WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 3, 2008

บ้านเลขที่111/109

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ร่วมต้านรัฐประหาร สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนเผด็จการ ฉบับวันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรรายงานข่าว ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่อึมครึม ประเทศไทยถูกผู้ก่อการร้ายยึดครอง คนไทยเจอกันวันนี้ ต้องถามว่า แล้วจะจบลงอย่างไร แทนที่จะทักทายด้วยคำว่า “สวัสดี” นี่คือประเทศไทย พ.ศ.2551 อันธพาลการเมืองยึดเมือง กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้กับผู้ทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายต้องอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา บังคับใช้กฎหมายได้เต็มอัตรากับผู้ที่ไม่มีผ้าโพกหัว ผ้าพันคอที่มีคำว่า “กู้ชาติ”

00 ในที่สุดคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เหนือความคาดหมายใดๆ เมื่อตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารทั้ง 3 พรรค จำนวน 109 คน เป็นเวลา 5 ปี สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เตรียมตัวรับน้องใหม่ ตรงกันข้ามกับ บ้านอคาเดมี แฟนเทเชีย ทางเคเบิลทีวี มีแต่คัดสมาชิกออกจากบ้านสัปดาห์ละคน จนเหลือคนสุดท้ายได้แชมป์ไปครอง แต่บ้านเลขที่ 111 กลับเพิ่มคนเข้าไปอยู่ในบ้านมากขึ้น

00 อาจจะเหนือการคาดการณ์ของสมาชิกพรรคพลังประชาชนอย่าง นายจตุพร พรหมพันธ์ ที่ประกาศผ่านรายการความจริงวันนี้ว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญนัด 3 พรรคไปปิดคดี ในวันที่ 2 ธันวาคม มั่นใจได้ว่า บ่ายวันเดียวจะต้องชี้ขาดยุบทั้ง 3 พรรค หรืออย่างช้าวันที่ 3 ธันวาคม ที่ไหนได้ รีบร้อนตัดสินยุบพรรคกันตั้งแต่ยังไม่เที่ยง โดยที่พรรคพลังประชาชนไม่ได้แถลงปิดคดี เพราะศาลเปลี่ยนสถานที่กะทันหัน แถมยุบพรรคพลังประชาชนเป็นปฐมฤกษ์ ทั้งๆ ที่เป็นพรรคซึ่ง กกต. เสนอยุบหลังพรรคอื่น จะมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากมองว่า ต้องเด็ดหัวก่อนใคร เพื่อป้องกันไม่ให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไหวตัวทัน เกรงว่าจะงัดไม้เด็ดมาตอบโต้นาทีสุดท้าย เห็นกันหรือยัง ความยุติธรรมในประเทศที่กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย

00 ดีใจเอ๋ยดีใจจัง คนไทยได้ วีรบุรุษคนใหม่ ซึ่งไม่มีใครต้องการจะทราบว่าชื่ออะไร ขอให้รับรู้ว่า คนไทยขอบคุณที่ท่านวีรบุรุษเป็นคนจุดประกายให้ทำเนียบรัฐบาลกลับมาเป็นของราชอาณาจักรไทยอีกครั้ง หลังจากถูกกลุ่มพันธมิตรพันธมารบุกเข้ายึดครองตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ เป็นเขตปลดปล่อยที่กฎหมายไทยเอื้อมเข้าไปไม่ถึงมานานหลายเดือน

00 ไม่ต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พี่เอ็มน้องอาร์ ที่วีรบุรุษจุดชนวนขึ้นในทำเนียบรัฐบาล จากเบาไปหาหนัก ทำให้กลุ่มผู้ยึดครองเกิดอาการปากกล้าขาสั่น เมื่อวิถีกระสุนสามารถวัดระยะได้ ทำให้ตำบลกระสุนตกใกล้เวทีปราศรัย คนที่เคยพาคนไปตาย ย่อมรู้ว่าคนตายไม่สามารถรวมตัวกันชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติเสียหายได้ ขอมีลมหายใจดีกว่า เพราะความวุ่นวายที่สร้างไว้ให้กับประเทศนี้ยังไม่วิกฤติถึงที่สุด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ จึงสั่งอพยพสาวกออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปสมทบกับสาวกที่ปักหลักยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่สนใจสายตาชาวโลกที่มองกลุ่มผู้ชุมนุมคือผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่การชุมนุมประท้วงตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ อหิงสา ปราศจากอาวุธ เป็นแค่ลมปากที่พ่นออกมาเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่ในความเป็นจริงได้เห็นกันแล้วจากการรายงานข่าวของสื่อที่กล้ารายงานความจริง ไล่ตีชาวบ้าน ไล่ยิงตำรวจ

00 เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดอันดับหนึ่ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากที่เคยยืนผงาดบนภูเขา ภูมิใจในคำว่าสยามเมืองยิ้ม วันนี้ประเทศไทยตกลงไปสู่ก้นเหว เมื่อ เดลี่เทเลกราฟ หนังสือพิมพ์ของสหราชอาณาจักร จัดให้เป็นประเทศ โซนอันตราย อันดับ 7 โดย ประเทศอิรักยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่ง แต่ถึงแม้อิรักจะเป็นประเทศที่ครองแชมป์อันตรายมานาน แต่ไม่เคยมีการก่อการร้ายบุกยึดสนามบิน ซึ่งเป็นประตูของประเทศ โดยไม่ต้องมีผ้าโพกหัว ผ้าพันคอที่เขียนคำว่า “กู้ชาติ”

00 ที่เมืองไทย ปลุกระดมประชาชน ให้มารวมตัวกัน “กู้ชาติ” โดยทำให้ชาติล่มจมก่อนถึงจะกู้ชาติได้ จึงตั้งกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ประกาศสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย ม้วนเดียวจบ เปิดยุทธการสงคราม 9 ทัพ ที่พม่าเคยยกมาทำศึกกับไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 กรีธาทัพบุกยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง และยึดสนามบินสุวรรณภูมิอย่างง่ายดาย ปราศจากการขัดขวางและป้องกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

00 เอกฉัตร เห็นใจตำรวจทุกนาย ก็ขนาดทหารที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้องขอให้มาช่วยป้องกันไม่ให้สนามบินถูกยึด ยังเมินเฉย...ไม่ใช่หน้าที่ ส่วนตำรวจตั้งแต่ พลสำรอง ยัน พลตำรวจเอก หวาดผวากับคำว่า “ม็อบมีเส้น” ที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย ปล่อยเกียร์ว่างดีที่สุดในภาวะที่รัฐบาลประสบปัญหา มีอำนาจแต่ปกครองไม่ได้ คำสั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พ้นเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จึงไม่มีความหมายเข้าทำนอง “เชือดไก่ให้ลิงดู” เมื่อผู้บัญชาการเหล่าทัพที่แสดงความคิดเห็นสวนทางกับรัฐบาล ยืนยัน ไม่ใช่ลิงที่จะกลัวเมื่อไก่ถูกเชือด เอวัง ด้วยประการฉะนี้

00 ถูกจัดให้เป็นประเทศอันตรายอันดับ 7 ถือว่าสาหัสสากรรจ์ คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกู้ภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม พระจันทร์อมยิ้ม ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน เป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม วันวานหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ สื่อชื่อดังที่น่าเชื่อถือของอังกฤษ เขียนบทความไม่กลัว “งานเข้า” ไม่สนที่จะถูกไอ้อีคนใดหยิบยกขึ้นไปด่าโคตรเหง้าบนเวทีปราศรัย บทความชื่อ “พันธมิตรแห่งการทำลายล้าง” ระบุชัดตรงกับใจคนไทย “พันธมิตรฯ ไม่ใช่ตัวแทนประชาชน และไม่มีเป้าหมายเดินทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับชื่อกลุ่ม การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เป็นการก่อความรุนแรงทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย” เศร้า อ่านว่า เศร้า คืออาการของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ จะมีเพียงคนในสนามบินดอนเมืองและเสื้อเหลืองในสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้นที่ยังดีใจกันถ้วนหน้า กับชัยชนะของสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย ม้วนเดียวจบ ทำให้ประเทศไทยจอดไม่ต้องแจว

กีฬาสี - การเมือง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วิภาพ คัญทัพ


ชื่อเรื่องบทความนี้ออกจะแปลกอยู่ เพราะคำว่า “กีฬาสี” กับคำว่า “การเมือง” เหมือนไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน
แต่แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกันเหลือเกิน

กีฬาสีนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังความรักหมู่คณะและแข่งขันกันดี เป็นกิจกรรมที่สอนคนให้รู้จักแพ้ รู้จักชนะ ไม่เหยียดหยันย่ำยีกัน ไม่ว่าตนจะอยู่ในสถานการณ์ไทย ไม่ต่างจากบทเพลงกราวกีฬา ประพันธ์คำร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ว่า กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2437 เพื่อใช้ในการแข่งกีฬาสีของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) ต่อมาเพลงนี้ได้รับความนิยมและแพร่หลายออกไปสู่การแข่งขันกีฬาทั่วไป

กิเลสนั้น ย่อมหมายถึงการรักตน รักพวกพ้อง เพราะคิดถึงแต่เพียงแง่ตน แง่พวกพ้องมากเกินไป เพราะถ้าหากคิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก ปัญหาการช่วงชิงอำนาจ ทำลายล้างกัน ก็ไม่น่าจะเกิด

ปัญหาทางการเมืองของประเทศในขณะนี้ ฟันธงได้ว่าอยู่ที่ตัวบุคคล อยู่ที่นิสัย โดยเฉพาะนิสัยของผู้นำประเทศ
บ้านเราหาคนที่รักประเทศ รักประชาชนไทย โดยไม่หวังประโยชน์สวนตนได้ยาก ผู้ครองอำนาจเก่า กำลังยื้อแย่งอำนาจไว้ เพราะยึดติด เหมือนไม่คิดตาย และไม่หวังสร้างสรรค์อะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง เช่นนั้นจึงไม่ต้องการให้อำนาจหลุดออกจากวงจรชีวิตของตนไปโดยง่าย
อำนาจประชาธิปไตย ไปไม่ถึงประชาชนเสียที

บทบาทของสื่อมวลชนไทย ไม่ได้ช่วยให้เกิดภาวะปัญญากระจ่างแจ้ง กลับเสนอข่าวด้านเดียวตามนโยบายที่ถูกครอบงำโดย อำนาจมืด ที่เรียกว่ามืดเพราะชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่แสดงตัวชัดเจนว่า เป็นอำนาจ ณ แห่งหนตำบลใด แต่ปรากฏเคลื่อนไหวและออกมาเป็นท่าทีในเบื้องหน้าสื่อนั้นๆ บุคลากรในองค์กรสื่อ ต่างทำงานอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้จะมีความคิด แต่เป็นได้แค่กลไกชิ้นหนึ่งที่เคลื่อนไหวไปตามๆ กัน

ตัวอย่าง เช่น เมื่อมีข่าวศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พันธมิตรฯ ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่สื่อตั้งใจเสนอข่าวในลักษณะศาลเป็นแค่ตัวประกอบ การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นตัวเอก แทนที่จะรุมประณามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามจะขัดคำสั่งศาล

สื่อกลับให้ท้ายพันธมิตรฯ อย่างชัดเจน แทนที่จะเชิดชูสถาบันศาล อันทำหน้าที่ซึ่งสถิตไว้ด้วยความยุติธรรม
มีนักธุรกิจออกมากล่าวว่า อยากให้พันธมิตรฯ เคลื่อนไหวในที่สาธารณะ ที่เหมาะสม แทนที่จะรุกรานหน่วยการงาน ซึ่งมีความหมายต่อผลงานระดับประเทศ แน่นอน ข้อเสนอนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะการเข้าไปรุกรานสนามบิน แทนที่

สาธารณะนั้น ก็เพราะต้องการจะสร้างแรงบีบคั้นอย่างรุนแรงไปสู่การทำงานของรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบถึงคนกลุ่มใดใด เช่น กลุ่มอิสลามิกชนซึ่งกำลังจะเดินทางไปแสวงบุญที่กรุงเมกกะ ตลอดจน กลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และนักกีฬา ทั้งไทยและเทศที่มีความต้องการเดินเข้าออกประเทศไทย ฯลฯ เป็นต้น

สื่อมวลชน รวมไปถึงนักวิชาการบางคน รายงานข้อมูลเหมือนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของรัฐบาลฝ่ายเดียว ทำนองว่าเป็นเพราะรัฐบาลดื้อ นายกฯ ไม่ยอมลาออก และไม่ยอมยุบสภา สื่อยังอุตส่าห์ย้ำเน้นอีกว่า นั่นเป็นหนทางแก้ปัญหาทางเดียว

กลุ่มกดดันสร้างสรรค์วิธีการแปลกๆ ที่เรียกด้วยศัพท์สวยหรูว่า อารยะขัดขืน แต่พฤติกรรมนั้นไม่ผิดอะไรกับการขัดขืนของอันธพาล

ขณะเดียวกัน เชื่อหรือคิดเอาเองในทันทีว่ากลุ่มกดดันรัฐบาลในนามพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมและเคลื่อนไหววุ่นวายลงได้ในทันที ทั้งที่ความจริงที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนผู้นำประเทศแล้วและเปลี่ยนอีก เช่น จากอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช จนถึง นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปรากฏการณ์นั้นๆ ผ่านไป ก็ไม่ทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มกดดันยุติลงได้ และน่าสังเกตอีกว่าเคลื่อนไหวในทันที โดยไม่เปิดจังหวะให้ผู้บริหารประเทศได้ทำงานนานนัก นั่นหมายถึง ข้อน่าสงสัย หรือชวนให้ตั้งคำถามขึ้นได้ว่า

การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไรแน่ ที่คนพยายามมองโดยโยงเข้าไปสู่หลักการประชาธิปไตยนั้น ถูกหรือไม่ อย่างไร

รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งข้อสังเกตผ่านรายการข่าวทางโทรทัศน์ว่า เพราะอำนาจอยู่ในส่วนกลางมากเกินไป ทำให้เกิดการช่วงชิงไม่หยุดหย่อน แบ่งเป็นฝักฝ่ายไม่ยอมลงให้กันได้โดยง่าย มีผู้บอกกล่าวแก่ผู้เขียน โดยพูดภาษาง่ายๆ ว่าฝรั่งต่างชาติงุนงงตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นในประเทศของยู เมื่อฝรั่งเห็นคนแต่งเสื้อเหลืองแดงรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนบ่อย และขยายความคำถามต่อไปอีกว่า ประเทศของยูกำลังแข่งกีฬาสีกันหรือ ภาพที่เห็นโดยสายตาอาจหมายถึง คนที่จัดตั้งเป็นสีแดง-สีเหลือง กำลังแข่งขันอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ซึ่งประเพณีในใจฝรั่งคนนั้นทำให้เข้าใจไปว่าเกิดกีฬาสีอย่างในโรงเรียนหรืออย่างไร ซึ่งดูๆ ก็พิกลอยู่เพราะไม่ใช่สนามการแข่งกีฬาสีจริงๆ

เนื่องเพราะเป็น กีฬาสี-การเมือง ที่ไม่ได้แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน แต่ดูจะเป็นการกระตุ้นหรือก่อกองกิเลสเสียมากกว่า ถ้าหากคนกลุ่มใดชนะใจตัวเองได้ ก็ย่อมจะมองเห็นปัญหาที่แท้จริง
และรวมพลังกันเพื่อแก้ปัญหาได้ถูกจุด

คำกล่าวทำนองว่า ตนเองจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ด้วยอาวุธสงคราม แล้วตนจะใหญ่ที่สุดในประเทศหรือในโลกนี้ จึงเป็นคำกล่าวของคนที่จมปลักอยู่กับความโง่เขลา ทั้งๆ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว คำกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่เข้าหูผู้คนปัจจุบันในโลกนี้ ที่ได้พัฒนานิสัยใจคอ จนล่วงพ้นจากความเป็นสัตว์

ดังนั้น หากกล่าวอย่างสั้นที่สุด การจะเสนอตัวเสนอไปสู่ระดับนานาชาติ ที่เรียกว่ากลุ่มอารยะประเทศได้อย่างสง่าภาคภูมิ จำเป็นต้องพัฒนานิสัยคนในประเทศตนให้ดีเสียก่อนเป็นส่วนมาก

อบรมฝึกหัดไว้แต่ตัวน้อยๆ เริ่มจากแข่งกีฬาสีในโรงเรียนกันนั่นเทียว และต้องมีครูสอนให้เข้าถึง เข้าใจปรัชญาของกีฬาสีอย่างแท้จริง ที่ว่าแบ่งเป็นคณะหรือเป็นกลุ่มก้อนนั้น มิใช่เพื่อแยกขาดจากกัน แต่เพื่อช่วยกั้นขัดเกลาจิตใจจากคนดิบไปสู่ความเป็นมนุษยชาติโดยสมบูรณ์

ลานคนเมือง รวมพลังเพื่อประชาธิปไตย

ที่มา ประชาทรรศน์

สวัสดีวันจันทร์

“...สาวกพันธมิตรฯ ที่มาชุมนุมกันเป็นเวลานานแล้วนั้นเป็นพวกรับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวคือรับจาก ASTV และเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ ซึ่งได้แก่ข้อมูลอันเดียวกันนั้นเอง เมื่อรับข้อมูลด้านเดียวเป็นเวลานานก็เกิดความเชื่อจนกลายเป็นศรัทธา แล้วปิดหู ปิดตา ไม่ยอมรับข่าวสารด้านอื่นจากใครอื่นอีก...”

เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศทำสงครามครั้งสุดท้ายและเคลื่อนกำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมืองและยึดสนามบินสุวรรณภูมิทำให้เครื่องบินโดยสารและขนส่งสินค้าขึ้นลงไม่ได้ รูปการมันก็กลายจากการชุมนุมทางการเมืองเป็นกบฏและเป็นการก่อการร้ายสากลขึ้นมา

รัฐบาลเลือกตั้งของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน 2 พื้นที่ดังกล่าวนั้นตามอำนาจใน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นหัวหน้าจัดการกับสนามบินดอนเมือง ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 เป็นหัวหน้าจัดการกับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของทั้งสองผูบัญชาการตำรวจ

คนไทยก็พอจะคลายใจได้ว่าสภาพอนาธิปไตยจะคลี่คลายสลายลงตามลำดับ แต่ปรากฏว่าการหาเป็นเช่นนั้นไม่ แกนนำพันธมิตรอหังการ์ท้าทายกฏหมายโดยเรียกร้องให้ประชาชนไปชุมนุมกันมากขึ้น ประกาศจะยึดสนามบินอู่ตะเภาเป็นแห่งต่อไปและยังสั่งการให้การ์ดของพวกตนยิงสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีหากมีการตรวจค้นจับกุม

ทางรัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจากพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ด้วยหวังว่าการดำเนินงานด้านตำรวจจะมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ผลจะเป็นประการใดนั้นยังไม่อาจประเมินได้ในวันนี้

ว่าตามจริงเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามธรรมดาผู้ชุมนุมก็ต้องมีความตระหนกตกใจบ้างไม่มากก็น้อย แต่ปรากฏว่าพันธมิตรที่ยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิต่างมิได้รู้สึกตื่นเต้นกันเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้สาเหตุประการหนึ่งน่าจะได้แก่การไม่รับทราบข่าวสารใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความไม่รู้หรือมืดบอด

สาวกของแกนนำพันธมิตรที่มาชุมนุมกันเป็นเวลานานแล้วนั้นเป็นพวกรับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวคือรับจาก ASTV และเวทีปราศรัยของพันธมิตร ซึ่งได้แก่ข้อมูลอันเดียวกันนั้นเอง เมื่อรับข้อมูลด้านเดียวเป็นเวลานานก็เกิดความเชื่อจนกลายเป็นศรัทธา แล้วปิดหู ปิดตา ไม่ยอมรับข่าวสารด้านอื่นจากใครอื่นอีก

แม้แต่ข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการประกาศให้ออกไปเสียจากการชุมนุม เพราะการปิดสนามบินทั้ง 2 แห่งทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติมหาศาลสุดคณานับและเป็นความผิดทางกฏหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องสลายการชุมนุม คนพวกนี้ก็หาทราบและหาเข้าใจต่อความหมายที่แท้จริงไม่

การ์ดของพันธมิตรยังเตรียมการต่อสู้กับกำลังตำรวจและกำลังทหารอย่างไม่ลดละ ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ ก็พอดีมีข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญว่า คดีที่พรรคการเมือง 3 พรรคซึ่งร่วมเป็นรัฐบาลอยู่ได้ถูกกกต. ยื่นร้องขอให้ยุบพรรค ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยที่พรรคทั้ง 3 ได้ยื่นข้อต่อสู้และเตรียมพยานหลักฐานสนับสนุนไว้มากแต่เรื่องคาราคาซังมานานพอสมควรแล้วนั้น กลับปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รวบรัดตัดความจะมีการปิดคดีในวันที่ 2 ธันวาคมนี้แล้ว

การไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาทั้ง 3 พรรคได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ โดยอ้างว่ามีหลักฐานมากเพียงพอที่จะตัดสินคดีได้แล้ว เป็นพฤติการณ์ที่ผิดสังเกตุและชวนให้สงสัยว่าจะมีการตั้งธงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลโดยวิธีการใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือ แท้จริงแล้ว การกระทำเหล่านี้ล้วนถูกเขียนบทและกำกับการแสดงเป็นขั้นเป็นตอนของเหล่าอมาตยาธิปไตยเพื่อจะทำประเทศไทยไปสู่การเมืองใหม่ที่พวกเขากำหนดขึ้น โดยไม่อินังขังขอบกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศกันเลย

ความข้อนี้ตรงกับบทความของนายชอน คริสปิน บรรณาธิการของเอเชียไทม์ออนไลน์ของฮ่องกงที่ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ ‘เสียงกระซิบเรื่องตุลาการภิวัฒน์ในไทย’ โดยที่เอเชียไทม์ออนไลน์นี้มีความเกี่ยวพันกับบ.แมนเนเจอร์ มีเดีย กรุฟ อันโด่งดังซึ่งเพิ่งถูกศาลสั่งล้มละลายไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

บทความชิ้นนี้ระบุว่า ประเทศไทยจะมีสภาสูงสุดที่มีสมาชิก 9 คน มีน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน และเป็นนายกรัฐมนตรี

การรวบรัดตัดสินคดียุบพรรคการเมืองก็คือ การทำรัฐประหารรูปแบบหนึ่ง ซึ่งซ่อนรูปมาเพื่อการนี้ ท่านผู้อ่านจะต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เคยเรียกประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วมที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นแล้วมีมติเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภามาแล้ว

ด้วยเหตุที่เรียบเรียงมาให้เห็นนี้ ข้าพเจ้าซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดรายการ ‘ความจริงวันนี้’ ของสถานีโทรทัศน์ NBT จึงได้ปรึกษากับพรรคพวกประชาชนคนเสื้อแดงซึ่งเราได้เคยชุมนุมใหญ่กันมา 3 ครั้งแล้ว พอที่จะเข้าใจในอุดมการณ์และทิศทางการทำงาน โดยเฉพาะการต้านรัฐประหารทุกรูปแบบจึงตัดสินใจนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้สนามหน้าที่ว่าการ กทม. ที่เรียกกันว่า ลานคนเมือง เป็นที่ชุมนุม

เหตุที่ต้องใช้ลานคนเมือง ก็เพราะว่าสนามหลวงอันเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดนั้นได้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้ว ดังที่ได้เคยจัดทุกปีมา

พวกเราเป็นประชาชนผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว เมื่อทราบเรื่องจึงตัดสินใจย้ายสถานที่ชุมนุมโดยทันที

ความจำเป็นมีดังนี้ การชุมนุมคนเสื้อแดงต้านรัฐประหารและแสดงพลังสนับสนุนการจัดการกับเหล่าอนาธิปไตยที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน จึงมีอันต้องย้ายไปยังสถานที่ที่มีความคับแคบกว่า แต่เนื้อหาสาระและเป้าหมายของงานยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถึงวันนี้ ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นแล้วว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีผลออกมาในลักษณะใด จะชุมนุมกันไปยืดเยื้อหรือวันเดียว สองวันเลิกจะช่วยรักษาบ้านรักษาเมืองไว้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่ทราบ

ทั้งนี้สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดครับ

คำถามสั้นๆ ถึงรากเหง้ารสนิยม ธีรยุทธ บุญมี ต่อ ‘ชายกระโปรง’ และขบวนการสิทธิสตรี

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย สุภัตรา ภูมิประภาส
ที่มา : ประชาไท

ความเห็นทางการเมืองครั้งล่าสุดของ นายธีรยุทธ บุญมี ในบทเสนอแนะ ‘การฝ่าวิกฤติการเมืองไทย ที่ตระหนักถึงรากเหง้าแท้จริงของปัญหา’ ทำให้ผู้เขียนอึ้งด้วยความงงงวยต่อรากเหง้าแท้จริงของปัญหาระบบคิดของ ธีรยุทธ บุญมี ต่อสถานะของสตรีเพศที่สะท้อนผ่านบทเสนอแนะชิ้นนี้

เป็นการแสดงทรรศนะทางการเมืองของนักคิดชายที่เกิดขึ้นหลัง ‘วันรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรี’ เพียงไม่กี่วัน (องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงทุกรูปแบบต่อสตรี)

ผู้เขียนขอไม่วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาด้านอื่นๆ ในที่นี้ แต่ขอวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อทรรศนะและรากเหง้าทางความคิดของ ธีรยุทธ บุญมี ต่อคำว่า ‘ชายกระโปรง’ ที่ใช้อธิบายความเลวร้ายของรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่า “รัฐบาลชายประโปรง คิดแต่จะอยู่ในอำนาจเพื่อจ้องหาผลประโยชน์ ใช้ลีลายึกยักในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนวิกฤติบานปลาย รัฐบาลชายกระโปรง จะทำบาปมหันต์ถ้าเลือกใช้วิธีการระดมมวลชนมาปะทะกันเป็นสงครามกลางเมือง”

แทบไม่น่าเชื่อว่าคำดังกล่าวนี้ผ่านออกมาจากสมองและคำพูดของนักมานุษยวิทยาที่สอนและให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘สัญญะ’ แต่กลับใช้สัญญะที่แสดงถึงสตรีเพศเป็นเครื่องมือส่อเสียดเหยียดหยามสะท้อนรากเหง้าทางความคิดของตนต่อเพศสภาพและการเมือง

แทบไม่น่าเชื่อว่า นายธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาที่ต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองมาพร้อมๆ กับเพื่อนนักกิจกรรมหญิงในยุคที่ขบวนการสิทธิสตรีเบ่งบานในมหาวิทยาลัยนั้น จะลุกขึ้นมาสร้างคำเหยียดหยามสตรีเพื่อสนองเป้าหมายทางการเมือง

และแทบไม่น่าเชื่อว่า อ.ธีรยุทธ บุญมี สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีกลุ่มนักวิชาการด้านสิทธิสตรีร่วมกันผลักดันให้เกิดหลักสูตรปริญญาโทด้าน ‘สตรีศึกษา’ เป็นผลสำเร็จ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายความรู้ทางวิชาการให้สังคมได้ก้าวพ้นอคติทางเพศ

คำว่า ‘ชายกระโปรง’ ที่นักคิดอย่าง ธีรยุทธ บุญมี นำมาใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าอะไรคือรากเหง้าของการคิด การประดิษฐ์คำว่า ‘ชายกระโปรง’ ของ ธีรยุทธ บุญมี นักคิดที่หลายฝ่ายยอมรับถึงความแหลมคมทางปัญญาในการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองในยามวิกฤติ

สิ่งที่ผู้เขียนอดแปลกใจไม่ได้คือ ความเงียบเชียบของกลุ่ม องค์กร ขบวนการต่างๆ ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อประเด็นการดูหมิ่นเหยียดหยามสตรี ทั้งๆ ที่ในปรากฏการณ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ กลุ่ม องค์กร และขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีเหล่านี้แสดงความ ‘อ่อนไหว’ ทุกครั้งกับการใช้ถ้อยคำที่เปรียบเทียบ เปรียบเปรยสตรีเพศในการส่อเสียด เหยียดหยามทางการเมือง

คำถามสั้นๆ ถึงนักวิชาการ นักรณรงค์เคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี รวมทั้งนักการเมืองหญิงที่ประกาศตนว่าเข้าสู่การเมืองเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างหญิง-ชาย คือ

เหตุใดครั้งนี้จึงยกเว้นให้กับ ‘ชายกระโปรง’ ของ นายธีรยุทธ บุญมี?

แด่เมืองอันดับ 7

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ

ความรู้สึกบอกว่าเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เองที่ “กรุงเทพมหานคร” ได้รับการโหวตจากนิตยสารท่องเที่ยวในต่างประเทศให้เป็นเมืองน่าอยู่น่าเที่ยวอันดับ 1 ของโลก แล้วเช้าวันนี้กรุงเทพฯ และเมืองไทยก็ “โด่งดัง” อีกระลอก เมื่อหนังสือพิมพ์ในอังกฤษจัดให้อยู่อันดับ 7 ของโลก เพียงแต่เป็นอันดับของประเทศที่ “อันตราย” ที่สุดในโลก ซึ่งทางการอังกฤษประกาศเตือนพลเมืองของเขาไว้...

อันดับ1-6 นั้นได้แก่ อิรัก อัฟกานิสถาน เชชเนีย แอฟริกาใต้ จาเมกา ซูดาน... ส่วน อินเดีย ที่กลุ่มก่อการร้ายเพิ่งวางระเบิดโรงแรมจนนักท่องเที่ยวตายเกือบ 200 คนนั้น รั้งอยู่ตั้งอันดับที่ 17 แปลว่าจากการวิเคราะห์ของทางการอังกฤษ อินเดียที่มีผู้ก่อการร้ายก็ยังปลอดภัยกว่าประเทศไทยเยอะ...

เหตุผลที่ไทยติดอันดับสูงขนาดนั้น รายงานข่าวเล่าว่าเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำไปสู่การปิดถนนสายสำคัญของเมืองหลวง อย่าง ถ.ราชดำเนิน มีการปิดล้อมและบุกยึดสถานที่สำคัญของราชการและของประเทศ ได้แก่ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สถานีโทรทัศน์ของรัฐ ที่ทำการตำรวจนครบาล และสดๆ ร้อนๆ ก็คือ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง อันเป็นเส้นเลือดสำคัญในการติดต่อกับต่างชาติ

การมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดใน “เมืองหลวง” ซึ่งไม่เพียงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแต่ยังเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองและความมั่นคง จึงไม่แปลกที่ใครจะมองว่ามัน “อันตราย” ผลกรรมจากสิ่งนี้จึงตกอยู่ที่ “ประชาชนไทย” อย่างเราๆ ท่านๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการธุรกิจด้านต่างๆ ที่โดนผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ แต่ต่อไป (ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะฟื้นฟูภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือได้ก็อีกหลายปี) ผลร้ายทางเศรษฐกิจจะกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ คนตกงาน ขาดกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ขายที่เล็กเหมือนปลาซิวปลาสร้อยอยู่แล้วก็ยิ่งไร้ความหวัง (ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องหาทางเยียวยาให้ได้ในเร็ววัน

ไม่ต้องถามหาว่า “ใคร” ควรรับผิดชอบ เพราะพี่น้องประชาชนรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นฝีมือของใครบ้าง ไม่ใช่แค่ “ทุกคน” ในกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะถูกจารจำไว้ในฐานะผู้ก่อเวรสร้างกรรมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แต่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังผู้หนุนหลังให้ท้ายใครก็แล้วแต่ ควรโดน “หมายหัว” ไปด้วย

คนเหล่านั้นคงลืมไปแล้วว่า ในประเทศที่เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ก็มาจากฝีมือประชาชนที่ถูกกดขี่ทำร้ายและทำให้ไร้ทางออกมาเป็นเวลานานแล้วทั้งนั้น...

อาลัย...เสือตัวที่ 5 !

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม

ผมยังจำได้ดีว่าประเทศไทยเคยถูกต่างชาติจับตามองและสื่อเทศก็เรียกไทยว่าเป็น “เสือตัวที่ 5” แห่งภูมิภาคเอเชีย
แต่ปัจจุบัน ไทยไม่ใช่ “เสือตัวที่ 5” อีกแล้ว เพราะม็อบพันธมิตรฯ ทำลายประเทศไทยเสียหายย่อยยับ ป่นปี้ จากที่ได้ยึดสนามบินนานาชาติ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินสากลไปเรียบร้อย
ทางต่างประเทศได้จัดให้ไทยเป็นประเทศอันตรายอันดับ 7 ของโลก กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจเหลือเกินครับ
ความเสียหายจากการบุกยึดสนามบินครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้นักธุรกิจ และประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ได้รับผลกระทบเท่านั้น
ผมได้เข้าไปดูในเว็บไซต์ www.kaewdiary.com ซึ่งเป็นชุมชนออนไลน์คนติดเชื้อเอชไอวี ที่ได้เขียนระบายไว้อย่างน่าสลดใจ

คุณแก้ว เจ้าของเว็บไซต์แห่งนี้ ระบายไว้ว่า เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ซึ่งเป็น “วันเอดส์โลก” วันของผู้ติดเชื้อ จริงๆ วันนี้อากาศดีมากๆ แต่สถานการณ์บ้านเมืองตึงเครียดเหลือเกินจึงรู้สึกเครียดตาม เพราะผู้ติดเชื้อ แต่เดิมก็ไม่ค่อยมีความมั่นคงในชีวิตอยู่แล้ว ตอนนี้ก็เลยยิ่งรู้สึกกังวลๆ กับการดำเนินชีวิต

เธอบอกว่า เมื่อวันก่อนมีเพื่อนโทร.มาร้องไห้ เพราะไปเที่ยวเมืองจีนกับบริษัททัวร์ แล้วกลับเมืองไทยไม่ได้ เพื่อนเอายาต้านไวรัสสำรองไป 2 วัน แต่กลับบ้านไม่ได้หลายวันแล้ว ยาหมด ไม่มียากินมา 2 วันแล้วเหมือนกัน

หายาที่ไหนก็ไม่ได้ ไม่กล้าบอกใครว่าเป็นเอดส์ ภาษาจีนก็พูดไม่ได้ แล้วยาต้านไวรัสเอชไอวีก็ไม่มีขายตามร้านขายยาทั่วไป

เพื่อนของคุณแก้วคนนี้ กินยาต้านไวรัสเอชไอวีสูตรแรกๆ หมดแล้ว เพราะดื้อยาตัวแรกๆมาหลายตัว เธอร้องไห้ เพราะขาดยาหลายวัน ถ้าดื้อยาสูตรนี้ก็ไม่มียากินแล้ว
คือสำหรับผู้ติดเชื้อที่กินยาแล้ว ยาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ต้องกินทุกวัน แบบตรงเวลา ขาดไม่ได้เลย

ฟังแล้วทั้งอึ้ง และ เศร้า ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ก็ได้แต่ปลอบใจว่าให้อดทนไว้ อย่าเพิ่งคิดอะไรในทางร้ายๆ ทำใจดีๆ แล้วพยายามหาทางกลับบ้านให้ได้โดยเร็วที่สุด กลับมาแล้วรีบกินยาเลย

คุณแก้วบอกว่ามีเพื่อนผู้ติดเชื้อหลายคนเหมือนกันที่ติดอยู่เมืองนอกแล้วยาหมด ถ้ากินสูตรแรกๆ อยู่ก็ไม่ค่อยกังวลถึงดื้อยาก็ยังเหลืออีกเยอะ แต่คนที่ดื้อมาแล้วหลายสูตรจึงน่าเป็นห่วง

เรื่องที่คุณแก้วได้เขียนระบายไว้ในเว็บไซต์นั้น ผมอ่านแล้วก็เศร้าใจ เพราะเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยดี
ไม่รู้ว่าบรรดาแพทย์ พยาบาลที่ชอบสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ จะสงสารผู้ป่วยเหมือนผมหรือไม่ แต่เรื่องนี้ก็น่าจะสะกิดเตือนใจได้ไม่น้อย

อีกด้านหนึ่งของบริษัททัวร์ มีพนักงานด้านนี้บ่นกันมากมายว่า ทัวร์โดนยกเลิกวันหนึ่งเป็นล้าน

ตอนนี้ยังไม่ได้รับเงินเดือนของเดือนพฤศจิกายนเลย เพราะเจ้าของชาวเดนมาร์ก อารมณ์เสีย ไม่เซ็นเบิกเงินเดือน เงินเดือนไม่ออก หนี้บัตรเครดิตจ่ายไม่ทัน ดอกเบี้ยบาน ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว กลายเป็นประเทศที่อันตรายที่สุดติดอันดับ 7 ของโลก

การกระทำต่างๆ เหล่านี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ใครรับผิดชอบ หรือจะเอาเงินภาษีจากประชาชน ไปซ่อมทำเนียบ ไปซ่อมสนามบิน รวมทั้งไปกู้เศรษฐกิจที่พังพินาศ
ประชาชนจำนวนมากกำลังจะตกงานในไม่ช้า เขาจะไม่มีเงินไปเสียภาษีเพื่อชดใช้ความเสียหายจากน้ำมือพันธมิตรฯ แล้ว
เสียดายประเทศไทยในอดีต เราจะแข่งขันกับ สิงคโปร์ เกาหลี
แต่ตอนนี้เรากำลังแข่งกับ เวียดนาม ลาว และพม่า !

กองทัพไม่ทำให้...ผิดหวังโดยเฉพาะ ทอ.

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

โดย ณัฐณิชา

ไม่แปลกใจเลยในปฏิกิริยาท่าทีของกองทัพไทย ที่มีต่อสถานการณ์ก่อการร้ายภายในบ้านเมืองขณะนี้ เพราะรู้กันอยู่แล้วทั้งประเทศว่า กองทัพเลือกข้างไหน?

การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้ในสายตาของชาวโลกทั้งหมด และเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยที่มีสติปัญญาพอจะแยกแยะ จะมองว่านี่คือการก่อการร้ายสากล

แต่สำหรับกองทัพไทย ซึ่งมีท่าทีที่นิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ โดยไม่ได้ให้ความร่วมมือในการสกัดกั้นปฏิบัติการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ก่อนที่สนามบินทั้งสองแห่งจะถูกยึด ทั้งๆ ที่ได้รับการร้องขอ

หรือกระทั่งการที่กองทัพ ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่าที่ควร ในการที่จะต้องเข้าร่วมเป็นผู้คลี่คลายสถานการณ์ ภายหลังรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีการประกาศใช้ พรก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า อาจจะเป็นเพราะหลักสูตรนักเรียนนายร้อยทหารของประเทศไทย คงไม่ได้มีการเรียน การสอนว่า การบุกยึดขนส่งมวลชนสาธารณขนาดใหญ่ คือการก่อการร้าย ซึ่งถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคง

และยิ่งเป็นการบุกยึดสนามบินนานาชาติ ที่สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ไม่ใช่เฉพาะเพียงแค่คนไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังมีชาวต่างประเทศนานาชาตินับแสนๆราย ที่พลอยได้รับผลกระทบเดือดร้อนไปตามๆกัน ซึ่งทั่วทั้งโลกพากันมองว่านี่คือ ”การก่อการร้ายสากล” แต่ไฉน?ผู้นำเหล่าทัพของกองทัพไทย กลับมองว่านี่คือการชุมนุมโดยสงบภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ

ในขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โฆษกของกลุ่มประเทศอียู โฆษกของรัฐบาลออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ ออกมาแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการทุกวิถีทางกับกลุ่มก่อการร้าย โดยเฉียบขาด เพื่อให้สนามบินกลับมาใช้ได้ตามปกติ

แต่โฆษกของกองทัพไทย กลับออกมาแถลงความเห็นร่วมของกองทัพว่า รัฐบาลควรจะ“ยุบสภา” ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาแล้ว กลุ่มก่อการร้ายจะคืนสนามบินให้หรือเปล่า? เพราะข้อเรียกร้องของกลุ่มก่อการร้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่ที่การให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีลาออกเท่านั้น

และถ้า “สมอง” ของบุคลากรในกองทัพยังพอจะมีอยู่บ้าง คงจะยังพอจำกันได้ถึงข้อเรียกร้องของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ เมื่อสมัยขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ที่ต้องการให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก และเมื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หลงผิด เข้าไปขอคำปรึกษาหารือกับ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง คนหนึ่ง ก็ออกมาเลือกหนทาง “ยุบสภา” ตามที่ได้รับคำแนะนำมา

ผลเป็นอย่างไร? คงจะไม่ต้องย้อนความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะประชาชนทั้งประเทศ ยังจำกันได้ดี แต่ถ้ากองทัพ โดยเฉพาะผู้นำเหล่าทัพ (ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยใกล้เกษียณอายุราชการ อาจจะความจำสั้น) ลืมเลือนไปแล้ว ก็จะขอย้อนความสั้นๆ ว่า

หลัง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เลือกหนทางยุบสภา ตามที่ได้รับคำแนะนำมาจากผู้ใหญ่ซึ่งว่ากันว่าเป็น “เสา” หลักของบ้านเมือง

กลุ่มดังกล่าว ก็มิได้หยุดทำร้ายชาติบ้านเมือง ยังคงดำเนินการสร้างความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองอยู่อย่างภาคภูมิใจ โดยอ้างว่าไม่ได้เรียกร้องให้มีการยุบสภา เพราะความต้องการเดียวก็คือ การให้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ก่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ผู้ได้รับอานิสงส์แต่งตั้งให้เป็น สนช. โดยคณะรัฐประหาร ออกมาแถลงร่วมกันว่าต้องการให้มีการ “ยุบสภา” พร้อมทั้งออกตัวว่านี่คือความปรารถนาดี เสนอแนะโดยคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก (มีการพูดคำว่า “เพื่อประโยชน์ของชาติ” ประมาณไม่น้อยกว่า 12 ครั้งในการแถลงวันนั้น) จึงเป็นสิ่งที่น่าเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างยิ่งในสายตาประชาชนว่า นี่คือ “ความปรารถนาดี แต่ประสงค์ร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย” เพราะเหตุการณ์ชักจะเริ่มๆ ย้อนรอยอดีตที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน นั่นก็คือ“ยุบสภา แล้วสุดท้ายก็ไม่มีการเลือกตั้ง”

กระทั่งการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนของ พลอากาศเอก อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ออกมาสำทับคำพูดของผู้บัญชาการทหารบก ว่าต้องการให้รัฐบาลทำการ“ยุบสภา เลือกตั้งใหม่” ก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาด เกินความคาดหมายแต่อย่างใด?

เพราะหากยังจำกันได้ ก็จะคงรู้ว่า พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ท่านนี้ ก็คือนายทหารอากาศผู้ที่ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศและรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในการสนับสนุนผลักดัน ให้ขึ้นสู่ตำแหน่ง โดยการยอมงัดข้อกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น

และเมื่อนี่คือ สัญญาณลางบอกเหตุว่า จะมีการทำลาย โค่นล้มอำนาจบริหารของรัฐบาลที่มาโดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผ่านการเลือกตั้งมาโดยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามกฎกติกาของบ้านเมือง

จึงทำให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) , กลุ่มรายการความจริงวันนี้ หรือที่เรียกรวมๆ กันว่า “กลุ่มคนเสื้อแดง” กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย ต้องออกมาเคลื่อนไหวรวมพลชุมนุมปราศรัยกันที่บริเวณ “ลานคนเมือง” หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยยืนยันจะปักหลักชุมนุมต่อเนื่องทุกวันนับจากนี้ (30 พ.ย.51) เป็นต้นไป

และการที่กองทัพนิ่งเฉย มิได้ดำเนินการใดๆ กับกลุ่มก่อการร้ายที่บุกยึดสนามบิน นอกจากการแนะนำให้รัฐบาลทำการยุบสภารายวัน ก็ยิ่งเป็นการไปเพิ่มจำนวนมวลชนให้กับกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างมากมายมหาศาลไปโดยปริยาย จนทำให้พื้นที่ “ลานคนเมือง” ดูคับแคบถนัดตา

ซึ่งสร้างความหวาดวิตกถึงขั้นจิตประหวั่นให้กับผู้นำเหล่าทัพเป็นอย่างมาก จนคิดเลยเถิดไปถึงว่าเกรงจะมีการไปปิดล้อมศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะทำการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่ 2 ธันวาคมนี้ ทั้งๆ ที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันมาโดยตลอดว่า “ไม่เคยมีแนวคิดดังกล่าว”

โดยเฉพาะ พลอ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ถึงกับออกอาการร้อนรนผิดปกติ จนต้องรีบออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน (หน้า13 นสพ.คมชัดลึก 2 ธ.ค.51) ในทำนองข่มขู่ประชาชนว่า

“ถ้าทุกคนไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ หรืออำนาจศาล ประเทศจะวุ่นวายแค่ไหน หากไม่มีกฎกติกา แม้แต่ศาลก็ยังไม่เชื่อ ก็คงต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด”

การแสดงออกของ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ จงภาคภูมิใจเถอะว่า ท่านไม่ทำให้เผด็จการอำมาตยาธิปไตย คมช. โดยเฉพาะ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุกผู้สนับสนุนผลักดันท่านขึ้นสู่ตำแหน่ง ผิดหวังเลยจริงๆ พับผ่า...

แต่ถ้าจะให้ดี น่าจะมีใคร?สักคนสะกิดท่านเบาๆ หน่อยว่า ท่านน่ะ “ตีโง่” เข้าเต็มเปาแล้ว เพราะตอนนี้ศาล ได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มก่อการร้ายที่ชั่วถาวรกลุ่มนี้ นำมวลชนออกจากสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองทันที โดยไม่มีเงื่อนไข

แล้วไอ้กลุ่มก่อการร้ายที่ว่านี้ มันยอมรับคำสั่งศาล และยอมรับกฎกติกาหรือเปล่า? โดยเฉพาะสนามบินน่ะ เป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของทหารอากาศอยู่แล้ว เมื่อไหร่?จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดซะที

ใคร? จะไม่ผิดหวังในท่าทีของกองทัพก็ตาม แต่สำหรับประชาชนคนไทยแล้วขอบอกว่า “ผิดหวัง จริงๆ” ควรทบทวนตัวเองได้แล้วว่ายังใช้ “ปากพูด สมองคิด” อยู่อีกหรือเปล่า?

แค่วันเดียวก็วอดวาย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย บิ๊กโบ๊ต


ต้องบอกว่าเศร้าสุดๆ กับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในการยุบ 3 พรรคการเมือง ที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองนี้รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่คิดเหมือนกันกับผม หรือพวกที่โห่ร้องยินดีก็ย่อมรู้เท่าๆ กันว่าปรากฏการณ์นี้คืออะไร

โดยเฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ย่อมรู้ดีแก่ใจกว่าใครเพื่อน ไหนจะยังมีครอบครัวลูกเมีย ที่ท่านคิดว่าพวกเขาจะยินดีด้วยมากน้อยแค่ไหน

ผมคงจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ใครๆ ก็รู้เท่าทีนอยู่แล้ว และเห็นว่าจะเป็นการเสียพื้นโดยเปล่าประโยชน์
เพียงอยากจะขอเชิญชวนยืนไว้อาลัย 1 นาที ให้กับตุลาการทั้ง 9 คน ส่วนใครจะก่นด่าหรือสาปแช่ง เป็นของแถม คิดว่าคฝงไม่ผิดกติกาครับ
กลับมาที่เรื่องราวไม่ประเทืองสมองอีกเหมือนกัน

เรื่องราวของม็อบชั่วพันธมิตรฯ ที่ยึดเอาสนามบินนานาชาติทั้ง 2 แห่งของประเทศ เป็นที่กลิ้งเกลือกมั่วสุมกัน เป็นภาพชัดยิ่งกว่าตอนยึดทำเนียบรัฐบาลไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ว่าคนพวกนี้จงใจสร้างความเสียหายให่เกิดขึ้นในบ้านเมือง

เป็นความเสียหายที่ส่งผลไปถึงระดับนานาชาติ และเป๋นที่ตำหนิของนานาประเทศทั่วโลก อันจะส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่น ความไว้วางใจกันในระยะยาว

เหมือนอย่างที่พรรคพวกที่ จ.ขอนแก่น โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่าเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา นายอีริค จี จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางตระเวนดูงานพื้นที่ต่างๆ ในเมืองขอนแก่น และได้เข้าพบผู้ว่าฯ มานิต วัฒนเสน เพื่อหารือข้อราชการ
เป็นการเตรียมผลักดันนักลงทุนสหรัฐมาลงทุนธุรกิจ
ซึ่งแน่นอนว่างานนีร้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาล เพราะจะเป็นการกระตุ้น
เศรษฐกิจในเมืองหมอแคน
ซึ่งท่าทูต ยังได้ชี้ชัดๆ ว่าปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิส่งผลกระทบการลงทุน และการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
“ปัญหาการเมืองของประเทศไทยไทย ไม่ใช่ปัญหาที่สหรัฐจะเข้าไปแก้ได้ ซึ่งเป็นปัญหาของคนไทยที่จะต้องแก้ไขกันเอง

แต่ในฐานะที่เป็นมิตรปะเทศ ที่ดีต่อกันอยากจะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ได้รับการแก้ไขภายใต้กฎหมายและภายใต้รัฐธรรมนูญ อย่างมีสติ
กรณีผู้ชุมนุมปิดล้อมสนามบิน ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างแน่นอน
แม้เพียงแค่วันเดียวนักท่องเที่ยวก็เกิดความกลัวที่จะมาเมืองไทยแล้ว
ดังนั้น เป็นปัญหาการเมืองก็จะต้องแก้ด้วยการเมือง”

งานนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ยิ้มหน้าบานเพราะว่าจังหวัดจะรับความช่วยเหลือและการสนับสนุนมากมายหลายสถาน

“นอกจากสหรัฐอเมริกาจะผลักดันนักลงทุนเข้ามาลงทุนในเมืองขอนแก่นและประเทศไทยให้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเข้ามาช่วยเหลือสังคมและส่งเสริมสิ่งแวดล้อมในจังหวัดขอนแก่น รวมถึงในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น
สหรัฐคงไม่คิดมาลงทุนอย่างเดียว เขาต้องมาช่วยเหลือสังคมด้วย

ผมคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีท่านทูตฯได้ถามผมเรื่องโครงการสำคัญๆ เช่น อีสเวต คลอ ริดอร์ ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะเป็นสิ่งที่เราขาดหายไป

เช่นเด็กของเราที่เคยไปเรียนต่างประเทศแล้วต้องหยุดไป ท่านทูตมีโครงการหลายอย่างที่ให้ผมศึกษาและติดต่อไปที่สถานทูตฯ
เราอาจจะส่งเด็กนักเรียนในขอนแก่นไปฝึกอบรมหรือเข้าคอสระยะสั้นๆ 3-4 เดือน
ทราบว่าปีที่แล้วรัฐบาลอเมริกาสามารถช่วยเหลือได้ตั้ง 9,000 กว่าทุน

ถ้าปีนี้เราน่าจะส่งไปสัก 100 คนก็น่าจะดี ผมกำลังดูว่าเด็กของเราที่เก่งๆ แต่ไม่มีทุนจะไปเรียน ผมจะติดต่อไปเอง
อย่างไรก็ตาม ท่านทูตสหรัฐฯ พูดกับผม 3-4 เรื่อง รู้สึกดีและประทับใจมาก”

นั่นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ต่างชาติ โดยเฉพาะมิตรประเทศพร้อมที่จะหยิบยื่นให้กับประเทศไทย แบบเดียวกับอีกหลายประเทศ
แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศ กำลังทำให้นานาชาติหวาดผวา

ประเทศไทยถูกจัดอับดับเป็นประเทศอันตรายอันดับ 7 ของโลก แซงหน้าประเทศ ที่ก่อสงครามกลางเมืองกันมานับสิบปี

ถ้าคนไทยยังหน้าบาง ยังกลัวบาปที่จะเอาคนชั่วเข้าคุก ยังผวาที่จะลงโทษคนทำผิดคิดร้ายต่อบ้านเมือง
เป็นห่วงเหลือเกินครับว่าความรู้สึกดีๆ ความเอื้ออาทรของมิตรประเทศ จะไม่มีเหลือให้ประเทศไทยอีกต่อไป...!!!

‘ตุลาการภิวัตน์’แผลงฤทธิ์

ที่มา ประชาทรรศน์

บทบรรณาธิการ

“ปัญหาการเมือง ต้องแก้การเมือง” แต่ปัญหาชาติบ้านเมืองวันนี้ไม่ได้มีเฉพาะเจาะจงไปที่วงการการเมือง แต่รากเหง้าปัญหาคือการปลุก “ตุลาการภิวัตน์” มาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขวิกฤตการณ์การเมือง จนทำให้ประเทศไทยมีปัญหาและเสียหายมาจนถึงทุกวันนี้ กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
มหาชน ในที่นี้น่าจะหมายถึง คนส่วนใหญ่

กฎหมายมหาชน ในที่นี้จึงน่าจะหมายถึง กฎหมายที่สำหรับคนส่วนใหญ่ ใช้สำหรับโครงสร้างใหญ่ของประเทศ
เมื่อเป็นดังนี้ การใช้กฎหมายควรจะตอบสนองต่อโครงสร้างใหญ่ของประเทศ ความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ว่าเขาต้องการอะไรอย่างไร

“ตุลาการภิวัตน์” ที่คนไทยรู้และรับทราบกันนั้น ประกอบไปด้วย กระบวนการยุติธรรมชั้นต้น กระบวนการยุติธรรมระดับกลาง และ กระบวนการยุติธรรมชั้นบน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีเป้าหมายเพียงเพื่อ ทำร้าย ทำลาย กลุ่มคนที่เคยเกี่ยวข้องกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งคนส่วนใหญ่ในขณะนี้เชื่อว่านี่คือ “อคติ” ในการทำหน้าที่

“อคติ” ในการตัดสินคดีความ โดยเฉพาะคดีที่เป็นคดีมหาชน อันเกิดจากอัตตาแห่งบุคคลอันถือเป็นทางไปสู่ความวิบัติของสังคม ดังที่หลายๆ เหตุการณ์ ในโลกเกิดขึ้นมา

ไม่มีประเทศไหนในโลกนี้ที่จะนำ “ตุลาการ” มาเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความเอนเอียงในสังคม โดยบุคคลที่มีทัศนคติเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ไปถามเด็กมันยังรู้ว่าไอ้หมอนั่น ไอ้หมอนี่ หน้าตาแบบนี้ คือ คน ที่มี “อคติ” เข้ากลุ่ม เข้าสังกัด เข้าฝ่าย

เวลาตัดสินคดีความ เขียนกันเป็นความคิดเห็น คำสั่งสอน คำอบรม คำกระแทกแดกดัน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ชื่นชมฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ได้จับต้องหรือคำนึงในข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ดังคำตัดสินคดีความปกติ

ทั้งที่พฤติกรรมเหมือนๆ กัน แต่ตัดสินไปเป็น 2-3 มาตรฐาน จนลูกเล็กเด็กแดง ดูออกว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
แบบนี้หรือคือสิ่งที่สังคมเราควรชื่นชมหรือยอมรับกับมัน

กฎหมายมหาชน กฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายเฉพาะอื่นๆ ที่ใช้บังคับกับบุคคลทั่วบ้านทั่วเมือง ควรจะมีมาตรฐานในการบังคับใช้เช่นเดียวกับทุกระดับชั้นในสังคมไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี คนชั้นกลาง และ ยาจก
ไม่ใช่พฤติกรรมเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน คนพวกหนึ่งผิด คนอีกพวกหนึ่งไม่ผิด
คนพวกหนึ่ง จับเงินซื้อเสียง 1 ล้าน ได้ใบเหลือง…คนอีกพวกได้ใบแดง
คนพวกหนึ่ง จับตั๋วดูหนัง จูงใจไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ได้ใบขาว…คนอีกพวกถูกยุบพรรค
คนหนึ่งไปทำอาหารสอนผู้คนออกทีวี เปิดพจนานุกรมอีท่าไหนไม่รู้บอกว่าผิด เพราะได้รับค่าจ้าง...อีกคนหนึ่งไปสอน
หนังสือได้รับค่าจ้างเหมือนกันดันออกมาบอกว่าเป็นการไปอบรมสั่งสอนผู้คน จึงไม่ผิด...ไม่เห็นเปิดพจนานุกรม

วันนี้เราจะปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย มี 2 มาตรฐาน ใช่ไหม? ที่เขาเรียกว่า ตราชู ตราชั่ง เอียงกระเท่เร่!!! เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ ว่า “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” ? ดังคำที่ทั่วโลกเขาท่องเป็นคำขวัญขึ้นใจ...วันใดที่เสียงปืนดัง เสียงแห่งความยุติธรรมย่อมอ่อนลงไป

'ความจริงวันนี้'ชี้ ตุลาการรธน.ขาดคุณสมบัติเพียบ ตัดสินไร้หลักนิติธรรม

ที่มา ประชาทรรศน์






หลังจากวันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคทั้ง3ถือเป็นรอยด่างของความยุติธรรม เมื่อตุลาการบนบัลลังค์ปฏิบัติหน้าที่โดยขาดคุณสมบัติ ขณะที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญควบวินิฉัยต่อ ย้ำขัดต่อหลักโดยสิ้นเชิง

นายก่อแก้ว พิกุลทอง พิธีกรรายการกล่าวถึงกรณีวันนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัฌชิมาธิปไตย ด้วยมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ให้ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิ์ทางการเมืองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี โดยระบุว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กระทำผิดฝ่าฝืนขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.พ.ศ.2550 อันทำให้การเลือกตั้งเป็นไปได้โดยไม่สุจริต จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ยุบพรรคพลังประชาชน และตัดสิทธิ์หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 5ปี

นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรรายการกล่าวถึงกรณีนี้ว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย นั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านซึ่งอยู่ในองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้อาจขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ ๑๒-๑๓/๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๑ วินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของนายกรัฐมนตรี ( นาย สมัคร สุนทรเวช ) ได้ปรากฏประเด็นวิพากษ์วิจารณ์สืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านซึ่งอยู่ในองค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนี้อาจขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยดังกล่าว

ประเด็นปัญหานี้เป็นกรณีสำคัญยิ่ง เพราะหากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคการเมืองเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งขาดคุณสมบัติ ย่อมเท่ากับว่าคำวินิจฉัยนั้นเกิดขึ้นจากการวินิจฉัยโดยบุคคลซึ่งไม่อาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีได้ และโดยที่การขาดคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยเป็นเรื่องที่มีความร้ายแรงในทางกฎหมาย หากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีไปโดยมิได้ตระหนักถึงปัญหานี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็หมิ่นเหม่อย่างยิ่งต่อการที่จะไม่อาจนำไปบังคับใช้ได้ในทางกฎหมาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวอีกว่าบทเรียนครั้งเมื่อยุบพรรคไทยรักไทยนั้น ถือเป็นบทเรียนมาจนถึงครั้งนี้ ด้านสมาชิกพรรคทั้ง3ที่ถูกยุบนั้น เชื่อมีการเตรียมตัวที่จะดำเนินการเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในครั้งต่อไปไว้แล้ว ขณะที่พรรคพลังประชนเองก็ได้เตรียมพรรคเพื่อไทยไว้เพื่อรวบรวมสมาชิกของพรรคเดิมเพื่อเดินหน้าทำงานต่อไป มิได้แตกแยกไปไหน