WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 3, 2008

งูเห่าคืนชีพ'เสธ.หนั่น'พริ้ว! แบะท่าจูบปากพรรคสะตอ

ที่มา ประชาทรรศน์

ไวน์ทำพิษ 'เสธหนั่น' มึนประกาศยินดีร่วมงาน 'พรรคสะตอ' โวเป็นเลขาฯพรรคนานที่สุด เผยรอเวลาคนทาบทามเจรจาพลิกขั้วทางการเมือง ปัดวิจารณ์เกมชิงตำแหน่งนายกฯ แขวะใครๆก็อยากเป็น ด้าน'มังกรเติ้ง' เปิดตัวพรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมดันน้องชายสุดเลิฟนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค

บรรยากาศที่พรรคชาติไทย วันนี้ (3ธ.ค.) นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้นัดประชุมอดีตสมาชิกพรรคในเวลา 14.00 น. เพื่อหารือถึงท่าทีและการทำงานทางการเมืองนามพรรคใหม่ และขอให้สมาชิกทุกคนแต่งชุดดำเพื่อประท้วงคำวินิจฉัยยุบพรรค โดยสำหรับผู้ที่ได้รับการคาดหมายเบื้องต้นว่าจะมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคชาติไทยพัฒนาหรือภายใต้ชื่ออื่นน่าจะเป็นนายชุมพล ศิลปอาชา น้องชายของนายบรรหาร ศิลปอาชา หรือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.พรรคชาติไทยมีทั้งหมด 34 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขต 30 คน และ ส.ส.ระบบสัดส่วน 4 คน โดย ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิ 5 ปีมีทั้งหมด 19 คน ซึ่งรวมทั้งแกนนำคนสำคัญอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค, นายสมศักดิ์ ปริศนานันกุล , นายวราวุธ ศิลปอาชา , น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา, นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ , นายประภัตร โพธสุธน , นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นต้น

ส่วน ส.ส.ที่ไม่ถูกตัดสิทธิและต้องหาพรรคใหม่สังกัดมี 15 คน คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร, นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร, นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ส.ส.ชัยภูมิ, นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์, นายพีระเดช ศิริวัณสาณฑ์ ส.ส.นครสวรรค์, นายวัชระ ยาวะหะซัน ส.ส.นราธิวาส

นายสุรพงษ์ อึ้งอำพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา, นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์, นางปารีณา ปาจรียางกูร ส.ส.ราชบุรี, นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย, นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี, นายตุ่น จินตเวช ส.ส.อุบลราชธานี และ นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกระแสข่าวส.ส.พรรคชาติไทยที่เหลือ 15 คนจะย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาว่า จะทราบความชัดเจนในการประชุมพรรคช่วงบ่ายวันนี้ ส่วนกรณีที่นักธุรกิจออกมาเรียกร้องให้พลิกขั้วรัฐบาลนั้น พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ต้องฟังเสียงประชาชนเหมือนกันและคงต้องคุยกันในพรรค เชื่อว่าทุกพรรคคงจะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรียังไม่ทราบ ต้องดูก่อนว่าพรรคไหนจะเสนอใครบ้าง

เมื่อถามว่าหากจะต้องกลับไปทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ได้ ทำไมจะไม่ได้ ตนเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มานานที่สุด แต่จนขณะนี้ยังไม่มีใครมาร้องขอให้เป็นคนกลางมาเป็นคนประสานเรื่องการพลิกขั้ว ซึ่งเสียงส.ส.ในสภายังมีโอกาสที่พรรคร่วมจะพลิกไปจับมือกับพรรคประชิปัตย์หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกับใครเลย โดยในเบื้องต้นต้องดูว่าพรรคชาติไทยจะมีความกิดเห็นอย่างไรก่อนถึงจะพิจารณาเรื่องอื่นได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าพล.ต.สนั่น จะพาศิษย์เก่าชาติไทยไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.ต.สนั่น หัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าวว่า อาจจะพาเป็นฝ่ายค้านก็ได้ เมื่อถามว่าหากไปตั้งพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนจะทำ

ให้สถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวายอีกหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ต้องดูว่าเมื่อจัดตั้งใหม่จะวุ่นวายหรือไม่ ถ้าวุ่นวายก็หลีกเลี่ยง ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้อยู่ได้ 1-2 ปี จะได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งทุกพรรคต้องกลับตรึงตรองให้ดี

เมื่อถามว่านอกจากนายกฯที่เสนอโดยพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ โอกาสที่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นเคนดิเดตนายกฯจะมีหรือไม่ พล.ต.สนั่น ย้อนถามว่าเสียงข้างมากเขายอมหรือไม่ ใครมีเสียงข้างมากก็อยากเป็นทั้งนั้น ซึ่งขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่ได้นัดคุยกันยังมีเวลาตัดสินใจ ต่อข้อถามว่าเมื่อดูรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ 6 คนพรรคชาติไทยรับได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่รู้ใครเป็นบ้าง แต่ถ้ารับพรรคเขาได้ใครเป็นนายกฯก็ต้องรับ

Thai Airport Protest Strands Thousands

ที่มา TFN HOT VDO CLIP



AP รายงานการเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ
นักท่องเที่ยวแสดงความไม่พอใจว่าทำไมมายึดสนามบิน
มีช่วงหนึ่งมีภาพผู้ชุมนุมรุมหยิบอาหาร ซึ่งทางAP ใช้คำว่า robbery ด้วย

>>>>>ภาพเสื้อแดง ต้านรัฐประหารเงียบ<<<<<

ที่มา thaifreenews





อย่างเพิ่งท้อแท้สิ้นหวังครับ ยุบพรรคเป็นอะไรที่เราคาดไว้แล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่มีรัฐบาลแห่งชาติแน่นอน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ที่จริงฝ่ายเราโดนมามากแล้ว ครั้งนี้ก็แค่อีกหมัดหนึ่งเท่านั้น แต่ก็น็อคเรายังไม่ได้อยู่ดี

การยุบพรรคพลังประชาชน เป็นอะไรที่เราคาดการณ์กันไว้แทบทุกคนแล้ว และมีการเตรียมการเพื่อรับกับปัญหานี้แล้ว แม้จะไม่สามารถบรรเทาความเสียหายได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเราจะพ่ายแพ้ เราเพียงแต่เสีย "แม่ทัพหน้า" พร้อม นายกองไปจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่เรายังไม่ได้แพ้สงครามครับ


แต่การแสดงออกวันนี้ จนศาล รธน. ต้องย้ายหนี นั้นก็เป็นการส่งสัญญาณให้ทราบกันอยู่แล้วว่า "บ้านเมืองนี้" เป็นจลาจล และไม่มีทางที่ใครจะใช้วิธีการหักด้ามพร้าด้วยเข่าได้อย่างแน่นอน องค์กรใดๆ ก็ไม่มีทางอยู่อย่างสงบสันติอีกต่อไปแล้ว บารมีใคร ก็ไม่อาจสยบวิกฤติความขัดแย้งนี้ได้แล้ว เมื่อแผ่นดินไม่มีธรรม ก็อย่าหวังว่าจะใช้การโฆษณาชวนเชื่อ สยบประชาชนได้เลยครับ

เมื่อโดนยุบพรรค สิ่งที่เสียไปอย่างแน่นอนคือ นายกฯสมชายต้องสิ้นสภาพไป ครม. ก็เป็นอันสิ้นสุดลงด้วย แม้ศาล รธน. จะเล่นกลแบบท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช คือ ห้ามคนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง รักษาการในตำแหน่ง ต่อไป แต่ ครม. ก็มีรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวม 21 คน ที่จะรักษาการต่อไป ซึ่งคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

สส.พรรคพลังประชาชน ทีต้องหลุดจากตำแหน่งไปเพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค มีเพียง 12 คน เท่านั้น เฉพาะ สส. เขต แต่ สส.ปาตี้ลิสต์ ได้เลื่อนลำดับมาแทนกันไว้หมดแล้ว ดังนั้น สส.ในสังกัดของ พลังประชาชน ที่จะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย จึงมีจำนวน 219 คน

ส่วนพรรคชาติไทย จะเสียหายมากที่สุดคือ สส. จะหลุดไป 15 คน เหลือ อีก18 คน สส.เหล่านี้ก็ต้องหาพรรคใหม่สังกัด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะย้ายมายยู่พรรคเพื่อไทย เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตของพรรคเพื่อไทย ส่วนตระกูลศิลปอาชา ตายหมู่ยกรัง

พรรคมัชฌิมา หลุดจากตำแหน่ง 1 คน เหลือ อีก 5 คน ซึ่งโอกาสจะย้ายไปพรรคเพื่อไทย ทั้งหมดมีความเป็นไปได้สูง

สภาผู้แทนฯ ตาม รธน.มาตรา 93 บัญญัติว่า หาก สส.ขาดไปและยังไม่ได้เลือกตั้งซ่อมให้ สมาชิกคงมีเท่ากับจำนวนที่มีอยู่ คือประมาณ 448 คน ดังนั้น ครึ่งหนึ่งคือ 224 คน พรรคเพื่อไทย หาพรรครวมสนับสนุนอีก ไม่เกิน 10 คน ก็สามารถครองเสียงเดินครึ่งของสภา ในวันเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญแม้จะตัดสินให้รัฐบาลล้มไปได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้สภาโดนยุบไปได้ แนวคิดเรื่อง "รัฐบาลแห่งชาติ" นั้นเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เพราะหากไม่ฉีก รธน. ปี 50 ทิ้งก่อน ก็ไม่สามารถทำอะไรนอกขอบเขตรัฐธรรมนูญได้ การฉีกรัฐธรรมนูญมีได้อย่างเดียวคือ ต้องทำรัฐประหาร ซึ่งขณะนี้มวลชนเสื้อแดงพร้อมแล้วที่จะต่อต้านการทำรัฐประหาร เราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวกองทัพอีกต่อไป

ศาล รธน. ล้มรัฐบาลได้ แต่ไม่อาจยึดอำนาจรัฐได้ ดังนั้น เราอย่าเพิ่งตกใจ หรือท้อแท้สิ้นหวัง การรวมม็อบเสื้อแดงวันนี้ บอกให้ทุกฝ่ายทราบว่า กำลังคนเราพร้อมแล้ว ที่จะต่อสู้และไม่ยอมสยบก้มหัวให้กับใครอย่างเด็ดขาด แม้จะคิดว่าตัวเองมีบารมีสูงส่งก็ตาม บารมีที่ไม่ได้มาจากการสนับสนุนของประชาชน ไม่มีความสำคัญในทางการเมืองมากนัก

สงครามยังจะมีอีกต่อไป เราสูญเสียแม่ทัพ นายกอง กองทัพหน้า ไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราก็เคยเสียมาแล้ว แต่เรายังไม่ได้แพ้ เรายังไม่ได้แตกทัพ ทัพหลวงเรายังมั่นคงดีอยู่



ที่จริงการยุบพรรคอาจไม่ร้ายแรงเกินไปสำหรับเราก็ได้ครับ เพราะผลในทางการเมืองที่ผลเห็นอย่างชัดเจน คือ การทำลายพรรคชาติไทย และตระกูลศิลปอาชา ออกจากการเมืองไปแบบถอนรากถอนโคนเลยทีเดียว พรรคเพื่อไทยที่เกิดใหม่ คงรวมเอาพรรคชาติไทยเข้าไปด้วย ดังนั้น พรรคเพื่อไทยก็อาจโตกว่าเดิมด้วยซ้ำไปครับ เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม แทน สส.เขตที่สิ้นสภาพไป 32 คนแล้ว ผมคิดว่า พรรคเพื่อไทย อาจมีที่นั่งในสภาถึง 280 ที่นั่งก็เป็นได้

สำหรับ สส. แถวที่สองของพรรคพลังประชาชน อาจเรียกว่าเป็นพวกแถวสาม หรือทีม C ของพรรคไทยรักไทยเดิมก็ว่าได้ จะได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีกันทั่วหน้า เพราะแถวแรกๆ คือทีม A กับทีม B โดนใบแดง ตายในสนามรบหมดแล้ว ก็จำเป็นต้องเลื่อนแถวที่สอง ที่สามขึ้นมาแทน สรุปแล้ว ใครอยู่ฝ่ายทักษิณ ฝ่ายประชาธิปไตย ก็มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีกันแทบทุกคน ส่วนใครอยู่ ปชป. ก็กินแห้วกันต่อไป

ดังนั้น ผมจึงไม่กังวลว่า สส.พรรคพลังประชาชน ที่โดนยุบจะกระจัดกระจายอีกต่อไป เพราะพวกเขามีโอกาสทางการเมืองมากขึ้น และ ประชาชนก็คอยขนาบข้างหลังอยู่

การยุบพรรค ให้โอกาสกับนักการเมืองรุ่นใหม่ เลือดใหม่ของฝ่ายทักษิณครับ ส่วนฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ก็ยังคงเป็นพวกเก่าแก่ที่ปรับตัวยากอยู่

สรุปเราไม่มีอะไรต้องกลัว ท้อแท้ หรือสิ้นหวังครับ

ข่าวสุดท้ายที่ผมได้ยินคือ นางสดศรี สัตย์ธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การย้ายพรรคของ สส.สัดส่วนอาจมีปัญหา ต้องให้ กกต. ตีความ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคอย่างนั้นของฝ่ายประชาธิปไตย

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า สส.ที่ถูกยุบพรรค ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน หากหาไม่ได้จะหมดสิ้นสมาชิกภาพ

ผมคิดว่าเขาคงต้องมีการเลือกรัฐบาลภายในสองสามสัปดาห์นี้ แหละครับ ดังนั้น สส. ที่ถูกยุบพรรคยังคงมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีอยู่ แม้ว่าจะไม่มีพรรคก็ตาม และอีกอย่างการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. พรรคจะสั่งไม่ได้ ดังนั้น เกมนี้ก็ยังคงอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตยครับ

ส่วนแนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ นั้นอย่าไปสนใจเลยครับ เป็นเรื่องเพ้อฝันของพวกที่ไม่รู้จะหาทางเอาชนะได้อย่างไรมากกว่า ถึงอย่างไร ประชาชนในประเทศนี้ก็ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติครับ

ที่จริงไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ แต่เป็น “รัฐบาลของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตย โดยอำมาตย์ เพื่ออำมาตย์” นั่นแหละครับ พวกนี้ยัฝันถึงวันคืนอันเก่าๆ ที่พวกตนเคยรุ่งเรืองอยู่ แล้วคิดอหังการ์ ว่า เราจะหยุดโลกไม่ให้หมุน เราจะห้ามทะเลไม่ให้มีคลื่น อะไรประมาณนี้ครับ


คาใจศาลรธน.อ่านผิดอ่านถูก

ที่มา ประชาทรรศน์

* เผย‘เฉลิม อยู่บำรุง’จ่อคิวนายกฯคนต่อไป

“นักวิชาการ-นักกฎหมาย” คาใจ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ลุกลี้ลุกลนอ่านคำวินิจฉัยยุบ “พลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมา” จนอ่านชื่อพรรคการเมืองผิดๆ ถูกๆ เชื่อมีธงอยู่แล้วการตอกย้ำการทำรัฐประหารเงียบ ระบุไม่เชื่อจะแก้ปัญหาการเมืองได้ แนะพรรคร่วมรัฐบาลผนึกกันไว้ให้มั่น หวั่นทหารฉวยโอกาสสร้างเงื่อนไขอำนาจให้ตัวเอง พร้อมทั้งจี้ให้ศาลรธน.ชี้แจงต่อสังคมถึงความเร่งรีบ ส่วนการเฟ้นหานายกฯ คนใหม่ มีชื่อ “เฉลิม อยู่บำรุง” โผล่เป็นตัวเต็งหลังเจ้าตัวต่อสายล็อบบี้ ส.ส. ด้วยตัวเอง ขณะที่ประชาชนดาหน้าจี้เอาผิด พธม.ทั้งแพ่ง-อาญา หลังหมดมุกยอมเลิกชุมนุม

* จี้เอาผิดทั้งแพ่ง-อาญาผู้ก่อการร้ายพธม.

ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 12.15 น. วันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็เป็นวันประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยอีกวันหนึ่ง เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรคการเมือง พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคคนละ 5 ปี ประกอบไปด้วยพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมาย แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเมือง และส่งผลให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เชื่อศาลรธน.มีธงอยู่แล้ว

รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในทางการเมืองยังไม่สามารถตัดสินได้ว่ามติดังกล่าวจะส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ต้องรอดูต่อไปว่าทั้งสองฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง

ถึงจะมีการตัดสินยุบพรรคทั้ง 3 พรรคครั้งนี้ แต่ยังไม่คลายปมปัญหาต่างๆ การยุบพรรคเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยเท่านั้น หากถามว่าดีขึ้นหรือเลวลง ก็คงต้องตอบว่าไม่ดีขึ้นมากเท่าไร เนื่องจากยังมีตัวแปรทางการเมืองอีกหลายตัว นอกเหนือจากการยุบพรรคที่เป็นตัวแปรอิสระ ซึ่งนักรัฐศาสตร์เอง ถึงขณะนี้ก็ไม่อาจทายอนาคตทางการเมืองได้

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินอย่างเร่งรีบ รศ.ดร.ตระกูล กล่าวว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ตัดสินวันนี้ ก็ต้องตัดสินวันหน้าอยู่ดี และไม่ว่าตัดสินวันไหนก็เหมือนกัน เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำตอบล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นเต้น

เลือกยุบสภาน่าจะดีกว่านี้

รศ.ตระกูล กล่าวต่อไปว่า หากมีการประกาศยุบสภาเกิดขึ้น คงจะทำให้ประชาชนสูดหายใจได้ลึกขึ้น แต่นักการเมืองคงจะต้องคิดหนัก เนื่องจากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาเสียง โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ หากนักการเมืองคนไหนไม่มีเงินทุนเก็บไว้จะยิ่งแย่ และอาจส่งผลให้เกิดการซื้อเสียงมากขึ้น เพราะประชาชนมีรายได้ไม่พอ

ส่วนการจะประกาศยุบสภาได้เลยเมื่อมีผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีนั้น นักกฎหมายก็มองว่าสามารถทำได้ แต่การจะประกาศยุบสภาจะต้องมีเหตุวิกฤติทางการเมืองถึงจะยุบสภาได้ อาทิ ส.ส.สัดส่วนของพรรคพลังประชาชน กับพรรคชาติไทย หาพรรคสังกัดไม่ได้ เนื่องจากคาดว่าจะต้องมีการยื่นกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ ตรงนี้ก็จะเกิดวิกฤติขึ้นมา เพราะไม่สามารถเป็นไปตามระบบสภาได้ ส่งผลให้ประกาศยุบสภาได้ทันที

“แม้ ส.ส.สัดส่วนจะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย แต่ก็จะมีการส่งตีความต่างๆ ประเด็นเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวันนี้ พรุ่งนี้ก็ได้เรื่องแล้ว” รศ.ตระกูลกล่าว

นายกฯ คนใหม่ยังไงก็ขั้วเดิม

ด้าน ผศ.สิริพรรณ นกสวน อาจารย์ประจำภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ไม่คิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น เพราะคำถามที่แท้จริงคือจากนี้เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

เนื่องจากเห็นว่าส.ส.ในสภาของฝ่ายรัฐบาลก็ยังคงเป็นเสียงข้างมากอยู่ดี แล้วส.ส.ที่มีเสียงข้างมากก็ยังคงเป็นพรรคพลังประชาชนแม้จะย้ายไปอยู่พรรคอื่นที่เตรียมไว้ก็ตาม ซึ่งหากจะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ยังคงเป็นคนของพรรคพลังประชาชนเดิม

ส่วนการเปลี่ยนขั้วซึ่งสามารถทำได้ แต่คงจะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ถึงแม้หัวหน้าพรรคจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่เมื่อมีการดำเนินการประชุมสภาเพื่อเลือกฝ่ายรัฐบาล ก็คาดว่าจะได้พรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทน แต่นั้นคือกรณีที่สามารถประชุมสภาได้ แค่คาดว่าคงจะไม่มีการประชุมสภาได้ เพราะพันธมิตรฯ จะต้องไปปิดล้อมทุกที่

ตอกย้ำตุลาการปฏิวัติเงียบ

“การยุบพรรคไม่ได้ไปเปลี่ยนตัวเลขส.ส.ในสภา ศาลอาจจะคิดว่าประชาชนจะยอมรับคำตัดสินของศาล ศาลจึงออกมาเร่งรีบในการตัดสิน แต่ไม่ใช่ แต่จะยิ่งเกิดข้อสงสัยว่าที่ศาลรีบตัดสินนั้น ศาลกำลังใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง ครั้งหนึ่งหลายฝ่ายก็มองว่าศาลปฏิวัติเงียบ มาถึงครั้งนี้ประชาชนก็ยิ่งคิดว่าเป็นอย่างนั้น”

อย่างไรก็ตาม ศาลอาจจะคิดว่าการตัดสินคดียุบพรรคอย่างเร่งด่วนจะคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง และศาลคิดว่าศาลจะเป็นตัวแปรที่จะบีบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ต้องการถามศาลว่าก่อนที่ศาลจะตัดสินคดียุบพรรค ศาลได้ดูตัวเลขส.ส.ในสภามาหรือไม่ เพราะว่าตัดสินไปตัวเลขก็ไม่เปลี่ยน

ห่วงทหารฉวยโอกาสสร้างอำนาจ

โดยส่วนตัวต้องการเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จะต้องถูกแก้ไขตามกลไกรัฐสภา ประธานสภาต้องตัดสินใจบางอย่าง ไม่ต้องการเห็นคนนอกเข้ามานั่งอยู่ในสภา หรือให้เกิดการปฏิวัติ นอกจากนี้ กรณี ส.ส.สัดส่วนที่อาจจะเกิดข้อถกเถียงว่าจะเป็นเหตุผลในการยุบสภาได้หรือไม่นั้น ตามกฎหมายส.ส.สัดส่วนสามารถไปร่วมกับพรรคอื่นได้ โดยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามในระยะเวลาสั้นๆ อาจคาดการได้ว่า จะเกิดการยุบสภา โดยฝ่ายสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเป็นตัวปลดล็อก เรื่องของการสมานฉันท์หรือใช้สันติวิธี เวลานี้คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง

หรืออีกทางคือพรรคพลังประชาชนไม่ลาออก เพราะเชื่อว่าศาลตัดสินไม่ยุติธรรม และสุดท้ายจะเกิดความรุนแรง เกิดการปะทะกัน ส่งผลให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 หรือทหารอาจจะยังถือรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ยกเลิกบางมาตรา

ทั้งนี้ หากพรรคร่วมสามารถปลดล็อกรัฐบาลได้ จะเป็นการกันไม่ให้ทหารเข้ามาแทรกแซง เพราะในความเป็นจริงทหารมีความคิด 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกัน ไม่ต้องการออกมาปฏิวัติ แต่อีกกลุ่มก็รอคอยและฉกฉวยโอกาสบ้านเมืองที่กำลังวิกฤติ ต้องการเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง เพื่อสร้างอำนาจให้กับตนเอง อย่างพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จากที่สังเกตดูแล้วก็เห็นว่าได้พยายามอย่างหลังอยู่ แต่ไม่สำเร็จ

เชื่อจะนำไปสู่การยุบสภา

รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ระบุว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่โดยกลุ่มเก่า หรือพรรคพลังประชาชนที่มีเสียงข้างมากในสภา แต่การตั้งรัฐบาลใหม่จะเกิดความยุ่งยาก เพราะจะต้องได้รับการขัดขวางจากพันธมิตรฯ ที่คงพยายามทำทุกอย่างไม่ให้เกิดการประชุมสภา

ส่วนการตั้งพรรคสำรองไว้ของพรรคพลังประชาชนนั้น จะเห็นได้ว่าสมาชิกพรรคยังคงเกาะกันแน่น และถ้าพูดถึงการทำให้เกิดการประชุมสภา ก็ถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่มีสิทธิโดยชอบธรรม

ทั้งนี้ คาดว่าสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การยุบสภา แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อยุบสภาแล้วจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ใช่สร้างสุญญากาศทางการเมือง

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเสนอให้มีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล รศ.สุขุม กล่าวว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก การสลับขั้วไปก็ต้องไปกันทั้งหมด ซึ่งก็คงไม่เกิด

ยุบพรรคไม่ใช่ทางออกปัญหา

ดร.จันทนา สุทธิจารี ประธานสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการยุบพรรค ว่า มติของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองไทยได้ใน

ขณะนี้ เพราะเมื่อนำจำนวนกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหักกับจำนวน ส.ส. ที่เหลืออยู่ ก็ยังเกินครึ่ง ซึ่ง ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะยังไม่มีการย้ายขั้ว หลังจากนี้ไปก็จะเป็นแค่เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เท่านั้นซึ่งก็จะมาจากกลุ่มพลังประชาชนเช่นเดิม และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิก็ยังคงสั่งการได้เหมือนเดิม

ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมก็จะยังดำเนินต่อไป เพราะพันธมิตรฯ ได้ขยายข้อเรียกร้องว่าหากไม่ได้การเมืองใหม่จะไม่เลิกการชุมนุม

ขณะเดียวกันการยุติปัญหาด้วยการทำรัฐประหารเป็นเรื่องยาก เพราะจะมีการต่อต้านที่ซับซ้อนทั้งโดยเปิดเผยและที่ลับ เรื่องนี้ทหารเองก็คงหนักใจ

ประชาชนกังขาคำตัดสิน

ด้านนายบุญจง วงค์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา กล่าวว่าการตัดสินของศาล รธน.เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าความเป็นธรรมที่เราเรียกหานั้นไม่สามารถจะเรียกหาได้ การตัดสินคดีเหมือนกับการประหารชีวิตกรรมการบริหารพรรค เราเคยใช้สิทธิหลายประเด็นในการต่อสู้แต่ไม่ได้รับการพิจารณาแต่เมื่อผลการตัดสินออกมาเรายอมรับแต่เราในนามพรรคพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเห็นว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินครั้งนี้

ทางด้านนายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนักกฎหมาย กล่าวถึงกรณีนี้ว่าการตัดสินของศาลจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกด้วยว่าคนถูกตัดสินได้รับความยุติธรรมหรือไม่ วันนี้ประชาชนเองก็ได้ตั้งข้อสงสัย ดังนั้น ขั้นตอนพิจารณาโดยความถี่ถ้วนรอบคอบบนความรู้สึกของประชาชน ว่าไม่ล่วงละเมิดสิทธิของพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่าเมื่อการตัดสินออกมาเช่นนี้ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจจากหลายๆ เรื่อง

ทั้งนี้ ในแง่ของกฎหมาย ส.ส.ที่พรรคของตัวเองสังกัดอยู่ถูกยุบไป ต้องดำเนินการย้ายไปยังพรรคการเมืองอื่นภายใน 60 วัน แต่ถ้าภายใน 60 วันยังหาพรรคอื่นอยู่ไม่ได้ จะถือว่าพ้นสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส.

จี้แจงสังคมทำไมถึงต้องเร่งรีบ

เมื่อสภายังอยู่แล้วประเทศก็ต้องมีรัฐบาล นายกรัฐมนตรีก็ต้องเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงจะต้องมีการเปิดการประชุมวิสามัญขึ้น ภายใต้จำนวนส.ส.ที่มีอยู่เดิม เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ว่ากันไปตามมาตรา 106 ในรัฐธรรมนูญ

ส่วนความกังวลในเรื่องของส.ส.สัดส่วนจะไปสังกัดพรรคอื่นยาก หรือไปแล้วจะต้องไปต่อท้ายหรือไม่นั้น นายศุภชัย กล่าวว่าส.ส.สัดส่วนมีลักษณะเดียวกับส.ส.เขต สามารถไปอยู่พรรคใดก็ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้แยกระเบียบของส.ส.สัดส่วน แต่พูดถึงส.ส.ทุกคนในสภา

นอกจากนี้ นายศุภชัย ยังกล่าวว่าศาลจะต้องตอบคำถามของสังคมให้ได้ ว่าท่าทีที่วินิจฉัยอย่างรวดเร็วนั้นหมายความว่าอะไร และพิจารณาเช่นนี้ยุติธรรมอย่างไร แต่ศาลก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดจากความคาดหมายสักเท่าไร ส่วนจะเดินหน้าแก้เกมอย่างไรนั้น ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ

อ่านผิดอ่านถูกจนน่าสงสัย

นอกจากนี้ กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะรีบร้อนในการอ่านคำวินิจฉัย โดยเฉพาะคำสำคัญๆ อย่างชื่อพรรคการเมือง ซึ่งอ่านคำวินิจฉัยพรรคมัชฌิมาธิปไตยแต่กลับกล่าวชื่อเป็นพรรคชาติไทย สร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ฟังคำวินิจฉัยเป็นอย่างมาก

ซึ่งนายศุภชัย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าถ้ามองภาพรวมแล้วถือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งธงมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร จึงมีความเร่งรัด เป็นการเร่งรีบ ขาดความระมัดระวังไม่รอบคอบ ขาดมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งวันนี้มาตรฐานที่ประชาชนหวังว่าจะได้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น

“ความเชื่อถือจะเป็นอย่างไร ประชาชนรู้อยู่แล้ว การลุกลี้ลุกลนของศาลแสดงให้เห็นแล้วว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน ความน่าเชื่อถือของศาลจากประชาชนก็ถดถอยลง” นายศุภชัยกล่าว

เฉลิมจ่อคิวนายกฯคนต่อไป

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่ออีกฝ่ายมีความตั้งใจเช่นนี้ เราต้องยอมรับ อย่างไรก็ตาม ตนตัดใจว่าทำไมจึงไม่มีการไต่สวนสืบพยาน ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงเร่งรีบตัดสินคดี

สำหรับการเฟ้นหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น แหล่งข่าวเปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้มากที่จะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โดยมีรายงานว่าในวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม ได้มีการประชุมหารือกับกลุ่ม ส.ส. ที่ให้การสนับสนุน ที่กระทรวงสาธารณสุข

รวมทั้งตลอดวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ยังลงทุนโทรศัพท์ล็อบบี้เพื่อน ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนเดิม ด้วยตัวเอง

แนะปชช.แจ้งความเอาผิดม็อบ

ขณะเดียวกันจากกรณีที่พันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุมทั้งหมด ท่ามกลางข่าวแลกเปลี่ยนกับการไม่ดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญานั้น

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปช. กล่าวว่า คงจะเป็นเรื่องยอมไม่ได้สำหรับผลความเสียหายที่พันธมิตรฯ ได้ทิ้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังบุกเข้าทำร้ายประชาชนบริสุทธิ์หรือใช้อาวุธปืนคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ รวมไปถึงสร้างความวุ่นวายให้กับการบริหารบ้านเมือง ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ปล้นสะดมของทางราชการไปใช้ประโยชน์ในการชุมนุม ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เข้าข่ายคดีอาญาบ้านเมือง และคดีแพ่งที่ต้องมีการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย

คดีอาญาถ้าจะไม่เอาความกันได้นั้น เกิดได้อย่างเดียวคือต้องมีการนิรโทษกรรมให้เท่านั้น แต่สำหรับคดีแพ่งที่ถึงแม้จะยอมความกันได้แต่ประชาชนส่วนใหญ่คงยอมรับไม่ได้เป็นแน่

เพราะฉะนั้น ภายหลังจากที่พันธมิตรฯได้สลายการชุมนุมตามที่ประกาศเรียบร้อยแล้ว ประชาชนที่ไม่ยอมรับในการกระทำของแกนนำพันธมิตรฯที่บุกเข้าทำลายทรัพย์สินที่ถือว่าเป็นประชาชนทุกคนนั้นจะต้องรวมตัวเพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอย่างแน่นอน

จี้จัดการม็อบชั่วตามกฎหมาย

ส่วนการดำเนินคดีทางอาญานั้น คงต้องเป็นหน้าที่เจ้าหน้าตำรวจ อัยการ เป็นผู้ดำเนินการต่อไปทั้งในส่วนที่มีการแจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว และในส่วนที่ต้องทำการตรวจสอบใหม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรปล่อยเอาไว้นานเกิน ควรที่จะออกมาเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อความยุติธรรมของทุกฝ่าย

สำหรับการที่พันธมิตรฯประกาศที่ยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่ โดยอ้างว่าพันธมิตรฯ ได้รับชัยชนะแล้วนั้น นายชินวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนมีความรู้สึกว่านี้ไม่ใช่ชัยชนะอย่างพันธมิตรฯ ประกาศ เป็นเพียงคำโกหกหลอกลวงของแกนนำที่เอาไว้ปั่นหัวสาวกเล่น เป้าหมายของพันธมิตรฯ ที่แท้จริงไม่ใช่การไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี แต่เป็นการทำลายล้างซีกอำนาจการเมืองที่อยู่ตรงกันข้าม การที่พรรคพลังประชาชนโดนยุบก็เป็นไปตามคำตัดสินตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกชี้นำเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งในไม่ช้าพลังประชาชนที่ถูกยุบก็จะต้องดำเนินการตั้งพรรคใหม่ขึ้นอีกครั้งและได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีก

สำหรับตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเร่งให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งหมดเสียก่อนเพื่อให้กฎหมายบ้านเมืองคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เพราะตอนนี้พันธมิตรฯได้ถูกทั่วโลกประณามเป็นผู้ก่อการร้ายสากล ซึ่งสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบไปทั่วโลก

พันธมิตรฯต้องรับผิดชอบ

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน (พปช.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) กล่าวผ่านเวทีปราศรัย "ความจริงวันนี้สัญจร" ที่บริเวณลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยชี้ให้เห็นถึงกรณีพันธมิตรฯที่ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ

"เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ จากพฤติกรรมยั่วยุ ปลุกระดม และยังทำตัวเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่เคยเห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ซึ่งการกระทำของพันธมิตรฯตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาตินับไม่ถ้วน แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าพันธมิตรฯจะถอยจริง ทำเป็นว่าตัวเองได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง แต่การกระทำทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่า "เลวไม่มีชิ้นดี" คำว่าเสียสละ จึงใช้กับพันธมิตรฯ ได้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถชดใช้ให้แก่ประเทศไทย"

ส่วนการชุมนุมกันของกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงปักหลักอยู่ที่ลานคนเมือง และยืนยันว่าจะชุมนุมต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม ก็จะเคลื่อนไปหน้ารัฐสภาให้กำลังใจการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่

บ้านเลขที่111/109

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ร่วมต้านรัฐประหาร สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กากเดนเผด็จการ ฉบับวันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรรายงานข่าว ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่อึมครึม ประเทศไทยถูกผู้ก่อการร้ายยึดครอง คนไทยเจอกันวันนี้ ต้องถามว่า แล้วจะจบลงอย่างไร แทนที่จะทักทายด้วยคำว่า “สวัสดี” นี่คือประเทศไทย พ.ศ.2551 อันธพาลการเมืองยึดเมือง กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้กับผู้ทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับใช้กฎหมายต้องอยู่ในสภาพง่อยเปลี้ยเสียขา บังคับใช้กฎหมายได้เต็มอัตรากับผู้ที่ไม่มีผ้าโพกหัว ผ้าพันคอที่มีคำว่า “กู้ชาติ”

00 ในที่สุดคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เหนือความคาดหมายใดๆ เมื่อตัดสินให้ยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารทั้ง 3 พรรค จำนวน 109 คน เป็นเวลา 5 ปี สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เตรียมตัวรับน้องใหม่ ตรงกันข้ามกับ บ้านอคาเดมี แฟนเทเชีย ทางเคเบิลทีวี มีแต่คัดสมาชิกออกจากบ้านสัปดาห์ละคน จนเหลือคนสุดท้ายได้แชมป์ไปครอง แต่บ้านเลขที่ 111 กลับเพิ่มคนเข้าไปอยู่ในบ้านมากขึ้น

00 อาจจะเหนือการคาดการณ์ของสมาชิกพรรคพลังประชาชนอย่าง นายจตุพร พรหมพันธ์ ที่ประกาศผ่านรายการความจริงวันนี้ว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญนัด 3 พรรคไปปิดคดี ในวันที่ 2 ธันวาคม มั่นใจได้ว่า บ่ายวันเดียวจะต้องชี้ขาดยุบทั้ง 3 พรรค หรืออย่างช้าวันที่ 3 ธันวาคม ที่ไหนได้ รีบร้อนตัดสินยุบพรรคกันตั้งแต่ยังไม่เที่ยง โดยที่พรรคพลังประชาชนไม่ได้แถลงปิดคดี เพราะศาลเปลี่ยนสถานที่กะทันหัน แถมยุบพรรคพลังประชาชนเป็นปฐมฤกษ์ ทั้งๆ ที่เป็นพรรคซึ่ง กกต. เสนอยุบหลังพรรคอื่น จะมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากมองว่า ต้องเด็ดหัวก่อนใคร เพื่อป้องกันไม่ให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ไหวตัวทัน เกรงว่าจะงัดไม้เด็ดมาตอบโต้นาทีสุดท้าย เห็นกันหรือยัง ความยุติธรรมในประเทศที่กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย

00 ดีใจเอ๋ยดีใจจัง คนไทยได้ วีรบุรุษคนใหม่ ซึ่งไม่มีใครต้องการจะทราบว่าชื่ออะไร ขอให้รับรู้ว่า คนไทยขอบคุณที่ท่านวีรบุรุษเป็นคนจุดประกายให้ทำเนียบรัฐบาลกลับมาเป็นของราชอาณาจักรไทยอีกครั้ง หลังจากถูกกลุ่มพันธมิตรพันธมารบุกเข้ายึดครองตั้งเป็นอาณาจักรใหม่ เป็นเขตปลดปล่อยที่กฎหมายไทยเอื้อมเข้าไปไม่ถึงมานานหลายเดือน

00 ไม่ต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พี่เอ็มน้องอาร์ ที่วีรบุรุษจุดชนวนขึ้นในทำเนียบรัฐบาล จากเบาไปหาหนัก ทำให้กลุ่มผู้ยึดครองเกิดอาการปากกล้าขาสั่น เมื่อวิถีกระสุนสามารถวัดระยะได้ ทำให้ตำบลกระสุนตกใกล้เวทีปราศรัย คนที่เคยพาคนไปตาย ย่อมรู้ว่าคนตายไม่สามารถรวมตัวกันชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้ประเทศชาติเสียหายได้ ขอมีลมหายใจดีกว่า เพราะความวุ่นวายที่สร้างไว้ให้กับประเทศนี้ยังไม่วิกฤติถึงที่สุด พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ จึงสั่งอพยพสาวกออกจากทำเนียบรัฐบาล ไปสมทบกับสาวกที่ปักหลักยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยไม่สนใจสายตาชาวโลกที่มองกลุ่มผู้ชุมนุมคือผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่การชุมนุมประท้วงตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ อหิงสา ปราศจากอาวุธ เป็นแค่ลมปากที่พ่นออกมาเพื่อสร้างความชอบธรรม แต่ในความเป็นจริงได้เห็นกันแล้วจากการรายงานข่าวของสื่อที่กล้ารายงานความจริง ไล่ตีชาวบ้าน ไล่ยิงตำรวจ

00 เมื่อปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการโหวตจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ให้เป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวที่สุดอันดับหนึ่ง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากที่เคยยืนผงาดบนภูเขา ภูมิใจในคำว่าสยามเมืองยิ้ม วันนี้ประเทศไทยตกลงไปสู่ก้นเหว เมื่อ เดลี่เทเลกราฟ หนังสือพิมพ์ของสหราชอาณาจักร จัดให้เป็นประเทศ โซนอันตราย อันดับ 7 โดย ประเทศอิรักยังคงครองแชมป์อันดับหนึ่ง แต่ถึงแม้อิรักจะเป็นประเทศที่ครองแชมป์อันตรายมานาน แต่ไม่เคยมีการก่อการร้ายบุกยึดสนามบิน ซึ่งเป็นประตูของประเทศ โดยไม่ต้องมีผ้าโพกหัว ผ้าพันคอที่เขียนคำว่า “กู้ชาติ”

00 ที่เมืองไทย ปลุกระดมประชาชน ให้มารวมตัวกัน “กู้ชาติ” โดยทำให้ชาติล่มจมก่อนถึงจะกู้ชาติได้ จึงตั้งกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ประกาศสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย ม้วนเดียวจบ เปิดยุทธการสงคราม 9 ทัพ ที่พม่าเคยยกมาทำศึกกับไทยในสมัยรัชกาลที่ 1 กรีธาทัพบุกยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง และยึดสนามบินสุวรรณภูมิอย่างง่ายดาย ปราศจากการขัดขวางและป้องกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

00 เอกฉัตร เห็นใจตำรวจทุกนาย ก็ขนาดทหารที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร้องขอให้มาช่วยป้องกันไม่ให้สนามบินถูกยึด ยังเมินเฉย...ไม่ใช่หน้าที่ ส่วนตำรวจตั้งแต่ พลสำรอง ยัน พลตำรวจเอก หวาดผวากับคำว่า “ม็อบมีเส้น” ที่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย ปล่อยเกียร์ว่างดีที่สุดในภาวะที่รัฐบาลประสบปัญหา มีอำนาจแต่ปกครองไม่ได้ คำสั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พ้นเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จึงไม่มีความหมายเข้าทำนอง “เชือดไก่ให้ลิงดู” เมื่อผู้บัญชาการเหล่าทัพที่แสดงความคิดเห็นสวนทางกับรัฐบาล ยืนยัน ไม่ใช่ลิงที่จะกลัวเมื่อไก่ถูกเชือด เอวัง ด้วยประการฉะนี้

00 ถูกจัดให้เป็นประเทศอันตรายอันดับ 7 ถือว่าสาหัสสากรรจ์ คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกู้ภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยกลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม พระจันทร์อมยิ้ม ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน เป็นแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ใช่เป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม วันวานหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์ สื่อชื่อดังที่น่าเชื่อถือของอังกฤษ เขียนบทความไม่กลัว “งานเข้า” ไม่สนที่จะถูกไอ้อีคนใดหยิบยกขึ้นไปด่าโคตรเหง้าบนเวทีปราศรัย บทความชื่อ “พันธมิตรแห่งการทำลายล้าง” ระบุชัดตรงกับใจคนไทย “พันธมิตรฯ ไม่ใช่ตัวแทนประชาชน และไม่มีเป้าหมายเดินทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตยเหมือนกับชื่อกลุ่ม การบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เป็นการก่อความรุนแรงทำลายเศรษฐกิจประเทศไทย” เศร้า อ่านว่า เศร้า คืออาการของคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศนี้ จะมีเพียงคนในสนามบินดอนเมืองและเสื้อเหลืองในสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้นที่ยังดีใจกันถ้วนหน้า กับชัยชนะของสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย ม้วนเดียวจบ ทำให้ประเทศไทยจอดไม่ต้องแจว

กีฬาสี - การเมือง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วิภาพ คัญทัพ


ชื่อเรื่องบทความนี้ออกจะแปลกอยู่ เพราะคำว่า “กีฬาสี” กับคำว่า “การเมือง” เหมือนไม่ค่อยเกี่ยวข้องกัน
แต่แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกันเหลือเกิน

กีฬาสีนั้นเกิดขึ้นในโรงเรียน เพื่อปลูกฝังความรักหมู่คณะและแข่งขันกันดี เป็นกิจกรรมที่สอนคนให้รู้จักแพ้ รู้จักชนะ ไม่เหยียดหยันย่ำยีกัน ไม่ว่าตนจะอยู่ในสถานการณ์ไทย ไม่ต่างจากบทเพลงกราวกีฬา ประพันธ์คำร้องโดย เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ว่า กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน ซึ่งประพันธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2437 เพื่อใช้ในการแข่งกีฬาสีของนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) ต่อมาเพลงนี้ได้รับความนิยมและแพร่หลายออกไปสู่การแข่งขันกีฬาทั่วไป

กิเลสนั้น ย่อมหมายถึงการรักตน รักพวกพ้อง เพราะคิดถึงแต่เพียงแง่ตน แง่พวกพ้องมากเกินไป เพราะถ้าหากคิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก ปัญหาการช่วงชิงอำนาจ ทำลายล้างกัน ก็ไม่น่าจะเกิด

ปัญหาทางการเมืองของประเทศในขณะนี้ ฟันธงได้ว่าอยู่ที่ตัวบุคคล อยู่ที่นิสัย โดยเฉพาะนิสัยของผู้นำประเทศ
บ้านเราหาคนที่รักประเทศ รักประชาชนไทย โดยไม่หวังประโยชน์สวนตนได้ยาก ผู้ครองอำนาจเก่า กำลังยื้อแย่งอำนาจไว้ เพราะยึดติด เหมือนไม่คิดตาย และไม่หวังสร้างสรรค์อะไรไว้ให้คนรุ่นหลัง เช่นนั้นจึงไม่ต้องการให้อำนาจหลุดออกจากวงจรชีวิตของตนไปโดยง่าย
อำนาจประชาธิปไตย ไปไม่ถึงประชาชนเสียที

บทบาทของสื่อมวลชนไทย ไม่ได้ช่วยให้เกิดภาวะปัญญากระจ่างแจ้ง กลับเสนอข่าวด้านเดียวตามนโยบายที่ถูกครอบงำโดย อำนาจมืด ที่เรียกว่ามืดเพราะชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่แสดงตัวชัดเจนว่า เป็นอำนาจ ณ แห่งหนตำบลใด แต่ปรากฏเคลื่อนไหวและออกมาเป็นท่าทีในเบื้องหน้าสื่อนั้นๆ บุคลากรในองค์กรสื่อ ต่างทำงานอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง แม้จะมีความคิด แต่เป็นได้แค่กลไกชิ้นหนึ่งที่เคลื่อนไหวไปตามๆ กัน

ตัวอย่าง เช่น เมื่อมีข่าวศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พันธมิตรฯ ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่สื่อตั้งใจเสนอข่าวในลักษณะศาลเป็นแค่ตัวประกอบ การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ เป็นตัวเอก แทนที่จะรุมประณามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามจะขัดคำสั่งศาล

สื่อกลับให้ท้ายพันธมิตรฯ อย่างชัดเจน แทนที่จะเชิดชูสถาบันศาล อันทำหน้าที่ซึ่งสถิตไว้ด้วยความยุติธรรม
มีนักธุรกิจออกมากล่าวว่า อยากให้พันธมิตรฯ เคลื่อนไหวในที่สาธารณะ ที่เหมาะสม แทนที่จะรุกรานหน่วยการงาน ซึ่งมีความหมายต่อผลงานระดับประเทศ แน่นอน ข้อเสนอนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะการเข้าไปรุกรานสนามบิน แทนที่

สาธารณะนั้น ก็เพราะต้องการจะสร้างแรงบีบคั้นอย่างรุนแรงไปสู่การทำงานของรัฐบาล โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบถึงคนกลุ่มใดใด เช่น กลุ่มอิสลามิกชนซึ่งกำลังจะเดินทางไปแสวงบุญที่กรุงเมกกะ ตลอดจน กลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และนักกีฬา ทั้งไทยและเทศที่มีความต้องการเดินเข้าออกประเทศไทย ฯลฯ เป็นต้น

สื่อมวลชน รวมไปถึงนักวิชาการบางคน รายงานข้อมูลเหมือนความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของรัฐบาลฝ่ายเดียว ทำนองว่าเป็นเพราะรัฐบาลดื้อ นายกฯ ไม่ยอมลาออก และไม่ยอมยุบสภา สื่อยังอุตส่าห์ย้ำเน้นอีกว่า นั่นเป็นหนทางแก้ปัญหาทางเดียว

กลุ่มกดดันสร้างสรรค์วิธีการแปลกๆ ที่เรียกด้วยศัพท์สวยหรูว่า อารยะขัดขืน แต่พฤติกรรมนั้นไม่ผิดอะไรกับการขัดขืนของอันธพาล

ขณะเดียวกัน เชื่อหรือคิดเอาเองในทันทีว่ากลุ่มกดดันรัฐบาลในนามพันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมและเคลื่อนไหววุ่นวายลงได้ในทันที ทั้งที่ความจริงที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนผู้นำประเทศแล้วและเปลี่ยนอีก เช่น จากอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช จนถึง นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปรากฏการณ์นั้นๆ ผ่านไป ก็ไม่ทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มกดดันยุติลงได้ และน่าสังเกตอีกว่าเคลื่อนไหวในทันที โดยไม่เปิดจังหวะให้ผู้บริหารประเทศได้ทำงานนานนัก นั่นหมายถึง ข้อน่าสงสัย หรือชวนให้ตั้งคำถามขึ้นได้ว่า

การเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายเพื่ออะไรแน่ ที่คนพยายามมองโดยโยงเข้าไปสู่หลักการประชาธิปไตยนั้น ถูกหรือไม่ อย่างไร

รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตั้งข้อสังเกตผ่านรายการข่าวทางโทรทัศน์ว่า เพราะอำนาจอยู่ในส่วนกลางมากเกินไป ทำให้เกิดการช่วงชิงไม่หยุดหย่อน แบ่งเป็นฝักฝ่ายไม่ยอมลงให้กันได้โดยง่าย มีผู้บอกกล่าวแก่ผู้เขียน โดยพูดภาษาง่ายๆ ว่าฝรั่งต่างชาติงุนงงตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นในประเทศของยู เมื่อฝรั่งเห็นคนแต่งเสื้อเหลืองแดงรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนบ่อย และขยายความคำถามต่อไปอีกว่า ประเทศของยูกำลังแข่งกีฬาสีกันหรือ ภาพที่เห็นโดยสายตาอาจหมายถึง คนที่จัดตั้งเป็นสีแดง-สีเหลือง กำลังแข่งขันอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ซึ่งประเพณีในใจฝรั่งคนนั้นทำให้เข้าใจไปว่าเกิดกีฬาสีอย่างในโรงเรียนหรืออย่างไร ซึ่งดูๆ ก็พิกลอยู่เพราะไม่ใช่สนามการแข่งกีฬาสีจริงๆ

เนื่องเพราะเป็น กีฬาสี-การเมือง ที่ไม่ได้แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน แต่ดูจะเป็นการกระตุ้นหรือก่อกองกิเลสเสียมากกว่า ถ้าหากคนกลุ่มใดชนะใจตัวเองได้ ก็ย่อมจะมองเห็นปัญหาที่แท้จริง
และรวมพลังกันเพื่อแก้ปัญหาได้ถูกจุด

คำกล่าวทำนองว่า ตนเองจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงประเทศนี้ด้วยอาวุธสงคราม แล้วตนจะใหญ่ที่สุดในประเทศหรือในโลกนี้ จึงเป็นคำกล่าวของคนที่จมปลักอยู่กับความโง่เขลา ทั้งๆ ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว คำกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่เข้าหูผู้คนปัจจุบันในโลกนี้ ที่ได้พัฒนานิสัยใจคอ จนล่วงพ้นจากความเป็นสัตว์

ดังนั้น หากกล่าวอย่างสั้นที่สุด การจะเสนอตัวเสนอไปสู่ระดับนานาชาติ ที่เรียกว่ากลุ่มอารยะประเทศได้อย่างสง่าภาคภูมิ จำเป็นต้องพัฒนานิสัยคนในประเทศตนให้ดีเสียก่อนเป็นส่วนมาก

อบรมฝึกหัดไว้แต่ตัวน้อยๆ เริ่มจากแข่งกีฬาสีในโรงเรียนกันนั่นเทียว และต้องมีครูสอนให้เข้าถึง เข้าใจปรัชญาของกีฬาสีอย่างแท้จริง ที่ว่าแบ่งเป็นคณะหรือเป็นกลุ่มก้อนนั้น มิใช่เพื่อแยกขาดจากกัน แต่เพื่อช่วยกั้นขัดเกลาจิตใจจากคนดิบไปสู่ความเป็นมนุษยชาติโดยสมบูรณ์

ลานคนเมือง รวมพลังเพื่อประชาธิปไตย

ที่มา ประชาทรรศน์

สวัสดีวันจันทร์

“...สาวกพันธมิตรฯ ที่มาชุมนุมกันเป็นเวลานานแล้วนั้นเป็นพวกรับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวคือรับจาก ASTV และเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ ซึ่งได้แก่ข้อมูลอันเดียวกันนั้นเอง เมื่อรับข้อมูลด้านเดียวเป็นเวลานานก็เกิดความเชื่อจนกลายเป็นศรัทธา แล้วปิดหู ปิดตา ไม่ยอมรับข่าวสารด้านอื่นจากใครอื่นอีก...”

เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศทำสงครามครั้งสุดท้ายและเคลื่อนกำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวที่สนามบินดอนเมืองและยึดสนามบินสุวรรณภูมิทำให้เครื่องบินโดยสารและขนส่งสินค้าขึ้นลงไม่ได้ รูปการมันก็กลายจากการชุมนุมทางการเมืองเป็นกบฏและเป็นการก่อการร้ายสากลขึ้นมา

รัฐบาลเลือกตั้งของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน 2 พื้นที่ดังกล่าวนั้นตามอำนาจใน พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นหัวหน้าจัดการกับสนามบินดอนเมือง ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 เป็นหัวหน้าจัดการกับสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของทั้งสองผูบัญชาการตำรวจ

คนไทยก็พอจะคลายใจได้ว่าสภาพอนาธิปไตยจะคลี่คลายสลายลงตามลำดับ แต่ปรากฏว่าการหาเป็นเช่นนั้นไม่ แกนนำพันธมิตรอหังการ์ท้าทายกฏหมายโดยเรียกร้องให้ประชาชนไปชุมนุมกันมากขึ้น ประกาศจะยึดสนามบินอู่ตะเภาเป็นแห่งต่อไปและยังสั่งการให้การ์ดของพวกตนยิงสู้เจ้าหน้าที่ตำรวจทันทีหากมีการตรวจค้นจับกุม

ทางรัฐบาลจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจากพล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็น พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ด้วยหวังว่าการดำเนินงานด้านตำรวจจะมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ผลจะเป็นประการใดนั้นยังไม่อาจประเมินได้ในวันนี้

ว่าตามจริงเมื่อรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามธรรมดาผู้ชุมนุมก็ต้องมีความตระหนกตกใจบ้างไม่มากก็น้อย แต่ปรากฏว่าพันธมิตรที่ยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิต่างมิได้รู้สึกตื่นเต้นกันเลยแม้แต่น้อย ทั้งนี้สาเหตุประการหนึ่งน่าจะได้แก่การไม่รับทราบข่าวสารใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดความไม่รู้หรือมืดบอด

สาวกของแกนนำพันธมิตรที่มาชุมนุมกันเป็นเวลานานแล้วนั้นเป็นพวกรับข้อมูลข่าวสารด้านเดียวคือรับจาก ASTV และเวทีปราศรัยของพันธมิตร ซึ่งได้แก่ข้อมูลอันเดียวกันนั้นเอง เมื่อรับข้อมูลด้านเดียวเป็นเวลานานก็เกิดความเชื่อจนกลายเป็นศรัทธา แล้วปิดหู ปิดตา ไม่ยอมรับข่าวสารด้านอื่นจากใครอื่นอีก

แม้แต่ข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการประกาศให้ออกไปเสียจากการชุมนุม เพราะการปิดสนามบินทั้ง 2 แห่งทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของชาติมหาศาลสุดคณานับและเป็นความผิดทางกฏหมาย รัฐบาลจำเป็นต้องสลายการชุมนุม คนพวกนี้ก็หาทราบและหาเข้าใจต่อความหมายที่แท้จริงไม่

การ์ดของพันธมิตรยังเตรียมการต่อสู้กับกำลังตำรวจและกำลังทหารอย่างไม่ลดละ ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันอยู่
เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ ก็พอดีมีข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญว่า คดีที่พรรคการเมือง 3 พรรคซึ่งร่วมเป็นรัฐบาลอยู่ได้ถูกกกต. ยื่นร้องขอให้ยุบพรรค ได้แก่ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยที่พรรคทั้ง 3 ได้ยื่นข้อต่อสู้และเตรียมพยานหลักฐานสนับสนุนไว้มากแต่เรื่องคาราคาซังมานานพอสมควรแล้วนั้น กลับปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รวบรัดตัดความจะมีการปิดคดีในวันที่ 2 ธันวาคมนี้แล้ว

การไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองที่ถูกกล่าวหาทั้ง 3 พรรคได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ โดยอ้างว่ามีหลักฐานมากเพียงพอที่จะตัดสินคดีได้แล้ว เป็นพฤติการณ์ที่ผิดสังเกตุและชวนให้สงสัยว่าจะมีการตั้งธงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลโดยวิธีการใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือ แท้จริงแล้ว การกระทำเหล่านี้ล้วนถูกเขียนบทและกำกับการแสดงเป็นขั้นเป็นตอนของเหล่าอมาตยาธิปไตยเพื่อจะทำประเทศไทยไปสู่การเมืองใหม่ที่พวกเขากำหนดขึ้น โดยไม่อินังขังขอบกับประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศกันเลย

ความข้อนี้ตรงกับบทความของนายชอน คริสปิน บรรณาธิการของเอเชียไทม์ออนไลน์ของฮ่องกงที่ตีพิมพ์ภายใต้ชื่อ ‘เสียงกระซิบเรื่องตุลาการภิวัฒน์ในไทย’ โดยที่เอเชียไทม์ออนไลน์นี้มีความเกี่ยวพันกับบ.แมนเนเจอร์ มีเดีย กรุฟ อันโด่งดังซึ่งเพิ่งถูกศาลสั่งล้มละลายไปเมื่อไม่กี่วันมานี้

บทความชิ้นนี้ระบุว่า ประเทศไทยจะมีสภาสูงสุดที่มีสมาชิก 9 คน มีน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ เป็นประธาน และเป็นนายกรัฐมนตรี

การรวบรัดตัดสินคดียุบพรรคการเมืองก็คือ การทำรัฐประหารรูปแบบหนึ่ง ซึ่งซ่อนรูปมาเพื่อการนี้ ท่านผู้อ่านจะต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เคยเรียกประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วมที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นแล้วมีมติเสนอให้นายกรัฐมนตรียุบสภามาแล้ว

ด้วยเหตุที่เรียบเรียงมาให้เห็นนี้ ข้าพเจ้าซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดรายการ ‘ความจริงวันนี้’ ของสถานีโทรทัศน์ NBT จึงได้ปรึกษากับพรรคพวกประชาชนคนเสื้อแดงซึ่งเราได้เคยชุมนุมใหญ่กันมา 3 ครั้งแล้ว พอที่จะเข้าใจในอุดมการณ์และทิศทางการทำงาน โดยเฉพาะการต้านรัฐประหารทุกรูปแบบจึงตัดสินใจนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยใช้สนามหน้าที่ว่าการ กทม. ที่เรียกกันว่า ลานคนเมือง เป็นที่ชุมนุม

เหตุที่ต้องใช้ลานคนเมือง ก็เพราะว่าสนามหลวงอันเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดนั้นได้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปแล้ว ดังที่ได้เคยจัดทุกปีมา

พวกเราเป็นประชาชนผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว เมื่อทราบเรื่องจึงตัดสินใจย้ายสถานที่ชุมนุมโดยทันที

ความจำเป็นมีดังนี้ การชุมนุมคนเสื้อแดงต้านรัฐประหารและแสดงพลังสนับสนุนการจัดการกับเหล่าอนาธิปไตยที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน จึงมีอันต้องย้ายไปยังสถานที่ที่มีความคับแคบกว่า แต่เนื้อหาสาระและเป้าหมายของงานยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ถึงวันนี้ ท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นแล้วว่า การชุมนุมของคนเสื้อแดงมีผลออกมาในลักษณะใด จะชุมนุมกันไปยืดเยื้อหรือวันเดียว สองวันเลิกจะช่วยรักษาบ้านรักษาเมืองไว้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่ทราบ

ทั้งนี้สถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดครับ

คำถามสั้นๆ ถึงรากเหง้ารสนิยม ธีรยุทธ บุญมี ต่อ ‘ชายกระโปรง’ และขบวนการสิทธิสตรี

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย สุภัตรา ภูมิประภาส
ที่มา : ประชาไท

ความเห็นทางการเมืองครั้งล่าสุดของ นายธีรยุทธ บุญมี ในบทเสนอแนะ ‘การฝ่าวิกฤติการเมืองไทย ที่ตระหนักถึงรากเหง้าแท้จริงของปัญหา’ ทำให้ผู้เขียนอึ้งด้วยความงงงวยต่อรากเหง้าแท้จริงของปัญหาระบบคิดของ ธีรยุทธ บุญมี ต่อสถานะของสตรีเพศที่สะท้อนผ่านบทเสนอแนะชิ้นนี้

เป็นการแสดงทรรศนะทางการเมืองของนักคิดชายที่เกิดขึ้นหลัง ‘วันรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรี’ เพียงไม่กี่วัน (องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 25 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันรณรงค์เพื่อยุติความรุนแรงทุกรูปแบบต่อสตรี)

ผู้เขียนขอไม่วิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาด้านอื่นๆ ในที่นี้ แต่ขอวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่อทรรศนะและรากเหง้าทางความคิดของ ธีรยุทธ บุญมี ต่อคำว่า ‘ชายกระโปรง’ ที่ใช้อธิบายความเลวร้ายของรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่า “รัฐบาลชายประโปรง คิดแต่จะอยู่ในอำนาจเพื่อจ้องหาผลประโยชน์ ใช้ลีลายึกยักในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนวิกฤติบานปลาย รัฐบาลชายกระโปรง จะทำบาปมหันต์ถ้าเลือกใช้วิธีการระดมมวลชนมาปะทะกันเป็นสงครามกลางเมือง”

แทบไม่น่าเชื่อว่าคำดังกล่าวนี้ผ่านออกมาจากสมองและคำพูดของนักมานุษยวิทยาที่สอนและให้ความสำคัญกับเรื่อง ‘สัญญะ’ แต่กลับใช้สัญญะที่แสดงถึงสตรีเพศเป็นเครื่องมือส่อเสียดเหยียดหยามสะท้อนรากเหง้าทางความคิดของตนต่อเพศสภาพและการเมือง

แทบไม่น่าเชื่อว่า นายธีรยุทธ บุญมี อดีตผู้นำนักศึกษาที่ต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมืองมาพร้อมๆ กับเพื่อนนักกิจกรรมหญิงในยุคที่ขบวนการสิทธิสตรีเบ่งบานในมหาวิทยาลัยนั้น จะลุกขึ้นมาสร้างคำเหยียดหยามสตรีเพื่อสนองเป้าหมายทางการเมือง

และแทบไม่น่าเชื่อว่า อ.ธีรยุทธ บุญมี สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีกลุ่มนักวิชาการด้านสิทธิสตรีร่วมกันผลักดันให้เกิดหลักสูตรปริญญาโทด้าน ‘สตรีศึกษา’ เป็นผลสำเร็จ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายความรู้ทางวิชาการให้สังคมได้ก้าวพ้นอคติทางเพศ

คำว่า ‘ชายกระโปรง’ ที่นักคิดอย่าง ธีรยุทธ บุญมี นำมาใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าอะไรคือรากเหง้าของการคิด การประดิษฐ์คำว่า ‘ชายกระโปรง’ ของ ธีรยุทธ บุญมี นักคิดที่หลายฝ่ายยอมรับถึงความแหลมคมทางปัญญาในการวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองในยามวิกฤติ

สิ่งที่ผู้เขียนอดแปลกใจไม่ได้คือ ความเงียบเชียบของกลุ่ม องค์กร ขบวนการต่างๆ ที่เคยออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อประเด็นการดูหมิ่นเหยียดหยามสตรี ทั้งๆ ที่ในปรากฏการณ์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ กลุ่ม องค์กร และขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีเหล่านี้แสดงความ ‘อ่อนไหว’ ทุกครั้งกับการใช้ถ้อยคำที่เปรียบเทียบ เปรียบเปรยสตรีเพศในการส่อเสียด เหยียดหยามทางการเมือง

คำถามสั้นๆ ถึงนักวิชาการ นักรณรงค์เคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี รวมทั้งนักการเมืองหญิงที่ประกาศตนว่าเข้าสู่การเมืองเพื่อสร้างความเท่าเทียมระหว่างหญิง-ชาย คือ

เหตุใดครั้งนี้จึงยกเว้นให้กับ ‘ชายกระโปรง’ ของ นายธีรยุทธ บุญมี?

แด่เมืองอันดับ 7

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ

ความรู้สึกบอกว่าเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เองที่ “กรุงเทพมหานคร” ได้รับการโหวตจากนิตยสารท่องเที่ยวในต่างประเทศให้เป็นเมืองน่าอยู่น่าเที่ยวอันดับ 1 ของโลก แล้วเช้าวันนี้กรุงเทพฯ และเมืองไทยก็ “โด่งดัง” อีกระลอก เมื่อหนังสือพิมพ์ในอังกฤษจัดให้อยู่อันดับ 7 ของโลก เพียงแต่เป็นอันดับของประเทศที่ “อันตราย” ที่สุดในโลก ซึ่งทางการอังกฤษประกาศเตือนพลเมืองของเขาไว้...

อันดับ1-6 นั้นได้แก่ อิรัก อัฟกานิสถาน เชชเนีย แอฟริกาใต้ จาเมกา ซูดาน... ส่วน อินเดีย ที่กลุ่มก่อการร้ายเพิ่งวางระเบิดโรงแรมจนนักท่องเที่ยวตายเกือบ 200 คนนั้น รั้งอยู่ตั้งอันดับที่ 17 แปลว่าจากการวิเคราะห์ของทางการอังกฤษ อินเดียที่มีผู้ก่อการร้ายก็ยังปลอดภัยกว่าประเทศไทยเยอะ...

เหตุผลที่ไทยติดอันดับสูงขนาดนั้น รายงานข่าวเล่าว่าเป็นผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำไปสู่การปิดถนนสายสำคัญของเมืองหลวง อย่าง ถ.ราชดำเนิน มีการปิดล้อมและบุกยึดสถานที่สำคัญของราชการและของประเทศ ได้แก่ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สถานีโทรทัศน์ของรัฐ ที่ทำการตำรวจนครบาล และสดๆ ร้อนๆ ก็คือ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง อันเป็นเส้นเลือดสำคัญในการติดต่อกับต่างชาติ

การมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดใน “เมืองหลวง” ซึ่งไม่เพียงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแต่ยังเป็นศูนย์กลางการเมืองการปกครองและความมั่นคง จึงไม่แปลกที่ใครจะมองว่ามัน “อันตราย” ผลกรรมจากสิ่งนี้จึงตกอยู่ที่ “ประชาชนไทย” อย่างเราๆ ท่านๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการธุรกิจด้านต่างๆ ที่โดนผลกระทบเป็นอันดับแรกๆ แต่ต่อไป (ซึ่งแน่นอนว่ากว่าจะฟื้นฟูภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือได้ก็อีกหลายปี) ผลร้ายทางเศรษฐกิจจะกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ คนตกงาน ขาดกำลังซื้อ พ่อค้าแม่ขายที่เล็กเหมือนปลาซิวปลาสร้อยอยู่แล้วก็ยิ่งไร้ความหวัง (ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) นี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะต้องหาทางเยียวยาให้ได้ในเร็ววัน

ไม่ต้องถามหาว่า “ใคร” ควรรับผิดชอบ เพราะพี่น้องประชาชนรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นฝีมือของใครบ้าง ไม่ใช่แค่ “ทุกคน” ในกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะถูกจารจำไว้ในฐานะผู้ก่อเวรสร้างกรรมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แต่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังผู้หนุนหลังให้ท้ายใครก็แล้วแต่ ควรโดน “หมายหัว” ไปด้วย

คนเหล่านั้นคงลืมไปแล้วว่า ในประเทศที่เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ก็มาจากฝีมือประชาชนที่ถูกกดขี่ทำร้ายและทำให้ไร้ทางออกมาเป็นเวลานานแล้วทั้งนั้น...