WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 4, 2008

เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..เราชนะแล้ว.....

ที่มา thaifreenews

เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..

เราชนะแล้ว


โดย : คุณก็รู้ว่าใคร

วันพุธที่ 3 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551


เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..เราชนะแล้ว

หลังจากที่การก่อการร้ายทั้ง 3 จุดที่เกิดจากน้ำมือขบวนการจ้องล้มล้างประชาธิปไตย นำโดย สนธิ-จำลองซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายพร้อมพวกพ้องอีกจำนวนหนึ่ง ได้อุบัติขึ้นและยืดเยื้อไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดได้นั้น ทางฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้สถานการณ์นี้ได้คลี่คลายไปโดยเร็วที่สุดมิฉะนั้นประเทศชาติจะล่มจมและเสียหายไปยิ่งกว่านี้แน่นอน
ได้มีการสั่งการไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหารและตำรวจ แต่ก็มิได้มีการปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ในการแก้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง เพราะว่าขบวนการก่อการร้ายชุดนี้ได้ส่งพรรคพวกของตนเองเข้าแทรกซึมไปทุกวงการมานานแล้ว ตั้งแต่ฝ่ายทหารก็มีจ่าทายาทอสูรเป็นหัวหน้าแก๊งค์คุมกำลัง ฝ่ายตำรวจ..หลังจากปลดจ่าหัวหน้าที่เพิกเฉยออกไป1 คนก็ยังเหลือจ่าตำรวจที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหัวหน้าโจรก่อการร้ายเป็นกำลังหลักอีกคนหนึ่ง แถมหน่วยตำรวจที่ดูแลสุวรรณภูมิก็โดนจับแม่ยายเป็นตัวประกันอยู่ด้านในสนามบินด้วย
แถมพวกอมาตยาธิปไตยก็กำลังรุกคืบดำเนินการในเชิงลับที่จะเข้ามายึดครองอำนาจเพื่อกดขี่ข่มเหงประชาชนไม่ให้โงหัวขึ้นมามีกำลังอีกต่อไปโดยให้การสนับสนุนในทางลับทั้งเสบียงและยุทโธปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการก่อการร้าย
เมื่อรัฐบาลได้ทราบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นจึงได้มีการวางแผนตระเตรียมที่จะหยุดอำนาจเถื่อนของพวกก่อการร้ายทั้งหลาย ทั้งหมดได้มีการปรึกษาหารือว่า เราจะไม่ยอมก้มหัวให้พวกเผด็จการและอมาตย์ที่ก่อการร้ายทั้งหลาย เราจะไม่ยอมลาออกไม่ยุบสภา โดยการกดกันของพวกก่อการร้ายเป็นอันขาด และค้นหาวิธีที่จะช่วยประเทศไทยให้พ้นมิคสัญญีนี้ได้
วิธีหนึ่งที่มีการเสนอกันมาและน่าสนใจคือการใช้วิถีทางประชาธิปไตยเอามาขับไล่อำนาจเถื่อนทั้งหลายให้หมดไปได้ นั่นคือ ช่วงนี้มีทั้ง 3 พรรค ที่อยู่ในข่ายที่จะถูกยุบพรรคโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แต่ง
ตั้งกันมาโดยพวกอสูร โดยที่ปกติการวินิจฉัยคดีจะมีการยื้อออกไปถึงปลายเดือนธันวาคม ก็มีการล็อบบี้จากรัฐบาลให้ขยับมาเร็วขึ้นที่สุดซึ่งก็ได้วันที่กำหนดคือวันที่ 2 ธ.ค. ..และจากแหล่งข่าววงใน ว่าจะมีการตัดสินให้ทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลหลุดพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีทางออกทางประชาธิปไตยทางอื่นอีก บ้านเมืองก็จะเกิดกลียุคต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด.และก็จะเข้าทางพวกอมาตย์ชั่วร้ายและพวกก่อการร้ายทั้งหลายที่จะใช้โอกาสนี้เข้ามายึดและเปลี่ยนระบบการปกครองประเทศจนได้
จากแหล่งข่าวกล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลมีการรวบรวมเงินจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนำไปซื้ออาหารหมาเร่ร่อนและทำบุญทำทานให้กับสัมภเวสี พวกเปรตทั้งหลาย นำมาเพื่อใช้ในการล็อบบี้ให้คำพิพากษา..พลิกกลับ..!มาเป็นทั้ง 3 พรรค โดนตัดสินยุบพรรคทั้งหมด โดยขอให้แถลงปิดคดีช่วงเช้าและตัดสินกันในช่วงบ่ายทันที...
เริ่มแผนแรกโดยการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการอำพรางเพื่อใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำ....นั่นแน่...เสือไม่มามีแต่หมาจ่าท.บ.แก่ๆออกมาแสดงตนทันที...พร้อมเพลงเปิดตัว ป๊อกช่าป๊อก ..ป๊อกช่าป๊อก..สมชายไม่อยู่จับหนูไม่ได้หร๊อก....ป๊อกช่าป๊อก...เพลงจบก็มาออกแขกโดยการให้ทุกหน่วยทุกเหล่า..สงบ อยู่นิ่งกลับที่ อยู่ในที่ตั้งทั้งหมด.....นั่นแน่ ..หมายหัวไว้อีก 1 แกนนำรุ่น 3
แผนสอง..ให้ศาลประกาศไม่รับการไต่สวนเพิ่มแล้ว ให้แถลงปิดคดีวันที่ 2 ช่วงเช้าและตัดสินบ่ายเลย...นั่นแน่..อาหารหมาได้ผล..
แผนสาม..ส่งไส้ศึกโยนขี้ให้หมางับ..แลกยุบสามพรรค กับย้ายและสลายชุมนุมทุกจุด.....นั่นแน่.....สนธิ-จำลอง ผและผู้ร่วมก่อการร้ายทั้งหมด...งับขี้เข้าเต็มๆ..
แผนสี่..หลังจากยุบพรรค...ย้ายพรรคใหม่ตามที่วางไว้..เพราะยังไง สมชายก็เป็นเพียงนายกขัดตาทัพอยู่แล้ว..ทัพใหญ่เตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ ..ส่งแนวร่วมแบบฮาร์ทคอมาเป็นนายก..เอาไว้รับเรื่องเดินเกมทางกฎหมายกับพวกผู้ก่อการร้ายที่ตกหลุมพรางสลายชุมนุมออกมาเองโดยที่ฝ่ายเราม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ มีแต่ฝ่ายมันที่เสียเกือบทุกวัน ต้องยกความดีความชอบให้กับ พี่เอ็ม...และพี่แดง อ้าว..โทษทีพี่แดงเป็นแค่หมอดูพยากรณ์อ่ะ แกฟันธงถูกตลอด……
แล้วให้รัฐบาลใหม่เดินเรื่องแก้รัฐธรรมนูญโดยด่วน รวมทั้งมาตรา 339 ด้วย ไม่ต้องกลัวมันแล้ว เลยจุดกลัวมาแล้วโว้ย..จ่าทั้งหลาย.....
..เดินเรื่องขออภัยโทษ โดยล่ารายชื่อทูลเกล้า...
แก้เสร็จ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่.........เพื่อไทย เต็มสภา.....แดงเต็มเมือง..เหลืองโดนตอนหมดแล้ว สูญพันธ์หมดสิ้น ทายาทอสูร

..และนี่คือเบื้องหลังการประกาศ เราชนะแล้ว ของคนเสื้อแดง.....
ต่อไปเหลือจัดการเช็คบิลกับพวกผู้ก่อการร้ายทีละคน ..ทีละคน..จนหมดสื้น...ทั้งทางแจ้งและทางลับ
ปลดจ่าอสูรทีละคน เอาไปดองให้หมด.....ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง....จับเดินเกียร์หน้าไปสามจังหวัดชายแดนให้หมด
ฝ่ายอมาตยาธิปไตยต้องอกแตกตาย..เพราะนายกคนต่อไป.....อาจจะได้ ทักษิณกลับมาอีกครั้งก็ได้...ใครจะไปรู้..อิอิ
อ้อ..ฝากปลดจ่ากองทัพอากาศด้วยนะครับ ที่ออกมาผิดคิววันประกาศคำตัดสินเมื่อวันที่ 2 ..บอกว่าให้ไปที่สนามบิน ดันมึนๆมาทำท่าทำทางถือปืนเป็นหนูน้อยหมวกแดงอยู่แถวศาลปกครอง..เกือบผิดแผนแน่ะ..เพราะได้ข่าวมาว่า พวกก่อการร้ายจะส่งมาฆ่าให้หมดทั้งศาลตุลาการเลย..ถึงเตรียมอาวุธกันมาพร้อมกะอาศัยช่วงชุลมุน..โห..นี่หรือเมืองพุทธ..
หมายเหตุ เรื่องราวทั้งหมดมาจากแหล่งข่าวเดียวกัน ที่เป็นคนไทยที่หัวใจบอบช้ำมาพอสมควรและจะสู้ต่อไป.
สู้เค้า..ไอ้มดแดง...ฮายาโตะ..
ฝ่ายอมาตยาธิปไตยต้องอกแตกตาย..เพราะนายกคนต่อไป.....อาจจะได้ ทักษิณกลับมาอีกครั้งก็ได้...ใครจะไปรู้..อิอิ

รัฐบาลแห่งชาติ เล่ห์กลอีกอันหนึ่งของพวกอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ฝุ่นเริ่มหายตลบแล้ว เพราะพรรคการเมือง 3 พรรคก็โดนยุบไปแล้ว พันธมิตร ก็ประกาศสลายการชุมนุมแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ทุกฝ่ายได้มีเวลาและโอกาสสงบอกสงบใจ ครุ่นคิดว่าจะเดินเกมต่อไปอย่างไร หลังวันเฉลิมพระชนม์พรรษานี้

แต่สงครามยังไม่จบสิ้น พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยังไม่คิดวางมือที่จะปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชน เพียงแต่การรบยกนี้ พวกเขาบอบช้ำเสียหนักเท่านั้น




ใครเป็นคนบ้าที่วางแผนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อบีบรัฐบาลให้ถึงทางตัน ผมเรียกว่าเป็น "ยุทธการสิ้นคิด" ครับ แม้ว่าจะประกาศชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เป้าหมายที่แท้จริงในการโค่นล้มระบอบทักษิณ และการยึดอำนาจรัฐ ยังไม่บรรลุผลแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามในทางการเมือง แม้ฝ่ายทักษิณจะโดนยุบพรรค แต่ในแง่ของฐานเสียงสนับสนุน ไม่ได้เสื่อมทรามลงไปแม้แต่น้อยนิด พลังของฝ่ายทักษิณยังคงแข็งแกร่งอยู่เหมือนเดิม

ส่วนเป้าหมายของ พธม. ในการยับยั้งการแก้ไข รธน. นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จแค่ชะลอเวลาออกไปเท่านั้น แต่สุดท้าย ฝ่ายที่ครองเสียงข้างมาก ก็จะสามารถแก้ไขได้อยู่ดี จะยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ รอให้ พธม. อ่อนล้าลง ก็ยื่นแก้ไขได้เลย และเสียงสนับสนุนก็มีมากพอที่จะทำให้มันสำเร็จภายในหนึ่งเดือนเท่านั้น

เกม "ยึดสุวรรณภูมิ" ของพวกอำมาตยาธิปไตยครั้งนี้ พวกเขาบอบช้ำกลับไปอย่างน่าดูทีเดียว พร้อมกับชนักติดหลังเรื่อง "ผู้ก่อการร้ายสากล" ซึ่งทั้งแกนนำและผู้สนับสนุน อาจโดน Blacklist ห้ามเข้ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกา หรืออาจโดนยึดทรัพย์ในต่างประเทศก็เป็นได้ เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อร้ายแรงที่สุด

ตอนนี้พวกอำมาตย์คงไปเดินเกมสร้างกระแส "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้น ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าเป็นรัฐบาลแห่งชาติแต่อย่างใด เพราะมันคือ "ตัวแทนของฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย" อย่างแท้จริงทีเดียว เป็นรัฐบาลศักดินาอำมาตย์ล้วนๆ ไม่มีคนของประชาชนปนเลยแม้แต่น้อย รายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่เสนอมา เช่น นายพลากร สุวรรณรัฐ ก็คือ พวกอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง



ตอนนี้คงหลอกประชาชน หากินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเขียนบทให้ใครพูดอย่างไรในวันสองวันนี้ก็ตาม เพราะ "ศรัทธาถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองจนไม่เหลือหลอแล้ว "การโฆษณาชวนเชื่อ นั้นมันเสื่อมมนต์ขลังลงไปแล้ว

อีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะมีผู้บารมีออกมาสนับสนุนอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันก็ไปไม่ได้อยู่ดี เพราะประชาชน "เสื่อมศรัทธากับผู้ใหญ่ลำเอียง" ในประเทศไทยไปหมดแล้ว จะให้ ป.สี่เสา หรือประเวศ หรือแม้แต่ สุเมธ ออกมาสร้างกระแสก็ไม่มีใครเอาอีกแล้ว

จะให้นักวิชาเกินวิชาการทั้งหลาย ที่ออกมาจุดกระแสสีขาวที่ล้มไปไม่เป็นท่านั้น ออกมาสร้างกระแสอีก ก็คงไม่ได้ผล เพราะนักวิชาการไทย "ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศ" ของตนเองไปหมดสิ้นแล้ว หรือแม้แต่ให้สื่อมวลชนออกมาสร้างกระแส ยุคนี้ พ.ศ. นี้ไม่มีใครเชื่อสื่ออีกต่อไปแล้ว มีแต่จะไล่กระทืบสื่อกันทั้งสองฝ่าย

สื่อมวลชนไทย ได้ทำลายความน่าเชื่อถือ หรือบทบาทชี้นำในสังคมของตนเองไปจนหมดสิ้นแล้ว

กระแสรัฐบาลแห่งชาติคงไม่มีใครเอาด้วย และเดี้ยงเหมือนกับกระแสกดดันให้รัฐบาลยุบสภานั่นแหละครับ

ก็เป็นแค่เล่ห์กลอีกอันหนึ่งของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ที่ทำลายศรัทธาของตนจนไม่เหลือหลออีกต่อไปแล้ว

ยุคนี้ประชาชนไม่ได้โง่ และที่สำคัญประชาชนกลับตาสว่างกันจนหมดสิ้น มนต์สะกดคลายความขลังไปเรียบร้อย แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่ กลับพยายามร่ายมนต์ จนดูเหมือนพวกเขากลายเป็นตัวตลกยังไงยังงั้น คนดูได้แต่เอือมระอากันแทบทั้งสิ้น แต่กลับไม่รู้ตัวเองอีก พวกเขาได้สูญเสียอำนาจในการควบคุมสังคมไปแทบหมดสิ้นแล้ว

การท่องบ่นคาถา คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ มันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะคนพูดเองกลับไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตนทั้งสิ้น กระบวนการยุติธรรมก็ลำเอียงอย่างหน้าด้านๆ แล้วจะสร้างความศรัทธา เรียกร้องความศรัทธาจากประชาชนได้อย่างไรกัน เพราะทำเรื่องหน้าด้านๆ ต่อหน้าประชาชน ยังคิดว่าประชาชนเขาโง่กันนักหรือ

ยุคนี้ คาถาศักดิ์สิทธิ มันต้อง เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง กินดีอยู่ดี เข้าถึงทุน เจ็บป่วยได้รับการรักษา มีเงินส่งลูกหลานเรียนเป็นต้น

คาถาเก่าๆ มันไม่ทำให้ประชาชนเขาอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เราไม่ต้องการพวกคุณธรรมจอมปลอมทั้งหลายเหล่านี้ มาเป็นรัฐบาลแห่งชาติ เราต้องการคนที่รู้ปัญหาชาวบ้าน รู้ปัญหาของคนรากหญ้า ช่วยเหลือคนรากหญ้า มาเป็นรัฐบาลของเขา

เราต้องการรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ที่เราเลือกเองกับมือ เราไม่ต้องการให้สวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนส่งมาให้

แม้พวกเราจะเป็นกบ เราก็ขอเลือกนายในหมู่กบด้วยกันเอง เราไม่ต้องการอ้อนวอนให้สวรรค์ส่งนายมาให้เรา

ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราคนรากหญ้าต้องการอะไร มากกว่าพวกเราด้วยกันเอง

เอารัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยัดลงตุ่มไปเสียเถอะครับ


เราต้องการรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

Wednesday, December 3, 2008

กรรมติดจรวด'หมอเหวง'ยื่นยูเอ็นเชือดพันธมารยึดสนามบิน 'เอื้องหลวง'ฟ้องซ้ำเรียก 2 หมื่นล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

เช็กบิลย้อนหลังหัวโจ๊กพันธมารฯเผาประเทศ "หมอเหวง"นำทีมยื่น"ยูเอ็น-กองปราบ"เชือด 12 แกนนำ ฐานเป่านกหวีดสร้างความปั่นป่วน เกณฑ์ม็อบถ่อย บุกยึด"สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง" บอร์ดบินไทยอัดซ้ำ ฟ้องพธม.เรียก 2 หมื่นล้าน


วันนี้ (3 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบพ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวน (สบ 2) บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รวม 12 คน ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นายสาวิทย์ แก้วหวานนายศรัญยู วงษ์กระจ่าง และนางมาลีรัตน์ แก้วก่า ในความผิดฐานก่อการร้าย กรณีนำมวลชน และกลุ่มคนสวมชุดดำมีผ้าคลุมหัวปิดบังใบหน้าบุกเข้ายึดท่าอากาศยานดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะส่วนหอบังคับการบิน เหตุเกิดตั้งแต่คืนวันที่ 25พ.ย.- 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้ คณะของ นพ.เหวง ได้ทำหนังสือขอให้พิจารณาโทษผู้ก่อการร้ายสากลที่ยึดสนามบินนานาชาติในประเทศไทย ยื่นถึงนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ผ่านข้าหลวงใหญ่ประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ นพ.เหวง กล่าวว่า มาแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ 12 แกนนำพันธมิตรฯ กรณีที่นำคนหลายพันคนยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ รวมทั้งเข้ายึดหอบังคับการบินเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก และสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัว และสร้างความเสียหายมากมายให้แก่ประชาชนชาวไทย ต่างชาติ รวมทั้งสร้างความหายต่อเศรษฐกิจ การเมืองและเกียรติภูมิของประเทศอันประเมินค่าไม่ได้

"การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญา กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ การกระทำนั้นมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1(2)" นพ.เหวง กล่าว

ด้าน นพ.สันต์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องเข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม เพราะได้เคยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์กฎหมายได้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แม้ว่าความผิดจะสำเร็จ และมีหลักฐานปรากฏตามสื่อมวลชนชัดเจนอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีถึงที่สุด และตามที่กลุ่มพันธมิตร ระบุว่าจะกลับมายึดสนามบินอีกครั้งหากมีการตั้งรัฐบาลที่ไม่ถูกใจกลุ่มตัวเอง การกระทำเช่นนี้เท่ากับสร้างความไม่สงบให้กับบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ นพ.เหวงไว้ในฐานะผู้ร้องทุกข์ จากนั้นจะได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

วันเดียวกัน นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงมติที่ประชุมบอร์ดว่า บริษัทได้รับความเสียหายจากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในปีนี้ ประสบภาวะขาดทุน สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้อัตราบรรทุกผู้โดยสารจากช่วงนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2552 ลดลงเหลือแค่ 50% และจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมทั้งดำเนินแนวทางการแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วยการขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องการกู้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทมีแผนที่จะกู้เงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระค่าเครื่องบิน ส่งผลให้ยอดเงินกู้จะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ยังมอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปปรับแผนเงินกู้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว เพื่อให้สามารถชำระหนี้ในยาวนานมากขึ้น

"วันนี้ บริษัทจะเริ่มทำการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิอย่างไม่เต็มรูปแบบ ส่วนที่สนามบินดอนเมือง คาดว่าจะให้บริการเต็มรูปแบบสำหรับเที่ยวบินในประเทศภายได้ ในวันพรุ่งนี้" นายสุรชัย กล่าว

'เสธ.แดง'ซัดพธม.เสียสติ!ประกาศชัยชนะบนความพินาศของชาติ

ที่มา ประชาทรรศน์





'เสธ.แดง'อัดพันธมารพวกเสียสติ!ประกาศชัยชนะบนความย่อยยับของประเทศชาติ เตือนสาวก'เจ๊กลิ้ม'จะชุมนุมใหม่คิดให้ดี ย้ำชัดไม่มีเอี่ยวเหตุบึ้มรายวัน

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ถึงกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ออกมาประกาศชัยชนะชัยโยโห่ร้อง และจะสลายการชุมนุมทันทีว่า เป็นการกระทำของพวกเสียสติเพราะการชุมนุมนั้นก่อความเสียหายและความวุ่นวายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก แต่แกนนำยังมีหน้ากลับออกมาบอกว่าประสบกับชัยชนะแล้ว ซึ่งตนคิดว่าชัยชนะของพวกเลวทรามกลุ่มพันธมิตรฯนั้น เป็นชัยชนะบนความย่อยยับเสียหายของประเทศชาติ ตนถือว่าเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการชุมนุมโดยมีกลุ่มแกนนำที่เสียสติ พาพี่น้องประชาชนไปตายเช่นนี้

นอกจากนี้ ผู้ทรงวุฒิกองทัพบก ยังฝากถึงกลุ่มคนที่คิดเข้าร่วมชุมนุมนั้นคงจะต้องตรึกตรองให้ดี ก่อนที่จะเอาชีวิตมาทิ้งยอมเป็นสาวกขภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

อย่างไรก็ตามพล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวอีกด้วยว่า ตนขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดต่างๆที่เกิดขึ้นหลายครั้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเชื่อว่าการวางระเบิดดังกล่าวเป็นการเตือนของกลุ่มกองกำลังที่ไม่ทราบฝ่ายและไม่พอใจการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ

ตะลึง!ม็อบถ่อยพันธมารซุกพลุ-น้ำกรดทำเนียบฯอื้อ

ที่มา ประชาทรรศน์

จนท.ระดมกำลังเคลียร์ทำเนียบรัฐบาลพบพลุ-น้ำกรดบรรจุขวดกระทิงแดง ที่ม็อบถ่อยพันธมารซุกไว้เพียบ เชื่อเตรียมไว้ประกอบบึ้มป่วน! ด้าน'ปทีป"สั่งตรึงกำลัง3 จุดชุมนุมเท่าเดิมแม้พธม.ประกาศเลิก ย้ำเดินหน้าดำเนินคดีแกนนำต่อ ปัดไม่ทราบ'มหาเถื่อน'ต่อรองละเว้นคดี ชี้ต้องนิรโทษกรรม โบ้ยไม่ใช่อำนาจตร.

วันนี้ (3 ธ.ค.) พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล หน่วยตรวจพิสูจน์และเก็บกู้ระเบิด หรือ EOD พร้อมสุนัขตำรวจ 5 นาย เข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงรอบทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของสำนักงานเขตดุสิต เข้าเคลียร์ทำความสะอาดพื้นถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนินนอกเพื่อเร่งเปิดการ จราจรให้เร็วที่สุดภายในวันนี้

ทั้งนี้ได้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ “พลุ” จำนวน 59 แท่งซุกซ่อนอยู่บริเวณประตูทางเข้า ขวดกระทิงแดง ซึ่งภายในบรรจุน้ำกรดจำนวนหลายขวด ซึ่งหลังจากที่มีการเข้าเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดคาดว่าจะมีการส่งมอบทำเนียบรัฐบาลได้อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (4 ธ.ค.)

ส่วนเต็นท์ที่พักและสัมภาระต่างๆ ของกลุ่มผุ้ชุมนุม ยังขนย้ายไม่เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่า หลังจากมีการสลายการชุมนุมบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ผู้ชุมนุมจะทยอยมาเก็บข้าวของในวันนี้

'ปทีป'สั่งตรึงกำลัง3จุดแม้ม็อบประกาศยุติ

วันเดียวกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศยุติการชุมนุมว่า การที่พันธมิตรฯยุติการชุมนุมนั้นเป็นการประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เข้ามาช่วยกัน ทั้ง ทหาร ตำรวจ พลเรือนรวมทั้งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ผลงานของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อย่างไรก็ตามแม้พันธมิตรฯจะยุติการชุมนุมแล้วตำรวจยังคงตรึงกำลัง ตั้งประจำที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่านอากาศยานดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล ในจำนวนเท่าเดิม หากจะลดก็ลดกำลังลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้นขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวก็ยังจับตาแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่ายทั้งหมด ว่ากำลังทำอะไรอยู่

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า เรื่องคดีต้องดูเป็นกรณีๆไป ยังตอบอะไรไม่ได้ ว่าใครจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่จะไม่ดำเนินคดีกับใครต้องดูรายกรณี และยังไม่ทราบเรื่องที่ว่ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม เรื่องนี้คงไม่มี แต่ถ้ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีนั้นก็ต้องดูความผิดเป็นกรณีๆไปแต่จะเอาในภาพรวมทั้งหมดคงต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมกันไป ซึ่งเกินอำนาจของตน ที่จะตอบได้ และตนยังไม่มีความเห็นต่อประเด็นนี้ในตอนนี้

“ส่วนของตำรวจรับผิดชอบในเหตุที่เกิดและเป็นคดี เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ถ้ามีคดีเกิดขึ้นยืนยันว่าผมจะยืนอยู่ตรงกลาง อยู่บนความยุติธรรม ซึ่งขณะนี้คดีที่แจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ เฉพาะที่มาแจ้งความก็ดำเนินไปตามปกติ เช่นเดียวกับคดีปกติ ทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ตำรวจต้องเก็บรวบรวมพยานหลักฐานหากเพียงพอ ก็ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปตามลำดับชั้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่าความผิดใด หรือโทษร้ายแรงแค่ไหน หากต้องมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ไม่มีใครมาร้องทุกข์ตำรวจก็ดำเนินการไม่ได้” รรท.ผบ.ตร. กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่จะมีการนำกฎหมายฟอกเงินมาใช้ จะมีการสั่งสันติบาลสืบในทางลับเพื่อหาเส้นทางการเงินของผู้อยู่เบื้องหลังพธม.หรือไม่ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า คงลำบาก เพราะว่าเวลาเราทำอะไรต้องมีพยานหลักฐานแต่ในทางปฏิบัตินั้น หน่วยใดดำเนินการอยู่หรือไม่ ตนไม่ทราบคงไม่ได้ ในส่วนที่ตนรับผิดชอบต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน

ค้นรถการ์ดพันธมารปืน 2 กระบอกลูกกระสุนเพียบ

ขณะเดียวกันหลังจากเมื่อช่วงเย็นของเมื่อวาน (2 ธ.ค.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุม และได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลรวมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเลี้ยงฉลองประกาศชัยชนะ โดยมีแนวร่วมสนับสนุนทั้งจากทำเนียบรัฐบาล และสนามบินดอนเมืองจำนวนนับหมื่นคนเดินทางมาร่วมเลี้ยงฉลองกันที่อาคารผู้โดยสารขาออกสนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศทั่วไปเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีการยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวนหลาบสิบนัดเพื่อประกาศชัยชนะ และแกนนำได้สลับกันขึ้นประกาศชัยชนะบนเวทีท่ามกลางความสนุกสนามของแนวร่วมพันธมิตรกว่า 3 หมื่นคน

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 กองร้อยได้กระจายกำลังกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธที่บริเวณทางเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิทางด้านถนนเมนโรส ภายในสนามบินสุวรรณภูมิและทางเข้าสนามบินทางด้านถนนลาดกระบัง เนื่องจากเกรงว่าจะมีมือที่สามจะนำอาวุธเข้าก่อเหตุร้ายจนกระทั้งเวลาประมาณ 02.00 น.วันที่ 3 ธ.ค.51 ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตั้งด่านตรวจอยู่ที่ด่านทางเข้า สภ.ราชาเทวะ ทางด้านเขตติดต่อถนนลาดกระบัง-อ่อนนุช ได้พบเห็นชาย 4 คนขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า โคโรร่า สีบอร์ดเงิน ทะเบียน กจ. 7047 สระบุรี เข้ามาที่หน้าด่านเจ้าหน้าที่ได้เชิญกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 4 ลงจากรถได้พบว่าชายฉกรรจ์หนึ่งใน 4 ได้แขวงบัตรการ์ดพันธมิตรอาสา สระบุรี อยู่ที่คอ จึงได้ทำการตรวจค้นภายในรถได้พบอาวุธปืนขนาด 9 มม. และอาวุธปืนขนาด .32 อย่างละหนึ่งกระบะ ซึ่งบรรจุลูกกระสุนเอาไว้จนเต็มแม๊กกาซีนทั้ง 2 กระบอก พร้อมด้วยแม๊กกาซัน ขนาดเดียวกับปืนทั้งสองกระบอกอีกจำนวน 2 แม๊กที่บรรจุลูกกระสุนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว วิทยุสื่อสารย่านยูเฮสเอฟ สีแดง อีกจำนวน 1 เครื่องที่สำหรับแกนนำพันธมิตรเอาไว้ติดต่อกัน อีก 1 เครื่อง ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพานสีดำวางอยู่ในรถ นอกจากนี้จากการตรวจค้นท้ายรถได้พบไม้กระบอกและเหล็กแป๊บอีกจำนวนกว่า 10 อันที่ซุกซ่อนมาในด้านท้ายรถ จึงได้ตรวจยึดเอาไว้พร้อมประสานพนักงานสอบสวน สภ.จระเข้น้อย พื้นที่ราชกระบังเข้ามารับตัวไปทำการสอบสวน

งูเห่าคืนชีพ'เสธ.หนั่น'พริ้ว! แบะท่าจูบปากพรรคสะตอ

ที่มา ประชาทรรศน์

ไวน์ทำพิษ 'เสธหนั่น' มึนประกาศยินดีร่วมงาน 'พรรคสะตอ' โวเป็นเลขาฯพรรคนานที่สุด เผยรอเวลาคนทาบทามเจรจาพลิกขั้วทางการเมือง ปัดวิจารณ์เกมชิงตำแหน่งนายกฯ แขวะใครๆก็อยากเป็น ด้าน'มังกรเติ้ง' เปิดตัวพรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมดันน้องชายสุดเลิฟนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค

บรรยากาศที่พรรคชาติไทย วันนี้ (3ธ.ค.) นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ได้นัดประชุมอดีตสมาชิกพรรคในเวลา 14.00 น. เพื่อหารือถึงท่าทีและการทำงานทางการเมืองนามพรรคใหม่ และขอให้สมาชิกทุกคนแต่งชุดดำเพื่อประท้วงคำวินิจฉัยยุบพรรค โดยสำหรับผู้ที่ได้รับการคาดหมายเบื้องต้นว่าจะมาทำหน้าที่หัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคชาติไทยพัฒนาหรือภายใต้ชื่ออื่นน่าจะเป็นนายชุมพล ศิลปอาชา น้องชายของนายบรรหาร ศิลปอาชา หรือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส.ส.พรรคชาติไทยมีทั้งหมด 34 คน แบ่งเป็น ส.ส.ระบบแบ่งเขต 30 คน และ ส.ส.ระบบสัดส่วน 4 คน โดย ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิ 5 ปีมีทั้งหมด 19 คน ซึ่งรวมทั้งแกนนำคนสำคัญอย่าง นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค, นายสมศักดิ์ ปริศนานันกุล , นายวราวุธ ศิลปอาชา , น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา, นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ , นายประภัตร โพธสุธน , นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นต้น

ส่วน ส.ส.ที่ไม่ถูกตัดสิทธิและต้องหาพรรคใหม่สังกัดมี 15 คน คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร, นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร, นายเชวงศักดิ์ เร่งไพบูลย์วงษ์ ส.ส.ชัยภูมิ, นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์, นายพีระเดช ศิริวัณสาณฑ์ ส.ส.นครสวรรค์, นายวัชระ ยาวะหะซัน ส.ส.นราธิวาส

นายสุรพงษ์ อึ้งอำพรวิไล ส.ส.ปทุมธานี, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา, นายวิจิตร พรพฤฒิพันธุ์ ส.ส.เพชรบูรณ์, นางปารีณา ปาจรียางกูร ส.ส.ราชบุรี, นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ ส.ส.สุโขทัย, นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี, นายตุ่น จินตเวช ส.ส.อุบลราชธานี และ นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวถึงกระแสข่าวส.ส.พรรคชาติไทยที่เหลือ 15 คนจะย้ายไปสังกัดพรรคชาติไทยพัฒนาว่า จะทราบความชัดเจนในการประชุมพรรคช่วงบ่ายวันนี้ ส่วนกรณีที่นักธุรกิจออกมาเรียกร้องให้พลิกขั้วรัฐบาลนั้น พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ต้องฟังเสียงประชาชนเหมือนกันและคงต้องคุยกันในพรรค เชื่อว่าทุกพรรคคงจะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรียังไม่ทราบ ต้องดูก่อนว่าพรรคไหนจะเสนอใครบ้าง

เมื่อถามว่าหากจะต้องกลับไปทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ได้ ทำไมจะไม่ได้ ตนเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มานานที่สุด แต่จนขณะนี้ยังไม่มีใครมาร้องขอให้เป็นคนกลางมาเป็นคนประสานเรื่องการพลิกขั้ว ซึ่งเสียงส.ส.ในสภายังมีโอกาสที่พรรคร่วมจะพลิกไปจับมือกับพรรคประชิปัตย์หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกับใครเลย โดยในเบื้องต้นต้องดูว่าพรรคชาติไทยจะมีความกิดเห็นอย่างไรก่อนถึงจะพิจารณาเรื่องอื่นได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าพล.ต.สนั่น จะพาศิษย์เก่าชาติไทยไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.ต.สนั่น หัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าวว่า อาจจะพาเป็นฝ่ายค้านก็ได้ เมื่อถามว่าหากไปตั้งพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนจะทำ

ให้สถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวายอีกหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ต้องดูว่าเมื่อจัดตั้งใหม่จะวุ่นวายหรือไม่ ถ้าวุ่นวายก็หลีกเลี่ยง ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้อยู่ได้ 1-2 ปี จะได้แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งทุกพรรคต้องกลับตรึงตรองให้ดี

เมื่อถามว่านอกจากนายกฯที่เสนอโดยพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ โอกาสที่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นเคนดิเดตนายกฯจะมีหรือไม่ พล.ต.สนั่น ย้อนถามว่าเสียงข้างมากเขายอมหรือไม่ ใครมีเสียงข้างมากก็อยากเป็นทั้งนั้น ซึ่งขณะนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่ได้นัดคุยกันยังมีเวลาตัดสินใจ ต่อข้อถามว่าเมื่อดูรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ 6 คนพรรคชาติไทยรับได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่รู้ใครเป็นบ้าง แต่ถ้ารับพรรคเขาได้ใครเป็นนายกฯก็ต้องรับ

Thai Airport Protest Strands Thousands

ที่มา TFN HOT VDO CLIP



AP รายงานการเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ
นักท่องเที่ยวแสดงความไม่พอใจว่าทำไมมายึดสนามบิน
มีช่วงหนึ่งมีภาพผู้ชุมนุมรุมหยิบอาหาร ซึ่งทางAP ใช้คำว่า robbery ด้วย

>>>>>ภาพเสื้อแดง ต้านรัฐประหารเงียบ<<<<<

ที่มา thaifreenews





อย่างเพิ่งท้อแท้สิ้นหวังครับ ยุบพรรคเป็นอะไรที่เราคาดไว้แล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่มีรัฐบาลแห่งชาติแน่นอน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ที่จริงฝ่ายเราโดนมามากแล้ว ครั้งนี้ก็แค่อีกหมัดหนึ่งเท่านั้น แต่ก็น็อคเรายังไม่ได้อยู่ดี

การยุบพรรคพลังประชาชน เป็นอะไรที่เราคาดการณ์กันไว้แทบทุกคนแล้ว และมีการเตรียมการเพื่อรับกับปัญหานี้แล้ว แม้จะไม่สามารถบรรเทาความเสียหายได้ทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเราจะพ่ายแพ้ เราเพียงแต่เสีย "แม่ทัพหน้า" พร้อม นายกองไปจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่เรายังไม่ได้แพ้สงครามครับ


แต่การแสดงออกวันนี้ จนศาล รธน. ต้องย้ายหนี นั้นก็เป็นการส่งสัญญาณให้ทราบกันอยู่แล้วว่า "บ้านเมืองนี้" เป็นจลาจล และไม่มีทางที่ใครจะใช้วิธีการหักด้ามพร้าด้วยเข่าได้อย่างแน่นอน องค์กรใดๆ ก็ไม่มีทางอยู่อย่างสงบสันติอีกต่อไปแล้ว บารมีใคร ก็ไม่อาจสยบวิกฤติความขัดแย้งนี้ได้แล้ว เมื่อแผ่นดินไม่มีธรรม ก็อย่าหวังว่าจะใช้การโฆษณาชวนเชื่อ สยบประชาชนได้เลยครับ

เมื่อโดนยุบพรรค สิ่งที่เสียไปอย่างแน่นอนคือ นายกฯสมชายต้องสิ้นสภาพไป ครม. ก็เป็นอันสิ้นสุดลงด้วย แม้ศาล รธน. จะเล่นกลแบบท่านนายกฯสมัคร สุนทรเวช คือ ห้ามคนที่โดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง รักษาการในตำแหน่ง ต่อไป แต่ ครม. ก็มีรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี รวม 21 คน ที่จะรักษาการต่อไป ซึ่งคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร

สส.พรรคพลังประชาชน ทีต้องหลุดจากตำแหน่งไปเพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค มีเพียง 12 คน เท่านั้น เฉพาะ สส. เขต แต่ สส.ปาตี้ลิสต์ ได้เลื่อนลำดับมาแทนกันไว้หมดแล้ว ดังนั้น สส.ในสังกัดของ พลังประชาชน ที่จะย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย จึงมีจำนวน 219 คน

ส่วนพรรคชาติไทย จะเสียหายมากที่สุดคือ สส. จะหลุดไป 15 คน เหลือ อีก18 คน สส.เหล่านี้ก็ต้องหาพรรคใหม่สังกัด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะย้ายมายยู่พรรคเพื่อไทย เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตของพรรคเพื่อไทย ส่วนตระกูลศิลปอาชา ตายหมู่ยกรัง

พรรคมัชฌิมา หลุดจากตำแหน่ง 1 คน เหลือ อีก 5 คน ซึ่งโอกาสจะย้ายไปพรรคเพื่อไทย ทั้งหมดมีความเป็นไปได้สูง

สภาผู้แทนฯ ตาม รธน.มาตรา 93 บัญญัติว่า หาก สส.ขาดไปและยังไม่ได้เลือกตั้งซ่อมให้ สมาชิกคงมีเท่ากับจำนวนที่มีอยู่ คือประมาณ 448 คน ดังนั้น ครึ่งหนึ่งคือ 224 คน พรรคเพื่อไทย หาพรรครวมสนับสนุนอีก ไม่เกิน 10 คน ก็สามารถครองเสียงเดินครึ่งของสภา ในวันเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีได้อยู่แล้ว

ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญแม้จะตัดสินให้รัฐบาลล้มไปได้ แต่ก็ไม่สามารถทำให้สภาโดนยุบไปได้ แนวคิดเรื่อง "รัฐบาลแห่งชาติ" นั้นเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน เพราะหากไม่ฉีก รธน. ปี 50 ทิ้งก่อน ก็ไม่สามารถทำอะไรนอกขอบเขตรัฐธรรมนูญได้ การฉีกรัฐธรรมนูญมีได้อย่างเดียวคือ ต้องทำรัฐประหาร ซึ่งขณะนี้มวลชนเสื้อแดงพร้อมแล้วที่จะต่อต้านการทำรัฐประหาร เราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวกองทัพอีกต่อไป

ศาล รธน. ล้มรัฐบาลได้ แต่ไม่อาจยึดอำนาจรัฐได้ ดังนั้น เราอย่าเพิ่งตกใจ หรือท้อแท้สิ้นหวัง การรวมม็อบเสื้อแดงวันนี้ บอกให้ทุกฝ่ายทราบว่า กำลังคนเราพร้อมแล้ว ที่จะต่อสู้และไม่ยอมสยบก้มหัวให้กับใครอย่างเด็ดขาด แม้จะคิดว่าตัวเองมีบารมีสูงส่งก็ตาม บารมีที่ไม่ได้มาจากการสนับสนุนของประชาชน ไม่มีความสำคัญในทางการเมืองมากนัก

สงครามยังจะมีอีกต่อไป เราสูญเสียแม่ทัพ นายกอง กองทัพหน้า ไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเราก็เคยเสียมาแล้ว แต่เรายังไม่ได้แพ้ เรายังไม่ได้แตกทัพ ทัพหลวงเรายังมั่นคงดีอยู่



ที่จริงการยุบพรรคอาจไม่ร้ายแรงเกินไปสำหรับเราก็ได้ครับ เพราะผลในทางการเมืองที่ผลเห็นอย่างชัดเจน คือ การทำลายพรรคชาติไทย และตระกูลศิลปอาชา ออกจากการเมืองไปแบบถอนรากถอนโคนเลยทีเดียว พรรคเพื่อไทยที่เกิดใหม่ คงรวมเอาพรรคชาติไทยเข้าไปด้วย ดังนั้น พรรคเพื่อไทยก็อาจโตกว่าเดิมด้วยซ้ำไปครับ เมื่อมีการเลือกตั้งซ่อม แทน สส.เขตที่สิ้นสภาพไป 32 คนแล้ว ผมคิดว่า พรรคเพื่อไทย อาจมีที่นั่งในสภาถึง 280 ที่นั่งก็เป็นได้

สำหรับ สส. แถวที่สองของพรรคพลังประชาชน อาจเรียกว่าเป็นพวกแถวสาม หรือทีม C ของพรรคไทยรักไทยเดิมก็ว่าได้ จะได้มีโอกาสเป็นรัฐมนตรีกันทั่วหน้า เพราะแถวแรกๆ คือทีม A กับทีม B โดนใบแดง ตายในสนามรบหมดแล้ว ก็จำเป็นต้องเลื่อนแถวที่สอง ที่สามขึ้นมาแทน สรุปแล้ว ใครอยู่ฝ่ายทักษิณ ฝ่ายประชาธิปไตย ก็มีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรีกันแทบทุกคน ส่วนใครอยู่ ปชป. ก็กินแห้วกันต่อไป

ดังนั้น ผมจึงไม่กังวลว่า สส.พรรคพลังประชาชน ที่โดนยุบจะกระจัดกระจายอีกต่อไป เพราะพวกเขามีโอกาสทางการเมืองมากขึ้น และ ประชาชนก็คอยขนาบข้างหลังอยู่

การยุบพรรค ให้โอกาสกับนักการเมืองรุ่นใหม่ เลือดใหม่ของฝ่ายทักษิณครับ ส่วนฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ก็ยังคงเป็นพวกเก่าแก่ที่ปรับตัวยากอยู่

สรุปเราไม่มีอะไรต้องกลัว ท้อแท้ หรือสิ้นหวังครับ

ข่าวสุดท้ายที่ผมได้ยินคือ นางสดศรี สัตย์ธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การย้ายพรรคของ สส.สัดส่วนอาจมีปัญหา ต้องให้ กกต. ตีความ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคอย่างนั้นของฝ่ายประชาธิปไตย

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า สส.ที่ถูกยุบพรรค ต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน หากหาไม่ได้จะหมดสิ้นสมาชิกภาพ

ผมคิดว่าเขาคงต้องมีการเลือกรัฐบาลภายในสองสามสัปดาห์นี้ แหละครับ ดังนั้น สส. ที่ถูกยุบพรรคยังคงมีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรีอยู่ แม้ว่าจะไม่มีพรรคก็ตาม และอีกอย่างการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. พรรคจะสั่งไม่ได้ ดังนั้น เกมนี้ก็ยังคงอยู่กับฝ่ายประชาธิปไตยครับ

ส่วนแนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ นั้นอย่าไปสนใจเลยครับ เป็นเรื่องเพ้อฝันของพวกที่ไม่รู้จะหาทางเอาชนะได้อย่างไรมากกว่า ถึงอย่างไร ประชาชนในประเทศนี้ก็ไม่เอารัฐบาลแห่งชาติครับ

ที่จริงไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ แต่เป็น “รัฐบาลของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตย โดยอำมาตย์ เพื่ออำมาตย์” นั่นแหละครับ พวกนี้ยัฝันถึงวันคืนอันเก่าๆ ที่พวกตนเคยรุ่งเรืองอยู่ แล้วคิดอหังการ์ ว่า เราจะหยุดโลกไม่ให้หมุน เราจะห้ามทะเลไม่ให้มีคลื่น อะไรประมาณนี้ครับ


คาใจศาลรธน.อ่านผิดอ่านถูก

ที่มา ประชาทรรศน์

* เผย‘เฉลิม อยู่บำรุง’จ่อคิวนายกฯคนต่อไป

“นักวิชาการ-นักกฎหมาย” คาใจ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ลุกลี้ลุกลนอ่านคำวินิจฉัยยุบ “พลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมา” จนอ่านชื่อพรรคการเมืองผิดๆ ถูกๆ เชื่อมีธงอยู่แล้วการตอกย้ำการทำรัฐประหารเงียบ ระบุไม่เชื่อจะแก้ปัญหาการเมืองได้ แนะพรรคร่วมรัฐบาลผนึกกันไว้ให้มั่น หวั่นทหารฉวยโอกาสสร้างเงื่อนไขอำนาจให้ตัวเอง พร้อมทั้งจี้ให้ศาลรธน.ชี้แจงต่อสังคมถึงความเร่งรีบ ส่วนการเฟ้นหานายกฯ คนใหม่ มีชื่อ “เฉลิม อยู่บำรุง” โผล่เป็นตัวเต็งหลังเจ้าตัวต่อสายล็อบบี้ ส.ส. ด้วยตัวเอง ขณะที่ประชาชนดาหน้าจี้เอาผิด พธม.ทั้งแพ่ง-อาญา หลังหมดมุกยอมเลิกชุมนุม

* จี้เอาผิดทั้งแพ่ง-อาญาผู้ก่อการร้ายพธม.

ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 12.15 น. วันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็เป็นวันประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยอีกวันหนึ่ง เมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำวินิจฉัยให้ยุบ 3 พรรคการเมือง พร้อมตัดสิทธิ์ทางการเมืองคณะกรรมการบริหารพรรคคนละ 5 ปี ประกอบไปด้วยพรรคพลังประชาชน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ผิดไปจากความคาดหมาย แต่ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญทางการเมือง และส่งผลให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

เชื่อศาลรธน.มีธงอยู่แล้ว

รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในทางการเมืองยังไม่สามารถตัดสินได้ว่ามติดังกล่าวจะส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ต้องรอดูต่อไปว่าทั้งสองฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง

ถึงจะมีการตัดสินยุบพรรคทั้ง 3 พรรคครั้งนี้ แต่ยังไม่คลายปมปัญหาต่างๆ การยุบพรรคเป็นเพียงหนึ่งปัจจัยเท่านั้น หากถามว่าดีขึ้นหรือเลวลง ก็คงต้องตอบว่าไม่ดีขึ้นมากเท่าไร เนื่องจากยังมีตัวแปรทางการเมืองอีกหลายตัว นอกเหนือจากการยุบพรรคที่เป็นตัวแปรอิสระ ซึ่งนักรัฐศาสตร์เอง ถึงขณะนี้ก็ไม่อาจทายอนาคตทางการเมืองได้

ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินอย่างเร่งรีบ รศ.ดร.ตระกูล กล่าวว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ตัดสินวันนี้ ก็ต้องตัดสินวันหน้าอยู่ดี และไม่ว่าตัดสินวันไหนก็เหมือนกัน เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีคำตอบล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นเต้น

เลือกยุบสภาน่าจะดีกว่านี้

รศ.ตระกูล กล่าวต่อไปว่า หากมีการประกาศยุบสภาเกิดขึ้น คงจะทำให้ประชาชนสูดหายใจได้ลึกขึ้น แต่นักการเมืองคงจะต้องคิดหนัก เนื่องจากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาเสียง โดยเฉพาะในเวลาที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้ หากนักการเมืองคนไหนไม่มีเงินทุนเก็บไว้จะยิ่งแย่ และอาจส่งผลให้เกิดการซื้อเสียงมากขึ้น เพราะประชาชนมีรายได้ไม่พอ

ส่วนการจะประกาศยุบสภาได้เลยเมื่อมีผู้รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีนั้น นักกฎหมายก็มองว่าสามารถทำได้ แต่การจะประกาศยุบสภาจะต้องมีเหตุวิกฤติทางการเมืองถึงจะยุบสภาได้ อาทิ ส.ส.สัดส่วนของพรรคพลังประชาชน กับพรรคชาติไทย หาพรรคสังกัดไม่ได้ เนื่องจากคาดว่าจะต้องมีการยื่นกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ ตรงนี้ก็จะเกิดวิกฤติขึ้นมา เพราะไม่สามารถเป็นไปตามระบบสภาได้ ส่งผลให้ประกาศยุบสภาได้ทันที

“แม้ ส.ส.สัดส่วนจะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย แต่ก็จะมีการส่งตีความต่างๆ ประเด็นเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวันนี้ พรุ่งนี้ก็ได้เรื่องแล้ว” รศ.ตระกูลกล่าว

นายกฯ คนใหม่ยังไงก็ขั้วเดิม

ด้าน ผศ.สิริพรรณ นกสวน อาจารย์ประจำภาควิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ไม่คิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น เพราะคำถามที่แท้จริงคือจากนี้เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

เนื่องจากเห็นว่าส.ส.ในสภาของฝ่ายรัฐบาลก็ยังคงเป็นเสียงข้างมากอยู่ดี แล้วส.ส.ที่มีเสียงข้างมากก็ยังคงเป็นพรรคพลังประชาชนแม้จะย้ายไปอยู่พรรคอื่นที่เตรียมไว้ก็ตาม ซึ่งหากจะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็ยังคงเป็นคนของพรรคพลังประชาชนเดิม

ส่วนการเปลี่ยนขั้วซึ่งสามารถทำได้ แต่คงจะไม่เกิดขึ้นได้ง่าย ถึงแม้หัวหน้าพรรคจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่เมื่อมีการดำเนินการประชุมสภาเพื่อเลือกฝ่ายรัฐบาล ก็คาดว่าจะได้พรรคพลังประชาชนขึ้นมาแทน แต่นั้นคือกรณีที่สามารถประชุมสภาได้ แค่คาดว่าคงจะไม่มีการประชุมสภาได้ เพราะพันธมิตรฯ จะต้องไปปิดล้อมทุกที่

ตอกย้ำตุลาการปฏิวัติเงียบ

“การยุบพรรคไม่ได้ไปเปลี่ยนตัวเลขส.ส.ในสภา ศาลอาจจะคิดว่าประชาชนจะยอมรับคำตัดสินของศาล ศาลจึงออกมาเร่งรีบในการตัดสิน แต่ไม่ใช่ แต่จะยิ่งเกิดข้อสงสัยว่าที่ศาลรีบตัดสินนั้น ศาลกำลังใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง ครั้งหนึ่งหลายฝ่ายก็มองว่าศาลปฏิวัติเงียบ มาถึงครั้งนี้ประชาชนก็ยิ่งคิดว่าเป็นอย่างนั้น”

อย่างไรก็ตาม ศาลอาจจะคิดว่าการตัดสินคดียุบพรรคอย่างเร่งด่วนจะคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง และศาลคิดว่าศาลจะเป็นตัวแปรที่จะบีบให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ต้องการถามศาลว่าก่อนที่ศาลจะตัดสินคดียุบพรรค ศาลได้ดูตัวเลขส.ส.ในสภามาหรือไม่ เพราะว่าตัดสินไปตัวเลขก็ไม่เปลี่ยน

ห่วงทหารฉวยโอกาสสร้างอำนาจ

โดยส่วนตัวต้องการเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น จะต้องถูกแก้ไขตามกลไกรัฐสภา ประธานสภาต้องตัดสินใจบางอย่าง ไม่ต้องการเห็นคนนอกเข้ามานั่งอยู่ในสภา หรือให้เกิดการปฏิวัติ นอกจากนี้ กรณี ส.ส.สัดส่วนที่อาจจะเกิดข้อถกเถียงว่าจะเป็นเหตุผลในการยุบสภาได้หรือไม่นั้น ตามกฎหมายส.ส.สัดส่วนสามารถไปร่วมกับพรรคอื่นได้ โดยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามในระยะเวลาสั้นๆ อาจคาดการได้ว่า จะเกิดการยุบสภา โดยฝ่ายสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเป็นตัวปลดล็อก เรื่องของการสมานฉันท์หรือใช้สันติวิธี เวลานี้คงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง

หรืออีกทางคือพรรคพลังประชาชนไม่ลาออก เพราะเชื่อว่าศาลตัดสินไม่ยุติธรรม และสุดท้ายจะเกิดความรุนแรง เกิดการปะทะกัน ส่งผลให้ทหารออกมาฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 หรือทหารอาจจะยังถือรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ยกเลิกบางมาตรา

ทั้งนี้ หากพรรคร่วมสามารถปลดล็อกรัฐบาลได้ จะเป็นการกันไม่ให้ทหารเข้ามาแทรกแซง เพราะในความเป็นจริงทหารมีความคิด 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกัน ไม่ต้องการออกมาปฏิวัติ แต่อีกกลุ่มก็รอคอยและฉกฉวยโอกาสบ้านเมืองที่กำลังวิกฤติ ต้องการเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง เพื่อสร้างอำนาจให้กับตนเอง อย่างพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จากที่สังเกตดูแล้วก็เห็นว่าได้พยายามอย่างหลังอยู่ แต่ไม่สำเร็จ

เชื่อจะนำไปสู่การยุบสภา

รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ ระบุว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่โดยกลุ่มเก่า หรือพรรคพลังประชาชนที่มีเสียงข้างมากในสภา แต่การตั้งรัฐบาลใหม่จะเกิดความยุ่งยาก เพราะจะต้องได้รับการขัดขวางจากพันธมิตรฯ ที่คงพยายามทำทุกอย่างไม่ให้เกิดการประชุมสภา

ส่วนการตั้งพรรคสำรองไว้ของพรรคพลังประชาชนนั้น จะเห็นได้ว่าสมาชิกพรรคยังคงเกาะกันแน่น และถ้าพูดถึงการทำให้เกิดการประชุมสภา ก็ถือว่าเป็นเสียงข้างมากที่มีสิทธิโดยชอบธรรม

ทั้งนี้ คาดว่าสุดท้ายแล้วจะนำไปสู่การยุบสภา แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อยุบสภาแล้วจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ใช่สร้างสุญญากาศทางการเมือง

ส่วนกรณีที่ภาคเอกชนเสนอให้มีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง โดยให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล รศ.สุขุม กล่าวว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก การสลับขั้วไปก็ต้องไปกันทั้งหมด ซึ่งก็คงไม่เกิด

ยุบพรรคไม่ใช่ทางออกปัญหา

ดร.จันทนา สุทธิจารี ประธานสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และ รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการยุบพรรค ว่า มติของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองไทยได้ใน

ขณะนี้ เพราะเมื่อนำจำนวนกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหักกับจำนวน ส.ส. ที่เหลืออยู่ ก็ยังเกินครึ่ง ซึ่ง ชัดเจนว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะยังไม่มีการย้ายขั้ว หลังจากนี้ไปก็จะเป็นแค่เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เท่านั้นซึ่งก็จะมาจากกลุ่มพลังประชาชนเช่นเดิม และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิก็ยังคงสั่งการได้เหมือนเดิม

ส่วนสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมก็จะยังดำเนินต่อไป เพราะพันธมิตรฯ ได้ขยายข้อเรียกร้องว่าหากไม่ได้การเมืองใหม่จะไม่เลิกการชุมนุม

ขณะเดียวกันการยุติปัญหาด้วยการทำรัฐประหารเป็นเรื่องยาก เพราะจะมีการต่อต้านที่ซับซ้อนทั้งโดยเปิดเผยและที่ลับ เรื่องนี้ทหารเองก็คงหนักใจ

ประชาชนกังขาคำตัดสิน

ด้านนายบุญจง วงค์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา กล่าวว่าการตัดสินของศาล รธน.เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าความเป็นธรรมที่เราเรียกหานั้นไม่สามารถจะเรียกหาได้ การตัดสินคดีเหมือนกับการประหารชีวิตกรรมการบริหารพรรค เราเคยใช้สิทธิหลายประเด็นในการต่อสู้แต่ไม่ได้รับการพิจารณาแต่เมื่อผลการตัดสินออกมาเรายอมรับแต่เราในนามพรรคพลังประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเห็นว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินครั้งนี้

ทางด้านนายศุภชัย ใจสมุทร เลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนักกฎหมาย กล่าวถึงกรณีนี้ว่าการตัดสินของศาลจะต้องคำนึงถึงความรู้สึกด้วยว่าคนถูกตัดสินได้รับความยุติธรรมหรือไม่ วันนี้ประชาชนเองก็ได้ตั้งข้อสงสัย ดังนั้น ขั้นตอนพิจารณาโดยความถี่ถ้วนรอบคอบบนความรู้สึกของประชาชน ว่าไม่ล่วงละเมิดสิทธิของพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่าเมื่อการตัดสินออกมาเช่นนี้ ทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจจากหลายๆ เรื่อง

ทั้งนี้ ในแง่ของกฎหมาย ส.ส.ที่พรรคของตัวเองสังกัดอยู่ถูกยุบไป ต้องดำเนินการย้ายไปยังพรรคการเมืองอื่นภายใน 60 วัน แต่ถ้าภายใน 60 วันยังหาพรรคอื่นอยู่ไม่ได้ จะถือว่าพ้นสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส.

จี้แจงสังคมทำไมถึงต้องเร่งรีบ

เมื่อสภายังอยู่แล้วประเทศก็ต้องมีรัฐบาล นายกรัฐมนตรีก็ต้องเป็นผู้นำ ดังนั้นจึงจะต้องมีการเปิดการประชุมวิสามัญขึ้น ภายใต้จำนวนส.ส.ที่มีอยู่เดิม เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ว่ากันไปตามมาตรา 106 ในรัฐธรรมนูญ

ส่วนความกังวลในเรื่องของส.ส.สัดส่วนจะไปสังกัดพรรคอื่นยาก หรือไปแล้วจะต้องไปต่อท้ายหรือไม่นั้น นายศุภชัย กล่าวว่าส.ส.สัดส่วนมีลักษณะเดียวกับส.ส.เขต สามารถไปอยู่พรรคใดก็ได้ เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้แยกระเบียบของส.ส.สัดส่วน แต่พูดถึงส.ส.ทุกคนในสภา

นอกจากนี้ นายศุภชัย ยังกล่าวว่าศาลจะต้องตอบคำถามของสังคมให้ได้ ว่าท่าทีที่วินิจฉัยอย่างรวดเร็วนั้นหมายความว่าอะไร และพิจารณาเช่นนี้ยุติธรรมอย่างไร แต่ศาลก็ไม่ได้แสดงท่าทีผิดจากความคาดหมายสักเท่าไร ส่วนจะเดินหน้าแก้เกมอย่างไรนั้น ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ

อ่านผิดอ่านถูกจนน่าสงสัย

นอกจากนี้ กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะรีบร้อนในการอ่านคำวินิจฉัย โดยเฉพาะคำสำคัญๆ อย่างชื่อพรรคการเมือง ซึ่งอ่านคำวินิจฉัยพรรคมัชฌิมาธิปไตยแต่กลับกล่าวชื่อเป็นพรรคชาติไทย สร้างความสับสนให้กับประชาชนที่ฟังคำวินิจฉัยเป็นอย่างมาก

ซึ่งนายศุภชัย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าถ้ามองภาพรวมแล้วถือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งธงมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร จึงมีความเร่งรัด เป็นการเร่งรีบ ขาดความระมัดระวังไม่รอบคอบ ขาดมาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งวันนี้มาตรฐานที่ประชาชนหวังว่าจะได้มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น

“ความเชื่อถือจะเป็นอย่างไร ประชาชนรู้อยู่แล้ว การลุกลี้ลุกลนของศาลแสดงให้เห็นแล้วว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน ความน่าเชื่อถือของศาลจากประชาชนก็ถดถอยลง” นายศุภชัยกล่าว

เฉลิมจ่อคิวนายกฯคนต่อไป

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่ออีกฝ่ายมีความตั้งใจเช่นนี้ เราต้องยอมรับ อย่างไรก็ตาม ตนตัดใจว่าทำไมจึงไม่มีการไต่สวนสืบพยาน ขอตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดศาลรัฐธรรมนูญจึงเร่งรีบตัดสินคดี

สำหรับการเฟ้นหาตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้น แหล่งข่าวเปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้มากที่จะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.ศึกษาธิการ โดยมีรายงานว่าในวันที่ 1 ธันวาคม ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม ได้มีการประชุมหารือกับกลุ่ม ส.ส. ที่ให้การสนับสนุน ที่กระทรวงสาธารณสุข

รวมทั้งตลอดวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็ยังลงทุนโทรศัพท์ล็อบบี้เพื่อน ส.ส.ในพรรคพลังประชาชนเดิม ด้วยตัวเอง

แนะปชช.แจ้งความเอาผิดม็อบ

ขณะเดียวกันจากกรณีที่พันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุมทั้งหมด ท่ามกลางข่าวแลกเปลี่ยนกับการไม่ดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญานั้น

นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปช. กล่าวว่า คงจะเป็นเรื่องยอมไม่ได้สำหรับผลความเสียหายที่พันธมิตรฯ ได้ทิ้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังบุกเข้าทำร้ายประชาชนบริสุทธิ์หรือใช้อาวุธปืนคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ รวมไปถึงสร้างความวุ่นวายให้กับการบริหารบ้านเมือง ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ปล้นสะดมของทางราชการไปใช้ประโยชน์ในการชุมนุม ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เข้าข่ายคดีอาญาบ้านเมือง และคดีแพ่งที่ต้องมีการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย

คดีอาญาถ้าจะไม่เอาความกันได้นั้น เกิดได้อย่างเดียวคือต้องมีการนิรโทษกรรมให้เท่านั้น แต่สำหรับคดีแพ่งที่ถึงแม้จะยอมความกันได้แต่ประชาชนส่วนใหญ่คงยอมรับไม่ได้เป็นแน่

เพราะฉะนั้น ภายหลังจากที่พันธมิตรฯได้สลายการชุมนุมตามที่ประกาศเรียบร้อยแล้ว ประชาชนที่ไม่ยอมรับในการกระทำของแกนนำพันธมิตรฯที่บุกเข้าทำลายทรัพย์สินที่ถือว่าเป็นประชาชนทุกคนนั้นจะต้องรวมตัวเพื่อเป็นโจทก์ยื่นฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอย่างแน่นอน

จี้จัดการม็อบชั่วตามกฎหมาย

ส่วนการดำเนินคดีทางอาญานั้น คงต้องเป็นหน้าที่เจ้าหน้าตำรวจ อัยการ เป็นผู้ดำเนินการต่อไปทั้งในส่วนที่มีการแจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว และในส่วนที่ต้องทำการตรวจสอบใหม่ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรปล่อยเอาไว้นานเกิน ควรที่จะออกมาเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อความยุติธรรมของทุกฝ่าย

สำหรับการที่พันธมิตรฯประกาศที่ยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่ โดยอ้างว่าพันธมิตรฯ ได้รับชัยชนะแล้วนั้น นายชินวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนมีความรู้สึกว่านี้ไม่ใช่ชัยชนะอย่างพันธมิตรฯ ประกาศ เป็นเพียงคำโกหกหลอกลวงของแกนนำที่เอาไว้ปั่นหัวสาวกเล่น เป้าหมายของพันธมิตรฯ ที่แท้จริงไม่ใช่การไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี แต่เป็นการทำลายล้างซีกอำนาจการเมืองที่อยู่ตรงกันข้าม การที่พรรคพลังประชาชนโดนยุบก็เป็นไปตามคำตัดสินตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ถูกชี้นำเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งในไม่ช้าพลังประชาชนที่ถูกยุบก็จะต้องดำเนินการตั้งพรรคใหม่ขึ้นอีกครั้งและได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอีก

สำหรับตอนนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเร่งให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งหมดเสียก่อนเพื่อให้กฎหมายบ้านเมืองคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ เพราะตอนนี้พันธมิตรฯได้ถูกทั่วโลกประณามเป็นผู้ก่อการร้ายสากล ซึ่งสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบไปทั่วโลก

พันธมิตรฯต้องรับผิดชอบ

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน (พปช.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) กล่าวผ่านเวทีปราศรัย "ความจริงวันนี้สัญจร" ที่บริเวณลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยชี้ให้เห็นถึงกรณีพันธมิตรฯที่ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ

"เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบ จากพฤติกรรมยั่วยุ ปลุกระดม และยังทำตัวเป็นผู้ก่อการร้าย ไม่เคยเห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ซึ่งการกระทำของพันธมิตรฯตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาตินับไม่ถ้วน แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่าพันธมิตรฯจะถอยจริง ทำเป็นว่าตัวเองได้เสียสละเพื่อบ้านเมือง แต่การกระทำทั้งหมดนี้ เรียกได้ว่า "เลวไม่มีชิ้นดี" คำว่าเสียสละ จึงใช้กับพันธมิตรฯ ได้ไม่ได้ เพราะไม่สามารถชดใช้ให้แก่ประเทศไทย"

ส่วนการชุมนุมกันของกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงปักหลักอยู่ที่ลานคนเมือง และยืนยันว่าจะชุมนุมต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 8 ธันวาคม ก็จะเคลื่อนไปหน้ารัฐสภาให้กำลังใจการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่