WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 3, 2008

อาลัย...เสือตัวที่ 5 !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

ผมยังจำได้ดีว่าประเทศไทยเคยถูกต่างชาติจับตามองและสื่อเทศก็เรียกไทยว่าเป็น “เสือตัวที่ 5” แห่งภูมิภาคเอเชีย
แต่ปัจจุบัน ไทยไม่ใช่ “เสือตัวที่ 5” อีกแล้ว เพราะม็อบพันธมิตรฯ ทำลายประเทศไทยเสียหายย่อยยับ ป่นปี้ จากที่ได้ยึดสนามบินนานาชาติ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินสากลไปเรียบร้อย
ทางต่างประเทศได้จัดให้ไทยเป็นประเทศอันตรายอันดับ 7 ของโลก กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเหลือเกินครับ
ความเสียหายจากการบุกยึดสนามบินครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้นักธุรกิจ และประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ได้รับผลกระทบเท่านั้น
ผมได้เข้าไปดูในเว็บไซต์ www.kaewdiary.com ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์คนติดเชื้อเอชไอวี ที่ได้เขียนระบายไว้อย่างน่าสลดใจ

คุณแก้ว เจ้าของเว็บไซต์แห่งนี้ ระบายไว้ว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งเป็น “วันเอดส์โลก” วันของผู้ติดเชื้อ จริงๆ วันนี้อากาศดีมากๆ แต่สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียดเหลือเกินจึงรู้สึกเครียดตาม เพราะผู้ติดเชื้อ แต่เดิมก็ไม่ค่อยมีความมั่นคงในชีวิตอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เลยยิ่งรู้สึกกังวลๆ กับการดำเนินชีวิต

เธอบอกว่า เมื่อวันก่อนมีเพื่อนโทร.มาร้องไห้ เพราะไปเที่ยวเมืองจีนกับบริษัททัวร์ แล้วกลับเมืองไทยไม่ได้ เพื่อนเอายาต้านไวรัสสำรองไป 2 วัน แต่กลับบ้านไม่ได้หลายวันแล้ว ยาหมด ไม่มียากินมา 2 วันแล้วเหมือนกัน

หายาที่ไหนก็ไม่ได้ ไม่กล้าบอกใครว่าเป็นเอดส์ ภาษาจีนก็พูดไม่ได้ แล้วยาต้านไวรัสเอชไอวีก็ไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป

เพื่อนของคุณแก้วคนนี้ กินยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรแรกๆ หมดแล้ว เพราะดื้อยาตัวแรกๆมาหลายตัว เธอร้องไห้ เพราะขาดยาหลายวัน ถ้าดื้อยาสูตรนี้ก็ไม่มียากินแล้ว
คือสำหรับผู้ติดเชื้อที่กินยาแล้ว ยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ต้องกินทุกวัน แบบตรงเวลา ขาดไม่ได้เลย

ฟังแล้วทั้งอึ้ง และ เศร้า ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็ได้แต่ปลอบใจว่าให้อดทนไว้ อย่าเพิ่งคิดอะไรในทางร้ายๆ ทำใจดีๆ แล้วพยายามหาทางกลับบ้านให้ได้โดยเร็วที่สุด กลับมาแล้วรีบกินยาเลย

คุณแก้วบอกว่ามีเพื่อนผู้ติดเชื้อหลายคนเหมือนกันที่ติดอยู่เมืองนอกแล้วยาหมด ถ้ากินสูตรแรกๆ อยู่ก็ไม่ค่อยกังวลถึงดื้อยาก็ยังเหลืออีกเยอะ แต่คนที่ดื้อมาแล้วหลายสูตรจึงน่าเป็นห่วง

เรื่องที่คุณแก้วได้เขียนระบายไว้ในเว็บไซต์นั้น ผมอ่านแล้วก็เศร้าใจ เพราะเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยดี
ไม่รู้ว่าบรรดาแพทย์ พยาบาลที่ชอบสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ จะสงสารผู้ป่วยเหมือนผมหรือไม่ แต่เรื่องนี้ก็น่าจะสะกิดเตือนใจได้ไม่น้อย

อีกด้านหนึ่งของบริษัททัวร์ มีพนักงานด้านนี้บ่นกันมากมายว่า ทัวร์โดนยกเลิกวันหนึ่งเป็นล้าน

ตอนนี้ยังไม่ได้รับเงินเดือนของเดือนพฤศจิกายนเลย เพราะเจ้าของชาวเดนมาร์ก อารมณ์เสีย ไม่เซ็นเบิกเงินเดือน เงินเดือนไม่ออก หนี้บัตรเครดิตจ่ายไม่ทัน ดอกเบี้ยบาน ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว กลายเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดติดอันดับ 7 ของโลก

การกระทำต่างๆ เหล่านี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ใครรับผิดชอบ หรือจะเอาเงินภาษีจากประชาชน ไปซ่อมทำเนียบ ไปซ่อมสนามบิน รวมทั้งไปกู้เศรษฐกิจที่พังพินาศ
ประชาชนจำนวนมากกำลังจะตกงานในไม่ช้า เขาจะไม่มีเงินไปเสียภาษีเพื่อชดใช้ความเสียหายจากน้ำมือพันธมิตรฯ แล้ว
เสียดายประเทศไทยในอดีต เราจะแข่งขันกับ สิงคโปร์ เกาหลี
แต่ตอนนี้เรากำลังแข่งกับ เวียดนาม ลาว และพม่า !

กองทัพไม่ทำให้...ผิดหวังโดยเฉพาะ ทอ.

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ณัฐณิชา

ไม่แปลกใจเลยในปฏิกิริยาท่าทีของกองทัพไทย ที่มีต่อสถานการณ์ก่อการร้ายภายในบ้านเมืองขณะนี้ เพราะรู้กันอยู่แล้วทั้งประเทศว่า กองทัพเลือกข้างไหน?

การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ในสายตาของชาวโลกทั้งหมด และเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยที่มีสติปัญญาพอจะแยกแยะ จะมองว่านี่คือการก่อการร้ายสากล

แต่สำหรับกองทัพไทย ซึ่งมีท่าทีที่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ โดยไม่ได้ให้ความร่วมมือในการสกัดกั้นปฏิบัติการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ก่อนที่สนามบินทั้งสองแห่งจะถูกยึด ทั้งๆ ที่ได้รับการร้องขอ

หรือกระทั่งการที่กองทัพ ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่าที่ควร ในการที่จะต้องเข้าร่วมเป็นผู้คลี่คลายสถานการณ์ ภายหลังรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีการประกาศใช้ พรก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า อาจจะเป็นเพราะหลักสูตรนักเรียนนายร้อยทหารของประเทศไทย คงไม่ได้มีการเรียน การสอนว่า การบุกยึดขนส่งมวลชนสาธารณขนาดใหญ่ คือการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคง

และยิ่งเป็นการบุกยึดสนามบินนานาชาติ ที่สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่คนไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังมีชาวต่างประเทศนานาชาตินับแสนๆราย ที่พลอยได้รับผลกระทบเดือดร้อนไปตามๆกัน ซึ่งทั่วทั้งโลกพากันมองว่านี่คือ ”การก่อการร้ายสากล” แต่ไฉน?ผู้นำเหล่าทัพของกองทัพไทย กลับมองว่านี่คือการชุมนุมโดยสงบภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โฆษกของกลุ่มประเทศอียู โฆษกของรัฐบาลออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ ออกมาแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการทุกวิถีทางกับกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉียบขาด เพื่อให้สนามบินกลับมาใช้ได้ตามปกติ

แต่โฆษกของกองทัพไทย กลับออกมาแถลงความเห็นร่วมของกองทัพว่า รัฐบาลควรจะ“ยุบสภา” ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาแล้ว กลุ่มก่อการร้ายจะคืนสนามบินให้หรือเปล่า? เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่ที่การให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีลาออกเท่านั้น

และถ้า “สมอง” ของบุคลากรในกองทัพยังพอจะมีอยู่บ้าง คงจะยังพอจำกันได้ถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ เมื่อสมัยขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ที่ต้องการให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก และเมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หลงผิด เข้าไปขอคำปรึกษาหารือกับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง คนหนึ่ง ก็ออกมาเลือกหนทาง “ยุบสภา” ตามที่ได้รับคำแนะนำมา

ผลเป็นอย่างไร? คงจะไม่ต้องย้อนความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะประชาชนทั้งประเทศ ยังจำกันได้ดี แต่ถ้ากองทัพ โดยเฉพาะผู้นำเหล่าทัพ (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยใกล้เกษียณอายุราชการ อาจจะความจำสั้น) ลืมเลือนไปแล้ว ก็จะขอย้อนความสั้นๆ ว่า

หลัง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เลือกหนทางยุบสภา ตามที่ได้รับคำแนะนำมาจากผู้ใหญ่ซึ่งว่ากันว่าเป็น “เสา” หลักของบ้านเมือง

กลุ่มดังกล่าว ก็มิได้หยุดทำร้ายชาติบ้านเมือง ยังคงดำเนินการสร้างความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอยู่อย่างภาคภูมิใจ โดยอ้างว่าไม่ได้เรียกร้องให้มีการยุบสภา เพราะความต้องการเดียวก็คือ การให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ได้รับอานิสงส์แต่งตั้งให้เป็น สนช. โดยคณะรัฐประหาร ออกมาแถลงร่วมกันว่าต้องการให้มีการ “ยุบสภา” พร้อมทั้งออกตัวว่านี่คือความปรารถนาดี เสนอแนะโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก (มีการพูดคำว่า “เพื่อประโยชน์ของชาติ” ประมาณไม่น้อยกว่า 12 ครั้งในการแถลงวันนั้น) จึงเป็นสิ่งที่น่าเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างยิ่งในสายตาประชาชนว่า นี่คือ “ความปรารถนาดี แต่ประสงค์ร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย” เพราะเหตุการณ์ชักจะเริ่มๆ ย้อนรอยอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน นั่นก็คือ“ยุบสภา แล้วสุดท้ายก็ไม่มีการเลือกตั้ง”

กระทั่งการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของ พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ออกมาสำทับคำพูดของผู้บัญชาการทหารบก ว่าต้องการให้รัฐบาลทำการ“ยุบสภา เลือกตั้งใหม่” ก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาด เกินความคาดหมายแต่อย่างใด?

เพราะหากยังจำกันได้ ก็จะคงรู้ว่า พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ท่านนี้ ก็คือนายทหารอากาศผู้ที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศและรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในการสนับสนุนผลักดัน ให้ขึ้นสู่ตำแหน่ง โดยการยอมงัดข้อกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น

และเมื่อนี่คือ สัญญาณลางบอกเหตุว่า จะมีการทำลาย โค่นล้มอำนาจบริหารของรัฐบาลที่มาโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผ่านการเลือกตั้งมาโดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามกฎกติกาของบ้านเมือง

จึงทำให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , กลุ่มรายการความจริงวันนี้ หรือที่เรียกรวมๆ กันว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ต้องออกมาเคลื่อนไหวรวมพลชุมนุมปราศรัยกันที่บริเวณ “ลานคนเมือง” หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันจะปักหลักชุมนุมต่อเนื่องทุกวันนับจากนี้ (30 พ.ย.51) เป็นต้นไป

และการที่กองทัพนิ่งเฉย มิได้ดำเนินการใดๆ กับกลุ่มก่อการร้ายที่บุกยึดสนามบิน นอกจากการแนะนำให้รัฐบาลทำการยุบสภารายวัน ก็ยิ่งเป็นการไปเพิ่มจำนวนมวลชนให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างมากมายมหาศาลไปโดยปริยาย จนทำให้พื้นที่ “ลานคนเมือง” ดูคับแคบถนัดตา

ซึ่งสร้างความหวาดวิตกถึงขั้นจิตประหวั่นให้กับผู้นำเหล่าทัพเป็นอย่างมาก จนคิดเลยเถิดไปถึงว่าเกรงจะมีการไปปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะทำการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ทั้งๆ ที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันมาโดยตลอดว่า “ไม่เคยมีแนวคิดดังกล่าว”

โดยเฉพาะ พลอ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ถึงกับออกอาการร้อนรนผิดปกติ จนต้องรีบออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน (หน้า13 นสพ.คมชัดลึก 2 ธ.ค.51) ในทำนองข่มขู่ประชาชนว่า

“ถ้าทุกคนไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ หรืออำนาจศาล ประเทศจะวุ่นวายแค่ไหน หากไม่มีกฎกติกา แม้แต่ศาลก็ยังไม่เชื่อ ก็คงต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด”

การแสดงออกของ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ จงภาคภูมิใจเถอะว่า ท่านไม่ทำให้เผด็จการอำมาตยาธิปไตย คมช. โดยเฉพาะ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุกผู้สนับสนุนผลักดันท่านขึ้นสู่ตำแหน่ง ผิดหวังเลยจริงๆ พับผ่า...

แต่ถ้าจะให้ดี น่าจะมีใคร?สักคนสะกิดท่านเบาๆ หน่อยว่า ท่านน่ะ “ตีโง่” เข้าเต็มเปาแล้ว เพราะตอนนี้ศาล ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มก่อการร้ายที่ชั่วถาวรกลุ่มนี้ นำมวลชนออกจากสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองทันที โดยไม่มีเงื่อนไข

แล้วไอ้กลุ่มก่อการร้ายที่ว่านี้ มันยอมรับคำสั่งศาล และยอมรับกฎกติกาหรือเปล่า? โดยเฉพาะสนามบินน่ะ เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของทหารอากาศอยู่แล้ว เมื่อไหร่?จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดซะที

ใคร? จะไม่ผิดหวังในท่าทีของกองทัพก็ตาม แต่สำหรับประชาชนคนไทยแล้วขอบอกว่า “ผิดหวัง จริงๆ” ควรทบทวนตัวเองได้แล้วว่ายังใช้ “ปากพูด สมองคิด” อยู่อีกหรือเปล่า?

แค่วันเดียวก็วอดวาย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย บิ๊กโบ๊ต


ต้องบอกว่าเศร้าสุดๆ กับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในการยุบ 3 พรรคการเมือง ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองนี้รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่คิดเหมือนกันกับผม หรือพวกที่โห่ร้องยินดีก็ย่อมรู้เท่าๆ กันว่าปรากฏการณ์นี้คืออะไร

โดยเฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ย่อมรู้ดีแก่ใจกว่าใครเพื่อน ไหนจะยังมีครอบครัวลูกเมีย ที่ท่านคิดว่าพวกเขาจะยินดีด้วยมากน้อยแค่ไหน

ผมคงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ใครๆ ก็รู้เท่าทีนอยู่แล้ว และเห็นว่าจะเป็นการเสียพื้นโดยเปล่าประโยชน์
เพียงอยากจะขอเชิญชวนยืนไว้อาลัย 1 นาที ให้กับตุลาการทั้ง 9 คน ส่วนใครจะก่นด่าหรือสาปแช่ง เป็นของแถม คิดว่าคฝงไม่ผิดกติกาครับ
กลับมาที่เรื่องราวไม่ประเทืองสมองอีกเหมือนกัน

เรื่องราวของม็อบชั่วพันธมิตรฯ ที่ยึดเอาสนามบินนานาชาติทั้ง 2 แห่งของประเทศ เป็นที่กลิ้งเกลือกมั่วสุมกัน เป็นภาพชัดยิ่งกว่าตอนยึดทำเนียบรัฐบาลไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ว่าคนพวกนี้จงใจสร้างความเสียหายให่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

เป็นความเสียหายที่ส่งผลไปถึงระดับนานาชาติ และเป๋นที่ตำหนิของนานาประเทศทั่วโลก อันจะส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่น ความไว้วางใจกันในระยะยาว

เหมือนอย่างที่พรรคพวกที่ จ.ขอนแก่น โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา นายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางตระเวนดูงานพื้นที่ต่างๆ ในเมืองขอนแก่น และได้เข้าพบผู้ว่าฯ มานิต วัฒนเสน เพื่อหารือข้อราชการ
เป็นการเตรียมผลักดันนักลงทุนสหรัฐมาลงทุนธุรกิจ
ซึ่งแน่นอนว่างานนีร้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาล เพราะจะเป็นการกระตุ้น
เศรษฐกิจในเมืองหมอแคน
ซึ่งท่าทูต ยังได้ชี้ชัดๆ ว่าปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิส่งผลกระทบการลงทุน และการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
“ปัญหาการเมืองของประเทศไทยไทย ไม่ใช่ปัญหาที่สหรัฐจะเข้าไปแก้ได้ ซึ่งเป็นปัญหาของคนไทยที่จะต้องแก้ไขกันเอง

แต่ในฐานะที่เป็นมิตรปะเทศ ที่ดีต่อกันอยากจะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ได้รับการแก้ไขภายใต้กฎหมายและภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างมีสติ
กรณีผู้ชุมนุมปิดล้อมสนามบิน ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
แม้เพียงแค่วันเดียวนักท่องเที่ยวก็เกิดความกลัวที่จะมาเมืองไทยแล้ว
ดังนั้น เป็นปัญหาการเมืองก็จะต้องแก้ด้วยการเมือง”

งานนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ยิ้มหน้าบานเพราะว่าจังหวัดจะรับความช่วยเหลือและการสนับสนุนมากมายหลายสถาน

“นอกจากสหรัฐอเมริกาจะผลักดันนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเมืองขอนแก่นและประเทศไทยให้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเข้ามาช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมในจังหวัดขอนแก่น รวมถึงในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น
สหรัฐคงไม่คิดมาลงทุนอย่างเดียว เขาต้องมาช่วยเหลือสังคมด้วย

ผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีท่านทูตฯได้ถามผมเรื่องโครงการสำคัญๆ เช่น อีสเวต คลอ ริดอร์ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเป็นสิ่งที่เราขาดหายไป

เช่นเด็กของเราที่เคยไปเรียนต่างประเทศแล้วต้องหยุดไป ท่านทูตมีโครงการหลายอย่างที่ให้ผมศึกษาและติดต่อไปที่สถานทูตฯ
เราอาจจะส่งเด็กนักเรียนในขอนแก่นไปฝึกอบรมหรือเข้าคอสระยะสั้นๆ 3-4 เดือน
ทราบว่าปีที่แล้วรัฐบาลอเมริกาสามารถช่วยเหลือได้ตั้ง 9,000 กว่าทุน

ถ้าปีนี้เราน่าจะส่งไปสัก 100 คนก็น่าจะดี ผมกำลังดูว่าเด็กของเราที่เก่งๆ แต่ไม่มีทุนจะไปเรียน ผมจะติดต่อไปเอง
อย่างไรก็ตาม ท่านทูตสหรัฐฯ พูดกับผม 3-4 เรื่อง รู้สึกดีและประทับใจมาก”

นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ต่างชาติ โดยเฉพาะมิตรประเทศพร้อมที่จะหยิบยื่นให้กับประเทศไทย แบบเดียวกับอีกหลายประเทศ
แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศ กำลังทำให้นานาชาติหวาดผวา

ประเทศไทยถูกจัดอับดับเป็นประเทศอันตรายอันดับ 7 ของโลก แซงหน้าประเทศ ที่ก่อสงครามกลางเมืองกันมานับสิบปี

ถ้าคนไทยยังหน้าบาง ยังกลัวบาปที่จะเอาคนชั่วเข้าคุก ยังผวาที่จะลงโทษคนทำผิดคิดร้ายต่อบ้านเมือง
เป็นห่วงเหลือเกินครับว่าความรู้สึกดีๆ ความเอื้ออาทรของมิตรประเทศ จะไม่มีเหลือให้ประเทศไทยอีกต่อไป...!!!

‘ตุลาการภิวัตน์’แผลงฤทธิ์

ที่มา ประชาทรรศน์

บทบรรณาธิการ

“ปัญหาการเมือง ต้องแก้การเมือง” แต่ปัญหาชาติบ้านเมืองวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะเจาะจงไปที่วงการการเมือง แต่รากเหง้าปัญหาคือการปลุก “ตุลาการภิวัตน์” มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤตการณ์การเมือง จนทำให้ประเทศไทยมีปัญหาและเสียหายมาจนถึงทุกวันนี้ กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
มหาชน ในที่นี้น่าจะหมายถึง คนส่วนใหญ่

กฎหมายมหาชน ในที่นี้จึงน่าจะหมายถึง กฎหมายที่สำหรับคนส่วนใหญ่ ใช้สำหรับโครงสร้างใหญ่ของประเทศ
เมื่อเป็นดังนี้ การใช้กฎหมายควรจะตอบสนองต่อโครงสร้างใหญ่ของประเทศ ความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าเขาต้องการอะไรอย่างไร

“ตุลาการภิวัตน์” ที่คนไทยรู้และรับทราบกันนั้น ประกอบไปด้วย กระบวนการยุติธรรมชั้นต้น กระบวนการยุติธรรมระดับกลาง และ กระบวนการยุติธรรมชั้นบน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ ทำร้าย ทำลาย กลุ่มคนที่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่ในขณะนี้เชื่อว่านี่คือ “อคติ” ในการทำหน้าที่

“อคติ” ในการตัดสินคดีความ โดยเฉพาะคดีที่เป็นคดีมหาชน อันเกิดจากอัตตาแห่งบุคคลอันถือเป็นทางไปสู่ความวิบัติของสังคม ดังที่หลายๆ เหตุการณ์ ในโลกเกิดขึ้นมา

ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่จะนำ “ตุลาการ” มาเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความเอนเอียงในสังคม โดยบุคคลที่มีทัศนคติเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ไปถามเด็กมันยังรู้ว่าไอ้หมอนั่น ไอ้หมอนี่ หน้าตาแบบนี้ คือ คน ที่มี “อคติ” เข้ากลุ่ม เข้าสังกัด เข้าฝ่าย

เวลาตัดสินคดีความ เขียนกันเป็นความคิดเห็น คำสั่งสอน คำอบรม คำกระแทกแดกดัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชื่นชมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ได้จับต้องหรือคำนึงในข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ดังคำตัดสินคดีความปกติ

ทั้งที่พฤติกรรมเหมือนๆ กัน แต่ตัดสินไปเป็น 2-3 มาตรฐาน จนลูกเล็กเด็กแดง ดูออกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
แบบนี้หรือคือสิ่งที่สังคมเราควรชื่นชมหรือยอมรับกับมัน

กฎหมายมหาชน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วบ้านทั่วเมือง ควรจะมีมาตรฐานในการบังคับใช้เช่นเดียวกับทุกระดับชั้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี คนชั้นกลาง และ ยาจก
ไม่ใช่พฤติกรรมเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน คนพวกหนึ่งผิด คนอีกพวกหนึ่งไม่ผิด
คนพวกหนึ่ง จับเงินซื้อเสียง 1 ล้าน ได้ใบเหลือง…คนอีกพวกได้ใบแดง
คนพวกหนึ่ง จับตั๋วดูหนัง จูงใจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ได้ใบขาว…คนอีกพวกถูกยุบพรรค
คนหนึ่งไปทำอาหารสอนผู้คนออกทีวี เปิดพจนานุกรมอีท่าไหนไม่รู้บอกว่าผิด เพราะได้รับค่าจ้าง...อีกคนหนึ่งไปสอน
หนังสือได้รับค่าจ้างเหมือนกันดันออกมาบอกว่าเป็นการไปอบรมสั่งสอนผู้คน จึงไม่ผิด...ไม่เห็นเปิดพจนานุกรม

วันนี้เราจะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย มี 2 มาตรฐาน ใช่ไหม? ที่เขาเรียกว่า ตราชู ตราชั่ง เอียงกระเท่เร่!!! เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ ว่า “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” ? ดังคำที่ทั่วโลกเขาท่องเป็นคำขวัญขึ้นใจ...วันใดที่เสียงปืนดัง เสียงแห่งความยุติธรรมย่อมอ่อนลงไป

'ความจริงวันนี้'ชี้ ตุลาการรธน.ขาดคุณสมบัติเพียบ ตัดสินไร้หลักนิติธรรม

ที่มา ประชาทรรศน์






หลังจากวันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคทั้ง3ถือเป็นรอยด่างของความยุติธรรม เมื่อตุลาการบนบัลลังค์ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดคุณสมบัติ ขณะที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญควบวินิฉัยต่อ ย้ำขัดต่อหลักโดยสิ้นเชิง

นายก่อแก้ว พิกุลทอง พิธีกรรายการกล่าวถึงกรณีวันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัฌชิมาธิปไตย ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิ์ทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี โดยระบุว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำผิดฝ่าฝืนขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 อันทำให้การเลือกตั้งเป็นไปได้โดยไม่สุจริต จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิ์หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 5ปี

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการกล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านซึ่งอยู่ในองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้อาจขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ วินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกรัฐมนตรี ( นาย สมัคร สุนทรเวช ) ได้ปรากฏประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านซึ่งอยู่ในองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้อาจขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยดังกล่าว

ประเด็นปัญหานี้เป็นกรณีสำคัญยิ่ง เพราะหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งขาดคุณสมบัติ ย่อมเท่ากับว่าคำวินิจฉัยนั้นเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยโดยบุคคลซึ่งไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ และโดยที่การขาดคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงในทางกฎหมาย หากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปโดยมิได้ตระหนักถึงปัญหานี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็หมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อการที่จะไม่อาจนำไปบังคับใช้ได้ในทางกฎหมาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวอีกว่าบทเรียนครั้งเมื่อยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ถือเป็นบทเรียนมาจนถึงครั้งนี้ ด้านสมาชิกพรรคทั้ง3ที่ถูกยุบนั้น เชื่อมีการเตรียมตัวที่จะดำเนินการเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในครั้งต่อไปไว้แล้ว ขณะที่พรรคพลังประชนเองก็ได้เตรียมพรรคเพื่อไทยไว้เพื่อรวบรวมสมาชิกของพรรคเดิมเพื่อเดินหน้าทำงานต่อไป มิได้แตกแยกไปไหน

วางตัวนายกฯคนใหม่'เหลิม'เต็ง1ลุ้นเบียด'มิ่งขวัญ'ชิงโควต้า'เพื่อไทย'

ที่มา ประชาทรรศน์

เหตุตุลาการภิวัฒน์ยุบ 3 พรรคร่วมรัฐบาล ดัน 'หมอเหลิม' เต็ง 1 ลุ้นเบียดเก้าอี้นายกฯ หลังล็อบบี้ ส.ส.พปช.จนคะแนนท่วม 'คลื่นใต้น้ำ' ใน พปช.ยังไม่สงบ 'เจ๊หน่อย' ผนึกแนวร่วม 'ยุทธ ตู้เย็น' วางตัว 'มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์' ท้าชิงโควต้าพรรคเพื่อไทย

หลังตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย สั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) รวมถึงสองพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย ส่งผลให้กรรมการบริหารของ 3พรรคร่วมรัฐบาล รวม 109 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองและถูกเว้นวรรคดังกล่าว

และมีการคาดการณ์ถึงตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทนที่นายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ได้รับการวางตัวเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่ได้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี และเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสม

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม ได้มีการหารือร่วมกับกลุ่ม ส.ส.ที่ให้การสนับสนุน และมีการเจราจรเงื่อนไขกันที่กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งตลอดวันนี้ (2 ธ.ค.) หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรค ร.ต.อ.เฉลิมได้ต่อโทรศัพท์ เจรจากับกลุ่ม ส.ส.ทั้งที่ใกล้ชิด รวมถึง ส.ส.กลุ่มอื่นที่อยู่ร่วมพรรคพลังประชาชน

ขณะเดียวกัน กลุ่ม ส.ส.กทม.โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และเป็นหนึ่งสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ได้มีข้อตกลงร่วมกับนายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่าจะวางตัวนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นตัวเลือกในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในโควต้าเดิมของพรรคพลังประชาชน

ทั้งนี้ จากกรณียุบพรรค นายยงยุทธได้ตกเป็นจำเลยหลังจากศาลฏีกามีคำวินิจฉัยว่ามีส่วนรู้เห็นกับการทุจริตเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย และในฐานะกรรมการบริหารพรรค ส่งผลให้พรรคพลังประชาชนต้องถูกสั่งยุบพรรคในครั้งนี้ จึงเป็นไปได้ยากที่ทั้งสองจะมีโอกาสส่งตัวแทนอย่างนายมิ่งขวัญให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้จะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทยแล้วก็ตาม

ต่อข้อสังเกตทางการเมืองว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปนั้น มีความเป็นไปได้เกินกว่าครึ่งว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้ เพราะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยก็ถูกจองจำทั้ง 111 คนแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรีโควต้าคนนอกคงเป็นไปได้ยาก เพราะจากการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้พรรคพลังประชาชนต้องการบุคคลที่มีอำนาจต่อรอง และสามารถยอมรับเงื่อนไขทางการเมืองของพรรคได้

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาต่อรอง "การรวมพรรค" ระหว่างกลุ่มก๊วนทางการเมืองใน พปช. รวมถึง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่มิได้เข้าข่ายการกระทำความผิดร่วมกับพรรคการเมืองของตัวเอง จนต้องย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่น เพื่อคงไว้ซึ่งสถานภาพ ส.ส. ซึ่งจากการประเมินทำให้ทราบว่า กลุ่มของ ร.ต.อ.เฉลิม ได้เปรียบกลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ และนายยงยุทธ ในเรื่องการสนับสนุนจากกลุ่ม ส.ส.มากพอควร และหากทั้งหมดย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย เมื่อมติพรรคมีความเห็นพ้องกันดังนี้ จึงไม่น่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกระทันหัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากฟังคำวินิจฉัยตุลาการรัฐธรรมนูญ ท่าทีของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังดูยิ้มแย้มและหัวเราะกับผู้สื่อข่าวตลอดเวลา แต่ก็ไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ จึงเป็นที่สังเกตว่าแม้จะทราบผลการตัดสินคดียุบพรรคแล้วก็ตาม แต่ ร.ต.อ.เฉลิมยังมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จึงน่าจะเป็นเรื่องดี หรือได้รับการวางตัวไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมแกนนำพรรค และจากการตรวจสอบเนื้อหาการประชุมดังกล่าว ทำให้เชื่อได้ว่ามีการตัดสินใจไปแล้วว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับต่อจากนายสมชาย แต่ยังไม่ทราบว่าใครจะได้รับการวางตัว

'กบฏพันธมาร'ลั่นยุติชุมนุม!เกมต่อรอง'ตุลาการภิวัฒน์'ยุบพปช.พ่วง2พรรคร่วม

ที่มา ประชาทรรศน์

'พันธมาร' ประกาศชัยชนะจอมปลอม แม้ถอนกำลังกบฏพ้นที่ชุมนุม หลังบรรลุ 2 เงื่อนไข ปกป้องรัฐธรรมนูญโจรกบฏปี 50 แฉ!เหตุบุกยึดสนามบิน-ทำเนียบฯ เกมต่อรองขบวนการร่วมสันถวะ 'ตุลาการภิวัฒน์' ให้สั่งยุบ 3 พรรคการเมือง 'จตุพร' ลั่นกฎหมู่เหนือกฎหมายไม่วันชนะ 'คนเสื้อแดง' จี้รับผิด 'ม็อบถ่อย' สร้างความวิบัติให้ชาติบ้านเมือง แต่พ้นมือกฎหมาย! ประกาศ 13 ธ.ค.นัดรวมพล 'สยามสแควร์' รอฟัง 'ทักษิณ' โฟนอิน! ส่งความคิดถึงให้กัน

หลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ร่วมแถลงประกาศชัยชนะ โดยระบุว่าจะยุติการชุมนุมทุกพื้นที่ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป เนื่องจากผลคำวินิจฉัยยุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญทำให้พันธมิตรฯบรรลุเงื่อนไข 2 ประการ คือ การประกาศชัยชนะในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญปี 2550 ได้เป็นผลสำเร็จ แม้จะถูกวิพากษ์วิจาณณ์ในวงกว้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยตัวแทนกลุ่มเผด็จการทหาร

ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังเป็นผลพวงให้เกิดกรณีตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 3 พรรค และการบรรลุเงื่อนไขอีกข้อ ก็คือ ได้รับชัยชนะในการขับไล่รัฐบาลชุดนี้ได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งนี้กลุ่มพันธมิตรฯได้ประกาศเจตนารมย์ว่า หากมีการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบอบทักษิณหรือมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นใด ที่กลุ่มพันธมิตรฯไม่เห็นด้วย หรือเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล และยังวางเงื่อนไขให้รัฐบาลชุดใหม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปสู่การเมืองใหม่ โดยพันธมิตรฯพร้อมจะกลับมาชุมนุมอีกครั้ง

ต่อเรื่องดังกล่าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน (พปช.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) กล่าวผ่านเวทีปราศรัย "ความจริงวันนี้สัญญจร" ที่บริเวณลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยชี้ให้เห็นถึงกรณีพันธมิตรฯที่ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ

"เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ จากพฤติกรรมยั่วยุ ปลุกระดม และยังทำตัวเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่เคยเห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ซึ่งการกระทำของพันธมิตรฯตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาตินับไม่ถ้วน แล้วจะเชื่อหรือไม่ว่าพันธมิตรฯจะถอยจริง ทำเป็นว่าตัวเองได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง แต่การกระทำทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่า "เลวไม่มีชิ้นดี" คำว่าเสียสละ จึงใช้กับพันธมิตรฯไม่ได้ เพราะไม่สามารถชดใช้ให้แก่ประเทศไทย"

นายจตุพร กล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องที่น่าอับอาย หลังจากพันธมิตรฯบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล เพื่อแลกกับการยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ทั้งพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย เพื่อเป็นเงื่อนไขต่อรอง และต่อจากนี้จะมีใครหน้าไหนที่กล้ารับผิดชอบได้ว่า พันธมิตรฯจะไม่กลับมายึดอีก คนเพียงหยิบมือที่ถูกปลุกระดม และกระทำการเหิมเกริมคิดการใหญ่ เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศชาติ

และคนเพียงหมื่นคนทำให้ประเทศชาติต้องย่อยยับ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายแสนๆล้านบาทในเวลาไม่กี่วัน ยังไม่คิดรวมกับความแตกแยก ขัดแย้งรุนแรงระหว่างคนในชาติ ความเสียหายทางสังคม การลบหลู่สถาบัน และโอกาสที่ประเทศไทยต้องสูญเสียที่ไม่สามารถคิดเป็นตัวเลขได้

ทั้งนี้ ได้มีผู้มีอำนาจบางกลุ่มให้ท้ายและสนับสนุนให้พันธมิตรฯทำลายชาติทำลายแผ่นดิน จนยากที่จะฟื้น จึงต้องเรียกร้องให้ดำเนินคดีพันธมิตรฯในทุกข้อกล่าวหา ต้องให้คนพวกนี้รับรู้ความผิด ความชั่วของตัวเอง เพราะเป็นการกระทำอันเป็นกบฏต่อราชอาณาจักร ทั้งหมดนี้เจ้าหน้าที่รัฐและผู้รับผิดชอบต้องจัดการให้ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่มีใครเคารพกฏกมาย บ้านเมืองคงจะลุกเป็นไฟ สำหรับเจตนารมณ์ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่ม นปช. ยืนยันที่จะจะชุมนุมถึงวันที่ 4 ธ.ค.นี้ และจะยุติชั่วคราว เพื่อให้งานเฉลิมพระชนพรรษา 5 ธันวามหาราช ผ่านพ้นไปเสียก่อน

นายจตุพร กล่าวย้ำว่า การอพยพออกจากพื้นที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า การออกจากพื้นที่ชุมนุม 3 จุด ก็เพื่อแลกกับการยุบพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล จึงต้องตั้งคำถามแก่สังคมว่า จะมีการส่งไม้ต่อให้กลุ่มคนที่ต้องการย่ำยีประชาธิปไตยหรือไม่ รวมถึงบรรดาแม่ทัพนายกองที่คิดไม่ซื่อ เพื่อฉวยโอกาสทำลายชาติบ้านเมือง โดยสถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีอะไรที่น่าสบายใจ ก่อนมีมติยุบพรรคการเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศว่าต้องการการเมืองใหม่ และจะไม่ยอมออกจากพื้นที่ชุมนุม แม้จะมีการสั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชน

"ถัดจากนี้ พันธมิตรฯเล่นบทผู้ดี ชี้ให้เห็นว่าได้ยุติการชุมนุมแล้ว แม้จะสร้างความเสียหายจนย่อยยับ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงยังชุมนุมอยู่ที่ลานคนเมือง ซึ่งใช้นอกเวลาราชการ ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใคร และไม่เคยคิดจะยึดสุวรรณภูมิ ดอนเมือง หรือทำเนียบรัฐบาล ซึ่งคนทั้งสองกลุ่มนี้ มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ การชุมนุมโดยสงบเรียบร้อย กับการบุกยึดสนามบิน และสถานที่ราชการ มันต่างกันเช่นไร ในตอนนี้เชื่อว่ากรุงเทพมหานครน่าจะสบายใจที่สุด ที่คนเสื้อแดงมาใช้พื้นที่ แต่หากพันธมิตรฯมาชุมนุมที่ลานคนเมืองบ้าง ต้องย้อนถามว่า กทม.จะนอนตาหลับได้หรือไม่" นายจตุพร ระบุ

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 13 ธ.ค.นี้ จะมีการนัดชุมนุมกันที่สยามสแควร์ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะทำการโฟนอินมาพูดคุยกัน และหากประชาชนและ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความคิดถึงกัน ในวันพรุ่งนี้ก็อาจมีการโฟนอิน จะยากอะไรกับการคุยโทรศัพท์ ส่งความคิดถึงและความหวังดีให้กัน แม้จะมองเห็นว่าสถานการณ์ประเทศไทยจะเป็นเช่นไร แต่ก็ไม่รู้สึกไหวหวั่น คิดว่าไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม และเป็นโอกาสในการจัดการกับอำนาจเผด็จการ

Tuesday, December 2, 2008

สถานะ ครม.สมชาย

ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 2 ธ.ค. - ทิศทางการเมืองหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยังคงถูกจับตาว่า พรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะสามารถช่วงชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือจะล้างไพ่ด้วยการยุบสภา. -สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-12-02 20:12:18

แกนนำ นปช. ระบุ จับตาเลือกนายกฯ ใหม่

ที่มา MCOT News

ลานคนเมือง 2 ธ.ค. – แกนนำ นปช. ชี้ การวินิจฉัยคดียุบ 3 พรรค ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เตรียมพรรคไว้รองรับแล้ว ประกาศภารกิจติดตามการจัดตั้งรัฐบาล ระบุพร้อมเปิดทางให้ ส.ส.เข้าประชุมสภาฯ เพื่อเลือกนายกฯ คนใหม่ หากถูกปิดล้อม

ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ลานคนเมือง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันนี้ (2 ธ.ค.) ว่า แนวร่วมได้ทยอยเดินทางมาร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และได้ทยอยขึ้นปราศรัยบนเวที กล่าวโจมตีผลคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมือง ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” แถลงว่า ภารกิจการชุมนุมของกลุ่มความจริงวันนี้ที่สำคัญ คือติดตามการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ตามกลไกรัฐธรรมนูญ การยุบพรรคถือเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะทุกพรรคได้เตรียมพรรคไว้รองรับแล้ว พรรคพลังประชาชนประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่ยุบสภาอย่างเด็ดขาด และหากยังไม่แก้รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งครั้งใหม่จะพบปัญหาแบบเดิม และมาตรา 190 ถือเป็นอุปสรรคในการเจรจาความกับต่างประเทศ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของสภาฯ ถึง 3 ครั้ง

“ส.ส.ในสังกัดพรรคที่ถูกยุบ โดยเฉพาะพรรคพลังประชาชน ส่วนใหญ่จะย้ายไปพรรคเพื่อไทย และพรรคที่ถูกยุบก็ยืนยันว่า จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล หากมีการเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ วันที่ 8 - 9 ธันวาคม นี้ และมีวาระการเลือกนายกรัฐมนตรี แล้วพันธมิตรฯ เข้าไปปิดล้อมรัฐสภา เหมือนที่ผ่านมา กลุ่มคนเสื้อแดงจะไปปิดล้อมรัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ ส.ส.ได้เข้าร่วมประชุมได้. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-02 19:57:06

ชัยชนะของใคร? บนซากปรักหักพังของสังคมไทย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข

การที่พันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินภายในประเทศและสนามบินสุวรรณภูมิ และชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น ทำให้สนามบินต้องปิดตัวลงทันที ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยถึง 134,000-215,000 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบต่อการท่องเที่ยว 76,120 ล้านบาท การส่งออก 25,000-40,000 ล้านบาท การลงทุน 12,000-40,000 ล้านบาท และการบริโภค 21,000-30,000 ล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปีนี้จะยายตัวเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปีหน้าอาจหยุดชะงักงัน คนว่างงานจะเพิ่มมากขึ้นถึง 1 ล้านคนทันที

หากมีการยุบสภาตามที่กองทัพเรียกร้องจะส่งผลให้ไม่สามารถนำเงินงบประมาณจำนวนกว่า 100,000 ล้านบาทมาใช้ได้ จะทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบตกอยู่ในสภาพชะงักงันไปตลอดปี 2552 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการก่อสร้าง ตามมาด้วย วัสดุก่อสร้าง เหล็กเส้น ปูนซิเมนต์ เตรียมปิดกิจการได้เลย แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นแต่ปัญหาความวุ่นวายจะไม่จบสิ้น ทำให้ประเทศไทยพบจุดจบทันทีในปี 2552

ทางด้านการขนส่งสินค้าผ่านคาร์โก้เสียหายถึง 3,000 ล้านบาทต่อวัน โดยแบ่งเป็นการนำเข้าสินค้า 1,800 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าทั่วไปที่ใช้ในประเทศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการส่งออก 1,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอาหาร ผัก และผลไม้สด และสินค้าเกษตรที่มีตลาดหลักคือ อเมริกา และยุโรป ซึ่งการปิดสนามบินสุวรรณภูมิในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้ มีความเสียหายแล้วประมาณ 9,000 ล้านบาท และถ้าหากยืดเยื้อต่อไปอีกใน 1 สัปดาห์ ตัวเลขความเสียหายจะพุ่งสูงถึง 20,000 ล้านบาท และจะมีผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กต้องหยุดการผลิตและถึงขั้นเลิกกิจการ

รายงานล่าสุดจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มเติมถึงจำนวนโรงงานกว่า 200 แห่ง ที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม 5-6 แห่ง ในพื้นที่เริ่มประสบปัญหาการจ้างงานบ้างแล้ว เนื่องจากมีแนวโน้มออเดอร์ลดลง 25-30% โดยแรงงานทั้งหมดที่มีการจ้างงานอยู่ 300,000 คน ประมาณการว่าจะต้องมีการปลดแรงงานส่วนนี้ถึง 100,000 คน การว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ผู้ใช้แรงงานและครอบครัวเดือดร้อนในการครองชีพ คนไทยยากจนมากขึ้น อำนาจซื้อลดน้อยลง จะทำให้การบริโภคและการออมน้อยลงจนทำให้การผลิตโดยรวมตกต่ำลง คนว่างงานเมื่อขาดรายได้จะหันมาก่ออาชญากรรมและความรุนแรง ปัญหาสังคมจะรุนแรงตามกันมาอีกด้วย

พฤติกรรมของพันธมิตรฯ เป็นพฤติกรรมของอันธพาลการเมือง วิธีการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรฯ ได้สะท้อนให้เห็นความเป็นโจรก่อการร้ายที่แอบอ้างความจงรักภักดี แอบอ้างประชาธิปไตยซึ่งกำลังทำให้สังคมไทยฉิบหายวายวอดกันถ้วนหน้า

หากปล่อยให้การปิดสนามบินยืดเยื้อต่อไปอีก ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากตำรวจ ทหาร ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฎหมายและสภาพของบ้านเมืองไร้ขื่อแป หาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลายเป็นแค่กระดาษทิชชูเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้ว จะทำให้ประชาชนพากันจับอาวุธขึ้นมาเข่นฆ่ากันเอง ดังเช่นเหตุของการยิงระเบิดใส่ที่ชุมนุมของพันธมิตรฯ และเหตุการณ์ของการ์ดพันธมิตรฯ ใช้ปืนยิงเข้าใส่กลุ่มคนเสื้อแดง สภาพความปั่นป่วนเช่นนี้จะนำมาสู่การจลาจล โกลาหล วุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้นต่อไป

ความฉิบหายวายป่วงของสังคมไทยในทุกวันนี้เกิดขึ้นมาจากความป่าเถื่อนและการกระทำของคนไร้สติที่เต็มไปด้วยอคติและการสิ้นคิดของแกนนำพันธมิตรฯ และผู้ที่สนับสนุนทุกคน

ในวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น. พล.ต.จำลอง เดินทางไปกล่าวปราศรัยกับผู้ชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิว่า สนามบินสุวรรณภูมิเป็นจุดชุมนุมที่กดดันรัฐบาลมากที่สุด ทั้งทหารและผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งประชุมด่วน มีการกล่าวถึงผู้ชุมนุมที่ทำให้สถานการณ์เสียหาย ก็ยอมรับว่าเสียหาย แต่รัฐบาลทำเสียหายมากกว่า เชื่อว่าภายใน 2-3 วันนี้ พันธมิตรฯ จะเป็นฝ่ายชนะ

หากฝ่ายพันธมิตรฯ จะได้รับชัยชนะจริงตามที่ พล.ต.จำลอง กล่าวปราศรัยก็หมายความว่าเป็นชัยชนะของอันธพาลการเมือง เป็นชัยชนะบนซากปรักหักพังของเศรษฐกิจไทยและเป็นชัยชนะบนกองเลือดของเหล่าสาวกพันธมิตรฯ และประชาชนผู้คัดค้านพันธมิตรฯ ที่ถูกฆ่าตายไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เป็นชัยชนะของนายสนธิและนายจำลอง แต่เป็นความพ่ายแพ้ของคนทั้งประเทศ

ปัญหาพื้นฐานอยู่ที่พันธมิตรฯ ได้ก่อเหตุความรุนแรงและก่ออาชญากรรมของแผ่นดินในสังคมไทย โดยมีนักวิชาการสมุนเผด็จการมาผัดหน้าทาแป้งให้กับพวกเขา ทำให้สังคมไทยตกอยู่ในสภาพความมืดบอดทางปัญญาครั้งใหญ่ที่สุดในสังคมไทย

ปฏิบัติการก่อการร้ายของพวกเขากระทำได้แบบไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรมและกฎหมายของบ้านเมือง เพราะมีคนหนุนหลังและให้ท้าย ใครก็ตามที่เคยออกมาปกป้องการก่อการร้ายของพวกพันธมิตรฯ ถือได้ว่ามีส่วนทำให้ประเทศไทยเสียหายพังพินาศไปต่อหน้าต่อตา

แทนที่จะออกมาตำหนิติเตียนพวกผู้ก่อการร้ายของพันธมิตรฯ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาเคียงข้างกับนายพลอดีตเผด็จการ คมช. เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาไว้ซึ่งนิติรัฐ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ น่าอับอายระดับสติปัญญาและจุดยืนของอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งนี้จริงๆ ไม่รู้ว่าอาจารย์คณะนิติศาสตร์ทั้งหลาย ทำไมจึงนั่งนิ่งไม่ออกมาตอบโต้ให้เห็นถึงระดับสติปัญญาของอาจารย์ท่านนี้

นอกจากนี้ ราษฎรอาวุโสกลายเป็นราษฎรเพี้ยนไปแล้ว แทนที่จะติติงว่ากล่าวตักเตือนการกระทำที่รุนแรงเกินไปของเหล่าแกนนำพันธมิตรฯ และสาวก นายแพทย์คนนี้กลับเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและบอกว่าพันธมิตรฯ ทำมาถูกแล้วและถึงที่สุดแล้ว

ความคิดของเขาก็คือ เมื่อโจรเข้ามาปล้นบ้าน แทนที่จะบอกโจรให้ยอมจำนนต่อตำรวจกลับบอกให้เจ้าของบ้านออกไปเสีย ไม่รู้เอาสมองส่วนไหนคิดออกมาได้แบบนี้ น่าอเนจอนาถจริงๆ ที่สังคมไทยกำลังถูกชักจูงให้บ้าบอคอแตกและสิ้นไร้ไม้ตอกไปกับราษฎรสิ้นคิดเหล่านี้ ส่วนฝ่ายทหารที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในฐานะผู้ที่ต้องรักษาความมั่นคงของรัฐ แต่กลับมาชูคอเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและให้ยุบสภา คงไม่ต้องตำหนิติเตียนนายพลคนนี้อะไรกันมากนัก เพราะว่าการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.อ.อนุพงษ์ เป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐประหาร ซึ่งประสบผลสำเร็จในการทำลายประชาธิปไตย ทำลายชาติให้บรรลัยไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยมีกลุ่มโจรพันธมิตรฯ เป็นผู้พาดบันไดชักนำให้ทหารก่อการรัฐประหาร วันนี้ยังมีความคิดทำนองเดียวกันกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2551 เสียดายวุฒิตำแหน่งนายพลแห่งกองทัพไทยอันทรงเกียรติที่สะสมกันมาต้องพินาศลงไปพร้อมกับพฤติกรรมโจรถ่อยของเหล่าพันธมิตรฯ

และสุดท้ายกลุ่มแกนนำอำมาตยาธิปไตยและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้โปรดใช้สติปัญญาไตร่ตรองถี่ถ้วนกันสักหน่อย หากวันนี้ยังมีใจสนับสนุนการยึดสนามบินและชื่นชมกับความกล้าหาญที่ไร้สติของพันธมิตรฯ อยู่อีก หรือคอยหาทางสนับสนุนพวกโจรกบฏเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยให้โจรกบฏเหล่านี้สามารถก่อกรรมทำเข็ญได้อยู่ตลอดเวลา ก็ไม่รู้ว่าประเทศไทยอันเป็นที่เคารพรักของพวกท่านและพวกเราชาวไทยจะหลงเหลืออะไรไว้ให้คนไทยภาคภูมิใจกันต่อไป

ขอตำหนิ ส.ว. ลากตั้งทั้ง 40 คน พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยให้การสนับสนุนหรือให้ท้ายพวกพันธมิตรฯ ให้มีความเหิมเกริม ทำให้สามารถบ่อนทำลายประเทศไทยให้ย่อยยับลงได้ในวันนี้

ขอชื่นชมรัฐบาลสมชายที่ไม่ยอมลาออกหรือยุบสภาตามความปรารถนาของโจรก่อการร้าย แต่ขอตำหนิความเชื่องช้าและอ่อนแอไม่เอาไหนของรัฐบาลที่มีต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา จนทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคเครียดและวิกลจริตไปหลายคน

ขอตำหนิทหารและตำรวจที่ปล่อยให้พวกโจรยึดครองสนามบินสุวรรณภูมิมาได้หลายวัน และยังหลงงมงายไปกับคำว่า จะไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ กับพวกโจรเหล่านี้ ทั้งๆ คนเหล่านี้ได้ก่อความรุนแรงในสังคมไทยอย่างรุนแรงที่สุดเกินกว่าจะรับกันได้แล้ว

ขอตำหนิติเตียนนักสันติวิธีทั้งหลายที่หากินอยู่กับคำว่า สันติวิธี โดยพากันนิ่งเฉยและเบิกบานใจไปกับความรุนแรงทุกรูปแบบของกลุ่มโจรพันธมิตรฯ ในขณะนี้