสถานีโทรทัศน์ข่าว TNN หรือการบังคับนักข่าวจากหนังสือพิมพ์บางฉบับให้ถอดเสื้อรณรงค์ยุติความรุนแรง ฯลฯ

ซึ่งการกระทำเหล่านี้องค์กรวิชาชีพสื่อรับไม่ได้เพราะถือเป็นการกระทำรุนแรง ขัดขวางการทำหน้าที่สื่อและคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข่าวสารของประชาชน เราจึงขอเรียกร้องต่อผู้ชุมนุมทุกฝ่ายยุติการกระทำดังกล่าวโดยเด็ดขาด

2.ไม่ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะรุนแรงอย่างไร สื่อก็มีหน้าที่ในการนำเสนอข้อเท็จจริงที่รอบด้านทุกแง่ทุกมุมของทุกฝ่าย เพื่อให้ประชาชนนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ จึงขอเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมได้ตระหนักและเข้าใจการทำหน้าที่ของสื่อ ทั้งนี้ หากกลุ่มใดคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อฯย่อมสูญเสียการสนับสนุนจากสาธารณชน

3.ขอเรียกร้องต่อองค์กรสื่อทุกแขนง ไม่ว่าจะสังกัดไหน มีใครเป็นเจ้าของ ควรทำหน้าที่และบทบาทของตนเองอย่างเหมาะสม ในการเสนอข่าวสารข้อมูลที่ไม่เอนเอียง มีอคติ เสนอข่าวด้านเดียว ฉาบฉวย หรือปราศจากมูลความจริง หรือเสนอเสนอข่าวที่ปราศจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือเสนอความจริงเพียงบางส่วน ในสถานการณ์ความขัดแย้งแตกแยกของสังคมในขณะนี้ สื่อควรนำเสนอข่าวที่สมดุล รอบด้าน ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย นักข่าว ผู้ประกาศข่าว และผู้ดำเนินรายการข่าว ต้องทำงานอยู่บนพื้นฐานความเป็นมืออาชีพ ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใดๆ ที่จะไปเพิ่มความรุนแรงหรือความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะเอเอสทีวี แม้จะเป็นสื่อที่มีจุดยืนเฉพาะตน หรือเอ็นบีทีซึ่งเป็นสื่อของรัฐ หรือวิทยุชุมชน ต้องคำนึงถึงสถานภาพความเป็นสื่อสารมวลชน ไม่ควรละเลยการนำเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงและตรวจสอบได้ และไม่ควรยอมตนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

4.สำหรับเพื่อนนักข่าวทุกแขนงให้ระมัดระวังการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ และต้องตระหนักรู้ตลอดว่า ในพื้นที่การชุมนุมมีอารมณ์ความตึงเครียดของมวลชนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นักข่าวอาจตกเป็นเป้าถูกกระทำด้วยความรุนแรง ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจผิด หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมวลชน ดังนั้นนักข่าวต้องทำหน้าที่ด้วยความอดทน รอบคอบ ให้หลีกเลี่ยงการตอบโต้และยั่วยุในทุกกรณี เพื่อให้นักข่าวจากสื่อมวลชนทุกแขนงได้รับความสะดวก มีความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำปลอกแขนให้กับสื่อมวลชนทุกแขนงเพื่อแสดงตนในการเข้าไปทำข่าวในพื้นที่การชุมนุมของฝ่ายต่างๆ โดยจะแจกผ่านกองบรรณาธิการของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ

อย่างไรก็ตาม องค์กรวิชาชีพสื่อยังเรียกร้องให้ฝ่ายยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นและร่วมกันหาทางออกโดยสันติวิธี อันเป็นความปรารถนาของคนไทยทั้งประเทศ

นายกสมาคมทนายความทวงจิตสำนึก'จรัญ'คุณสมบัติไม่ีผ่านตุลาการรธน.

ที่มา ประชาทรรศน์

นายกสมาคมทนายความฯทวงถามจิตสำนึก'จรัญ' ชี้พูดไปไม่เกิดผลเพราะเจ้าตัวอ้างน้ำขุ่นๆ ชี้ควรใช้มาตรฐานเดียวกับคดี'สมัคร' แขวะศาลตัดสิทธิ์จำเลย งดสอบพยาน 100 ปากผิดมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมไทย ลั่นถ้าผลสอบสั่งยุบพรรคจริง ศาลต้องมีด่างพร้อย กระเทือนต่อสถาบันการเมือง -ประชาธิปไตย

กรณีข้อถกเถียงถึงคุณสมบัติของนายจรัญ ภักดีธนากุล หนึ่งในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีฐานะเป็นลูกจ้างหรือไม่เนื่องจากเป็นอาจารย์สอนพิเศษที่มหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง นายนรินทร์พงษ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจะเข้ามาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ต้องพิจารณาสภาพของตนเองก่อนในเบื้องต้นว่ามีคุณสมบัติที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสง่างาม และจะเกิดความชอบธรรมในการพิจารณาคดีความของผู้อื่น ดังนั้นเรื่องนี้ ต้องอยู่กับจิตสำนึก วิจารณญาณและการยอมรับของบุคคลผู้นั้นเอง ว่ามีคุณสมบัติถูกต้องตามกติกากฎหมายหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ตนเองตั้งแต่ก่อนที่จะมานั่งตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยในขณะนี้ตุลาการรัฐธรรมนูญที่เหลือก็ยังให้การยอมรับบุคคลผู้นั้นว่ามีความชอบธรรมอยู่ จึงไม่อาจที่จะนำเสนออะไรได้ ในเมื่อยังไม่มีการยอมรับจากบุคคลที่ถูกกล่าวหาเอง

ทั้งนี้ตามบทกฎหมายสากลแล้วคำว่าลูกจ้างคือมีการรับเงินค่าตอบแทนและหักภาษี ณ ที่จ่าย พร้อมกับมีใบกำกับภาษีรายได้ส่วนบุคคลธรรมดา ก็ถือว่าเป็นลูกจ้างเพราะได้รับค่าตอบแทน แต่หากมีข้อกล่าวอ้างว่าเป็นอาจารย์เพื่อให้วิทยาทานแก่นิสิต-นักศึกษาจึงไม่ถือว่าเป็นลูกจ้าง ตนจึงอยากถามกลับถึงการพิจารณาคดีของนายสมัคร สุรทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่มอบวิทยาทานแก่ประชาชนในการสอนทำอาหารก็เข้าข่ายว่าเป็นลูกจ้าง ตนจึงอยากให้มีการยึดถือกฎหมายที่ได้กำหนดและได้เคยพิพากษาไปแล้วเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

เมื่อถามถึงข้อกล่าวหาว่ามีความพยายามที่จะเร่งรัดปิดคดีความยุบ 3 พรรคการเมืองโดยเร็วนั้น นายกสมาคมทนายความฯกล่าวว่า การพิจารณาคดียุบ 3พรรคการเมืองนั้นตนมองว่าเป็นการด่วนสรุปในการพิจาณาเร็วเกินไป พร้อมกับยังมีการตัดพยานที่มีอยู่ 100 ปากไม่ให้เข้ามาทำการชี้แจง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิที่จะชี้แจงความบริสุทธิ์ได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นการตัดโอกาสตามกระบวนกฎหมายสากล ทั้งนี้คดีความดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม เพราะเกี่ยวพันกับสถาบันทางการเมืองโดยตรงและอาจกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นการพิจารณาครั้งนี้หากผลสรุปออกมาชี้ขาดว่าให้ยุบพรรคการเมืองจริง ก็จะเป็นการพิจารณาดคีความที่ไร้ความชอบธรรมตามในกระบวนการยุติธรรม

"อย่างที่เราทราบดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา มีการตีความในม.237 อย่างไม่ควรจะเป็น แต่ในส่วนของกระบวนการพิจารณาตัดสินนั้น เป็นวันนี้ศาลตัดพยานออกไปโดยให้เหตุผลว่าไม่จำเป็นต้องสอบแล้ว ผมถามหน่อยว่ามันควรหรือไม่ และมีเหตุผลอะไรหรือที่ต้องเร่งรัดขนาดนั้น ทั้งที่ตามหลักต้องให้สิทธิ์จำเลยชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนเองก่อน ซึ่งนี้คือหลักสากลในกระบวนการยุติธรรม แต่นี้ศาลไม่ทำถือว่าผิดหลัก ถ้าตัดสินพิจารณาคดีความไปแล้วก็จะเป็นรอยด่างของศาลเอง ที่ไม่ให้สิทธิ์จำเลยให้เข้าสู้การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม" นายกสมาคมทนายความฯ

ศิษย์เก่า

ที่มา ประชาทรรศน์


ศิษย์เก่า"ลูกแม่โดม-นิด้า"สุดทนอธิการบดีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการ ร่อนแถลงการณ์วางพวงหรีดขับไล่ "สุรพล-สมบัติ" พ้นเก้าอี้ หลัง"สมคบคิดพันธมารฯ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย-หนุนกองทัพกดดันรัฐบาลเลือกตั้ง" ประกาศหากยังหนาไม่ไขก็อก เตรียมส่งมอบคืนปริญญาประท้วง

หลังจากที่ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาธรรมศาสตร์ มีทัศนคติฝักใฝ่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ทำการยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิ และ ท่าอากาศยานดอนเมือง ทำให้ประเทศชาติเสียหายนับแสนล้านบาท และล่าสุดได้ออกมาแนะนำให้ผู้นำเหล่าทัพออกมากดดันรัฐบาลจากการเลือกตั้งให้ยุบสภา

ล่าสุด วันนี้ (1 ะ.ค.) ประชาคมและลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กับนิด้าได้ออกมาประณามอธิการบดีทั้ง 2 สถาบันอย่างรุนแรงทั้งการวางหรีดดำไว้อาลัย และเรียกร้องให้มีมโนสำนึกลาออก ทั้งนี้ ชมรมศิษย์เก่านิด้าประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ว่า ตามที่ ศ.ดร.สมบัติ มีพฤติการณ์ที่เกื้อหนุนเผด็จการ ต่อต้านประชาธิปไตยมาโดยตลอด ล่าสุดได้สมคบคิดเสี้ยมสอนศิษย์เก่าอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)ให้หลงทางไปอย่างผิดๆในเรื่องของหลักประชาธิปไตย ให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วกดดันนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ศิษย์เก่าอีกรายให้พ้นตำแหน่ง ทั้งที่ นายสมชายมาตามระบอบประชาธิปไตย และพยายามปกป้องประชาธิปไตยไว้อย่างถึงที่สุด

อธิการบดีนิด้า ได้ทำตนเป็นพวกปากคาบคัมภีร์ ตอนที่สอนนักศึกษาในห้องเรียน และออกข้อสอบก็เน้นย้ำ เรื่องหลักประชาธิปไตยว่าต้องประกอบด้วยหลักการต่อไปนี้ แต่ตอนนี้ก็ทำตรงข้ามทุกข้อ อาทิ หลัก*People sovereignty -อธิปไตยของปวงชน แต่ตอนนี้ศ.ดร.สมบัติไปยกให้เป็นของกลุ่มพันธมิตรฯ ทรราชเสียงข้างน้อย หลัก *Liberty-หลักเสรีภาพ ตอนนี้มีเสรีภาพเฉพาะกลุ่มพันธมิตรฯ และให้ละเมิดเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และชาวต่างชาติอย่างไร้ยางอาย

หลัก *Equity-หลักเสมอภาค ตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมีความเสมอภาคกว่าคนอื่นในสังคมแล้ว หลัก *Rule of law-หลักนิติรัฐนิติธรรม ตอนนี้บ้านเมืองไร้ขื่อแปแล้ว แต่ ศ.ดร.สมบัติก็ยังถือหางอย่างน่าเกลียด หลัก *Majority rule&Minority rights-เคารพเสียงข้างมากไม่ละเมิดเสียงข้างน้อย อันนี้ผิดมหันต์ เพราะ ศ.ดร.สมบัติไปหนุนทรราชย์เสียงข้างน้อยมีการกระทำเผด็จการฟาสซิสต์ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และชาวต่างชาติที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ

เราในนามของชมรมศิษย์เก่านิด้าประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องต่อศ.ดร.สมบัติดังต่อไปนี้ 1.เพื่อไม่ให้เกียรติภูมิของนิด้าต้องแปดเปื้อนไปกว่านี้ ศ.ดร.สมบัติต้องลาออกจากอธิการบดีนิด้า และหรือกล่าวคำขอขมาสำนึกผิดต่อนิด้า และดวงวิญญาณของวีรชนจิระ บุญมากด้วย 2.หาก ศ.ดร.สมบัติไม่ยอมลาออก และหน้าด้านหน้าทนใช้ชื่อเสียงเกรียรติภูมิของนิด้าไปในทางมิชอบอีกต่อไป ชมรมฯจะขอนำใบปริญญาไปคืนให้นิด้า ที่หน้าหอประชุมจิระ บุญมาก พร้อมนำพวงหรีดอัปยศไปให้อธิการบดีนิด้า ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้ศิษย์เก่านิด้าที่รักชาติ รักประชาธิปไตย ได้ร่วมกันกดดันอย่างเข้มข้นเพื่อทวงศักดิ์ศรีเกียรติภูมิสถาบันกลับคืนมาโดยเร็ว โดยท่านสามารถแจ้งข่าวความไม่พอใจต่อบทบาทนี้ไปยังศ.ดร.สมบัติได้ที่ sombat@nida.ac.th

'สุรพล'เนียนอ้างนั่งสนช.เพื่อแก้วิฤตชาติ

ด้านศ.ดร.สุรพล นิไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวชี้แจงกับตัวแทนกลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์ คัดค้านอำนาจนอกระบบ ที่เดิทางมามอบพวงหรีด และยืนแถลงการณ์ไว้อาลัยความคิดทางการเมืองของตน โดยระบุว่าการที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) โดยมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาเป็นประธานทำการเชิญตนไปเข้าประชุมนั้นเป็นเพียงการเชิญตนไปในฐานะของนักวิชาการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขวิกฤตของประเทศเท่านั้น ซึ่งตนก็ได้ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เกิดความสงบสุข ทั้งนี้ตนขอปฏิเสธกรณีที่มีการกล่าวหาว่าตนทำการเสนอให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7 และตนก็ไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหารปี 2549 และการที่ต้องรับตำแหน่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้นเป็นเพราะต้องการหาทางออกให้กับประเทศชาติเท่านั้น

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์ คัดค้านอำนาจนอกระบบ นำโดยนายรักนิรันดร์ ชูสกุล นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ปี 3 ม.ธรรมศาสตร์ พร้อมนักศึกษาจำนวนกว่า 50 คนได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอไว้อาลัยแต่ความคิดทางการเมืองของอะการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีใจความสรุปว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายสุรพลมีพฤติกรรมการแสดงออกทางการเมืองที่ถูกตั้งข้อสงสัยจากสังคมโดยกว้างถึงความยึดมั่นในอุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าร่วมประชุมกับคตร. และเห็นพ้องให้ทหารพยายามใช้รัฐประหารเงียบเพื่อกดดันรัฐบาลให้ยุบสภา ทั้งที่ความวุ่นวานเกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯ

ดังนั้นทางกลุ่มจึงเล็งเห็นว่าอธิการบดีคนปัจจุบันไม่ได้ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยแต่หากมีฤติกรรมที่น่าสงสัยได้ว่านิยมชมชอบอำนาจนอกระบบ ขัดต่อวัตถุประสงค์การก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งการไว้อาลัยครั้งนี้ชี้ว่าเป็นการหมดศรัทธาในตัวอธิการบดีคนปัจจุบัน อย่างไรก็ตามทางกลุ่มยังมั่งหวังให้อธิการบดีครปุจจุบันทบทวนการนำเสนอความคิดเห็นทางการเมืองของตนเองในที่สาธารณะ โดยตระหนักถึงสถานภาพการเป็นอธิการบดี เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงมายังสถาบัน และเป็นการซ้ำเติมสังคมการเมือง

พันธมิตรเรียงคิวเข้าแถวขโมยกินiติม

ที่มา thaifreenews

ธง แจ่มศรี แถลงไม่เอารัฐประหารและปฏิเสธแนวทางอนาธิปไตย จากประชาไทหน้าแรก

ที่มา thaifreenews
บทความ โดย Bugbunny

ผมอ่านแล้วตีความได้แบบนี้นะครับ กลุ่มหญิงเฒ่าชายชราและสาวกในขบวนพันธมิตรที่พยายามโฆษณานโยบาย "สามัคคีศักดินาที่ก้าวหน้าโค่นล้มทุนนิยมสามานย์" อ่านจบก็ควรล้างตากันได้แล้ว ผมไม่ได้เข้าป่า แต่ติดตาม พคท มาตลอด ถือเป็นคนนอกที่สนใจขบวนการปฏิวัติเท่านั้น จึงนับตัวเองเป็นออบเซิร์ฟเวอร์หรือคนนอกเท่านั้นครับ


ถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสวันก่อตั้งพรรค
ครบรอบ 66 ปี

1 ธันวาคม 2551


สวัสดีครับ

เนื่องในโอกาสก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี ผมขอถือโอกาสนี้ส่งความปรารถนาดีและคำอวยพรมายังมิตรสหายผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งหลาย ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในหน้าที่และการงานของตน มีพลังกายพลังใจเต็มเปี่ยม พร้อมจะต่อสู้เพื่อภารกิจก้าวหน้าเป็นธรรม ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนแบกรับอยู่ให้ก้าวหน้าไปตามความเรียกร้องต้องการของสถานการณ์ในปัจจุบัน

ผมในนามเลขาธิการใหญ่ของพรรค ซึ่งบัดนี้เหลือแต่ชื่อ แต่ในทางเป็นจริงไม่ได้ดำรงสถานภาพนี้อยู่อีกต่อไปแล้ว ดังที่ทราบกันดี นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปี 2526 เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางภววิสัยและอัตวิสัย โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัย คณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุดของพรรคมาจนบัดนี้ เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบันสถานการณ์ของประเทศเราเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่ากำลังอยู่ในสภาวการณ์ที่สับสน แตกแยกกันอย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สภาพเช่นนี้ได้ส่งผลกระทบต่อขบวนของเราอย่างมาก กล่าวสำหรับมวลชนที่ก้าวหน้าและสหายเราที่ยังยึดมั่นในภารกิจที่ก้าวหน้าเป็นธรรมต่างเรียกร้องให้ฝ่ายนำของเรามีบทบาทที่เป็นจริงในการชี้นำทางความคิด ผลักดันสถานการณ์ให้เป็นผลดีต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้ก้าวรุดหน้าตามทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจอย่างมากที่องค์การนำของเราไม่สามารถมีบทบาทตามความเรียกร้องต้องการของสหายและมวลชนได้ด้วยสาเหตุที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผมจึงจำต้องใช้ฐานะส่วนตัวแจ้งให้มิตรสหายทราบถึงแนวความคิดและทิศทางที่ควรจะเป็นของเราต่อไป จะผิดถูกอย่างไรให้ถือเป็นภาระหน้าที่ร่วมกัน วิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่

ปมประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันครั้งใหญ่ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ กล่าวโดยสรุปก็สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนผูกขาดที่เป็นชนชั้นปกครองสองกลุ่ม ขอเรียกสั้นๆ ว่าเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มทุนเก่า (อนุรักษ์นิยม) กับกลุ่มทุนใหม่ (เสรีนิยม) ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งไม่สามารถตกลงกันได้ จึงปะทุออกมาในรูปแบบการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549

แม้กลุ่มทุนเก่าจะได้เปรียบ เนื่องจากเป็นฝ่ายที่มีอำนาจอิทธิพลเหนือรัฐสืบเนื่องมายาวนาน โดยเฉพาะคือสามารถมีอำนาจเหนือข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และตุลาการได้อย่างเบ็ดเสร็จก็ตาม แต่เนื่องจากรูปแบบการปกครองของประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เมื่อกลุ่มทุนเก่าสามารถตั้งรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหารได้ซึ่งก็คือรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธฺ จุลลานนท์ โดยที่พวกเขาพยายามใช้เวลาหนึ่งปีกว่ามาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่บิดเบี้ยว คือ รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับอำมาตยาธิปไตย และกฎหมายอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก เพื่อลิดรอนทำลายอำนาจอธิปไตยของประชาชนในรูปแบบที่แอบแฝงแนบเนียน โดยคาดหวังว่าเมื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ คือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ปี พ.ศ.2550 พวกเขาจะได้รับชัยชนะ สามารถกุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม กล่าวคือพรรคที่ได้รับเสียงข้างมากในสภาฯ และสามารถตั้งรัฐบาลใหม่กลับเป็นพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ของพวกเขา เมื่อไม่สามารถยับยั้งคู่ปรปักษ์ได้ จึงต้องใช้อิทธิพลที่มีอยู่มาระดมลูกน้องลูกสมุนมาก่อกวนขัดขวางรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะคือการใช้อิทธิพลครอบงำสื่อต่างๆ มาปลุกปั่นสร้างกระแสบิดเบือน ทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนจนไม่สามารถจำแนกแยกแยะความเท็จความจริงและความถูกผิดได้

ภายใต้สภาพการณ์เช่นนี้ แม้จะมีนักวิชาการออกมามาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งกันต่างๆ นานา มีความคิดเห็นกันหลากหลาย แต่ในความหลากหลายเหล่านั้น เราก็สามารถใช้ทัศนะวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์มาจำแนกแยกแยะได้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วก็คือการต่อสู้ขัดแย้งกันระหว่างระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของศักดินานั่นเอง

มาจนถึงจุดนี้ก็มีมิตรสหายบางคนเสนอแง่คิดว่า ในเมื่อมันเป็นความขัดแย้งระหว่างเผด็จการอำมาตยาธิปไตยกับนักประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับเราที่เป็นประชาชนคนธรรมดา และยังมีมิตรสหายอีกบางคนให้แง่คิดว่า เราไม่ควรเพ้อฝันมากนักกับประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ซึ่งมีแต่การซื้อเสียงขายเสียง คอรัปชั่นโกงกินอย่างชั่วช้าสามานย์

แน่นอน นักต่อสู้ของประชาชนเรา จะต้องไม่นั่งงอมืองอเท้ารอคอยสถานการณ์ไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลยอย่างเด็ดขาด หากจะต้องใช้สถานการณ์ให้การศึกษามวลชนในรูปแบบเงื่อนไขต่างๆ อย่างทรหดอดทนไปยกระดับความสำนึกตื่นตัวของมวลชนให้สูงขึ้น จนสามารถผลักดันให้พวกเขาสามัคคีรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนที่เข้มแข็งไปช่วงชิงผลประโยชน์ที่เป็นจริงของพวกเขาเอง

ส่วนเรื่องที่ว่าประชาชนเราสมควรจะสนับสนุนรัฐสภาของชนชั้นนายทุนหรือไม่นั้น ก็มิใช่ว่าเรารักชอบระบอบทุนนิยมหรือไม่ชอบ แต่อยู่ที่ว่าการวิวัฒนาการของสังคมมนุษยชาติปัจจุบันได้ก้าวถึงขั้นตอนที่เป็นยุคสมัยของทุนนิยมแล้ว ประเทศส่วนใหญ่ในโลกรวมทั้งประเทศไทยก็ได้พัฒนาก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยม แม้ว่าโครงสร้างสังคมบางส่วนยังไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ก็ตาม แต่ก็ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคทุนนิยมแล้ว สำหรับปัญหาความรับรู้ของเราที่มีต่อระบบทุนนิยมดีหรือเลวอย่างไรนั้น ปรมาจารย์ลัทธิมาร์กซ์คือ ท่านคาลมาร์กซ์ก็ได้ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างสมบูรณ์แล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเรานักลัทธิมาร์กซ์ได้เรียนรู้ ประยุกต์ใช้กับความเป็นจริงของเราอย่างไรต่างหาก ด้วยเหตุนี้ท่าทีของเราต่อทุนนิยมจึงมิใช่รับหรือปฏิเสธอย่างเดียว เพราะแม้เราจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่การดำรงอยู่ของทุนนิยมก็เป็นสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นเมื่อรับรู้ต่อกฎภววิสัยแห่งการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยิ่งเรียกร้องให้เราต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือต้องคำนึงถึงจุดอ่อนจุดแข็งของชนชั้นปกครอง และฝ่ายประชาชนเรา จากนี้ไปกำหนดขั้นตอนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีจังหวะก้าวและสอดคล้องกับความเป็นจริงทางภววิสัย นี่คือทิศทางใหญ่ที่จะต้องเป็นไป

อย่างไรก็ดี เพื่อทำความกระจ่างต่อข้อสงสัยของเพื่อนบางท่าน ที่มีต่อระบอบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน จึงใคร่ยกเอาคำสอนของปรมาจารย์ท่านหนึ่งคือท่านเลนิน ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือชื่อ โรคไร้เดียงสา “ฝ่ายซ้าย” ในขบวนการคอมมิวนิสต์ โดยท่านชี้ว่า “เรายังไม่มีกำลังพอจะโค่นล้มรัฐสภาชนชั้นนายทุนได้ เรายังต้องเข้าร่วมการต่อสู้บนเวทีรัฐสภาชนชั้นนายทุน จุดมุ่งหมายก็อยู่ที่ให้การศึกษาแก่ชนชั้นที่ล้าหลังในชนชั้นของตนนั่นแหละ อยู่ที่ปลุกและให้การศึกษาแก่มวลชนในชนบทที่การศึกษายังไม่เจริญ ถูกปิดหูปิดตาและขาดความรู้นั่นแหละ ขณะที่พวกท่านยังไม่มีกำลังพอที่จะยุบรัฐสภาชนชั้นนายทุนและองค์กรปฏิกิริยาประเภทอื่นๆ นั้น พวกท่านจะต้องทำงานภายในองค์กรเหล่านี้” (จากบทที่ 7 “จะเข้าร่วมรัฐสภาชนชั้นนายทุนหรือไม่” ในหนังสือ โรคไร้เดียงสา “ฝ่ายซ้าย” ในขบวนการคอมมิวนิสต์)

จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า ต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ภาระหน้าที่ของพวกเราคือจะต้องยืนหยัดต่อสู้ คัดค้านการทำรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการใช้อำนาจนอกระบบรัฐธรรมนูญ สนับสนุนการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยให้เข้มแข็งสมบูรณ์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่เช่นนี้เท่านั้นจึงจะทำให้เราสามารถผลักดันให้สังคมก้าวรุดหน้าต่อไปได้ตามการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย


ธง แจ่มศรี


ลองพิจารณากันดูนะครับ

ความเหมือนที่แตกต่าง.....โดย : เนื้อทราย

ที่มา thaifreenews

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2551 10:10 น.

วันนี้เป็นเช้าที่สดใสแต่เมื่อมองลอดหน้าต่างออกไปเบื้องหน้ากลับรู้สึกหดหู่หม่นหมอง เหตุบ้านการเมืองวันนี้ยุ่งเหยิงจนทำให้ชาติย่อยยับแหลกละเอียดอย่างหาชิ้นดีไม่ได้เลย อำนาจเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีสองหน้า หน้าหนึ่งสามารถสร้างสรรค์ได้อย่างอลังการ ส่วนอีกหน้าหนึ่งกลับสามารถทำลายได้อย่างร้ายกาจ ชาติจะมีผลลัพธ์อย่างไรนั้นไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันขึ้นอยู่กับผู้กุมอำนาจในขณะนั้น

ผมเฝ้าดูสถานการณ์อย่างเกาะติดแต่ไม่ใช่ใกล้ชิด สื่อของทั้ง 2 ฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กันตลอดเวลา แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าทุกครั้งที่มีการปะทะกันฝ่ายที่ต้องล่าถอยทุกครั้งไปทั้งๆที่มีเครื่องทุ่นแรงที่เหนือกว่าคือฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมืองแต่กลับถูกด่าว่าประณามอย่างเสียหาย ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งทั้งฟาดทั้งตีทั้งยิงทั้งแทงกลับลอยนวลด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นเป็นการป้องกันตัวตามสมควร ถ้าเปรียบเป็นคู่มวยชิงแชมป์โลกอาจเรียกได้ว่าผลลัพธ์ที่ออกมาขัดตากรรมการ

ในขณะที่ผมก็เป็นปกติชนคนหนึ่งแต่กลับไม่แน่ใจว่าตรรกะที่ผมใช้พิจารณาเหตุผลจะยังคงเป็นตรรกะเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ของคนไทยหรือไม่ เพราะกระแสที่ถูกปลุกเร้ามันกลับกลายเป็นว่าพันธมิตรทำในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมแล้ว

ทำไม ? ตรรกะของผมจึงไม่ตรงกับของพันธมิตร หรือเพราะจิตของผมวิปริตผิดเพี้ยนไปเสียสิ้นแล้ว แล้วถ้าหากจิตของผมยังคงปกติสมบูรณ์ด้วยสัมปชัญญะนั่นหมายถึงจิตของพันธมิตรทั้งมวลล้วนวิปริตผิดเพี้ยนกระนั้นหรือ ? แน่นอนคำตอบคือไม่ใช่

ความรักน่าจะเป็นคำตอบเกือบทั้งหมดที่ส่งผลผลักดันให้คนทั้งสองกลุ่มกระทำในสิ่งตรงข้ามในความรู้สึกของแต่ละฝ่าย ความวุ่นวายในบ้านเมืองตอนนี้น่ากล่าวได้ว่าอุบัติขึ้นเพราะความรัก ต่างกันที่ต่างฝ่ายต่างรักในคนละอย่างกัน แต่จะมีความรักใดจะยิ่งใหญ่เท่ารักชาติรักแผ่นดิน ฉะนั้นฝ่ายไหนรักชาติรักแผ่นดิน ไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ไม่ทำให้ข้าวยากหมากแพง ผมยินดีที่จะสนับสนุนฝ่ายนั้น รักชาติกับรักคนเพียงไม่กี่คนมันเทียบเคียงกันไม่ได้ในตรรกะของผม ผมจึงพร้อมแล้วที่จะสู้ สู้เพื่อไทยไม่ใช่เพื่อบ้านใดบ้านหนึ่ง....

จาก

.::เนื้อทราย::.

ปฏิวัติล้มรัฐบาลไม่หมู! นานาชาติออกโรงกดดัน"เจ้าของม็อบ"



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2551


พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเอง และการทำเพื่อชาตินั้น เป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

-แถลงการณ์ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย


นานาชาติซึ่งรวมทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียได้ออกโรงกดดันพันธมิตรฯ ซึ่งนานาชาติเห็นว่ายึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษให้ยุติการยึดสนามบิน เพราะทำให้ผู้โดยสารต่างประเทศตกค้างอยู่กว่า100,000คน โดยEUได้เตือนว่าเรื่องนี้จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย ขณะที่คณะกรรมการสิทธิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเรียกร้องให้ทั้งโลกโดยเฉพาะUNแทรกแซงไทยเพื่อปกป้องประชาธิปไตยเอาไว้จากเผด็จการฟาสซิสต์พันธมิตร

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของนานาชาติเป็นไปในท่ามกลางการบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากกองทัพไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล นักวิชาการส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้ท้าย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่คอยแต่ห้ามว่าไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม และห้ามรัฐบาลสั่งให้พันธมิตรสลายการชุมนุม(คลิ้กดูข่าวนี้ที่นี่) รวมไปถึงชนชั้นนำของประเทศ ซึ่งถูกเรียกขานว่าเป็น"เจ้าของม็อบพันธมิตร"ซี่งสื่อต่างประเทศรายงานโดยไม่ปิดบังว่าหมายถึงใคร แต่สื่อไทยจำเป็นต้องเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องนี้อย่างระแวดระวัง

สหรัฐเรียกร้องให้ยุติการปิดสนามบินประท้วง

รายงานข่าวสำนักข่าวต่างประเทศจากซินหัว (28 พ.ย.) แจ้งว่า รัฐบาลสหรัฐฯได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการปิดสนามบิน

"เราเคารพสิทธิในการแสดงความเห็น แต่การปิดสนามบินไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องในการประท้วง" นาย Gordon Duguid รองโฆษกรัฐบาลสหรัฐฯกล่าว

เขาได้เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรออกจากสนามบินอย่างสันติ และเรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง และทำภายใต้หลักแห่งกฏหมาย

ทูตอียูวอนพันธมิตรฯ เคลื่อนย้ายออกจากสนามบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันนี้ (29 พ.ย.) ว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรที่ชุมนุมประท้วงในประเทศไทย ออกไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอย่างสงบ และว่าการชุมนุมประท้วง ซึ่งทำให้มีผู้โดยสารตกค้างถึงกว่า 100,000 คน กำลังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหายอย่างมาก

แถลงการณ์จากเอกอัครราชทูตอียูประจำประเทศไทยยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไทยอย่างสันติ เคารพในกฎหมาย และสถาบันประชาธิปไตยของประเทศ และว่าอียูเคารพสิทธิในการประท้วง และปราศจากการแทรกแซงปัญหาการเมืองภายในของไทย แต่เห็นว่าการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วงในเวลานี้เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาประเทศ

เอกอัครราชทูตอียูเรียกร้องให้กลุ่มผู้ประท้วงออกไปจากท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง อย่างสันติและโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย (ลิงก์ - ไทยรัฐ)

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชียจี้UNแทรกแซงไทย ปกป้องประชาธิปไตยจากเผด็จการฟาสซิสต์พธม.

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่26พ.ย.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงเอเชียออกแถลงการณ์ชี้ว่า ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากน้ำมือของพันธมิตรฯ จะมากมหาศาลกว่าความเสียหายใดๆ ก็ตามที่เกิดจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกโค่นล้มไป และจะสามารถสร้างหายนะได้มากกว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 เสียอีก

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียยังได้ เรียกร้องให้ทั้งโลกให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ได้ดำเนินมาหลายเดือนโดยแทบไม่มีปฏิกริยาใดๆ จากองค์กรระหว่างประเทศเลย โดยเฉพาะสหประชาชาติ หลังจากลังเลกับการรัฐประหาร 19 กันยามาแล้ว คราวนี้ประชาคมโลกไม่สามารถปล่อยเลยตามเลยโดยปราศจากการแทรกแซงได้อีกแล้ว

"พันธมิตรฯ ยึดอุดมการณ์ขวาจัดที่เป็นอุดมการณ์ขับเคลื่อนระบอบอมาตยาธิปไตยมายาวนานหลายทศวรรษ อันเป็นระบอบที่ถูกคุกคามถอยร่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การบุกยึดและโจมตีที่ทำอย่างเป็นกระบวนการโดยใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเองและการทำเพื่อชาตินั้นเป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความระส่ำระสายในวงกว้าง และเปิดทางให้กลุ่มอภิชนปฏิกริยาพาประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบแบบเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

"คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่ง

สันติบาลแฉ‘พลโท ว.’ศิษย์พี่พรั่ง!สั่ง‘ทหารรบพิเศษ’จี้จับนายกฯ

ข่าวกรองสันติบาลระบุ ‘พลโท ว.’ ทหารม้า ตท.12 คนใกล้ชิด ‘สพรั่ง’ สนธิกำลัง ‘ทหารรบพิเศษ’ แฝงตัวจี้จับนายกรัฐมนตรีที่เชียงใหม่ ขณะที่ทีมคุ้มกันนายกฯไหวตัวทัน ปูด!หัวหน้าการ์ดพันธมาร ที่แท้ไอ้โอ๊บ ‘แบเร่ต์แดง’ ลอบฝึกการ์ดอาสา-ติดอาวุธกองกำลังโจรกบฏ พร้อมปล้นยุทโธปกรณ์ทหารวางแนวป้องกันม็อบโกเต็กซ์ ฟันธง!ตำรวจไม่สลายม็อบ หวั่นถูกเด้งฟ้าผ่า รอฟังคำตัดสินคดียุบพรรค ก่อนลงมือ

มีรายงานจากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ระบุว่า ได้มีการตรวจสอบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดยเฉพาะการจัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของการ์ดพันธมิตรฯ พบว่ามีการจัดเตรียมกำลังและวางมาตรการเป็นอย่างดี โดยหัวหน้าการ์ดบางส่วนที่สวมชุดดำคลุมหน้า เป็นเจ้าหน้าที่ทหารรบพิเศษ ที่เดินทางมาจากจังหวัดลพบุรี

โดยคนกลุ่มนี้จะเข้ามาวางระบบในการทำงานด้านรักษาความปลอดภัย และเป็นผู้ฝึกการใช้อาวุธให้กับการ์ดอาสา รวมทั้งอุปกรณ์ในการวางแนวป้องกันของกลุ่มพันธมิตร บางส่วนเป็นอุปกรณ์ที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดเป็นอุปกรณ์ทางทหาร อาทิ ลวดหนามหีบเพลง ที่ทางทหารจะใช้ในการวางแนวป้องกันในฐาน นอกจากนี้กลุ่มทหารเหล่านี้ยังเป็น รปภ.กลุ่มแกนนำพันธมิตรอีกด้วย

รายงานจากตำรวจสันติบาล ยังระบุอีกว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มทหารบางส่วนที่ต้องการจับตัวนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการนำกำลังจากหน่วยลาดตระเวนไกล 12 ชุด จำนวน 72 นาย พร้อมอาวุธครบมือ นำโดยนายทหารระดับนายพลโท (ตท.12) ชื่อย่อ ว. ซึ่งเคยคุมกำลังทหารม้าหน่วยหนึ่ง และขณะนี้อยู่ในสังกัดกองทัพภาค 3

ทั้งนี้สำหรับ พลโท ว. ซึ่งเป็นผู้สั่งการและวางแผนจับกุมตัวนายกรัฐมนตรี ได้มีรายงานแจ้งว่า เป็นนายทหารคนใกล้ชิดของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

โดยมีการสั่งทหารรบพิเศษให้แฝงตัวเพื่อไปควบคุมตัวนายสมชาย แต่ชุดคุ้มกันนายกรัฐมนตรีทราบข่าวจึงไม่ให้นายสมชายอาศัยอยู่ที่บ้านพัก แต่ให้ไปนอนที่เซฟเฮ้าส์แทน จากนั้นได้พาตัวนายสมชายออกจากเชียงใหม่ เดินทางไปในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่มวลชนสำคัญ ที่ให้การสนับสนุนพรรคพลังประชาชน (พปช.) โดยให้พลังมวลชนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ช่วยสอดส่องและป้องกันในเรื่องความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม สำหรับการสลายการชุมนุมที่ สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง คงไม่ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะว่าจากการหารือของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจและทหาร ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง อีกทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดสนามบิน ไม่เป็นประเด็นสำคัญในการหารือ

ทั้งนี้ เนื่องจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงของตำรวจและทหาร ไม่เห็นความสำคัญ และไม่มีผลกระทบต่อเงินเดือนของตนเอง แต่หากมีการสั่งกำลังสลาย อาจะเกิดแรงต้านจากสังคม ทำให้ผู้สั่งการหลุดจากตำแน่งได้ ในที่ประชุมจึงสรุปให้รอจนถึงวันที่ 2 ธ.ค.2551 ที่เป็นวันตัดสินคดียุบพรรค และช่วงนี้ให้เน้นที่การเจรจาแทน ซึ่งที่ประชุมก็ทราบดีว่าไม่มีผลเป็นรูปธรรมอย่างแน่นอน

แหกวงล้อมหนีตาย!

นี่คือรายการเชือดไก่ให้ลิงดู

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เซ็นคำสั่งด่วน เด้ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ไปแขวนประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจ เป็นผู้รักษาราชการแทน

โทษฐานใส่เกียร์ว่าง ไม่เด็ดขาดกับม็อบ

แต่โดยนัยที่ลึกไปกว่านั้น รายการนี้เป็นสัญญาณที่ส่งกระทบชิ่งไปถึง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

หัวแถวผู้นำกองทัพ กระทำการอารยะขัดขืน

ดื้อคำสั่งรัฐบาล

ทหารเฉย บิ๊กตำรวจไม่กล้า “สมชาย” ก็ต้องมีปฏิกิริยา เล่นบทดุชิ่งฉายา “รัฐบาลชายกระโปรง” ที่เก่งแต่ตีกรรเชียงเอาตัวรอดไปวันๆ

ที่แน่ๆเป็นที่รู้กัน นายกฯสมชายส่งมุกพร้อมหักดิบกับม็อบพันธมิตรฯ

สั่งตั้งแถวตำรวจ “หน่วยกล้าตาย” รอคำสั่งลุยยึดคืนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

ตั้งท่าลุ้นเกมได้เสีย

ในสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องรับศึกประชิดสองด้านพร้อมๆกัน

ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญนัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทย และพรรคพลังประ�ชาชน แถลงปิดคดียุบพรรคด้วยวาจาในวันที่ 2 ธันวาคม เวลา 09.30 น.

รวดเร็วและช็อก

แต่อย่างไรก็ตาม โดยรูปการณ์ที่เตรียมการแก้เกมไว้ล่วงหน้าด้วยการให้รัฐมนตรี และ ส.ส.ระบบสัดส่วนพรรคพลังประชาชนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพื่อเปิดทางให้เลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาเป็น ส.ส.แทน รักษาจำนวนที่นั่งในสภาฯให้ได้ มากที่สุด

เพื่อความชัวร์ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

กับชื่อแถวสามที่สำรองไว้ไล่ตั้งแต่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ มือบริหารยังเหลือพอทำยา หรือนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม ที่ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ดันสุดตัว

และก็เป็นไปได้ในสถานการณ์เปิดหน้ารบต้องใช้บริการพวก ฮาร์ดคอร์กล้าได้กล้าเสีย หวยอาจออกที่ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข

ไหนๆก็ไหนๆ วัดดวงกันไปเลย

แต่อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่เบื้องต้นหากนายกฯสมชายและคณะรัฐมนตรีต้องมีอันเป็นไปจากคดี ยุบพรรค นาทีแรกก็ต้องเป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. มหาดไทย ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมหกรรมล้มโต๊ะนักเลือกตั้ง

ถูกวางตัวให้คุมเกมแลกหมัดกับม็อบพันธมิตรฯ

ถือดาบคุมเชิงแนวต้านรัฐบาล

ยื้อไม่ให้สถานการณ์ไหลเข้าสู่ภาวะสุญญากาศทางการเมือง เข้าทางเกมของอำมาตย์ที่วางกับดักไว้

รอให้สภาฯไม่มี ส.ส.เหลือแค่วุฒิสภา ส่งซิกบีบคณะกรรม-การการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออก จัดเลือกตั้งไม่ได้

ต้องใช้บริการ “รัฐบาลพิเศษ”

ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีชื่อนำหน้าด้วย “พ”

และนั่นก็คือจุดจบที่แสนยาวนานของเหล่านักเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเครือข่ายยี่ห้อ “ทักษิณ”

โดยเกมยื้อเดิมพันอนาคต แก้หมากกันแบบช็อตต่อช็อต เบื้องต้นนายกฯสมชายต้องเดินแต้ม ประคองสถานการณ์เพื่อให้ฝ่ายยุทธศาสตร์ของ “นายใหญ่” ได้มีเวลาอพยพลูกข่ายพรรคพลังประชาชนไปรวมตัวกันที่ค่ายใหม่พรรคเพื่อไทย

พร้อมสำหรับการลงสนามที่หวังผลล่วงหน้าได้

เลือกตั้งเมื่อไหร่คะแนนภาคเหนือกับภาคอีสาน และฐานเสียงรากหญ้าพร้อมเทแต้มให้ยี่ห้อ “ทักษิณ”

มันคือหนทางเดียว ที่จะยื้อเดิมพันอำนาจไว้ได้.


ที่มา ไทยรัฐ