WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 4, 2008

'กลุ่มเพื่อนเนวิน'ทยอยสมัครเข้าพรรคเพื่อไทยแล้ว

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา วันนี้(4ธ.ค.) นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวเปิดเผยว่าขณะนี้ได้มีสมาชิกส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ทยอยเดินทางไปกรอกใบสมัครเพื่อเป็นส.ส.ในสังกัดพรรคเพื่อไทยจำนวนมากแล้ว พร้อมทั้งระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นส.ส.ที่ไม่เคยขวางลำใคร แต่เป็นกลุ่มก้อนที่คอยให้คำชี้แนะตักเตือนบางประเด็นให้เกิดความเหมาะสมมากกว่า

'แซม'ซิวเบอร์ 10 ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.

ที่มา ประชาทรรศน์

บรรยากาศการลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. วันนี้(4ธ.ค.) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายนั้นเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายยุรนันท์ ภมรมนตรี อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ในสังกัดพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชันนันท์ รักษาการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน ร่วมเดินทางเพื่อให้กำลังใจ โดยนายยุรนันท์ได้หมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกันกับนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

อย่างไรก็ตามภายในการรับสมัครเลือกตั้งยังปรากฎนางลีนาจังจรรจา ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 3 มาให้กำลังใจกันอย่างหนาแน่น ขณะที่ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้เดินทางมาสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้วเช่นกัน ในนามอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง ได้เบอร์ 12 พร้อมกันนี้ นายแก้วสรร เตรียมแถลงเปิดนโยบาย ในเวลา 10.00 น.

จ่อเชือด'เลดี้ดั๊ก'นปช.พร้อมแฉโครตเงิน62ล.!!

ที่มา ประชาทรรศน์

'เลดี้ดั๊ก'ถึงคิวเชือด นปช.แฉข้อมูลลึก- หลักฐานจริง เงินปริศนา 62 ล้านเข้าบัญชีคนสนิท พร้อมเปิดโปงเฒ่าแก่อยากเด็ก ป.ป.ช.คนดังโกงอายุ หวังนั่งเก้าอี้ซิวคนตามใบสั่ง คู่ด้วยตุลาการสร้างภาพปลูกบ้านหลังงามด้วยไม้เถื่อน!! เสาร์นี้รู้กัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในอีกไม่ช้า เร่งดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา ต่อกลุ่มพันธมิตรฯทันที ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องเด็ดขาดในการตัดสินใจต่างๆ

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องพิจารณากรณีของพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) แสดงแนวคิดต่อสาธารณะที่แตกต่างจากรัฐบาลมาตลอด เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็อ่อนโอนให้กับทหารเหล่านี้มาตลอด ขณะเดียวกันรัฐบาลที่มาใหม่ต้องถือการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ เราจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 6 ธ. ค.นี้ โดยอาจจะเป็นที่ท้องสนามหลวง

นอกจากนี้ ในการชุมนุมครั้งใหม่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเปิดโปงกรณีที่ตุลาการบางคนที่สร้างบ้านโดยใช้ไม้เถื่อนทั้งหลัง และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บางคนโกงอายุ แล้วมาทำหน้าที่ รวมถึงจะแฉว่ามีการโอนเงินจำนวนกว่า 62 ล้านบาท เข้าบัญชีของคนใกล้ชิดคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยนายณัฐวุฒิมีสลิปการโอนเงินอยู่ในมือพร้อมแล้ว

อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าในการประชุมสภาผู้แทนราาฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเพื่ออารักขาให้สภาฯสามารถเปิดประชุมเพื่อเลือกนายกฯคนใหม่ได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้

'พรรคสะตอ'ปาดมัน!แบะท่าจัดตั้งรัฐบาล

ที่มา ประชาทรรศน์

ปชป.กระเหี้ยนกระหือรือ!ฟุ้งพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 'เทพเทือก'อ้างต้องคำนึงถึงบ้านเมือง ด้าน'ศิริโชค'รู้ธงประเทศชี้ตั้งรบ.ใหม่ไม่ยืดต้องยุบสภาทิ้ง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ ส.ส.ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนจะได้คำนึงถึงสถานการณ์รวมของประเทศ หากร่วมมือกันได้ก็น่าเป็นทางออกของบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งนี้จะเป็นอย่างไรก็ต้องรอให้เพื่อนส.ส.แต่ละพรรคหารือกันก่อน ส่วนกลุ่มเพื่อนนายเนวิน ชิดชอบ นั้น ไม่มีการพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวแต่พรรคก็พยายามสื่อสารถึงเพื่อนส.ส.แต่ละพรรค

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนี้ก็ต้องคุยกันบ้างหากมีการสอดคล้องกันในเรื่องนโยบาย รวมทั้งอาจมีคนนอกเข้าช่วยแก้ปัญหา ยอมรับว่ามีปัญหาวิกฤติ ทางออกต้องร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลดึงคนดีมีฝีมือช่วยกันทำงาน ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และเป็นความต้องการของประชาชนรวมทั้งให้เป็นที่ยอมรับ

ขณะที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกรัฐบาล(เงา) เดินทางมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ'มองรัฐสภา' ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยเป็นตัวแทนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ติดภาระกิจประชุมคณะรัฐมนตรี(เงา)

นายศิริโชค กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า จำนวนส.ส.ของพรรคมี 165 เสียง ก็มีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ทั้งคู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระแสของสังคมที่จะตอบรับ ซึ่งหากสังคมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดก่อนแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่ก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ หรือแม้จะมีรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับแต่ก็มีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล ก็แล้วแต่จะมอง แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยันว่าหากยุบสภาจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพื่อเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็คงอยู่ได้ไม่นานแล้วก็ถึงคราวยุบสภาอยู่ดี เพราะสังคมตอนนี้มีความแตกแยก และต้องมองความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมกันนี้ส.ส.สงขลากล่าววว่า ไม่ควรที่จะมีการรีบแร่งในการคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้ และอยากให้ทุกพรรคการเมืองคิดตรงอให้หนัก ว่าจะกำหนดชะตาของประเทศชาติอย่างไร เนื่องจากประเทศอยู่ในกำมือของส.ส.ทุกคน

เฉลิมพระเกียรติ81พรรษา:บทเรียนล้ำค่าจากเนปาล

ที่มา Thai E-News


สายสัมพันธ์2พระราชวงศ์-พระราชวงศ์เนปาลกับพระราชวงศ์ไทยมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยทั้ง2ราชวงศ์มีความยาวนานใกล้เคียงกันคือเนปาล 239 ปี ส่วนพระราชจักรีวงศ์ 226 ปี แต่ตอนนี้พระราชวงศ์ของเนปาลมีอันปลาสนาการไปเสียแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ธันวาคม 2551

บทความเฉลิมพระเกียรติ81พรรษา:ด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันฯ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ยินยอมให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยซ้ำรอย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์ ทรงสถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปตลอดกาล



สื่อฝรั่งเตือนพันธมิตรอย่านำสถาบันเป็นเครื่องมือการเมือง ให้ดูบทเรียนผิดพลาดจากเนปาล

บทความของเฮอรัลด์ทรีบูนตั้งคำถามว่า..เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?



หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบและราชบัลลังก์"โดยเตือนม็อบพันธมิตร ที่กำลังนำสถาบันกษัตริย์มาอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน และนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองว่า สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูน ของพสกนิกรไทย ต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพันธมิตร ที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบันอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี

บทความระบุว่า เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?

ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย ภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "ที่เคารพรัก" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติและถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอด

แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเอง เมื่อราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกันหรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับสาธาณรัฐ

พึงตระหนักให้มากว่ากษัตริย์พิเรนทราของเนปาลที่ได้รับการ"สักการะและเคารพ"ในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยลูกชายที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2001 เขาก็ได้ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย King Gyeandendra ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2005 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคมปีนี้

เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน

ประเด็นที่เฮอรัลด์ทรีบูนได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจต่อคำเตือนนี้อย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...

สิ้นราชบัลลังก์-กษัตรยิ์คเยนทราแห่งเนปาลกับพระราชินีของพระองค์ทรงพยายามที่จะรักษาพระราชวงศ์เอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงแค่การนำแพะมาเชือดบูชายัญเจ้าแม่กาลีตามพิธีกรรมความเชื่อของฮินดู ขณะที่เสียงโห่ร้องขับไล่ใกล้วังเข้ามา ในที่สุดรัฐสภาเนปาลลงมติในเดือนพฤษภาคมปีนี้ให้ยกเลิกระบบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

ทำไมราชวงศ์ชาห์อันเป็นศูนย์รวมใจเนปาลทั้งชาติถูกโค่นล้มลงไป

ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง


ฉากสุดท้ายของพระราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลเป็นไปอย่างอัปยศ รัฐบาลใหม่ของเนปาลเตือนให้กษัตริย์คเยนทราต้องออกจากพระราชวังในวันที่ 28 พฤษภาคม2551 หลังสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นการสิ้นสุดทั้งราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 239 ปี และระบอบกษัตริย์ในประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน

พระองค์ทรงมีพระราชขัตติยะมานะ เพราะเลยเส้นตายของรัฐบาลสาธารณรัฐล่วงไปถึง 11 มิถุนายน 2551 กษัตริย์คยาเนนทราจึงพร้อมด้วยพระราชินีของพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปประทับ ณ พระตำหนักนิรมาลนิวาส พระตำหนักส่วนพระองค์ โดยมีชาวเนปาลที่ต่อต้านพระองค์มากลุ้มรุมส่งเสียงโห่ไล่ และเต้นรำเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง

ราชวงศ์ชาห์ ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ชาวเนปาลเคยนับถือดั่งเทพเจ้าของศาสนาฮินดู ได้กลายเป็นตำนาน หลังสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศให้เนปาลเป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ ในการประชุมนัดแรกในวันที่ 28พฤษภาคม 2551

ชะตากรรมของอดีตกษัตริย์คเยนทราหลังจากนั้นก็คือ การไฟฟ้าของเนปาลได้จัดส่งบิลไปเก็บค่าไฟฟ้าที่คิดค้างไว้ราว 40 ล้านบาท โดยบอกว่าทรงติดไว้นับแต่ปี2548เป็นต้นมา

และไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะถูกล้มล้าง พระองค์ได้ไปปรากฎตัวต่อสาธารณชนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยครั้ง โดยทรงเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งทางใต้ของกรุงกาฏมาณฑุ เพื่อทำพิธีเชือดแพะบูชายัญ หวังจะต่ออายุพระราชวงศ์ ทว่าไม่เป็นผลใดๆ

มีรายงานว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ถูกปลดออกจากฝาตามร้านรวงต่างๆ รวมทั้งถูกถอดออกจากธนบัตร ขณะที่คำว่า "Royal"ก็ถูกลบออกจากชื่อของกองทัพ รวมทั้งสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาลได้งดจ่ายเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของพระองค์ปีละ 3 ล้าน 1 แสนดอลลาร์ และยึดวัง 10 แห่งของราชวงค์คืน


กษัตริย์คเยนทรา ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา คือกษัตริย์พิเรนทรา ที่ถูกเจ้าชายทิเพนทรา มกุฎราชกุมาร ปลงพระชนม์พร้อมด้วยพระราชวงศ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 แต่ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง และให้คำมั่นว่าจะบดขยี้กลุ่มกบฎลัทธิเหมาด้วยพระองค์เอง แต่ถูกกระแสต่อต้านจากประชาชนจนต้องทรงยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนในที่สุด

แต่ชาวเนปาลกลับไปไกลกว่านั้น คือให้ล้มเลิกระบบกษัตริย์ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐแทน


ซุบซิบกันว่าสังหารพระเชษฐาเพื่อฮุบราชสมบัติ และทรงมีพระราชโอรสเพลย์บอย


บัลลังก์เลือด-กษัตริย์คเยนทราเป็นสมมุติเทพตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระองค์ทรงเข้ารับราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาที่สวรรคตในเหตุนองเลือดในพระราชวัง มีเสียงลือซุบซิบในหมู่ผู้ต่อต้านว่าพระองค์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น่าสพรึงนี้

จู่ๆเฉพาะการเข้าแทรกแซงการเมือง คว่ำรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน คงไม่น่ามีผลสะเทือนให้พระราชวงศ์ที่ยืนยาว240ปีต้องถึงกาลอวสาน แต่มันมีเรื่องซุบซิบอื่นๆในเรื่องพระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์ และข่าวอัปมงคลต่างๆที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของสาธารณชนด้วย 2ในข่าวซุบซิบนั้นเป็นเรื่องเล่าลือกันว่าอาจทรงเกี่ยวพันกับการสังหารพระเชษฐาเพื่อหวังในราชสมบัติ กับทรงมีพระโอรสที่เป็นเพลย์บอย ไม่เป็นที่นิยมของพสกนิกรชาวเนปาลอีกด้วย


ตามคติความเชื่อดั้งเดิมของฮินดู ทรงเป็นสมมติเทพมาปราบยุคเข็ญ ชาวเนปาลเชื่อว่าแท้จริงแล้วกษัตริย์คือปางอวตารของวิษณุเทพ อันเป็นคติแต่โบราณของผู้คนในชมพูทวีป


อดีตกษัตริย์คเยนทราประสูติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของชาวคริสต์ในเมืองดาจีลิง (Darjeeling) ประเทศอินเดีย พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544 ต่อจากกษัตริย์พิเรนทรา (King Birendra Bir Bikram Shah Dev) ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 2515 ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544 ที่เจ้าชายดิเพนทราพระโอรสซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายได้กราดยิงพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์จนสิ้นพระชนม์ก่อนที่เจ้าชายดิเพนทราจะปลงพระชนม์ตัวเองตาม


โดยพื้นฐานทางการเมืองของเนปาลเองปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นเวลายาวนาน ก็เพิ่งจะมีประชาธิปไตยหลังจากขบวนการ ‘จัน อันโดลัน’ (Jan Andolan Movement) หรือแปลเป็นไทยว่าขบวนการประชาชน ได้บีบให้กษัตริย์พระองค์ก่อนคือพิเรนทรายอมปฏิรูปการเมือง และพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2534 ทำให้เนปาลมีรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีกิริยา ปราสาท กัวราลา (Girija Prasad Koirala) จากพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่การเมืองเนปาลก็เข้าสู่สภาพไร้เสถียรภาพ เพราะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาล กับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมานำโดยสหายประจันดา (Prachanda) ที่จับอาวุธสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนฝ่ายกบฏมีฐานที่มั่นอยู่ใน 50 จังหวัดจาก 75 จังหวัดของเนปาล และสงครามกลางเมืองก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,500 ราย

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) และกษัตริย์คเยนทราทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2544 การเมืองเนปาลก็ยิ่งไร้เสถียรภาพเข้าไปอีก เพราะพระองค์อ้างเหตุความไม่สงบในเนปาลเข้าแทรกแซงการเมืองระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อาทิทำการปลด และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองรวม 5 ครั้งช่วงปี 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก่อนที่พระองค์จะยึดอำนาจการปกครองของเนปาลมาอยู่ที่พระองค์เองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยพระองค์อ้างเหตุผลการยึดอำนาจว่าเพราะนายกรัฐมนตรีคนก่อนบริหารราชการแผ่นดินบกพร่องในเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง และไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาในบ้านเมืองได้ โดยพระองค์สัญญาว่าจะคืน “ความสงบเรียบร้อยและประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ” ภายในเวลา 3 ปี

นอกจากนี้พระองค์ยังตัดสินพระทัยจำกัดเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงเสรีภาพในการนำเสนอของสื่อมวลชน มีการจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างจากพระองค์ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาธิปไตยในประเทศกังวลต่อสถานการณ์ในเนปาลโดยเฉพาะกับนักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของเนปาล แต่กษัตริย์คเยนทราก็ทรงตอบโต้องค์กรต่างประเทศเหล่านั้นว่า “ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นน้อยกว่าการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ!”

นอกจากความไม่พอใจในตัวกษัตริย์เนปาลจะเกิดเพราะการเข้ายึดอำนาจของกษัตริย์คเยนทราแล้ว สิ่งที่ช็อกความรู้สึกชาวเนปาลอีกประการหนึ่งคือการที่คณะลูกขุนของรัฐบาลตัดสินว่าเจ้าชายดิเพนทรา (Prince Dipendra) พระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อน ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิต ได้เป็นฆาตกรสังหารพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์สังหารโหดในพระราชวังปี 2544 ครั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นการยากที่จะให้ชาวเนปาลทำใจเชื่อได้ แถมกบฏลัทธิเหมายังกระพือข่าวว่ากษัตริย์คเยนทราผู้สืบราชสมบัติต่อนั่นแหละเป็นตัวการในการสังหารโหดครั้งนั้น


กระแสข่าวทางลบในลักษณะนี้ต่อกษัตริย์คเยนทรา ยังคงแพร่กระจายไปทั่วเนปาล ผู้คนต่างตั้งคำถามว่ากษัตริย์คเยนทราหนีออกจากพระราชวังได้อย่างไรในวันที่เหตุฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และพระราชโอรสพระองค์เดียวของพระองค์ คือเจ้าฟ้าชายพาราช (Prince Paras) หลบออกจากพระราชวังไปได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน!?


และยิ่งเจ้าฟ้าชายพาราช ผู้จะสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ชาห์กลับมีนิสัยชอบขับรถซิ่ง และความเจ้าสำราญที่ชาวเนปาลขนานนามพระองค์ว่า “The playboy” ยิ่งทำให้ความนิยมของประชาชนต่อเจ้าชายพาราชผู้สืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ชาห์ และทำให้กษัตริย์คเยนทราไม่เป็นที่นิยมชนิดร้าวลึก

ประมาณการณ์ผิดเป็นเหตุให้ถึงกาลอวสานอย่างอัปยศ



ทรงสำคัญผิด-การยึดกุมอำนาจในกองทัพไว้ได้ และมีผู้นำเหล่าทัพที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย กอรปกับการประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ประชนได้เห็นแต่ด้านดีของระบบกษัตริย์ทำให้พระองค์ทรงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

พันธมิตรแห่งแนวต้านอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

การที่พระองค์ประมาณสถานการณ์ผิดว่าสามารถยึดกุมกองทัพเอาไว้ ถึงขั้นล้มรัฐบาลหลายคณะ และที่สุดรวบพระราชอำนาจมาไว้ที่พระองค์เสียเอง กับเชื่อมั่นว่าการประชาสัมพันธ์แต่ด้านบวกให้พสกนิกรชาวเนปาลเทิดทูนก็เพียงพอแล้ว และหวังว่าจะทำสงครามเอาชนะพวกกบฎคอมมิวนิสต์ได้ พระองค์ก็จะกลายเป็นวีรบุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ราชวงศ์เดินทางมาถึงจุดจบ..เพราะสิ่งที่พระองค์ไม่ได้นำมาประเมินเลยก็คือ พลังของประชาชนผู้กระหายประชาธิปไตย และการปกครองโดยประชาชน


ท่ามกลางอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ในประเทศ ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองเของเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรบันทึกข้อตกลง 12 ประการเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านการปกครองของกษัตริย์คเยนทรา ซึ่งทำให้เกิดฝ่ายต่อต้านการปกครองของกษัตริย์ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ

การต่อต้านพระราชอำนาจได้ถึงจุดปะทะเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองจัดการชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องประชาธิปไตย และคว่ำบาตรการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กษัตริย์คเยนทราได้จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงมายาภาพที่แสดงให้เห็นว่านี่เป็นก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพระองค์ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี

โดยรัฐบาลพยายามสกัดการชุมนุมของประชาชนด้วยการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในยามวิกาลในเขตเมืองหลวงและบางพื้นที่ของเนปาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และคุกคามผู้ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้การชุมนุมเลื่อนจากวันที่ 20 มกราคม มาเป็นอีกวันหนึ่ง


โดยในวันที่ 21 มกราคม มีการเดินขบวนท้าทายอำนาจของกษัตริย์ครั้งใหญ่โดยประชาชนหลายพันคน ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์คเยนทราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้นำพรรคการเมือง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้นำแรงงาน นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายร้อยคน ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจและทหาร พร้อมเผายางรถยนต์เป็นเครื่องกีดขวาง ซึ่งการปราบปรามครั้งนั้นทำให้การชุมนุมต่อต้านกษัตริย์ปะทุไปทั่วประเทศ



การประท้วงใหญ่เดือนเมษายน และการสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

ในเดือนเมษายน 2549 ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) และกบฏลัทธิเหมาได้มีการต่อต้านครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจากกษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และจัดการชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงวันที่ 8 เมษายน ตามด้วยการดื้อแพ่งด้วยการหยุดจ่ายภาษี เช่นเดียวกับการประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวห้ามไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม แต่การชุมนุมประท้วงกลับขยายตัวไปตามเมืองใหญ่ๆ ตลอดทั้งเดือน ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมกระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จำนวนผู้ออกมาประท้วงเฉพาะในเมืองหลวงพุ่งสูงกว่า 300,000 - 500,000 คน

และในวันที่ 21 เมษายนกษัตริย์คเยนทราได้มีพระราชดำรัสว่าจะทรงคืนอำนาจบริหารให้แก่ประชาชน และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด รวมทั้งขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน

กระทั่งเที่ยงคืนของวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์คเยนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า พระองค์จะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ เพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพของชาวเนปาล ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดีต่อชัยชนะของประชาชนตามท้องถนน

ตลอดการประท้วงใหญ่ 19 วัน มีการปราบปรามโดยกองกำลังรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน และผู้บาดเจ็บนับพันคน ด้วยเหตุนี้ระหว่างประท้วงจึงทำให้มวลชนตามท้องถนนเผาหุ่นของกษัตริย์และประณามกษัตริย์คเยนทราว่าเป็น “ฆาตกร”


ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ


จุดพลุไล่-ชาวเนปาลออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองการที่รัฐสภาลงมติยกเลิกระบบกษัตริย์ สิ้นสุดราชวงศ์ชาห์อายุยาวนาน 240 ปี และเปิดศักราชใหม่ของระบบสาธารณรัฐ เมื่อ28พ.ค.2551


ภายหลังจากที่สภาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นายกิริยา ปราสาท กัวราลา อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคคองเกรสเนปาล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยเขาสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชน

ต่อมาอดีตรัฐมนตรี 5 คนที่ทำงานให้กษัตริย์คเยนทราก็ถูกจับกุม และสอบสวนกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรยังได้ดำเนินการลดทอนพระราชอำนาจอย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะของสถาบันกษัตริย์เนปาลกลายเป็นประมุขของประเทศแต่ในทางพิธีกรรม (Ceremonial Monarchy) เท่านั้น เช่น ห้ามมิให้กษัตริย์มีอำนาจสั่งการกองทัพอีกต่อไป ทั้งนี้กองทัพเคยมีบทบาทในการช่วยกษัตริย์คเยนทรายึดอำนาจด้วยการกราบบังคมทูลเชิญกษัตริย์คเยนทราขึ้นสู่อำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การจับนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้น มีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)

แถมเพลงชาติเนปาลซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นต้นในทำนองว่า “ขอพระบารมีปกเกล้า, เป็นขวัญอธิปไตย เธอชาวเนปาลผู้กล้า มีมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์ของเรา...” ก็ถูกเปลี่ยนอีกด้วย

ที่สำคัญหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนก็ทำให้กษัตริย์คเยนทราก็ไม่ค่อยปรากฏพระองค์ในสถานที่สาธารณะ รถนำขบวนพระราชวงศ์ซึ่งการเสด็จครั้งหนึ่งต้องปิดถนน และทำให้รถติดในเมืองหลวงเป็นกินนานหลายชั่วโมง รวมทั้งการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังชนบทด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกยกเลิก

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการโดดเดี่ยวกษัตริย์คเยนทรา ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ก็ไม่มีเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก มาร่วมงานฉลองเหมือนอย่างเคย แถมรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว

ที่สุดแล้วรัฐสภาเนปาลได้ประกาศยกเลิกระบบกษัตริย์ลงอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ และยื่นคำขาดให้อดีตกษัตริย์ทรงออกจากพระราชวัง เพื่อนำไปทำเป็ฯพิพิธภัณฑ์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวเนปาล

ในที่สุดนายคเยนทรา อดีตกษัตริย์เนปาลได้ออกจากพระราชวังในวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โดยนั่งมากับนางคเยนทรา ภรรยาของเขา โดยมีชาวเนปาลที่โกรธแค้นกรูเข้าไปห้อมล้อมรถ ที่ไม่มีขบวนนำยาวเหยียดออกจากพระราชวังไป โดยทหารมากั้นไว้พอเป็นพิธี และให้รถยนต์คันนั้นเคลื่อนออกไปได้

และจะไม่ได้กลับมาในพระราชวังกาฎมัณฑุอีก...ตลอดกาล.


ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทย


ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทยก็คือ เรามีพระราชจักรีวงศ์ อันทรงคุณประเสริฐมาแล้วกว่า 226 ปี มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระราชอัจริยภาพ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ มีพระบรมราชวงศ์อันเป็นที่รักเทิดทูนทุกพระองค์ล้วนแต่มีพระอัจริยภาพ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ทรงเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย

ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง และด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์สถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วฟ้าดิน

ตลอดกาล.

ด่วน เอกสารรั่ว ถวายฎีกาเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ที่มา prachataiwebboard

โดย : Birdy

เห็นในพันทิปตอนหัวค่ำ แต่กระทู้โดนอุ้มไปแล้ว เจอในฟดก. ช่วยกระจายด้วยค่ะ

[b]ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ปวงข้าพระพุทธเจ้าพสกนิกรชาวไทยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารผุ้มีรายนามข้างท้ายนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูล

เกล้าทูลกระหม่อมถวายฎีกา พึ่งพระบรมเดชานุภาพเป็นที่ดับร้อน ผ่อนเย็นให้แก่บ้านเมืองและพสกนิกรทั้งปวงที่อยู่ในภาวะตึงเครียด

สับสน และหวาดวิตก ให้เหตุการณ์บ้านเมืองยุติวิกฤตและความรุนแรงลได้ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ

ปวงข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าฯ วิกฤตที่ยังความเสียหายให้เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง ทั้งแก่ชีวิต เลือดนื้อ ทรัพย์สินที่ผ่าน

มา มีสาเหตุหนึ่งจากการที่รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ เพราะขาดความเชื่อถือของ

ประชาชน และข้าราชการผุ้มีหน้าที่รักษากฎหมาย เนื่องจากทำตนเป็นตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ต้องโทษอาญาและหลบหนี

แต่ยังคงบงการอยู่ ทั้งรัฐบาลซึ่งควรเป็นผู้ระงับความขัดแย้งระหว่างประชาชน กลับกระทำการตรงข้าม คือเป็นคู่กรณีของความขัดแย้งเอง โดยใช้สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจัดรายการตอบโต้กลุ่มประชาชนผุ้ประท้วงกระจายความขัดแย้งไปทั่วประเทศ ทั้งยังปล่อยให้คนสำคัญของรัฐบาล เช่น โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแกนนำ ชักนำประชาชน อีกกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมสนับสนุนรัฐบาล และต่อต้านกลุ่มประท้วง และทำหใม้เกิดการปะทะกันขึ้นแล้วในอดีต

ดังนั้น หากยังปล่อยให้พรรคการเมืองซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ เพื่อรับช่วงต่อจากพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ยังคงมีมติให้สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรของตนจับขั้งทางการเมือง จัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีพรรคการเมืองเดิมที่ถูกยุบไป บ้านเมืองก้จะกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤติร้ายแรง ก่อเกิดความเสียหายมหาศาลขึ้นอีกครั้งเป็นแน่
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้ตองการให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาของพระบารมีเป็นที่พึ่ง โดย
1. ขอพระราชทานชะลอกากรพระราชทานพระราชกฤษฎีกาประชุมรับสภา หรือพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภา เป้นการประชุมสมัยวิสามัญ ซึ่งรัฐบาลหรือประธานรับสภาทูลเกล้าถวายไว้ก่อน จนกว่าการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแถลงต่อสาธารณชนให้เป็นที่พอใจว่าจะไม่กระทำการใด ๆ อันนำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ มิฉะนั้น สมาชืกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองแกนนำรัฐบาลเดิม ก้จะรวบรัดลงมติให้จับขั้วทางการเมืองแบบเดิม

2. ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกผุสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคแกนนำของรัฐบาลเดิม ซึ่งถูกยุบไปแล้ว ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอพระมหากรุณาธิคุณทรงชะลอการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งไว้ก่อน เพื่อมิให้วิกฤตครั้งใหม่เกิดขึ้นอีก

จึงขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาของพระบรมเดชานุภาพเป็นที่พึ่งสุดท้าย หากการมิบังควรประการใด ก้ขอพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ และพระขันติคุณเป็นที่พึ่งแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งปลาย พสกนิกรผู้จงรกภักดี การะจมิควรประการใดสุดแต่จะทรงพระกรุณาโรดเกล้าฯ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ[b]

นิติบริการทั้งหลาย กำลังตามล่ารายชื่อหางเครื่อง สนับสนุนโดยเร็วพลัน
ที่มา
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?s=b608af6012d00908216db190df107251&showtopic=17086

ดอนเมืองเปิดบริการแล้ว ประเดิมนกแอร์ 3 เที่ยวบิน/นปช.หยุดชุมนุม 3 วัน

ที่มา MCOT News
ดอนเมือง, ลานคนเมือง 4 ธ.ค.-ท่าอากาศยานดอนเมืองเปิดให้บริการแล้ว สายการบินนกแอร์ประเดิมขึ้นบินเมื่อเวลา 06.00 น.ที่ผ่านมา จำนวน 3 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช, กรุงเทพฯ-อุดรธานี จำนวนผู้โดยสารยังบางตา

ด้านการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่ลานคนเมือง แกนนำประกาศเลิกการชุมนุม 3 วัน รวมพลอีกครั้ง 7 ธ.ค.หน้ารัฐสภา "วีระ มุกสิกพงศ์" เชื่อกลุ่มเพื่อนเนวินไม่เปลี่ยนขั้วจับมือพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 06:40:03

พรรคเพื่อไทยส่ง แซม-ยุรนันท์ ลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.

ที่มา MCOT News
กทม. 3 ธ.ค.- พรรคเพื่อไทยมีมติหลังประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ว่าจะส่ง “แซม” ยุรนันท์ ภมรมนตรี ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้น วันพรุ่งนี้จะเป็นอีกวันที่มีความคึกคักไม่แพ้กับวันแรก.-สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-12-03 20:16:18

เสื้อแดงยี้!นายกฯ‘เหลิม’

ที่มา ประชาทรรศน์

* ไร้ภาวะผู้นำ-หนีม็อบมือตบหางจุกตูด

“คนเสื้อแดง” ไม่เอานายกฯ “เหลิม” หลังมีข่าวเป็นแคนดิเดต ระบุเชื่อว่าบริหารงานเป็น แต่มีตำหนิมากเกินไปเกรงจะกลายเป็นเป้าให้พันธมิตรฯ โจมตีหนักยิ่งไปกว่าเก่า เพราะขนาดที่ผ่านมามีนายกฯ ที่สังคมยอมรับยังไปไม่รอด ซ้ำร้ายที่สุดยังไร้ภาวะผู้นำ เหมือนเมื่อคราวโดนม็อบมือตบโห่ไล่ที่กระบี่ถึงกับวิ่งแจ้นกลับกรุงเทพฯ ถ้าเจอเรื่องใหญ่กว่านี้จะทำงานให้บ้านเมืองได้อย่างไร ขณะที่เจ้าตัวทำมึน อ้างยังไม่ได้รับการติดต่อ แถมพอใจแล้วกับการเป็น รมว.สาธารณสุข เชื่อแทรกพิจารณานายกฯ คนใหม่ได้ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ 8 ธันวาคมนี้

* ชี้แทรกถกนายกฯ ใหม่ได้ในสภาสมัยวิสามัญ

ภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชน และมีผลให้ นายสมชาย วงศ์สวสัดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยายนั้น ในกระแสการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้มีการคาดหมายตัวบุคคลไว้หลายคน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายชัย ชิดชอบ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และนายสันติ พร้อมพัฒน์

“เฉลิม”ก็ดีแต่มีตำหนิเยอะเกินไป

โดยกระแสหลักในวันที่ผ่านมาน้ำหนักจะไปตกอยู่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ลงทุนล็อบบี้ส.ส.สายต่างๆ ด้วยตัวเอง และยังมีความพยายามขอพบแกนนำกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเพื่อขอการสนับสนุน

อย่างไรก็ดีมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยรวมถึงคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งปัญหาในเรื่องท่าที และการเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงกันข้ามที่อาจจะสร้างปัญหาให้หนักยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกระแสที่มีข่าวดังกล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม เป็นบุคคลที่มีพรรษาทางการเมือง หรือประสบการณ์ทางด้านการเมืองมาก มีความสามารถในการบริหารจัดการ แต่ก็ยังมีข้อตำหนิอยู่มากพอสมควร

“ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนที่ความสามารถและประสบการณ์มากพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่ว่าข้อตำหนิก็มีมากอยู่ ถ้าพรรคพลังประชาชนหาคนที่มีข้อตำหนิน้อยกว่านี้ได้ก็น่าจะดี“

ไม่อยากให้กลายเป็นเป้าโจมตี

นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่าการเอาคนที่มีตำหนิมาเป็นนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ตอนนี้ อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเรียกร้องชุมนุมกันอีกก็ได้ ไม่ใช่ว่าเรากลัวพันธมิตรฯ เพียงแต่ว่าเราไม่ต้องการให้บ้านเมืองต้องได้รับความเสียหาย

ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะให้ทางรัฐบาลยกเลิกขอกล่าวหาทั้งทางเพ่งและทางอาญานั้น นพ.เหวง กล่าวว่าไม่สามารถเป็นไปได้ ความผิดที่เกิดขึ้น เป็นอาญาแผ่นดิน เป็นความผิดร้ายแรงในการเข้ายึดสนามบินเข้าข่ายการเป็นผู้ก่อการร้าย และจากการกระทำผิดครั้งที่แล้วที่ได้มีการเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT เพื่อเชื่อมต่อสัญาณเข้ากับ ASTV นั้นก็เข้าข่ายกบฏ ความผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่สามารถประนีประนอมได้เลย

ไม่มั่นใจเฉลิม-ดีกว่านี้ยังอยู่ไม่ได้

ทางด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในประเด็นเดียวกันว่าจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ณ วันนี้พูดแล้วมีปัญหาหมด ส่วนที่มีกระแสข่าวเรื่อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นนายกฯ คนต่อไป ครั้งหนึ่งที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปว่าราชการทางภาคใต้ที่ จ.กระบี่ ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาล้อมสนามบินไว้ ทำให้ปฏิบัติราชการไม่ได้ แล้วถ้าจะมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่มากกว่าเดิมแล้วจะดำเนินการได้อย่างไร

“เราเคยมีนายกรัฐมนตรีที่มีบุคลิกและท้วงทำนองที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ยังเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย แล้วการเอา ร.ต.อ.เฉลิม มาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้”

ส่วนประเด็นเรื่องการของยกเลิกความผิดทั้งทางเพ่งและทางอาญาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาเรียกร้องนั้น นายวิภูแถลง กว่าวว่า เราต้องย้อนมาดูก่อนว่าวันนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในหลักนิติรัฐ อยู่ในหลักกฎหมายหรือไม่ เพราะว่าทำไมถึงได้มีการเลือกปฏิบัติกฎหมายจะเข้มงวดเหลือเกินกับกลุ่มคนประชาชนที่รักในประชาธิปไตย แต่จะหย่อนยานกับคนที่ทำผิดกฎหมายอย่างพันธมิตรฯ

แฉซ้ำไร้ภาวะผู้นำ หนี ครม.กลัวอุ้ม

แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่านอกกจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะมีอาการเอาตัวรอดจนเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ถูกม็อบมือตบขับไล่ที่ จ.กระบี่ จนยอมทิ้งราชการหนีกลับกรุงเทพฯ แล้ว

เมื่อคราวประชุมคณะรัฐมนตรีที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ยังไม่ยอมเดินทางไปร่วมประชุม เนื่องจากมีข่าวว่าจะมีการยึดอำนาจของทหาร ซึ่งเกรงว่าอาจจะมีการจี้จับตัวบนเครื่องบินทหารอากาศแบบเดียวกับการยึดอำนาจโดย รสช.เมื่อปี 2534 แบบเดียวกับกรณีของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี


"เฉลิม"ทำมึนถูกวางตัวเป็นนายกฯ

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวถึงกรณีที่ถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ตอบไม่ได้ และยังไม่มีใครในพรรคมาทาบทาม หรือชักชวนให้มาทำหน้าที่

ทั้งนี้ พอใจกับการที่ได้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งเห็นว่า บุคคลภายในพรรคล้วนมีความรู้ความสามารถอีกมาก

สมศักดิ์ " ปัดตอบเป็นแคนดิเดต

ส่วน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปฏิเสธตอบคำถาม กรณีมีชื่อเป็นหนึ่งในชื่อที่จะได้รับคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย เมื่อถามย้ำว่า หากได้รับการเสนอชื่อ พร้อมที่จะรับตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบอะไรเลย เพราะยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้

“อภิวันท์” ถ่อมตัวชี้ “มิ่งขวัญ” เหมาะ

เช่นเดียวกับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง หลังจากที่มีรายชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดต โดยระบุว่า ส่วนตัวแล้วไม่เคยคิดว่าจะได้รับตำแหน่งนายกฯ

ทั้งนี้ ต้องมีการพูดคุยกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่า ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ในการประชุมใหญ่ของพรรคจะได้ข้อสรุปหรือไม่ พร้อมเชื่อว่า จะไม่มีเสียงแตกหรือกรณีงูเห่าเกิดขึ้นกับการโหวตเลือกนายกฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังความคิดเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม ก็มีความเหมาะสมเช่นเดียวกัน

“เฉลิม-มิ่งขวัญ”เข้าโค้งสุดท้าย

ทางด้าน นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า ในส่วนของพรรคมีการพูดถึงชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ว่าเป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นกันคนละแบบ คนหนึ่งแนวบู๊ อีกคนหนึ่งแนวนักบริหาร ซึ่งการทำงานพรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้คนที่มีคุณสมบัติและความสามารถทั้งสองอย่างเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตาม นายสุชาติ กล่าวต่อด้วยว่า สำหรับเรื่องการย้ายสังกัดพรรคการเมืองนั้น น่าจะเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร และเชื่อว่าจะไม่มี "งูเห่า" หรือการย้ายพรรคสลับขั้วเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ด้าน นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด อดีตพรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่าการเลือก นายกฯ คนต่อไปตามกระแสข่าวเลือกระหว่าง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่ส่วนตัวมองความเป็นไปได้อยู่ที่ นายมิ่งขวัญ มากกว่า ซึ่งขณะนี้กำลังมีการล่ารายชื่อ ส.ส. 1 ใน 3 เพื่อเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในการลงมติเลือกนายกฯ อาจจะเป็นวันที่ 8 ธันวาคมนี้

ครม.ให้ “ชวรัตน์ “รักษาการนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเมื่อตอนสายวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นนทบุรี

ภายหลังการประชุม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุม ครม. มีมติมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการต่างๆ ดังนี้

กระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้ นายโอฬาร ไชยประวัติ และกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบของสภา และมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

เลือกนายกฯ วันที่ 8 ธ.ค.ทำได้

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังได้พิจารณาเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ติดค้างอยู่ในประเทศไทย และคนไทยที่ติดค้างอยู่ในต่างประเทศโดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาหามาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีจะสามารถดำเนินการภายในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ หรือไม่นั้นรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภา รัฐบาลรักษาการไม่เกี่ยว แต่เคยคุยกับประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการว่าจะใช้วันดังกล่าวเฟ้นหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสามารถทำได้ แม้ว่าเดิมจะเป็นการขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงเกี่ยวกับการประชุมอาเซียนที่เข้าข่ายสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ก็ตาม

ส.ส.สัดส่วนย้ายพรรคได้

นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวถึงสถานภาพ ส.ส. สัดส่วนของพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทยภายหลังคดียุบพรรค ว่า เมื่อยุบพรรคก็จะทำให้พรรคนั้นสลายไป ส่วน ส.ส.สัดส่วนที่โดนเพิกถอนสิทธิ ก็ไม่สามารถเลื่อนผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนในลำดับถัดไปขึ้นมาได้ เพราะพรรคการเมืองนั้นสลายไปแล้ว แต่สำหรับ ส.ส.สัดส่วนที่ยังอยู่และไม่โดนเพิกถอนสิทธิหลังจากคดียุบพรรค ก็สามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 60 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 106 (8) บัญญัติ

ส่วนที่มีบางส่วนทักท้วงว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือก ส.ส.สัดส่วนของพรรคนั้น นักวิชาการผู้นี้มองว่า การที่ ส.ส. สัดส่วนจะย้ายไปเป็น ส.ส. สัดส่วนของพรรคใหม่ อาจไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้เลือก เรื่องนี้ก็เป็นประเด็น เพราะกรณีนี้เกิดเป็นครั้งแรก ตนมองว่า หากประธานสภาไม่แน่ใจ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะการประกาศเลื่อนบัญชีรายชื่อเป็นอำนาจของประธานสภาตามมาตรา 109 (2) อย่างไรก็ตาม ก็เป็นปัญหาว่า จะส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยช่องทางใด เพราะไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ และไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่างองค์กร

เช็กบิล! 12 ผู้นำม็อบ-บินไทยฟ้อง 2 หมื่นล.

ที่มา ประชาทรรศน์

“หมอเหวง” นำทีมแจ้งจับ 12 แกนนำพันธมิตรฯ ข้อหาฉกรรจ์ ก่อการร้าย บอร์ด "บินไทย" มีมติยื่นฟ้องม็อบถ่อยปักหลักชุมนุมในสนามบิน สร้างความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้าน ด้าน “พล.ต.อ.ประทีป” ย้ำหนักแน่นไม่มีการเจรจาต่อรองถอนฟ้องคดี ยืนยันต้องดำเนินกับม็อบชั่วตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ภายหลังแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศยุติการชุมนุม พร้อมคืนพื้นที่การชุมนุม 3 แห่ง ทั้งทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากมายมหาศาล หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากแกนนำพันธมิตรฯ โดยจะละเว้นไม่ได้

แจ้งจับพธม.ก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวน (สบ 2) บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รวม 12 คน ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง และนางมาลีรัตน์ แก้วก่า ในความผิดฐานก่อการร้าย กรณีนำมวลชน และกลุ่มคนสวมชุดดำมีผ้าคลุมหัวปิดบังใบหน้าบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะส่วนหอบังคับการบิน เหตุเกิดตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา

นพ.เหวง กล่าวว่า มาแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ 12 แกนนำพันธมิตรฯ กรณีที่นำคนหลายพันคนยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ รวมทั้งเข้ายึดหอบังคับการบินเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก และสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัว และสร้างความเสียหายมากมายให้แก่ประชาชนชาวไทย ต่างชาติ รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเมือง และเกียรติภูมิของประเทศอันประเมินค่าไม่ได้

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญา กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ การกระทำนั้นมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (2)

ยันดำเนินคดีถึงที่สุด

ด้าน นพ.สันต์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องเข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม เพราะได้เคยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์กฎหมายได้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แม้ว่าความผิดจะสำเร็จ และมีหลักฐานปรากฏตามสื่อมวลชนชัดเจนอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีถึงที่สุด และตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่าจะกลับมายึดสนามบินอีกครั้งหากมีการตั้งรัฐบาลที่ไม่ถูกใจกลุ่มตัวเอง การกระทำเช่นนี้เท่ากับสร้างความไม่สงบให้กับบ้านเมือง

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้พวกตนได้ทำหนังสือขอให้พิจารณาโทษผู้ก่อการร้ายสากลที่ยึดสนามบินนานาชาติในประเทศไทย ยื่นถึงนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ผ่านข้าหลวงใหญ่ประจำประเทศไทยไว้แล้วเพื่อที่อย่างน้อยจะได้ออกมากล่าวเตือนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกเพราะทำให้ผู้เดินทางและนานาชาติได้รับผลกระทบ และหากสหประชาชาติไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะทำให้ประเทศอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ นพ.เหวงไว้ในฐานะผู้ร้องทุกข์ จากนั้นจะได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

บินไทยฟ้อง2 หมื่นล้าน

ด้านนายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กล่าวว่ามติที่ประชุมบอร์ดได้ประเมินว่า บริษัทจะได้รับความเสียหายจากการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในปีนี้ ประสบภาวะขาดทุน

ดังนั้น ที่ประชุมมีมติให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าว พร้อมทั้งดำเนินแนวทางการแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วยการขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องการกู้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทมีแผนที่จะกู้เงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระค่าเครื่องบิน ส่งผลให้ยอดเงินกู้เพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ยังมอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปปรับแผนเงินกู้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว เพื่อให้สามารถชำระหนี้ในระยะยาวนานมากขึ้น

ตร.เสียงแข็ง ไม่ถอนฟ้อง

พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุม ว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯยุติการชุมนุมนั้นเป็นการประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เข้ามาช่วยกัน ทั้ง ทหาร ตำรวจ พลเรือน รวมทั้งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ผลงานของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งแม้พันธมิตรฯจะยุติการชุมนุมแล้ว ตำรวจยังคงตรึงกำลัง ตั้งประจำที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และ ทำเนียบรัฐบาล ในจำนวนเท่าเดิม หรืออาจลดกำลังลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวก็ยังจับตาแกนนำผู้ชุมนุมทุกฝ่ายว่ากำลังทำอะไรอยู่

พล.ต.อ.ประทีป กล่าวถึงการดำเนินคดีกับบรรดาแกนนำพันธมิตรฯ ว่า เรื่องคดีต้องดูเป็นกรณีๆไป ยังตอบอะไรไม่ได้ ว่า ใครจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่จะไม่ดำเนินคดีกับใคร ต้องดูรายกรณี และยังไม่ทราบเรื่องที่ว่ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีถ้ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีนั้นก็ต้องดูความผิดเป็นกรณีๆ ไป แต่จะเอาในภาพรวมทั้งหมดคงต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมกันไป ซึ่งเกินอำนาจของตน ที่จะตอบได้ และตนยังไม่มีความเห็นต่อประเด็นนี้ในขณะนี้

“ในส่วนของตำรวจรับผิดชอบในเหตุที่เกิดและเป็นคดี เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ถ้ามีคดีเกิดขึ้นยืนยันว่าผมจะยืนอยู่ตรงกลาง อยู่บนความยุติธรรม คดีไหนมีหลักฐานเพียงพอ ก็ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปตามลำดับชั้น”

งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ

ผศ.ดร.วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเสียหายมากมายขนาดนี้ตนอยากถามหาคนรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ซึ่งต้องกระทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะพันธมิตรฯ จะอ้างว่า ได้คืนพื้นที่ทั้งหมดให้ภาครัฐแล้วก็ตามเพราะความเสียหายมันเกิดเป็นรูปธรรม

“พันธมิตรฯ จะอ้างว่าประท้วงเพื่อชาติบ้านเมืองแล้วเข้ายึดสถานที่สำคัญๆ และบอกว่าไม่มีความผิด แบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะจะมาตีความว่าตัวเองทำถูกต้อง เพราะถ้าอีกฝ่ายทำบ้างก็จะเป็นข้ออ้างของคนอื่นๆ ที่อาจทำแบบเดียวกันแล้วประกาศว่าทำเพื่อชาติ”

ผศ.ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าวว่า งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบอย่างแน่นอน หากชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้ก็ต้องติดคุกติดตารางกันไป

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่พันธมิตรฯ จะให้ตำรวจยกเลิกข้อกล่าวหาเพราะการกระทำที่พันธมิตรฯ ก่อไว้เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งหากหน่วยงานใดที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวยกเว้นข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาแผ่นดิน เพราะทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของประชาชน ถ้าพันธมิตรฯ มีความรับผิดชอบก็จะต้องออกมายอมรับข้อกล่าวหา

ตร.ค้นทำเนียบเจออาวุธอื้อ

พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล หน่วยตรวจพิสูจน์และเก็บกู้ระเบิด พร้อมสุนัขตำรวจ เข้าตรวจสอบพื้นรอบทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะให้ เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของสำนักงานเขตดุสิต เข้าเคลียร์ทำความสะอาด

โดยตำรวจได้ตรวจพบ พลุจำนวน 59 แท่ง ซุกซ่อนอยู่บริเวณประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่ภายในบรรจุน้ำกรด และพบขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ได้ผ่านการดัดแปลงให้มีสายฉนวนที่ทำจากเศษผ้า ขนาดความยาวประมาณ 30เซนติเมตร ผูกติดไว้ที่บริเวณปากขวดเพื่อใช้จุดไฟ

พล.ต.ต.อนันต์ กล่าวว่า อาวุธที่ผ่านการดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นท่อพีวีซี กระบอง ไม้กอล์ฟ น้ำกรด ใบกระท่อม เหล่านี้ค้นพบในบริเวณเต็นท์ที่พักของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมีจำนวนมากกว่าที่ผู้สื่อข่าวเห็นในขณะนี้ และอาวุธทั้งหมดจะนำไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวในจังหวัดนครราชสีมา ประชาชนจตำนวนมากออกมาเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล

นายติณณภพ ราชวงศ์ พ่อค้าย่านถนนช้างเผือก อ.เมือง กล่าวว่า ตนไม่อาจนิ่งเฉยต่อการกระทำของพันธมิตรฯ ที่กลายเป็นอาชญากรแผ่นดินตนจึงขอสาปแช่งให้บรรดาแกนนำพบความวิบัติในทุปรูปแบบ