WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 5, 2008

ทำลายทำเนียบยับ ทรัพย์สินสูญหาย ขรก.ร่ำไห้

ที่มา thaifreenews



พธม.ทำลายข้าวของ ทรัพย์สินในทำเนียบฯ
ทรัพย์สินสูญหายเป็นจำนวนมาก
ข้าราชการประจำทำเนียบถึงกับร้ำไห้

นี่หรือการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา

รูปที่ทำเนียบหลังการจากไปของกลุ่มก่อการร้าย

ภาพจากคุณ Me.....O จาก pantip









































































Thursday, December 4, 2008

ทูต 6 ประเทศยื่นหนังสือบัวแก้วกังวลกรณีปิดสนามบิน

ที่มา MCOT News

กต. 4 ธ.ค.- ทูต 6 ประเทศ ยื่นหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ กังวลการปิดสนามบิน เรียกร้องรัฐบาลไทยเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับความปลอดภัย ไม่ให้บุกยึดอีกในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกอัครราชทูตจาก 7 คน จาก 6 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เข้าพบนายวีรศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือแสดงความวิตกกังวลต่อการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองที่ผ่านมา และใช้เวลาหารือ 45 นาที

หนังสือระบุว่า เอกอัครราชทูตทั้งหมดเคารพสิทธิในการประท้วงและไม่แทรกแซงกิจการการเมืองภายในของไทย แต่ย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเสียใจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาประเทศในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่าง ๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของท่าอากาศยานทุกแห่งในไทย เพื่อไม่ให้มีการบุกยึดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ขัดขวางการดำเนินงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอีก รวมทั้งให้คำมั่นต่อสาธารณชนว่าจะไม่ขัดขวางการคมนาคมทางอากาศทั้งในกรุงเทพฯ หรือภูมิภาค

ภายหลังการหารือ นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ชี้แจงต่อคณะทูตว่า ไทยรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับคนประเทศต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง และได้ให้คำมั่นว่าทางการไทยจะดำเนินมาตรการปกป้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยจะนำบทเรียนที่ได้ไปปรับแผน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก เพราะตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

"เราได้ชี้แจงว่าแม้จะมีแผนอยู่ในมือก่อนเกิดเหตุ แต่แผนที่มีนั้นเน้นไปที่การป้องกันการก่อการร้าย แต่ผู้ชุมนุมมีทั้งเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งแผนต่าง ๆ ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งตอนนั้นไม่สามารถใช้กำลังได้ รัฐบาลจึงใช้การเจรจาและแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา เพราะเราให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตของคนทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประท้วงตลอดจนทรัพย์สินด้วย" นายธานีกล่าว

นายธานี กล่าวด้วยว่า คณะทูตได้สอบถามว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหรือไม่ ซึ่งไทยได้แจ้งให้ทราบว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งต้องพิจารณากันต่อไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 16:53:33

คาด ครม.นัดพิเศษขอความเห็นชอบ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรี

ที่มา MCOT News

ก.ต่างประเทศ 4 ธ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. วันนี้ ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะหารือเพื่อขอความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดพื้นที่ให้สื่อมวลชนอยู่ โดยไม่อนุญาตให้ไปบันทึกภาพภายในห้องประชุม สื่อมวลชนสามารถถ่ายภาพได้จากระยะไกล ๆ เท่านั้น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 19:17:16

ยิ้มสู้ศึก

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


เป็นปรากฏการณ์นานทีมีครั้งที่ ดาวพฤหัสบดี กับ ดาวศุกร์ จะโคจรมาใกล้กันโดยมีพระจันทร์เสี้ยว แขวนอยู่ตรงกลาง คืนวันอังคารที่ผ่านมาจึงมี พระจันทร์ยิ้ม ลอยเด่นให้เห็นบนท้องฟ้า มอบรอยยิ้มให้กับคนไทยทั่วประเทศที่อาจจะติดตามสถานการณ์การเมืองจนลืมยิ้มหรือยิ้มไม่ออก

นี่คือ “มหัศจรรย์” ของรอยยิ้ม แค่ยกแย้มมุมปากขึ้นมาทั้งเราทั้งเขาก็รู้สึกดีขึ้นอย่างน่าประหลาด คนที่เห็นพระจันทร์ยิ้มให้แล้ว ตัวเองก็ยังยิ้มไม่ออกจึงเป็นอาการที่น่าเป็นห่วง ใครเป็นแบบนี้รีบตรวจเช็กสุขภาพจิตด่วนว่าเครียดเกินไปหรือเปล่า...นี่เรื่องจริงไม่ได้ล้อเล่น

เหตุบ้านการเมืองอาจแก้ไม่ได้ง่ายดายด้วยรอยยิ้มก็จริง แต่การยิ้มคือสัญลักษณ์ของสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง และเป็นแง่บวก สังเกตได้ว่าเวลามีปัญหาอะไร หากเราเห็นคนยิ้มได้หัวใจก็เบาลงกว่าครึ่ง แต่หากเห็นคนหน้าดำคร่ำเครียดก็ยิ่งเครียดหนักเพราะมันบ่งบอกว่าไอ้หมอนี่ท่าทางจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย

จึงอย่าแปลกใจที่คนเป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้นำ มักมีรอยยิ้มอยู่เสมอในทุกสถานการณ์ นอกจากคนรอบข้างจะผ่อนคลายสบายใจและมีกำลังใจไปด้วยแล้ว คนที่ยิ้มเองก็เท่ากับเป็นการเพิ่มพลังใจให้ตัวเอง “ยิ้มได้เมื่อภัยมา” จึงไม่ใช่แค่ประโยคบอกเล่า แต่มันคือแนวทางการรับมือกับทุกเรื่องราวได้อย่างมีสติ มีวุฒิภาวะ และมีกำลังใจ

นึกดูง่ายๆ ก็ได้ วันที่เราๆ ท่านๆ หลายคนเฝ้ารอดูเทป “โฟนอิน” ของนักการเมืองท่านหนึ่ง เหตุใดใครหลายคนจึงโห่ร้องดีใจได้ เหตุใดบางคนน้ำตาไหลตื้นตัน และเหตุใดทุกคนจึงมีรอยยิ้มเมื่อดูจบ ก็เพราะนักการเมืองท่านนั้นไม่ได้ทำหน้าเศร้าหมอง แม้เรื่องที่ท่านเล่าจะจริงจังซีเรียส แต่ด้วยความเป็นคนที่ยิ้มแย้มได้อยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เราหลายคนชมเทปโฟนอินด้วยความรู้สึกฮึกเหิมในใจและคงความศรัทธาเชื่อมั่นบางอย่างไว้ได้ ตรงกันข้ามหากนักการเมืองท่านนี้มีสีหน้าบูดบึ้ง เศร้าหมอง หรือตีหน้าโศกอย่างคนยอมพ่ายแพ้ แม้เราทั้งหลายจะสงสารแต่เชื่อว่าหลายคนก็คงจะผิดหวังว่าเหตุใดผู้นำคนเก่งจึงดูไม่เข้มแข็งเหมือนเคย...โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นี่ล่ะความมหัศจรรย์ของรอยยิ้ม

คราวหน้าจะอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์หรือกระทั่งคุยการเมืองกับเพื่อนรักในวงกาแฟ ถ้าคิดว่าเครียดมาก อัดอั้นมาก ลองยิ้มให้ตัวเองดูสักทีก็ได้ แล้วจะพบว่าความรู้สึกในใจไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่หนักหนา ทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมัน ใครยิ้มไม่ออกจะตัดเก็บรูปพระจันทร์ยิ้มไว้ดูยามว่างก็ได้ไม่ผิดกติกา

แม้แต่พระจันทร์ยังมาส่งยิ้มให้ แล้วเราคนไทยจะ “ยิ้มสู้ศึก” ไม่ได้กันเชียวหรือ :)

แถลงการณ์ของ 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

แถลงการณ์ของ 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่อง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย แถลงปิดคดีในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 โดยหลังจากที่มีการแถลงปิดคดีแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในวันเดียวกันให้ยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค พร้อมทั้งสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทั้งสามพรรคนั้น
ระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป เรา กลุ่ม 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นต่อคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องดังกล่าว ดังต่อไปนี้
1. ความยุติธรรมเป็นคุณค่าสูงสุดที่องค์กรตุลาการจำต้องรักษาไว้ให้มั่นคงและแสดงออกให้สาธารณชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่ว่าความขัดแย้งภายในสังคมจะเป็นอย่างไร องค์กรตุลาการจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีและการวินิจฉัยคดีจะเป็นไปตามกรอบของกฎหมายบนพื้นฐานแห่งความเป็นธรรม
2. ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการ แท้ที่จริงหาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล หรือการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว ซึ่งเราทุกคนจำต้องเคารพแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้าม เรื่องดังกล่าวนี้จำต้องเกิดมาจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา อีกทั้งความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษาเท่านั้น คำพิพากษาของศาลจะมีคุณค่าหรือไม่ อย่างไร นอกจากเพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษามีค่าบังคับแล้ว ก็ยังต้องอาศัยความเชื่อถืออันกอปรด้วยเหตุผลของสาธารณชนประกอบกัน
3. ในการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 32 และข้อ 37 จะกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีดุลพินิจในการงดไต่สวนพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่าคดีหนึ่งคดีใดมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิเสธการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงจากผู้ถูกร้องตลอดจนจากบุคคลที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมจะกล่าวไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วตามหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

4. ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ แม้ศาลจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องในคดีได้แถลงปิดคดีก็ตาม แต่ในวันที่มีการแถลงปิดคดี เมื่อผู้ถูกร้องได้แถลงปิดคดีเสร็จสิ้นแล้ว ถัดจากนั้น ด้วยระยะเวลาเพียงเล็กน้อย ศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำวินิจฉัยในทันที และปรากฏความผิดพลาดในคำวินิจฉัยซึ่งทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขคำวินิจฉัยในขณะที่อ่าน อันเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั่วไป การอ่านคำวินิจฉัยของศาลโดยรีบด่วนเช่นนี้ คำวินิจฉัยที่ศาลอ่านจะเป็นคำวินิจฉัยที่ผ่านการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบกอปรด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ วิญญูชนย่อมพิจารณาได้เอง
ด้วยข้อเท็จจริงข้างต้น ในสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังขาดความไว้วางใจระหว่างกันอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม เราเห็นว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ย่อมมิใช่เพียงเพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้แล้วจึงสมควรยอมรับ หากทว่ายังจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดของเรื่องประกอบกันว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมหรือความอยุติธรรม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคดังกล่าวนี้ จะก่อให้เกิดความยุติธรรมอันควรแก่การสมานฉันท์หรือไม่ หรือมีคุณค่าควรแก่การยอมรับนับถือในฐานะที่เป็นคำวินิจฉัยในทางตุลาการหรือไม่ คำตอบย่อมขึ้นอยู่กับเสียงแห่งมโนธรรมสำนึกของแต่ละบุคคล

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อ.ธีระ สุธีวรางกูร
อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 ธันวาคม 2551

“องค์กรวิชาชีพสื่อ”ไม่แตกต่าง “หมา...มีเจ้าของ”

ที่มา ประชาทรรศน์

บทบรรณาธิการ

ถามกันมาเพียบสำหรับ “ข้อมูลใหม่” ที่กองบรรณาธิการคิดว่าจะได้นำออกเผยแพร่สู่สาธารณชน แต่กลับทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายๆ ข้อ โดยเฉพาะการพาดพิงบุคคลซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องหนุนหลังให้ กลุ่มม็อบโกเต๊กซ์ ที่พิจารณาเหตุผลทั้งปวงแล้วไม่สามารถจะนำมาถ่ายทอดผ่านช่องทางสาธารณะได้ ต้องขออภัยท่านผู้อ่าน !!! แต่... บอกได้เพียงว่าข้อมูลที่รู้ พอๆ กับที่ท่านผู้อ่านรู้ ... ขบวนการสตรีสูงอายุ ที่ไปอยู่เบื้องหลัง มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ใครเอาของจากที่สูงไปแจกจ่ายให้คนป่วนบ้านป่วนเมือง และส่อว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกับนักการเมืองแดนสะตอ ข่าวนี้... “คอน
เฟิร์ม”...!!!...

มาว่ากันต่อเรื่อง แถลงการณ์สมาคมวิชาชีพ ที่ออกมาล่าสุด ที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองอ่านแล้วอ่านอีก ไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าจะมีการเขียนแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาเข้าข้างคนทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ท่ามกลางประเทศประสบปัญหาความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะมีคนไม่ทำตามกติกา ไม่ทำตามกฎหมาย มีการชุมนุมโดยใช้อาวุธและความรุนแรงก่อน ดังศาลสถิตยุติธรรมที่ได้ออกมาชี้แจงแล้ว

รากเหง้าปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ส่วนที่สำคัญที่หลายคนออกมาตำหนินั่นคือ สื่อสารมวลชน ที่รายงานข่าวเอนเอียงเข้าข้างคนทำชั่ว มีการ ใช้ความเป็นสื่อสารมวลชนบังหน้า ใช้เครื่องมือของสื่อสารมวลชน ทั้ง สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ปลุกระดม ยั่วยุประชาชน 24 ชั่วโมง โดยขาดหลักการของการนำเสนอข่าว 2 ด้านอย่างแท้จริง

ที่จริงไม่น่าแปลกใจ ในการกระทำของสมาคมสื่อเหล่านี้ เพราะ มีลูกน้องของ แกนนำม็อบโกเต๊กซ์ นั่งแท่นเป็น หัวหน้าขบวนการ อยู่ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ขัดกันอย่างเห็นได้ชัด

ไม่น่าแปลกใจ เพราะคนใน สมาคมวิชาชีพ เหล่านี้เข้าไปร่วมหัวจมท้าย เลือกข้างกับโจรกบฏ ในเหตุการณ์ 9 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ยอมพลีกายตนเองล่อนจ้อน เรียงหน้าสลอน เข้าไปเป็น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งเป็นผลิตผลของคณะเผด็จการทรราช หวังลาภ ยศ เงินทอง

สมาคมวิชาชีพเลือกข้างไปแล้ว จะมีประโยชน์โพดผลใดอีกที่จะมาออกแถลงการณ์ เพราะความเชื่อถือเชื่อมั่นย่อมไม่มี นั่นหมายความว่าไม่มีใครเชื่อถือเชื่อมั่นคนเหล่านี้อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้สมาคมวิชาชีพ พูดถึง ระยะห่างระหว่าง นักข่าวกับแหล่งข่าว แต่การกระทำสวนทางกับคำพูดอย่างชัดแจ้ง
สมาคมวิชาชีพไม่เคยพูดถึงการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ในการหวังผลเพื่อปลุกระดมยั่วยุผู้คน
สมาคมวิชาชีพ ไม่เคยพูดเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพทางร่างกายของผู้สื่อข่าวหลายต่อหลายครั้งจากม็อบอันธพาลโกเต๊กซ์
สมาคมวิชาชีพ ไม่เคยพูดเรื่องการคุกคามเสรีภาพทางจิตใจหลายต่อหลายครั้งจากม็อบอันธพาลโกเต๊กซ์

แม้กระทั่งล่าสุด “เสื้อสีขาว” ยุติความรุนแรง ที่ สมาคมสื่อเหล่านี้เป็นคนเอามารณรงค์ให้ใส่กันทั่วไป ยังถูกแก๊งโจรกบฏ สั่งให้ถอดออก ไม่เว้นแม้หญิงหรือชาย ซึ่งเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพทางจิตใจอย่างรุนแรง แต่ไม่มีแถลงการณ์ประณามการกระทำถ่อยสถุลชั่วชาติ...นี้เลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังจะเพิ่มอิทธิพลของสมาคมสื่อทั้งหลายด้วยการ ออกบัตรสมาคมวิชาชีพมาล่ามคอนักข่าว

ใครจะเอาบัตรที่ว่าไปสวมคอ ไม่ต่างอะไรกับการให้คนที่อวดอ้างตัวมาจากสมาคมวิชาชีพลากจูง เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน เข้าพื้นที่รายงานข่าวตามใจ “คนสถุล-คนพาล” พวกนี้จะสั่งการ หากไม่ทำตามถูกกระชากบัตรออกจากคออีก... !!!

เมื่อ “สมาคมวิชาชีพ” กลายเป็น “หมามีเจ้าของ” ซึ่งเจ้าของคือผู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพวก บ้าเผด็จการ ... บ้าอำนาจ ... บ้าไสยศาสตร์ ... ไม่เคารพกฎหมาย ... ไร้สติปัญญาไร้... ความสามารถ ทำประเทศเสียหายย่อยยับ จึงไม่แปลกที่แถลงการณ์จึงมีเนื้อหาส่วนใหญ่ไปในทางปกป้องฝ่ายตนเอง เทียบเคียงเหตุการณ์จงใจให้จับต้นชนปลายไม่ถูก

“หมามีเจ้าของ” ถูกตีตรวน ล่ามโซ่ ใส่ปลอกคอ ไม่กี่ตัว ยังดิ้นรนให้ หมาตัวอื่นๆ ถูก ตีตรวน ล่ามโซ่ ใส่ปลอกคอ ไปด้วย มันน่าเศร้าใจจริงๆ

"พิพากษา..แสลงหู"

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2551 ภายใต้ภารกิจ “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” พบกัน “แทง แทนไท” อีกคำรบหนึ่งในวันแห่งความโศกกาอาดูรยิ่ง ที่ 3 พรรคการเมือง ซึ่งร่วมต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยด้วยกันมาจะต้องพ่ายแพ้แก่ “ตุลาการภิวัตน์” ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน ตามคาด!!!

** แทง แทนไท เตือนแล้วเตือนอีกให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพปกติสุข โดยนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้บังคับ ตามที่ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ได้นำเสนอทางออก ผ่าทางตัน เอาไว้ให้แต่ต้นปี จนแล้วจนรอด พรรคการเมืองพวกนี้ล้วนแทงกั๊ก กลัวโน่นกลังนี่ จนต้องสิ้นชีพ ม้วยมรณาไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วย “มหาตรรกะปรัชญา” ที่ไม่มีประเทศไหนเหมือนและไม่เหมือนใครในโลกหล้า “คนทำผิดคนเดียว ยุบมันทั้งพรรค”

** ศึกนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่า ผู้ใด จะรู้ จะคิด ... การไล่ยุบพรรคการเมืองทีเดียวพร้อมๆ กันทั้ง 3 พรรค อ่านแถลงถูกๆ ผิดๆ จะกระทบกระเทือนโครงสร้างทางการเมืองครั้งใหญ่มากมายมหาศาลขนาดไหน เท่าที่ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น พรรคชาติไทย ดูจะเจ็บปวดที่สุด เนื่องเพราะเชื่อมั่นใน คำพิพากษาศาลอาญา ซึ่งพยานสำคัญของ คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. ไปให้ปากคำใหม่กลางศาลบอกว่าให้ร้าย กลั่นแกล้ง กรรมการบริหารพรรค แต่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ “ให้ค่า” นำมาอยู่ใน สำนวน...ถ้อยแถลง...แม้แต่น้อย

** ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรคชาติไทย ยังกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า รอดแน่...รอดแน่...รอดแน่... และไม่ได้ปรับตัวในการเตรียมรองรับขยับปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมา “มังกรเติ้งเสี่ยวหาร...ถูกต้มเปื่อย” เชื่อว่าจะจับพลัด จับผลู ได้เป็นนายกรัฐมนตรี รอบ 2 ได้อีก แต่กลับตาลปัตร กลายเป็นถูกยุบพรรค ทำให้ เสียเก้าอี้ไปทันที 3 ที่นั่ง เพราะ “ตายใจ” เชื่อข้อมูลฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่ว่าไม่ต้องให้กรรมการบริหารพรรคลาออก จึงไม่ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญภายในพรรค ไปกันทั้งแผง แทบหมดตระกูล “ศิลปอาชา” อันยิ่งใหญ่เกรียงไกรในวงการการเมือง ต้องมาจบเห่...กันแบบนี้

** ใครว่าเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทยอีกแล้ว แทง แทนไท เถียงว่าไม่มีทาง สถานการณ์เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เป็นการ “รัฐประหารเงียบ” เพราะมีคนกระซิบมาให้ทราบว่าเที่ยวบิน “เชียงใหม่-บน.6” ที่รับ คณะรัฐมนตรี ส่วนหนึ่งมาลงที่ กรุงเทพมหานคร มีการจับ รัฐมนตรี ขังเอาไว้ในห้องรับรอง แล้ว “ล็อกกุญแจ” 2 ชั้น ไว้หลายชั่วโมงให้รัฐมนตรีและคณะผู้ติดตาม นั่งรอ นอนรอ ตั้งนาน จนเห็นว่าสถานการณ์ “ศาลไร้ที่สิงสถิต” จบสิ้นแล้ว จึงปล่อยตัวกลับบ้านไปได้ จริงไม่จริงอย่างไร ผู้รับผิดชอบ บน.6 ตอบออกมาด่วน!!! เพราะสนามบินเมืองไทย ไหนๆ ก็กลายเป็นสนามบินที่ไม่น่าปลอดภัยสำหรับนักการเมืองเสียแล้ว

** ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมือง ไม่มีความปลอดภัย กว่าจะเรียกความเชื่อถือเชื่อมั่นกลับมาได้อีก คงจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี เพราะ นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุน ขยาด!!! มีนัดหมายธุรกิจ มีนัดหมายกับญาติ บางคนมีนัดหมายแต่งงาน กลับโดนไอ้พวก “ชั่วชาติ” มัน ปิดล้อมห้ามเครื่องบินขึ้นลง ทำธุรกิจเขาเสียหายป่นปี้ เอาไปพูดกันต่อๆ กันว่า จะไม่มาเมืองไทยอีกแล้ว!!! บางคนซื้อตั๋ว แล้วต้องเลื่อนการเดินทาง ต้องเสียค่าเลื่อนตั๋ว 100 – 150 ดอลลาร์ ไปฟรีๆ ความเสียหายแบบนี้ใครจะรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร ตอบให้ชื่นใจหน่อยได้ไหม หรือ ไอ้พวกเลวระยำ นี้มันเป็น “ม็อบมีเส้น” ทำอะไรก็ได้ ไม่ผิด ไม่ต้องสนใจความเสียหาย ความรู้สึกของคนทั่วโลก ปิดประเทศไม่ต้องคบค้าสมาคมกับใครไปเลยดีไหม แม้ว่าขณะนี้ม็อบชั่วชาติจะออกไปแล้ว แต่ยังทิ้งความเสียหาย และความเจ็บปวดให้กับชาติไทย

** ต้องชื่นชม “หมอเหวง” นพ.เหวง โตจิราการ ออกมาขยับนิดเดียว ถอยกรูดไม่เป็นท่า ที่จะไปยื่นหนังสือให้ องค์การสหประชาชาติ เข้ามาเคลียร์ “ม็อบโกเต๊กซ์” สุดแสนชั่วช้า รีบหาทางลง ประกาศเลิกชุมนุม เห็นไหมว่าหากให้นานาชาติเข้ามาแก้ไขปัญหา รับรอง ไอ้พวกสวะสังคมโดนเป่า “หัวกระจุย” !!! เขาไม่มีวันเอาไว้อย่างเด็ดขาด...เหตุผลที่ประกาศชัยชนะ มันไม่เห็นจะชนะตรงไหน? มองไม่ออก รัฐบาล ยังเป็นพลพรรคเดิม “พลังประชาชน” ย้ายพรรคไปอยู่ “เพื่อไทย” จะมี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขึ้นนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของประเทศไทย นับเป็นเกียรติของประเทศเป็นอย่างยิ่งกับการเริ่มต้นปี 2552 “อันธพาลครองเมือง”

** “ชินวัฒน์ หาบุญพาด” ใจถึง พากลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงชุมนุมตามสิทธิที่ได้รับในรัฐธรรมนูญ คือ สงบ ปราศจากอาวุธ ทำให้ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ต้องย้ายที่พิจารณา และ “เปลื้องผ้า” ออกมาให้เห็นถึงการตั้ง “ธง” ลกๆ ลนๆ อ่านคำพิพากษา ใส่ชื่อพรรคสลับกัน ถูกๆ ผิดๆ ทั้งที่มีการถ่ายทอดสดผ่านจอทีวีไปทั่วโลก แสดงให้คนทั้งประเทศ 63 ล้านคนได้เห็น

** เป็นเรื่องขายขี้หน้า!!!มาก ในการตัดสินคดีใหญ่โตขนาด ยุบพรรคการเมือง ซึ่งมีคนเกี่ยวข้องหลายสิบล้านคน โดยไม่คำนึงถึงความสง่างาม ในการพิจารณาคดี ไม่ให้คู่ความจำเลยได้มีโอกาสแก้ตัว ตัดกระบวนการสำคัญนี้ไปเสีย แถมไม่กินข้าวกินปลา รีบร้อนอ่านคำพิพากษา ฉบับพิมพ์ถูกพิมพ์ผิด !!! การพิจารณาขาดความรอบคอบอย่างเห็นได้ชัด คนทั่วโลกดูแล้ว ส่ายหน้า...โอ้มายก๊อด เป็นไปได้ แถมตั้งคำถามที่ “แทง แทนไท” แสลงหูว่า...นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อนหรืออย่างไร? ยังไม่พอ ... นักวิชาการในเมืองไทยตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นกลาง และการขาดคุณสมบัติของตุลาการบางคน ตอกย้ำ “กระบวนการยุติความเป็นธรรม” ให้เด่นชัดในสายตาคนทั่วโลกเข้าไปอีก...ใช่ไหม? แบบนี้ต้องให้ประชาชนเป็นคนให้คำตอบ จดจำเอาไว้ รอวันเข้าคูหา...กากบาทเลือกพรรคที่มีนโยบายเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ภายใน 1-3 เดือน นั่นแหละ...

จำลอง ศรีเมือง กบฏและผู้นำการก่อการร้าย...ต้องโดนนนนน?!?

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

...ถล่มทลาย เพราะแห่กันจองหนังสือเล่มสำคัญ ส่งท้ายปี พ.ศ.2551 ที่ชื่อ “นินทาประชาธิปัตย์ (ฝ่ายค้าน-ดักดาน)” จองซื้อได้ใน vattavan.com หรือ โทร 086-2593-939 ประเทืองทั้งปัญญาและอารมณ์ขัน ไม่ว่าท่านจะอยู่ข้างฝ่ายค้านหรือรัฐบาล...

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 หลังจากที่แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทำการยึดสนามบินภาคใต้ ก่อความเดือดร้อนให้นักท่องเที่ยว ผู้คนตระหนกตกใจ ผมได้เขียนลงในประชาทรรศน์ ใช้ชื่อบทความว่า
“ประชาธิปัตย์จงฟัง อย่าให้คนเขาลือกันว่าเป็น...พรรคก่อการร้าย!!!”
ตอนหนึ่งได้เขียนเอาไว้ ดังนี้...

...การเดินเกมการเมืองนอกสภาของพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่ได้แจงให้ฟังกันนี้ ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาในบ้านเมืองนั้น ยังไม่ร้ายกาจเท่ากับเสียงร่ำลือกันหนาหู เรื่องพรรคเก่าแก่นี้ ตกเป็นที่ต้องสงสัยของผู้คนว่า
อยู่เบื้องหลัง...การยึดสนามบินที่ภาคใต้ของประเทศ!

นี่เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร แต่มาถึงวันนี้ ผู้คนบ้านเราพูดถึงราวกับว่า มันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ และไม่แตกต่างอะไรกับการกระทำความผิดของบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 8 คน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT

เรื่องอย่างนี้ ฝรั่งต่างด้าวท้าวต่างแดนถือว่า "เป็นเรื่องใหญ่นัก ยอมกันไม่ได้!" เพราะการใช้กำลังเข้ายึด "สนามบิน-นานาชาติ" นั้น สังคมระหว่างประเทศเขาถือว่าเป็นการ "ก่อการร้าย!" หรือพูดให้เต็มยศ คือ "การก่อการร้ายสากล!!"

เดิมประเทศของเรานั้นก็ไม่ได้มีบทบัญญัติในเรื่องนี้เป็นพิเศษ แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 บัญญัติให้การกระทำลักษณะนี้ เป็นการ "ก่อการร้าย" เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ

ดังนั้น หากการสอบสวนอย่างจริงจัง แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าการยึดสนามบินครั้งนี้ หากมีพรรคการเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊วนเก่าแก่ หรือกลุ่มการเมืองใหม่ที่ไหนก็ตาม ดันไปหนุนหลัง การกระทำเช่นว่านั้นเข้าแล้ว แม้คนไทยจะให้ความสำคัญน้อย
...แต่โลกอารยะ ยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!

นี่จึงเป็นเรื่องที่ใหญ่มหึมาและมีความสำคัญมาก จึงต้องขอแจ้งเตือนไปยังบรรดาสมาชิกพรรคของนายอภิสิทธิ์ให้รับทราบทั่วกันว่า

ประเทศมหาอำนาจมีหน่วยงานข่าวกรองที่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง นึกหรือว่าพวกเขาจะไม่รู้เลยเชียวหรือว่า
นักการเมือง พรรคการเมืองใด ที่อยู่เบื้องหลังการยึดสนามบิน!?
นั่นเป็นข้อความที่ผมได้เขียนเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่าจนบัดนี้ “นายมาร์ค-มุกควาย”
จะรู้หรือยัง ถ้าไม่รู้ให้ถามมา...จะตอบให้ทั้งชื่อ นามสุกล และพรรคที่สังกัด!

ขอพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า เพราะความที่ในใจตัวเองนั้น กริ่งเกรงมาตลอดว่า หากฝ่ายบ้านเมืองอ่อนแอ เหล่าพันธุ์มารมันจะต้องเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิแน่แท้

ผู้เขียนจึงเป็นคนแรก ที่ได้ยกกฎหมายมาตราสำคัญนี้ในข้อเขียนของตัวเอง เพื่อปลุกเร้าเพื่อนพ้องผู้รักษากฎหมายของบ้านเมืองให้ได้มองเห็นถึงข้อกฎหมายซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่เราจะใช้กำราบปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่ก่อกรรมทำเข็ญให้กับชาติบ้านเมือง แต่สิ่งที่ผมหวั่นใจก็เกิดขึ้น

เมื่อผู้ก่อการร้ายซึ่งมี นายพลจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้บัญชากองกำลังเข้ายึดสุวรรณภูมิ ก่อความพินาศ ฉิบหายใหญ่หลวงให้กับบ้านเมืองของเรา!
ขอเรียนว่า

ผมเข้าใจเรื่องการก่อการร้ายค่อนข้างดี เพราะร่ำเรียนมาทางด้านนี้พอสมควร อีกทั้งใฝ่ใจในการศึกษามาตลอด เมื่อประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติได้เชิญทีมของหน่วยปราบปรามผู้ก่อการร้ายเยอรมนี มาให้การฝึกอบรมให้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนายทหารระดับผู้บังคับการกรม มารับการฝึกอบรม ผมเป็นเจ้าหน้าที่ไทยเพียงคนเดียว ได้รับเชิญเข้าร่วมกับทีมของเยอรมนีในการฝึกอบรมครั้งนั้น

ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์การกบฏและการก่อการร้าย ตั้งแต่เริ่มยึดสะพานมัฆวานฯ ปิดถนนราชดำเนิน ได้พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ต่างๆ แนะนำให้ดำเนินการสลายเสียแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะการชุมนุมวันแรกๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่ทีการดำเนินการให้เบ็ดเสร็จไปเสียแต่ต้นมือ จึงทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายมาจนถึงทุกวันนี้

แม้นายพลจำลองจะมีทักษะในการดำเนินกลยุทธ์ประท้วงบนท้องถนนได้อย่างเชี่ยวชาญ แต่เชื่อว่านอกจากผู้เขียนแล้ว ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ซึ่งมีประสบการณ์อีกหลายคน ที่สามารถอ่านเกมนายพลจำลองฯ ได้ขาดอย่างไม่ยากเย็น จึงได้บอกกับเพื่อนฝูงว่า

ให้คอยดูว่าแต้มเดินต่อไปของอดีตนายทหารหัวหน้าผู้ก่อการร้ายสำคัญรายนี้ คือการบีบคั้น ต่อรองให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายบ้านเมืองอื่นๆ ไม่เอาผิดทั้งคดีอาญาและคดีแพ่งในความระยำอัปรีย์ทั้งปวงที่เขากับพวกได้ย่ำยีประเทศชาติ และก็เป็นจริงไปตามคาด
เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ต้องบอกตรงไปตรงมาว่า...“ยอมไม่ได้เด็ดขาด!”

หากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำอย่างนั้น คืออ่อนข้อให้กับผู้ก่อการร้าย ผลที่จะเกิดกับตัวเจ้าหน้าที่เอง น่าจะเป็นความหายนะ ไม่เชื่อก็คอยดูกันไป!

ที่น่าแปลกใจมากก็คือ ภายหลังจากที่กองกำลังของฝ่ายกบฏก่อการร้ายแห่งประเทศไทย นำโดย นายพลจำลอง ศรีเมือง เข้ายึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง สื่อมวลชนในประเทศที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่มีชนักติดหลัง กลัวถูกแฉต่อสังคม ไม่กล้ามีปากเสียง ออกมาต่อสู้พันตูกับฝ่ายก่อการร้ายอย่างจริงจัง
บางฉบับยังดันสนับสนุน และเห็นดีเห็นงามไปกับการกระทำของฝ่ายพันธุ์มารด้วยซ้ำไป!

สื่อต่างๆโดยเฉพาะสื่อในมือของฝ่ายทหาร ให้การประสานเสียง โจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องยาวนาน และยังดำรงการไล่กระทืบรัฐบาลสม่ำเสมอ เมื่อมีปฏิบัติการของฝ่ายกบฏก่อการร้าย ยุแหย่ประชาชนให้ชิงชังการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ ที่เห็นชัดเจนที่สุดอย่างคลื่น Fm101 ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการบางคนอยู่ทั้งคลื่นทหาร และสื่อของ ASTV ไม่ว่าจะเป็นวิทยุหรือโทรทัศน์

ทหารบางส่วนจึงถูกมองอย่างสงสัยว่า เป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติการของฝ่ายก่อการร้ายอย่างลับๆ แถมยังมีการออกมาเปิดเผยว่า มีทายาทของผู้นำเหล่าทัพเข้าไปร่วมอยู่ในการชุมนุมที่จัดขึ้นโดยฝ่ายกบฏด้วย

เมื่อมีการยึดสนามบิน ความเดือดร้อนได้แผ่ไพศาลไปทั่ว ฝ่ายสื่อต่างประเทศต่างๆ ยืนยันว่า ผู้สนับสนุนปฏิบัติการของฝ่ายกบฏก่อการร้ายอยู่ ทั้งแบบเปิดๆ และลับๆ นอกจากพ่อค้าวาณิชแล้ว ที่สำคัญคือกลุ่มพวกไฮโซหรือชนชั้นสูง ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกว่าพวก elite อ่าน “เอลีท” แต่สื่อไทยเขียนกันในข่าวสังคมว่า “อีลีท” แต่ปัจจุบันถูกชาวบ้านเรียกอย่างเย้ยหยันว่า “อีเลว” บ้าง “อีลวง” บ้าง ตามแต่จะถนัดปากของแต่ละคน
สุดท้าย...ได้ยินผู้คนเรียก...“อีแหลก!!!”

คนพวกนี้เริ่มมีความตระหนกตกใจ เพราะชาวบ้านตาดำๆ ที่มีรายได้ปานกลาง หรือรายได้น้อย หากินโดยสุจริต อาบเหงื่อต่างน้ำ ต้องได้รับความทุกข์ยากจากการยึดสนามบินนานาชาติของนายพลจำลอง หัวหน้าผู้ก่อการร้ายกับพวก โดยทั่วกันทั้งประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจของพวกเขา...หน้าถอดสีกันไปเลย!

น่าสงสารเพื่อนร่วมชาติยิ่งนัก เพราะหลายคนก็ต้องสูญเสียงาน สูญเสียรายได้ ธุรกิจล่มจมในพริบตา ความเดือดร้อนทุกข์ยากได้แผ่ขยายครอบคลุมประเทศและราษฎรชาวไทยที่ต้องรับเคราะห์กรรมที่ไอ้คนพวกนี้มันก่อขึ้น และยิ่งน่าเวทนามากขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครหันมาช่วยเหลือ ดับทุกข์ร้อน หรือแม้แต่จะพยายาม...เป็นไปได้อย่างไรประเทศนี้!

ดังนั้น เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความขมขื่นให้ประชาชนยิ่งนัก จึงไม่แปลกที่ผู้คนสั่งสมความเคียดแค้น ชิงชัง ต่อกลุ่มบุคคลที่ถือตนว่าเป็นชนชั้นสูง เหยียดหยามรากหญ้าของแผ่นดิน ขอให้พวกเราช่วยกันจำเอาไว้เป็นบทเรียน
ต่อไปอย่าได้ไว้ใจ...พวกมันอีกเป็นอันขาด !

ยังดีที่ความชั่วร้ายของฝ่ายกบฏก่อการร้าย แม้ไม่ค่อยถูกเผยแพร่ในสื่อสารมวลชนไทยที่มีตาขาวมากกว่าตาดำ (เพราะตาดำเหลือเท่า...หัวไม้ขีด) ได้ถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อต่างประเทศ ทำให้ผู้คนที่ติดตามข่าวสารในโลกไซเบอร์ได้พบความเลวทรามต่ำช้าของฝ่ายก่อการร้าย จึงทำให้คนไทยเริ่มหูตาสว่าง เช่น
ชาวออสเตรเลียที่ติดอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ได้ออกมาแฉอย่างถึงกึ๋นว่า
กลุ่มสาวกที่เข้าร่วมการก่อการร้ายครั้งนี้ ปฏิบัติการโดย...
“ใช้เด็กเป็น...โล่มนุษย์”

นายแม็ตต์ บาเคิล ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Ninemsn ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางของออสเตรเลีย ได้เขียนรายงานเรื่อง ผู้ปกครองพาเด็กไปร่วมประท้วงเพื่อรับเงินค่าจ้างสดๆ โดยผู้ประท้วงยึดสนามบินในประเทศไทยได้ล่อใจพ่อแม่ผู้ปกครองที่พาเด็กไปม็อบด้วยเงิน อย่างน่าตกใจ!

สาวแดนจิงโจ้ ชื่อ Inga Vennell เปิดโปงพ่อแม่ผู้ปกครองที่นำเด็กมาร่วมม็อบเพื่อเป็นโล่มนุษย์จะได้รับเงินค่าจ้างจากพันธมิตรฯ
น่าทุเรศในสายตาของชาวโลกนัก!

ไม่น่าเชื่อว่า ในขณะที่พวกนักวิชาการ พ่อค้าขี้กลัวในเมืองไทย รู้ทั้งรู้พฤติกรรมที่กลุ่มกบฏที่ล่วงละเมิดกฎหมายหลายประการ แต่พวกเขาพร่ำพูดถึงแต่สันติวิธี การสมานฉันท์ที่ไร้สาระ แต่ชาวต่างประเทศอย่างนักกฎหมายชาวอังกฤษ จากสำนักงานกฎหมายฟูลไบรท์ แอนด์ ลอว์วอสกี้ แอล.พี.พี. (Steve Mille LLP, Fulbright & Laorski LLP) จากอังกฤษ กลับให้แนะนำว่า

การเอาผิดผู้สนับสนุนขึ้นศาลโลกนั้นไม่ยาก เพียงแต่รวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวนหนึ่ง ยื่นสหประชาชาติ ยกเหตุผลว่า จะไม่ได้รับความยุติธรรม ถ้าดำเนินการในศาลของประเทศตนเองทาง ฟูลไบรท์ฯ ก็ยินดีให้ความช่วยเหลือรวบรวมหลักฐานให้อัยการ ส่งฟ้องศาลโลกที่กรุงเฮก สวิสเซอร์แลนด์ และสหประชาชาติก็จะสั่งอายัดทรัพย์ในธนาคารสวิสเซอร์แลนด์ของผู้สนับสนุนทันที

Fulbright & Laorski LLP เป็นสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่อยู่เบื้องหลังให้การช่วยเหลือประเทศต่างๆ นำนักการเมือง หรือผู้นำหลายประเทศ ที่เข้าข่ายเป็นผู้ก่อการร้ายสากลหรือผู้สนับสนุน จนก่อให้เกิดความเดือดร้อนเป็นภยันตรายกระทบกระเทือนมนุษยชาติ ขึ้นศาลโลกจนสำเร็จมาหลายรายแล้ว

ดูสิ!...ขนาดพวกเขาเป็นคนต่างด้าวท้าวต่างแดนแท้ๆ กลับเจ็บร้อนแทนคนไทย แต่ผู้ที่มีกำลังอำนาจอยู่ในมือ มีหน้าที่ต้องรักษาความมั่นคงของชาติ กลับไปสุมหัวกบาลกันแต่ในสนามกอล์ฟ รอเวลาหาโอกาสและจังหวะเหมาะ เพื่อเข้าฮอร์สกินรวบอำนาจตามสันดานเดิมที่เคยทำ โดยไม่ยินยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือดับทุกข์ร้อนให้ชาวบ้าน
แต่ไอ้คนพวกนี้ มันก็เสื่อมไปในสายตาของชาวบ้านทันที!

พอพูดถึงศาลโลกแล้ว ทำให้คิดถึงศาลไทยขึ้นมาทันที และที่ผู้คนในชาติข้องใจมากที่สุดก็คือ เมื่อผู้ก่อการร้ายอย่างนายพลจำลองกับพวก เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นการกระทำเข้าข้อหากบฏ พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องบรรยายพฤติการณ์ของกลุ่มกบฏให้ศาลอาญาทราบ นำเสนอพยานหลักฐานพร้อมสรรพ เพื่อศาลจะได้พิจารณาอนุมัติออกหมายจับ

ได้ทราบจากพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ยืนยันว่า ผู้พิพากษาศาลอาญาจำนวน 12 ท่าน ได้เข้าร่วมประชุมพิจารณาการออกหมายจับ เท่านั้นยังไม่พอ ทางศาลอาญายังได้เชิญพิจารณาผู้พิพากษาอาวุโสมาร่วมพิจารณาด้วย

ผู้พิพากษาทั้ง 13 ท่าน มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ อนุมัติให้ออกหมายจับตัวนายพลจำลองกับพวก ในข้อหากบฏในราชอาณาจักร

เมื่อโดนข้อหากบฏนั้น เราจะเห็นว่านายพลจำลองกับพวก ก็เกิดความเกรงกลัวอย่างเห็นได้ชัด เพราะเอาแต่ฝังตัวอยู่ในทำเนียบจนได้ออกมาทดสอบกำลังในวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากที่ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์แล้ว
สิ่งที่ทำให้ผู้คนในบ้านในเมืองต้องตกตะลึง เพราะศาลอุทธรณ์ได้สั่งเพิกถอนหมายจับ!

ในคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ท่านได้สั่งว่าข้อหากบฏที่คณะผู้พิพากษาศาลอาญามีมติให้ออกหมายจับนั้น “เลื่อนลอย” แต่ไม่ได้อรรถาธิบายว่าเลื่อนลอยอย่างไร และสิ่งหนึ่งที่ติดค้างคาใจผมอยู่มาจนทุกวันนี้ คือ
ทำไมพนักงานสอบสวน จึงไม่ยื่นฎีกา?...

ตรงนี้แหละครับที่เป็นการติดปีกให้กับพวกกบฏได้ทำให้สถานการณ์ของชาติบ้านเมืองเดินทางมาสู่ความเลวร้าย แล้วประเทศก็ถึงกาลวินาศสันตะโร เมื่อนายพลจำลองได้ยกระดับการปฏิบัติการไปสู่การเป็น...
ผู้ก่อร้ายสากลอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง!!!
ท่านผู้อ่านที่เคารพรักครับ
มาถึงวันนี้...

ต่อให้พันธุ์มารจะยุติการชุมนุมหรือไม่ อย่างไร ขอให้คนไทยเราทั้งปวง รวมทั้งเพื่อนสื่อมวลชนทั้งผองจะต้องรวมใจกันเป็นหนึ่ง ประณามการกระทำของนายพลจำลอง ผู้บัญชาการการก่อการร้ายกับแก๊งของเขา และกลับมาร่วมมือร่วมใจกัน สนับสนุนการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ให้ดำเนินคดีในข้อหาก่อการร้ายตามที่ขณะนี้ได้มีการร้องทุกข์ไว้แล้ว...
...จนกว่าคดีจะถึงที่สุด!

การที่จะเคลื่อนไหวใดๆ ของฝ่ายรัฐตามขอบเขตของกฎหมาย เพื่อยุติความฮึกเหิมของนายพลจำลองกับแก๊งก่อการร้าย จะต้องเดินต่อไปอย่างไม่ลดละ และท้ายที่สุดขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย ที่รักชาติรักประชาธิปไตย มั่นใจว่า

จำลอง ศรีเมือง กบฏและผู้นำการก่อการร้ายรายนี้...ต้องโดนนนนน?!!?

"ในหลวง" ทรงมีพระอาการประชวรเล็กน้อย ทรงงดเสด็จฯรับพร

ที่มา ประชาทรรศน์

"ในหลวง" โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์รับการถวายพระพร ในการนี้สมเด็จพระเทพฯตรัส "ในหลวง" ทรงมีพระอาการประชวรเล็กน้อย โดยมีพระอาการเจ็บพระศอ-ทรงมีเสมหะมาก และรับการถวายน้ำเกลืออ่อนเพลีย

เมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯแทนพระองค์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 81 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2551 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต

ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะบุคคลที่มาเข้าเฝ้าฯ ความว่า "วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเจ้าและสมเด็จพระเทพฯ ปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในการรับท่านทั้งหลายในวโรกาสที่เข้าถวายพระพรพระพรชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสให้ขอบใจในพรอันบริสุทธิ์ที่ได้ถวายมาด้วยความจงรักภักดี ทรงปลาบปลื้มและทรงขอสนองพรทุกท่านที่ได้ถวายมาอย่างจริงใจ ในการนี้ ได้ทรงขอให้บอกทุกท่านและพระราชทานพรให้ทุกคนมีความสุขมีความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจและกำลังปัญญาปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติและประชาชน ก็ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญ และประสบความสำเร็จในสิ่งดีงามทั้งส่วนรวมและส่วนตัว โอกาสนี้ที่ไม่เสด็จลง เพราะว่าทรงมีพระอาการประชวรเล็กน้อย ก็ได้จะโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพฯ ซึ่งได้ขึ้นเฝ้าฯ ได้อธิบายให้ท่านฟังถึงอาการประชวรในเบื้องต้น

สุดท้ายนี้ ในพระปรมาภิไธยก็ขออัญเชิญพระราชกระแสขอบใจ และสนองพรทุกท่าน ที่มาถวายพระพรในวันนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญสมปรารถนาทุกประการ"


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสว่า "เมื่อวานนี้(3 ธ.ค.) ไปเฝ้าฯ ก็ยังไม่เป็นไร ยังร่วมเครื่องถวายพระกระยาหาร เสวยได้อย่างดี พอดีถึงวันนี้มีพระอาการที่เป็นช่องพระศอ ทั้งหลอดลม หลอดอาหารอักเสบ เสวยเครื่องไม่ค่อยได้ เสวยเครื่องไม่ได้ ถวายเป็นน้ำเกลือทางด้านหลอดลมมีแสมหะออกมามากรู้สึกทรงไม่พระสำราญรู้สึกอ่อนเพลียแต่ไม่เป็นไข้ หากมีพระกำลังค่อยออกมาพบท่าน คิดว่าตอนนี้ทรงอยากจะพักดีกว่า เรื่องรายละเอียดแพทย์คงพูดด้วยภาษาทีถูกต้องอีกครั้ง ดูแล้วพระอาการไม่ได้หนักมาก แต่พระอาการอ่อนเพลียมีเสมหะติดอยู่ ถวายน้ำเกลือทรงดื่มน้ำมากๆ จึงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออกรับพรแทน"