WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 6, 2008

นักวิชาการหนุน“เพื่อนเนวิน”ดันรัฐบาลสมานฉันท์

ที่มา ประชาทรรศน์

ฝุ่นตลบจับจัดตั้งขั้วรัฐบาล! นักวิชาการเห็นพ้อง “เพื่อนเนวิน” หนุนนายกฯสเปกสมานฉันท์ ขวาง “สารวัตรเหลิม”ขึ้นแท่นผู้นำคนใหม่ เหตุสไตล์“ปะ-ฉะ-ดะ”อาจทำให้บ้านเมืองขัดแย้งอีกคำรบ “เจ้าพ่อวังน้ำเย็น”รับลูก ฟันธงกาชื่อ”เฉลิม”ทิ้งได้เลย

หลังจากตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) และอีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย พลันให้เกิดกระแสการย้ายพรรคของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขณะที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ได้มีการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมมาเป็นตัวเลือก เป็นเหตุให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นไปอย่างคึกคัก

ด้านหนึ่งได้มี ส.ส.บางส่วนจากพรรคพลังประชาชนเดิม ทยอยกันสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว 180 คน และได้มีกระแสยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นคนสำคัญของพรรค มีความประสงค์ที่จะสนับสนุน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการ รมว.สาธารณสุข เป็นนายกรัฐมนตรี

ในขณะเดียวกัน กลับมี ส.ส.อีกส่วนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ส.ส.ภาคกลางและภาคใต้ของพรรคพลังประชาชนที่มีอยู่เกือบ 10 คน ส.ส.กลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม อีก 11 คน กลุ่มส.ส.บ้านริมน้ำอีก 12 คน และกลุ่มเพื่อนเนวินอีก 37 คน และส่งผลให้ ส.ส.เหล่านี้ ยังไม่ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ส.ส.กลุ่มดังกล่าวมองว่าการจับขั้วแบบเดิม และการนำเอา ร.ต.อ.เฉลิม มาเป็นนายกรัฐมนตรี จะยิ่งสร้างปัญหาและไม่สามารถยุติวิกฤติของบ้านเมืองได้

โดยล่าสุดได้มีการเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยยังไม่ได้ลงรายละเอียดว่ากลุ่มเหล่านี้จะอยู่ในสังกัดพรรคใด ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไข นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม ส.ส.กว่า 70 ชีวิตดังกล่าว ปฏิเสธที่จะให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่น่ากังวลหลายประการ โดยเฉพาะแนวคิดตามระบอบประชาธิปไตย ว่าจะเป็นการเข้าไปแสดงท่าทีเสมือนสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ เคยปฏิเสธการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 และยังเคยเสนอเรื่องนายกพระราชทาน

ทั้งนี้ สูตรดังกล่าวเชื่อกันว่าเป็นทางออกทางการเมืองที่ดีที่สุดของทุกฝ่ายในขณะนี้ ซึ่งหากพรรคประชาธิปัตย์รับเงื่อนไข ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มี ส.ส. 164 คน มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะเดียวกันหากพรรคเพื่อไทยมีตัวบุคคลที่เหมาะสมและสามารถเข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองได้ ซึ่งไม่ใช่ ร.ต.อ.เฉลิม ก็อาจเป็นเงื่อนไขที่น่าสนใจเช่นกัน

สำหรับกรณีของ ร.ต.อ.เฉลิม นอกจากจะถูกปฏิเสธจากกลุ่ม ส.ส.แล้ว ก็ยังได้รับการคัดค้านจากบุคคลอื่นๆ อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ 5 พรรคร่วมรัฐบาลที่มีมติตรงกันว่า จะไม่เอา ร.ต.อ.เฉลิม หรือ ส.ส.จากอดีตพรรคพลังประชาชน เพราะเกรงว่าจะสร้างความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง

ทางด้าน นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มองว่ารัฐบาลชุดใหม่คงไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ แต่เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชน นำคนกลางที่มีอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งมีทั้งนายทหาร ตำรวจ และยามนี้สิ่งที่ต้องห้ามคือ คนจากพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทุกคนต้องอยู่ในระบบ ขณะเดียวกัน ยืนยันว่ายังไม่มีใครทาบทามให้นั่งนายกรัฐมนตรี และที่ผ่านมาได้ปลดระวางตัวเองไปแล้ว แต่หากมีความจำเป็นก็ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม มีชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น นายเสนาะ กล่าวว่า คนนี้ตัดไป แต่ไม่ได้หมายความว่า ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนไม่ดี แต่ถ้ามาก็เหมือนเอาไฟมาเผาบ้าน และยังมองว่าความพยายามของพรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนขั้วการเมือง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

นายสุริชัย หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะต้องเป็นคนที่ไม่ยั่วเย้าให้เกิดความขัดแย้งอีก เรื่องนี้สำคัญมาก ประเทศไทยต้องการนักการเมืองที่เป็นผู้ใหญ่ ที่ไม่เอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง คนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไม่ทำให้เกิดเรื่องขัดแย้ง และจะต้องเพิ่มพื้นที่ในการพูดคุยกันได้

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะได้มานั่งในตำแหน่งสำคัญตามกระแสข่าวลือ นายสุริชัย กล่าวว่า ก็เกิดปัญหาเก่าอีก เชื้อเชิญให้เกิดปัญหาอีก ทุกวันนี้บ้านเมืองยังไม่เจ็บป่วยกันอีกหรือ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่ประชาชนให้ความเคารพในเรื่องความดีงาม

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ไม่ขอวิจารณ์ตัวบุคคล แต่ขอเปรียบการเมืองที่ผ่านมาว่าเปรียบเสมือนทีมฟุตบอลซึ่งนักฟุตบอลของทีมเอมีผู้เล่นเด็กๆ ลงสนาม แล้วก็โดนใบแดง 111 คน เมื่อเลือกทีมบีมาลงสนามแทน ก็โดนใบแดงไปอีก ขณะนี้จึงเหลือผู้เล่นสำรองของตัวสำรองอีก ก็คือทีมซี ซึ่งก็ต้องหาผู้เล่นเกรดเอ ซึ่งก็ต้องสรรหาบุคคลที่จะไปรอด แต่ก็ต้องมาคิดอีกว่าจะหาผู้เล่นเกรดเอได้จากที่ไหนบ้าง

“จะเป็นจากคนในพรรคร่วมรัฐบาล จากพรรคฝ่ายค้าน หรือจากคนนอก แต่คนนอกนั้นจะต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์ โดยให้เข้ามาตั้งหน้าตั้งตาบริหารอย่างเดียว แล้วใครจะบริหารพรรคก็ปล่อยให้สมาชิกพรรคได้บริหารไป ต้องเลือกทีมที่ดีที่สุด แต่ถ้ายังจะเสนอแต่ทีมซี ซึ่งครั้งที่แล้วทีมบี นายกฯเองก็เคยบอกว่าคณะรัฐมนตรีดูจะขี้เหร่ไปหน่อย แล้วทีมซีไม่ยิ่งขี้เหร่ไปใหญ่เหรอ” รศ.ดร.โคทมกล่าว

ด้านนายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม และอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวปฏิเสธตอบคำถามที่ว่าคิดเห็นอย่างไรกับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่มีท่าทีจะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่ายังไม่ได้มีการคุยกับสมาชิกในกลุ่ม ว่าจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพียงแต่คุยกันเรื่องอนาคตของบ้านเมืองต่อจากนี้ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะทุกคนต้องการเห็นบ้านเมืองสงบสุข และโดยส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้มีชื่อของใครไว้ในใจ ยังคงคิดอยู่ ทั้งนี้ตนไม่เกี่ยงว่าจะเป็นใคร เท่าที่เห็นก็มีคนที่เหมาะสมอยู่หลายคน แต่ส.ส.ก็ยังไม่ได้มีการคุยกัน โดยตามมารยาทก็ต้องให้พรรคการเมืองใหญ่ที่มีเสียงอยู่ในสภามากเป็นพรรคเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องดูความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ ต้องการให้บรรยากาศเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ดังกล่าว เป็นแบบการปรึกษาหารือกันมากกว่า ถ้าคนของพรรคพลังประชาชนเหมาะสมก็ดี แต่ถ้าคนในพรรคร่วมรัฐบาลเหมาะสมกว่าก็อาจจะปรึกษาให้เลือกคนนั้นดีหรือไม่

ด้านนายบุญจง วงศ์ไตรรงค์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิมปรากฏอยู่ในสื่อ แต่ ส.ส.ยังไม่ได้คุย หรือตัดสินใจกัน ที่จริงจะเป็นใครก็ได้ที่มีคุณสมบัติครบ ขณะนี้ตั้งสเปกไว้ว่าของให้บุคคลนั้นที่ได้เสนอชื่อตั้งมาแล้ว ไม่ใช่บุคคลที่จะสร้างความแตกแยกในประเทศ ไม่มีการปิดล้อมสนามบิน หรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิด ส่วนจะย้ายไปอยู่พรรคใดนั้น ยังไม่ได้ตัดสินใจ เรื่องนี้มองว่ายังพอมีเวลา 60 วันว่าจะไปสังกัดพรรคใด และหลังวันที่ 5 ธันวาคมจะมีการพูดคุยอย่างชัดเจนมากขึ้น

ทางด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเดียวกัน กล่าวว่า ไม่ได้มีชื่อของ ร.ต.อ.เฉลิมเพียงคนเดียว แต่ยังคงมีชื่อของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร และอีกหลายคน แต่ก็ยังไม่ได้มีข้อสรุป ยังเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง คนที่จะถูกเลือกมานั้นนอกจากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน แล้วยังมีปัจจัยของสังคมอีกหลายอย่าง ซึ่งตนเองก็ยังไม่ได้ประชุมกับเพื่อนในกลุ่ม แต่เท่าที่ทราบคือยังไม่มีการตัดสินใจว่าจะเป็นใคร กำลังดูคนที่เหมาะสมอยู่ ถึงอย่างไร ในสถานการณ์เช่นนี้ คงจะหาคนที่ถูกใจ 100 เปอร์เซ็นต์ได้ยาก ก็ต้องเลือกจากคนเท่าที่มีอยู่

“แต่ละคนก็มีข้อดี ข้อด้อยต่างกัน แต่ใครก็ได้ แต่ขอให้เห็นตรงตามเอกภาพของพรรคร่วมด้วย ตัวคนไม่สำคัญ แต่ความเป็นเอกภาพของพรรคและพรรคร่วมต่างหากที่จะเห็นว่าใครเหมาะสมก็จะเป็นคนนั้น” นายสุทินกล่าว

เช่นเดียวกับ นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่กล่าวไม่ขอออกความเห็นกรณี ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดยกล่าวว่าตนไม่สามารถโหวตเลือกใครได้ เนื่องจากถูกตัดสิทธิทางการาเมืองในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกยุบพรรคไปเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา

คุณหญิงพจมาน กลับมาไทยแล้ว

ที่มา thaifreenews




อุตส่านั่งรออัด ได้มาแค่นี้
สงสัยกลับมาจัดระเบียบพรรค

คลิปวีดีโอ ข่าว คุณหญิงพจมาน กลับมาแล้ว
โดย : tik-tok

Friday, December 5, 2008

The king and them สะท้านโลก (ภาคภาษาไทย)

ที่มา Thai E-News


โดย The Economist
ภาคภาษาไทยโดย คุณsaraburian

หมายเหตุจากผู้แปลภาคภาษาไทย:ดิ อิโคโนมิสต์ เป็นนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ มี ยอดการพิมพ์ประมาณ 1.2 ล้านฉบับต่อสัปดาห์ แต่เป็นที่ยอมรับกันว่า มีอิทธิพล เกินกว่า จำนวนผู้อ่านจริงมากนัก ผมมองว่านี่คือ Historic Event ในวงการสื่อต่อเหตุการณ์ในไทย

พันธมิตรฯกลับกลายมาเป็นสิ่งที่บ่อนเซาะทำลายพระราชวังเสียแล้ว..กษัตริย์ และราชวงศ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่นี้ และประทับอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นอันไม่สิ้นสุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้..ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เฉกเช่นที่เกิดกับประเทศเนปาล คือสงครามกลางเมืองและการที่กษัตริย์ที่ได้มายุ่งเกี่ยวแทรกแซงกับการเมือง ปัจจุบันได้กลายเป็นประชาชนธรรมดาในประเทศสาธารณรัฐไปเสียแล้ว

ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศ และประชาชนไทย ต้องช่วยกันบอกประเทศไทย


The king and them
The untold story of the palace’s role behind the collapse of Thai democracy
สถาบันกษัตริย์ของไทย
กษัตริย์กับประชาชนไทย

เรื่องเร้นลับเกี่ยวกับบทบาทของพระราชวังต่อความความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย

ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย อุตสาหกรรมการส่งออก และภาพลักษณ์ของประเทศได้ถูกทำลายลงราบคาบจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เพิ่งเกิดขึ้น บรรดาผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ได้เข้ายึดพื้นที่ในหน่วยราชการหลายแห่งเป็นเวลาหลายเดือน และได้เข้ายึดสนามบินกรุงเทพฯทั้งสองแห่ง

ตำรวจไทยปฏิเสธที่จะทำการขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุม กองทัพก็ปฏิเสธที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือ สัปดาห์นี้เองการยึดสนามบินจบลงหลังจากที่ศาลได้ตัดสินยุบพรรคการเมืองสามพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งสามพรรคมีแผนที่จะตั้งพรรคขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อใหม่และร่วมกันบริหารประเทศต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังครุกรุ่น

เปรียบดั่งเปลือกหุ้มแห่งความทันสมัยอันเกิดจากการพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ได้ลอกคราบบางๆของมันออก ทั้งที่ไม่นานมานี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวขบวนของสังคมอันเปิดกว้างที่ยอมรับในความแตกต่างของเอเชีย ตอนนี้ดูเหมือนจะค่อยๆคืบคลานเข้าสู่ความเป็นอนาธิปไตย

ความขัดแย้งเริ่มปรากฎเมื่อสามปีที่แล้วจากการชุมนุมประท้วงที่สงบและเป็นระเบียบเพื่อต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร บรรดาผู้ประท้วงซึ่งแต่งกายในชุดสีเหลืองอันเป็นตัวแทนของกษัตริย์ผู้ซึ่งกล่าวหาว่า ทักษิณเป็นผู้ที่มีแนวความคิดแบบสาธารณรัฐนิยม ประสบความสำเร็จ เมื่อบรรดานายทหารผู้จงรักภักดีได้ทำการยึดอำนาจจากทักษิณเมื่อปี 2549 แต่เมื่อประชาธิปไตยได้กลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว คนไทยส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองซึ่งเป็นมิตรกับทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ

บรรดาผู้ประท้วงสวมเสื้อเหลืองซึ่งเรียกตนเองอย่างไม่ค่อยจะตรงกับความจริงนักว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กลับมาก่อการประท้วงอีกครั้งรวมทั้งได้นำเอาวิธีการอันเป็นอันธพาลมากยิ่งๆขึ้นมาใช้ ซึ่งกระตุ้นให้บรรดาผู้ที่สนับสนุนทักษิณรวมตัวกันสู้โดยมีสัญลักษณ์เป็นเสื้อสีแดงพูดไม่ได้

ตลอดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่มิอาจพูดถึงได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะสื่อสารมวลชนไทย แต่รวมถึงผู้สื่อข่าวต่างชาติส่วนใหญ่ด้วยนั้น ก็คือบทบาทของกษัตริย์ภูมิพล ราชวงศ์ และผู้รับใช้ใกล้ชิดทั้งหลาย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงที่สุดในบรรดาทุกประเทศทั่วโลก เป็นเกราะกำบังสำคัญที่ทำให้แม้แต่การเอ่ยถึงบทบาทของราชวงศ์แม้แต่อย่างที่สุภาพที่สุดก็ยังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในที่สาธารณะ

กฎหมายดังกล่าวซึ่งถือว่าตกสมัยไปแล้วในประเทศอื่นๆทั่วโลกแต่ในประเทศไทยกลับได้ถูกนำมาปรับใช้อย่างแข็งขันในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นความพิลึกยิ่งที่ใครก็ได้สามารถที่จะฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตำรวจจะต้องดำเนินคดีอย่างจริงจังแม้กับข้อหาขี้ประติ๋ว ทั้งหมดนี้ทำให้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือย่างดีสำหรับนักการเมืองหรือใครก็ตามที่ต้องการจะทำลายศัตรูของตน และบ่อยครั้งสื่อสารมวลชนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อธิบายถึงรายละเอียดของข้อกล่าวหาที่มีต่อราชวงศ์ ทำให้คนไทยไม่มีทางเลยที่จะได้รับทราบว่าข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นการไม่เคารพต่อราชวงศ์จริงๆหรือไม่

กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพนับเป็นความโหดเหี้ยมในตัวเองอยู่แล้ว และไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้ในประเทศใดก็ตามที่ประกาศตนว่าเป็นประชาธิปไตย แย่ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือการที่กฎหมายดังกล่าวปิดบังให้คนไทยถึงเหตุผลบางประการที่เป็นต้นเหตุของปัญหาของการเมืองของประเทศตน แม้แต่สิ่งที่กษัตริย์เองตรัสเรียกว่าเป็นความ “มั่ว” ของประเทศไทยนั้น ก็มีสาเหตุในหลายๆทางมาจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของตัวพระองค์เองตลอด 62 ปีที่ทรงครองราชสมบัติ (โปรดดูบทความประกอบเรื่อง Thailand's king and its crisis
A right royal mess
)

ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนี้เป็นผลอันเกิดจากแก่งแย่งซึ่งอำนาจก่อนการเปลี่ยนรัชสมัย ยิ่งเหตุการณ์ที่พระมหากษัตริย์เองจะทรงมีพระชมมพรรษาครบ 81 พรรษาในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ยิ่งทำให้เหตุการณ์ที่นับวันยิ่งทวีความสำคัญยิ่งๆขึ้นเรื่อยๆ

รายละเอียดส่วนใหญ่ของเรื่องราวที่ว่าการกระทำของกษัตริย์ได้ทำลายระบบการเมืองของประเทศตนอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นหู เพราะคนไทยไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับทราบ หลายคนจะพบว่าข้อวิพากษ์วิจารณ์ของเราทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์และโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ แต่เราคิดว่าเราคงไม่ทำการการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้ หากเราไม่เห็นว่ามันไม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิจารณ์ ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างต่อการอภิปรายในเรื่องนี้เพื่อที่จะเตรียมตนเองสำหรับการที่จะมีผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือน้อยกว่าขึ้นเป็นกษัตริย์

ไม่ดีแน่ๆที่ประเทศใดจะหลอกตนเองกับประวัติศาสตร์ในแบบเทพนิยายปรัมปราซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์ของตนนั้นไม่เคยทำสิ่งใดผิดเลย ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาประชาธิปไตยเท่านั้น ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลย

ประวัติศาสตร์ไทยฉบับเป็นทางการ ย้ำแล้วย้ำอีกกับเหตุการณ์เช่นในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งกษัตริย์ภูมิพลได้แทรกแซงให้ ทรราชมือเปื้อนเลือดลาออกและเป็นอิทธิพลสำคัญให้ประเทศกลับสู่ภาวะประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง แต่เหตุการณ์อื่นๆซึ่งมีการแทรกแซงจากกษัตริย์และราชวงศ์ในทางที่ส่งผลเสียกลับไม่ได้รับการกล่าวถึงหรือนำมาอภิปรายเลย

ในปี พ.ศ. 2519 (หมายถึงเหตุการณ์ 6ตุลาคม2519-ไทยอีนิวส์) ในขณะที่กษัตริย์ภูมิพลมีความกลัวจนเกินกว่าเหตุกับภัยร้ายจากลัทธิคอมมิวนิสต์ กษัตริย์ได้ทรงละเลยถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนของขบวนการขวาจัดซึ่งสมาชิกได้รุมเข่นฆ่ากลุ่มผู้ประท้วงนักศึกษาที่ไร้อาวุธ

ในช่วงสงครามเย็น อเมริกาเห็นว่ากษัตริย์ภูมิพลเป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่งและได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ของกษัตริย์ภูมิพล ความร่วมมืออันยาวนานนี้ผนวกกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้บรรดานักการฑูต นักวิชาการ และ ผู้สื่อข่าวจากโลกตะวันตก ยอมกลืนเลือดตัวเองในการหุบปากเงียบจากการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

หลังจากเหตุการณ์การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล เจ้าหน้าที่ทางการของไทยพยายามที่จะบอกชาวต่างชาติว่า รัฐพิธีบีบบังคับให้กษัตริย์ต้องยอมรับการยึดอำนาจของนายทหารในกองทัพ ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่า กษัตริย์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะผู้ก่อการรัฐประหารเข้าเฝ้าฯ และหนังสือพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าวในหน้าหนึ่งเสมือนเป็นการบอกว่ากษัตริย์ได้ให้การยอมรับกับการยึดอำนาจดังกล่าว

ในความเป็นจริงแล้วกษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะแสดงออกว่าทรงไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัยต่อการยึดอำนาจหากทรงเห็นเช่นนั้นโดยการสั่งการให้กำลังทหารภายใต้พระองค์ออกมาต่อสู้หรือแม้แต่การที่จะเลือกทรงนิ่งเฉยไม่ยอมรับผลดังกล่าวก็ได้ แต่ทรงกลับเลือกที่จะใช้พระราชอำนาจในอีกทางหนึ่งแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษาให้ดำเนินการจัดการกับวิกฤตการเมืองนั้น บรรดาศาลดูเหมือนจะได้แปลพระราชประสงค์ออกมาโดยการเร่งดำเนินการกับคดีต่างๆต่อตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายของเขา โดยล่าสุดโดยการตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรคลง

อนาคตอันไร้ซึ่งเทพนิยายในจินตนาการของคนไทยผู้นิยมเจ้า ประเทศของพวกเขานั้นเหมือนกับภูฏาณ ประเทศซึ่งมีกษัตริย์หนุ่มที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รักของประชากรทั้งหลายซึ่งมีเพียงไม่กี่แสนคน ซึ่งยินดีกับการอยู่ภายใต้การปกครองแบบกษัตริย์มากกว่าระบอบประชาธิปไตย

แต่ในความเป็นจริง ท่ามกลางความโกรธของสาธารณะชนต่อการสนับสนุนของพระราชินีต่อวิธีการอันเป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ รวมถึงการมองเห็นถึงความไม่เหมาะสมในตัวรัชทายาทที่นับวันยิ่งกระชั้นชิดต่อการขึ้นครองราชย์ ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เฉกเช่นที่เกิดกับประเทศเนปาล คือสงครามกลางเมืองและการที่กษัตริย์ที่ได้มายุ่งเกี่ยวแทรกแซงกับการเมือง ปัจจุบันได้กลายเป็นประชาชนธรรมดาในประเทศสาธารณรัฐไปเสียแล้ว

พันธมิตรฯซึ่งได้รับการอุ้มชูและให้ท้ายโดยวัง แต่กลับกลายมาเป็นสิ่งที่บ่อนเซาะทำลายพระราชวังเสียแล้ว ภาพที่ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนในหลายวันที่ผ่านมาก็คือบรรดาอันธพาลในกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรฯได้ยิงทำร้ายผู้สนับสนุนรัฐบาลในขณะที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากษัตริย์ และราชวงศ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่นี้ และประทับอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นอันไม่สิ้นสุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้

คุณไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อในการปกครองแบบสาธารณรัฐ ก็จะเห็นด้วยว่าเป็นความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายได้อย่างเปิดเผยต่อเรื่องนี้แล้ว

ก่อนที่ ดิ อีโคโนมิสต์ จะตีพิมพ์บทความชิ้นนี้ ในคืนวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีรายงานว่ากษัตริย์ภูมิพลทรงมีพระอาการประชวรและไม่ทรงสามารถที่จะพระราชทานพระราชดำรัสได้อย่างที่ทำเป็นประจำทุกๆปี ดังนั้นกษัตริย์ภูมิพลจึงยังไม่ได้ออกมาแสดงความไม่เกี่ยวข้องของพระองค์เองกับ บรรดาบุคคลในเสื้อเหลืองที่อ้างว่าพวกเขานั้นดำเนินการต่างๆเพื่อพระองค์

การนิ่งเฉยของกษัตริย์ได้ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อระบบนิติรัฐของประเทศไทย กระนั้นก็ดีพระองค์ก็ยังทรงเป็นบุคคลเดียวที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันคร่ำครึ รวมทั้งการตัดรัฐธรรมนูญส่วนที่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวทิ้งเสียทั้งหมด สิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยสามารถร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออกสำหรับอนาคตของตนได้

กษัตริย์ภูมิพลได้เคยกล่าวถึงกฎหมายดังกล่าวอย่างครึ่งๆกลางๆเมื่อปีพ.ศ. 2548 ว่าตัวพระองค์เองไม่ได้ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทิ้งทั้งหมดไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาใหญ่นี้ได้

ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศ และประชาชนไทยต้องช่วยกันบอกประเทศไทย

ทำลายทำเนียบยับ ทรัพย์สินสูญหาย ขรก.ร่ำไห้

ที่มา thaifreenews



พธม.ทำลายข้าวของ ทรัพย์สินในทำเนียบฯ
ทรัพย์สินสูญหายเป็นจำนวนมาก
ข้าราชการประจำทำเนียบถึงกับร้ำไห้

นี่หรือการชุมนุมโดยสงบ อหิงสา

รูปที่ทำเนียบหลังการจากไปของกลุ่มก่อการร้าย

ภาพจากคุณ Me.....O จาก pantip









































































Thursday, December 4, 2008

ทูต 6 ประเทศยื่นหนังสือบัวแก้วกังวลกรณีปิดสนามบิน

ที่มา MCOT News

กต. 4 ธ.ค.- ทูต 6 ประเทศ ยื่นหนังสือถึงกระทรวงการต่างประเทศ กังวลการปิดสนามบิน เรียกร้องรัฐบาลไทยเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับความปลอดภัย ไม่ให้บุกยึดอีกในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกอัครราชทูตจาก 7 คน จาก 6 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เข้าพบนายวีรศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือแสดงความวิตกกังวลต่อการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองที่ผ่านมา และใช้เวลาหารือ 45 นาที

หนังสือระบุว่า เอกอัครราชทูตทั้งหมดเคารพสิทธิในการประท้วงและไม่แทรกแซงกิจการการเมืองภายในของไทย แต่ย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าเสียใจและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาประเทศในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่าง ๆ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของท่าอากาศยานทุกแห่งในไทย เพื่อไม่ให้มีการบุกยึดเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมกับเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ขัดขวางการดำเนินงานของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองอีก รวมทั้งให้คำมั่นต่อสาธารณชนว่าจะไม่ขัดขวางการคมนาคมทางอากาศทั้งในกรุงเทพฯ หรือภูมิภาค

ภายหลังการหารือ นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ชี้แจงต่อคณะทูตว่า ไทยรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับคนประเทศต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง และได้ให้คำมั่นว่าทางการไทยจะดำเนินมาตรการปกป้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก โดยจะนำบทเรียนที่ได้ไปปรับแผน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก เพราะตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

"เราได้ชี้แจงว่าแม้จะมีแผนอยู่ในมือก่อนเกิดเหตุ แต่แผนที่มีนั้นเน้นไปที่การป้องกันการก่อการร้าย แต่ผู้ชุมนุมมีทั้งเด็ก สตรี และผู้สูงอายุ ซึ่งแผนต่าง ๆ ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ซึ่งตอนนั้นไม่สามารถใช้กำลังได้ รัฐบาลจึงใช้การเจรจาและแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหา เพราะเราให้ความสำคัญสูงสุดกับชีวิตของคนทั้งนักท่องเที่ยวและผู้ประท้วงตลอดจนทรัพย์สินด้วย" นายธานีกล่าว

นายธานี กล่าวด้วยว่า คณะทูตได้สอบถามว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดหรือไม่ ซึ่งไทยได้แจ้งให้ทราบว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งต้องพิจารณากันต่อไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 16:53:33

คาด ครม.นัดพิเศษขอความเห็นชอบ พ.ร.ฎ.เปิดประชุมสภาฯ เลือกนายกรัฐมนตรี

ที่มา MCOT News

ก.ต่างประเทศ 4 ธ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. วันนี้ ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะหารือเพื่อขอความเห็นชอบร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดพื้นที่ให้สื่อมวลชนอยู่ โดยไม่อนุญาตให้ไปบันทึกภาพภายในห้องประชุม สื่อมวลชนสามารถถ่ายภาพได้จากระยะไกล ๆ เท่านั้น. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 19:17:16

ยิ้มสู้ศึก

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

โดย ปฏิญา ยอดเมฆ


เป็นปรากฏการณ์นานทีมีครั้งที่ ดาวพฤหัสบดี กับ ดาวศุกร์ จะโคจรมาใกล้กันโดยมีพระจันทร์เสี้ยว แขวนอยู่ตรงกลาง คืนวันอังคารที่ผ่านมาจึงมี พระจันทร์ยิ้ม ลอยเด่นให้เห็นบนท้องฟ้า มอบรอยยิ้มให้กับคนไทยทั่วประเทศที่อาจจะติดตามสถานการณ์การเมืองจนลืมยิ้มหรือยิ้มไม่ออก

นี่คือ “มหัศจรรย์” ของรอยยิ้ม แค่ยกแย้มมุมปากขึ้นมาทั้งเราทั้งเขาก็รู้สึกดีขึ้นอย่างน่าประหลาด คนที่เห็นพระจันทร์ยิ้มให้แล้ว ตัวเองก็ยังยิ้มไม่ออกจึงเป็นอาการที่น่าเป็นห่วง ใครเป็นแบบนี้รีบตรวจเช็กสุขภาพจิตด่วนว่าเครียดเกินไปหรือเปล่า...นี่เรื่องจริงไม่ได้ล้อเล่น

เหตุบ้านการเมืองอาจแก้ไม่ได้ง่ายดายด้วยรอยยิ้มก็จริง แต่การยิ้มคือสัญลักษณ์ของสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง แข็งแรง และเป็นแง่บวก สังเกตได้ว่าเวลามีปัญหาอะไร หากเราเห็นคนยิ้มได้หัวใจก็เบาลงกว่าครึ่ง แต่หากเห็นคนหน้าดำคร่ำเครียดก็ยิ่งเครียดหนักเพราะมันบ่งบอกว่าไอ้หมอนี่ท่าทางจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย

จึงอย่าแปลกใจที่คนเป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้นำ มักมีรอยยิ้มอยู่เสมอในทุกสถานการณ์ นอกจากคนรอบข้างจะผ่อนคลายสบายใจและมีกำลังใจไปด้วยแล้ว คนที่ยิ้มเองก็เท่ากับเป็นการเพิ่มพลังใจให้ตัวเอง “ยิ้มได้เมื่อภัยมา” จึงไม่ใช่แค่ประโยคบอกเล่า แต่มันคือแนวทางการรับมือกับทุกเรื่องราวได้อย่างมีสติ มีวุฒิภาวะ และมีกำลังใจ

นึกดูง่ายๆ ก็ได้ วันที่เราๆ ท่านๆ หลายคนเฝ้ารอดูเทป “โฟนอิน” ของนักการเมืองท่านหนึ่ง เหตุใดใครหลายคนจึงโห่ร้องดีใจได้ เหตุใดบางคนน้ำตาไหลตื้นตัน และเหตุใดทุกคนจึงมีรอยยิ้มเมื่อดูจบ ก็เพราะนักการเมืองท่านนั้นไม่ได้ทำหน้าเศร้าหมอง แม้เรื่องที่ท่านเล่าจะจริงจังซีเรียส แต่ด้วยความเป็นคนที่ยิ้มแย้มได้อยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เราหลายคนชมเทปโฟนอินด้วยความรู้สึกฮึกเหิมในใจและคงความศรัทธาเชื่อมั่นบางอย่างไว้ได้ ตรงกันข้ามหากนักการเมืองท่านนี้มีสีหน้าบูดบึ้ง เศร้าหมอง หรือตีหน้าโศกอย่างคนยอมพ่ายแพ้ แม้เราทั้งหลายจะสงสารแต่เชื่อว่าหลายคนก็คงจะผิดหวังว่าเหตุใดผู้นำคนเก่งจึงดูไม่เข้มแข็งเหมือนเคย...โชคดีที่ไม่เป็นเช่นนั้น นี่ล่ะความมหัศจรรย์ของรอยยิ้ม

คราวหน้าจะอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์หรือกระทั่งคุยการเมืองกับเพื่อนรักในวงกาแฟ ถ้าคิดว่าเครียดมาก อัดอั้นมาก ลองยิ้มให้ตัวเองดูสักทีก็ได้ แล้วจะพบว่าความรู้สึกในใจไม่มีอะไรเป็นเรื่องใหญ่หนักหนา ทุกปัญหาย่อมมีทางออกของมัน ใครยิ้มไม่ออกจะตัดเก็บรูปพระจันทร์ยิ้มไว้ดูยามว่างก็ได้ไม่ผิดกติกา

แม้แต่พระจันทร์ยังมาส่งยิ้มให้ แล้วเราคนไทยจะ “ยิ้มสู้ศึก” ไม่ได้กันเชียวหรือ :)

แถลงการณ์ของ 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

แถลงการณ์ของ 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่อง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมือง

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย แถลงปิดคดีในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 โดยหลังจากที่มีการแถลงปิดคดีแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในวันเดียวกันให้ยุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค พร้อมทั้งสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทั้งสามพรรคนั้น
ระหว่างรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป เรา กลุ่ม 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นต่อคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องดังกล่าว ดังต่อไปนี้
1. ความยุติธรรมเป็นคุณค่าสูงสุดที่องค์กรตุลาการจำต้องรักษาไว้ให้มั่นคงและแสดงออกให้สาธารณชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่ว่าความขัดแย้งภายในสังคมจะเป็นอย่างไร องค์กรตุลาการจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าการพิจารณาคดีและการวินิจฉัยคดีจะเป็นไปตามกรอบของกฎหมายบนพื้นฐานแห่งความเป็นธรรม
2. ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการ แท้ที่จริงหาได้เกิดจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาล หรือการกล่าวอ้างว่าคำพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว ซึ่งเราทุกคนจำต้องเคารพแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้าม เรื่องดังกล่าวนี้จำต้องเกิดมาจากความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา อีกทั้งความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษาเท่านั้น คำพิพากษาของศาลจะมีคุณค่าหรือไม่ อย่างไร นอกจากเพราะกฎหมายกำหนดให้คำพิพากษามีค่าบังคับแล้ว ก็ยังต้องอาศัยความเชื่อถืออันกอปรด้วยเหตุผลของสาธารณชนประกอบกัน
3. ในการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อนำไปสู่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้ข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาและการทำคำวินิจฉัย พ.ศ.2550 ข้อ 32 และข้อ 37 จะกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีดุลพินิจในการงดไต่สวนพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่าคดีหนึ่งคดีใดมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิเสธการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิงจากผู้ถูกร้องตลอดจนจากบุคคลที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมจะกล่าวไม่ได้ว่าผู้ถูกร้องตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำวินิจฉัยได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่แล้วตามหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

4. ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันก็คือ แม้ศาลจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องในคดีได้แถลงปิดคดีก็ตาม แต่ในวันที่มีการแถลงปิดคดี เมื่อผู้ถูกร้องได้แถลงปิดคดีเสร็จสิ้นแล้ว ถัดจากนั้น ด้วยระยะเวลาเพียงเล็กน้อย ศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำวินิจฉัยในทันที และปรากฏความผิดพลาดในคำวินิจฉัยซึ่งทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขคำวินิจฉัยในขณะที่อ่าน อันเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั่วไป การอ่านคำวินิจฉัยของศาลโดยรีบด่วนเช่นนี้ คำวินิจฉัยที่ศาลอ่านจะเป็นคำวินิจฉัยที่ผ่านการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบกอปรด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ วิญญูชนย่อมพิจารณาได้เอง
ด้วยข้อเท็จจริงข้างต้น ในสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังขาดความไว้วางใจระหว่างกันอย่างรุนแรงของผู้คนในสังคม เราเห็นว่าความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ย่อมมิใช่เพียงเพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องนี้แล้วจึงสมควรยอมรับ หากทว่ายังจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดของเรื่องประกอบกันว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมหรือความอยุติธรรม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณียุบพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคดังกล่าวนี้ จะก่อให้เกิดความยุติธรรมอันควรแก่การสมานฉันท์หรือไม่ หรือมีคุณค่าควรแก่การยอมรับนับถือในฐานะที่เป็นคำวินิจฉัยในทางตุลาการหรือไม่ คำตอบย่อมขึ้นอยู่กับเสียงแห่งมโนธรรมสำนึกของแต่ละบุคคล

รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
อ.ธีระ สุธีวรางกูร
อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
3 ธันวาคม 2551

“องค์กรวิชาชีพสื่อ”ไม่แตกต่าง “หมา...มีเจ้าของ”

ที่มา ประชาทรรศน์

บทบรรณาธิการ

ถามกันมาเพียบสำหรับ “ข้อมูลใหม่” ที่กองบรรณาธิการคิดว่าจะได้นำออกเผยแพร่สู่สาธารณชน แต่กลับทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายๆ ข้อ โดยเฉพาะการพาดพิงบุคคลซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องหนุนหลังให้ กลุ่มม็อบโกเต๊กซ์ ที่พิจารณาเหตุผลทั้งปวงแล้วไม่สามารถจะนำมาถ่ายทอดผ่านช่องทางสาธารณะได้ ต้องขออภัยท่านผู้อ่าน !!! แต่... บอกได้เพียงว่าข้อมูลที่รู้ พอๆ กับที่ท่านผู้อ่านรู้ ... ขบวนการสตรีสูงอายุ ที่ไปอยู่เบื้องหลัง มีใครเกี่ยวข้องบ้าง ใครเอาของจากที่สูงไปแจกจ่ายให้คนป่วนบ้านป่วนเมือง และส่อว่ามีสัมพันธ์ทางเพศกับนักการเมืองแดนสะตอ ข่าวนี้... “คอน
เฟิร์ม”...!!!...

มาว่ากันต่อเรื่อง แถลงการณ์สมาคมวิชาชีพ ที่ออกมาล่าสุด ที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองอ่านแล้วอ่านอีก ไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าจะมีการเขียนแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาเข้าข้างคนทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ท่ามกลางประเทศประสบปัญหาความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะมีคนไม่ทำตามกติกา ไม่ทำตามกฎหมาย มีการชุมนุมโดยใช้อาวุธและความรุนแรงก่อน ดังศาลสถิตยุติธรรมที่ได้ออกมาชี้แจงแล้ว

รากเหง้าปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ ส่วนที่สำคัญที่หลายคนออกมาตำหนินั่นคือ สื่อสารมวลชน ที่รายงานข่าวเอนเอียงเข้าข้างคนทำชั่ว มีการ ใช้ความเป็นสื่อสารมวลชนบังหน้า ใช้เครื่องมือของสื่อสารมวลชน ทั้ง สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ หนังสือพิมพ์ และ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ปลุกระดม ยั่วยุประชาชน 24 ชั่วโมง โดยขาดหลักการของการนำเสนอข่าว 2 ด้านอย่างแท้จริง

ที่จริงไม่น่าแปลกใจ ในการกระทำของสมาคมสื่อเหล่านี้ เพราะ มีลูกน้องของ แกนนำม็อบโกเต๊กซ์ นั่งแท่นเป็น หัวหน้าขบวนการ อยู่ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ขัดกันอย่างเห็นได้ชัด

ไม่น่าแปลกใจ เพราะคนใน สมาคมวิชาชีพ เหล่านี้เข้าไปร่วมหัวจมท้าย เลือกข้างกับโจรกบฏ ในเหตุการณ์ 9 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ยอมพลีกายตนเองล่อนจ้อน เรียงหน้าสลอน เข้าไปเป็น สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งเป็นผลิตผลของคณะเผด็จการทรราช หวังลาภ ยศ เงินทอง

สมาคมวิชาชีพเลือกข้างไปแล้ว จะมีประโยชน์โพดผลใดอีกที่จะมาออกแถลงการณ์ เพราะความเชื่อถือเชื่อมั่นย่อมไม่มี นั่นหมายความว่าไม่มีใครเชื่อถือเชื่อมั่นคนเหล่านี้อีกต่อไป

ก่อนหน้านี้สมาคมวิชาชีพ พูดถึง ระยะห่างระหว่าง นักข่าวกับแหล่งข่าว แต่การกระทำสวนทางกับคำพูดอย่างชัดแจ้ง
สมาคมวิชาชีพไม่เคยพูดถึงการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ในการหวังผลเพื่อปลุกระดมยั่วยุผู้คน
สมาคมวิชาชีพ ไม่เคยพูดเรื่องการคุกคามสิทธิเสรีภาพทางร่างกายของผู้สื่อข่าวหลายต่อหลายครั้งจากม็อบอันธพาลโกเต๊กซ์
สมาคมวิชาชีพ ไม่เคยพูดเรื่องการคุกคามเสรีภาพทางจิตใจหลายต่อหลายครั้งจากม็อบอันธพาลโกเต๊กซ์

แม้กระทั่งล่าสุด “เสื้อสีขาว” ยุติความรุนแรง ที่ สมาคมสื่อเหล่านี้เป็นคนเอามารณรงค์ให้ใส่กันทั่วไป ยังถูกแก๊งโจรกบฏ สั่งให้ถอดออก ไม่เว้นแม้หญิงหรือชาย ซึ่งเป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพทางจิตใจอย่างรุนแรง แต่ไม่มีแถลงการณ์ประณามการกระทำถ่อยสถุลชั่วชาติ...นี้เลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังจะเพิ่มอิทธิพลของสมาคมสื่อทั้งหลายด้วยการ ออกบัตรสมาคมวิชาชีพมาล่ามคอนักข่าว

ใครจะเอาบัตรที่ว่าไปสวมคอ ไม่ต่างอะไรกับการให้คนที่อวดอ้างตัวมาจากสมาคมวิชาชีพลากจูง เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน เข้าพื้นที่รายงานข่าวตามใจ “คนสถุล-คนพาล” พวกนี้จะสั่งการ หากไม่ทำตามถูกกระชากบัตรออกจากคออีก... !!!

เมื่อ “สมาคมวิชาชีพ” กลายเป็น “หมามีเจ้าของ” ซึ่งเจ้าของคือผู้ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นพวก บ้าเผด็จการ ... บ้าอำนาจ ... บ้าไสยศาสตร์ ... ไม่เคารพกฎหมาย ... ไร้สติปัญญาไร้... ความสามารถ ทำประเทศเสียหายย่อยยับ จึงไม่แปลกที่แถลงการณ์จึงมีเนื้อหาส่วนใหญ่ไปในทางปกป้องฝ่ายตนเอง เทียบเคียงเหตุการณ์จงใจให้จับต้นชนปลายไม่ถูก

“หมามีเจ้าของ” ถูกตีตรวน ล่ามโซ่ ใส่ปลอกคอ ไม่กี่ตัว ยังดิ้นรนให้ หมาตัวอื่นๆ ถูก ตีตรวน ล่ามโซ่ ใส่ปลอกคอ ไปด้วย มันน่าเศร้าใจจริงๆ