WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 4, 2008

5นักวิชาการนิติฯมธ.ห่วงศาลรธน.ไร้ความยุติธรรม

ที่มา ประชาทรรศน์

5 นักวิชาการ นิติศาสตร์ มธ. ออกแถลงการณ์ตั้งข้อสังเกตถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค ระบุเป็นห่วงเรื่องความยุติธรรมเพราะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ตุลาการพึงต้องรักษาเอาไว้ และยังต้องทำให้ประชาชนเชื่อถือและยอมรับให้ได้ ชี้แม้มีอำนาจงดไต่สวนพยานแต่ก็ต้องให้โอกาสผู้ที่ได้รับผลกระทบชี้แจงอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดการเร่งรีบวินิจฉัยหลังแถลงปิดคดี ซ้ำยังอ่านผิดๆ ถูกๆ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ เป็นประเด็นน่ากังวลใจว่าคำวินิจฉัยจะเป็นไปด้วยความรอบคอบและเป็นธรรมจริงหรือไม่

ท่ามกลางความกังวลสงสัยในท่าทีรีบเร่งและความเป็นกลางในคำวินิจฉัยยุบ 3 พรรคการเมือง ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั้น

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบไปด้วย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร และ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นต่อคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องดังกล่าวเอาไว้โดยสรุปว่า
1.ความยุติธรรมเป็นคุณค่าสูงสุดที่องค์กรตุลาการจำต้องรักษาไว้ให้มั่นคงและแสดงออกให้สาธารณชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่ว่าความขัดแย้งภายในสังคมจะเป็นอย่างไร องค์กรตุลาการจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายเชื่อมั่นได้
2.ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการ ตามกฎหมายแล้วเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความเคารพ แต่ตรงกันข้ามความน่าเชื่อถือก็น่าจะเกิดมาจาก ความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา อีกทั้งความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษาเท่านั้น
3. แม้ว่ากฎหมาย จะกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีดุลพินิจในการงดไต่สวนพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิเสธการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง เพราะจะหมายถึงผู้ถูกร้องตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ตามหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
๔. ที่สำคัญแม้ศาลจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องในคดีได้แถลงปิดคดีก็ตาม แต่ในวันที่มีการแถลงปิดคดี เมื่อผู้ถูกร้องได้แถลงปิดคดีเสร็จสิ้นแล้ว ถัดจากนั้น ด้วยระยะเวลาเพียงเล็กน้อย ศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำวินิจฉัยในทันที และปรากฏความผิดพลาดในคำวินิจฉัยซึ่งทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขคำวินิจฉัยในขณะที่อ่าน อันเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั่วไป การอ่านคำวินิจฉัยของศาลโดยรีบด่วนเช่นนี้ คำวินิจฉัยที่ศาลอ่านจะเป็นคำวินิจฉัยที่ผ่านการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบกอปรด้วยความเป็นธรรมหรือไม่

อนึ่ง คณาจารย์กลุ่มดังกล่าวได้เคยออกแถลงการณ์ เรื่องการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยมีใจความสำคัญว่าการใช้กฎหมายเกี่ยวด้วยการยุบพรรคการเมืองนั้น พึงต้องระมัดระวังและวินิจฉัยประเด็นความชอบด้วยหลักนิติรัฐและนิติธรรมของบทบัญญัติที่นำมาบังคับใช้ และไม่ควรตีความไปตามตัวบทอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษร ทั้งนี้ ปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้

ตบเท้าย้ายพรรคเพื่อไทยสุดคึกคัก‘ยิ่งลักษณ์’หัวหน้า

ที่มา ประชาทรรศน์

ภายหลังการยุบ 3 พรรคการเมืองของศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางความกังขาของหลายฝ่ายนั้น บรรดาส.ส.ทั้ง 3 พรรคก็ได้มีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักเพื่อจับขั้วทำงานการเมืองกันต่อไป พร้อมกับเตรียมสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ในเร็ววันนี้

ในส่วนของอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนนั้น ในวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้พากันเดินทางไปกรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่อาคารชินวัตรไหมไทย ข้างวัดหัวลำโพงแยกสามย่านกันอย่างคึกคัก

โดยบุคคลที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานคณะกรรมการ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) น้องสาวแท้ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเคยมีข่าวว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค

ทั้งนี้ มีรายงานว่าตลอดวันดังกล่าวได้มี ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเข้ามากรอกใบสมัครแล้ว 149 คน และจะทยอยมากรอกใบสมัครอีก ซึ่งน่าจะมีตัวเลขที่หัก ส.ส. ที่ถูกตัดสิทธิแล้วน่าจะมี 219 คน และยังมีรายงานข่าวด้วยว่าอาจจะมี ส.ส. จากบางพรรคการเมือง พากันเข้าพรรคเพื่อไทยด้วย

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย จะจัดการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 4 ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และพิจารณาเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนเก่า ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งไป

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีอดีต ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน และบุคคลที่มีความสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดขณะนี้ มีจำนวน 149 คน ซึ่งเชื่อว่าจะยังคงมีอดีตเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชาชนทยอยมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ในวันที่ 7 ธันวาคม ทางพรรคจะจัดการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 4 เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ รวมถึงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วย

ขณะเดียวกัน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส. เขตนนทบุรี ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยคนใหม่ กล่าวว่า รู้สึกมีความอบอุ่นคล้ายกับตอนที่อยู่พรรคพลังประชาชน และเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีชื่อที่เป็นมงคล พร้อมเปิดเผยด้วยว่า ได้รับการติดต่อจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคสนใจที่จะเข้าร่วมพรรคเพื่อไทย ซึ่งเห็นว่า ส.ส.ทุกคนเป็นมิตรแท้และยินดีที่จะต้อนรับทุกคน เชื่อว่าน่าจะมีสมาชิกต่างพรรคเข้ามาเพิ่มเติม

ในส่วนของพรรคชาติไทยในวันเดียวกันนี้มีการประชุม ส.ส.ของพรรค และทำพิธีปิดพรรคชาติไทย โดยระหว่างทำพิธีปิด นายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนขอรับผิดแต่เพียงคนเดียวและขอโทษที่ไม่สามารถรักษาพรรคไว้ได้ โดยสมาชิกพรรคต่างน้ำตาคลอและกอดกันเพื่อให้กำลังใจ

“ผมขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวที่ไม่สามารถทำให้พรรคชาติไทยอยู่ไปตลอดรอดฝั่งได้ ซึ่งหากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพราะต้องการให้พันธมิตรฯ ออกจากสนามบิน ออกจากทำเนียบ พรรคชาติไทยก็ยอมรับในชะตากรรมอันนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกัน และหลังจากนี้ 5 ปี แม้ผมจะอายุ 81 ปี ก็จะกลับมาเล่นการเมืองอีก”

ในตอนบ่าย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เดินทางมาพร้อมกับสมาชิกพรรค นำช่อดอกไม้มอบให้กำลังใจนายบรรหาร พร้อมยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองหรือย้ายพรรค โดยเชื่อว่าส.ส.ที่เหลืออีก 15 คน จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด และเห็นว่านายชุมพล ศิลปอาชา เหมาะสมที่จะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค

ขณะเดียวกันนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทย เดินทางนำแจกันดอกไม้มาแสดงความเสียใจ โดย นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย มารับแจกันดอกไม้ พร้อมกล่าวว่า “วันนี้ไม่ใช่วันเสียใจ แต่เป็นวันช้ำใจ และเชื่อว่านายบรรหารจะให้อภัยและไม่ติดใจกับสิ่งที่ผ่านมา”

ทางด้านนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคร่วมรัฐบาลจะเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า ตนได้ยินข่าวเหมือนกัน แต่ยังไม่มีการพูดคุยที่ชัดเจน เพราะต้องยอมรับว่าพรรคมัชฌิมาธิปไตยมีเสียงน้อย

ทั้งนี้ ยืนยันว่ามีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเสมอ ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตยยืนยันจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และจะไม่ย้ายไปอยู่พรรคอื่น ส่วนคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น ยังไม่ขอเปิดเผย แต่ส่วนตัวเห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดโทษกับกรรมการบริหารพรรคไว้รุนแรง อาจทำให้คนมีชื่อเสียงไม่อยากมาเป็นกรรมการบริหารพรรค

นักข่าวร้องลูกสมุน "ปชป."ทำร้ายจี้ กกต.ตรวจสอบ ส.ส.แจกแว่นตาช่วยเลือกตั้ง

ที่มา ประชาทรรศน์

นครบาล-จากกรณีเมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา นายฐากูร คงมิ่ง ผู้สื่อข่าว นสพ.พิมพ์ไทยรายวัน นำร่างอันบอบช้ำเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ ปานอ้น พนักงานสอบสวน สน.บุคคโล เนื่องจากถูกทีมงานของ นางนันทพร วีระกุลสุนทร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์หลายคนรุมทำร้ายร่างกายขณะเข้าไปตรวจสอบและถ่ายรูปกลุ่มทีมงาน ส.ส.และ ส.ข.ที่กำลังแจกจ่ายแว่นตาให้กับชาวบ้านใน ซอยตากสิน 34 หรือซอยศาลเจ้าโกบ๋อ เขตธนบุรี เพื่อเป็นการหาฐานเสียงให้กับสมาชิกที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ทั้งที่มันผิดกฎหมาย พ.ร.บ.เลือกตั้ง

นายฐากูร ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการ ซึ่งได้รับการร้องเรียนให้ติดตามและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ หลังได้รับข้อมูลจากพลเมืองดีว่าในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 จะมี นางนันทพร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และทีมงาน

ลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อแจกจ่ายแว่นตาให้กับชาวชุมชน ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพราะทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้เตรียมส่งผู้สมัคร คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ตนจึงเข้าไปสังเกตการณ์ตามหน้าที่สื่อมวลชนและได้พบเห็นภาพ ส.ส.หญิงคนดังกล่าวพร้อมทีมงานกำลังแจกจ่ายแว่นตาให้กับชาวชุมชน จึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพขณะที่บันทึกภาพอยู่ได้มีทีมงานโวยวายห้ามไม่ให้ถ่าย และแย่งโทรศัพท์มือถือผมไป เอาภาพไปลบออก ส่วน ส.ส.หญิงก็ได้หยิบโทรศัพท์ส่วนตัวของตนเองขึ้นมาถ่ายภาพหน้าตนไว้ขณะเกิดเหตุชุลมุน ได้มีคนขับรถโตโยต้ายาลิส สีขาวป้ายแดงมาจอดตรงจุดแจกจ่ายแว่น แล้วลงจากรถวิ่งเข้ามาแย่งโทรศัพท์มือถือ และชกต่อยรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บใบหน้าและลูกนัยน์ตา ตนพยายามหนีขับรถออกมาหน้าปากซอยตากสิน 34 เพื่อโทรศัพท์รายงานข่าวให้กับหัวหน้าข่าว ขณะนั้นก็ได้มีชายฉกรรจ์ 3 คน วิ่งเข้ามารุมชกต่อยอีกระลอก และประกาศศักดาข่มขู่ว่าจะยิงทิ้ง จนต้องวิ่งหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดก่อนมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ตำรวจติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

นายฐากูร เปิดเผยต่ออีกว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ ตนจะนำเรื่องการแจกแว่นตาของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าสอบถามกับทาง กกต.ว่ามีความผิดหรือไม่ เพื่อมานำเสนอข่าวให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.สุรศักดิ์ เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวขณะนี้ตนรอภาพสเกตช์ของคนร้ายเพื่อจะดำเนินการต่อไป

"ขอโทษจากหัวใจคนไทยทุกดวง"

ที่มา thaifreenews


"ขอโทษจากหัวใจคนไทยทุกดวง"

โดย : ชะเอมเทศ

ข้อความดังหัวกระทู้นี้ตัดมาจากพวงกุญแจที่การท่องเที่ยวนำไปแจกให้กับชาวต่างชาติที่รอขึ้นเครื่อง "กลับบ้าน" ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีหัวใจอยู่และเป็นหัวใจที่เข้าถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

อารยชนนั้นไม่ต้องวัดกันที่คำพูดจาหรือป้ายไร้สาระที่ชูไว้บังหน้า หากทว่าอยู่ที่พฤติกรรมการแสดงออกต่อเพื่อนมนุษย์หรือเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน การแอบอ้างเรื่องที่อ่อนไหวหรือพูดเอาแต่ได้ว่ากลุ่มก้อนของตนสามารถละเมิดกฎหมายได้ทุกข้อ หรือว่าละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้ตลอด เหล่านี้ถูกพิสูจน์โดยสังคมไทยแล้วว่าเรื่องแบบนี้ "สารเลว"

คนที่รวมอยู่กับกลุ่มก้อนดังกล่าวนี้สามารถพูดโกหก เพ้อเจ้อ เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวได้ชนิดว่าหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย เมื่อตักตวงผลประโยชน์จากความโง่ของคนอื่นได้และได้สนองความต้องการของตนเองที่แต่ก่อนทำไม่สำเร็จได้แล้ว ก็ทำหน้าด้านเรียกร้องการไม่ถูกดำเนินคดีอีกด้วย

แล้วก็จบกันไป ที่เหลือคือการล้างเช็ดปัดกวาดความฉิบหายวายวอดที่พวกสารเลวกลุ่มนี้ได้ก่อไว้ โดยคนที่ไม่มีความผิดและไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆทั้งสิ้น คนเหล่านี้ก็ต้องเข้ามาแบกรับภาระหนักหน่วงและทุกข์ยาก แต่ว่าคนเหล่านี้ก็ยอมเอาบ่าเข้าแบกภาระนั้นเพราะพวกเขาทราบดีว่าแม้บ่าจะหนักอึ้งแต่มันก็หนักเพราะเป็นประเทศของเราทุกคน เป็นดินแดนแผ่นพื้นที่พวกเราเหยียบเดินและเติบโต ทุกคนทำงานด้วยหัวใจที่คิดเสมอว่า พันคนทำลายได้ อีกล้านคนก็สร้างกลับมาใหม่ได้เช่นกัน

การทำลายประเทศหนึ่งให้ย่อยยับนั้นง่าย ใช้คนเลวไม่กี่คนนำหน้ารวมกับคนโง่อีกหยิบมือคอยซ้ายหันขวาหัน แสดงพฤติกรรมอันธพาลทุกเวลา ปฏิบัติเยี่ยงโจรทุกโอกาส แค่นี้ก็หมดแล้วครับประเทศไทย

ไม่ต้องถามว่าเมื่อไหร่ที่เราจะเปิดใช้สนามบินได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องถามว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไปเท่าไหร่ คำถามแรกคือเราจะเยียวยาหัวใจของคนที่นั่งหลับเฝ้ากระเป๋าเดินทางในมือกำตั๋วเครื่องบินที่เอามาเช็ดน้ำตาไม่ได้นับหมื่นคนอย่างไร ทำอย่างไรที่อย่างน้อยที่สุดเมื่อพวกเขากลับถึงบ้านเกิดแล้วจะพูดกับพี่น้องของเขาถึงประเทศเราในทางที่เลวน้อยที่สุด อย่าไปถามว่าเขาจะกลับมาอีกหรือเปล่าเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะถามครับ

ตอนนี้ประเทศไทยเราพังไปแล้วเรียบร้อย พม่าที่ปิดประเทศแต่ว่าเขารับนักท่องเที่ยวให้บินไปเที่ยวได้ เขมรก็มีนักท่องเที่ยวไปกันเรื่อยๆไม่ขาด มีแต่บ้านเราที่ทะเลาะกันเองแล้วพาลไปปิดสนามบินตีแบตกันเล่น สิงคโปร์รู้ข่าวก็หัวเราะฟันหักว่ามีแค่นี้แค่นจะมาแข่งกับเขา ความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้นี้ไม่ต้องคำนวณว่าเป็นตัวเลขเท่าไหร่เพราะคนที่ต้องรับผิดชอบนั้นคงไม่จ่ายเพราะไม่มีปัญญาและจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าต้องจ่ายก็ไม่ทราบ

ห้วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทยเรานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่หัวใจของคนไทยทุกดวงต้องมุ่งไปในทางเดียวกัน คือการสร้างประเทศนี้กลับมาใหม่ กู้เศรษฐกิจของไทยกลับขึ้นมาใหม่ และร่วมกันก่อร่างสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกลับมาอีกครั้ง

บทเรียนของประเทศไทยเราที่ได้รับครั้งนี้ บอกกับเราทุกคนที่ได้เห็นและสัมผัสเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้รู้ว่า เราต้องไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเพราะว่าความเสียหายเลยจากเรื่องส่วนตัวไปมากมาย คนโง่เขลาถูกชักใยให้ทำลายประเทศอย่างรุนแรงและอุกอาจ เน้นอีกครั้งให้แน่ใจว่า "เราต้องไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก"

โปรดฟังอีกครั้ง....

"ขอโทษจากหัวใจคนไทยทุกดวง"


เหตุเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม

ที่มา thaifreenews

โดย Philip Bowring
ที่มา International Herald Tribune

*อ่านบทความเกี่ยวเนื่อง THE THAI CRISIS:History repeats itself

หมายเหตุ: เมื่อ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา

หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบกับราชบัลลังก์"โดยเตือนกลุ่มการเมืองที่กำลังนำสถาบันกษัตริย์มาอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน และนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองว่า สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพวกที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบันอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี


ม็อบและราชบัลลังค์(The crowd and the crown)

เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?

ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย ภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "ที่เคารพรัก" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติและถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอด

แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเอง เมื่อราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกันหรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับสาธาณรัฐ

มันเป็นการควรที่คำนึงถึงกษัตริย์ Birendra ของเนปาลที่ได้รับการสักการะและเคารพในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยลูกชายที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2001 เขาก็ได้ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย King Gyeandendra ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2005 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคม

เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน

กษัตริย์ภูมิพลโดยปกติ จะถูกนำเสนอให้เห็นว่าทรงอยู่เหนือการเมือง จะเข้ามาแทรกแซงก็ต่อเมื่อต้องการจะยุติความขัดแย้งหรือ
ทำให้อำนาจทหารและการเมืองกลับสู่สภาวะสมดุลย์

แต่โดยแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์ไม่ใชจะง่ายอย่างที่คิด โดยรวมแล้วก็ได้เห็นด้วยเป็นนัยๆต่อการรัฐประหารที่อ้างเสถียรภาพและความสะอาดของรัฐบาล

แต่ในเหตุการณ์นี้การนิ่งเงียบของกษัตริย์ในช่วงโกลาหลที่เกิดจากกลุ่มพันธมิตรนั้น มันดูเหมือนจะเป็นการบอกอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นการสัญญาณเป็นนัยๆว่าเป็นการสนับสนุนการชุมนุม หรือไม่ก็ได้ ด้วยพระชนม์มายุ 81 พรรษา และพระพลานัยที่ไม่แข็งแรงนักและกำลังไว้ทุกข์ให้แก่สมเด็จพระพี่นางฯ พระองค์จึงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดราชบัลลังก์


อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กลุ่มพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางโดยสถาบันที่เกี่ยวกับข้าราชการ ระบบความยุติธรรม และกองทัพที่เกี่ยวข้องกับองคมนตรี ซึ่งนำโดยอดีตนายกฯเปรม ติณสูลานนท์ซึ่งอายุ 88 ปี การสนับสนุนโดยราชวงศ์
ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่พระราชินีได้เสด็จไปร่วมงานศพของฝ่ายพันธมิตรที่อ้างว่าเสียชีวิตจากระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กองทัพไม่สามารถที่จะนำความสงบกลับคืนมา หรือหยุดปัญหาโดยทำรัฐประหารอีกครั้ง เพราะครั้งก่อนก็ล้มเหลวและไม่มีแผนรองรับที่ดีหลังรัฐประหารด้วย


"พันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย"ก็เป็นการตั้งชื่อที่ผิดด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มาจากชนชั้นสูง หรือการสนับสนุนทางการเงินโดยชนชั้นสูงที่เกลียดและกลัวอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกขับไล่จากตำแหน่งโดยการรัฐประหารปี 2006 พวกเขาไม่ไว้ใจระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลที่สุจริต

ทักษิณแน่นอนได้ใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยต้องการผลประโยชน์ทางการเมืองและการเงิน และเขาก็สมควรที่จะถูกลดอำนาจลง แต่สิ่งที่ศัตรูของเขาไม่พอใจคือการกุมอำนาจ และการที่เขาพึ่งคะแนนเสียงจากกลุ่มคนในชนบท กลุ่มที่ไม่พอใจกับข่องว่างของรายได้
ที่กว้างระหว่างพวกเขากับชนชั้นกลาง

กลุ่มคนที่สนับสนุนระบอบการปกครองแบบกษัตริย์มีความต้องการอย่างมากที่จะให้ทักษิณหมดอำนาจระหว่างที่จะมีการสืบทอดพระราชบัลลังก์ มกุฎราชกุมารได้รับความนิยมน้อยกว่าพระราชบิดา และบทบาทไนอนาคตของราชวงศ์รวมทั้งราชินีก็ไม่มีความแน่นอน

ทักษิณไม่ใช่นักนิยมสาธารณรัฐ แต่เหมือนกับผู้นำที่แข็งแกร่งในทศวรรษที่ 50 และ 60 อย่างจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่พึงพอใจจะให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงการรักษาสัญลักษณ์ของธรรมเนียมปฎิบัติมากกว่า และไม่ต้องการที่จะให้สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจ ชนชั้นสูงต้องการเพียงที่จะใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อเกื้อหนุนสถานะภาพของตนเอง เหมือนที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ผ่านทางพันธมิตร

แต่นี่อาจจะลงเอยด้วยการเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่าไม่ใช่การช่วยเหลือเลย และถ้ากลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณได้เปรียบในการต่อสู้ชิงอำนาจครั้งนี้ พวกเขาจะสร้างความไม่พอใจให้กับราชวงศ์ที่ไม่สามารถดึงดูดความเคารพรักที่ให้แก่กษัตริย์ภูมิพล และความสำเร็จของชนชั้นสูงนั้นก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากทางกองทัพด้วย ซึ่งบุคคลที่มีอำนาจในกองทัพอาจปรากฏออกมา และลดบทบาทของกษัตริย์องค์ใหม่

ดังนั้นคนไทยที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ควรศึกษาประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้ และอันตรายของการใช้ฝูงชนประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อ่านเพิ่มเติม

THAILAND''S POLITICAL MAZE – A BEGINNERS GUIDE

Posted: Wednesday, November 26, 2008 1:07 PM
By Ian Williams, NBC News correspondent

History repeats itself
International Herald Tribune
By W. Scott Thompson Published: December 1, 2008

Q+A-Thailand''s intractable political crisis

Reuters
Thu Nov 27, 2008 4:35am EST

Brace for Thailand

LA STAMPA
29/11/2008

Thai protesters gird for a crackdown

International Herald Tribune
By Thomas Fuller Published: November 28, 2008

Welcome to Bangkok airport - no passport needed
By Ed Cropley - Reuters
Sat Nov 29, 2008 4:03am EST

Asia Sentinel: Democracy Threatened at Bangkok International Airport
Written by Giles Ji Ungpakorn
WEDNESDAY, 26 NOVEMBER 2008

บทบรรณาธิการนสพ.ญี่ปุ่น: กรณียึดครองสนามบินที่ประเทศไทย
จากหนังสือพิมพ์ไมนิจิ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.2008

Analysis: dark rumours around Thai monarchy and PAD victoryRichard Lloyd Parry
From The Times
December 3, 2008

No happy ending to Thai power struggle
The Malaysian Insider
BANGKOK, Nov 29

ที่มาข่าว Thai E-News.com

เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..เราชนะแล้ว.....

ที่มา thaifreenews

เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..

เราชนะแล้ว


โดย : คุณก็รู้ว่าใคร

วันพุธที่ 3 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551


เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..เราชนะแล้ว

หลังจากที่การก่อการร้ายทั้ง 3 จุดที่เกิดจากน้ำมือขบวนการจ้องล้มล้างประชาธิปไตย นำโดย สนธิ-จำลองซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายพร้อมพวกพ้องอีกจำนวนหนึ่ง ได้อุบัติขึ้นและยืดเยื้อไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดได้นั้น ทางฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้สถานการณ์นี้ได้คลี่คลายไปโดยเร็วที่สุดมิฉะนั้นประเทศชาติจะล่มจมและเสียหายไปยิ่งกว่านี้แน่นอน
ได้มีการสั่งการไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหารและตำรวจ แต่ก็มิได้มีการปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ในการแก้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง เพราะว่าขบวนการก่อการร้ายชุดนี้ได้ส่งพรรคพวกของตนเองเข้าแทรกซึมไปทุกวงการมานานแล้ว ตั้งแต่ฝ่ายทหารก็มีจ่าทายาทอสูรเป็นหัวหน้าแก๊งค์คุมกำลัง ฝ่ายตำรวจ..หลังจากปลดจ่าหัวหน้าที่เพิกเฉยออกไป1 คนก็ยังเหลือจ่าตำรวจที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหัวหน้าโจรก่อการร้ายเป็นกำลังหลักอีกคนหนึ่ง แถมหน่วยตำรวจที่ดูแลสุวรรณภูมิก็โดนจับแม่ยายเป็นตัวประกันอยู่ด้านในสนามบินด้วย
แถมพวกอมาตยาธิปไตยก็กำลังรุกคืบดำเนินการในเชิงลับที่จะเข้ามายึดครองอำนาจเพื่อกดขี่ข่มเหงประชาชนไม่ให้โงหัวขึ้นมามีกำลังอีกต่อไปโดยให้การสนับสนุนในทางลับทั้งเสบียงและยุทโธปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการก่อการร้าย
เมื่อรัฐบาลได้ทราบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นจึงได้มีการวางแผนตระเตรียมที่จะหยุดอำนาจเถื่อนของพวกก่อการร้ายทั้งหลาย ทั้งหมดได้มีการปรึกษาหารือว่า เราจะไม่ยอมก้มหัวให้พวกเผด็จการและอมาตย์ที่ก่อการร้ายทั้งหลาย เราจะไม่ยอมลาออกไม่ยุบสภา โดยการกดกันของพวกก่อการร้ายเป็นอันขาด และค้นหาวิธีที่จะช่วยประเทศไทยให้พ้นมิคสัญญีนี้ได้
วิธีหนึ่งที่มีการเสนอกันมาและน่าสนใจคือการใช้วิถีทางประชาธิปไตยเอามาขับไล่อำนาจเถื่อนทั้งหลายให้หมดไปได้ นั่นคือ ช่วงนี้มีทั้ง 3 พรรค ที่อยู่ในข่ายที่จะถูกยุบพรรคโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แต่ง
ตั้งกันมาโดยพวกอสูร โดยที่ปกติการวินิจฉัยคดีจะมีการยื้อออกไปถึงปลายเดือนธันวาคม ก็มีการล็อบบี้จากรัฐบาลให้ขยับมาเร็วขึ้นที่สุดซึ่งก็ได้วันที่กำหนดคือวันที่ 2 ธ.ค. ..และจากแหล่งข่าววงใน ว่าจะมีการตัดสินให้ทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลหลุดพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีทางออกทางประชาธิปไตยทางอื่นอีก บ้านเมืองก็จะเกิดกลียุคต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด.และก็จะเข้าทางพวกอมาตย์ชั่วร้ายและพวกก่อการร้ายทั้งหลายที่จะใช้โอกาสนี้เข้ามายึดและเปลี่ยนระบบการปกครองประเทศจนได้
จากแหล่งข่าวกล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลมีการรวบรวมเงินจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนำไปซื้ออาหารหมาเร่ร่อนและทำบุญทำทานให้กับสัมภเวสี พวกเปรตทั้งหลาย นำมาเพื่อใช้ในการล็อบบี้ให้คำพิพากษา..พลิกกลับ..!มาเป็นทั้ง 3 พรรค โดนตัดสินยุบพรรคทั้งหมด โดยขอให้แถลงปิดคดีช่วงเช้าและตัดสินกันในช่วงบ่ายทันที...
เริ่มแผนแรกโดยการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการอำพรางเพื่อใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำ....นั่นแน่...เสือไม่มามีแต่หมาจ่าท.บ.แก่ๆออกมาแสดงตนทันที...พร้อมเพลงเปิดตัว ป๊อกช่าป๊อก ..ป๊อกช่าป๊อก..สมชายไม่อยู่จับหนูไม่ได้หร๊อก....ป๊อกช่าป๊อก...เพลงจบก็มาออกแขกโดยการให้ทุกหน่วยทุกเหล่า..สงบ อยู่นิ่งกลับที่ อยู่ในที่ตั้งทั้งหมด.....นั่นแน่ ..หมายหัวไว้อีก 1 แกนนำรุ่น 3
แผนสอง..ให้ศาลประกาศไม่รับการไต่สวนเพิ่มแล้ว ให้แถลงปิดคดีวันที่ 2 ช่วงเช้าและตัดสินบ่ายเลย...นั่นแน่..อาหารหมาได้ผล..
แผนสาม..ส่งไส้ศึกโยนขี้ให้หมางับ..แลกยุบสามพรรค กับย้ายและสลายชุมนุมทุกจุด.....นั่นแน่.....สนธิ-จำลอง ผและผู้ร่วมก่อการร้ายทั้งหมด...งับขี้เข้าเต็มๆ..
แผนสี่..หลังจากยุบพรรค...ย้ายพรรคใหม่ตามที่วางไว้..เพราะยังไง สมชายก็เป็นเพียงนายกขัดตาทัพอยู่แล้ว..ทัพใหญ่เตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ ..ส่งแนวร่วมแบบฮาร์ทคอมาเป็นนายก..เอาไว้รับเรื่องเดินเกมทางกฎหมายกับพวกผู้ก่อการร้ายที่ตกหลุมพรางสลายชุมนุมออกมาเองโดยที่ฝ่ายเราม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ มีแต่ฝ่ายมันที่เสียเกือบทุกวัน ต้องยกความดีความชอบให้กับ พี่เอ็ม...และพี่แดง อ้าว..โทษทีพี่แดงเป็นแค่หมอดูพยากรณ์อ่ะ แกฟันธงถูกตลอด……
แล้วให้รัฐบาลใหม่เดินเรื่องแก้รัฐธรรมนูญโดยด่วน รวมทั้งมาตรา 339 ด้วย ไม่ต้องกลัวมันแล้ว เลยจุดกลัวมาแล้วโว้ย..จ่าทั้งหลาย.....
..เดินเรื่องขออภัยโทษ โดยล่ารายชื่อทูลเกล้า...
แก้เสร็จ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่.........เพื่อไทย เต็มสภา.....แดงเต็มเมือง..เหลืองโดนตอนหมดแล้ว สูญพันธ์หมดสิ้น ทายาทอสูร

..และนี่คือเบื้องหลังการประกาศ เราชนะแล้ว ของคนเสื้อแดง.....
ต่อไปเหลือจัดการเช็คบิลกับพวกผู้ก่อการร้ายทีละคน ..ทีละคน..จนหมดสื้น...ทั้งทางแจ้งและทางลับ
ปลดจ่าอสูรทีละคน เอาไปดองให้หมด.....ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง....จับเดินเกียร์หน้าไปสามจังหวัดชายแดนให้หมด
ฝ่ายอมาตยาธิปไตยต้องอกแตกตาย..เพราะนายกคนต่อไป.....อาจจะได้ ทักษิณกลับมาอีกครั้งก็ได้...ใครจะไปรู้..อิอิ
อ้อ..ฝากปลดจ่ากองทัพอากาศด้วยนะครับ ที่ออกมาผิดคิววันประกาศคำตัดสินเมื่อวันที่ 2 ..บอกว่าให้ไปที่สนามบิน ดันมึนๆมาทำท่าทำทางถือปืนเป็นหนูน้อยหมวกแดงอยู่แถวศาลปกครอง..เกือบผิดแผนแน่ะ..เพราะได้ข่าวมาว่า พวกก่อการร้ายจะส่งมาฆ่าให้หมดทั้งศาลตุลาการเลย..ถึงเตรียมอาวุธกันมาพร้อมกะอาศัยช่วงชุลมุน..โห..นี่หรือเมืองพุทธ..
หมายเหตุ เรื่องราวทั้งหมดมาจากแหล่งข่าวเดียวกัน ที่เป็นคนไทยที่หัวใจบอบช้ำมาพอสมควรและจะสู้ต่อไป.
สู้เค้า..ไอ้มดแดง...ฮายาโตะ..
ฝ่ายอมาตยาธิปไตยต้องอกแตกตาย..เพราะนายกคนต่อไป.....อาจจะได้ ทักษิณกลับมาอีกครั้งก็ได้...ใครจะไปรู้..อิอิ

รัฐบาลแห่งชาติ เล่ห์กลอีกอันหนึ่งของพวกอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้ฝุ่นเริ่มหายตลบแล้ว เพราะพรรคการเมือง 3 พรรคก็โดนยุบไปแล้ว พันธมิตร ก็ประกาศสลายการชุมนุมแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ทุกฝ่ายได้มีเวลาและโอกาสสงบอกสงบใจ ครุ่นคิดว่าจะเดินเกมต่อไปอย่างไร หลังวันเฉลิมพระชนม์พรรษานี้

แต่สงครามยังไม่จบสิ้น พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยังไม่คิดวางมือที่จะปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชน เพียงแต่การรบยกนี้ พวกเขาบอบช้ำเสียหนักเท่านั้น




ใครเป็นคนบ้าที่วางแผนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อบีบรัฐบาลให้ถึงทางตัน ผมเรียกว่าเป็น "ยุทธการสิ้นคิด" ครับ แม้ว่าจะประกาศชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เป้าหมายที่แท้จริงในการโค่นล้มระบอบทักษิณ และการยึดอำนาจรัฐ ยังไม่บรรลุผลแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามในทางการเมือง แม้ฝ่ายทักษิณจะโดนยุบพรรค แต่ในแง่ของฐานเสียงสนับสนุน ไม่ได้เสื่อมทรามลงไปแม้แต่น้อยนิด พลังของฝ่ายทักษิณยังคงแข็งแกร่งอยู่เหมือนเดิม

ส่วนเป้าหมายของ พธม. ในการยับยั้งการแก้ไข รธน. นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จแค่ชะลอเวลาออกไปเท่านั้น แต่สุดท้าย ฝ่ายที่ครองเสียงข้างมาก ก็จะสามารถแก้ไขได้อยู่ดี จะยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ รอให้ พธม. อ่อนล้าลง ก็ยื่นแก้ไขได้เลย และเสียงสนับสนุนก็มีมากพอที่จะทำให้มันสำเร็จภายในหนึ่งเดือนเท่านั้น

เกม "ยึดสุวรรณภูมิ" ของพวกอำมาตยาธิปไตยครั้งนี้ พวกเขาบอบช้ำกลับไปอย่างน่าดูทีเดียว พร้อมกับชนักติดหลังเรื่อง "ผู้ก่อการร้ายสากล" ซึ่งทั้งแกนนำและผู้สนับสนุน อาจโดน Blacklist ห้ามเข้ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกา หรืออาจโดนยึดทรัพย์ในต่างประเทศก็เป็นได้ เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อร้ายแรงที่สุด

ตอนนี้พวกอำมาตย์คงไปเดินเกมสร้างกระแส "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้น ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าเป็นรัฐบาลแห่งชาติแต่อย่างใด เพราะมันคือ "ตัวแทนของฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย" อย่างแท้จริงทีเดียว เป็นรัฐบาลศักดินาอำมาตย์ล้วนๆ ไม่มีคนของประชาชนปนเลยแม้แต่น้อย รายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่เสนอมา เช่น นายพลากร สุวรรณรัฐ ก็คือ พวกอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง



ตอนนี้คงหลอกประชาชน หากินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเขียนบทให้ใครพูดอย่างไรในวันสองวันนี้ก็ตาม เพราะ "ศรัทธาถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองจนไม่เหลือหลอแล้ว "การโฆษณาชวนเชื่อ นั้นมันเสื่อมมนต์ขลังลงไปแล้ว

อีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะมีผู้บารมีออกมาสนับสนุนอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันก็ไปไม่ได้อยู่ดี เพราะประชาชน "เสื่อมศรัทธากับผู้ใหญ่ลำเอียง" ในประเทศไทยไปหมดแล้ว จะให้ ป.สี่เสา หรือประเวศ หรือแม้แต่ สุเมธ ออกมาสร้างกระแสก็ไม่มีใครเอาอีกแล้ว

จะให้นักวิชาเกินวิชาการทั้งหลาย ที่ออกมาจุดกระแสสีขาวที่ล้มไปไม่เป็นท่านั้น ออกมาสร้างกระแสอีก ก็คงไม่ได้ผล เพราะนักวิชาการไทย "ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศ" ของตนเองไปหมดสิ้นแล้ว หรือแม้แต่ให้สื่อมวลชนออกมาสร้างกระแส ยุคนี้ พ.ศ. นี้ไม่มีใครเชื่อสื่ออีกต่อไปแล้ว มีแต่จะไล่กระทืบสื่อกันทั้งสองฝ่าย

สื่อมวลชนไทย ได้ทำลายความน่าเชื่อถือ หรือบทบาทชี้นำในสังคมของตนเองไปจนหมดสิ้นแล้ว

กระแสรัฐบาลแห่งชาติคงไม่มีใครเอาด้วย และเดี้ยงเหมือนกับกระแสกดดันให้รัฐบาลยุบสภานั่นแหละครับ

ก็เป็นแค่เล่ห์กลอีกอันหนึ่งของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ที่ทำลายศรัทธาของตนจนไม่เหลือหลออีกต่อไปแล้ว

ยุคนี้ประชาชนไม่ได้โง่ และที่สำคัญประชาชนกลับตาสว่างกันจนหมดสิ้น มนต์สะกดคลายความขลังไปเรียบร้อย แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่ กลับพยายามร่ายมนต์ จนดูเหมือนพวกเขากลายเป็นตัวตลกยังไงยังงั้น คนดูได้แต่เอือมระอากันแทบทั้งสิ้น แต่กลับไม่รู้ตัวเองอีก พวกเขาได้สูญเสียอำนาจในการควบคุมสังคมไปแทบหมดสิ้นแล้ว

การท่องบ่นคาถา คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ มันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะคนพูดเองกลับไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตนทั้งสิ้น กระบวนการยุติธรรมก็ลำเอียงอย่างหน้าด้านๆ แล้วจะสร้างความศรัทธา เรียกร้องความศรัทธาจากประชาชนได้อย่างไรกัน เพราะทำเรื่องหน้าด้านๆ ต่อหน้าประชาชน ยังคิดว่าประชาชนเขาโง่กันนักหรือ

ยุคนี้ คาถาศักดิ์สิทธิ มันต้อง เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง กินดีอยู่ดี เข้าถึงทุน เจ็บป่วยได้รับการรักษา มีเงินส่งลูกหลานเรียนเป็นต้น

คาถาเก่าๆ มันไม่ทำให้ประชาชนเขาอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

เราไม่ต้องการพวกคุณธรรมจอมปลอมทั้งหลายเหล่านี้ มาเป็นรัฐบาลแห่งชาติ เราต้องการคนที่รู้ปัญหาชาวบ้าน รู้ปัญหาของคนรากหญ้า ช่วยเหลือคนรากหญ้า มาเป็นรัฐบาลของเขา

เราต้องการรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ที่เราเลือกเองกับมือ เราไม่ต้องการให้สวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนส่งมาให้

แม้พวกเราจะเป็นกบ เราก็ขอเลือกนายในหมู่กบด้วยกันเอง เราไม่ต้องการอ้อนวอนให้สวรรค์ส่งนายมาให้เรา

ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราคนรากหญ้าต้องการอะไร มากกว่าพวกเราด้วยกันเอง

เอารัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยัดลงตุ่มไปเสียเถอะครับ


เราต้องการรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน

Wednesday, December 3, 2008

กรรมติดจรวด'หมอเหวง'ยื่นยูเอ็นเชือดพันธมารยึดสนามบิน 'เอื้องหลวง'ฟ้องซ้ำเรียก 2 หมื่นล้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

เช็กบิลย้อนหลังหัวโจ๊กพันธมารฯเผาประเทศ "หมอเหวง"นำทีมยื่น"ยูเอ็น-กองปราบ"เชือด 12 แกนนำ ฐานเป่านกหวีดสร้างความปั่นป่วน เกณฑ์ม็อบถ่อย บุกยึด"สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง" บอร์ดบินไทยอัดซ้ำ ฟ้องพธม.เรียก 2 หมื่นล้าน


วันนี้ (3 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบพ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวน (สบ 2) บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) รวม 12 คน ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นายสาวิทย์ แก้วหวานนายศรัญยู วงษ์กระจ่าง และนางมาลีรัตน์ แก้วก่า ในความผิดฐานก่อการร้าย กรณีนำมวลชน และกลุ่มคนสวมชุดดำมีผ้าคลุมหัวปิดบังใบหน้าบุกเข้ายึดท่าอากาศยานดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะส่วนหอบังคับการบิน เหตุเกิดตั้งแต่คืนวันที่ 25พ.ย.- 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้ คณะของ นพ.เหวง ได้ทำหนังสือขอให้พิจารณาโทษผู้ก่อการร้ายสากลที่ยึดสนามบินนานาชาติในประเทศไทย ยื่นถึงนายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ผ่านข้าหลวงใหญ่ประจำประเทศไทย

ทั้งนี้ นพ.เหวง กล่าวว่า มาแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ 12 แกนนำพันธมิตรฯ กรณีที่นำคนหลายพันคนยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ รวมทั้งเข้ายึดหอบังคับการบินเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก และสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัว และสร้างความเสียหายมากมายให้แก่ประชาชนชาวไทย ต่างชาติ รวมทั้งสร้างความหายต่อเศรษฐกิจ การเมืองและเกียรติภูมิของประเทศอันประเมินค่าไม่ได้

"การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญา กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ การกระทำนั้นมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1(2)" นพ.เหวง กล่าว

ด้าน นพ.สันต์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องเข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม เพราะได้เคยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์กฎหมายได้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แม้ว่าความผิดจะสำเร็จ และมีหลักฐานปรากฏตามสื่อมวลชนชัดเจนอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีถึงที่สุด และตามที่กลุ่มพันธมิตร ระบุว่าจะกลับมายึดสนามบินอีกครั้งหากมีการตั้งรัฐบาลที่ไม่ถูกใจกลุ่มตัวเอง การกระทำเช่นนี้เท่ากับสร้างความไม่สงบให้กับบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ นพ.เหวงไว้ในฐานะผู้ร้องทุกข์ จากนั้นจะได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

วันเดียวกัน นายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงมติที่ประชุมบอร์ดว่า บริษัทได้รับความเสียหายจากการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในปีนี้ ประสบภาวะขาดทุน สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งผลให้อัตราบรรทุกผู้โดยสารจากช่วงนี้จนถึงครึ่งแรกของปี 2552 ลดลงเหลือแค่ 50% และจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมทั้งดำเนินแนวทางการแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วยการขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องการกู้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทมีแผนที่จะกู้เงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระค่าเครื่องบิน ส่งผลให้ยอดเงินกู้จะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ยังมอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปปรับแผนเงินกู้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว เพื่อให้สามารถชำระหนี้ในยาวนานมากขึ้น

"วันนี้ บริษัทจะเริ่มทำการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิอย่างไม่เต็มรูปแบบ ส่วนที่สนามบินดอนเมือง คาดว่าจะให้บริการเต็มรูปแบบสำหรับเที่ยวบินในประเทศภายได้ ในวันพรุ่งนี้" นายสุรชัย กล่าว

'เสธ.แดง'ซัดพธม.เสียสติ!ประกาศชัยชนะบนความพินาศของชาติ

ที่มา ประชาทรรศน์





'เสธ.แดง'อัดพันธมารพวกเสียสติ!ประกาศชัยชนะบนความย่อยยับของประเทศชาติ เตือนสาวก'เจ๊กลิ้ม'จะชุมนุมใหม่คิดให้ดี ย้ำชัดไม่มีเอี่ยวเหตุบึ้มรายวัน

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ในรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ ถึงกรณีที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ออกมาประกาศชัยชนะชัยโยโห่ร้อง และจะสลายการชุมนุมทันทีว่า เป็นการกระทำของพวกเสียสติเพราะการชุมนุมนั้นก่อความเสียหายและความวุ่นวายให้กับประเทศเป็นอย่างมาก แต่แกนนำยังมีหน้ากลับออกมาบอกว่าประสบกับชัยชนะแล้ว ซึ่งตนคิดว่าชัยชนะของพวกเลวทรามกลุ่มพันธมิตรฯนั้น เป็นชัยชนะบนความย่อยยับเสียหายของประเทศชาติ ตนถือว่าเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ของกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการชุมนุมโดยมีกลุ่มแกนนำที่เสียสติ พาพี่น้องประชาชนไปตายเช่นนี้

นอกจากนี้ ผู้ทรงวุฒิกองทัพบก ยังฝากถึงกลุ่มคนที่คิดเข้าร่วมชุมนุมนั้นคงจะต้องตรึกตรองให้ดี ก่อนที่จะเอาชีวิตมาทิ้งยอมเป็นสาวกขภายใต้การนำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

อย่างไรก็ตามพล.ต.ขัตติยะ ยังกล่าวอีกด้วยว่า ตนขอยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดต่างๆที่เกิดขึ้นหลายครั้งกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเชื่อว่าการวางระเบิดดังกล่าวเป็นการเตือนของกลุ่มกองกำลังที่ไม่ทราบฝ่ายและไม่พอใจการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ

ตะลึง!ม็อบถ่อยพันธมารซุกพลุ-น้ำกรดทำเนียบฯอื้อ

ที่มา ประชาทรรศน์

จนท.ระดมกำลังเคลียร์ทำเนียบรัฐบาลพบพลุ-น้ำกรดบรรจุขวดกระทิงแดง ที่ม็อบถ่อยพันธมารซุกไว้เพียบ เชื่อเตรียมไว้ประกอบบึ้มป่วน! ด้าน'ปทีป"สั่งตรึงกำลัง3 จุดชุมนุมเท่าเดิมแม้พธม.ประกาศเลิก ย้ำเดินหน้าดำเนินคดีแกนนำต่อ ปัดไม่ทราบ'มหาเถื่อน'ต่อรองละเว้นคดี ชี้ต้องนิรโทษกรรม โบ้ยไม่ใช่อำนาจตร.

วันนี้ (3 ธ.ค.) พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล หน่วยตรวจพิสูจน์และเก็บกู้ระเบิด หรือ EOD พร้อมสุนัขตำรวจ 5 นาย เข้าตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงรอบทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะให้เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของสำนักงานเขตดุสิต เข้าเคลียร์ทำความสะอาดพื้นถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนินนอกเพื่อเร่งเปิดการ จราจรให้เร็วที่สุดภายในวันนี้

ทั้งนี้ได้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ “พลุ” จำนวน 59 แท่งซุกซ่อนอยู่บริเวณประตูทางเข้า ขวดกระทิงแดง ซึ่งภายในบรรจุน้ำกรดจำนวนหลายขวด ซึ่งหลังจากที่มีการเข้าเคลียร์พื้นที่ทั้งหมดคาดว่าจะมีการส่งมอบทำเนียบรัฐบาลได้อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (4 ธ.ค.)

ส่วนเต็นท์ที่พักและสัมภาระต่างๆ ของกลุ่มผุ้ชุมนุม ยังขนย้ายไม่เสร็จสิ้น ซึ่งคาดว่า หลังจากมีการสลายการชุมนุมบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ผู้ชุมนุมจะทยอยมาเก็บข้าวของในวันนี้

'ปทีป'สั่งตรึงกำลัง3จุดแม้ม็อบประกาศยุติ

วันเดียวกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศยุติการชุมนุมว่า การที่พันธมิตรฯยุติการชุมนุมนั้นเป็นการประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เข้ามาช่วยกัน ทั้ง ทหาร ตำรวจ พลเรือนรวมทั้งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ผลงานของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อย่างไรก็ตามแม้พันธมิตรฯจะยุติการชุมนุมแล้วตำรวจยังคงตรึงกำลัง ตั้งประจำที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่านอากาศยานดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล ในจำนวนเท่าเดิม หากจะลดก็ลดกำลังลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้นขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวก็ยังจับตาแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่ายทั้งหมด ว่ากำลังทำอะไรอยู่

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า เรื่องคดีต้องดูเป็นกรณีๆไป ยังตอบอะไรไม่ได้ ว่าใครจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่จะไม่ดำเนินคดีกับใครต้องดูรายกรณี และยังไม่ทราบเรื่องที่ว่ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม เรื่องนี้คงไม่มี แต่ถ้ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีนั้นก็ต้องดูความผิดเป็นกรณีๆไปแต่จะเอาในภาพรวมทั้งหมดคงต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมกันไป ซึ่งเกินอำนาจของตน ที่จะตอบได้ และตนยังไม่มีความเห็นต่อประเด็นนี้ในตอนนี้

“ส่วนของตำรวจรับผิดชอบในเหตุที่เกิดและเป็นคดี เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ถ้ามีคดีเกิดขึ้นยืนยันว่าผมจะยืนอยู่ตรงกลาง อยู่บนความยุติธรรม ซึ่งขณะนี้คดีที่แจ้งความแล้ว พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ เฉพาะที่มาแจ้งความก็ดำเนินไปตามปกติ เช่นเดียวกับคดีปกติ ทั้งคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงก็ต้องทำ มันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ตำรวจต้องเก็บรวบรวมพยานหลักฐานหากเพียงพอ ก็ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปตามลำดับชั้น แต่ทั้งนี้ไม่ว่าความผิดใด หรือโทษร้ายแรงแค่ไหน หากต้องมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่ไม่มีใครมาร้องทุกข์ตำรวจก็ดำเนินการไม่ได้” รรท.ผบ.ตร. กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่จะมีการนำกฎหมายฟอกเงินมาใช้ จะมีการสั่งสันติบาลสืบในทางลับเพื่อหาเส้นทางการเงินของผู้อยู่เบื้องหลังพธม.หรือไม่ รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า คงลำบาก เพราะว่าเวลาเราทำอะไรต้องมีพยานหลักฐานแต่ในทางปฏิบัตินั้น หน่วยใดดำเนินการอยู่หรือไม่ ตนไม่ทราบคงไม่ได้ ในส่วนที่ตนรับผิดชอบต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน

ค้นรถการ์ดพันธมารปืน 2 กระบอกลูกกระสุนเพียบ

ขณะเดียวกันหลังจากเมื่อช่วงเย็นของเมื่อวาน (2 ธ.ค.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้ขึ้นเวทีประกาศยุติการชุมนุม และได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลรวมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเลี้ยงฉลองประกาศชัยชนะ โดยมีแนวร่วมสนับสนุนทั้งจากทำเนียบรัฐบาล และสนามบินดอนเมืองจำนวนนับหมื่นคนเดินทางมาร่วมเลี้ยงฉลองกันที่อาคารผู้โดยสารขาออกสนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศทั่วไปเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีการยิงปืนขึ้นฟ้าจำนวนหลาบสิบนัดเพื่อประกาศชัยชนะ และแกนนำได้สลับกันขึ้นประกาศชัยชนะบนเวทีท่ามกลางความสนุกสนามของแนวร่วมพันธมิตรกว่า 3 หมื่นคน

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 กองร้อยได้กระจายกำลังกันตั้งด่านตรวจค้นอาวุธที่บริเวณทางเข้าออกสนามบินสุวรรณภูมิทางด้านถนนเมนโรส ภายในสนามบินสุวรรณภูมิและทางเข้าสนามบินทางด้านถนนลาดกระบัง เนื่องจากเกรงว่าจะมีมือที่สามจะนำอาวุธเข้าก่อเหตุร้ายจนกระทั้งเวลาประมาณ 02.00 น.วันที่ 3 ธ.ค.51 ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตั้งด่านตรวจอยู่ที่ด่านทางเข้า สภ.ราชาเทวะ ทางด้านเขตติดต่อถนนลาดกระบัง-อ่อนนุช ได้พบเห็นชาย 4 คนขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อ โตโยต้า โคโรร่า สีบอร์ดเงิน ทะเบียน กจ. 7047 สระบุรี เข้ามาที่หน้าด่านเจ้าหน้าที่ได้เชิญกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 4 ลงจากรถได้พบว่าชายฉกรรจ์หนึ่งใน 4 ได้แขวงบัตรการ์ดพันธมิตรอาสา สระบุรี อยู่ที่คอ จึงได้ทำการตรวจค้นภายในรถได้พบอาวุธปืนขนาด 9 มม. และอาวุธปืนขนาด .32 อย่างละหนึ่งกระบะ ซึ่งบรรจุลูกกระสุนเอาไว้จนเต็มแม๊กกาซีนทั้ง 2 กระบอก พร้อมด้วยแม๊กกาซัน ขนาดเดียวกับปืนทั้งสองกระบอกอีกจำนวน 2 แม๊กที่บรรจุลูกกระสุนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว วิทยุสื่อสารย่านยูเฮสเอฟ สีแดง อีกจำนวน 1 เครื่องที่สำหรับแกนนำพันธมิตรเอาไว้ติดต่อกัน อีก 1 เครื่อง ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในกระเป๋าสะพานสีดำวางอยู่ในรถ นอกจากนี้จากการตรวจค้นท้ายรถได้พบไม้กระบอกและเหล็กแป๊บอีกจำนวนกว่า 10 อันที่ซุกซ่อนมาในด้านท้ายรถ จึงได้ตรวจยึดเอาไว้พร้อมประสานพนักงานสอบสวน สภ.จระเข้น้อย พื้นที่ราชกระบังเข้ามารับตัวไปทำการสอบสวน